ปรับแต่งการตั้งค่าการให้ความยินยอม

เราใช้คุกกี้เพื่อช่วยให้คุณสามารถไปยังส่วนต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพและทำหน้าที่บางอย่าง คุณจะพบข้อมูลโดยละเอียดเกี่ยวกับคุกกี้ทั้งหมดภายใต้หมวดหมู่ความยินยอมแต่ละประเภทด้านล่าง คุกกี้ที่ได้รับการจัดหมวดหมู่ว่า "จำเป็น" จะถูกจัดเก็บไว้ในเบราว์เซอร์ของคุณ เนื่องจากมีความจำเป็นต่อการทำงานของฟังก์ชันพื้นฐานของเว็บไซต์... 

ใช้งานอยู่เสมอ

คุกกี้ที่จำเป็นมีความสำคัญต่อฟังก์ชันพื้นฐานของเว็บไซต์ และเว็บไซต์จะไม่สามารถทำงานได้ตามวัตถุประสงค์หากไม่มีคุกกี้เหล่านี้

คุกกี้เหล่านี้ไม่จัดเก็บข้อมูลที่สามารถระบุตัวบุคคลได้

ไม่มีคุกกี้ที่จะแสดง

คุกกี้แบบฟังก์ชันนอลช่วยทำหน้าที่บางอย่าง เช่น แบ่งปันเนื้อหาของเว็บไซต์บนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย รวบรวมความคิดเห็น และฟีเจอร์อื่นๆ ของบุคคลที่สาม

ไม่มีคุกกี้ที่จะแสดง

คุกกี้วิเคราะห์ใช้เพื่อทำความเข้าใจวิธีการที่ผู้เยี่ยมชมโต้ตอบกับเว็บไซต์ คุกกี้เหล่านี้ช่วยให้ข้อมูลเกี่ยวกับตัวชี้วัด เช่น จำนวนผู้เข้าชม อัตราตีกลับ แหล่งที่มาของการเข้าชม ฯลฯ

ไม่มีคุกกี้ที่จะแสดง

คุกกี้ประสิทธิภาพใช้เพื่อทำความเข้าใจและวิเคราะห์ดัชนีประสิทธิภาพหลักของเว็บไซต์ซึ่งจะช่วยให้สามารถมอบประสบการณ์การใช้งานที่ดีขึ้นแก่ผู้เยี่ยมชม

ไม่มีคุกกี้ที่จะแสดง

คุกกี้โฆษณาใช้เพื่อส่งโฆษณาที่ได้รับการปรับแต่งตามการเข้าชมก่อนหน้านี้ และวิเคราะห์ประสิทธิภาพของแคมเปญโฆษณา

ไม่มีคุกกี้ที่จะแสดง

#หุ้นไทย


บล.ทิสโก้ ชี้ หุ้นไทยปี 68 เจอแรงกดดันเพียบ ! แนะเลือกลงทุน “เน้นปลอดภัย - ทนต่อปัจจัยกดดัน”

บล.ทิสโก้ ชี้ หุ้นไทยปี 68 เจอแรงกดดันเพียบ ! แนะเลือกลงทุน “เน้นปลอดภัย - ทนต่อปัจจัยกดดัน”

          หุ้นวิชั่น - 3 ม.ค. 68 - บล.ทิสโก้เปิดข้อมูลหุ้นไทยปี 2567 ให้ผลตอบแทนติดลบสองปีซ้อนครั้งแรกในรอบ 26 ปี และผลตอบแทนแย่กว่าหุ้นโลก 2 ปีติด ชี้ปี 2568 จ่อเจอปัจจัยกดดันเพียบ ! ทั้งนโยบายทรัมป์ เศรษฐกิจไทยเผชิญสงครามการค้า กำไร บจ.อาจถูกลด และการเมืองในประเทศส่อแววร้อนแรง แนะลงทุนปีนี้ต้องเน้นความปลอดภัยสามารถต้านแรงเสียดทานจากปัจจัยภายในและภายนอกได้           นายอภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล, CISA ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด เปิดเผยว่า ปี 2567 ที่ผ่านมาเป็นปีที่ดีสำหรับการลงทุน เพราะสินทรัพย์เสี่ยงส่วนใหญ่ให้ผลตอบแทนค่อนข้างสูง ทั้งหุ้น ตราสารหนี้ ทองคำ และคริปโตฯ ได้อานิสงส์จากดอกเบี้ยโลกขาลงและเงินดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนค่า อย่างไรก็ดี หุ้นไทยให้ผลตอบแทนแย่กว่าหุ้นโลก 2 ปีซ้อนและเป็นครั้งแรกในรอบ 26 ปี ที่ให้ผลตอบแทนติดลบ 2 ปีติดต่อกัน สาเหตุที่ทำให้หุ้นไทยมีผลงานย่ำแย่ต่อเนื่อง นอกจากปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจและกำไรบริษัทจดทะเบียนไม่เติบโตแล้ว ยังมีหลายกรณีของหุ้นรายตัวที่กระทบต่อความเชื่อมั่นนักลงทุนอย่างต่อเนื่องรวมทั้งปัจจัยการเมืองในประเทศที่วุ่นวายจนนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงนายกรัฐมนตรี           สำหรับปี 2568 บล.ทิสโก้ มองว่าตลาดหุ้นไทยต้องเผชิญความไม่แน่นอนรอบด้าน โดยเฉพาะนโยบายนายโดนัล ทรัมป์ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่ต้องการหนุนเศรษฐกิจสหรัฐฯ และอาจเพิ่มแรงกดดันด้านเงินเฟ้อในระยะยาว ทำให้วัฎจักรดอกเบี้ยโลกขาลงอาจจบรอบเร็วกว่าคาด  จากการประเมินของบล.ทิสโก้ หากทรัมป์ตั้งกำแพงภาษีตามที่หาเสียงไว้ อาจส่งผลให้เงินเฟ้อสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นได้ถึง 1.2%           นอกจากนี้ บล.ทิสโก้ มองประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2568 คาดว่าจะเติบโตราว 3% มีความเสี่ยงจากประเด็นการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นปัจจัยความท้าทายที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด จากการประเมินเบื้องต้นอาจกระทบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจไทยราว 0.3-1.1% ขึ้นอยู่กับว่าระดับความรุนแรงของสงครามการค้าจากสหรัฐฯ ทั้งอัตราการตั้งกำแพงภาษีสินค้านำเข้าและจะถูกขยายวงกว้างไปยังประเทศอื่น ๆ ที่เกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ มากน้อยเพียงใด           ด้านกำไรต่อหุ้นของตลาด (SET EPS) ปี 2568 ที่คาดเติบโตราว 11-12% ยังมีความไม่แน่นอนสูง เพราะในช่วงหลายปีที่ผ่านมา คาดการณ์ SET EPS มักจะถูกปรับลงจากช่วงต้นปีเสมอ ซึ่งเป็นผลมาจากบริษัทจดทะเบียนมักมีการด้อยค่าสินทรัพย์และ/หรือค่าใช้จ่ายพิเศษในระหว่างปีจากความผันผวนของราคาน้ำมันและค่าเงินบาท ซึ่งในปี 2568 ความคาดเดาได้ยากของทรัมป์จะเป็นความเสี่ยงที่สำคัญของราคาสินทรัพย์เสี่ยงต่าง ๆ ทั่วโลก           สำหรับปัจจัยการเมืองปีนี้ส่อแววร้อนแรงขึ้นกว่าปีที่แล้ว เนื่องจากปัจจุบันมีคำร้องที่เป็นปรปักษ์กับรัฐบาลชุดปัจจุบันอยู่หลายกรณีทั้งที่เกี่ยวข้องกับคุณทักษิณ และนายกรัฐมนตรีแพทองธาร นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงที่จะเกิดเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองจากประเด็นต่าง ๆ ที่อาจถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นเงื่อนไขทางการเมือง เช่น ปัญหา MOU 44, การนิรโทษกรรม และการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นต้น บล.ทิสโก้ มองปัจจัยการเมืองจะมีน้ำหนักกดดันตลาดมากขึ้นตั้งแต่ปลายไตรมาส 1/2568 เป็นต้นไป เนื่องจากกระบวนการตรวจสอบต่าง ๆ คาดว่าจะมีความคืบหน้ามากขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าว           ผสานกับปีนี้จะเป็นปีแรกที่เงินกองทุน LTF รวมทั้งสิ้น 2.30 แสนล้านบาทสามารถขายได้ครบทุกกอง (ข้อมูล ณ สิ้นเดือน พ.ย. 2567) อาจเป็นปัจจัยกดดันตลาดในต้นปีนี้ เพราะโดยปกติเงินกองทุน LTF มักถูกขายคืนในช่วงต้นปีมากที่สุด  ท่ามกลางความไม่แน่นอนรอบด้าน บล.ทิสโก้ มองการลงทุนในตลาดหุ้นไทยปีนี้ต้องเน้นความปลอดภัยสามารถต้านแรงเสียดทานจากปัจจัยภายในและภายนอกได้ เน้นกระจายการลงทุนใน 3 ธีม ดังนี้ 1. หุ้นเชิงรับคุณภาพดี แนะนำ BDMS และ BEM 2. หุ้นที่มีแนวโน้มกำไรไตรมาส 4 ดีต่อเนื่องถึงไตรมาส 1 แนะนำ SPA และTASCO และ 3. หุ้นปันผลเด่นเน้นที่อยู่ใน SETHD Index แนะนำ ADVANC SIRI และ TTB  ดังนั้น หุ้นเด่นที่บล.ทิสโก้ แนะนำในเดือนมกราคม คือ ADVANC, BDMS, BEM, SIRI, SPA, TASCO และ TTB  ด้านแนวรับสำคัญเดือนนี้อยู่ที่ 1,380 จุด และ 1,360 จุดตามลำดับ และแนวต้านสำคัญเดือนนี้อยู่ที่ 1,420 จุด 1,440 จุด 1,450 จุด ตามลำดับ [PR News]

เปิดกลยุทธ์การลงทุน หุ้นไทย ส่งท้ายปี | จัดเต็มการลงทุน

เปิดกลยุทธ์การลงทุน หุ้นไทย ส่งท้ายปี | จัดเต็มการลงทุน

https://youtu.be/9sf_98QgaEM เปิดกลยุทธ์การลงทุน หุ้นไทย ส่งท้ายปี | จัดเต็มการลงทุน ติดตามรายการ จัดเต็มการลงทุน ทุกวันจันทร์-อังคาร เวลา 9.00-9.30 น. ทาง ททบ.5

หุ้นไทยรับ 6 DRx ใหม่ อ้างอิงหุ้นสหรัฐฯ เทรด 18 พ.ย.นี้

หุ้นไทยรับ 6 DRx ใหม่ อ้างอิงหุ้นสหรัฐฯ เทรด 18 พ.ย.นี้

          ตลาดหลักทรัพย์ฯ รับจดทะเบียน DRx 6 หลักทรัพย์ใหม่อ้างอิงหุ้นสหรัฐฯ “AMD80X” “AVGO80X” “ESTEE80X” “MA80X” “NIKE80X” และ “VISA80X” ออกโดยธนาคารกรุงไทย เริ่มซื้อขาย 18 พ.ย. นี้           DRx จำนวน 6 หลักทรัพย์ใหม่อ้างอิงหุ้นที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สำคัญในสหรัฐอเมริกา ได้แก่ “AMD80X” อ้างอิงหุ้น Advanced Micro Devices Inc (AMD) บริษัทผู้ผลิต semiconductors เช่น CPU และ GPU สำหรับคอมพิวเตอร์ เซิร์ฟเวอร์ และอุปกรณ์เกม “AVGO80X” อ้างอิงหุ้น Broadcom Inc (AVGO) ผู้นำในตลาด semiconductors เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีเครือข่ายและการสื่อสาร “ESTEE80X” อ้างอิงหุ้น Estee Lauder Companies, Inc. (EL) บริษัทผู้ผลิตเครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว ผลิตภัณฑ์บำรุงผม และน้ำหอม แบรนด์ภายใต้บริษัท อาทิ Estee Lauder, Jo Malone, La Mer และ Tom Ford Beauty “MA80X” อ้างอิงหุ้น Mastercard Incorporated (MA) ผู้นำในตลาดการชำระเงินผ่านบัตรเครดิตและบัตรเดบิตทั่วโลก “NIKE80X” อ้างอิงหุ้น Nike Inc. (NKE) บริษัทผู้ผลิตและออกแบบผลิตภัณฑ์กีฬา เช่น รองเท้า เสื้อผ้า และอุปกรณ์ต่าง ๆ “VISA80X” อ้างอิงหุ้น Visa Inc. (V) ผู้นำในตลาดการชำระเงินผ่านบัตรเครดิตและบัตรเดบิตทั่วโลก           ทั้งนี้ DRx ใหม่ทั้ง 6 หลักทรัพย์จะเริ่มซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ ในวันที่ 18 พฤศจิกายน 2567 เป็นต้นไป           DRx เป็นตราสารแสดงสิทธิในหลักทรัพย์ต่างประเทศ (Depositary Receipt หรือ DR) ประเภทหนึ่งที่ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่ผู้ลงทุนมีโอกาสได้รับสิทธิประโยชน์เสมือนการถือครองหลักทรัพย์ต่างประเทศ ผู้ลงทุนสามารถซื้อขายผ่านบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ด้วยเงินบาท ผู้สนใจศึกษารายละเอียด DRx ได้ที่เว็บไซต์สำนักงาน ก.ล.ต. www.sec.or.th หรือบริษัทผู้ออกหลักทรัพย์คือ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) www.krungthai.com หรือศึกษาผลิตภัณฑ์ DRx เพิ่มเติมได้ที่ www.setinvestnow.com

“เคจีไอ” เปิด 3 หุ้นเด่นวันนี้  แนะเก็งกำไร CPALL - SISB - ADVANC

“เคจีไอ” เปิด 3 หุ้นเด่นวันนี้ แนะเก็งกำไร CPALL - SISB - ADVANC

          หุ้นวิชั่น – บล.เคจีไอ เปิดหุ้นเด่นวันนี้ ตามปัจจัยพื้นฐาน แนะเก็งกำไร โดยแนะนำ 3 หุ้น ได้แก่ CPALL* ให้เป้าพื้นฐาน 80 บาท ฝ่ายวิจัยมองว่า 1) มองด้านเทคนิค ราคาหุ้นเริ่มฟื้นตัว หลังพักฐาน ประเมินแนวรับ 63.75 บาท / แนวต้าน 65 – 66 บาท กรณีฟื้นตัวผ่านกรอบแนวต้านนี้ได้ ประเมินแนวต้านถัดไป +/-68 บาท (Stop loss 62.5 บาท) 2) ประเมิน Earnings momentum ดีขึ้นเรื่อยๆ ฝ่ายวิจัยฯคาดกำไร Q3/67 โต +21% YoY เป็น 5.4 พันล้านบาท (คาดอัตราการเติบโตของยอดขายสาขาเดิม SSSG โต +3.5%) และแนวโน้มผลการดำเนินงานจะดีขึ้นต่อเนื่องใน Q4/67 ที่เป็น High season + การท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวแรง + นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐฯ 3) Valuation ยังมี Upside Forward PE บนประมาณการฯปี 2568 = 22.6 เท่า (ใกล้เคียง -2 S.D. ที่ราว 21 เท่า) SISB* ให้เป้าพื้นฐาน 46.75 บาท ฝ่ายวิจัยมองว่า 1) มุมมองด้านเทคนิค ราคาหุ้น Sideway up ประเมินแนวรับ 34.5 บาท / แนวต้าน 35.5 – 36.5 บาท กรณีฟื้นตัวผ่านกรอบแนวต้านนี้ได้ประเมินแนวต้านถัดไป +/- 38 บาท (Stop loss 32.75 บาท) 2) ประเมินแนวโน้มกำไรทำ New high ฝ่ายวิจัยฯ คาดกำไร Q3/67 = 219 ล้านบาท ทำจุดสูงสุดใหม่รายไตรมาส (ขึ้นค่าเทอม จำนวนนักเรียนเพิ่ม) และคาด Earnings momentum จะดีต่อใน Q4/67 ADVANC* ให้เป้าพื้นฐาน 293 บาท   ฝ่ายวิจัยมองว่า 1) มุมมองด้านเทคนิค ราคาหุ้นมีโอกาสฟื้นตัวหลังพักฐาน ประเมินแนวรับ 270 บาท / แนวต้าน 275 – 280 บาท กรณี ฟื้นตัวยืนเหนือแนวราคานี้ได้ ประเมินแนวต้านถัดไป +/- 290 บาท (Stop loss 265 บาท) 2) ประเมินแนวโน้ม Earnings momentum ยังไปต่อ ฝ่ายวิจัยประเมินแนวโน้มผลการดำเนินงาน Q4/67 - 2568 ยังดีต่อเนื่อง หลังรายงานกำไร Q3/67 ดีตามคาด (สูงสุดรายไตรมาสในรอบ 5 ปี) โดยได้แรงหนุนจาก ยอดขายสมาร์ทโฟนใหม่รองรับ AI / การแข่งขันในอุตสาหกรรมสื่อสารที่ลดลง / Demand จาก Data Center 3) Valuation ยังมี Upside Forward PE บน ประมาณการฯปี 2568 = 21.4 เท่า (+0.5 S.D.) Dividend yield 4.2% ต่อปี

abs

ปตท. แข็งแกร่งร่วมกับสังคมไทย และเติบโตในระดับโลกอย่างยั่งยืน

โบรกฯส่อง SAWAD มองเป็นหุ้นเด่น แนะเป้าใหม่ 48.75 บ.

โบรกฯส่อง SAWAD มองเป็นหุ้นเด่น แนะเป้าใหม่ 48.75 บ.

          หุ้นวิชั่น – บล.เคจีไอ วิเคราะห์หุ้น SAWAD มองเป็นหุ้นเด่นในกลุ่มนี้ จากผลประกอบการจะดีขึ้นจากคชจ.สํารองฯ และ LOS ลดลง โดยฝ่ายวิจัยคาดว่าอัตราการเติบโตกําไรในปี 2567/2568 -2%/+9% จากสมมติฐานอัตราการเติบโตของสินเชื่อที่ 8%/12%, มาร์จิ้นที่ทรงตัว และ credit cost ที่ลดลง ฝ่ายวิจัยขยับไปใช้ราคาเป้าหมายปี 2568 โดยอิงจาก PE ที่ 12.5x ทําให้ได้ราคาเป้าหมายปี 2568 ใหม่ที่ 48.75 บาท (เพิ่มขึ้นจากเดิมที่ 44 บาท)           คาดว่ากําไรใน Q3/67 จะอยู่ที่ 1.4 พันล้านบาท (+11% QoQ, +2% YoY, +5% ใน 9M67)ฝ่ายวิจัยคาดว่าผลประกอบการของ SAWAD จะฟื้นตัวขึ้นเนื่องจาก credit costลดลง และ LOS (ซึ่งบันทึกผ่านค่าใช้จ่ายในการดําเนินงาน) ลดลง โดยเฉพาะ LOS ของ AMC           ทั้งนี้ LOS ของธุรกิจ AMC มีขนาดใหญ่ และ คิดเป็นประมาณครึ่งหนึ่งของ LOS ทั้งหมดของบริษัท ในทํานองเดียวกัน ฝ่ายวิจัยคาดว่า credit cost จะลดลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ 1.99% ใน Q3/67 (จาก 2.1% ใน Q2/67)ในขณะที่คาดว่าสินเชื่อจะขยายตัวในอัตราชะลอตัวที่ 1% QoQ และ 8% YoY ทั้งนี้ จากประมาณการ Q3/67 ฝ่ายวิจัยคาดว่ากําไรในงวด 9M67 จะคิดเป็น 73% ของประมาณการกําไรเต็มปีของฝ่ายวิจัย ฝ่ายวิจัยปรับราคาเป้าหมายอ้างอิงกําไรปี 2568 ที่ 48.75 บาท และ แนะนําซื้อ

โบรกส่อง SC สัญญาณดี แนะ

โบรกส่อง SC สัญญาณดี แนะ"Trading Buy" เป้า 3.20 บ.

          หุ้นวิชั่น - ทีมข่าวหุ้นวิชั่น  รายงาน บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) (KSS) มุมมอง neutral ต่อ SC แนวโน้มกำไรสุทธิ 3Q24F ที่ 500 ลบ. (flat y-y, -6% q-q) โดยด้านการโอนโต y-y, q-q จากการโอน backlog low-rise ทำได้ดี และการระบาย stock condo มีสัญญาณดีขึ้น           อย่างไรก็ตามคาด % GPM ลดลง y-y, q-q มาที่ 29.7% ตามการใช้ price promotion ที่มากกว่าปกติโดยเฉพาะในกลุ่ม low-rise สำหรับกำไรสุทธิ 9M24F คาดที่ 1.2 พันลบ. (-26% y-y) คิดเป็น 60% ของประมาณการกำไรสุทธิ 2024F ที่ 2.0 พันลบ. (-18% y-y) โดยคาดมีโอกาสเป็นไปได้ จากแนวโน้มกำไรสุทธิจะ peak สุดของปีใน 4Q24F ที่มี 2 condo ใหม่เข้ามาโอน           ฝ่ายวิเคราะห์คง TP25F ที่ 3.20 บาท คง Trading Buy และชอบ story ระยะยาวเรื่องแผนธุรกิจที่ aggressive 3 ปีข้างหน้าทั้ง residential และการขยายสู่ธุรกิจใหม่เพื่อสร้าง new S-curve ทำให้คาดกำไรสุทธิจะกลับมาโตและสม่ำเสมอขึ้น แต่จะเห็นชัดเจนในช่วงปลาย 2025F เป็นต้นไป

วิเคราะห์ 6 หุ้นพื้นฐานดี มีอัพไซด์รับลดดอกเบี้ย

วิเคราะห์ 6 หุ้นพื้นฐานดี มีอัพไซด์รับลดดอกเบี้ย

          หุ้นวิชั่น- บล.ดาโอ ระบุ หุ้นที่ได้รับผลบวกจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของไทย           กนง. ปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 25bps วานนี้ (16 ต.ค. 2024) มาอยู่ที่ 2.25% ต่อปี ด้วยมติ 5:2 ซึ่งคาดว่าจะช่วยบรรเทาภาระหนี้ได้บ้าง โดยไม่เป็นอุปสรรคต่อกระบวนการปรับลดสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อรายได้ภายใต้บริบทที่สินเชื่อมีแนวโน้มขยายตัวชะลอลง และอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ลดลงอยู่ในระดับที่ยังเป็นกลางและสอดคล้องกับศักยภาพเศรษฐกิจ ทั้งนี้ ธปท. คาดอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปี 2024E และ 2025E จะอยู่ที่ 0.5% และ 1.2% ตามลำดับ และเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวใกล้เคียงกับที่ประเมินไว้ที่ 2.7% และ 2.9% ในปี 2024E และ 2025E ตามลำดับ           โดยมีแรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากภาคการท่องเที่ยว และการบริโภคภาคเอกชนซึ่งได้รับแรงส่งเพิ่มเติมจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ รวมถึงการส่งออกที่ปรับดีขึ้นตามความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ (ที่มา: ธปท.)           บล. ดาโอมองเป็นบวกต่อตลาดหุ้นไทย ที่บริษัทส่วนใหญ่จะได้ประโยชน์จากต้นทุนดอกเบี้ยงลดลง โดยเราประเมิน 6 หุ้นพื้นฐานดี ที่ราคาหุ้นยัง laggard ได้แก่ TIDLOR (Bloomberg consensus 18.62 บาท) ได้ประโยชน์จากต้นทุนดอกเบี้ยกู้ยืมลดลง ขณะที่ราคาหุ้นยัง laggard กลุ่ม BGRIM (ซื้อ/เป้า 35.00 บาท) ภาระดอกเบี้ยลดลงและแรงกดดันจากผลตอบแทนโครงการใหม่ในอนาคตลดลง ERW (ถือ/เป้า 4.20 บาท) ภาระดอกเบี้ยลดลง, ค่าเงินบาทจะอ่อนค่าลงช่วยให้นักท่องเที่ยวต่างชาติมากขึ้น SIRI (ถือ/เป้า 1.80 บาท) มี backlog และโครงการพร้อมขายสูง กำไรปี 2024E มี upside IVL (ซื้อ/เป้า 21.00 บาท) ได้ประโยชน์จากภาระดอกเบี้ยที่ลดลง TU (ซื้อ/เป้า 18.50 บาท) ได้ประโยชน์จากโอกาสที่เงินบาทอาจกลับมาอ่อนค่า สำหรับ Sector/Stock ที่ได้ประโยชน์จากประเด็นดังกล่าว ได้แก่ กลุ่มการเงิน: จากต้นทุนส่วนใหญ่เป็นดอกเบี้ยกู้ยืม โดยหุ้นที่ชอบคือ TIDLOR, MTC, SAWAD, JMT กลุ่มที่อยู่อาศัย: จะทำให้ต้นทุนผู้ซื้อลดลงส่งผลบวกต่อกำลังซื้อที่ดีขึ้น, rejection rate มีโอกาสลดลง รวมถึงต้นทุนดอกเบี้ยของผู้ประกอบการลดลง โดยบริษัทที่จะได้ประโยชน์มากสุดจากมี Backlog, โครงการพร้อมขาย รวมถึงอาจมี D/E ratio ที่สูง ได้แก่ SIRI (ถือ/เป้า 1.80 บาท), ORI (ขาย/เป้า 4.20 บาท), SPALI (ถือ/เป้า 18.00 บาท) กลุ่มโรงไฟฟ้า: จากภาระทางการเงินลดลงและแรงกดดันจากผลตอบแทนโครงการในอนาคตที่น้อยลง หุ้นที่ชอบคือ BGRIM (ซื้อ/เป้า 35.00 บาท), GPSC (ซื้อ/เป้า 60.00 บาท) กลุ่มที่มีหนี้สูง: จากภาระดอกเบี้ยที่ลดลง หุ้นที่ชอบคือ IVL (ซื้อ/เป้า 21.00 บาท) กลุ่มท่องเที่ยว: จากภาระดอกเบี้ยจ่ายที่ลดงลง ค่าเงินบาทมีโอกาสอ่อนค่าลง และจะช่วยจูงใจให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาได้มากขึ้น โดย ERW (ถือ/เป้า 4.20 บาท) จะมี upside ต่อประมาณการกำไรสุทธิปี 2025E สูงที่สุดในกลุ่มที่ +2.4% เพราะมีสัดส่วนเงินกู้ในไทยสูงที่สุดถึง 88% และเป็น Float rate ที่ 100% กลุ่มเกษตรและอาหาร: จากประโยชน์จากโอกาสที่เงินบาทอาจกลับมาอ่อนค่า หุ้นที่ชอบคือ AAI (ซื้อ/เป้า 8.20 บาท), ITC (ซื้อ/เป้า 30.00 บาท), TU (ซื้อ/เป้า 18.50 บาท) อื่นๆ: AURA (ซื้อ/เป้า 16.70 บาท) มีโอกาสขยายพอร์ตลูกหนี้ขายฝากด้วยต้นทุนเงิน

abs

เจมาร์ท สร้างความสามารถในการแข่งขัน ด้วยการสร้าง Synergy Ecosystem

พฤอา
311234567891011121314151617181920212223242526272829301234567891011