ปรับแต่งการตั้งค่าการให้ความยินยอม

เราใช้คุกกี้เพื่อช่วยให้คุณสามารถไปยังส่วนต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพและทำหน้าที่บางอย่าง คุณจะพบข้อมูลโดยละเอียดเกี่ยวกับคุกกี้ทั้งหมดภายใต้หมวดหมู่ความยินยอมแต่ละประเภทด้านล่าง คุกกี้ที่ได้รับการจัดหมวดหมู่ว่า "จำเป็น" จะถูกจัดเก็บไว้ในเบราว์เซอร์ของคุณ เนื่องจากมีความจำเป็นต่อการทำงานของฟังก์ชันพื้นฐานของเว็บไซต์... 

ใช้งานอยู่เสมอ

คุกกี้ที่จำเป็นมีความสำคัญต่อฟังก์ชันพื้นฐานของเว็บไซต์ และเว็บไซต์จะไม่สามารถทำงานได้ตามวัตถุประสงค์หากไม่มีคุกกี้เหล่านี้

คุกกี้เหล่านี้ไม่จัดเก็บข้อมูลที่สามารถระบุตัวบุคคลได้

ไม่มีคุกกี้ที่จะแสดง

คุกกี้แบบฟังก์ชันนอลช่วยทำหน้าที่บางอย่าง เช่น แบ่งปันเนื้อหาของเว็บไซต์บนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย รวบรวมความคิดเห็น และฟีเจอร์อื่นๆ ของบุคคลที่สาม

ไม่มีคุกกี้ที่จะแสดง

คุกกี้วิเคราะห์ใช้เพื่อทำความเข้าใจวิธีการที่ผู้เยี่ยมชมโต้ตอบกับเว็บไซต์ คุกกี้เหล่านี้ช่วยให้ข้อมูลเกี่ยวกับตัวชี้วัด เช่น จำนวนผู้เข้าชม อัตราตีกลับ แหล่งที่มาของการเข้าชม ฯลฯ

ไม่มีคุกกี้ที่จะแสดง

คุกกี้ประสิทธิภาพใช้เพื่อทำความเข้าใจและวิเคราะห์ดัชนีประสิทธิภาพหลักของเว็บไซต์ซึ่งจะช่วยให้สามารถมอบประสบการณ์การใช้งานที่ดีขึ้นแก่ผู้เยี่ยมชม

ไม่มีคุกกี้ที่จะแสดง

คุกกี้โฆษณาใช้เพื่อส่งโฆษณาที่ได้รับการปรับแต่งตามการเข้าชมก่อนหน้านี้ และวิเคราะห์ประสิทธิภาพของแคมเปญโฆษณา

ไม่มีคุกกี้ที่จะแสดง

#รัฐบาล


คัด 13 หุ้นเด่น จับตา!มติประชุม ครม.

คัด 13 หุ้นเด่น จับตา!มติประชุม ครม.

               หุ้นวิชั่น - ทีมข่าวหุ้นวิชั่นรายงาน บล.หยวนต้า คาด SET Index เคลื่อนไหว Sideways to Sideways-up ในกรอบ 1,185-1,200 จุด จากปัจจัยการเมืองที่คลี่คลายในระยะสั้น ขณะที่การประชุม ครม. วันนี้อาจเปิดโอกาสในการเก็งกำไรหุ้นกลุ่มท่องเที่ยว, ค้าปลีก และหุ้นที่เชื่อมโยงกับ Entertainment Complex ผลการลงคะแนนเสียงไม่เห็นด้วยในการอภิปรายไม่ไว้วางใจวานนี้อยู่ที่ 319 เสียง มากกว่ากึ่งหนึ่งที่ 247 เสียง และใกล้เคียงกับคะแนนเสียงรวมของฝั่งรัฐบาลที่ 321 เสียง สะท้อนว่ารัฐบาลยังคงมีเสถียรภาพ เป็นการปลดล็อก Overhang ทางการเมืองในระยะสั้น ในลำดับถัดไป แนะนำติดตามการประชุม ครม. วันนี้ สื่อคาด 3 ประเด็นที่จะนำเข้า ครม. ได้แก่ (1) มาตรการเที่ยวคนละครึ่ง แนะนำจับจังหวะเก็งกำไรหุ้นกลุ่มท่องเที่ยว อาทิ ERW, CENTEL, AAV (2) แจกเงินเฟส 3 ผ่าน Digital Wallet - กลุ่มค้าปลีก CPALL, CPAXT, CRC, HMPRO, SYNEX, ADVICE (3) Entertainment Complex ฉบับปรับปรุงของกฤษฎีกาและกระทรวงการคลัง - BTS, VGI, PLANB, MBK

รัฐบาล หนุนสมรสเท่าเทียม กู้ร่วมซื้อบ้านกับ ธอส. ดอกเบี้ยเริ่มต้น 2.30% เริ่มวันนี้

รัฐบาล หนุนสมรสเท่าเทียม กู้ร่วมซื้อบ้านกับ ธอส. ดอกเบี้ยเริ่มต้น 2.30% เริ่มวันนี้

          หุ้นวิชั่น - นางสาวศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาล โดยธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) กระทรวงการคลัง ร่วมต้อนรับเดือนแห่งความรัก สนับสนุน กฎหมายสมรสเท่าเทียม โดยทุกคู่รัก LGBTQ+ ให้มีความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัย โดยสามารถยื่นขอสินเชื่อร่วมกันในทุกผลิตภัณฑ์สินเชื่อกับ ธอส. ทั้งคู่รัก LGBTQ+ ที่เป็นพนักงานประจำ และอาชีพอิสระ นำโดย “สินเชื่อบ้านสวัสดิการ ปี 2568” อัตราดอกเบี้ย ปีที่ 1 เท่ากับ 2.30% ต่อปีอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปีแรกเพียง 2.90%, “สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย ปี 2568” อัตราดอกเบี้ย ปีที่ 1 เท่ากับ 2.50% ต่อปี อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปีแรก เท่ากับ 3.20% และ “โครงการบ้าน ธอส. เพื่อคุณ ปี 2568” อัตราดอกเบี้ยปีที่ 1 เท่ากับ 3.50% ต่อปี อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปีแรก เท่ากับ 4.10% โดยผู้ที่สนใจสามารถยื่นขอสินเชื่อได้ที่ ธอส.ทุกสาขา ทั่วประเทศตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป           นางสาวศศิกานต์ กล่าวว่า  ธอส. ในฐานะสถาบันการเงินของรัฐ ที่มีพันธกิจ “ทำให้คนไทยมีบ้าน” พร้อมสนับสนุนทุกความรักของทุกคู่รัก LGBTQ+ ให้มีความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัย โดยไม่กำหนดรายได้ขั้นต่ำ ผู้กู้หลักและผู้กู้ร่วมต้องถือกรรมสิทธิ์ร่วมกัน โดยผู้กู้ต้องมีอายุตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไป และไม่เกิน 70 ปี  โครงการที่เข้าร่วม ประกอบด้วย สินเชื่อบ้านสวัสดิการ ปี 2568 สำหรับพนักงานที่สังกัดหน่วยงานที่ทำข้อตกลงโครงการสวัสดิการเงินกู้ที่อยู่อาศัย ประเภทไม่มีเงินฝาก และมีความประสงค์ทำประกันชีวิตคุ้มครองสินเชื่อ (MRTA/MLTA) อัตราดอกเบี้ยปีที่ 1 เท่ากับ 2.30% ต่อปี  ปีที่ 2 เท่ากับ 2.90% ต่อปี ปีที่ 3 เท่ากับ 3.50% ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปีแรกเพียง 2.90%  ปีที่ 4 – 5 เท่ากับ MRR – 2.00% ต่อปี และปีที่ 6 จนถึงตลอดอายุสัญญา เท่ากับ MRR-1.00% ต่อปี สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย ปี 2568 สำหรับผู้ต้องการกู้เพื่อซื้อ ปลูกสร้าง ต่อเติม หรือซ่อมแซม และมีความประสงค์ทำประกันชีวิตคุ้มครองสินเชื่อ (MRTA/MLTA) อัตราดอกเบี้ย ปีที่ 1 เท่ากับ 2.50% ต่อปี  ปีที่ 2 เท่ากับ 3.10% ต่อปี  ปีที่ 3 เท่ากับ 4.00% ต่อปี อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปีแรก เพียง 3.20% และปีที่ 4 จนถึงตลอดอายุสัญญา เท่ากับ MRR-0.50% ต่อปี ยื่นคำขอกู้ได้ตั้งแต่วันนี้ ถึง 31 มีนาคม 2568 อนุมัติและทำนิติกรรมภายในวันที่ 30 เมษายน 2568 โครงการบ้าน ธอส. เพื่อคุณ ปี 2568 สำหรับลูกค้าทั่วไปที่มีรายได้ไม่เกิน 35,000 บาทต่อเดือน และไม่มีประวัติการผ่อนชำระสินเชื่อที่อยู่อาศัยกับ ธอส. วงเงินให้กู้สูงสุดไม่เกิน 3 ล้านบาท ต่อรายต่อหลักประกัน อัตราดอกเบี้ย ปีที่ 1 เท่ากับ 3.50% ต่อปี  ปีที่ 2 เท่ากับ 4.25% ต่อปี  ปีที่ 3 เท่ากับ 4.55% ต่อปี อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปีแรก เท่ากับ 4.10%  ปีที่ 4 - 5 เท่ากับ MRR-2.00% ต่อปี  ปีที่ 6 จนถึงตลอดอายุสัญญา ลูกค้าสวัสดิการ เท่ากับ MRR-1.00% ต่อปี  ลูกค้ารายย่อย เท่ากับ MRR-0.75% ต่อปี และชำระหนี้ เท่ากับ MRR กรณีกู้ 1 ล้านบาท ผ่อนชำระเงินงวดเริ่มต้นเพียงเดือนละ 4,700 บาท           “รัฐบาลมุ่งเดินหน้าสร้างความสุขที่ยั่งยืน เพื่อยกระดับชีวิตให้ทุกคนมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง สนใจติดต่อและสอบถามรายละเอียดที่ ธอส.ทุกสาขา หรือ G H Bank Call Center โทร.0-2645-9000 หรือ Facebook Fanpage ธนาคารอาคารสงเคราะห์ แอปพลิเคชั่น : GHB ALL GEN และ www.ghbank.co.th” นางสาวศศิกานต์ กล่าว

เปิด 5 มาตรการรัฐบาลเพื่อไทย

เปิด 5 มาตรการรัฐบาลเพื่อไทย

          หุ้นวิชั่น - ทีมข่าวหุ้นวิชั่น รายงาน บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า เปิดมาตรการกระตุ้น 5 ด้านของรัฐบาล จะเป็นความหวังให้กับเศรษฐกิจไทย 1.มาตรการภาคอสังหาริมทรัพย์ 2. การลงทุนและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน 3. ภาคการเกษตร 4. ภาคการท่องเที่ยวและบริการ และ 5. การบริโภคภาคเอกชน           แม้เศรษฐกิจโลกจะยังมีความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก ทั้งสงครามระหว่างประเทศ โดยเฉพาะรัสเซีย-ยูเครนที่ยังอาจจะไม่สงบ รวมไปถึงสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ โดยประเทศที่มีสัดส่วนการค้าต่อ GDP ในระดับสูงมีโอกาสได้รับผลกระทบค่อนข้างมากจากนโยบายของคุณ Donald Trump ที่นำเสนอนโยบายในช่วงหาเสียงว่าจะขึ้นภาษีกับประเทศจีน 60% และประเทศอื่น 10-20% ดังนั้นฝ่ายวิเคราะห์ว่าเศรษฐกิจไทยน่าจะได้รับผลกระทบไม่น้อย เนื่องจากสัดส่วนการส่งออกของไทยคิดเป็นถึง 60% ของ GDP อีกทั้งยังมีผลกระทบทางอ้อมคือภาคการท่องเที่ยว หากเศรษฐกิจในประเทศอื่นๆ ทั่วโลกได้รับผลกระทบจากปัจจัยดังกล่าว           อย่างไรก็ดีฝ่ายวิเคราะห์เห็นถึงศักยภาพเศรษฐกิจไทยที่ยังมีปัจจัยบวกจากภายในประเทศคือการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล แม้จะยังมีความเสี่ยงอยู่บ้างจากปัจจัยการเมืองที่ไม่แน่นอน แต่ฝ่ายวิเคราะห์มองว่ามีโอกาสไม่มากที่จะเกิดการเปลี่ยนรัฐบาลอีกครั้ง           ในวันที่ 21 พฤศจิกายนที่ผ่านมา นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีได้เข้าร่วมประชุมซีอีโอระดับโลก (Forbes Global CEO Conference) เพื่อนำเสนอวิสัยทัศน์ของเศรษฐกิจไทยว่า การขยายตัวในช่วงที่ผ่านมายังไม่ดีนัก โดยรัฐบาลยืนยันว่าจะให้ความสำคัญกับการสนับสนุนการลงทุนอย่างต่อเนื่อง รวมไปถึงในด้านการพัฒนาต่างๆ ทั้งการท่องเที่ยวและการบริโภคภายในประเทศ ซึ่งในรายละเอียดมาตรการที่คุณแพทองธารนำเสนอมีทั้งมาตรการระยะสั้นและระยะยาว ซึ่งฝ่ายวิเคราะห์ประเมินถึงผลกระทบและความเป็นไปได้ของมาตรการระยะสั้น ดังนี้ มาตรการภาคอสังหาริมทรัพย์ สินเชื่อสำหรับผู้ประกอบการปรับปรุงซ่อมแซมอาคาร เพื่อเสริมสภาพคล่องและกระตุ้นการลงทุน การจ้างงานในธุรกิจโรงแรม สินเชื่อเพื่อซื้อ สร้าง หรือซ่อมแซมที่อยู่อาศัย มองว่ามาตรการดังกล่าวจะช่วยเพิ่มการจ้างงาน การลงทุนในภาคอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งจะเป็นบวกต่อกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ เช่น SIRI, SPALI, ASW, AL และ LH การลงทุนและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน นโยบายรถไฟฟ้า 20 บาท เร่งการลงทุนผ่าน BOI และ EEC โดยการปรับปรุงหลักเกณฑ์ส่งเสริมการลงทุนใหม่ ฝ่ายวิเคราะห์มองว่ารถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายจะเป็นบวกต่อผู้ใช้บริการเดินรถไฟฟ้าอย่าง BTS และ BEM เนื่องจากผู้ใช้บริการรถไฟฟ้ามีโอกาสจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่รัฐบาลจะเป็นผู้จ่ายส่วนต่างค่าโดยสารที่ปรับลดลงให้กับผู้เดินรถ ส่วนนโยบายที่เร่งการลงทุนจะเป็นบวกกับกลุ่มรับเหมาก่อสร้างอย่าง CK และ STEC รวมไปถึงกลุ่มนิคมอุตสาหกรรมอย่าง WHA และ AMATA ภาคการเกษตร โครงการช่วยเหลือเกษตรผ่านโครงการไร่ละ 1,000 บาท เพื่อบรรเทาภาระหนี้สินของเกษตรกร ซึ่งการแก้ปัญหาหนี้สินในระยะสั้นจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้เกษตรกรมีต้นทุนเพื่อนำไปใช้ในการเพาะปลูกรอบใหม่ ซึ่งเป็นปัจจัยหนุนต่อการบริโภคในระยะถัดไป เป็นบวกต่อกลุ่ม Domestic Play อย่างไฟแนนซ์และค้าปลีก เช่น CPALL, CPAXT, GLOBAL, SWAD และ TIDLOR ภาคการท่องเที่ยวและบริการ โครงการของขวัญปีใหม่ 2568 เพื่อกระตุ้นจับจ่ายใช้สอยและการท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลปีใหม่ รวมไปถึงโครงการอื่นๆ อย่าง "แอ่วเหนือคนละครึ่ง" และงานเฟสติวัลต่างๆ ในช่วงเทศกาล ซึ่งภาคการท่องเที่ยวยังคงเป็นอุตสาหกรรมหลักที่มีสัดส่วนสูงต่อเศรษฐกิจไทย และภาครัฐยังคงให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง อุตสาหกรรมนี้จึงยังคงเป็นอุตสาหกรรมที่ฝ่ายวิเคราะห์มีมุมมองเชิงบวก เพราะนอกจากจะสนับสนุนกลุ่มการท่องเที่ยวแล้ว ยังได้ประโยชน์ในทางอ้อมต่อกลุ่ม Domestic Play เนื่องจากจะช่วยให้รายได้ของภาคบริการขยายตัวได้ต่อเนื่อง การบริโภคภาคเอกชน โครงการช่วยเหลือเงินอุดหนุนค่าครองชีพ เริ่มจากกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้มีบัตรสวัสดิการและผู้สูงอายุ โครงการสินเชื่อสร้างงานสร้างอาชีพ เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยและผู้ประกอบการอาชีพอิสระ โครงการแก้ปัญหาหนี้สิน โดยการลดภาระของลูกหนี้ ซึ่งจะครอบคลุมถึงลูกหนี้กว่า 3 ล้านบัญชี

พฤอา
311234567891011121314151617181920212223242526272829301234567891011