ปรับแต่งการตั้งค่าการให้ความยินยอม

เราใช้คุกกี้เพื่อช่วยให้คุณสามารถไปยังส่วนต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพและทำหน้าที่บางอย่าง คุณจะพบข้อมูลโดยละเอียดเกี่ยวกับคุกกี้ทั้งหมดภายใต้หมวดหมู่ความยินยอมแต่ละประเภทด้านล่าง คุกกี้ที่ได้รับการจัดหมวดหมู่ว่า "จำเป็น" จะถูกจัดเก็บไว้ในเบราว์เซอร์ของคุณ เนื่องจากมีความจำเป็นต่อการทำงานของฟังก์ชันพื้นฐานของเว็บไซต์... 

ใช้งานอยู่เสมอ

คุกกี้ที่จำเป็นมีความสำคัญต่อฟังก์ชันพื้นฐานของเว็บไซต์ และเว็บไซต์จะไม่สามารถทำงานได้ตามวัตถุประสงค์หากไม่มีคุกกี้เหล่านี้

คุกกี้เหล่านี้ไม่จัดเก็บข้อมูลที่สามารถระบุตัวบุคคลได้

ไม่มีคุกกี้ที่จะแสดง

คุกกี้แบบฟังก์ชันนอลช่วยทำหน้าที่บางอย่าง เช่น แบ่งปันเนื้อหาของเว็บไซต์บนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย รวบรวมความคิดเห็น และฟีเจอร์อื่นๆ ของบุคคลที่สาม

ไม่มีคุกกี้ที่จะแสดง

คุกกี้วิเคราะห์ใช้เพื่อทำความเข้าใจวิธีการที่ผู้เยี่ยมชมโต้ตอบกับเว็บไซต์ คุกกี้เหล่านี้ช่วยให้ข้อมูลเกี่ยวกับตัวชี้วัด เช่น จำนวนผู้เข้าชม อัตราตีกลับ แหล่งที่มาของการเข้าชม ฯลฯ

ไม่มีคุกกี้ที่จะแสดง

คุกกี้ประสิทธิภาพใช้เพื่อทำความเข้าใจและวิเคราะห์ดัชนีประสิทธิภาพหลักของเว็บไซต์ซึ่งจะช่วยให้สามารถมอบประสบการณ์การใช้งานที่ดีขึ้นแก่ผู้เยี่ยมชม

ไม่มีคุกกี้ที่จะแสดง

คุกกี้โฆษณาใช้เพื่อส่งโฆษณาที่ได้รับการปรับแต่งตามการเข้าชมก่อนหน้านี้ และวิเคราะห์ประสิทธิภาพของแคมเปญโฆษณา

ไม่มีคุกกี้ที่จะแสดง

#AOT


AOT ร่วง 4.73% กลับมากังวลสภาพคล่อง King Power แนะเลี่ยงลงทุน

AOT ร่วง 4.73% กลับมากังวลสภาพคล่อง King Power แนะเลี่ยงลงทุน

หุ้นวิชั่น-ทีมข่าวหุ้นวิชั่น รายงาน บล.ธนชาต ระบุ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (AOT) แจ้งการแก้ไขหนังสือที่ส่งให้ตลาดหลักทรัพย์ฯ (ตลท.) วันที่ 17 ก.พ.68 โดยแก้ไขข้อความการเลื่อนจ่ายเงินประกันขั้นต่ำของ King Power เป็นเดือนก.ย.67 – เม.ย.68 (เดิม ก.ย.67 – ก.พ.68)มองเป็น “ลบ” ต่อ AOT จากความกังวลของตลาดในเรื่องสภาพคล่องของ King Power อย่างไรก็ดีมองว่าผลการดำเนินงานของ King Power น่าจะดีขึ้นจากการเติบโตของผู้โดยสารของ AOT และท้ายที่สุดคาดว่าจะสามารถจ่ายเงินประกันขั้นต่ำให้ AOT ได้ตามปกติคงคำแนะนำ “ซื้อ” AOT พื้นฐาน 55 บาท สำหรับทางกลยุทธ์ แนะนำ “หลีกเลี่ยง” การลงทุนไปก่อน เนื่องจากความกังวลดังกล่าวยังกดดันราคาหุ้นอยู่

SCB ยัน King Power จ่ายดอกเบี้ยไม่ขาด โบรกชี้ไม่กังวล แนะ “ซื้อ” เป้า 130 บ.

SCB ยัน King Power จ่ายดอกเบี้ยไม่ขาด โบรกชี้ไม่กังวล แนะ “ซื้อ” เป้า 130 บ.

          หุ้นวิชั่น - ทีมข่าวหุ้นวิชั่นรายงาน บล. หยวนต้า ระบุว่า วันศุกร์ที่ผ่านมาราคาหุ้น SCBX (SCB) ปรับตัวลง 3.2% DoD หลังมีกระแสข่าวเกี่ยวกับยอดลูกหนี้ไม่หมุนเวียนของ AOT ที่เพิ่มขึ้น ซึ่งตลาดมองว่าลูกหนี้สำคัญที่มีการค้างชำระคือกลุ่ม King Power ซึ่งมีการขอเลื่อนชำระค่าผลประโยชน์ขั้นต่ำ (Minimum Guarantee) เดือน ส.ค. 2024 ถึง ก.พ. 2025 ออกไป 18 เดือน โดยยอมจ่ายค่าปรับ 9% ต่อปี สร้างความกังวลว่าจะมีผลส่งต่อมายัง SCB ซึ่งตลาดคาดจะเป็นหนึ่งในธนาคารที่เป็นผู้ออก Bank Guarantee และมี King Power เป็นลูกค้าสินเชื่อบริษัท Our Take           ► เบื้องต้นเราสอบถามไปยัง SCB และพบว่า King Power ยังถูกจัดเป็นลูกหนี้ปกติ แม้จะมีประเด็นค้างชำระค่า Minimum Guarantee กับ AOT ทำให้ธนาคารมีการตั้งสำรองสำหรับกรณีดังกล่าวเพียงเล็กน้อย ทั้งนี้ ข้อมูลลูกค้าถือว่าเป็นข้อมูลที่ Sensitive ทำให้ธนาคารไม่สามารถเปิดเผยมูลหนี้รวมของ King Power ที่มีกับธนาคารได้ แต่ยืนยันว่า King Power ยังมีการชำระดอกเบี้ยเข้ามาอย่างสม่ำเสมอ           ► จากการสืบค้นข้อมูลงบการเงินปี 2023 ของบริษัท คิงเพาเวอร์ ดิวตี้ฟรี และคิงเพาเวอร์ สุวรรณภูมิ ซึ่งเป็นคู่สัญญากับ AOT มีจำนวนหนี้สินรวม (Total Liabilities) 16,459 ลบ. และ 7,990 ลบ. ตามลำดับ หากประเมินความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นภายใต้สมมติฐานเลวร้าย นั่นคือทั้ง 2 บริษัทมีมูลหนี้สินเชื่อรวมที่ 24,449 ลบ. (ราว 1% ของสินทรัพย์เสี่ยง) หากมีการปรับชั้นลูกหนี้ลงเป็น Stage 2 ตามสัญญาณความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้ที่เพิ่มขึ้น คาดจะมีการตั้งสำรองราว 3,825 ลบ. (สมมติให้หนี้สินดังกล่าวเป็นหนี้สินที่มีหลักประกันครอบคลุมมูลหนี้ 50% และมีการตั้งสำรอง 31.3% ของมูลหนี้หลังหักมูลค่าหลักประกัน ใกล้เคียงกับการตั้งสำรองที่เกิดขึ้นใน 4Q24) คิดเป็น 8.4% ของประมาณการกำไรสุทธิปี 2025 แต่หากมีการผิดนัดชำระหนี้จนกลายเป็นหนี้ Stage 3 (NPLs) คาดจะมีการตั้งสำรองเพิ่มขึ้น 6,957 ลบ. คิดเป็น 15.3% ของประมาณการกำไรสุทธิปี 2025 ทั้งนี้ ผลกระทบที่เกิดขึ้นจริงอาจรุนแรงน้อยกว่าที่เราประเมินเพราะบางส่วนจะถูกชดเชยด้วย Management Overlay แต่จะทำให้แนวโน้มการตั้งสำรองเพิ่มขึ้นในระยะยาวเพื่อสร้าง Management Overlay ใหม่ขึ้นมาชดเชย           ► ปัจจุบันเรายังคงประมาณการกำไรสุทธิปี 2025 ของ SCB ไว้ที่ 45,435 ลบ. โต 3.4% YoY ตามประมาณการเดิม เพราะมองประเด็นดังกล่าวจะไม่กระทบต่อผลดำเนินงานของบริษัท เนื่องจาก King Power ยังมีการดำเนินธุรกิจและสามารถชำระคืนหนี้แก่ธนาคารได้ตามปกติ แต่มีโอกาสที่ธนาคารจะเพิ่มอัตราการตั้งสำรองสำหรับ King Power มากขึ้นกว่าลูกหนี้ปกติ หากมีการค้างชำระแก่ AOT นานขึ้นเรื่อยๆ           ► เรามองราคาหุ้น SCB ที่ปรับตัวลงมาเป็นจังหวะสะสม สำหรับนักลงทุนที่ต้องการหุ้นธนาคารที่มีเงินปันผลน่าสนใจ เพราะแม้ประเมินผลจากการตั้งสำรองในกรณีที่ทั้ง 2 บริษัทกลายเป็นหนี้เสีย SCB ก็ยังสามารถจ่าย Div. Yield ปี 2025 ได้ในระดับสูงกว่า 5.7% ส่วนช่วงสั้นเราคาด SCB จะยังจ่ายปันผลสำหรับกำไรสุทธิ 2H24 จำนวนหุ้นละ 7 บาท คิดเป็น Div. Yield 5.9% ตามประมาณการเดิม เพราะมองประเด็นดังกล่าวไม่ได้ทำให้เงินกองทุนลดลงจนถึงระดับที่น่ากังวล จึงยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” มูลค่าพื้นฐานปี 2025 เดิมที่ 130 บาท

ตลท.แจงหุ้นร่วง เหตุราคาหุ้น DELTA รับข่าวผลงานต่ำคาด-AOT ข่าวสัมปทาน

ตลท.แจงหุ้นร่วง เหตุราคาหุ้น DELTA รับข่าวผลงานต่ำคาด-AOT ข่าวสัมปทาน

         ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET Index) เปิดภาคเช้าวันนี้ (17 ก.พ. 2568) ปรับลดลง 31.96 จุด หรือ 2.51% ลดลงจากเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา มาอยู่ที่ 1,240.14 จุด สาเหตุหลักมาจากการปรับลงของราคาหุ้น DELTA ที่ลดลงหลังข่าวผลประกอบการที่ลดลงต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ และการปรับลดลงของหุ้น AOT เนื่องจากข่าวสัญญาสัมปทาน อย่างไรก็ตามบริษัทได้ชี้แจงเพิ่มเติมมาแล้วเช้าวันนี้ โดยล่าสุด (ณ เวลา 10.28 น.) ดัชนี SET Index อยู่ที่ 1,248.57 จุด ปรับลดลง 1.85% หรือ 23.53 จุด

AOT ร่วง 7.45% โบรกฯ แห่หั่นเป้า เหลือเฉลี่ย 51 บ./หุ้น

AOT ร่วง 7.45% โบรกฯ แห่หั่นเป้า เหลือเฉลี่ย 51 บ./หุ้น

         หุ้นวิชั่น-ทีมข่าวหุ้นวิชั่น รายงาน บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ ระบุ จากการรวบรวมข้อมูลเช้านี้พบว่า ตลาดหรือ Consensus มีการปรับลดราคาเป้าหมายเฉลี่ยของ AOT เหลืออยู่ที่ 51.00 บาท/หุ้น ประกอบด้วย - INVX ปรับลงสู่ Neutral และลดเป้าหมายสู่ 57.00 บาท/หุ้น - ASP ปรับลงสู่ Neutral เป้าหมายที่ 52.00 บาท/หุ้น - Kingsford ปรับลงสู่ Hold เป้าหมายที่ 60.00 บาท/หุ้น - PI คงที่ Hold และลดเป้าหมายสู่ 50.00 บาท/หุ้น - Maybank ปรับลงสู่ Sell ลดเป้าหมายสู่ 42.00 บาท/หุ้น - KGI ปรับลงสู่ Neutral และลดเป้าหมายสู่ 50.00 บาท/หุ้น - UOB KayHian ปรับลงสู่ Hold เป้าหมายที่ 52.00 บาท/หุ้น - CGS ปรับลงสู่ Reduce เป้าหมายที่ 45.00 บาท/หุ้น          ทั้งนี้ตลาดมีมุมมองกังวล AOT อาจต้องตั้งสำรอง หาก KPD ประสบปัญหาสภาพคล่อง ซึ่งจะทำให้รายได้ส่วนแบ่งผลประโยชน์ลดลงและกังวลปัญหาลูกหนี้การค้าเพิ่มขึ้น          มองปัจจัยลบข้างต้นจะเป็น overhang กดดันราคาหุ้น AOT ในระยะสั้นนี้ จึงแนะนำหลีกเลี่ยงลงทุนระยะสั้นออกไปก่อน ทั้งนี้นักลงทุนที่สนใจหุ้นกลุ่มท่องเที่ยว แนะนำ MINT ERW เป็นทางเลือกลงทุน

abs

ปตท. แข็งแกร่งร่วมกับสังคมไทย และเติบโตในระดับโลกอย่างยั่งยืน

AOT แจงยิบ ไม่ได้แก้ไขสัญญาสัมปทาน “คิง เพาเวอร์” ยังดำเนินการตามสัญญา

AOT แจงยิบ ไม่ได้แก้ไขสัญญาสัมปทาน “คิง เพาเวอร์” ยังดำเนินการตามสัญญา

         หุ้นวิชั่น - บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (AOT) เปิดเผยต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ ว่า ตามที่ปรากฏหัวข้อข่าวในหนังสือพิมพ์รายวัน “ข่าวหุ้นธุรกิจ” เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2568 ระบุว่า “คิงเพาเวอร์เผชิญสภาพคล่องตกต่ำ จับตาอาจต้องแก้สัญญาเพิ่ม” นั้น บริษัทฯ ขอเรียนชี้แจงว่า ทอท.มิได้ทำการแก้ไขสัญญาสัมปทานที่มีกับกลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์จากกรณีดังกล่าวแต่อย่างใด และยังคงดำเนินการตามสัญญาอย่างต่อเนื่อง โดย ทอท.ขอชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว ดังนี้          1.สารสนเทศดังกล่าวได้ระบุถึง ความเห็นของนักวิเคราะห์ที่ได้ประชุมร่วมกับผู้บริหารของ ทอท. โดย บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) หรือ CGSI ระบุว่า ปัญหาสภาพคล่องของกลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์อาจมีผลกระทบต่อรายได้ของ ทอท. หากสถานการณ์นี้ยังยืดเยื้อ ซึ่งอาจนําไปสู่การเจรจาปรับเงื่อนไข เกี่ยวกับข้อตกลงสัมปทาน โดยเฉพาะในเรื่องค่าผลประโยชน์ตอบแทนขั้นต่ำรายปี (Minimum Guarantee) ซึ่งเป็นแหล่งรายได้หลักของ ทอท.จากการสัมปทานดังกล่าว เนื่องจากปัจจุบันรายได้จากสัมปทานมีสัดส่วนประมาณ 33% ของรายได้รวมที่ ทอท. คาดว่าจะได้รับในปีงบประมาณ 2568 และยังเป็นแหล่งกําไรหลักของ ทอท. หากมีการปรับเงื่อนไขสัมปทานจริง อาจส่งผลกระทบต่อประมาณการกําไรของ ทอท. ในด้านการลงทุน CGSI มองว่าสถานการณ์ดังกล่าวสร้างความไม่แน่นอน ซึ่งอาจทำให้เกิดความกังวลจากนักลงทุน โดยคาดว่าราคาหุ้นของ ทอท.อาจได้รับแรงกดดันในเชิงลบในระยะสั้น เช่นเดียวกับบริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จํากัด (มหาชน) หรือ KS ระบุว่า ทอท.กําลังเผชิญกับปัญหาลูกหนี้การค้าที่เพิ่มขึ้น จากการที่ผู้รับสัมปทานขอเลื่อนการชําระเงินออกไปอีก 18 เดือน โดยระหว่างนี้ผู้รับสัมปทานจะต้องจ่ายค่าปรับในอัตราประมาณ 18% ต่อเดือน          2. ทอท.ขอชี้แจงว่า บริษัท คิง เพาเวอร์ดิวตี้ฟรี จำกัด (KPD) มีหนังสือถึง ทอท. ลงวันที่ 26 สิงหาคม 2567 เรื่อง ขอความอนุเคราะห์เลื่อนการชำระค่าผลประโยชน์ตอบแทนจากการประกอบกิจการจำหน่าย สินค้าปลอดอากร ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ(ทสภ.) ท่าอากาศยานภูเก็ต (ทภก.) ท่าอากาศยานเชียงใหม่ (ทชม.) ท่าอากาศยานหาดใหญ่ (ทหญ.) และท่าอากาศยานดอนเมือง (ทดม.) โดยระบุว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของ โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ในหลายประเทศตั้งแต่ต้นปี 2563 ซึ่งส่งผลกระทบในวงกว้าง โดยเฉพาะต่อ อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทย รวมถึง KPD ก็ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าวอย่างรุนแรง เนื่องจากรัฐบาล ได้ออกข้อกำหนดในการจำกัดและควบคุมการเดินทางอย่างเคร่งครัด เพื่อควบคุมการแพร่ระบาด ส่งผลให้จำนวน เที่ยวบินและผู้โดยสารลดลงอย่างมาก ทำให้ KPD ไม่สามารถดำเนินธุรกิจตามสัญญาได้ตามปกติ อย่างไรก็ตาม ในระหว่างที่ KPD ประสบปัญหาสถานการณ์โควิด-19 นั้น KPD ก็พยายามประคับประคองธุรกิจให้ดำเนินการต่อ เพื่อให้ธุรกิจรวมถึงพนักงานทุกคนสามารถอยู่รอดในสภาวะที่ยากลำบากนี้ อันเกิดจากการที่ร้านค้าจำหน่ายสินค้า ปลอดอากรต้องปิดร้านค้าชั่วคราวตามคำสั่งของรัฐบาลอันเนื่องมาจากสถานการณ์ของโรคโควิด-19 และเป็นเหตุให้พนักงานขายต้องขาดรายได้หลัก และส่งผลกระทบต่อการดำรงชีพอย่างมาก แต่ด้วยความอนุเคราะห์ของ ทอท. ที่ได้ออกมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการฯ ในสนามบิน โดยการให้ผู้ประกอบการฯ เลื่อนชำระค่าผลประโยชน์ ตอบแทนเพื่อให้สามารถประกอบธุรกิจต่อไปได้ จากการที่ KPD ได้รับมาตรการการเลื่อนชำระค่าผลประโยชน์ตอบแทน จาก ทอท. KPD จึงสามารถดูแลและเยียวยาพนักงานของ KPD ได้จนถึงปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม เมื่อสถานการณ์ของ โรคโควิด-19 เริ่มคลี่คลาย แต่ KPD ยังคงได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงและต่อเนื่อง และไม่สามารถฟื้นคืนธุรกิจได้อย่าง เต็มที่ตามที่เคยประเมินไว้ รวมถึงความจําเป็นที่ต้องลงทุนเป็นจำนวนมากเพื่อการปรับปรุง ก่อสร้าง ติดตั้งระบบต่าง ๆ ภายในอาคารผู้โดยสาร ทสภ., ทภก. และ ทดม. เป็นผลให้ KPD ประสบปัญหาสภาพคล่องตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา นอกเหนือจากนั้น การที่สถาบันการเงินมีนโยบายไม่ปล่อยสินเชื่อเพิ่มเติม รวมถึงการทยอยครบกำหนดชำระหนี้ต่าง ๆ กับสถาบันการเงิน และค่าผลประโยชน์ตอบแทนที่ครบกำหนดชำระให้แก่ ทอท. (งวดปกติและงวดที่ถึงกำหนดชําระ จากการเลื่อนชําระ) และการชําระค่าสินค้าที่ได้สั่งซื้อไว้กับ Supplier (ซึ่งเป็นหัวใจหลักเพื่อให้มีสินค้าไว้จําหน่าย) ทำให้สถานะทางการเงินของ KPD ที่มีภาระต้องชําระค่าภาระต่าง ๆ เกิดการกระจุกตัวในช่วงที่ผ่านมาเป็นจำนวนมาก นอกจากนั้น จำนวนค่าผลประโยชน์ตอบแทนขั้นต่ำที่ KPD ต้องชําระให้แก่ ทอท.นั้น คิดเป็นสัดส่วนที่ค่อนข้างสูง จากการที่ประมาณการเติบโตของยอดใช้จ่ายของผู้โดยสารไม่เป็นไปตามที่คาดไว้ เนื่องจากประมาณการที่เติบโตฯ ดังกล่าวประเมินจากสถานการณ์ก่อนเกิดวิกฤตการณ์โรคโควิด-19 เป็นผลให้สัดส่วนค่าผลประโยชน์ตอบแทนขั้นต่ำ อยู่ในเกณฑ์ที่สูงมาก เมื่อเทียบกับรายได้ในปัจจุบัน นอกจากนี้ยอดขายสินค้าปลอดอากรต่อผู้โดยสารก็ไม่เป็นไปตาม เป้าหมายที่กำหนดไว้ เนื่องจากการชะลอตัวของสภาวะเศรษฐกิจ ทำให้ผู้โดยสารระมัดระวังในการใช้จ่ายมากขึ้น และการใช้จ่ายเกี่ยวกับสินค้าปลอดอากรก็เติบโตน้อยลงกว่าที่ได้ประมาณการไว้ จากเหตุผลดังกล่าวเป็นเหตุให้รายได้ ของ KPD ไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ และประสบกับปัญหาขาดทุน โดยในปี 2566 ขาดทุนถึง จำนวน 651,512,785 บาท ซึ่ง KPD ได้พยายามดำเนินการในหลากหลายรูปแบบเพื่อให้มีรายได้เพิ่มมากขึ้น แต่นับตั้งแต่เดือนมกราคม 2567 จนถึงปัจจุบัน KPD ก็ยังคงประสบภาวะขาดทุนมาโดยตลอด จากข้อเท็จจริงดังกล่าว KPD จึงมีความจําเป็นอย่างยิ่งที่ต้องขอความอนุเคราะห์จาก ทอท. ในการเลื่อนการชําระค่าผลประโยชน์ตอบแทนขั้นต่ำซึ่งครบกำหนดชําระตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2567 จนถึง เดือนกรกฎาคม 2568 (รวม 12 งวด) ออกไปเป็นระยะเวลางวดละ 18 เดือน ซึ่งจะทำให้ KPD มีระยะของช่องว่าง ทางการเงินที่เพียงพอกับการฟื้นฟูให้สภาพคล่องของ KPD กลับเข้าสู่สภาวะปกติอีกครั้ง รวมถึงการขอเลื่อน ชำระค่าผลประโยชน์ตอบแทนนับแต่งวดชําระปลายเดือนสิงหาคม 2567 นั้น สืบเนื่องมาจากช่วงดังกล่าวเริ่มเข้าสู่ ฤดูท่องเที่ยว (Peak Season) KPD คาดการณ์ว่าจะมีรายได้เพิ่มขึ้นจากนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามายังประเทศไทย ในช่วง Peak Season ดังนั้น KPD จึงต้องเตรียมความพร้อมเพื่อการสั่งซื้อสินค้ามาจําหน่ายเพิ่มเติม เพื่อรองรับ ผู้โดยสารที่มาใช้บริการ ณ ทสภ. ทภก. และ ทดม. ในช่วงดังกล่าว และเพื่อให้สามารถผลักดันยอดรายได้จากฤดูกาล ท่องเที่ยวที่กําลังจะมาถึงให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะสามารถกระทำได้ นอกจากนี้ การเลื่อนชําระค่าผลประโยชน์ตอบแทน ขั้นต่ำดังกล่าวจะทำให้ KPD ไม่มีภาระเพิ่มเติมในช่วงระหว่างการเลื่อนชําระ และจะทำให้KPD สามารถแก้ปัญหา สภาพคล่องในปัจจุบันตามที่กล่าวข้างต้นได้ โดย KPD คาดหวังว่าจะมีรายได้เพิ่มขึ้น และจะทำให้สภาพคล่อง ทางการเงินดีขึ้นตามลำดับ และกลับเข้าสู่สภาวะปกติในช่วงปี 2569 ทั้งนี้ KPD ใคร่ขอเรียนว่าการขอเลื่อนการชําระค่าผลประโยชน์ตอบแทนขั้นต่ำตามที่กล่าว ข้างต้นนั้น เกิดจากผลกระทบจากหลายปัจจัยที่เกิดขึ้นพร้อมกันและต่อเนื่อง (ตามข้อเท็จจริงที่เรียนไว้ข้างต้น) อันเป็นผลมาจากวิกฤตการณ์ของสถานการณ์โรคโควิด-19 ที่ไม่คาดคิดและเป็นเหตุสุดวิสัยที่ KPD ไม่สามารถควบคุมได้ จนส่งผลต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน (ถึงแม้สถานการณ์จะปรับตัวดีขึ้นตามลำดับก็ตาม) ทำให้รายได้ของ KPD ไม่เป็นไปตามที่ KPD คาดการณ์ไว้และนํามาสู่ปัญหาสภาพคล่องทางการเงินที่ยากจะหลีกเลี่ยงได้          3.ทอท.ได้พิจารณาหนังสือดังกล่าวจาก KPD ตามข้อ 2 แล้ว และได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงจาก ผลประกอบการตามสัญญา พบว่าสัดส่วนค่าผลประโยชน์ตอบแทนขั้นต่ำของ KPD อยู่ในเกณฑ์ที่สูงมาก เมื่อเทียบกับ รายได้ในปัจจุบัน นอกจากนี้ ยอดขายสินค้าปลอดอากรต่อผู้โดยสารก็ไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้จึงมีความเห็นว่า KPD ประสบปัญหาสภาพคล่องตามที่ได้ระบุในหนังสือฯ จริง และการดำเนินการดังกล่าวเป็นการแจ้งการผิดนัดชำระหนี้ ตามเงื่อนไขในสัญญา ซึ่งไม่เกิดความเสียหายแก่ ทอท. แต่เนื่องจากสัญญาได้ระบุค่าปรับผิดนัดชำระไว้ที่ร้อยละ 18 ทอท.จึงแจ้งต่อคู่สัญญา ตามหนังสือที่ ทอท.16818/2567 อนุญาตให้KPD เลื่อนชำระค่าผลประโยชน์ตอบแทนขั้นต่ำ ของเดือนกันยายน 2567 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ออกไปเป็นระยะเวลางวดละ 18 เดือน โดยไม่ยกเว้นการเรียกเก็บ ค่าปรับจากการเลื่อนชำระค่าผลประโยชน์ตอบแทนดังกล่าว          4.ที่ผ่านมา ในปี 2567 ผู้ประกอบการเชิงพาณิชย์และสายการบิน ณ ท่าอากาศยานของ ทอท. ทั้ง 6 แห่ง เช่น กลุ่มผู้ประกอบการร้านค้าเชิงพาณิ ชย์ ผู้ประกอบการร้านค้าปลอดอากร (Duty Free) กลุ่มผู้ประกอบการรถเช่า สายการบินบางราย และบริษัทร่วม ต่างประสบปัญหาในทิศทางเดียวกันกับกลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ ดังระบุในข้อ 3 เป็นผลให้ในปี 2567 มีผู้ประกอบการกว่า 70 ราย ขอเลื่อนชำระ/ผ่อนชำระ ขอยกเลิก ประกอบกิจการ ขอลดขนาดพื้นที่ จากปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ที่ทำให้ผู้ประกอบการฯ สายการบิน หรือคู่ค้าอื่น ๆ ของ ทอท. ประสบปัญหาจากการดำเนินงานในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ ทอท. เช่น ผลประกอบการขาดทุน จนทำให้สภาพคล่อง ไม่เพียงพอที่จะชำระค่าใช้จ่ายให้แก่ ทอท.ตามกำหนด ซึ่งปัจจุบันผู้ประกอบการฯ ของ ทอท.โดยเฉลี่ยมีการชำระ ค่าผลประโยชน์ตอบแทนขั้นต่ำสูงกว่าอัตราส่วนแบ่งรายได้ (Revenue Sharing) เกินกว่าร้อยละ 50 ในการนี้ ผู้ประกอบการฯ บางส่วนจึงได้แสดงเจตนาพร้อมเหตุผลและข้อมูลสนับสนุนเพื่อขอผ่อนชำระ ขยายระยะเวลา การชำระเงิน หรือปรับโครงสร้างการชำระเงิน โดย ทอท.ได้พิจารณาถึงผลกระทบต่อ ทอท.แล้ว พบว่าการอนุญาตให้ ผู้ประกอบการฯ ปรับโครงสร้างการชำระเงินจะเป็นประโยชน์กับ ทอท.มากกว่าการไม่อนุญาตให้ผู้ประกอบการฯ ดำเนินการตามที่ร้องขอ รวมทั้งดีกว่าการยกเลิกสัญญาและทำการประมูลใหม่ เนื่องจากอาจทำให้ ทอท.ได้รับ ค่าผลประโยชน์ตอบแทนต่ำกว่าที่เคยได้รับอย่างมีนัยสำคัญ โดยที่ผ่านมา ทอท.จะเรียกเก็บค่าปรับจากการผิดนัดชำระ ที่กำหนดไว้ในเงื่อนไขสัญญาในอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ซึ่งเป็นอัตราค่าปรับที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยเบี้ยปรับของรัฐวิสาหกิจอื่น และสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยผิดนัดชำระที่กำหนดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2564 ที่กำหนดอัตราดอกเบี้ยผิดนัดชำระในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี อย่างมีนัยสำคัญ          5.ดังนั้น เพื่อให้ ทอท.ยังสามารถรักษาผู้ประกอบการฯ และสายการบินที่มีศักยภาพ แต่ประสบปัญหาขาดสภาพคล่องจากวิกฤตเศรษฐกิจที่ถดถอยอย่างต่อเนื่อง ภายหลังสถานการณ์แพร่ระบาด ของโรคโควิด-19 รวมถึงสถานการณ์สงครามในยูเครนและอิสราเอล ให้สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ทอท.จึงได้จัดทำ โครงการขยายระยะเวลาชำระเงินของผู้ประกอบการฯ และสายการบิน ณ ท่าอากาศยานของ ทอท. ทั้ง 6 แห่ง ที่เผชิญ สภาพคล่องตกต่ำ เสนอคณะกรรมการ ทอท. ในคราวประชุมครั้งที่ 1/2568 เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2568 ซึ่งที่ประชุม ได้มีมติให้ความเห็นชอบโครงการฯ ดังกล่าว โดยมีหลักเกณฑ์และเงื่อนไข ดังต่อไปนี้ 5.1.1 ผู้ประกอบการฯ และสายการบินจะต้องมีหนังสือแจ้งความประสงค์เข้าร่วมโครงการฯ ล่วงหน้าก่อนวันครบกำหนดชำระเงินตามสัญญา พร้อมทั้งต้องแสดงเหตุผลของการขาดสภาพคล่องให้ ทอท.พิจารณา ภายในวันที่ 30 กันยายน 2568 5.1.2 ผู้ประกอบการฯ และสายการบินที่ขอเข้าร่วมโครงการฯ จะต้องมีหลักประกันสัญญา และวงเงินของหลักประกันสัญญาต้องครอบคลุมเงินต้นรวมกับค่าปรับจากการผิดนัดชำระในอัตรา 18% ต่อปี 4 5.1.3 ผู้ประกอบการฯ และสายการบินจะสามารถเลื่อน และ/หรือแบ่งชำระค่าผลประโยชน์ ตอบแทน หรือค่าบริการสนามบิน (Landing and Parking Charges) โดยระยะเวลาที่ขอเลื่อน และ/หรือแบ่งชำระ งวดสุดท้ายจะต้องสิ้นสุดไม่เกินอายุสัญญาและไม่เกิน 24 เดือน นับถัดจากเดือนที่ ทอท.มีมติอนุมัติโครงการฯ (มกราคม 2570) 5.1.4 ผู้ประกอบการฯ และสายการบินต้องชำระดอกเบี้ยของยอดเงินที่ขอเลื่อน และ/หรือ แบ่งชำระทุกเดือน ตามอัตราที่ ทอท.กำหนด โดยอัตราดอกเบี้ย (ร้อยละต่อปี) คำนวณจากอัตราดอกเบี้ยเงินกู้เฉลี่ย ที่ธนาคารพาณิชย์เรียกเก็บจากลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี (Minimum Loan Rate : MLR) ของธนาคารพาณิชย์ ขนาดใหญ่ 5 แห่ง ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน), ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน), ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน), ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) และธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) และบวกเพิ่มอีก 2% ต่อปีซึ่งอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวจะต้องไม่น้อยกว่าต้นทุนทางการเงิน (Weighted Average Cost of Capital : WACC) ของ ทอท. โดยกำหนดอัตราดอกเบี้ย MLR และ WACC ณ วันที่ผู้ประกอบการฯ และสายการบินแต่ละราย ได้รับอนุมัติให้เข้าร่วมโครงการฯ ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยดังกล่าว ให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ ทอท.อนุมัติเป็นต้นไป โดยไม่มีผลย้อนหลัง (ผู้ประกอบการฯ และสายการบินที่เข้าร่วมโครงการฯ จะต้องชำระดอกเบี้ยให้ ทอท. ทุกเดือน เพื่อเป็นการลดความเสี่ยง ซึ่งโดยปกติแล้ว ทอท.จะเรียกเก็บดอกเบี้ยกรณีผิดนัดชำระพร้อมกับเงินต้น ในคราวเดียวกัน) 5.1.5 ในกรณี ที่ผู้ประกอบการฯ และสายการบินผิดนัดชำระเงินของโครงการฯ งวดใดงวดหนึ่งหรือมีหนี้สินเกิดขึ้นใหม่ ให้ถือว่าสิทธิ์ตามโครงการนี้สิ้นสุดลงทันที และ ทอท.จะดำเนินการตามเงื่อนไข สัญญาต่อไป 5.1.6 ทอท.ขอสงวนสิทธิ์ในการพิจารณาตามความเหมาะสมและยกเลิกโครงการฯ ได้และ ให้ผลการพิจารณาของ ทอท. ถือเป็นที่สุด จากการชี้แจงดังกล่าว ทอท.ขอยืนยันว่า ทอท.มิได้ทำการแก้ไขสัญญาสัมปทานที่มีกับกลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ จากกรณีดังกล่าวแต่อย่างใด และยังคงดำเนินการตามสัญญาอย่างต่อเนื่อง โดย ปฏิบัติตาม หลักธรรมาภิบาล และหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดีอย่างเคร่งครัด

AOT ยันไม่แก้ไขสัญญาสัมปทาน คิงเพาเวอร์แค่เลื่อนจ่าย

AOT ยันไม่แก้ไขสัญญาสัมปทาน คิงเพาเวอร์แค่เลื่อนจ่าย

         หุ้นวิชั่น – AOT หรือ ทอท.ยัน มิได้ทำการแก้ไขสัญญาสัมปทานที่มีกับกลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ และยังคงดำเนินการตามสัญญาอย่างต่อเนื่อง แค่เลื่อนจ่ายผลประโยชน์ และชำระค่าปรับ 18 % ตามสัญญา นายกฤช ภาคากิจ เลขานุการบริษัท ทอท. หรือ AOT ได้ชี้แจงมายังตลาดหลักทรัพย์ว่า ได้พิจารณาหนังสือดังกล่าวจาก บริษัท คิง เพาเวอร์ ดิวตี้ฟรี จำกัด หรือ KPD เรื่อง ขอความอนุเคราะห์เลื่อนการชำระค่าผลประโยชน์ตอบแทนจากการประกอบกิจการจำหน่าย สินค้าปลอดอากร ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ทสภ.) ท่าอากาศยานภูเก็ต (ทภก.) ท่าอากาศยานเชียงใหม่ (ทชม.) ท่าอากาศยานหาดใหญ่ (ทหญ.) และท่าอากาศยานดอนเมือง (ทดม.)          โดยระบุว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของ โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ในหลายประเทศตั้งแต่ต้นปี 2563 ซึ่งส่งผลกระทบในวงกว้าง โดยเฉพาะต่อ อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทย รวมถึง KPD ก็ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าวอย่างรุนแรง          และได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงจาก ผลประกอบการตามสัญญา พบว่าสัดส่วนค่าผลประโยชน์ตอบแทนขั้นต่ำของ KPD อยู่ในเกณฑ์ที่สูงมาก เมื่อเทียบกับ รายได้ในปัจจุบัน นอกจากนี้ ยอดขายสินค้าปลอดอากรต่อผู้โดยสารก็ไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ จึงมีความเห็นว่า KPD ประสบปัญหาสภาพคล่องตามที่ได้ระบุในหนังสือฯ จริง          และการดำเนินการดังกล่าวเป็นการแจ้งการผิดนัดชำระหนี้ ตามเงื่อนไขในสัญญา ซึ่งไม่เกิดความเสียหายแก่ ทอท. แต่เนื่องจากสัญญาได้ระบุค่าปรับผิดนัดชำระไว้ที่ร้อยละ 18 ทอท.จึงแจ้งต่อคู่สัญญา ตามหนังสือที่ ทอท.16818/2567 อนุญาตให้ KPD เลื่อนชำระค่าผลประโยชน์ตอบแทนขั้นต่ำ ของเดือนกันยายน 2567 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ออกไปเป็นระยะเวลางวดละ 18 เดือน โดยไม่ยกเว้นการเรียกเก็บ ค่าปรับจากการเลื่อนชำระค่าผลประโยชน์ตอบแทนดังกล่าว          ที่ผ่านมา ในปี 2567 ผู้ประกอบการเชิงพาณิชย์และสายการบิน ณ ท่าอากาศยานของ ทอท. ทั้ ง 6 แห่ง เช่น กลุ่มผู้ประกอบการร้านค้าเชิงพาณิชย์ ผู้ประกอบการร้านค้าปลอดอากร (Duty Free) กลุ่มผู้ประกอบการรถเช่า สายการบินบางราย และบริษัทร่วม ต่างประสบปัญหาในทิศทางเดียวกันกับกลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์  เป็นผลให้ในปี 2567 มีผู้ประกอบการกว่า 70 ราย ขอเลื่อนชำระ/ผ่อนชำระ ขอยกเลิก ประกอบกิจการ ขอลดขนาดพื้นที่ จากปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ที่ทำให้ผู้ประกอบการฯ สายการบิน หรือคู่ค้าอื่น ๆ ของ ทอท. ประสบปัญหาจากการดำเนินงานในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ ทอท. เช่น ผลประกอบการขาดทุน จนทำให้สภาพคล่อง ไม่เพียงพอที่จะชำระค่าใช้จ่ายให้แก่ ทอท.ตามกำหนด          ซึ่งปัจจุบันผู้ประกอบการฯ ของ ทอท.โดยเฉลี่ยมีการชำระ ค่าผลประโยชน์ตอบแทนขั้นต่ำสูงกว่าอัตราส่วนแบ่งรายได้ (Revenue Sharing) เกินกว่าร้อยละ 50 ในการนี้ ผู้ประกอบการฯ บางส่วนจึงได้แสดงเจตนาพร้อมเหตุผลและข้อมูลสนับสนุนเพื่อขอผ่อนชำระ ขยายระยะเวลา การชำระเงิน หรือปรับโครงสร้างการชำระเงิน          โดย ทอท.ได้พิจารณาถึงผลกระทบต่อ ทอท.แล้ว พบว่าการอนุญาตให้ ผู้ประกอบการฯ ปรับโครงสร้างการชำระเงินจะเป็นประโยชน์กับ ทอท.มากกว่าการไม่อนุญาตให้ผู้ประกอบการฯ ดำเนินการตามที่ร้องขอ รวมทั้งดีกว่าการยกเลิกสัญญาและทำการประมูลใหม่ เนื่องจากอาจทำให้ ทอท.ได้รับ ค่าผลประโยชน์ตอบแทนต่ำกว่าที่เคยได้รับอย่างมีนัยสำคัญ          โดยที่ผ่านมา ทอท.จะเรียกเก็บค่าปรับจากการผิดนัดชำระ ที่กำหนดไว้ในเงื่อนไขสัญญาในอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ซึ่งเป็นอัตราค่าปรับที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยเบี้ยปรับของรัฐวิสาหกิจอื่น และสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยผิดนัดชำระที่กำหนดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2564 ที่กำหนดอัตราดอกเบี้ยผิดนัดชำระในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี อย่างมีนัยสำคัญ          ดังนั้น เพื่อให้ ทอท.ยังสามารถรักษาผู้ประกอบการฯ และสายการบินที่มีศักยภาพ แต่ประสบปัญหาขาดสภาพคล่องจากวิกฤตเศรษฐกิจที่ถดถอยอย่างต่อเนื่องภายหลังสถานการณ์แพร่ระบาด ของโรคโควิด-19 รวมถึงสถานการณ์สงครามในยูเครนและอิสราเอล ให้สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้          ทอท.จึงได้จัดทำ โครงการขยายระยะเวลาชำระเงินของผู้ประกอบการฯ และสายการบิน ณ ท่าอากาศยานของ ทอท. ทั้ง 6 แห่ง ที่เผชิญ สภาพคล่องตกต่ำ เสนอคณะกรรมการ ทอท. ในคราวประชุมครั้งที่ 1/2568 เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2568 ซึ่งที่ประชุม ได้มีมติให้ความเห็นชอบโครงการฯ ดังกล่าว โดยมีหลักเกณฑ์และเงื่อนไข ดังต่อไปนี้ ผู้ประกอบการฯ และสายการบินจะต้องมีหนังสือแจ้งความประสงค์เข้าร่วมโครงการฯ ล่วงหน้าก่อนวันครบกำหนดชำระเงินตามสัญญา พร้อมทั้งต้องแสดงเหตุผลของการขาดสภาพคล่องให้ ทอท.พิจารณา ภายในวันที่ 30 กันยายน 2568 ผู้ประกอบการฯ และสายการบินที่ขอเข้าร่วมโครงการฯ จะต้องมีหลักประกันสัญญา และวงเงินของหลักประกันสัญญาต้องครอบคลุมเงินต้นรวมกับค่าปรับจากการผิดนัดชำระในอัตราร้อยละ 18 ต่อปี 4 5.1.3          ผู้ประกอบการฯ และสายการบินจะสามารถเลื่อน และ/หรือแบ่งชำระค่าผลประโยชน์ ตอบแทน หรือค่าบริการสนามบิน (Landing and Parking Charges) โดยระยะเวลาที่ขอเลื่อน และ/หรือแบ่งชำระ งวดสุดท้ายจะต้องสิ้นสุดไม่เกินอายุสัญญาและไม่เกิน 24 เดือน นับถัดจากเดือนที่ ทอท.มีมติอนุมัติโครงการฯ (มกราคม 2570)          ผู้ประกอบการฯ และสายการบินต้องชำระดอกเบี้ยของยอดเงินที่ขอเลื่อน และ/หรือ แบ่งชำระทุกเดือน ตามอัตราที่ ทอท.กำหนด โดยอัตราดอกเบี้ย (ร้อยละต่อปี) คำนวณจากอัตราดอกเบี้ยเงินกู้เฉลี่ย ที่ ธนาคารพาณิชย์เรียกเก็บจากลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี (Minimum Loan Rate : MLR) ของธนาคารพาณิชย์ ขนาดใหญ่ 5 แห่ง ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน), ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน), ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน), ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) และธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) และบวกเพิ่มอีกร้อยละ 2 ต่อปี ซึ่งอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวจะต้องไม่น้อยกว่าต้นทุนทางการเงิน (Weighted Average Cost of Capital : WACC) ของ ทอท. โดยกำหนดอัตราดอกเบี้ย MLR และ WACC ณ วันที่ผู้ประกอบการฯ และสายการบินแต่ละราย ได้รับอนุมัติให้เข้าร่วมโครงการฯ ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยดังกล่าว ให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ ทอท.อนุมัติเป็นต้นไป โดยไม่มีผลย้อนหลัง (ผู้ประกอบการฯ และสายการบินที่เข้าร่วมโครงการฯ จะต้องชำระดอกเบี้ยให้ ทอท. ทุกเดือน เพื่อเป็นการลดความเสี่ยง ซึ่งโดยปกติแล้ว ทอท.จะเรียกเก็บดอกเบี้ยกรณีผิดนัดชำระพร้อมกับเงินต้น ในคราวเดียวกัน)          ในกรณีที่ผู้ประกอบการฯ และสายการบินผิดนัดชำระเงินของโครงการฯ งวดใดงวดหนึ่งหรือมีหนี้สินเกิดขึ้นใหม่ ให้ถือว่าสิทธิ์ตามโครงการนี้สิ้นสุดลงทันที และ ทอท.จะดำเนินการตามเงื่อนไข สัญญาต่อไป 5.1.6 ทอท.ขอสงวนสิทธิ์ในการพิจารณาตามความเหมาะสมและยกเลิกโครงการฯ ได้ และ ให้ผลการพิจารณาของ ทอท. ถือเป็นที่สุด          จากการชี้แจงดังกล่าว ทอท.ขอยืนยันว่า ทอท.มิได้ทำการแก้ไขสัญญาสัมปทานที่มีกับกลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ จากกรณีดังกล่าวแต่อย่างใด และยังคงดำเนินการตามสัญญาอย่างต่อเนื่อง โดยปฏิบัติตาม หลักธรรมาภิบาล และหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดีอย่างเคร่งครัด

AOT โบรกมองราคาหุ้นปรับลง  โอกาส หรือ ความเสี่ยง?

AOT โบรกมองราคาหุ้นปรับลง โอกาส หรือ ความเสี่ยง?

          หุ้นวิชั่น - บล.กรุงศรี ประเมินหุ้น AOT โดยฝ่ายวิจัยคงคำแนะนำ Buy ราคาเป้าหมาย (TP25F) 64.50 บาท ราคาหุ้น AOT ลดลง -14%dd มาปิดที่ 47 บาท ใกล้กรณีWorst case หากต้องยกเลิกสัญญา King Power ขณะที่ฝ่ายวิจัยประเมินมีความเป็นไปได้น้อย จากอุตฯการบินฟื้นตัวหนุน King Power กลับมาชำระหนีได้ตามปกติ           นอกจากนี้หุ้น AOT ยังมีUpside 10-20% จากการเรียกเก็บ PSC transit/transfer และขึ้น ค่า PSC ฝ่ายวิจัยงมองเป็นโอกาส “ทยอยสะสม” ราคาหุ้น AOT ถูกกดดันจาก Sentiment ลบความเสี่ยงหากต้องประมูลสัมปทาน Duty Free สุวรรณภูมิใหม่ และได้MG ต่ำกว่าสัญญาปัจจุบัน           อย่างไรก็ตาม ประเมินมีโอกาสน้อยที่จะเกิดการประมูลใหม่ และกรณีWorst case หากประมูลใหม่แล้ว MG กลับไปเท่ากับสัญญาสัมปทานก่อนหน้ามูลค่าพื้นฐานจะอยู่ที่ 46.18 บาท ใกล้เคียงราคาปิดเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา           นอกจากนี้ราคาเป้าหมายมีโอกาสเกิด Upside +6.75 ถึง +13.75 บาท/หุ้น จากการเก็บค่า PSC transit/transfer และการขึ้นค่า PSC ที่คาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในปีปฎิทิน 2025 (คาดผลการศึกษาแล้วเสร็จกลางปี2025)           ฝ่ายวิจัยจึงมองราคาหุ้น AOT ที่ลดลงจากความกังวลข้างต้นเป็นโอกาส “ทยอยสะสม” หุ้น AOT ที่เป็นผู้ให้บริการสนามบินหลักของ ประเทศซึ่งมีโอกาสเติบโตตามอุตฯ ท่องเที่ยวไทย

abs

เจมาร์ท สร้างความสามารถในการแข่งขัน ด้วยการสร้าง Synergy Ecosystem

AOT ราคาร่วงแรง กังวลรายได้ส่วนแบ่งผลประโยชน์ต่ำ-ยอดลูกหนี้ค้างจ่ายสูง

AOT ราคาร่วงแรง กังวลรายได้ส่วนแบ่งผลประโยชน์ต่ำ-ยอดลูกหนี้ค้างจ่ายสูง

          หุ้นวิชั่น - ทีมข่าวหุ้นวิชั่น รายงาน บล.กรุงศรี ระบุ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (AOT) ราคาหุ้นลงแรงหลังประชุมบ่ายวันนี้ โดยมีประเด็นกังวล 2 ประเด็น - รายได้ส่วนแบ่งผลประโยชน์โตต่ำกว่าคาดเนื่องจากมีรายได้บางส่วนที่ไม่ได้เพิ่มตามปริมาณผู้โดยสาร - ยอดลูกหนี้ค้างจ่ายสูงขึ้นจากผู้ประกอบการในสนามบินมีปัญหาสภาพคล่อง แต่อย่างไรก็ตาม ระยะเวลายังไม่เกินวงเงินประกันที่ AOT เรียกเก็บจากผู้ประกอบการ           อย่างไรก็ตาม ลุ้นเรียกเก็บ PSC transit/transfer และขึ้นค่า PSC ในปีนี้

AOT ร่วง 3.21% รับกำไร Q1/68 ต่ำคาด

AOT ร่วง 3.21% รับกำไร Q1/68 ต่ำคาด

          หุ้นวิชั่น-ทีมข่าวหุ้นวิชั่น รายงาน บล. ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) ระบุ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (AOT) มีกำไรจากการดำเนินงานปกติเติบโต 16% yoy และ 26% qoq ใน 1Q68 แต่ยังต่ำกว่าประมาณการ และ Bloomberg consensus เพราะรายได้ที่ไม่เกี่ยวกับกิจการการบินอ่อนตัว           ทั้งนี้สังเกตเห็นว่า AOT มีลูกหนี้การค้า (AR) เพิ่มขึ้นจาก 1.28 หมื่นล้านบาทในเดือนก.ย.67 เป็น 1.5 หมื่นล้านบาทในเดือนธ.ค.67 โดยลูกหนี้การค้าไม่หมุนเวียนเพิ่มขึ้นก้าวกระโดดถึง 143% qoq เป็น 6.24 พันล้านบาทใน 1Q68 ซึ่งในหมายเหตุประกอบงบการเงินของ AOT ระบุว่าลูกหนี้การค้าไม่หมุนเวียน ประกอบด้วยลูกหนี้ที่มีแผนการชำระหนี้ระยะยาวและลูกหนี้ที่เข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการ หากบริษัท คิง เพาเวอร์(King Power) ซึ่งเป็นผู้รับสัมปทานหลักยังต้องใช้ความพยายามเพื่อจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนตามอัตราขั้นต่ำ (คิดเป็น 33% ของรายได้ AOT ในปี 68) เชื่อว่าอาจส่งผลกระทบรุนแรงต่อแนวโน้มกำไรของ AOT ในอนาคต (ทั้งนี้ AOT มีมาตรการช่วยเหลือทางการเงินแก่ King Power เช่นการขยายเครดิตเทอมในปลายปี 66)           โดยรายได้ส่วนแบ่งผลประโยชน์ต่อจำนวนผู้โดยสารระหว่างประเทศอยู่ที่ 270 บาท (-17% yoy, -10% qoq) หรือ ต่ำกว่าที่คาดไว้ 10% ถึงแม้ว่าพื้นที่สัมปทานจะลดลงใน 1Q68 แต่รายได้ค่าผลประโยชน์ตอบแทนขั้นต่ำต่อจำนวนผู้โดยสารระหว่างประเทศยังคงลดลงมากกว่าที่คาดไว้           อย่างไรก็ดี ค่าบริการผู้โดยสารขาออก (PSC) ที่ปรับเพิ่มขึ้นเป็นปัจจัยหลักที่หนุนให้รายได้เกี่ยวกับกิจการการบินเพิ่มขึ้น เป็น 8.8 พันล้านบาทใน 1Q68 (+24% yoy, +14% qoq) โดย จำนวนผู้โดยสารใน 1Q68 เพิ่มขึ้น 16% yoy และ 15% qoq เป็น 33.6 ล้านคน แบ่งเป็น 1. ผู้โดยสารระหว่าง ประเทศเพิ่มขึ้น 23% yoy และ 15% qoq เป็น 20.9 ล้านคนหลังอุตสาหกรรมท่องเที่ยวโลกฟื้นตัว 2. ขณะที่ ผู้โดยสารภายในประเทศเพิ่มขึ้นช้ากว่าหรือ 7% yoy และ 15% qoq เป็น 12.8 ล้านคน AOT จะจัดการประชุมทางโทรศัพท์เพื่อชี้แจงผลประกอบการวันที่ 14 ก.พ.68 ซึ่งคาดว่านักลงทุนจะเน้นสอบถามเรื่องรายได้ส่วนแบ่งผลประโยชน์, กำหนดปรับขึ้น PSC และแผนลงทุน           ยังแนะนำ “ถือ” AOT ที่ราคาเป้าหมาย 60 บาท ตามวิธี DCF (WACC: 7.6% TG: 3.0%) เพราะเชื่อว่าตลาดรับรู้เรื่องที่จำนวนผู้โดยสารน่าจะเติบโตดีในปี 68 แล้วรวมทั้งสะท้อนอยู่ในการประเมินมูลค่าในปัจจุบันของ AOT

AOT คาด 2Q67/68 โตต่อรับไฮซีซั่นนทท.  โบรกแนะ “ซื้อ” เป้า 64.00 บาท

AOT คาด 2Q67/68 โตต่อรับไฮซีซั่นนทท. โบรกแนะ “ซื้อ” เป้า 64.00 บาท

          หุ้นวิชั่น – ทีมข่าวหุ้นวิชั่น รายงาน บล.หยวนต้า ระบุว่า AOT รายงานกำไรสุทธิ 1Q67/68 ที่ 5.3 พันลบ. หากตัดรายการพิเศษ ได้แก่ กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน ขาดทุนจากการด้อยค่าสินทรัพย์ และตราสารอนุพันธ์ กำไรปกติจะอยู่ที่ 5.4 พันลบ. (+23% QoQ, +16% YoY) เติบโตดี QoQ จากช่วง High Season และเติบโต 16% YoY ตามการฟื้นตัวเด่นของภาคท่องเที่ยวหนุนให้จำนวนผู้โดยสารรวมและเที่ยวบินรวมเติบโต 16% YoY และ 15% YoY ตามลำดับ ► กำไรปกติ 1Q67/68 ออกมาต่ำกว่าที่เราและตลาดคาด 4-6% สาเหตุหลักจากรายได้รวมที่ต่ำกว่าคาด โดยเฉพาะรายได้ส่วนแบ่งผลประโยชน์ที่เติบโตเพียง 2% YoY ► รายได้เกี่ยวกับกิจการการบิน (Aeronautical Revenue) อยู่ที่ 8.8 พันลบ. (+14% QoQ, +25% YoY) เติบโตดี YoY จากรายได้ค่าบริการผู้โดยสารขาออกและค่าบริการสนามบินเป็นหลัก เนื่องจาก AOT รายงานจำนวนผู้โดยสารรวมที่ 33.6 ล้านคน (+15% QoQ, +16% YoY) และจำนวนเที่ยวบินรวม 2.0 แสนเที่ยว (+11% QoQ, +15% YoY) ► รายได้ที่ไม่เกี่ยวกับกิจการการบิน (Non-Aeronautical Revenue) อยู่ที่ 8.9 พันลบ. (-2% QoQ, +3% YoY) ต่ำกว่าคาดการณ์ของเรา 8% หลักๆ มาจากรายได้ส่วนแบ่งผลประโยชน์ที่รายงาน 5.6 พันลบ. (+4% QoQ, +2% YoY) แม้จะมีผลกระทบเชิงลบจากการขอพื้นที่เชิงพาณิชย์ทั้งหมด 3 ครั้งในปี 2024 แต่เราประเมินว่าด้วยจำนวนผู้โดยสารระหว่างประเทศที่เติบโตถึง 22% YoY ควรเพียงพอชดเชยให้รายได้ดังกล่าวเติบโต YoY ดีกว่าที่ทำได้เพียง 2% คาดผู้บริหารจะให้ข้อมูลเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวในการประชุมนักวิเคราะห์ช่วงบ่ายวันนี้ ► GPM รายงานที่ 46.6% (+383bps QoQ, +87bps YoY) อัตราการทำกำไรเติบโต YoY น้อยกว่าการเติบโตของรายได้ เนื่องจากมีการรับรู้ค่าเสื่อมราคาของรันเวย์ 3 (เปิด พ.ย. 24) แต่ต้นทุนค่าใช้จ่ายอื่นต่อรายได้รวมอยู่ที่ 4% ใกล้เคียง 1Q66/67 Our Take ► แนวโน้มผลประกอบการ 2567/68 (ม.ค.-มี.ค. 25) คาดกำไรปกติเติบโต QoQ ต่อเนื่องจากช่วง High Season โดยปกตินักท่องเที่ยวต่างชาติในไตรมาสหนึ่งจะเติบโตราว 10-15% QoQ สอดคล้องกับข้อมูล 1QTD ที่ AOT รายงานจำนวนผู้โดยสารรวมเฉลี่ยต่อวัน +11% QoQ และจำนวนเที่ยวบินรวม +9% QoQ ขณะที่เทียบ 2Q66/67 เราคาดผลประกอบการเติบโต YoY สอดคล้องกับรายงานตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติ 1QTD ที่ 4.8 ล้านคนเติบโตดี 17% YoY ► กำไรปกติ 3M67/68 จะคิดเป็น 25% ของคาดการณ์ทั้งปี 2567/68 ของเราที่ 2.2 หมื่นลบ. (+14% YoY) ประเด็นบวกที่ยังไม่รวมไว้ในประมาณการ ได้แก่ การขอปรับขึ้นค่าบริการผู้โดยสารขาออก (PSC) และการเก็บค่าธรรมเนียมผู้โดยสาร Transit/Transfer คาดเห็นความคืบหน้าใน 2H68, การเปิดประมูลผู้ให้บริการภาคพื้นรายที่ 3 ที่สนามบินสุวรรณภูมิคาดภายใน 1Q68 และการรับโอน 3 ท่าอากาศยานจาก ทย. ► เราคงประมาณการและคงคำแนะนำ “ซื้อ” แต่ปรับ WACC ที่ใช้ประเมินมูลค่าขึ้นเป็น 8.3% (จากเดิม 7.9%) เพื่อสะท้อนสภาวะตลาดปัจจุบันที่มีความเสี่ยงมากขึ้น ส่งผลให้ได้ราคาเหมาะสมใหม่ที่ 64.00 บาท ► เชิงกลยุทธ์ ตลาดมีโอกาสตอบสนองเชิงลบต่อราคาหุ้นจากผลประกอบการที่ออกมาต่ำกว่าคาด แนะนำรอหุ้นปรับฐาน หรือหากปรับตัวลงที่ระดับ 51-52 บาท ประเมินเป็นจุดที่น่าเข้าเก็งกำไร ► ความเสี่ยงสำคัญ: ตัวเลขนักท่องเที่ยวต่ำกว่าคาด การออกมาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติม และความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอยรุนแรงทั่วโลก

abs

มุ่งมั่นเป็นผู้นำ เชื่อมโยงทุกโครงข่ายระบบคมนาคมขนส่งอย่างยั่งยืน

AOT คาดโตต่อ 22%  โบรกแนะซื้อ เคาะเป้า 64.50 บ.

AOT คาดโตต่อ 22%  โบรกแนะซื้อ เคาะเป้า 64.50 บ.

          หุ้นวิชั่น - บล.กรุงศรี ส่องหุ้น AOT โดยคงคำแนะนำ Buy ราคาเป้าหมาย 64.50 บาท กำไรปี FY25F มีแนวโน้มโต +22%yy ตามการฟื้นของอุตฯ การบิน และมีUpside จากหลายโครงการที่คาดว่าจะชัดเจนขึ้น ในปีFY25F กำไรสุทธิ 1Q25 อยู่ที่5.3 พันลบ. เติบโต +17%yy +25%qq ตามปริมาณผู้โดยสารและเที่ยวบินที่ฟื้นตัว           ฝ่ายวิจัยคาดกำไรสุทธิ 2Q25F (ม.ค.-มี.ค.25) โตต่อเนื่อง yy และ qq จากฐานต่ำในปีก่อนและเป็นไปตามฤดูกาล (สถิติการบิน ม.ค.-มี.ค. จะดีกว่า ต.ค.-ธ.ค.) เบื้องต้นคาดกำไรสุทธิที่มากกว่า 6 พันลบ. +4%yy +12%qq ยังคงคาดกำไรสุทธิปี FY25F ที่ 23,356 ลบ. เติบโต +22%yy ภายใต้สมมติฐานปริมาณผู้โดยสาร 140.8 ล้านคน เติบโต +18%yy เทียบเท่า 99% to pre COVID และ ปริมาณเที่ยวบิน 880,815 เที่ยว เติบโต +21%yy เทียบเท่า 98% to pre COVID และคาดเงินปัน ผลจ่ายปี FY25F ที่ 0.82 บาท/หุ้น คิดเป็น Div yield 1.5%

AOT กำไร Q1/68 โต 17.12% ผู้โดยสารพุ่ง 33.62 ล้านคน

AOT กำไร Q1/68 โต 17.12% ผู้โดยสารพุ่ง 33.62 ล้านคน

             หุ้นวิชั่น - AOT รายงานกำไรสุทธิไตรมาสแรกปี 2568 ที่ 5,344.30 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 781.27 ล้านบาท (+17.12% YoY) รับอานิสงส์ จำนวนเที่ยวบินโต 14.78% และ ผู้โดยสาร จำนวนผู้โดยสารรวมมีทั้งหมด 33.62 ล้านคน เพิ่มขึ้น 16.41% จากการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ส่งเสริมการตลาดด้านการบินผลักดันท่าอากาศยานก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการบิน (Aviation Hub) ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้              บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (AOT) รายงานผลประกอบการสำหรับงวดสามเดือนสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2567 ทอท.มีกำไรสุทธิจำนวน 5,344.30ล้านบาท เพิ่มขึ้น 781.27 ล้านบาท หรือร้อยละ 17.12 เมื่อเปรียบเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน โดยมีรายได้จากการขายหรือการให้บริการเพิ่มขึ้น 1,956.27 ล้านบาท หรือร้อยละ 12.45 จากการเพิ่มขึ้นทั้งรายได้เกี่ยวกับกิจการการบิน 1,727.76 ล้านบาท หรือร้อยละ 24.41 และรายได้ที่ไม่เกี่ยวกับกิจการการบิน 228.51 ล้านบาท หรือร้อยละ 2.65 เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของจำนวนเที่ยวบินและจำนวนผู้โดยสาร รายได้อื่นเพิ่มขึ้น 160.37 ล้านบาท หรือร้อยละ196.22 ค่าใช้จ่ายรวมเพิ่มขึ้น 1,086.70 ล้านบาท หรือร้อยละ 11.73 ส่วนใหญ่เกิดจากการเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายผลประโยชน์พนักงาน ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย ค่าใช้จ่ายอื่น ค่าจ้างภายนอก และค่าซ่อมแซมและบำรุงรักษาในขณะที่ต้นทุนทางการเงินลดลง 65.04 ล้านบาท หรือร้อยละ 9.40 สำหรับค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้เพิ่มขึ้น 266.72 ล้านบาท หรือร้อยละ 23.23 สอดคล้องกับผลการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้น โครงการที่อนุมัติก่อนวันที่ 30 กันยายน 2567 และยังมีผลถึงปัจจุบัน              1. โครงการกระตุ้นตลาดด้านการบินให้กับสายการบินที่เปิดเส้นทางการบินใหม่ (New Routes to Airlines) ณ ท่าอากาศยานของ ทอท. ทั้ง 6 แห่ง เพื่อเป็นการส่งเสริมการสร้างเครือข่ายทางด้านการบินและเป็นปัจจัยกระตุ้นให้สายการบินตัดสินใจเปิดให้บริการเส้นทางการบินใหม่ รวมถึงเป็นการกระตุ้นการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมการบินให้เร็วขึ้น โดยมีเงื่อนไขดังนี้: - ให้ส่วนลดกับสายการบินที่ทำการบินในเส้นทางการบินใหม่ เมื่อเปรียบเทียบกับเส้นทางการบินของสายการบินตนเองที่ทำการบินระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2560 ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2562 - สายการบินจะต้องเริ่มทำการบินหลังวันเริ่มตารางการบินฤดูหนาว 2023 โดยต้องเป็นเที่ยวบินแบบประจำระหว่างประเทศและภายในประเทศ รวมถึงเที่ยวบินพิเศษสำหรับขนส่งผู้โดยสาร (Passenger Flight) - ระยะเวลาของโครงการเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2565 ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2568 โดยให้ส่วนลดค่าบริการในการขึ้นลงของอากาศยาน ค่าบริการที่เก็บอากาศยาน และค่าบริการใช้สะพานเทียบเครื่องบิน ในปีที่ 1 ร้อยละ 95, ปีที่ 2 และปีที่ 3 ร้อยละ 75              2. โครงการสร้างแรงจูงใจและชดเชยให้สายการบินที่ย้ายการให้บริการไปยังอาคารเทียบเครื่องบินรองหลังที่ 1 (Satellite 1: SAT-1) ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โดยให้ส่วนลดค่าเข้าพื้นที่ท้องรับรองใหม่ที่อาคาร SAT-1 และส่วนลดด้านการบินเฉพาะเที่ยวบินที่มาใช้บริการ ณ อาคาร SAT-1 เท่านั้น ได้แก่ ค่าบริการในการขึ้นลงของอากาศยาน ค่าบริการที่เก็บอากาศยาน และค่าบริการใช้สะพานเทียบเครื่องบิน อัตราส่วนลดขึ้นอยู่กับระยะเวลาโครงการที่สายการบินเลือก ทั้งนี้ ระยะเวลาโครงการมีระยะ 1.5 ปี หรือ 3 ปี              3. การให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการเชิงพาณิชย์ โดยเลื่อนชำระและแบ่งชำระส่วนต่างของค่าผลประโยชน์ตอบแทนในอัตราร้อยละ และค่าผลประโยชน์ตอบแทนขั้นต่ำของเดือนพฤศจิกายน 2566 - เมษายน 2567 โดยเปรียบเทียบค่าผลประโยชน์ตอบแทนขั้นต่ำกับค่าผลประโยชน์ตอบแทนในอัตราร้อยละ ในกรณีที่ค่าผลประโยชน์ตอบแทนร้อยละน้อยกว่า ให้ชำระค่าผลประโยชน์ตอบแทนร้อยละ สำหรับส่วนต่างจะให้เลื่อนชำระออกไปเป็นระยะเวลา 6 เดือน จากวันครบกำหนดชำระตามระยะเวลาปกติ และแต่ละงวดแบ่งชำระได้ 12 เดือน โครงการที่อนุมัติในไตรมาสที่ 1 ปี 2568 โครงการสนับสนุนการตลาดเพื่อเพิ่มเที่ยวบินระหว่างประเทศ (Marketing Fund)              ณ ท่าอากาศยานหาดใหญ่ และท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย โดย ทอท. จะให้ค่าสนับสนุนการตลาดกับสายการบินที่เปิดให้บริการเที่ยวบินระหว่างประเทศที่เชื่อมต่อกับท่าอากาศยานหาดใหญ่ และท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย จำนวน 300 บาทต่อผู้โดยสาร 1 คนในเที่ยวบินนั้นๆ โดยสายการบินที่ได้รับสิทธิ์ต้องเป็นเที่ยวบินประจำระหว่างประเทศ เที่ยวบินพิเศษ รวมถึงเที่ยวบินไม่ประจำหรือเที่ยวบินเช่าเหมาลำระหว่างประเทศ นอกจากนี้ต้องเป็นสายการบินที่เปิดให้บริการเส้นทางนั้นๆ ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2567 ถึงวันที่ 30 เมษายน 2569 ทั้งนี้ เฉพาะเที่ยวบินขนส่งผู้โดยสารเท่านั้น ภาพรวมและเหตุการณ์สำคัญ              บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.) ดำเนินกิจการท่าอากาศยานในประเทศไทยทั้งหมด 6 แห่ง ได้แก่ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ท่าอากาศยานดอนเมือง ท่าอากาศยานเชียงใหม่ ท่าอากาศยานหาดใหญ่ ท่าอากาศยานภูเก็ต และท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย โดยให้บริการสายการบินแบบประจำรวม 140 สายการบิน เป็นสายการบินขนส่งผู้โดยสารผสมขนส่งสินค้า 128 สายการบิน และขนส่งสินค้าอย่างเดียว 26 สายการบิน ปริมาณการจราจรทางอากาศของ ทอท. ระหว่างเดือนตุลาคม 2567 - ธันวาคม 2567 มีจำนวนเที่ยวบินรวม 204,549 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้นร้อยละ 14.78 เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน แบ่งเป็นเที่ยวบินระหว่างประเทศ 117,333 เที่ยวบิน และเที่ยวบินภายในประเทศ 87,216 เที่ยวบิน ส่วนจำนวนผู้โดยสารรวมมีทั้งหมด 33.62 ล้านคน เพิ่มขึ้นร้อยละ 16.41 เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน แบ่งเป็นผู้โดยสารระหว่างประเทศ 20.85 ล้านคน และผู้โดยสารภายในประเทศ 12.77 ล้านคน              การเติบโตของปริมาณการจราจรทางอากาศในไตรมาสนี้ เกิดจากการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องของภาคการท่องเที่ยว นโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ และได้รับปัจจัยหนุนจากช่วงวันหยุดยาว (Golden Week) ของสาธารณรัฐประชาชนจีน ส่งผลให้มีนักท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้นจากทั้งกลุ่มตลาดระยะไกล (Long Haul) และกลุ่มตลาดระยะใกล้ (Short Haul) ซึ่งสอดคล้องกับสมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ (International Air Transport Association: IATA) และองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (International Civil Aviation Organization: ICAO) ที่ประเมินไว้ว่าในปี 2568 อุตสาหกรรมการบินจะกลับมาเติบโตเทียบเท่ากับหรือมากกว่าในปี 2562 (ก่อนเกิดการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19)              ทอท. ได้สนับสนุนนโยบายกระตุ้นการท่องเที่ยวของภาครัฐโดยมีโครงการส่งเสริมการตลาดด้านการบินและให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการเชิงพาณิชย์มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เกิดการระบาดของโรคโควิด-19 ทอท.มีเป้าประสงค์หลักในการผลักดันท่าอากาศยานในความรับผิดชอบให้ก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการบิน (Aviation Hub) ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และการเป็นผู้ดำเนินการและจัดการ ท่าอากาศยานที่มีมาตรฐานระดับสากล เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าว ในระหว่างปี 2567-2570 ทอท มุ่งสู่การเป็นผู้ให้บริการท่าอากาศยานที่มีประสิทธิภาพสูง (High Performance Airport Operator) โดยเน้นการพัฒนาความสามารถในการรองรับผู้โดยสาร การจัดการความปลอดภัย และการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง ดังนี้ การพัฒนาท่าอากาศยานในความรับผิดชอบของ ทอท. - โครงการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ระยะที่ 2              ทอท.เปิดให้บริการอาคาร SAT-1 แล้วเมื่อเดือนกันยายน 2566 ทำให้ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิรองรับผู้โดยสารได้เพิ่มขึ้นจาก 45 ล้านคนต่อปี เป็น 60 ล้านคนต่อปี ซึ่งมีผู้โดยสารมาใช้บริการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ต่อมาเมื่อเดือนตุลาคม 2567 ทอท.ได้เปิดใช้ทางวิ่งเส้นที่ 3 เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับเที่ยวบินเพิ่มขึ้นจาก 68 เที่ยวบินต่อชั่วโมง เป็น 94 เที่ยวบินต่อชั่วโมง ให้สอดคล้องกับความสามารถในการรองรับ ผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้นจากอาคาร SAT-1 และ ทอท.อยู่ระหว่างดำเนินการปรับแบบงานก่อสร้างส่วนต่อขยายอาคาร ผู้โดยสารด้านทิศตะวันออก (East Expansion) เพื่อเพิ่มพื้นที่การให้บริการ ซึ่งจะรองรับผู้โดยสารได้เพิ่มขึ้นอีก 15 ล้านคนต่อปีเมื่อแล้วเสร็จ โดยคาดว่าจะเริ่มก่อสร้างในปี 2568 และแล้วเสร็จในปี 2571 และเพื่อเตรียมความพร้อมในการก่อสร้างส่วนต่อขยายอาคารผู้โดยสารด้านทิศตะวันออก ทอท.จึงขอคืนพื้นที่ประกอบกิจกรรมเชิงพาณิชย์จำนวน 1,257.560 ตารางเมตร จาก บริษัท คิง เพาเวอร์ สุวรรณภูมิ จำกัด หรือคิดเป็นร้อยละ 4.97 ของพื้นที่ประกอบกิจกรรมเชิงพาณิชย์ทั้งหมดของ บริษัท คิง เพาเวอร์ สุวรรณภูมิ จำกัด โดยมีผลนับตั้งแต่วันที่ 30 กรกฎาคม 2564 เป็นต้นไป - โครงการพัฒนาท่าอากาศยานดอนเมือง ระยะที่ 3              ทอท.อยู่ระหว่างดำเนินการออกแบบเพื่อก่อสร้างอาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศ และปรับปรุงอาคารผู้โดยสารในประเทศ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสารจาก 30 ล้านคนต่อปี เป็น 40 ล้านคนต่อปี และสามารถบริหารจัดการได้ 50 ล้านคนต่อปี โดยคาดว่าจะดำเนินการก่อสร้างอาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศแล้วเสร็จในปี 2573 และจะเสร็จสิ้นทั้งโครงการภายในปี 2576 - โครงการพัฒนาท่าอากาศยานเชียงใหม่ ระยะที่ 1              ทอท.จัดทำแบบก่อสร้างอาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศ และปรับปรุงอาคารผู้โดยสารหลังเดิมเป็นอาคารผู้โดยสารในประเทศ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสารจาก 8 ล้านคนต่อปี เป็น 20 ล้านคนต่อปีเสร็จแล้ว ปัจจุบันอยู่ระหว่างการพิจารณาอนุมัติจากหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง โดยคาดว่าจะดำเนินการก่อสร้างอาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศแล้วเสร็จในปี 2571 และจะเสร็จสิ้นทั้งโครงการภายในปี 2576 - โครงการพัฒนาท่าอากาศยานภูเก็ต ระยะที่ 2              ทอท.อยู่ระหว่างการจัดหาผู้รับจ้างสำรวจและออกแบบเพื่อก่อสร้างส่วนต่อขยายอาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสารจาก 12.5 ล้านคนต่อปี เป็น 18 ล้านคน ต่อปี โดยคาดว่าจะดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2572 - โครงการพัฒนาท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ระยะที่ 1              ทอท.อยู่ระหว่างการจัดหาผู้รับจ้างสำรวจและออกแบบเพื่อก่อสร้างอาคารผู้โดยสารหลังใหม่ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสารจาก 3 ล้านคนต่อปี เป็น 6 ล้านคนต่อปี โดยคาดว่าจะดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2572 - โครงการพัฒนาท่าอากาศยานหาดใหญ่              ทอท.อยู่ระหว่างการจัดหาที่ปรึกษาเพื่อทบทวนแผนแม่บทพัฒนาท่าอากาศยานให้สอดคล้องกับปริมาณการจราจรทางอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป

AOT ลุ้นกำไรโตต่อเนื่อง คาดQ1/68 นทท.หนุน เที่ยวบินแน่น

AOT ลุ้นกำไรโตต่อเนื่อง คาดQ1/68 นทท.หนุน เที่ยวบินแน่น

          หุ้นวิชั่น - บล.หยวนต้า ประเมินหุ้น AOT โดยมองว่าหากงบ 1Q24/25 ออกมาใกล้เคียงคาด จะคิดเป็น 26% ของประมาณการทั้งปี ฝ่ายวิจัยคงคาดการณ์กำไรปกติปี 2024/25 ที่2.2 หมื่นลบ. (+14% YoY) อิงสมมติฐานจำนวนผู้โดยสาร รวมฟื้นตัว 96% เทียบปี 2562 และจำนวน เที่ยวบินรวมเติบโต 8% YoY ทั้งนี้ ฝ่ายวิจัย คงเหมาะสม ณ สิ้นปี 2025 ที่ 69.00 บาท ต่อหุ้น ปรับคำแนะนำขึ้นเป็น “ซื้อ ”           โดยคาดกำไรปกติ 1Q24/25 ที่ 5.6 พันลบ. เติบโตดี28% QoQ จากช่วง High Season และโต 21% YoY ตามการฟื้นตัวเด่นของ ภาคท่องเที่ยวหนุนให้จำนวนผู้โดยสาร และเที่ยวบินรวมเติบโต 15-16% YoY ด้านแนวโน้ม 2Q24/25 (ม.ค-มี.ค.) ฝ่ายวิจัยคาดกำไรเติบโตทั้ง QoQ และ YoY สอดคล้อง กับการเติบโตของจำนวนเที่ยวบิน และ ผู้โดยสารรวม

abs

SSP : ผู้นำด้านพลังงานหมุนเวียน ทางเลือกใหม่เพื่ออนาคต

AOT หมดกังวลนทท.จีน  คาดกำไร Q1 พุ่ง 32% แนะซื้อ เป้า 64.5 บ.

AOT หมดกังวลนทท.จีน คาดกำไร Q1 พุ่ง 32% แนะซื้อ เป้า 64.5 บ.

หุ้นวิชั่น - ทีมข่าวหุ้นวิชั่นรายงาน บล.กรุงศรี เปลี่ยนคำแนะนำ AOT เป็น Buy (เดิม Trading Buy) คงราคาเป้าหมาย (TP25F) 64.50 บาท เรามองว่าราคาหุ้น AOT ลดลงสะท้อนความกังวลประเด็นนักท่องเที่ยวจีนมากเกินไป และเรายังมอง Positive ต่อแนวโน้มกำไร 1Q25F (ต.ค.-ธ.ค. 24) โตต่อเนื่อง (+23% yy +32% qq) ตามการฟื้นตัวของปริมาณการเดินทาง และกำไร 2Q25F มีแนวโน้มโตต่อเนื่องตามฤดูกาล นอกจากนี้ยังมี Upside risk จากอีกหลายโครงการที่คาดว่าจะมีความชัดเจนมากขึ้นในปีนี้ • AOT (Buy, TP25F-64.5):

AOTตรุษจีนผู้โดยสารดีด โบรกเคาะพื้นฐาน 72 บาท

AOTตรุษจีนผู้โดยสารดีด โบรกเคาะพื้นฐาน 72 บาท

หุ้นวิชั่น - บทวิเคราะห์ บล. ดาโอระบุว่า นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ในช่วงเทศกาลตรุษจีนระหว่างวันที่ 24 ม.ค.-2 ก.พ.2025 รวม 10 วัน คาดว่าจะมีผู้โดยสารเดินทางผ่านสนามบินของ AOT ทั้ง 6 แห่ง กว่า 4 ล้านคน เพิ่มขึ้น 10% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยในจำนวนนี้จะเป็นผู้เดินทางจากประเทศจีนประมาณ 7.7 แสนคน เพิ่มขึ้น 22.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนจำนวนเที่ยวบินจะอยู่ที่ 24,599 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้น 16.7% (ที่มา: นสพ.ข่าวหุ้น) มองเป็นบวกเล็กน้อย โดยการเติบโตระดับ +10% YoY ยังอยู่ในระดับค่าเฉลี่ยที่เราประมาณการไว้ ซึ่งเราประเมินจำนวนผู้โดยสาร FY25E ที่ 132 ล้านคน +11% YoY ขณะที่ 1QFY25E (ต.ค.-ธ.ค.24) มีผู้โดยสาร 34 ล้านคน +16% YoY และช่วงเทศกาลปีใหม่จำนวนผู้โดยสารโต 20% YoY สำหรับนักท่องเที่ยวจีนยังเติบโตดี เนื่องจากปี 2024 เทศกาลตรุษจีนอยู่ในเดือน ก.พ. ส่วนในปี 2025 อยู่ในเดือน ม.ค. อย่างไรก็ดี เรายังคงต้องติดตามสถานการณ์ของนักท่องเที่ยวจีนอย่างใกล้ชิดหลังจากมีข่าวเกี่ยวกับความไม่ปลอดภัยของนักท่องเที่ยวจีนเข้ามากดดันในระยะสั้น ทั้งนี้ เรายังคงประมาณการกำไร FY25E ที่ 2.3 หมื่นล้านบาท +20% YoY โดยประเมินกำไรสุทธิ 1QFY25E จะทำได้ดีที่ 5.7 พันล้านบาท (+24% YoY, +33% QoQ) ตามจำนวนผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้นเป็น และ 2QFY25E จะยังดีต่อเนื่องจาก high season ของการท่องเที่ยว และยังแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 72.00 บาท อิง DCF (WACC 7%, terminal growth 3.5%)

AOT ไม่แผ่ว ! คาด Q2/68 ไฮซีซั่นต่อเนื่อง โบรกเคาะเป้า 73 บ.

AOT ไม่แผ่ว ! คาด Q2/68 ไฮซีซั่นต่อเนื่อง โบรกเคาะเป้า 73 บ.

            หุ้นวิชั่น - บล.ฟิลลิป ส่องหุ้น AOT ประเมิน 1Q68 คาดกำไรสุทธิ+26.4% y-y จากผู้โดยสารละเที่ยวบิน +16.4% และ +14.8% y-y ตามการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยว แม้รายได้หายไปบางจากการขอคืนพื้นที่กลุ่มคิงเพาเวอร์ และยกเลิกดิวตี้ฟรีขาเข้า และ +35.0% q-q จาก high season ส่วน 2Q68 ยังเป็น high season ต่อเนื่อง คาดยังเห็นการฟื้นต่อเนื่อง แต่ปีก่อนฐานกำไรสูงเพราะมีบันทึกรายได้ค้างรับ จึงต้องรอดูการเติบโตของเที่ยวบินและผู้โดยสารทั้งไตรมาส            ทั้งนี้ 2Q68 เป็น high season ต่อเนื่อง โดย 2Q68 ยังเป็น high season โดยตัวเลข 1-11 ม.ค. ผู้ โดยสาร +18.4% และเที่ยวบิน +16.4% y-y ยังเติบโตจาก Inter เป็นหลัก แต่ 2Q67 กำไรฐานสูงจากการบันทึกรายได้บริการค้างรับ เทียบ 2Q68 ที่มีผลกระทบขอคืนพื้นที่และยกเลิกดิวตี้ฟรีขาเข้า กระทบ มาตั้งแต่ 4Q67 ต้องดูตัวเลขการโตของเที่ยวบิน-ผู้ โดยสารทั้งไตรมาสถึงจะบอกแนวโน้มได้ดีขึ้น  ฝ่ายวิจัย แนะนำ ซื้อ ให้ราคาเป้าหมายปี68 ที่ 73 บาท

abs

ออกแบบและติดตั้งระบบเครือข่ายและระบบสื่อสารอย่างครบวงจร

AOTคาดกำไรQ1โต24% ผู้โดยสาร high season-เป้า72บ.

AOTคาดกำไรQ1โต24% ผู้โดยสาร high season-เป้า72บ.

           หุ้นวิชั่น - บทวิเคราะห์ บล. ดาโอระบุว่า AOT แนะนำ “ซื้อ” และราคาเป้าหมาย 72.00 บาท อิง DCF (WACC 7%, terminal growth 3.5%) คาดกำไรสุทธิ 1QFY25E จะทำได้ดีที่ 5.7 พันล้านบาท (+24% YoY, +33% QoQ) จากการเริ่มเข้า high season ของการท่องเที่ยว ประเมินจำนวนผู้โดยสารรวมจะเพิ่มขึ้นเป็น 33.6 ล้านคน (+16% YoY, +15% QoQ) โดยส่วนใหญ่ยังเติบโตจากผู้โดยสารระหว่างประเทศที่จะดีขึ้นเป็น 20.9 ล้านคน (+23% YoY, +15% QoQ) ปรับตัวเพิ่มขึ้นมากโดยเฉพาะเดือน พ.ย.-ธ.ค.24 ที่จำนวนผู้โดยสารทำสถิติสูงสุดได้ต่อเนื่องนับตั้งแต่เกิดโควิด ส่วนผู้โดยสารในประเทศจะอยู่ที่ 12.8 ล้านคน (+7% YoY, +15% QoQ) นับว่ามีทิศทางที่ดีขึ้น จากก่อนหน้านี้ที่ทรงตัว YoYเรายังคงประมาณการกำไร FY25E ที่ 2.3 หมื่นล้านบาท +20% YoY โดยกำไร 1QFY25E จะคิดเป็น 25% ของทั้งปี สำหรับ 2QFY25E จะยังดีขึ้นและเป็นระดับสูงสุดของปี จาก high season ของการท่องเที่ยว สำหรับกรณีที่มีข่าวนักแสดงชาวจีนตกเป็นเหยื่อขบวนการค้ามนุษย์อาจทำให้นักท่องเที่ยวจีนฟื้นตัวช้ากว่าคาดได้บ้าง แต่จะยังได้ชดเชยจากนักท่องเที่ยว อินเดีย, อาเซียน, เอเชียตะวันออกที่ยังเติบโตดี รวมถึงนักท่องเที่ยวจากยุโรปและสหรัฐที่โดยปกติจะเพิ่มขึ้นมากในช่วงต้นปี ส่งผลให้เรายังประเมินจำนวนผู้โดยสาร FY25E ที่ 132 ล้านคน +11% YoY โดยจะยังเติบโตจากผู้โดยสารระหว่างประเทศมากกว่า นอกจากนั้น จะได้ผลบวกจากการเปิด Runway 3 สนามบินสุวรรณภูมิ ตั้งแต่ 1 พ.ย.24 จะช่วยรองรับจำนวนเที่ยวบินเพิ่มขึ้นจาก 64 เที่ยวบิน/ชั่วโมง เป็น 96 เที่ยวบิน/ชั่วโมงราคาหุ้น underperform SET -2%/-3% ในช่วง 3 และ 6 เดือน จากข่าวการขอคืนพื้นที่จากคิงเพาเวอร์ และการยกเลิก duty free ขาเข้า แต่ราคาหุ้นกลับมา outperform SET +2% ได้ใน 1 เดือน ทั้งนี้ เรายังแนะนำ ซื้อ และยังประเมินว่าราคาหุ้นจะกลับมา outperform SET ได้ จากกำไร 1Q-2QFY25E ที่จะดีขึ้นจากการเข้าสู่ช่วง high season ของการท่องเที่ยว

AOT ทะยานต่อ โบรกคาด Q1/68 ทำสถิติสูงสุดใหม่

AOT ทะยานต่อ โบรกคาด Q1/68 ทำสถิติสูงสุดใหม่

หุ้นวิชั่น - บล.เคจีไอ ส่องหุ้น AOT คาดว่ากำไรสุทธิของ AOT ใน 1Q68F จะออกมาน่าประทับใจที่ 6.16 พันล้านบาท (+35.0% YoY, +44.2% QoQ) คิดเป็น 26.4%ของประมาณการกำไรเต็มปีของฝ่ายวิจัยที่ 2.33 หมื่นล้านบาท (+21.8% YoY) โดยคาดว่าสัดส่วนรายได้จากธุรกิจที่เกี่ยวกับการบินและไม่ เกี่ยวกับการบินใน 1Q68F จะอยู่ที่ 48:52นอกจากการท่องเที่ยวจะแข็งแกร่งตามฤดูกาลอย่างต่อเนื่องใน 2Q68F (มกราคม-มีนาคม 2568) แล้ว ฝ่ายวิจัยยังมองแนวโน้มระยะยาวของ AOT เป็นบวก ทั้งนี้จากแนวโน้มผลประกอบการที่แข็งแกร่งใน 1H68F และในระยะยาว ฝ่ายวิจัยจึงยังคงคำแนะนำ ซื้อ โดยประเมินราคาเป้าหมาย DCF ปี FY68 ที่ 71.50 บาท AOT มีศักยภาพที่จะเติบโตต่อไปในอนาคต! นอกจากการท่องเที่ยวจะแข็งแกร่งตามฤดูกาลอย่างต่อเนื่องใน 2Q68F (มกราคม-มีนาคม 2568) แล้ว ยังมองแนวโน้มระยะยาวของ AOT เป็นบวก โดยปัจจัยสำคัญได้แก่ i) จำนวนผู้โดยสารที่น่าจะเพิ่มกลับไปถึงระดับก่อน COVID ระบาด และเพิ่มขึ้นสูงกว่านั้น (จำนวนผู้โดยสารระหว่างประเทศของ AOT จะเพิ่มขึ้นเป็น 79.2 ล้านคนในปี FY68F หรือเท่ากับ 94% ของระดับก่อน COVID ระบาด และจะเพิ่มขึ้นเป็น 87.2 ล้านคนในปี FY69F สูงกว่าระดับก่อน COVID ระบาด 3.7%) ii) ความสามารถในการรองรับเที่ยวบินที่จะเพิ่มขึ้น (จาก 68 เที่ยว/ชั่วโมง เป็น 94 เที่ยว/ชั่วโมงหลังจากเปิด runway ใหม่ที่สนามบินสุวรรณภูมิตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2567 iii) การขยายอาคารผู้โดยสารฝั่งทิศใต้ (South Terminal) เพื่อรองรับผู้โดยสาร 70 ล้านคน/ปี (ยังไม่มีข้อสรุป) และ iv) การพัฒนาสนามบินดอนเมืองเฟส III เพื่อรองรับผู้โดยสาร 50 ล้านคน/ปี ภายในปี 2573 ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาจากแผนพัฒนาสนามบินของ AOT ฝ่ายวิจัยเชื่อว่าน่าจะมีการปรับขึ้นค่าบริการผู้โดยสาร (PSC) ทั้งในประเทศและต่างประเทศอีกในอนาคต (ปัจจุบันเก็บจากผู้โดยสารในประเทศ 100 บาท และจากผู้โดยสารระหว่างประเทศ 700 บาท) ซึ่งหากใช้สมมติฐานว่ามีการปรับขึ้น PSC ของผู้โดยสารในประเทศจากอัตราในปัจจุบันอีก 10 บาท และระหว่างประเทศอีก 100 บาท จะทำให้ประมาณการกำไรของเรามี upside 1% และ 17% (ต่อปี)ตามลำดับ จากแนวโน้มผลประกอบการที่แข็งแกร่งใน 1H68F และในระยะยาว ยังคงคำแนะนำซื้อ โดยประเมินราคาเป้าหมาย DCF ปี FY68 ที่ 71.50 บาท (ใช้ WACC 9% และ TG 3%)

เป้านักท่องเที่ยวปี 68 โต 13% ที่ 40 ล้านคน หุ้นไหนเด็ด เช็กด่วน!

เป้านักท่องเที่ยวปี 68 โต 13% ที่ 40 ล้านคน หุ้นไหนเด็ด เช็กด่วน!

หุ้นวิชั่น - ทีมข่าวหุ้นวิชั่น รายงาน บริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ปี 2567 นักท่องเที่ยวต่างชาติ +26% y-y กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้สรุปตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มาประเทศไทยอยู่ที่ 35.54 ล้านคน +26.3% y-y โดยมีรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ 1.67 ล้านล้านบาท +34% y-y จากการที่รัฐบาลได้ประกาศมาตรการยกเว้นวีซ่า 60 วันให้กับประเทศต่าง ๆ รวม 93 ประเทศ โดย 3 อันดับแรกที่มา ไทยมากสุด คือ จีน มาเลเซีย และอินเดีย (ตารางที่ 1) และใน 10 อันดับแรก พบว่า 3 ประเทศที่มีการเติบโตดีสุด ได้แก่ จีน ไต้หวัน และอินเดีย ที่ 91.2%, 50.4% และ 30.7% ตามลำดับและมีเพียงสิงคโปร์ประเทศเดียวที่นักท่องเที่ยว -1.7% อย่างไรก็ตาม หากเทียบปี 2562 ก่อนเกิดโควิด-19 ที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติ 39.92 ล้านคน ยังคงลดลง 11% โดยนักท่องเที่ยวที่ ลดลงมากสุด 3 อันดับแรก คือ ญี่ปุ่น จีน และลาว ที่ 41.2%, 39.6% และ 39.5% และมี 4 ประเทศที่นักท่องเที่ยวในปี 2567 โตกว่าในปี 2562 ได้แก่ ไต้หวัน รัสเซีย มาเลเซีย และอินเดีย ที่ 39.4%, 17.8%, 15.9% และ 8.6% สำหรับการเที่ยวในประเทศของคนไทยในปี 2567 มีการท่องเที่ยว 198.69 ล้านครั้ง +7% y-y และสูงกว่าก่อนโควิด-19 ที่ 19.1% และรายได้การเที่ยวในประเทศที่ 0.95 ล้านล้านบาท +12% y-y เป้านักท่องเที่ยวปี 2568 โต 13% ที่ 40 ล้านคน: ททท.ได้ตั้งเป้ านักท่องเที่ยวต่างชาติ ในปี 2568 ที่ 40 ล้าน คน +13% y-y ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงกว่าตอนโควิด-19และใกล้เคียงกับคาดการณ์ ของ ธปท. ที่ 39.5 ล้านคน โดยได้ ประกาศแคมเปญใหญ่ “Amazing Thailand Grand Tourism & Sports Year 2025” ทุกกระทรวงจะร่วมมือส่งเสริมการท่องเที่ยว และไทยได้เป็ นเจ้าภาพ การแข่งขันกีฬาซีเกมส์ (9-20 ธ.ค. 68) และการแข่งขันวอลเลย์ บอลหญิ ง 2025 “FIVB Women’s World Championships 2025” (22 ส.ค.-7ก.ย. 68) โดยตลาดหลักยังเป็ นตลาดระยะใกล้ (เอเชียและแปซิฟิกใต้) ที่ 29 ล้านคน และตลาดระยะไกล (ยุ โรป อเมริกา ตะวันออกกลาง และแอฟริกา) ที่ 11 ล้านคน ส่วนการท่องเที่ยวในประเทศ ตั้งเป้าคนไทยเดินทางท่องเที่ยว 200 ล้านครั้ง โตเล็กน้อยจากปี 2567 โดยคาดรายได้ จากการท่องเที่ยวทั้งต่างชาติ และคนไทยอยู่ ที่ 2.82 ล้ านล้ านบาท +7.5% y-y จาก 2.62 ล้านล้านบาท แนะนำลงทุนมากกว่าปกติ ในกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว: แนวโน้มการเติบโตทั้งจ านวนนักท่องเที่ยว และรายได้จากการท่องเที่ยวในปี 2568 ทำให้หุ้นในกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวโดยตรงยังคงเติบโตได้ ในปี 2568 อย่าง กลุ่มขนส่งทางอากาศ เลือก AOT (ราคาพื้นฐาน 73 บาท) Top Pick จากเป็นสนามบินหลักของประเทศ (สุวรรณภูมิ-ดอนเมือง) และจังหวัดท่องเที่ยว สำคัญ (เชียงใหม่-ภูเก็ต) จะได้ประโยชน์ มากสุด กลุ่มโรงแรม เลือก MINT (ราคาพื้นฐาน 33.75 บาท) เป็น Top Pick ได้ประโยชน์จากการเติบโตของนักท่องเที่ยว ที่มาไทย ทั้งในธุรกิจโรงแรมและร้านอาหาร อีกทั้งธุรกิจ Diversify ไปทั่วโลก เป็ นการกระจายความเสี่ยงแหล่งที่มาของรายได้ กลุ่มการแพทย์ เลื อก BH (ราคาพื้นฐาน 223 บาท) เป็ น Top Pick จากสัดส่วนผู้ป่วยต่างชาติสูงสุดในกลุ่มราว 70%

abs

Hoonvision

AOT รับนทท. เกิน 35 ล้านราย คาดกำไร 118%  โบรกแนะ ซื้อ  เป้า 70 บ.

AOT รับนทท. เกิน 35 ล้านราย คาดกำไร 118% โบรกแนะ ซื้อ  เป้า 70 บ.

          หุ้นวิชั่น – ทีมข่าวหุ้นวิชั่นรายงานว่า บล.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์  ระบุ AOT กำไร FY4Q67 (ก.ค.-ก.ย.67) -6% QoQ ตามผลของฤดูกาล +24% YoY จากรายได้ +9% YoY ตามการเติบโตของผู้โดยสารและเที่ยวบิน + ค่าใช้จ่าย SG&A -14% YoY หนุนกำไร FY67 โตถึง 118%           คาดกำไร FY1Q67F เติบโตเด่นทั้ง QoQ และ YoY จากผลบวกฤดูกาลท่องเที่ยว โดยจำนวนผู้โดยสารและเที่ยวบินระหว่างประเทศ ต.ค.-พ.ย.67 +21% YoY และ 19% YoY ตามลำดับ และคาดจะเร่งตัวขึ้นในช่วง ธ.ค.67 หนุนให้คาดกำไร FY68F +20%           รับ sentiment จากจำนวนนักท่องเที่ยว YTD ล่าสุดเกิน 35 ล้านราย +27% YoY และสูงกว่าปี 62 ก่อนโควิดแล้ว           แนวรับ=60/60.25 แนวต้าน=62/63

การบินแกร่ง คาดผดส.ปี 67 พุ่ง 17% โบรกเลือก AAV แนะซื้อ เป้า 3.9 บาท

การบินแกร่ง คาดผดส.ปี 67 พุ่ง 17% โบรกเลือก AAV แนะซื้อ เป้า 3.9 บาท

หุ้นวิชั่น - ทีมข่าวหุ้นวิชั่นรายงานว่า บล.กรุงศรี มอง Positive ต่อกลุ่มการบิน ปริมาณผู้โดยสารช่วง High season มีแนวโน้มฟื้นตัวแข็งแกร่งต่อเนื่องตามคาด โดย AOT คาดปริมาณผู้โดยสารวันที่ 27 ธ.ค. จะทำสถิติสูงสุดในรอบปี 2024F เรายังเลือก AAV (Buy, TP 3.9 บาท) เป็นหุ้น Top pick กลุ่มฯ จากการได้ประโยชน์จาก High season ใน 4Q24F มากที่สุดในกลุ่มฯ AOT คาดสัปดาห์ช่วงปีใหม่ปริมาณผู้โดยสารเพิ่ม +11% yy AOT คาดระหว่างวันที่ 27 ธ.ค. 24 - 2 ม.ค. 25 จะมีผู้โดยสารใช้บริการท่าอากาศยาน 6 แห่ง ประมาณ 2.76 ล้านคน (เฉลี่ย 0.39 ล้านคน/วัน) เพิ่ม +11% yy แบ่งเป็นผู้โดยสารระหว่างประเทศ 1.78 ล้านคน เพิ่ม +20% yy และผู้โดยสารภายในประเทศ 0.98 ล้านคน ลดลง -2% yy AOT คาดวันที่ 27 ธ.ค. 24 จะมีผู้เดินทางผ่านท่าอากาศยานของ AOT มากที่สุด 395,322 คน ความเห็นและคำแนะนำ เรามอง Positive ปริมาณผู้โดยสารมีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่องในช่วง High season ของอุตฯ การบิน เราคาดปริมาณผู้โดยสาร 4Q24F ที่ 33.7 ล้านคน (เฉลี่ย 0.37 ล้านคน/วัน) เพิ่ม +17% yy +16% qq หนุนผลประกอบการหุ้นกลุ่มการบินแข็งแกร่งต่อเนื่อง คาดปริมาณผู้โดยสารปี 2024F ที่ 123.8 ล้านคน +17% yy เทียบเท่า 87% to Pre-COVID และปี 2025F ที่ 140.8 ล้านคน +14% yy เทียบเท่า 98% to Pre-COVID เราคงน้ำหนัก Bullish หุ้นกลุ่มการบิน ระยะสั้นมี Sentiment บวกจาก High season ในช่วง 4Q24F-1Q25F หนุนผลประกอบการแข็งแกร่งต่อเนื่อง โดยตามปกติผลประกอบการ 1Q จะดีกว่า 4Q อีกด้วย เราคาดผลประกอบการปกติปี 2025F ของกลุ่มฯ มีแนวโน้มโตต่อเนื่อง (คาดกำไรปกติ +14% yy) ตามการฟื้นตัวของปริมาณผู้โดยสาร เรายังเลือก AAV (Buy, TP 3.9 บาท) เป็นหุ้น Top pick ของกลุ่มฯ จาก มีโอกาสได้ประโยชน์จาก High season ใน 4Q24F มากที่สุดในกลุ่มฯ (เด่นกว่า BA จากที่ 4Q เป็นช่วงมรสุมเกาะสมุย และเด่นกว่า AOT จากการได้ประโยชน์จากราคาตั๋วโดยสารสูง และราคาน้ำมันต่ำ) มีประเด็นน่าติดตามในปี 2025F จากโอกาสในการควบรวมกับ Thai AirAsia X หลัง Thai AirAsia X ออกจากแผนฟื้นตัวตามนโยบายการรวมธุรกิจสายการบินของกลุ่ม AirAsia ที่มาเลเซีย นอกจากนี้ ยังมีหุ้นเล็กในกลุ่มฯ ที่น่าสนใจ คือ SAV (Buy, TP 25.75 บาท) จากโอกาสได้งานบริหารจราจรทางอากาศที่ประเทศลาวซึ่งมีปริมาณเที่ยวบินสูงกว่าประเทศกัมพูชาที่ SAV ให้บริการอยู่ในปัจจุบัน 2-3 เท่าตัว โดยคาดว่าจะมีการเซ็น MOU ในช่วงต้นปี 2025F

AOT คาดปี 68 นทท.โตต่อ ฟรีวีซ่า จีน-อินเดีย-ไต้หวัน-รัสซัย หนุน

AOT คาดปี 68 นทท.โตต่อ ฟรีวีซ่า จีน-อินเดีย-ไต้หวัน-รัสซัย หนุน

          หุ้นวิชั่น - ทีมข่าวหุ้นวิชั่นรายงานว่า บล.เอเอสแอล คาด AOT 1Q67/68F (ต.ค.-ธ.ค. 67) จะขยายตัว QoQ • คาดว่าปี 68 จะมีผู้โดยสารมาใช้บริการท่าอากาศยานทั้ง 6 แห่ง ราว 129.97 ล้านคน +8.95% YoY (ในประเทศ +10.18% YoY, ต่างประเทศ +8.17% YoY) • คาดว่าจะมีเที่ยวบินรวมประมาณ 808,280 เที่ยวบิน +10.32% YoY (ในประเทศ +12.02% YoY, ต่างประเทศ +9.02% YoY) • สำหรับนักท่องเที่ยวจีนยังเป็นขาขึ้น โดยข้อมูลล่าสุดคิดเป็น 76% เมื่อเทียบกับช่วงก่อน COVID นอกจากนี้ยังได้แรงหนุนจากมาตรการฟรีวีซ่า ที่ทำให้นักท่องเที่ยวจากอินเดีย ไต้หวัน และรัสเซียปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง • คาดการณ์ผู้โดยสารช่วงเทศกาลปีใหม่ (29 ธ.ค. 67 - 4 ม.ค. 68) ประมาณ 2.86 ล้านคน +92.9% เมื่อเทียบกับช่วงก่อน COVID           ล่าสุดได้ขออนุมัติจากรัฐบาลลงทุนก่อสร้างส่วนต่อขยายด้านตะวันออก ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ สามารถรองรับผู้โดยสารได้เป็น 80 ล้านคน/ปี คาดว่าจะเปิดประมูลในเดือน ก.พ. 68 และมีแผนงานจะสร้างอาคารผู้โดยสารด้านทิศใต้ (South Terminal) ที่จะรองรับผู้โดยสารได้อีก 70 ล้านคน/ปี จะทำให้ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิรองรับผู้โดยสารได้ถึง 150 ล้านคน/ปี ทั้งนี้ อยู่ในระหว่างการพิจารณาโครงการส่วนต่อขยายด้านตะวันตกของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โดยจะได้รับความชัดเจนช่วง เม.ย. 68 ด้านงบลงทุนในช่วงปี 68-78F อยู่ที่ 1.96 แสนล้านบาท           ในเชิง Sentiment ต้อนรับ Fund flow ไหลกลับ หากเฟดปรับลดอัตราดอกเบี้ย ในขณะที่ กนง. คงอัตราดอกเบี้ย ซึ่งน่าจะช่วยให้ค่าเงินบาทชะลอการอ่อนค่า และเรามองว่า AOT เป็น 1 ในหุ้นเป้าหมายหุ้น Big cap. เนื่องจากราคาที่ปรับตัวลงมากว่า 8.5% ในรอบ 60 วันที่ผ่านมา รับรู้ปัจจัยลบจากการจ่ายค่าขอคืนพื้นที่บางส่วนของ "คิง เพาเวอร์"           ด้านแนวโน้มผลประกอบการ 1Q67/68F (ต.ค.-ธ.ค. 67)           คาดว่าจะขยายตัว QoQ ตามการเป็นช่วง High season ของธุรกิจ Aero และ Non-Aero และ YoY ที่จะโดดเด่นมากจากฐานที่ต่ำ (ช่วง ต.ค. 66 มีประเด็นกราดยิงในศูนย์การค้า) โดย Bloomberg ประเมินกำไรสุทธิราว 5-6 พันล้านบาท และมีราคาเป้าหมายเฉลี่ยที่ 68.06 บาท

AOT ท่องเที่ยวหนุนต่อ โบรกเคาะพื้นฐาน 72 บ.

AOT ท่องเที่ยวหนุนต่อ โบรกเคาะพื้นฐาน 72 บ.

          หุ้นวิชั่น - บล. ดาโอ ยังคงแนะนำ “ซื้อ” AOT และราคาเป้าหมาย 72.00 บาท อิง DCF (WACC 7%, terminal growth 3.5%) มองเป็นกลางจากการประชุมนักวิเคราะห์ (22 พ.ย.) ดังนี้ 1) แผนก่อสร้างอาคาร East Expansion ที่สนามบินสุวรรณภูมิ จะเริ่มก่อสร้างต้นปี 2025E และจะสร้างเสร็จปี 2027E ทำให้ต้องมีการขอคืนพื้นที่ 1.26 พันตร.ม. หรือคิดเป็น 5% ของพื้นที่ทั้งหมดจาก KPS ซึ่งเรายังประเมินจะมีผลกระทบต่อรายได้ลดลงใน FY25E-FY27E เฉลี่ยปีละ -300-350 ล้านบาท หรือคิดเป็น 1% ของกำไร แต่หลังจาก East Expansion ก่อสร้างแล้วเสร็จใน FY27E จะมีพื้นที่เชิงพาณิชย์เพิ่มขึ้น 1 หมื่น ตร.ม. ซึ่งจะทำให้ AOT มีรายได้กลับมามากขึ้น, 2) มีการเปลี่ยนเกณฑ์ด้านภาษีโรงเรือนเป็นภาษีที่ดิน ทำให้ FY25E จะมีรายได้ค่าเช่าเพิ่มราว 200 ล้านบาท, 3) AOT ประเมินผู้โดยสาร FY25E ที่ 130 ล้านคน +9% YoY แบ่งเป็นผู้โดยสารระหว่างประเทศ 79 ล้านคน +8% YoY และในประเทศ 51 ล้านคน +10% YoY แต่ยังเป็นตัวเลข conservative (คาดที่ 132 ล้านคน) และ 4) ยังอยู่ระหว่างการขอปรับขึ้น PSC คาดว่าจะได้ความชัดเจนกลางปี 2025E โดยเชื่อว่าจะสามารถเริ่มเก็บ PSC สำหรับผู้โดยสาร Transit/Transferเรายังคงประมาณการกำไร FY25E ที่ 2.3 หมื่นล้านบาท +20% YoY ซึ่งผลกระทบจากการขอคืนพื้นที่เพิ่มเติมจาก KPS ไม่มาก และยังได้ชดเชยรายได้ค่าเช่าที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ประเมินจำนวนผู้โดยสาร FY25E ที่ 132 ล้านคน +11% YoY สูงกว่าเป้าหมายของ AOT โดยเฉพาะจำนวนผู้โดยสารระหว่างประเทศที่ยังมีแนวโน้มเติบโตโดดเด่น และการเปิด Runway 3 สนามบินสุวรรณภูมิ ตั้งแต่ 1 พ.ย.24 ทำให้รองรับจำนวนเที่ยวบินเพิ่มขึ้นจาก 64 เที่ยวบิน/ชั่วโมง เป็น 96 เที่ยวบิน/ชั่วโมง ซึ่ง AOT คาดว่าในอีก 1 ปี จำนวนเที่ยวบินมีโอกาสแตะระดับสูงสุดในช่วงเวลาพีคได้ราคาหุ้น underperform SET -4%/-11% ในช่วง 3 และ 6 เดือน จากข่าวการขอคืนพื้นที่จากคิงเพาเวอร์ และการยกเลิก duty free ขาเข้า \ แต่ราคาหุ้นทรงตัวใกล้เคียง SET ในช่วง 1 เดือน ทั้งนี้ เรายังแนะนำ ซื้อ โดยประเมินว่าราคาหุ้นจะกลับมา outperform ได้ดีในช่วง 1Q-2QFY25E ที่เข้าสู่ช่วง high season ของการท่องเที่ยว โดยในช่วง ต.ค.-พ.ย.24 เราประเมินจะมีผู้โดยสารเติบโตมากที่ +15% YoY และส่วนใหญ่จะเป็นผู้โดยสารระหว่างประเทศที่จะเติบโตโดดเด่นราว +22% YoY ได้

AOT ผู้โดยสารโตต่อ โบรกชี้เป้า72 บาท

AOT ผู้โดยสารโตต่อ โบรกชี้เป้า72 บาท

        หุ้นวิชั่น- บทวิเคราะห์ บล.ดาโอ ยังคงแนะนำ “ซื้อ”   AOT และราคาเป้าหมาย 72.00 บาท อิง DCF (WACC 7%, terminal growth 3.5%) AOT รายงาน 4QFY24 มีกำไรสุทธิ 4.3 พันล้านบาท (+25% YoY, -6% QoQ) ใกล้เคียง consensus โดยยังคงเติบโตดี YoY จากจำนวนผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้นเป็น 29 ล้านคน (+14% YoY, +1% QoQ) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการเติบโตจากผู้โดยสารระหว่างประเทศ ขณะที่ผู้โดยสารในประเทศยังทรงตัว นับว่ายังทำได้ดีแม้เป็นช่วง low season ส่วนกำไรลดลง QoQ เนื่องจากเริ่มได้รับผลกระทบจากการขอคืนพื้นที่บางส่วนจากคิงเพาเวอร์ รวมถึงการยกเลิกดิวตี้ฟรีขาเข้า ทำให้รายได้ส่วนแบ่งผลประโยชน์ลดลง ดังนั้น ส่งผลให้ FY24 กำไรสุทธิ 1.9 หมื่นล้านบาท +118% YoY AOT แจ้งเรื่องการขอคืนพื้นที่บางส่วนเพิ่มเติมจากคิงเพาเวอร์ (KPS) เพื่อนำมาใช้ก่อสร้างอาคาร East Expansion ที่สนามบินสุวรรณภูมิ โดยเราประเมินจะมีผลกระทบต่อรายได้ปี FY25E-FY27E ราวปีละ 300-350 ล้านบาท หรือคิดเป็นผลกระทบต่อกำไรลดลงราว -1% ซึ่งมีผลกระทบจำกัด ดังนั้น เราจึงยังคงประมาณการกำไร FY25E ที่ 2.3 หมื่นล้านบาท +20% YoY โดยประเมินจำนวนผู้โดยสารที่ 132 ล้านคน +11% YoY จากการท่องเที่ยวที่ดีขึ้น และการเปิด Runway 3 สนามบินสุวรรณภูมิ ทำให้รองรับจำนวนเที่ยวบินและผู้โดยสารได้เพิ่มมากขึ้น ราคาหุ้น underperform SET -3%/-10% ในช่วง 3 และ 6 เดือน จากข่าวการขอคืนพื้นที่จากคิงเพาเวอร์ และการยกเลิก duty free ขาเข้า แต่ราคาหุ้นทรงตัวใกล้เคียง SET ในช่วง 1 เดือน         ทั้งนี้ ยังแนะนำ ซื้อ โดยประเมินว่าราคาหุ้นจะกลับมา outperform ได้ดีในช่วง 1Q-2QFY25E ที่เข้าสู่ช่วง high season ของการท่องเที่ยว ทำให้กำไรกลับมาเติบโตโดดเด่น รวมถึงมีโอกาสที่ภาครัฐจะออกมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว ซึ่งจะช่วยเพิ่มจำนวนผู้โดยสารให้ AOT ได้

AOT อนุมัติปันผล 0.79 บ.ต่อหุ้น  XD  04 ธ.ค. 2567

AOT อนุมัติปันผล 0.79 บ.ต่อหุ้น XD 04 ธ.ค. 2567

หุ้นวิชั่น –  ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท  อนุมัติปันผล อัตราการจ่ายปันผลเป็นเงินสด  0.79  บาทต่อหุ้น กำหนด วันที่ไม่ได้รับสิทธิปันผล(XD) คือ  04 ธ.ค. 2567 และวันที่จ่ายปันผล คือ 06 ก.พ. 2568

AOT กำไรปี 67 โต 118.21% ผลักดันท่าอากาศยานของไทยติด 1 ใน 20 ดีที่สุดในโลก

AOT กำไรปี 67 โต 118.21% ผลักดันท่าอากาศยานของไทยติด 1 ใน 20 ดีที่สุดในโลก

หุ้นวิชั่น –  AOT รายงานผลการดำเนินงานในงวดปี 2567(สิ้นสุด 30 ก.ย.) มีกำไร 19,182.39 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 118.21% จากการฟื้นตัวของการเดินทางและการท่องเที่ยว พร้อมเดินหน้าพัฒนาขีดความสามารถของท่าอากาศยาน 6 แห่งในความดูแล เพื่อรองรับการเติบโตของการจราจรทางอากาศ มุ่งสู่เป้าหมายการเป็นศูนย์กลางการบินระดับภูมิภาคและระดับโลก พร้อมผลักดันท่าอากาศยานไทยสู่ 1 ใน 20 ท่าอากาศยานที่ดีที่สุดในโลก ภาพรวมของผลการดำเนินงานด้านปริมาณการจราจรทางอากาศของ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.) ระหว่างเดือนตุลาคม 2566 - กันยายน 2567 มีจำนวนเที่ยวบินรวม 732,688 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้น ร้อยละ 14.50 เมื่อเปรียบเทียบกับปีก่อน แบ่งเป็นเที่ยวบินระหว่างประเทศ 416,187 เที่ยวบิน และเที่ยวบินภายในประเทศ 316,501 เที่ยวบิน ส่วนจำนวนผู้โดยสารรวมมีทั้งหมด 119.29 ล้านคน เพิ่มขึ้นร้อยละ 19.22 เมื่อเปรียบเทียบกับปีก่อน แบ่งเป็นผู้โดยสารระหว่างประเทศ 72.67 ล้านคน และผู้โดยสารภายในประเทศ 46.62 ล้านดน แม้ว่าในครึ่งปีหลังจะเป็นช่วง Low Season แต่นักท่องเที่ยวต่างชาติยังคงเดินทางเข้าประเทศไทยเพิ่มขึ้นตามการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว ประกอบกับภาครัฐมีนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวในการกระตุ้นเศรษฐกิจ สำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2567 ทอท.มีกำไรสุทธิจำนวน 19,182.39 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10,391.52 ล้านบาท หรือร้อยละ 118.21 เมื่อเปรียบเทียบกับปีก่อน โดยมีรายได้จากการขายหรือการให้บริการเพิ่มขึ้น 18,980.38 ล้านบาท หรือร้อยละ 39.43 จากการเพิ่มขึ้นทั้งรายได้เกี่ยวกับกิจการการบิน 8,734.64 ล้านบาท หรือ ร้อยละ 39.23 และรายได้ที่ไม่เกี่ยวกับกิจการการบิน 10,245.74 ล้านบาท หรือร้อยละ 39.60 เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของจำนวนเที่ยวบินและจำนวนผู้โดยสาร รายได้อื่นเพิ่มขึ้น 401.91 ล้านบาท หรือร้อยละ 131.96 ค่าใช้จ่ายรวมเพิ่มขึ้น 6,276.70 ล้านบาท หรือร้อยละ 18.33 ส่วนใหญ่เกิดจากการเพิ่มขึ้นของค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย ค่าใช้จ่ายผลประโยชน์พนักงาน ค่าจ้างภายนอก ค่าซ่อมแซมและบำรุงรักษา และค่าใช้จ่ายอื่น ในขณะที่ต้นทุนทางการเงินลดลง 133.65 ล้านบาท หรือร้อยละ 4.62 สำหรับค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้เพิ่มขึ้น 2,668.12 ล้านบาท หรือ ร้อยละ 119.38 สอดคล้องกับผลการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้น  ประเทศไทยมีศักยภาพการเป็นศูนย์กลางการบินเพราะตั้งอยู่ในจุดภูมิศาสตร์กึ่งกลางของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก มีพรมแดนติดกับ 4 ประเทศเพื่อนบ้าน และได้รับสิทธิประโยชน์จากการเปิดเสรีการบินอาเซียน ในฐานะ ที่ ทอท.กำกับดูแลท่าอากาศยานในความรับผิดช่อบ 6 แห่ง ประกอบด้วย ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ท่าอากาศยานดอนเมือง ท่าอากาศยานเชียงใหม่ ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ท่าอากาศยานภูเก็ต และท่าอากาศยานหาดใหญ่ จึงถือเป็นประตูด่านแรกในการสร้างความประทับใจให้กับนักท่องเที่ยวและส่งเสริมภาคอุตสาหกรรมการขนส่งทางอากาศ ดังนั้น เพื่อไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้ ทอท.จึงมุ่งมั่นเพิ่มขีดความสามารถของท่าอากาศยานเพื่อการรองรับการจราจรทางอากาศที่จะเติบโตในอนาคต เชื่อมโยงท่าอากาศยานกับโครงข่ายการเดินทางทั่วประเทศตลอดจนพัฒนาอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องเพื่อรองรับศูนย์กลางการเดินทางภูมิภาค อาทิ ศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน (Maintenance Repair and ovethaul: MRO) และท่าอากาศยานสำหรับเครื่องบินส่วนบุคคล (Private Jet) เพื่อจูงใจสายการบินทั่วโลกให้เข้ามาเปิดเส้นทางใหม่  ทอท.มีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาและผลักดันเพื่อให้ท่าอากาศยานในความรับผิดชอบเป็นท่าอากาศยานที่มีมาตรฐานสากล มีความสะดวกสบาย ผู้โดยสารได้รับการบริการที่รวดเร็ว และปลอดภัย ล่าสุดเว็บไซต์ Skytrax ซึ่งเป็นเว็บไซต์จัดอันดับการให้บริการของท่าอากาศยาน ได้ประกาศท่าอากาศยานที่ดีที่สุดในโลก (World's Best Airport) ประจำปี 2567 โดยท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ติดอันดับที่ 58 ขยับขึ้นมา 10 อันดับ จากอันดับที่ 68ในปี 2566 และท่าอากาศยานดอนเมือง ติดอันดับ 10 ของท่าอากาศยานสำหรับสายการบินต้นทุนต่ำที่ดีที่สุดในโลก (World's Best Low-Cost Airtine Terminals) ซึ่งผลการจัดอันดับดังกล่าวมาจากการสำรวจความคิดเห็นของ ผู้เดินทางด้วยเครื่องบินทั่วโลก ภายใต้การสำรวจที่ชื่อว่า World's Airport Survey จัดทำโดยบริษัท Skytrax ซึ่งเป็นบริษัทวิจัยและที่ปรึกษาด้านการบินชั้นนำของประเทศอังกฤษที่มีความเชี่ยวชาญในการวิเคราะห์คุณภาพการให้บริการของสายการบินและท่าอากาศยานทั่วโลก โดยคำนึงถึงหมวดการให้บริการท่าอากาศยาน เช่น การเดินทางสภาพแวดล้อมและการออกแบบ เจ้าหน้าที่ท่าอากาศยาน สิ่งอำนวยความสะดวก และการให้บริการ เป็นต้น ทอท.พร้อมส่งเสริมประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการบินของโลก เชื่อมโยงการขนส่งทางอากาศและเชื่อมต่อการเดินทางแห่งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกตามนโยบายของรัฐบาล ซึ่งมีเป้าหมายผลักดันท่าอากาศยานของไทยให้ติดอันดับ 1 ใน 20 ท่าอากาศยานที่ดีที่สุดในโลก รวมทั้งเพิ่มขีดศักยภาพการรองรับผู้โดยสาร ตลอดจนเป็น ศูนย์กลางการกระจายสินค้าแห่งภูมิภาคที่ใหญ่ที่สุดเป็น 1 ใน 10 ของโลก โดย ทอท.มีแผนในการดำเนินการด้านต่างๆ

KSS คาด SET วันนี้ “แกว่งขึ้น” ส่องต้าน 1470 จุด AOT, SCB, WHA เด่น

KSS คาด SET วันนี้ “แกว่งขึ้น” ส่องต้าน 1470 จุด AOT, SCB, WHA เด่น

          หุ้นวิชั่น - ทีมข่าวหุ้นวิชั่น รายงาน บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) (KSS) คาด SET วันนี้ “แกว่งขึ้น” ต้าน 1463/1470 จุด รับ 1442/1436 จุด ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ดีดสั้นๆ ดัชนีS&P500 ปิด +0.39%           กลุ่มพลังงานขยับขึ้นนำตลาด ราคาน้ำมันดีดเฉลี่ย 3.18% รับบ่อผลิตน้ำมันนอร์เวย์ Johan Sverdrup หยุดผลิต น้ำมัน (กำลังผลิต 7.5 แสนบาร์เรลต่อวัน) และจิตวิทยาลบสถานการณ์ยูเครน - รัสเซีย กลับมาตึงขึ้น ภาพใหญ่ US Bond Yield 10 ปีติดแนวต้าน 4.5% และเริ่มนิ่งรอติดตามรายงานเศรษฐกิจเพิ่มเติม คลายแรงกดดันต่อสินทรัพย์เสี่ยงระยะสั้น ผสานภาพบวกพัฒนาการเศรษฐกิจภายใน ทั้ง GDP 3Q24 เติบโต 3%y-y ดีกว่าตลาดคาด และมีสัญญาณเร่งต่อทั้งการเบิกจ่ายงบลงทุนรัฐ+ท่องเที่ยวที่ยังน่าจะขยายตัวสูงต่อเนื่องในระดับ 20%y-y +/-           ขณะที่วันนี้น่าจะมีความคืบหน้ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากการประชุมบอร์ดกระตุ้นเศรษฐกิจเสริม บวกต่อค่าเงินบาทเช้านี้แกว่งแข็งค่า 34.6 +/- บาท หนุน SET แกว่งขึ้น หุ้นนำ คือ Domestic (ค้าปลีก ท่องเที่ยว ธนาคาร เช่าซื้อ นิคม) กลุ่ม Yield นิ่ง+เงินบาทแข็ง (โรงไฟฟ้า) กลุ่มน้ำมันดีดแรงหนุนฝั่งพลังงานต้นน้ำ และปิโตรเคมี Spread สัปดาห์ล่าสุดเด่น +6-10% w-w วันนี้แนะ AOT, SCB, WHA

AOT จับมือ AOTGA จัดเสวนาสิทธิประโยชน์ เพิ่มศักยภาพศูนย์มัลติโมดอล

AOT จับมือ AOTGA จัดเสวนาสิทธิประโยชน์ เพิ่มศักยภาพศูนย์มัลติโมดอล

          คทา วีณิน ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารการขนส่งสินค้าทางอากาศ  บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (AOT) พร้อมด้วย  ฐิติรัตน์ เจริญยิ่งวัฒนา รองผู้จัดการใหญ่อาวุโส - สายงานการพาณิชย์ บริษัท บริการภาคพื้น ท่าอากาศยานไทย จำกัด (AOTGA)  ร่วมจัดงานเสวนาสิทธิประโยชน์ของโครงการศูนย์บริการศุลกากรเพื่อกระจายสินค้า เพื่อเพิ่มศักยภาพและยกระดับการให้บริการของศูนย์มัลติโมดอล ให้สมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น โดยมี ทศวรชาติ ฤกษ์บางพลัด, สมบัติ ประสานศิลป์ชัย, อนันต์ ทินะพงศ์, นรินทร กลันทกพันธ์, สุวิชา บุญเต็ม และ สมชาย บรรลือเสนาะ ร่วมงาน ณ โรงแรมคอร์ทยาร์ด บาย แมริออท กรุงเทพฯ สุวรรณภูมิ แอร์พอร์ท เมื่อเร็ว ๆ นี้

นักท่องเที่ยวเพิ่ม 5% หนุน AOT-AAV-MINT

นักท่องเที่ยวเพิ่ม 5% หนุน AOT-AAV-MINT

          หุ้นวิชั่น- บทวิเคราะห์ บล.ดาโอ ระบุว่า นักท่องเที่ยวสัปดาห์ล่าสุด (4-10 พ.ย.) เพิ่มขึ้น +5% WoW จากอินเดีย, รัสเซียและจีน รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยข้อมูลจำนวนนักท่องเที่ยวสัปดาห์ที่ผ่านมา (4-10 พ.ย.) มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งสิ้น 736,136 คน (+5% WoW/+21% YoY) คิดเป็นจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าประเทศไทยเฉลี่ยวันละ 105,162 คน โดยประเทศมี % เพิ่มขึ้นตามลำดับดังนี้ 1) อินเดีย 51,478 คน (+26% WoW/+94% YoY), 2) รัสเซีย 47,493 คน (+15% WoW), 3) เกาหลีใต้ 34,763 คน (+7% WoW/+9% YoY) และ 4) จีน 103,150 คน (+7% WoW/+50% YoY) ขณะที่มาเลเซียลดลงมาอยู่ที่ 89,463 คน (-27% WoW/-20% YoY) โดยนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาเป็นจำนวนมากจะเป็นนักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะไกล (Long haul) เพราะเป็นช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวกลุ่มภูมิภาคยุโรป อเมริกา และโอเชียเนีย           ขณะที่กลุ่มตลาดระยะใกล้ (Short haul) อย่างมาเลเซียลดลงเพราะเป็นช่วงสิ้นสุดวันหยุดต่อเนื่องในสัปดาห์ก่อนหน้า สำหรับจำนวนนักท่องเที่ยวสะสมตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-10 พ.ย. 24 ทั้งสิ้น 29,816,537 คน เพิ่มขึ้น +29% YoY (ที่มา: กองเศรษฐกิจการท่องเที่ยวและกีฬา)           มองเป็นบวกต่อกลุ่มท่องเที่ยวจากตัวเลขนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น WoW โดยจำนวนนักท่องเที่ยวรวมทำจุดสูงสุดในรอบ 12 สัปดาห์ ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นได้ดีเพราะการเข้าสู่ช่วง High season ของไทย ขณะที่นักท่องเที่ยวอินเดียเริ่มกลับมาเริ่มฟื้นตัวได้ดี +26% WoW และนักท่องเที่ยวรัสเซียมีการเพิ่มขึ้นได้อย่างต่อเนื่องมา 4 สัปดาห์ติดต่อกัน (CENTEL มีสัดส่วนรายได้จากนักท่องเที่ยวรัสเซียมากสุดที่ 5% รองลงมาเป็น ERW ที่ 3%)           ประเมินจำนวนนักท่องเที่ยวรวมเฉลี่ยรายสัปดาห์ในช่วง 11 ต.ค.-17 พ.ย. 67 จะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง จากการเข้ามาของนักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะไกล (Long haul) โดยเฉพาะตลาดภูมิภาคยุโรป ประกอบกับมีมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวที่มีผลต่อจำนวนที่นั่งเข้าไทย (Seat Capacity) ระหว่างเดือน ก.ค. มาจนถึง ธ.ค. ที่จะเพิ่มขึ้น 10% รวมถึงการกระตุ้นและส่งเสริมให้สายการบินเพิ่มจำนวนเที่ยวบินมากยิ่งขึ้น ขณะที่เราคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจะเริ่มมากขึ้นอีกในเดือน ธ.ค. 24 ที่มีหลายเทศกาลเข้ามาช่วยหนุน ทั้งนี้ ภาพรวมของจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งปี 2024E ยังอยู่ในกรอบประมาณการนักท่องเที่ยวรวมและนักท่องเที่ยวจีนที่เราประเมินไว้           โดยหุ้นที่ได้รับประโยชน์จากนักท่องเที่ยวจีนที่เพิ่มขึ้น เรียงลำดับจากมากไปน้อยตามสัดส่วนรายได้จากนักท่องเที่ยวจีน ได้แก่ ERW, CENTEL, MINT, SHR           คงประมาณการจำนวนนักท่องเที่ยวรวมปี 2024E เพิ่มขึ้น +21% YoY และนักท่องเที่ยวจีน +84% YoY เรายังคงประมาณการจำนวนนักท่องเที่ยวรวมปี 2024E จะอยู่ที่ 34 ล้านคน เพิ่มขึ้น +21% YoY และคาดจำนวนนักท่องเที่ยวจีนจะอยู่ที่ 6.5 ล้านคน เพิ่มขึ้นถึง +84% YoY ให้น้ำหนักการลงทุนเป็น “เท่ากับตลาด” โดย Top pick ของกลุ่มท่องเที่ยวเรายังชอบ AAV, AOT และ MINT AAV (ซื้อ/เป้า 3.60 บาท) คาด 4Q24E จะดีโดดเด่นจากการเข้าสู่ high season ส่งผลให้จำนวนผู้โดยสารและค่าตั๋วโดยสารจะเพิ่มขึ้นได้ดี AOT (ซื้อ/เป้า 72.00 บาท) จากแนวโน้มกำไร 1Q-2QFY25E ที่จะยังโต YoY ดีต่อเนื่อง MINT (ซื้อ/เป้า 34.00 บาท) จาก valuation ยังถูกกว่ากลุ่มฯซื้อขาย 2024E EV/EBITDA ที่ 10x (-2.00SD below 10-yr average EV/EBITDA) ถูกกว่า ERW และ CENTEL ที่ average EV/EBITDA ขณะที่คาดกำไรปกติ 4Q24E จะโต YoY ได้ต่อ เพราะเป็น High season จากไทยและมัลดีฟส์

นักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น 20% AOT-AAV-MINT รับโชค

นักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น 20% AOT-AAV-MINT รับโชค

          หุ้นวิชั่น - บทวิเคราะห์ บล.ดาโอ ระบุว่า รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยข้อมูลจำนวนนักท่องเที่ยวสัปดาห์ที่ผ่านมา (28 ต.ค.-3 พ.ย.) มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งสิ้น 701,962 คน (+20% WoW/+26% YoY) คิดเป็นจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าประเทศไทยเฉลี่ยวันละ 100,280 คน โดยประเทศมี % เพิ่มขึ้นตามลำดับดังนี้ 1) มาเลเซีย 123,121 คน (+52% WoW/+68% YoY), 2) รัสเซีย 41,397 คน (+27% WoW), 3) อินเดีย 40,956 คน (+6% WoW/+34% YoY), 4) เกาหลีใต้ 32,593 คน (+6% WoW/+8% YoY) และ 5) จีน 96,756 คน (+5% WoW/+44% YoY)           โดยนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาเป็นจำนวนมากในทุกกลุ่มตลาด ทั้งนักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะไกล (Long haul) และกลุ่มตลาดระยะใกล้ (Short haul) โดยนักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะไกล (Long haul) เดินทางเข้ามาจำนวน 243,204 คน หรือเพิ่มขึ้น 25% WoW ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่มีจำนวนนักท่องเที่ยวจากกลุ่มตลาดระยะไกลเดินทางเข้ามาแตะระดับ 200,000 คน นับตั้งแต่เดือนมี.ค. โดยมีปัจจัยจากการเข้าสู่ High season ของนักท่องเที่ยวยุโรป อเมริกา และโอเชียเนีย โดยเฉพาะตลาดรัสเซียและเยอรมันที่เดินทางเข้ามาเพิ่มขึ้นกว่า 8,000 คน           ขณะที่นักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะใกล้ (Short haul) ฟื้นตัวด้านการเดินทางเช่นกัน โดยเดินทางเข้ามาเพิ่มขึ้น 18% WoW จากการมีวันหยุดต่อเนื่อง (เทศกาลดิวาลี) ในหลายประเทศ อาทิ อินเดีย มาเลเซีย และสิงคโปร์           สำหรับจำนวนนักท่องเที่ยวสะสมตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-3 พ.ย. 24 ทั้งสิ้น 29,080,399 คน เพิ่มขึ้น +29% YoY (ที่มา: กองเศรษฐกิจการท่องเที่ยวและกีฬา)           DAOL: เรามองเป็นบวกต่อกลุ่มท่องเที่ยวจากตัวเลขนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น WoW ทุกประเทศ โดยจำนวนนักท่องเที่ยวรวมทำจุดสูงสุดในรอบ 11 สัปดาห์ ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นได้ดีเพราะการเข้าสู่ช่วง High season ของไทย ขณะที่นักท่องเที่ยวรัสเซียเริ่มเพิ่มขึ้นได้อย่างต่อเนื่องมา 3 สัปดาห์ติดต่อกัน (CENTEL มีสัดส่วนรายได้จากนักท่องเที่ยวรัสเซียมากสุดที่ 5% รองลงมาเป็น ERW ที่ 3%) โดยเราประเมินจำนวนนักท่องเที่ยวรวมเฉลี่ยรายสัปดาห์ในช่วง 4 ต.ค.-10 พ.ย. 67 จะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง จากการเข้ามาของนักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะไกล (Long haul) โดยเฉพาะตลาดภูมิภาคยุโรป ประกอบกับมีมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวที่มีผลต่อจำนวนที่นั่งเข้าไทย (Seat Capacity) ระหว่างเดือน ก.ค. มาจนถึง ธ.ค. ที่จะเพิ่มขึ้น 10% รวมถึงการกระตุ้นและส่งเสริมให้สายการบินเพิ่มจำนวนเที่ยวบินมากยิ่งขึ้น ขณะที่เราคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจะเริ่มมากขึ้นอีกในเดือน ธ.ค. 24 ที่มีหลายเทศกาลเข้ามาช่วยหนุน ทั้งนี้ ภาพรวมของจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งปี 2024E ยังอยู่ในกรอบประมาณการนักท่องเที่ยวรวมและนักท่องเที่ยวจีนที่เราประเมินไว้ โดยหุ้นที่ได้รับประโยชน์จากนักท่องเที่ยวจีนที่เพิ่มขึ้น เรียงลำดับจากมากไปน้อยตามสัดส่วนรายได้จากนักท่องเที่ยวจีน ได้แก่ ERW, CENTEL, MINT, SHR คงประมาณการจำนวนนักท่องเที่ยวรวมปี 2024E เพิ่มขึ้น +21% YoY และนักท่องเที่ยวจีน +84% YoY เรายังคงประมาณการจำนวนนักท่องเที่ยวรวมปี 2024E จะอยู่ที่ 34 ล้านคน เพิ่มขึ้น +21% YoY และคาดจำนวนนักท่องเที่ยวจีนจะอยู่ที่ 6.5 ล้านคน เพิ่มขึ้นถึง +84% YoY ให้น้ำหนักการลงทุนเป็น “เท่ากับตลาด” โดย Top pick ของกลุ่มท่องเที่ยวยังชอบ AAV, AOT และ MINT AAV (ซื้อ/เป้า 3.60 บาท) 3Q24E จะยังมีกำไรปกติได้แม้จะอยู่ในช่วง low season จากผู้โดยสารและค่าตั๋วโดยสารที่ยังดี ขณะที่ 4Q24E จะดีขึ้นโดดเด่นจากการเริ่มเข้าสู่ high season AOT (ซื้อ/เป้า 72.00 บาท) จากแนวโน้มกำไร 1Q-2QFY25E ที่จะยังโต YoY ดีต่อเนื่อง MINT (ซื้อ/เป้า 34.00 บาท) จาก valuation ยังถูกกว่ากลุ่มฯซื้อขาย 2024E EV/EBITDA ที่ 10x (-2.00SD below 10-yr average EV/EBITDA) ถูกกว่า ERW และ CENTEL ที่ average EV/EBITDA ขณะที่คาดกำไรปกติ 3Q24E จะโต YoY ได้ต่อ โดย RevPAR ที่ยุโรปยังเพิ่มขึ้นที่ +9% YoY และไทย RevPAR เพิ่มขึ้น +15% YoY ส่วน 4Q24E จะมี High season จากไทยและมัลดีฟส์ช่วยหนุน

บล.กรุงศรี คาด SET แกว่งในกรอบ ต้าน 1476 จุด จับตาปัจจัยนอก แนะ ADVANC, AOT, CPALL

บล.กรุงศรี คาด SET แกว่งในกรอบ ต้าน 1476 จุด จับตาปัจจัยนอก แนะ ADVANC, AOT, CPALL

           หุ้นวิชั่น - ทีมข่าวหุ้นวิชั่น รายงาน บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) (KSS) คาด SET วันนี้ “แกว่งในกรอบ” ต้าน 1473/1476 จุด รับ 1455/1446 จุด ต่างประเทศรอ 3 ประเด็นคือการเลือกตั้งสหรัฐ 5 พ.ย. (รู้ผลราว 6 พ.ย. เป็นต้นไป) อิงจากสถิติหลังการเลือกตั้งสหรัฐ 2 รอบก่อนหน้า เดือน พ.ย. - ธ.ค. SET ให้ผลตอนเป็นบวก            การประชุม NPC ของจีนลุ้นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ (ประชุมต่อเนื่องถึงวันที่ 8 พ.ย.) และ 6-7 พ.ย. ประชุม Fed (รู้ผลเช้าวันที่ 8 พ.ย.) คาดลดดอกเบี้ยฯ 25 bps ส่วนภายในภาพทางพื้นฐานยังบวก ตัวเลขยอดผู้ใช้บริการสนามบิน AOT (ชี้นำนักท่องเที่ยวต่างชาติ)ในช่วงวันที่ 1 – 2พ.ย. 2024 ปรับขึ้นทะลุ Pre – covid ที่ระดับ 103.6% ผสานกับรัฐบาลนายกฯ เมื่อวานเร่งรัดให้ทุกหน่วยงานเบิกจ่ายงบลงทุนให้เป็นไปตาม เป้าหมายที่ 80% ของงบลงทุนทั้งหมดที่ 9.6 แสนล้านบาท โดยรวมประเมิน GDP Growth ไทยปี 2024 คาด 2.4%y-y มี Upside มองบวกต่อ            SET โดยประเด็นที่ต้องตามวันนี้ เงินเฟ้อไทย เดือน ต.ค. ตลาดคาด 0.96% และประชุม ครม. ลุ้น มาตรการกระตุ้นฝั่งอสังหา ประเมินหุ้นพลังงาน ( น้ำมันบวกแรง 2%) หุ้น China play กลุ่มอสังหา, หุ้นอิงบริการ(สนามบิน, โรงแรม) วันนี้แนะ ADVANC, AOT, CPALL

Bloomberg คาด AOT Q3/67 ชะลอตัว QoQ แต่ยังโต YoY

Bloomberg คาด AOT Q3/67 ชะลอตัว QoQ แต่ยังโต YoY

          หุ้นวิชั่น - บล.เอเอสแอล ระบุ Bloomberg ประเมินแนวโน้ม AOT คาดมีกำไรสุทธิ 4Q66/67 (ก.ค.-ก.ย. 67) ที่ 4.21 พันล้านบาท (-8.6% QoQ, +29.3% YoY) เติบโตได้ดี YoY เนื่องมาจากการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว แต่ลดลง QoQ เนื่องมาจากผลของการขอคืนพื้นที่เชิงพาณิชย์/การเรียกคืนพื้นที่ขายสินค้าปลอดอากรทั้งขาออกและขาเข้า ด้านรายได้ประเมินอยู่ที่ 1.63 หมื่นล้านบาท (-0.5% QoQ, +6.1% YoY) โดยแบ่งเป็น 1. รายได้จากการบินเพิ่มขึ้น ทั้งจากค่าบริการผู้โดยสารและค่าบริการสนามบิน และ 2. รายได้ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการบินลดลงทั้ง QoQ และ YoY หลังมีการขอคืนพื้นที่เชิงพาณิชย์ตั้งแต่ช่วง ก.ค. 67 รวมถึงการเรียกคืนพื้นที่ขายสินค้าปลอดอากร ตั้งแต่ ส.ค. 67 ทั้งนี้คาดว่าจะประกาศงบ 4Q/67FY วันที่ 21 พ.ย. ทั้งนี้ มีราคาเป้าหมายเฉลี่ยจาก Bloomberg ที่ 68.57 บาท โดยราคาปัจจุบันซื้อขายบน FEW PE68 ที่ 35.1 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มในระดับภูมิภาคที่ 23 เท่า มองว่าตลาดให้ premium กับการเติบโตในอนาคต โดยประเมินกำไรสุทธิของปี 67-68F เท่ากับ 1.98 หมื่นล้านบาท +117.7% YoY และ 2.4 หมื่นล้านบาท +24% YoY ตามลำดับ ขณะที่แนวโน้ม 1Q67/68 คาดเติบโตต่อเนื่อง QoQ และ YoY จากการเข้าสู่ High season ในเชิง Sentiment ต้อนรับ 1. แนวโน้มภาวะเศรษฐกิจที่จะฟื้นตัวใน 4Q67-2025 ซึ่งได้รับการขับเคลื่อนจากภาคการท่องเที่ยว โดยข้อมูลจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาในประเทศ 1 ม.ค. – 27 ต.ค. อยู่ที่ 28.4 ล้านคน +29% YoY 2. คาดหวังมาตรการกระตุ้นภาคการท่องเที่ยวของรัฐบาลต่อเนื่อง หลังจาก ครม. มีการพิจารณา Entertainment complex ซึ่งมีทิศทางบวก ขณะที่ปัจจุบันมีแคมเปญสนับสนุนการท่องเที่ยวอย่าง “แอ๋วเหนือคนละครึ่ง” เพื่อฟื้นฟูการท่องเที่ยวหลังเกิดเหตุการณ์น้ำท่วม

นักท่องเที่ยวมาไทยเพิ่ม 2% โฟกัส AOT-AAV-MINT

นักท่องเที่ยวมาไทยเพิ่ม 2% โฟกัส AOT-AAV-MINT

           หุ้นวิชั่น - บล. ดาโอ ระบุว่า นักท่องเที่ยวสัปดาห์ล่าสุด (21-27 ต.ค.) เพิ่มขึ้น +2% WoW จากรัสเซีย, เกาหลีเพิ่ม แต่จีนลดลงเล็กน้อย รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยข้อมูลจำนวนนักท่องเที่ยวสัปดาห์ที่ผ่านมา (21-27 ต.ค.) มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งสิ้น 584,462 คน (+2% WoW/+16% YoY) คิดเป็นจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าประเทศไทยเฉลี่ยวันละ 83,495 คน โดยประเทศมี % เพิ่มขึ้นตามลำดับดังนี้ 1) รัสเซีย 32,491 คน (+10% WoW), 2) เกาหลีใต้ 30,862 คน (+5% WoW/+13% YoY) และ 3) มาเลเซีย 80,873 คน (+4% WoW/+7% YoY) ขณะที่ประเทศมี % ลดลงตามลำดับดังนี้ 1) อินเดีย 38,743 คน (-3% WoW/+19% YoY) และ 2) จีน 92,517 คน (-1% WoW/+57% YoY) โดยการเพิ่มขึ้นส่วนใหญ่มาจากการเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยว (High season) ของภูมิภาคยุโรป และภูมิภาคอเมริกา ส่งผลให้นักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะไกล (Long haul) เดินทางเข้ามาเพิ่มขึ้น 5.15% WoW และเป็นการขยายตัวด้านการเดินทางอย่างต่อเนื่อง 5 สัปดาห์ สำหรับจำนวนนักท่องเที่ยวสะสมตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-27 ต.ค. 24 ทั้งสิ้น 28,378,473 คน เพิ่มขึ้น +30% YoY (ที่มา: กองเศรษฐกิจการท่องเที่ยวและกีฬา)            บล.ดาโอ มอง เป็นกลางต่อกลุ่มท่องเที่ยวจากตัวเลขนักท่องเที่ยวรวมที่เพิ่มขึ้น WoW แต่จีนหดตัวลงเล็กน้อย ถึงแม้ว่าจำนวนนักท่องเที่ยวรวมจะเพิ่มขึ้นได้เล็กน้อยที่ +2% WoW แต่จำนวนนักท่องเที่ยวหลักอย่างจีนและอินเดียมีการปรับตัวลง -1% WoW และ -3% WoW ตามลำดับ อย่างไรก็ดี นักท่องเที่ยวรัสเซียเริ่มเพิ่มขึ้นได้อย่างต่อเนื่องมา 2 สัปดาห์ติดต่อกัน โดยเราประเมินจำนวนนักท่องเที่ยวรวมเฉลี่ยรายสัปดาห์ในช่วง 28 ต.ค.-3 พ.ย. 67 จะค่อยๆเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะการเข้าสู่ช่วง High season ของไทย และมีปัจจัยส่งเสริมการเดินทางจากวันหยุดในเทศกาลดิวาลีในหลายประเทศ อาทิ มาเลเซีย และสิงคโปร์ และคาดว่าจะเริ่มมากขึ้นอีกในเดือน ธ.ค. 24 ที่มีหลายเทศกาลเข้ามาช่วยหนุน ทั้งนี้ ภาพรวมของจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งปี 2024E ยังอยู่ในกรอบประมาณการนักท่องเที่ยวรวมและนักท่องเที่ยวจีนที่เราประเมินไว้ โดยหุ้นที่ได้รับประโยชน์จากนักท่องเที่ยวจีนที่เพิ่มขึ้น เรียงลำดับจากมากไปน้อยตามสัดส่วนรายได้จากนักท่องเที่ยวจีน ได้แก่ ERW, CENTEL, MINT, SHR คงประมาณการจำนวนนักท่องเที่ยวรวมปี 2024E เพิ่มขึ้น +21% YoY และนักท่องเที่ยวจีน +84% YoY เรายังคงประมาณการจำนวนนักท่องเที่ยวรวมปี 2024E จะอยู่ที่ 34 ล้านคน เพิ่มขึ้น +21% YoY และคาดจำนวนนักท่องเที่ยวจีนจะอยู่ที่ 6.5 ล้านคน เพิ่มขึ้นถึง +84% YoY ให้น้ำหนักการลงทุนเป็น “เท่ากับตลาด” โดย Top pick ของกลุ่มท่องเที่ยวเรายังชอบ AAV, AOT และ MINT AAV (ซื้อ/เป้า 3.20 บาท) 3Q24E จะยังมีกำไรปกติได้แม้จะอยู่ในช่วง low season จากผู้โดยสารและค่าตั๋วโดยสารที่ยังดี ขณะที่ 4Q24E จะดีขึ้นโดดเด่นจากการเริ่มเข้าสู่ high season AOT (ซื้อ/เป้า 72.00 บาท) จากแนวโน้มกำไร 1Q-2QFY25E ที่จะยังโต YoY ดีต่อเนื่อง MINT (ซื้อ/เป้า 34.00 บาท) จาก valuation ยังถูกกว่ากลุ่มฯซื้อขาย 2024E EV/EBITDA ที่ 10x (-2.00SD below 10-yr average EV/EBITDA) ถูกกว่า ERW และ CENTEL ที่ average EV/EBITDA ขณะที่เราคาดว่า 3Q24E จะโต YoY ได้ต่อเพราะยังเป็น High season ที่ยุโรป โดย RevPAR ที่ยุโรปยังเพิ่มขึ้นได้ดีที่ +15% YoY และมี ADR เพิ่มขึ้นได้ +12% YoY ส่วนไทย RevPAR เพิ่มขึ้นได้ที่ +16% YoY ส่วน 4Q24E จะมี High season จากไทยและมัลดีฟส์ช่วยหนุน

แอพ SAWASDEE by AOT แอพที่นักเดินทางต้องมีไว้ในมือถือ!!!

แอพ SAWASDEE by AOT แอพที่นักเดินทางต้องมีไว้ในมือถือ!!!

https://www.youtube.com/watch?v=NG8XBmvrCQg

บล.กรุงศรี ยอด นทท.ฟื้น ไฮซีซั่นหนุน เลือก BA-AOT เป็น Top pick

บล.กรุงศรี ยอด นทท.ฟื้น ไฮซีซั่นหนุน เลือก BA-AOT เป็น Top pick

          หุ้นวิชั่น - ทีมข่าวหุ้นวิชั่น รายงาน บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) (KSS) มอง Neutral ยอด นทท.สัปดาห์ที่ 42/24 ทรงตัว w-w ที่ 0.58 ล้านคน ตามฤดูกาล แนวโน้มสัปดาห์ถัดไปคาดยอด นทท.ฟื้น w-w จากแรงหนุนการเข้าสู่ฤดูท่องเที่ยวของตลาดระยะไกล           ขณะที่ราคาน้ำมัน (Jet Fuel) ลดลง -5% w-w เป็นบวกทางด้านต้นทุนต่อหุ้นสายการบิน และเงินบาทอ่อนค่า +0.57 บาท w-w คลายแรงกดดันการเดินทางมาท่องเที่ยวไทย เราคงน้ำหนัก Bullish กลุ่มการบิน และ          ยังเลือก BA และ AOT เป็นหุ้น Top pick กลุ่มฯ

วิพากษ์นักท่องเที่ยวเข้าไทย หุ้นรับอานิสงส์มีอะไรบ้าง?

วิพากษ์นักท่องเที่ยวเข้าไทย หุ้นรับอานิสงส์มีอะไรบ้าง?

          หุ้นวิชั่น- บล.ดาโอ ระบุว่า นักท่องเที่ยวสัปดาห์ล่าสุด (14-20 ต.ค.) ทรงตัว WoW จากจีน, อินเดีย, รัสเซียเพิ่ม แต่มาเลเซียลด รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยข้อมูลจำนวนนักท่องเที่ยวสัปดาห์ที่ผ่านมา (14-20 ต.ค.) มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งสิ้น 575,142 คน (-0.05% WoW/+12% YoY) คิดเป็นจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าประเทศไทยเฉลี่ยวันละ 82,163 คน โดยประเทศมี % เพิ่มขึ้นตามลำดับดังนี้ 1) รัสเซีย 29,628 คน (+21% WoW), 2) จีน 93,223 คน (+8% WoW/+57% YoY) และ 3) อินเดีย 39,900 คน (+6% WoW/+25% YoY) ขณะที่ประเทศมี % ลดลงตามลำดับดังนี้ 1) มาเลเซีย 77,723 คน (-9% WoW/-6% YoY) และ 2) เกาหลีใต้ 29,313 คน (-5% WoW) โดยการเพิ่มขึ้นส่วนใหญ่มาจากนักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะไกล (Long haul) เดินทางเข้ามาเพิ่มขึ้น จากการเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยวของภูมิภาคยุโรป และภูมิภาคอเมริกา โดยเดินทางเข้ามาเพิ่มขึ้น 11.56% จากสัปดาห์ก่อนหน้า โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวรัสเซียที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น 5,191 คน หรือ 21.54% จากสัปดาห์ก่อนหน้า และขยับขึ้นมาเป็นกลุ่มที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวเป็นอันดับที่ 4 จากเดิมในอันดับที่ 5 ขณะที่นักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะใกล้ (Short haul) เดินทางเข้ามาลดลง จากการชะลอตัวด้านการเดินทางก่อนมีวันหยุดต่อเนื่องของนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซีย สำหรับจำนวนนักท่องเที่ยวสะสมตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-20 ต.ค. 24 ทั้งสิ้น 27,794,011 คน เพิ่มขึ้น +30% YoY (ที่มา: กองเศรษฐกิจการท่องเที่ยวและกีฬา)           บล.ดาโอ มองเป็นกลางต่อกลุ่มท่องเที่ยวจากตัวเลขนักท่องเที่ยวที่ทรงตัว WoW แต่ยังมีนักท่องเที่ยวจีน, อินเดีย, รัสเซียปรับตัวเพิ่มขึ้น ถึงแม้ว่าจำนวนนักท่องเที่ยวรวมจะทำได้แค่ทรงตัวเพราะนักท่องเที่ยวมาเลเซียปรับตัวลดลง           ขณะที่นักท่องเที่ยวหลักอย่างจีน, อินเดีย, รัสเซียมีการปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยเราประเมินจำนวนนักท่องเที่ยวรวมเฉลี่ยรายสัปดาห์ในช่วง 21-27 ต.ค.67 จะค่อยๆเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะการเข้าสู่ช่วง High season ของไทย และจะเริ่มมากขึ้นอีกในเดือน พ.ย.-ธ.ค. 24 ที่มีหลายเทศกาลเข้ามาช่วยหนุน ทั้งนี้ ภาพรวมของจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งปี 2024E ยังอยู่ในกรอบประมาณการนักท่องเที่ยวรวมและนักท่องเที่ยวจีนที่ประเมินไว้           โดยหุ้นที่ได้รับประโยชน์จากนักท่องเที่ยวจีนที่เพิ่มขึ้น เรียงลำดับจากมากไปน้อยตามสัดส่วนรายได้จากนักท่องเที่ยวจีน ได้แก่ ERW, CENTEL, MINT, SHR           คงประมาณการจำนวนนักท่องเที่ยวรวมปี 2024E เพิ่มขึ้น +21% YoY และนักท่องเที่ยวจีน +84% YoY เรายังคงประมาณการจำนวนนักท่องเที่ยวรวมปี 2024E จะอยู่ที่ 34 ล้านคน เพิ่มขึ้น +21% YoY และคาดจำนวนนักท่องเที่ยวจีนจะอยู่ที่ 6.5 ล้านคน เพิ่มขึ้นถึง +84% YoY ให้น้ำหนักการลงทุนเป็น “เท่ากับตลาด” โดย Top pick ของกลุ่มท่องเที่ยวเรายังชอบ AAV, AOT AAV (ซื้อ/เป้า 3.20 บาท) 3Q24E จะยังมีกำไรปกติได้แม้จะอยู่ในช่วง low season จากผู้โดยสารและค่าตั๋วโดยสารที่ยังดี ขณะที่ 4Q24E จะดีขึ้นโดดเด่นจากการเริ่มเข้าสู่ high season AOT (ซื้อ/เป้า 72.00 บาท) จากแนวโน้มกำไร 1Q-2QFY25E ที่จะยังโต YoY ดีต่อเนื่อง

SET แกว่งตัวในกรอบ จับตาแนวต้าน 1507 จุด หุ้นเด่น AOT และGPSC

SET แกว่งตัวในกรอบ จับตาแนวต้าน 1507 จุด หุ้นเด่น AOT และGPSC

          หุ้นวิชั่น – ทีมข่าวหุ้นวิชั่นรายงานว่า บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด ระบุว่าคาด SET เคลื่อนไหวในกรอบ โดยกรอบบนถูกจำกัดบริเวณแนวต้านจิตวิทยา 1500-1507 จุด จากภาวะ Overbought ทางเทคนิค ส่วนกรอบล่างมีแนวรับบริเวณ 1475-1480 จุด เป็นจุดรองรับ ด้วยเม็ดเงินจากกองทุนวายุภักษ์ช่วยประคอง ทั้งนี้แนวโน้มราคามีจุดติดตามสำคัญ โดยหากขึ้นทะลุ 1507 จุด จะเป็นสัญญาณบวกต่อ ส่วนกรณีหลุด 1475 จุด จะเป็นสัญญาณลบต่อภาพการพักฐาน           AOT: 4QFY67 คาดกำไรปกติ 4.0 พันลบ. เพิ่มขึ้น 10%YoY (จากจำนวนผู้โดยสารระหว่างประเทศที่เพิ่มขึ้น) แต่ลดลง 13% QoQ (จากรายได้ส่วนแบ่งผลประโยชน์ที่ลดลง) และโมเมนตัมกำไรจะแข็งแกร่งขึ้น YoY และ QoQ ใน 1QFY68 เนื่องจากเป็นช่วงไฮซีซันของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย และยังมีปัจจัยบวกหนุนจากช่วง Golden Week ของจีน           GPSC: มองมีปัจจัยบวกระยะสั้นจากราคาก๊าซยุโรปและ Bond Yield ที่ปรับตัวลง ขณะที่ปี 2567 คาดกำไรปกติอยู่ที่ 4.58 พันลบ. เติบโต 33.8%YoY และจะเติบโตต่อเนื่องอีก 16.3%YoY ในปี 2568 ปัจจัยหนุนจากส่วนแบ่งกำไรจากธุรกิจพลังงานหมุนเวียนในต่างประเทศที่เพิ่มขึ้นหลังมีกำลังการผลิตติดตั้งที่สูงขึ้นในอินเดียและไต้หวัน

ร่าง พ.ร.บ. เอ็นเตอร์เมนเม้นท์ คอมเพล็กซ์ หนุนจิตวิทยาบวก หุ้นบริการ AOT, BTS, BJC

ร่าง พ.ร.บ. เอ็นเตอร์เมนเม้นท์ คอมเพล็กซ์ หนุนจิตวิทยาบวก หุ้นบริการ AOT, BTS, BJC

          หุ้นวิชั่น-ทีมข่าวหุ้นวิชั่นรายงานว่า รมช. คลัง คาดว่าใช้เวลา 1 เดือน ก่อนรอเสนอ ครม. พิจารณา ร่าง พ.ร.บ. เอ็นเตอร์เมนเม้นท์ คอมเพล็กซ์ หลังผ่านขั้นตอน Public Hearing ที่มีประชาชนเห็นด้วย 82% แล้ว มองจิตวิทยาบวกหุ้นที่เกี่ยวข้อง กลุ่มทุนใหญ่ที่มีกระแสข่าวสนใจลงทุนและหุ้นภาคบริการ AOT, BTS, VGI, BJC, STEC, ERW, BA, MBK ที่มา : บล.กรุงศรี

บล.ดาโอ แนะหุ้นควรมี

บล.ดาโอ แนะหุ้นควรมี "BDMS,SCB,AOT,WHA"

           หุ้นวิชั่น - ทีมข่าวหุ้นวิชั่น รายงาน บริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) มอง ตลาดหุ้นไทย มีแรงซื้อเข้ามาเรื่อยๆ อาจได้อานิสงค์จากการซื้อของกองทุน วายุภักษ์ด้วย หากดัชนีฯ ผ่าน 1470 จุดไปได้ จะยืนยันการปรับฐานจบ            กลยุทธ์ ภาพรวมเป็น “ถือ” ควรพร้อมหรือเลือกซื้อหุ้นที่แข็งแกร่งเหนือตลาด หรือจะเป็นกลุ่มที่เป็น high dividend yield หากตลาดมีสัญญาณกลับตัว(ขึ้น) ด้วยเหตุผลใดก็ตาม หุ้น 3 ตัว ที่ควรมี BDMS, SCB , AOT และ WHA หุ้นในพอร์ตวันนี้ BDMS, TRUE*, CPALL เข้ามาใหม่ หุ้นในพอร์ตประกอบด้วย BDMS (1 5 %) , TRUE*(1 0 %) , CPALL(1 5 %) , SISB (10%) , WHA(10%) , GULF (20%)

บล.ดาโอ ชี้นักท่องเที่ยวจีนหนุน หุ้น ERW-CENTEL-MINT-SHR

บล.ดาโอ ชี้นักท่องเที่ยวจีนหนุน หุ้น ERW-CENTEL-MINT-SHR

          หุ้นวิชั่น - ทีมข่าวหุ้นวิชั่น รายงาน บริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) มองเป็นบวกต่อกลุ่มท่องเที่ยวจากตัวเลขนักท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวได้ดี WoW จากวันชาติจีน โดยจำนวนนักท่องเที่ยวรวมและนักท่องเที่ยวจีนเพิ่มขึ้น WoW เพราะเป็นวันชาติจีน (1-7 ต.ค. 24) ซึ่งจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่ 160,474 คน (+34%WoW/+114% YoY) เป็นไปตามที่ ททท. คาดไว้ที่ 132,000 – 183,000 คน เพิ่มขึ้น 57-144% YoY           โดยฝ่ายวิเคราะห์ประเมินจำนวนนักท่องเที่ยวจีนเฉลี่ยต่อสัปดาห์จะลดลงมาสู่ระดับปกติในช่วงสัปดาห์หน้าที่ระดับ 1.3-1.4 แสนต่อสัปดาห์เพราะหมดเทศกาลวันชาติจีน ส่วนนักท่องเที่ยวรวมจะมีโอกาสจะกลับมาหดตัว WoW ได้เช่นกัน ทั้งนี้ภาพรวมของจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งปี 2024E ยังอยู่ในกรอบประมาณการนักท่องเที่ยวรวมและนักท่องเที่ยวจีนที่เราประเมินไว้           โดยหุ้นที่ได้รับประโยชน์จากนักท่องเที่ยวจีนที่เพิ่มขึ้นเรียงลำดับจากมากไปน้อยตามสัดส่วนรายได้จากนักท่องเที่ยวจีน ได้แก่ ERW, CENTEL, MINT, SHR คงประมาณการจำนวนนักท่องเที่ยวรวมปี 2024E เพิ่มขึ้น +21% YoY และนักท่องเที่ยวจีน +84% YoY           ฝ่ายวิเคราะห์ยังคงประมาณการจำนวนนักท่องเที่ยวรวมปี 2024E จะอยู่ที่ 34 ล้านคน เพิ่มขึ้น +21% YoY และคาดจำนวนนักท่องเที่ยวจีนจะอยู่ที่ 6.5 ล้านคน เพิ่มขึ้นถึง +84% YoY ฝ่ายวิเคราะห์ให้น้ำหนักการลงทุนเป็น “เท่ากับตลาด” โดย Top pick ของกลุ่มท่องเที่ยวเรายังชอบ AAV, AOT, MINT และ BAFS AAV (ซื้อ/เป้า 3.20 บาท) 3Q24E จะยังมีกำไรปกติได้แม้จะอยู่ในช่วง low season จากผู้โดยสารและค่าตั๋วโดยสารที่ยังดี ขณะที่ 4Q24E จะดีขึ้นโดดเด่นจากการเริ่มเข้าสู่ high season AOT (ซื้อ/เป้า 72.00 บาท) จากแนวโน้มกำไร 1Q-2QFY25E ที่จะยังโต YoY ดีต่อเนื่อง MINT (ซื้อ/เป้า 34.00 บาท) จาก valuation ยังถูกกว่ากลุ่มฯซื้อขาย 2024E EV/EBITDA ที่ 10x (-2.00SD below 10-yr average EV/EBITDA) ถูกกว่า ERW และ CENTEL ที่ average EV/EBITDA ขณะที่ฝ่ายวิเคราะห์คาดว่า 3Q24E จะโต YoY ได้ต่อเพราะยังเป็น High season ที่ยุโรป โดย RevPAR ที่ยุโรปยังเพิ่มขึ้นได้ดีที่ +15% YoY และมี ADR เพิ่มขึ้นได้ +12% YoY ส่วนไทย RevPAR เพิ่มขึ้นได้ที่ +16% YoY ส่วน 4Q24E จะมี High season จากไทยและมัลดีฟส์ช่วยหนุน BAFS (ซื้อ/เป้า 22.00 บาท) จากจำนวนเที่ยวบินที่เพิ่มขึ้น

นทท.ต่างชาติ โต7.8% แนะนำสะสมหุ้นท่องเที่ยว AOT - ERW - AAV โดดเด่น

นทท.ต่างชาติ โต7.8% แนะนำสะสมหุ้นท่องเที่ยว AOT - ERW - AAV โดดเด่น

          หุ้นวิชั่น- ทีมข่าวหุ้นวิชั่น รายงานว่า KSS Strategist Comment: TH Tourism Update นักท่องเที่ยวต่างชาติสัปดาห์ล่าสุด (30 ก.ย. -6 ต.ค.) +7.8%w-w ตามผลบวก Golden Week ส่วนระยะถัดไปมองเร่งต่อจากปัจจัยหนุนฤดูกาลท่องเที่ยว ผสาน นักท่องเที่ยวจีนเร่งขึ้นตามสัญญาณ Flight Capacity จีนสู่ไทย แนะนำสะสม AOT, ERW, AAV, CPALL, BJC, ADVANC Key Ideas : นักท่องเที่ยวต่างชาติสัปดาห์ล่าสุด 30 ก.ย. – 6 ต.ค. ปรับเพิ่มขึ้น +7.8%w-w อยู่ที่ 6.38 แสนคน สูงสุดในรอบ 7 สัปดาห์ เรามองเป็นผลบวกช่วง Golden Week ทั้งนี้ เราประเมินเป็นจุดเริ่มต้นก่อนฟื้นตัวช่วงปลายปี หนุนจาก การเข้าสู่ช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวต่อเนื่องยาวจากงวด 4Q24 – 1Q25 เริ่มเห็น Upside ของนักท่องเที่ยวจีน โดยปัจจุบันกำลังให้บริการต่อที่นั่ง ต่อ กม. (ASK) ของจีนเดินทางไปต่างประเทศ ณ 7 ต.ค. (หลัง Golden Week) แตะระดับ 75% ของ Pre-COVID ปรับเพิ่มมีนัยฯ 47%y-y นอกจากนี้ ระดับกำลังให้บริการต่อที่นั่ง ต่อ กม. (ASK) ของจีนเดินทางมาไทย ณ 7 ต.ค. สูง 68% ของ Pre-COVID เทียบกับยอดนักท่องเที่ยวจีน 8M24 ที่อยู่เพียง 63% ยิ่งสะท้อนภาพชัดเจน           Strategy: มองโมเมนตัมการฟื้นตัวภาคท่องเที่ยวทยอยชัดเจนขึ้น ขณะที่สถานการณ์น้ำท่วมค่อยๆคลายตัวลง และสถานการณ์ตะวันออกกลางยังเชื่อว่าจำกัดวงระหว่างคู่กรณี เชิงกลยุทธ์แนะนำสะสมหุ้นท่องเที่ยว+ภาคบริการที่คาดฟื้นตัวเด่นช่วงฤดูกาลต่อเนื่อง เน้น AOT(TP Con-68.9) ERW (TP Con-5.3) AAV (TP-2.86) CPALL (TP-77) BJC(TP-30) ADVANC (TP-300)

พฤอา
311234567891011121314151617181920212223242526272829301234567891011