ปรับแต่งการตั้งค่าการให้ความยินยอม

เราใช้คุกกี้เพื่อช่วยให้คุณสามารถไปยังส่วนต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพและทำหน้าที่บางอย่าง คุณจะพบข้อมูลโดยละเอียดเกี่ยวกับคุกกี้ทั้งหมดภายใต้หมวดหมู่ความยินยอมแต่ละประเภทด้านล่าง คุกกี้ที่ได้รับการจัดหมวดหมู่ว่า "จำเป็น" จะถูกจัดเก็บไว้ในเบราว์เซอร์ของคุณ เนื่องจากมีความจำเป็นต่อการทำงานของฟังก์ชันพื้นฐานของเว็บไซต์... 

ใช้งานอยู่เสมอ

คุกกี้ที่จำเป็นมีความสำคัญต่อฟังก์ชันพื้นฐานของเว็บไซต์ และเว็บไซต์จะไม่สามารถทำงานได้ตามวัตถุประสงค์หากไม่มีคุกกี้เหล่านี้

คุกกี้เหล่านี้ไม่จัดเก็บข้อมูลที่สามารถระบุตัวบุคคลได้

ไม่มีคุกกี้ที่จะแสดง

คุกกี้แบบฟังก์ชันนอลช่วยทำหน้าที่บางอย่าง เช่น แบ่งปันเนื้อหาของเว็บไซต์บนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย รวบรวมความคิดเห็น และฟีเจอร์อื่นๆ ของบุคคลที่สาม

ไม่มีคุกกี้ที่จะแสดง

คุกกี้วิเคราะห์ใช้เพื่อทำความเข้าใจวิธีการที่ผู้เยี่ยมชมโต้ตอบกับเว็บไซต์ คุกกี้เหล่านี้ช่วยให้ข้อมูลเกี่ยวกับตัวชี้วัด เช่น จำนวนผู้เข้าชม อัตราตีกลับ แหล่งที่มาของการเข้าชม ฯลฯ

ไม่มีคุกกี้ที่จะแสดง

คุกกี้ประสิทธิภาพใช้เพื่อทำความเข้าใจและวิเคราะห์ดัชนีประสิทธิภาพหลักของเว็บไซต์ซึ่งจะช่วยให้สามารถมอบประสบการณ์การใช้งานที่ดีขึ้นแก่ผู้เยี่ยมชม

ไม่มีคุกกี้ที่จะแสดง

คุกกี้โฆษณาใช้เพื่อส่งโฆษณาที่ได้รับการปรับแต่งตามการเข้าชมก่อนหน้านี้ และวิเคราะห์ประสิทธิภาพของแคมเปญโฆษณา

ไม่มีคุกกี้ที่จะแสดง

#ราคาทองคำ


GCAP GOLD จับตา “ทรัมป์” รีดภาษีรอบใหม่ ลุ้นราคาทอง New High แตะ 51,200 บ.

GCAP GOLD จับตา “ทรัมป์” รีดภาษีรอบใหม่ ลุ้นราคาทอง New High แตะ 51,200 บ.

          หุ้นวิชั่น - ทีมข่าวหุ้นวิชั่น รายงาน นางสาวอารีรัตน์ มุราชัย นักวิเคราะห์ บริษัท จีแคป จำกัด หรือ GCAP GOLD ประเมินว่าทิศทางตลาดทองคำในสัปดาห์นี้ ยังคงเผชิญกับความผันผวน พร้อมแนะนำให้จับตาทิศทางทองคำหลังประกาศภาษีใหม่จาก “ทรัมป์” ในวันที่ 2 เมษายน นี้ ซึ่งส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อราคาทองคำ ทั้งนี้หากมีการประกาศภาษีที่รุนแรง ราคาทองคำอาจพุ่งสูงขึ้น นักลงทุนอาจหันมาถือทองคำมากขึ้นเพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาด           ดังนั้นประเมินว่า ราคาทองคำมีทิศทางเป็นขาขึ้นจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและแรงซื้อในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย โดย GCAP GOLD ได้ประเมินเป้าหมายของการปรับตัวขึ้นระยะสั้นเบื้องต้นไว้ที่ $3,150 / $3,200 และราคาทองคำไทยอาจทำ New High อยู่ที่ประมาณ 50,800 บาท และหากเงินบาทอ่อนค่าขึ้นเพิ่มเติมอาจจะเห็น 51,200 บาท           นอกจากนี้ ทั่วโลกยังเฝ้าจับตาการเคลื่อนไหวครั้งสำคัญของสหรัฐฯ ในวันที่ 2 เมษายน ที่จะถึงนี้ ซึ่งทางประธานาธิบดีทรัมป์ จะประกาศบังคับใช้ภาษีตอบโต้รอบใหม่ ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกเพราะเป็นช่วงเวลาที่มีความตึงเครียดทางการค้าอยู่ในระดับสูงอยู่แล้ว ยิ่งทำให้ตลาดมีความกังวลเกี่ยวกับการ ขึ้นภาษีและการตอบโต้จากประเทศอื่นๆ ตามมา           สิ่งที่ต้องจับตามองในมาตรการทางภาษีรอบใหม่ครั้งนี้ คือ ความเข้มข้นของภาษีตอบโต้จะมากน้อยเพียงใด และจะครอบคลุมสินค้าหรืออุตสาหกรรมใดบ้าง และการตอบโต้จากประเทศที่ได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่อย่างไรก็ตาม ความรุนแรงของการตอบโต้จะขึ้นอยู่กับระดับภาษีที่สหรัฐฯ ประกาศ และความพร้อมของแต่ละประเทศในการปกป้องเศรษฐกิจของตน อาทิ จีนอาจจะเลือกตอบโต้ด้วยภาษีสินค้านำเข้าสหรัฐฯ เช่น ถั่วเหลือง ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์, สหภาพยุโรปอาจตอบโต้ด้วยการขึ้นภาษีสินค้าสหรัฐฯ โดยเฉพาะสินค้าเกษตรและเครื่องบินพาณิชย์, เอเชียและประเทศเกิดใหม่ กลุ่มประเทศเอเชียที่พึ่งพาการส่งออกไปสหรัฐฯ อาจเผชิญแรงกดดันอย่างหนัก ทำให้บางประเทศอาจเลือกตอบโต้ด้วยมาตรการที่ส่งผลต่อบรรษัทข้ามชาติสหรัฐฯ ที่ดำเนินธุรกิจในประเทศนั้น ๆ           โดยกลุ่มประเทศ “Dirty 15” รายชื่อเบื้องต้นประกอบด้วย จีน เยอรมนี เม็กซิโก ญี่ปุ่น เวียดนาม เกาหลีใต้ ไต้หวัน อินเดีย ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย สวิตเซอร์แลนด์ ไอร์แลนด์ แคนาดา และอิตาลี ประเทศเหล่านี้มีดุลการค้ากับสหรัฐฯ เป็นบวกอย่างมาก ซึ่งหมายความว่าการส่งออกไปยังสหรัฐฯ มากกว่าการนำเข้า จึงตกเป็นเป้าหมายของมาตรการภาษีใหม่

มือไม้สั่น! ราคาทองพุ่ง รูปพรรณขายออก 50,200 บ.

มือไม้สั่น! ราคาทองพุ่ง รูปพรรณขายออก 50,200 บ.

            หุ้นวิชั่น – วันที่  28 มีนาคม 2568 สมาคมค้าทองคำ ได้แจ้งราคาทองคำซึ่ง ราคาปรับขึ้นลงจำนวน 2 ครั้ง ดังนี้ ครั้งที่ 1 ราคาปรับขึ้น 600 บาท ,ครั้งที่ 2 ราคาปรับลง 50 บาท            รวมเช้าวันนี้ “ราคาปรับขึ้น 650 บาท” โดยราคาทองแท่ง ปัจจุบันรับซื้ออยู่ที่ 49,300.00 บาท ราคาขายออกอยู่ที่ 49,400.00 บาท ส่วนราคาทองรูปพรรณ รับซื้ออยู่ที่ 48,405.88 บาท และราคาขายออกอยู่ที่ 50,200.00 บาท

ด่วน! ทองคำแตะ 3,000 เหรียญสหรัฐ  อนาคตจะเป็นยังไง เช็กเลย!

ด่วน! ทองคำแตะ 3,000 เหรียญสหรัฐ อนาคตจะเป็นยังไง เช็กเลย!

           หุ้นวิชั่น -จุดเปลี่ยนของราคาทองคำ: ราคาทองคำล่าสุดทะยานขึ้นทะลุ 3,000 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ในระหว่างวัน นับเป็นเหตุการณ์สำคัญ แต่สิ่งที่น่าจับตามองคือปัจจัยทางเศรษฐกิจที่ผลักดันให้ราคาปรับตัวสูงขึ้น  แรงส่งของราคา: ทองคำพุ่งทะยานจากราคา2,500 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ไปแตะ 3,000 เหรียญสหรัฐในเวลาเพียง 210 วัน ส่งผลให้ราคาสูงกว่าค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 200 วันถึงสามเท่า ปัจจัยพื้นฐานของตลาด: แม้ว่าราคาทองคำอาจเข้าสู่ช่วงพักตัวหลังจากการปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ปัจจัยสนับสนุนยังคงแข็งแกร่ง ทั้งความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจโลก อัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้น อัตราดอกเบี้ยที่ปรับตัวลดลง และค่าเงินเหรียญสหรัฐที่อ่อนค่า ล้วนเป็นแรงหนุนสำคัญต่อความต้องการลงทุนในทองคำ            ราคาทองคำได้ทะลุ 3,000 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ในการซื้อขายระหว่างวันช่วงเช้าของวันศุกร์ที่ 14 มีนาคม และเกิดขึ้นอีกครั้งในวันจันทร์ที่ 17 มีนาคม แม้ว่าราคาทองคำจากสมาคมตลาดทองคำแห่งลอนดอนที่ทำการซื้อขายช่วงบ่าย (LBMA Gold Price PM) จะยังไม่ได้ทะลุระดับนี้อย่างเป็นทางการ โดยปิดที่ 2,996.50 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ในวันจันทร์ แต่เหตุการณ์นี้ได้ดึงดูดความสนใจจากนักลงทุนและสื่อมวลชนทั่วโลก นำมาซึ่งคำถามมากมายถึงนัยสำคัญของปรากฏการณ์ครั้งนี้            จอห์น รีด (John Reade) นักกลยุทธ์การตลาดอาวุโส ประจำยุโรปและเอเชีย สภาทองคำโลก (World Gold Council) ให้ความเห็นเกี่ยวกับจุดเปลี่ยนสำคัญของราคาทองคำว่า “การที่ราคาทองคำทะลุ 3,000 เหรียญสหรัฐนั้น สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยในยามที่ตลาดผันผวน จากราคา 1,000 เหรียญสหรัฐในช่วงวิกฤตการเงิน สู่ 2,000 เหรียญสหรัฐในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทองคำได้พิสูจน์แล้วว่าสามารถสร้างผลตอบแทนได้ดีในภาวะที่ตลาดมีความเสี่ยงสูง และให้ผลตอบแทนที่น่าพอใจเทียบเคียงได้กับสินทรัพย์ประเภทอื่น ๆ นับตั้งแต่ปี 2514”            จอห์น ยังชี้ให้เห็นว่า นับตั้งแต่ปี 2565 ราคาทองคำไม่ได้เคลื่อนไหวตามทิศทางของอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ และค่าเงินเหรียญสหรัฐเหมือนในอดีต เนื่องจากธนาคารกลางทั่วโลกได้เพิ่มปริมาณการซื้อทองคำเป็นสองเท่า ประกอบกับความต้องการลงทุนจากตลาดเกิดใหม่ที่เพิ่มสูงขึ้น            “ธนาคารกลางทั่วโลกเป็นผู้ซื้อทองคำรายใหญ่อย่างต่อเนื่องมาตลอด 15 ปีที่ผ่านมา แต่ในช่วงสามปีที่ผ่านมา ปริมาณการซื้อได้เพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก โดยมียอดซื้อมากกว่า 1,000 ตันต่อปี นับตั้งแต่ปี 2565 และล่าสุดในปี  2567 มียอดซื้อถึง 1,045 ตัน เราเชื่อว่าปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของการเพิ่มปริมาณขึ้นนี้ ทั้งในแง่ของการลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์สหรัฐ การคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ และความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่มีการแบ่งขั้วทางอำนาจ การซื้อทองคำของธนาคารกลางจะยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนความต้องการในตลาด และส่งผลต่อทิศทางของราคาทองคำในระยะยาว            “ในขณะเดียวกัน นักลงทุนจากตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) เริ่มมีอิทธิพลต่อตลาดทองคำมากขึ้น นอกจากแนวโน้มดังกล่าว การปรับตัวขึ้นของราคาทองคำในช่วงที่ผ่านมายังได้รับแรงหนุนจากความกังวลเกี่ยวกับนโยบายภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ และความตึงเครียดทางการค้าระหว่างประเทศที่ทวีความรุนแรง ส่งผลให้นักลงทุนหันมาให้ความสนใจทองคำในฐานะเครื่องมือกระจายความเสี่ยงที่สำคัญ            จอห์น กล่าวว่า “ประเด็นสำคัญที่ต้องจับตามองในขณะนี้คือ ราคาทองคำจะสามารถรักษาระดับเหนือ 3,000 เหรียญสหรัฐได้หรือไม่ แม้ว่าสถานการณ์ความเสี่ยงและความไม่แน่นอนที่เพิ่มสูงขึ้นจะช่วยเสริมความเชื่อมั่นในตลาดทองคำ แต่การที่ราคาจะรักษาระดับนี้ได้ จำเป็นต้องเห็นแรงซื้อที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากนักลงทุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากนักลงทุนในประเทศตะวันตก หรือไม่เช่นนั้นก็ต้องมีการเพิ่มปริมาณการซื้อครั้งใหญ่จากกลุ่มธนาคารกลาง”            สำหรับการวิเคราะห์เพิ่มเติมเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของราคาทองคำและการทำสถิติใหม่ที่ระดับ 3,000 เหรียญสหรัฐ สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่

ราคาทองเช้าวันนี้ +100 ทองรูปพรรณ ขายออก 48,400 บ.

ราคาทองเช้าวันนี้ +100 ทองรูปพรรณ ขายออก 48,400 บ.

          หุ้นวิชั่น – เช้าวันที่  17 มีนาคม 2568 สมาคมค้าทองคำ ได้แจ้งราคาทองคำซึ่ง “ ราคาปรับขึั้น 100 บาท ” โดยการซื้อขายครั้งที่ 1 ราคาทองแท่ง ปัจจุบันรับซื้ออยู่ที่ 47,500.00 บาท ราคาขายออกอยู่ที่ 47,600.00 บาท ส่วนราคาทองรูปพรรณ รับซื้ออยู่ที่ 46,647.32 บาท และราคาขายออกอยู่ที่ 48,400.00 บาท

abs

ปตท. แข็งแกร่งร่วมกับสังคมไทย และเติบโตในระดับโลกอย่างยั่งยืน

GCAP GOLD มองราคาทองคำผันผวน แนะรอซื้อเล่นสั้น

GCAP GOLD มองราคาทองคำผันผวน แนะรอซื้อเล่นสั้น

          บริษัท จีแคป จำกัด หรือ GCAP GOLD ประเมินทิศทางราคาทองคำมีความผันผวน โดยได้มีการปรับตัวจาก $2,859 ขึ้นมาแตะระดับสูงสุดที่ $2,930 เนื่องจากตลาดมีความกังวลเกี่ยวกับปัจจัยการบังคับใช้มาตรการภาษีของสหรัฐฯ กับ แคนาดา เม็กซิโก และจีน ประกอบกับตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการเกษตรของสหรัฐฯ ที่ออกมาต่ำกว่าคาด และอัตราการว่างงานที่ขยับจาก 4.0% ขึ้นมาเป็น 4.1% ก่อนที่จะมาปรับตัวลงในช่วงปิดตลาดที่ระดับ $2,910 หลังจากประธานเฟด ได้ออกมาพูดว่า “เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังแข็งแกร่งและอยู่ในสภาวะปกติ จึงยังไม่เร่งรีบลดอัตราดอกเบี้ย” โดยเฟด อยู่ระหว่างการประเมินนโยบายเชิงรุกของประธานาธิบดีทรัมป์ ว่าจะมีทิศทางเป็นอย่างไร ก่อนที่จะมีการพิจารณาดำเนินการเรื่องอัตราดอกเบี้ยอีกครั้ง           นอกจากนี้ยังคงต้องติดตามประเด็นภาษีการค้าอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อต้นสัปดาห์ (10 มี.ค.) ทางจีนได้เริ่มบังคับใช้ภาษี 10% กับสินค้าเกษตรรวมถึงอาหารจากสหรัฐฯ ซึ่งคงต้องรอดูท่าทีของสหรัฐฯ ว่าจะออกมาตรการตอบโต้เพิ่มเติมหรือไม่ และอาจนำไปสู่มาตรการภาษีอื่นๆ ในระยะเวลาอันใกล้ หากเกิดการตอบโต้ขึ้น จึงเป็นปัจจัยเชิงบวกต่อราคาทองคำอีกด้านหนึ่งที่ต้องจับตา และในวันเดียวกันทางประธานาธิบดีเซเลนสกีผู้นำยูเครน มีการเดินทางไปยังประเทศซาอุดีอาระเบีย และจะมีการหารือระหว่างเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ และยูเครน ซึ่งอาจเป็นการปูทางสู่การพบกันระหว่างประธานาธิบดีทรัมป์และประธานาธิบดีเซเลนสกีอีกครั้ง           และในช่วงกลางสัปดาห์ (12 มี.ค.) ต้องติดตามการประกาศตัวเลขเงินเฟ้อ (CPI) ของสหรัฐฯ ซึ่งตัวเลขคาดการณ์มองว่าจะปรับตัวจาก 3.0% ลงมาอยู่ที่ 2.9% หากลดลงตามคาด ก็จะส่งผลในเชิงบวกต่อราคาทองคำ           ดังนั้นแนะนำกลยุทธ์การลงทุนสำหรับราคาทองคำในตลาดโลก รอย่อแล้วหาจังหวะ OPEN LONG  Gold spot ในกรอบราคา $2,880-$2,865 ส่วนราคาทองคำไทยไม่ควรหลุดกรอบ 46,000-45,900 บาท ซึ่งการลงทุนระยะสั้นในรอบสัปดาห์สามารถพิจารณาจุดดังกล่าวเป็นแนวเข้าซื้อ แต่หากราคาหลุดแนวรับดังกล่าว ควรลดสถานะ Long เพื่อหาจังหวะตั้งรับใหม่ในโซนราคาที่ต่ำกว่า โดยเว้นช่วงห่างไม้ละ 300-500 บาท ส่วนเป้าหมายในการทำกำไรเบื้องต้นประเมินไว้ที่ 46,700-46,800 บาท

ทองคำทั่วโลกราคาพุ่งทำสถิติ ไทยฮอต ติดอันดับ7

ทองคำทั่วโลกราคาพุ่งทำสถิติ ไทยฮอต ติดอันดับ7

          รายงานแนวโน้มความต้องการทองคำประจำไตรมาสที่ 4 และการสรุปภาพรวมตลอดปี 2567 ของสภาทองคำโลก (World Gold Council: WGC) ได้เปิดเผยข้อมูลความต้องการทองคำทั่วโลกที่รวมปริมาณการซื้อขายทองคำนอกตลาดหลักทรัพย์ ‎(Over-the-counter: OTC) ซึ่งได้ทำระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ครั้งใหม่ด้วยจำนวนรวม 4,974 ตัน โดยประเทศไทยได้ก้าวขึ้นเป็นตลาดทองคำที่มีความแข็งแกร่งในปี 2567 และมีปริมาณความต้องการทองคำแท่งและเหรียญทองคำสูงเป็นอันดับ 7 ของโลก ที่จำนวน 39.8 ตัน คิดเป็นการเติบโตสูงถึง 17% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า           สภาทองคำโลกระบุว่าความต้องการทองคำทั่วโลกในปี 2567 นั้นได้รับแรงขับเคลื่อนจากการซื้อทองคำอย่างต่อเนื่องและแข็งแกร่งของธนาคารกลาง และการเติบโตของความต้องการทองคำเพื่อการลงทุน ราคาทองคำที่ทำสถิติสูงสุดใหม่หลายครั้งและปริมาณความต้องการที่พุ่งสูงในปีที่ผ่านมา ได้ร่วมกันส่งผลให้ความต้องการทองคำรวมมีมูลค่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 3.82 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ           ธนาคารกลางยังคงซื้อทองคำในปริมาณที่มหาศาลอย่างต่อเนื่องในปี 2567 โดยมีปริมาณการซื้อในระดับสูงกว่า 1,000 ตัน เป็นปีที่สามติดต่อกัน และการเข้าซื้อทองคำที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของธนาคารกลางในไตรมาสที่ 4 จำนวน 333 ตัน ได้ส่งผลให้ยอดรวมการซื้อทองคำของธนาคารกลางตลอดทั้งปีอยู่ที่ 1,045 ตัน           ด้านความต้องการทองคำเพื่อการลงทุนทั่วโลกนั้นได้เพิ่มขึ้นถึง 25% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า อยู่ที่ระดับ ‎1,180 ตัน ซึ่งเป็นระดับสูงที่สุดในรอบ 4 ปี โดยได้รับแรงหนุนจากการฟื้นตัวของการลงทุนในกองทุนซื้อขายแลกเปลี่ยน (ETF) ทองคำแท่งสำหรับนักลงทุนในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2567 ทั้งนี้กองทุน ETF ทองคำทั่วโลกได้เพิ่มปริมาณทองคำจำนวน 19 ตันในไตรมาสที่ 4 ของปี 2567 นับว่าเป็นกระแสการลงทุนในทิศทางไหลเข้าต่อเนื่องกันเป็นไตรมาสที่สองสำหรับสินทรัพย์ประเภทนี้ ขณะที่ความต้องการในทองคำแท่งและเหรียญทองคำทั่วโลกยังคงระดับใกล้เคียงกับปี 2566 อยู่ที่ปริมาณ 1,186 ตันสำหรับปี 2567 โดยประเทศไทยมีระดับความต้องการทองคำแท่งและเหรียญทองคำในไตรมาสที่ 4 จำนวน 14.6 ตัน เพิ่มขึ้น 20% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อนหน้า ทำให้ปริมาณความต้องการของประเทศไทยรวมตลอดทั้งปี 2567 อยู่ที่จำนวน 39.8 ตัน           เนื่องจากสภาวะราคาทองคำที่พุ่งสูง สภาทองคำโลกจึงมองว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อความต้องการทองคำเครื่องประดับนั้นเป็นแนวโน้มที่ไม่น่าแปลกใจ โดยปริมาณการบริโภคทองคำเครื่องประดับทั่วโลกสำหรับปี 2567 ได้ลดลง 11% อยู่ที่ระดับ 1,877 ตัน อย่างไรก็ตามความต้องการทองคำเครื่องประดับของไทยยังคงแข็งแกร่งและปรับลดลงเพียง 2% และมีความต้องการรายปีรวมเป็น 9.0 ตัน  ทั้งนี้การลดลงของความต้องการทองคำเครื่องประดับทั่วโลกส่วนใหญ่นั้นมีที่มาจากประเทศจีน ซึ่งปรับลดลง 24% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ขณะที่อินเดียยังมีปริมาณความต้องการที่แข็งแกร่งและลดลงเพียง 2% เท่านั้น ภายใต้สภาวะของราคาทองคำที่ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์           คุณเซาไก ฟาน (Shaokai Fan) หัวหน้าภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (ไม่รวมประเทศจีน) และหัวหน้าฝ่ายธนาคารกลางระดับโลก ของสภาทองคำโลก กล่าวว่า “ราคาทองคำที่สูงต่อเนื่องตลอดทั้งปี 2567 นั้นถือว่าเป็นความท้าทายที่สำคัญสำหรับผู้บริโภคในตลาดกลุ่มประเทศอาเซียน อย่างไรก็ตามประเทศไทยนับว่ามีความแข็งแกร่งกว่าตลาดอื่น ๆ โดยมีปริมาณการบริโภคทองคำเครื่องประดับของไทยลดลงเพียง 2% ขณะที่ทั่วโลกได้ปรับลดลง 11% เราเชื่อว่าส่วนหนึ่งมาจากเศรษฐกิจภายในประเทศที่ได้รับแรงหนุนจากการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว ซึ่งช่วยจำกัดระดับการปรับตัวลดลงของปริมาณความต้องการทองคำเครื่องประดับได้”           คุณเซาไก ‎ ฟาน กล่าวเสริมว่า “ปีที่ผ่านมานับว่าเป็นปีที่ความต้องการลงทุนในทองคำแท่งและเหรียญทองคำของประเทศไทยแข็งแกร่งมาก และสูงเป็นอันดับที่ 7 ของโลก โดยคนไทยได้มองว่าทองคำเป็นสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์ที่ทั้งสามารถสร้างผลตอบแทนในระยะยาว และช่วยลดผลกระทบจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและตลาดหุ้นในประเทศได้ นอกจากนี้การเติบโตของแพลตฟอร์มออนไลน์เพื่อการออมทองคำในรูปแบบดิจิทัล ยังได้ช่วยสนับสนุนให้ความต้องการทองคำของประเทศไทยนั้นแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง”           สภาทองคำโลกยังได้ระบุว่า ทองคำในภาคเทคโนโลยีได้ทำสถิติรายไตรมาสที่แข็งแกร่งที่สุดนับตั้งแต่ไตรมาสที่ 4 ของปี 2564 เป็นต้นมา โดยมีความต้องการจำนวน 84 ตัน การเติบโตของปริมาณทองคำที่ใช้ในเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และอิเล็กทรอนิกส์อย่างต่อเนื่อง ได้ทำให้ความต้องการทองคำในภาคเทคโนโลยีเพิ่มขึ้น 7% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า คิดเป็นปริมาณสุทธิรายปีรวม 326 ตัน           ด้านอุปทานทองคำทั่วโลกได้เพิ่มขึ้น 1% เมื่อเทียบเป็นรายปี และทำระดับสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์ที่ 4,794 ตัน จากทั้งการผลิตของเหมืองแร่และการรีไซเคิลทองคำที่เพิ่มสูงขึ้น           คุณหลุยส์ สตรีท (Louise Street) นักวิเคราะห์การตลาดอาวุโส ของสภาทองคำโลก กล่าวว่า “ทองคำยังคงเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจเป็นอย่างมากในปี 2567 โดยราคาทองคำได้ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 40 ครั้งในปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามแนวโน้มความต้องการทองคำนั้นไม่ได้สม่ำเสมอตลอดทั้งปี 2567 โดยภาคธนาคารกลางมีความต้องการที่แข็งแกร่งในไตรมาสที่ 1 ก่อนจะชะลอตัวลงในช่วงกลางปี และกลับมาเพิ่มสูงขึ้นอีกครั้งในช่วงไตรมาสที่ 4 ขณะที่นักลงทุนฝั่งตะวันตกได้หันกลับมาสนใจลงทุนในทองคำอีกครั้งในช่วงครึ่งหลังของปี ซึ่งเมื่อรวมกับกระแสเงินทุนจากฝั่งเอเชียที่เพิ่มสูงขึ้น ได้ส่งผลให้กระแสการลงทุนในกองทุน ETF ทองคำทั่วโลกปรับทิศทางเป็นเชิงบวกในไตรมาสที่ 3 และ 4 ของปี โดยความเคลื่อนไหวนี้มีที่มาจากการที่ธนาคารกลางหลายแห่งได้เริ่มต้นวัฏจักรการปรับลดอัตราดอกเบี้ย รวมถึงความไม่แน่นอนในระดับโลกที่เพิ่มสูงขึ้นจากการเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐ และความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นในภูมิภาคตะวันออกกลาง”           คุณหลุยส์ สตรีท ได้กล่าวเสริมว่า “ในปี 2568 นี้ เราคาดว่าธนาคารกลางจะยังคงเป็นปัจจัยหลักที่ผลักดันตลาดทองคำต่อไป สนับสนุนด้วยนักลงทุนในกองทุน ETF ทองคำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากอัตราดอกเบี้ยปรับลดลง แม้ว่าอัตราดอกเบี้ยจะยังมีความผันผวนก็ตาม ในทางกลับกันทองคำเครื่องประดับอาจยังคงชะลอตัวต่อไป เนื่องจากราคาทองคำที่สูงและการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวส่งผลให้กำลังซื้อของผู้บริโภคลดลงตามไปด้วย ความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจมหภาคนั้นน่าจะยังคงเป็นปัจจัยสำคัญของปี ซึ่งสภาวะนี้จะช่วยเสริมความต้องการทองคำในฐานะสินทรัพย์ที่ช่วยรักษามูลค่าและเป็นเครื่องมือลดผลกระทบจากความเสี่ยง"           สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมในรายงานแนวโน้มความต้องการทองคำไตรมาสที่ 4 และการสรุปภาพรวมตลอดปี 2567 (Gold Demand Trends Q4 and Full Year 2024 Report) ซึ่งรวมถึงข้อมูลรายละเอียดที่ครอบคลุมจาก Metals Focus ได้ที่นี่

เช็กเลย! ราคาทองเช้าวันนี้ ปรับลง 50 บาท ทองรูปพรรณ ขายออกบาทละ 44,550.00บาท

เช็กเลย! ราคาทองเช้าวันนี้ ปรับลง 50 บาท ทองรูปพรรณ ขายออกบาทละ 44,550.00บาท

            หุ้นวิชั่น – เช้าวันที่ 16 มกราคม 2568 สมาคมค้าทองคำ ได้แจ้งราคาทองคำซึ่ง “ ราคาปรับลง 50 บาท ” โดยการซื้อขายครั้งที่ 1 ราคาทองแท่ง ปัจจุบันรับซื้ออยู่ที่ 43,950.00 บาท ราคาขายออกอยู่ที่ 44,050.00 บาท ส่วนราคาทองรูปพรรณ รับซื้ออยู่ที่ 43,160.52 บาท และราคาขายออกอยู่ที่ 44,550.00 บาท

abs

เจมาร์ท สร้างความสามารถในการแข่งขัน ด้วยการสร้าง Synergy Ecosystem

[Vision Exclusive] ปีของการลงทุนทอง Q2 แตะ 3พันดอลลาร์

[Vision Exclusive] ปีของการลงทุนทอง Q2 แตะ 3พันดอลลาร์

          หุ้นวิชั่น - นายจิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี เผย ทองคำ ยังคงเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยที่น่าลงทุนในปี 2568 คาดราคาทองคำโลกพุ่งแตะ 3,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ภายในไตรมาส 2 จากความไม่แน่นอนด้านนโยบายเศรษฐกิจโลกหลังการปฏิญาณตนของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ขณะที่ราคาทองคำไทยอาจแตะ 45,000 บาท แนะเน้นลงทุนทองคำแท่งระยะยาว           นายจิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี นายกสมาคมค้าทองคำ เปิดเผยว่า ทองคำยังคงเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยที่น่าสนใจสำหรับการลงทุนในปี 2568 โดยคาดว่าราคาทองคำในตลาดโลกมีโอกาสปรับตัวขึ้นแตะระดับ 3,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อออนซ์ จากระดับปัจจุบันที่ราว 2,600 ดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเป็นผลจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและการเมือง โดยเฉพาะนโยบายของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ที่จะเข้าพิธีปฏิญาณตนรับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการในวันที่ 20 มกราคมนี้           นายจิตติกล่าวว่า แม้จะมีความคาดหวังต่อนโยบายที่นายทรัมป์เคยหาเสียงไว้ แต่หลายมาตรการอาจไม่สามารถดำเนินการได้อย่างเต็มที่ รวมถึงความเป็นไปได้ที่จะเกิดความไม่พอใจจากนานาประเทศต่อมาตรการต่างๆ เช่น กำแพงภาษี ซึ่งอาจนำไปสู่ความผันผวนในตลาดโลก ความไม่แน่นอนเหล่านี้ส่งผลให้สินทรัพย์ปลอดภัย เช่น ทองคำ ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้น           สำหรับตลาดทองคำในประเทศไทย คาดว่าราคาทองคำอาจแตะระดับ 45,000 บาท ต่อบาททองคำ จากระดับปัจจุบันที่ราว 43,250 บาท โดยเป็นผลจากการเคลื่อนไหวของราคาทองคำในตลาดโลกและค่าเงินบาท           นายจิตติยังให้คำแนะนำสำหรับผู้ที่สนใจลงทุนในทองคำว่า แม้ราคาทองคำในปีนี้อาจไม่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างหวือหวาเหมือนปีก่อนที่มีการปรับขึ้นมากกว่า 30% แต่ทองคำยังคงเป็นสินทรัพย์ที่เหมาะสำหรับการลงทุนระยะยาว โดยควรเน้นการลงทุนใน ทองคำแท่ง เป็นหลัก เนื่องจากมีความเสี่ยงต่ำกว่าเมื่อเทียบกับการลงทุนใน Gold Futures หรือสัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่อ้างอิงกับราคาทองคำ ซึ่งยังมีความผันผวนสูงในช่วงนี้           "ทองคำยังคงเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยที่น่าสนใจสำหรับการลงทุนในปีนี้ โดยคาดว่าราคาทองคำมีโอกาสแตะระดับ 3,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ จากปัจจุบันที่ราว 2,600 ดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเป็นผลจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและการเมือง"  นายจิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี นายกสมาคมค้าทองคำ กล่าว           ทั้งนี้ นักลงทุนควรติดตามสถานการณ์ทางเศรษฐกิจและการเมืองอย่างใกล้ชิด เพื่อประกอบการตัดสินใจลงทุนในสินทรัพย์ปลอดภัยเช่นทองคำในปี 2568 นี้ รายงานโดย: ณัฏฐ์ชญา ปุริมปรัชญ์ภัทร บรรณาธิการข่าว สำนักข่าว Hoonvision

ส่องราคาทองเช้าวันนี้

ส่องราคาทองเช้าวันนี้ "ราคาไม่เปลี่ยนแปลง"

          หุ้นวิชั่น – เช้าวันที่ 25 ธันวาคม 2567 สมาคมค้าทองคำ ได้แจ้งราคาทองคำซึ่ง “ ราคาไม่เปลี่ยนแปลง ” โดยการซื้อขายครั้งที่ 1 ราคาทองแท่ง ปัจจุบันรับซื้ออยู่ที่ 42,250.00 บาท ราคาขายออกอยู่ที่ 42,350.00 บาท ส่วนราคาทองรูปพรรณ รับซื้ออยู่ที่ 41,492.92 บาท และราคาขายออกอยู่ที่ 42,850.00 บาท

ราคาทองเช้าวันนี้

ราคาทองเช้าวันนี้ "ไม่เปลี่ยนแปลง" เช็กเลย!

       หุ้นวิชั่น – เช้าวันที่ 23 ธันวาคม 2567 สมาคมค้าทองคำ ได้แจ้งราคาทองคำซึ่ง “ ราคาไม่เปลี่ยนแปลง” โดยการซื้อขายครั้งที่ 1 ราคาทองแท่ง ปัจจุบันรับซื้ออยู่ที่ 42,500.00 บาท ราคาขายออกอยู่ที่ 42,600.00 บาท ส่วนราคาทองรูปพรรณ รับซื้ออยู่ที่ 41,735.48 บาท และราคาขายออกอยู่ที่ 43,100.00 บาท

abs

มุ่งมั่นเป็นผู้นำ เชื่อมโยงทุกโครงข่ายระบบคมนาคมขนส่งอย่างยั่งยืน

จับตาราคาทองเช้าวันนี้ ปรับขึ้น 300 บาท

จับตาราคาทองเช้าวันนี้ ปรับขึ้น 300 บาท

หุ้นวิชั่น – เช้าวันที่ 22 พฤศจิกายน 2567 สมาคมค้าทองคำ ได้แจ้งราคาทองคำ “ราคาปรับขึ้น 300 บาท ” โดยการซื้อขายครั้งที่ 1 ราคาทองแท่ง ปัจจุบันรับซื้ออยู่ที่ 43,900.00 บาท ราคาขายออกอยู่ที่ 44,000.00 บาท ส่วนราคาทองรูปพรรณ รับซื้ออยู่ที่ 43,115.04 บาท และราคาขายออกอยู่ที่ 44,500.00 บาท

อัปเดต

อัปเดต"ราคาทอง" เช้าวันนี้ปรับขึ้น 150 บาท

                หุ้นวิชั่น – เช้าวันที่ 8 พฤศจิกายน 2567 สมาคมค้าทองคำ ได้แจ้งราคาทองคำ ซึ่งได้ปรับขึ้น  150 บาท  โดยการซื้อขายครั้งที่ 1 ราคาทองแท่ง ปัจจุบันรับซื้ออยู่ที่ 43,350.00 บาท ราคาขายออกอยู่ที่ 43,450.00  บาท ส่วนราคาทองรูปพรรณ รับซื้ออยู่ที่ 42,569.28 บาท และราคาขายออกอยู่ที่ 43,950.00 บาท

พฤอา
311234567891011121314151617181920212223242526272829301234567891011