ปรับแต่งการตั้งค่าการให้ความยินยอม

เราใช้คุกกี้เพื่อช่วยให้คุณสามารถไปยังส่วนต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพและทำหน้าที่บางอย่าง คุณจะพบข้อมูลโดยละเอียดเกี่ยวกับคุกกี้ทั้งหมดภายใต้หมวดหมู่ความยินยอมแต่ละประเภทด้านล่าง คุกกี้ที่ได้รับการจัดหมวดหมู่ว่า "จำเป็น" จะถูกจัดเก็บไว้ในเบราว์เซอร์ของคุณ เนื่องจากมีความจำเป็นต่อการทำงานของฟังก์ชันพื้นฐานของเว็บไซต์... 

ใช้งานอยู่เสมอ

คุกกี้ที่จำเป็นมีความสำคัญต่อฟังก์ชันพื้นฐานของเว็บไซต์ และเว็บไซต์จะไม่สามารถทำงานได้ตามวัตถุประสงค์หากไม่มีคุกกี้เหล่านี้

คุกกี้เหล่านี้ไม่จัดเก็บข้อมูลที่สามารถระบุตัวบุคคลได้

ไม่มีคุกกี้ที่จะแสดง

คุกกี้แบบฟังก์ชันนอลช่วยทำหน้าที่บางอย่าง เช่น แบ่งปันเนื้อหาของเว็บไซต์บนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย รวบรวมความคิดเห็น และฟีเจอร์อื่นๆ ของบุคคลที่สาม

ไม่มีคุกกี้ที่จะแสดง

คุกกี้วิเคราะห์ใช้เพื่อทำความเข้าใจวิธีการที่ผู้เยี่ยมชมโต้ตอบกับเว็บไซต์ คุกกี้เหล่านี้ช่วยให้ข้อมูลเกี่ยวกับตัวชี้วัด เช่น จำนวนผู้เข้าชม อัตราตีกลับ แหล่งที่มาของการเข้าชม ฯลฯ

ไม่มีคุกกี้ที่จะแสดง

คุกกี้ประสิทธิภาพใช้เพื่อทำความเข้าใจและวิเคราะห์ดัชนีประสิทธิภาพหลักของเว็บไซต์ซึ่งจะช่วยให้สามารถมอบประสบการณ์การใช้งานที่ดีขึ้นแก่ผู้เยี่ยมชม

ไม่มีคุกกี้ที่จะแสดง

คุกกี้โฆษณาใช้เพื่อส่งโฆษณาที่ได้รับการปรับแต่งตามการเข้าชมก่อนหน้านี้ และวิเคราะห์ประสิทธิภาพของแคมเปญโฆษณา

ไม่มีคุกกี้ที่จะแสดง

#ธนาคาร


BBL-SCB กำไรแน่น TTB มียิวส์ปันผลงาม

BBL-SCB กำไรแน่น TTB มียิวส์ปันผลงาม

          คาดกำไรสุทธิของกลุ่มแบงก์ใน 1Q25 จะอยู่ที่ 53,205 ลบ. ลดลง 3.2% YoY แต่โต 3.7% QoQ แม้รายได้ดอกเบี้ยรับสุทธิจะลดลงจาก NIM ที่ต่ำลง และการคุมสินเชื่อใหม่ แต่ถูกชดเชยด้วยค่าใช้จ่ายดำเนินงานและ การตั้งสำรองที่ลดลง ธนาคารที่คาดกำไรสุทธิจะโตทั้ง YoY และ QoQ ได้แก่ BBL, SCB              คงน้ำหนักลงทุนในหุ้นกลุ่มธนาคารที่ “เท่ากับตลาด” แม้แนวโน้มการเติบโตของกำไรจะค่อนข้างจำกัด เพราะมีผลกระทบเชิงลบจากการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายของ กนง. ซึ่งคาดจะมีการปรับลงอีก 1 ครั้ง ในช่วงกลางปี แต่มองว่ากลุ่มธนาคารจะยังสามารถจ่ายปันผลในระดับสูงได้ใกล้เคียงเดิม หลังปรับเพิ่ม Div. Payout Ratio และคุณภาพสินทรัพย์ยังอยู่ในระดับที่แข็งแรง เลือก TTB(TB@2.12) เป็น Top Pick ของกลุ่ม           TTB(TB@2.12) คาดได้รับผลกระทบจากดอกเบี้ยที่ปรับลงน้อยกว่าธนาคารใหญ่ เพราะสินเชื่อหลักเป็นดอกเบี้ยคงที่ อีกทั้ง TTB มีปัจจัยบวกเฉพาะตัวจาก Tax Shield 1.2 หมื่นลบ. ที่สามารถทยอยใช้สิทธิได้จนถึงปี 2028 รวมถึงนโยบายซื้อหุ้นคืนที่มีความต่อเนื่องถึง 3 ปี ปีละ 7,000 ลบ. ทำให้มองว่าเป็นหุ้นที่มี Downside จำกัด นอกจากนี้คาด TTB จะให้ Div. Yield สูง 6.6%           บทวิเคราะห์ บล.หยวนต้า คาดว่า กำไรสุทธิกลุ่มธนาคารใน 1Q25 ลดลง 3.2% YoY แต่โต 3.7% QoQ  สำหรับ 1Q25 คาดหุ้นกลุ่มธนาคารภายใต้ Coverage ของจะมีกำไรสุทธิรวม 53,205 ลบ. ลดลง 3.2% YoY แต่โต 3.7% QoQ           โดยมีแรงกดดันหลักจาก           1) รายได้ดอกเบี้ยรับสุทธิคาดลดลง 2% QoQ หลังธนาคารคงความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อใหม่ โดยเฉพาะสินเชื่อรายย่อยและ SME ทำให้สินเชื่อ รวมคาดลดลง 1.1% QoQ นอกจากนี้ยังมีผลกระทบจากการลดดอกเบี้ยเงินกู้ให้สอดรับกับดอกเบี้ยนโยบายของ กนง. ที่ปรับลงอีกครั้ง ในเดือน มี.ค. ที่ผ่านมา ขณะที่ยังไม่ได้ปรับลดดอกเบี้ยเงินฝาก ส่งผลให้คาด Net Interest Margin (NIM) ของแต่ละธนาคารจะปรับตัวลงทั้ง YoY และ QoQ และ           2) รายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยคาดลดลง 2.8% YoY และ 6.2% QoQ กดดันจากค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวกับสินเชื่อที่ลดลงตามขนาดของพอร์ต รวมถึงรายได้ค่าธรรมเนียมนายหน้าประกันและธุรกิจ Wealth Management ที่ปรับลงตามปัจจัยฤดูกาล ทั้งนี้คาดปัจจัยลบดังกล่าวบางส่วนจะถูกชดเชยด้วยการปรับลดลงของค่าใช้จ่ายดำเนินงาน หลังมีค่าใช้จ่ายลงทุนในระบบการดำเนินงานและพนักงานลดลง QoQ รวมถึงการตั้งสำรองที่คาดจะลดลง 5.5% YoY และ 0.7% QoQ จากคุณภาพสินทรัพย์ที่มีเสถียรภาพมากขึ้น           ในส่วนของธนาคารใหญ่กำไรฟื้นตัว QoQ เพราะค่าใช้จ่ายดำเนินงานและการตั้งสำรองลดลง ธนาคารใหญ่คาดกำไรสุทธิลดลง 2.4% YoY แต่ฟื้นตัว 5.1% QoQ นำโดย BBL (คาดกำไรสุทธิ 11,205 ลบ. +6.5% YoY, +7.7% QoQ) หนุนจากการเติบโตของสินเชื่อที่ปรับตัวดีขึ้น จากการขยายฐานลูกค้าบริษัทใหญ่ และการลดลงของค่าใช้จ่ายดำเนินงานตามปัจจัยฤดูกาล ขณะที่การตั้งสำรองคาดขยับขึ้นจากความเสี่ยงที่เศรษฐกิจในอินโดนีเซียชะลอตัว           รองลงมาคือ KBANK (คาดกำไรสุทธิ 11,275 ลบ.-16.4% YoY, +7.4% QoQ) หนุนจากการตั้งสำรองที่คาดจะเริ่มผ่อนคลายลง หลังเสร็จสิ้นการทำ BalanceSheet Clean Up (เร่ง Write Off และขายหนี้กลุ่มเสี่ยงสูง) และค่าใช้จ่ายดำเนินงานที่ลดลง ช่วยชดเชยรายได้ดอกเบี้ยรับสุทธิที่ปรับตัวลง           ส่วน KTB (คาดกำไรสุทธิ 10,936 ลบ. -1.3% YoY, +4.4% QoQ) แม้สินเชื่อภาครัฐฯ จะปรับลง แต่ยังคุมคุณภาพสินทรัพย์ได้ดี และคาดค่าใช้จ่ายดำเนินงานจะลดลงเพราะค่าใช้จ่ายตามฤดูกาลต่ำลง และผลขาดทุนจากการด้อยค่าของสินทรัพย์ลดลง           สำหรับ SCB (คาดกำไรสุทธิ11,847 ลบ. +5.0% YoY, +1.2% QoQ) หลังค่าใช้จ่ายตั้งสำรองและค่าใช้จ่ายดำเนินงานของธุรกิจTechnology (Gen 3) ต่ำลง           ธนาคารขนาดกลาง/เล็ก คาดกำไรสุทธิรวม 7,943 ลบ. ลดลง 7.4% YoY และ 3.4% QoQ มีแรงกดดันหลักๆ จากสินเชื่อรวมที่ชะลอตัวตามยอดขายรถยนต์ในประเทศที่ยังไม่ฟื้นตัว           โดย TTB(คาดกำไรสุทธิ 5,240 ลบ. -1.8% YoY, +2.5% QoQ) แม้สินเชื่อจะลดลง แต่เป็นการปรับสัดส่วนสินเชื่อมา เน้นกลุ่มที่มี Risk Adjusted Return สูงขึ้น เช่น สินเชื่อ Top Up ของลูกค้าบ้านและรถยนต์ที่มีประวัติชำระเงินดี           ส่วน TISCO (คาดกำไรสุทธิ 1,608 ลบ. -7.2% YoY, -5.5% QoQ) กดดันจากการเร่งตั้งสำรองเพื่อเพิ่ม Coverage Ratio รองรับการขยายสินเชื่อจำนำทะเบียนรถ           และ KKP (คาดกำไรสุทธิ 1,095 ลบ.-27.3% YoY, -22.1% QoQ) เนื่องจากคาดกำไรจากเครื่องมือทางการเงินจะลดลง และรายได้จากธุรกิจตลาดทุนชะลอตัว ปี 2025 คาดกำไรสุทธิรวมโต 3% YoY รับผลกระทบจากการปรับลดดอกเบี้ยนโยบาย เบื้องต้น คาดแนวโน้มกำไรสุทธิปี 2025 ของกลุ่มจะอยู่ที่ 220,954 ลบ. โต 3% YoY แม้รายได้ดอกเบี้ยรับสุทธิจะปรับตัวลงจากทั้งการชะลอตัวของสินเชื่อ และ NIM ที่ต่ำลง แต่คาดจะถูกชดเชยด้วยการตั้งสำรองที่ผ่อนคลายลง เพราะธนาคารส่วนใหญ่มีการเร่งระบายลูกหนี้กลุ่มเสี่ยงสูงไปมากแล้ว บวกกับมีผลจากมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ที่จูงใจให้ลูกหนี้กลับมาชำระเงินมากขึ้น           คงน้ำหนักการลงทุน “เท่ากับตลาด” แนะนำ TTB เป็น Top Pick ของกลุ่ม คงน้ำหนักลงทุนในหุ้นกลุ่มธนาคารที่ “เท่ากับตลาด” แม้แนวโน้มการเติบโตของกำไรจะค่อนข้างจำกัด เพราะมีผลกระทบเชิงลบจากการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายของ กนง. ซึ่งคาดจะมีการปรับลงอีก 1 ครั้ง ในช่วงกลางปี           แต่มองว่ากลุ่มธนาคารจะยังสามารถจ่ายปันผลในระดับสูงได้ใกล้เคียงเดิม หลังปรับเพิ่มDiv. Payout Ratio และคุณภาพสินทรัพย์ยังอยู่ในระดับที่แข็งแรง เราเลือก TTB (TB@2.12) เป็น Top Pickของกลุ่ม เนื่องจากคาดได้รับผลกระทบจากดอกเบี้ยที่ปรับลงน้อยกว่าธนาคารใหญ่ เพราะสินเชื่อหลักของพอร์ตเป็นสินเชื่อเช่าซื้อที่เป็นดอกเบี้ยคงที่ อีกทั้ง TTB มีปัจจัยบวกเฉพาะตัวจาก Tax Shield 1.2 หมื่นลบ.ที่สามารถทยอยใช้สิทธิได้จนถึงปี 2028 รวมถึงนโยบายซื้อหุ้นคืนที่มีความต่อเนื่องถึง 3 ปี ปีละ 7,000 ลบ. ทำให้เรามองว่าเป็นหุ้นที่มี Downside จำกัด นอกจากนี้คาด TTB จะให้ Div. Yield สูง 6.6%

ชำแหละ 8 หุ้นแบงก์ แผ่นดินไหวดันหนี้สูญ

ชำแหละ 8 หุ้นแบงก์ แผ่นดินไหวดันหนี้สูญ

           หุ้นวิชั่น - ฝ่ายวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) หรือ CGSI ระบุในบทวิเคราะห์ โดยคาดว่าธนาคารไทย 8 แห่งที่ศึกษา จะทำกำไรสุทธิในไตรมาส 1/68 รวม 5.21 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.7% yoy แต่ลดลง 0.7% qoq และกำไรก่อนตั้งสำรอง (PPOP) รวม 1.16 แสนล้านบาท ลดลง 0.7% yoy แต่เพิ่มขึ้น 5.8% qoq โดยเชื่อว่าธนาคารน่าจะกันเงินสำรองเผื่อกรณีฉุกเฉินในไตรมาส 1/68 ไว้แล้ว เพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนที่อาจเกิดจากเหตุแผ่นดินไหวในวันที่ 28 มี.ค.68            ดังนั้น อัตราการสำรองหนี้สูญในไตรมาส 1/68 จึงน่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 163bp จาก 150bp ในไตรมาส 1/67 และจาก 141bp ในไตรมาส 4/67 ขณะที่ยอดสินเชื่อรวมในไตรมาส 1/68 น่าจะลดลง 1.5% yoy และ 1.1% qoq จากการชำระคืนหนี้ของลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่และลูกค้ารายย่อย            ธนาคาร 8 แห่งที่ฝ่ายวิเคราะห์ CGSI ทำการศึกษาประกอบด้วย BBL, KBANK, SCB, KTB, TTB, KKP, TISCO และ CREDIT            ฝ่ายวิเคราะห์ฯ ระบุว่า ธนาคารหลายแห่งออกมาตรการช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากเหตุแผ่นดินไหว ประกอบด้วย การพักชำระหนี้เงินต้นนาน 3 เดือน, เงินกู้เพื่อซ่อมแซมบ้าน/คอนโดมิเนียมดอกเบี้ย 0% นาน 3 เดือน, การลดค่างวด 50-75% นาน 3 เดือนและการขยายเวลาผ่อนชำระออกไป 3 เดือน โดยลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจะต้องแจ้งธนาคารเพื่อขอเข้าร่วมมาตรการเหล่านี้            ทั้งนี้กรณีการพักชำระดอกเบี้ย/ลดอัตราดอกเบี้ยเป็นเวลา 3 เดือนนั้น เชื่อว่ามาตรการเหล่านี้น่าจะส่งผลให้สินเชื่อเติบโตสูงขึ้น แต่อัตราผลตอบแทนจากสินเชื่อลดลง ซึ่งประเมินว่าผลกระทบในไตรมาส 2-ไตรมาส 3/68 น่าจะไม่เกิน 15bp ของส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (NIM)            ฝ่ายวิเคราะห์ฯ คาดว่า สินเชื่อจัดชั้นกล่าวถึงเป็นพิเศษ (delinquent loans) อาจเพิ่มขึ้นเล็กน้อย เนื่องจากลูกค้าบางรายอาจใช้โอกาสนี้เพื่อขอพักชำระหนี้ นอกจากนี้ เหตุแผ่นดินไหวน่าจะส่งผลกระทบต่อกลุ่มสินเชื่อรายย่อย ซึ่งมีสัดส่วน 29.5% ของสินเชื่อในระบบธนาคารในไตรมาส 4/67 ขณะที่เชื่อว่า BBL จะเป็นธนาคารที่ได้รับผลกระทบน้อยที่สุดจากมาตรการช่วยเหลือลูกค้า เพราะ BBL มีสัดส่วนสินเชื่อรายย่อยน้อยที่สุดในกลุ่มธนาคารที่ทำการศึกษา คือ 12% ของสินเชื่อรวมในไตรมาส 4/67                        ฝ่ายวิเคราะห์ CGSI ยังแนะนำให้คงน้ำหนักการลงทุน (Neutral) ในกลุ่มธนาคาร เพราะคาดว่ากำไรก่อนตั้งสำรองจะเติบโตช้าในอัตรา -1.5%/+1.5%/+3.8% ในปี 68/69/70 ส่วน SCB และ KTB ยังคงเป็นหุ้น Top pick เพราะธนาคารทั้งสองแห่งน่าจะมีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงที่ 7.4-9.1% ต่อปีและมีอัตราการเติบโตของกำไรสุทธิ 2- 12% ในปี 68-70 แม้ว่ายอดสินเชื่อของอุตสาหกรรมโดยรวมจะเติบโตชะลอตัว            ขณะที่กลุ่มธนาคารจะมี downside risk หาก NPL เพิ่มสูงขึ้นและธปท.ปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มเติม ส่วน upside risk จะมาจากการที่นักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาในไทยมากขึ้น เพราะจะช่วยกระตุ้นการบริโภค รวมถึงความตึงเครียดทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ลดลงและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล

เช็ก 8 หุ้นแบงก์ จ่ายปันผล 2H67

เช็ก 8 หุ้นแบงก์ จ่ายปันผล 2H67

          หุ้นวิชั่น - 8 หุ้นกลุ่มธนาคาร ได้มีการประกาศจ่ายเงินปันผล รอบครึ่งปีหลังของปี 2567 นำโดย SCB ประกาศจ่ายเงินปันผลสูงสุด ที่ 8.44 บาท/หุ้น

กลุ่มแบงก์กอดคอร่วง กังวลสินเชื่อชะลอตัว-ปันผลสูงกว่าคาด

กลุ่มแบงก์กอดคอร่วง กังวลสินเชื่อชะลอตัว-ปันผลสูงกว่าคาด

          หุ้นวิชั่น-ทีมข่าวหุ้นวิชั่น รายงาน บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) ระบุ การปรับตัวลงของราคาหุ้นในกลุ่มธนาคาร คาดมาจากความกังวลต่อสินเชื่อธนาคารที่อาจชะลอตัว และการประกาศจ่ายปันผลที่สูงกว่าคาด           สำหรับหุ้นธนาคารที่มีการประกาศจ่ายเงินปันผลแล้ว ได้แก่ BBL ปันผล:     6.5 บ./หุ้น    XD 24 เม.ย. 2568    จ่าย 9 พ.ค. 2568 KTB ปันผล: 1.545 บ./หุ้น    XD 17 เม.ย. 2568    จ่าย 2 พ.ค. 2568 KKP ปันผล: 2.75 บ./หุ้น      XD 6 พ.ค. 2568       จ่าย 22 พ.ค. 2568 SCB ปันผล: 8.44 บ./หุ้น      XD 16 เม.ย. 2568    จ่าย 2 พ.ค. 2568 TTB ปันผล: 0.064 - 0.067 บ./หุ้น     XD 28 เม.ย. 2568    จ่าย 20 พ.ค. 2568

abs

ปตท. แข็งแกร่งร่วมกับสังคมไทย และเติบโตในระดับโลกอย่างยั่งยืน

เงินเฟ้อไทย ม.ค. เร่งตัวขึ้นต่อ กด กนง. คงดอกเบี้ย หนุนกลุ่ม BANK บวกรับอานิสงส์

เงินเฟ้อไทย ม.ค. เร่งตัวขึ้นต่อ กด กนง. คงดอกเบี้ย หนุนกลุ่ม BANK บวกรับอานิสงส์

          หุ้นวิชั่น – ทีมข่าวหุ้นวิชั่น รายงาน บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) ระบุ กระทรวงพาณิชย์เผยเงินเฟ้อไทยเดือนม.ค.68 - Core CPI ขยายตัว 0.83% y-y เท่ากับตลาดคาด และเร่งตัวขึ้นจาก 0.79% y-y ในเดือนธ.ค.67 - Headline CPI ขยายตัว 1.32% y-y เร่งตัวขึ้นจาก 1.23% y-y ในเดือนธ.ค.67 และมากกว่าตลาดคาดที่ 1.3% y-y           ทั้งนี้ สาเหตุสำคัญที่ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้น เนื่องจากการสูงขึ้นของราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งเป็นผลจากฐานราคาต่ำในปีที่ผ่านมา ประกอบกับราคาสินค้าในหมวดอาหารและเครื่องดื่มปรับตัวสูงขึ้นจากราคาผลไม้สด เครื่องประกอบอาหาร และเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ เป็นสำคัญ แนวโน้มอัตราเงินเฟ้อเดือนก.พ.68 คาดว่าจะอยู่ระดับใกล้เคียงกับเดือนม.ค.68 โดยปัจจัยที่ทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้น ได้แก่ 1. ราคาน้ำมันดีเซลภายในประเทศที่กำหนดเพดานไม่เกิน 33 บาท/ลิตร ซึ่งสูงกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน 2. การฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องของภาคการท่องเที่ยว ส่งผลให้ราคาสินค้าและบริการที่เกี่ยวข้องปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะค่าโดยสารเครื่องบิน 3. สินค้าเกษตรบางชนิดราคายังอยู่ในระดับสูง เนื่องจากปริมาณผลผลิตยังไม่เข้าสู่ระดับปกติ หลังจากได้รับผลกระทบของภัยแล้วอย่างยาวนาน โดยเฉพาะพืชสวน เช่น มะพร้าว ขณะที่ปัจจัยที่ทำให้เงินเฟ้อชะลอลง ได้แก่ 1. ภาครัฐมีแนวโน้มดำเนินมาตรการช่วยเหลือลดภาระค่าครองชีพอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะมาตรการปรับลดค่าไฟฟ้าครัวเรือนและการตรึงราคาก๊าซ LPG 2. ฐานราคาผักสดในปีก่อนหน้าอยู่ในระดับสูง เนื่องจากได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ ขณะที่ในปี 68 สภาพอากาศเอื้ออำนวยต่อการเพาะปลูกมาขึ้น ส่งผลให้ปริมาณผลผลิตเข้าสู่ระบบมากขึ้น 3. การจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดของผู้ประกอบการรายใหญ่ เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ           ทางฝ่ายมีมุมมองเชิงลบต่อการเผยตัวเลขข้างต้น หลังเงินเฟ้อไทยอยู่ในกรอบเป้าหมายของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)เป็นเดือนที่ 2 ติดต่อกัน ซึ่งจะเป็นหนึ่งในปัจจัยในการคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ส่งผลให้ทางฝ่ายมองเป็น Sentiment เชิงลบ ท่ามกลางแรงกดดันทางด้านกำลังซื้อและต้นทุนของภาคธุรกิจที่ยังมีแนวโน้มอยู่ในระดับสูง ในทางกลับกัน ทางฝ่ายมองเป็น Sentiment เชิงบวกต่อหุ้นในกลุ่มธนาคาร ซึ่งจะได้ประโยชน์ในแง่อัตราผลตอบแทนสินเชื่อจะไม่ปรับลดลง Strategist Pick: BBL, SCB, KBANK, KTB

กลุ่มธนาคาร คาดกำไรปี68 ที่ 2.24 แสนลบ. มีปันผล 4-9% ชู KBANK - KTB เด่น

กลุ่มธนาคาร คาดกำไรปี68 ที่ 2.24 แสนลบ. มีปันผล 4-9% ชู KBANK - KTB เด่น

          หุ้นวิชั่น - ทีมข่าวหุ้นวิชั่นรายงาน บล.กรุงศรี มองธีมการลงทุนกลุ่มธนาคารเป็น value play มากกว่า growth story เพราะธนาคารคงปันผลระดับสูง dividend yield คาดที่ 4-9% ต่อปี และราคาหุ้นธนาคารส่วนใหญ่ซื้อขายต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี (Book Value) โดยภาพรวมปี 2568 เรามองการจัดการคุณภาพสินทรัพย์เป็นประเด็นหลัก ดังนั้นการลดลงของค่าใช้จ่ายสำรอง (credit cost) จะเป็นตัวหลักในการผลักดันการเติบโตของกำไรสุทธิ รวมถึงการบริหารจัดการเงินทุน ทั้งการเพิ่ม dividend payout ratio และการซื้อหุ้นคืน จะช่วยเพิ่ม ROE ในอนาคตได้ แนวโน้มผลประกอบการ 2568           คาดกำไรสุทธิปี 2568 ที่ 2.24 แสนล้านบาท เติบโต +4% y-y โดยได้รับแรงหนุนหลักจากค่าใช้จ่ายสำรอง (credit cost) ที่ลดลง ซึ่งช่วยกลบผลกระทบเชิงลบจากการลดลงของ NIM โดยเรามองว่าธนาคารยังคงมีปันผลที่น่าสนใจ dividend yield คาดที่ 4-9% ต่อปี สำหรับ ROE ปี 2568 คาดว่าจะทรงตัวที่ 9.1% และมีโอกาสเพิ่มขึ้นจากการบริหารจัดการเงินทุน ทั้งการเพิ่ม dividend payout ratio และการซื้อหุ้นคืน คาดเห็นผลบวกในเรื่องคุณภาพสินทรัพย์ในปี 2568 คาดว่าในปี 2568 จะเห็นผลบวกในเรื่องคุณภาพสินทรัพย์จาก ธนาคารเร่งจัดการคุณภาพสินทรัพย์ตลอดปี 2566-67 เช่น การปรับโครงสร้างหนี้ การตัดจำหน่ายหนี้สูญ และการขายหนี้ เป็นต้น ธนาคารเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น เห็นได้จากปี 2567 สินเชื่อรวมทรงตัว y-y นโยบายช่วยเหลือลูกหนี้ของ ธปท. และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดการตกชั้นของลูกหนี้ ได้รับผลกระทบเชิงลบจากการลดลงของ NIM คาดว่าในปี 2568NIM มีแนวโน้มลดลงเหลือ 3.06% จาก 3.13% เนื่องจาก การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเหลือ 2.00% จากปัจจุบันที่ 2.25% ซึ่งมีโอกาสปรับลดลงอีก 1 ครั้งในช่วง 1Q68 ธนาคารเน้นเติบโตสินเชื่อไปยังลูกหนี้ที่มีคุณภาพ หรือกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่ำ ธนาคารคงปันผลน่าสนใจ           ธนาคารมีเงินกองทุนสูง เห็นได้จาก 3Q67 มีเงินกองทุนชั้นที่ 1 ที่เป็นส่วนของเจ้าของ (CET1) อยู่ที่ 14-18% และเงินกองทุนรวมชั้นที่ 1 (Tier 1) อยู่ที่ 14-19% สูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำที่ ธปท. กำหนดไว้ (CET1 ที่ 8% และ Tier 1 ที่ 9%) ทำให้ธนาคารมีความสามารถในการจ่ายเงินปันผลในระดับสูง dividend yield คาดที่ 4-9% ต่อปี คง KBANK และ KTB เป็น Top Picks บทวิเคราะห์ชอบ KBANK และ KTB เพราะ คาดว่ากำไรสุทธิปี 2568 เติบโต +9% y-y มากกว่ากลุ่มที่ +2% y-y ค่าใช้จ่ายสำรอง (credit cost) ของ KBANK มีโอกาสลดลงมากที่สุดในกลุ่ม และความเสี่ยงเรื่องค่าใช้จ่ายสำรอง (credit cost) ของ KTB มีจำกัด เนื่องจากการเติบโตของสินเชื่อภาครัฐ KBANK และ KTB มีโอกาสเห็นการปรับเพิ่ม dividend payout ratio และ ROE

กลุ่มธนาคาร Q4 กำไรตามคาด   มีปันผล 4-8% โบรกคัด KBANK, KTB เด่น

กลุ่มธนาคาร Q4 กำไรตามคาด มีปันผล 4-8% โบรกคัด KBANK, KTB เด่น

           หุ้นวิชั่น - ทีมข่าวหุ้นวิชั่นรายงาน บล.กรุงศรี ระบุธนาคารที่ทีมศึกษารายงานกำไรสุทธิ 4Q24 ที่ 5.13 หมื่นล้านบาท ใกล้เคียงกับที่บทวิเคราะห์และตลาดคาด กำไรเพิ่มขึ้น +20% y-y ลดลง -6% q-q ไตรมาสนี้ได้เห็นพัฒนาการเชิงบวกทางคุณภาพสินทรัพย์ ทั้งการลดลงของค่าใช้จ่ายสำรอง (credit cost) และ NPL ratio ที่ 3.56% ลดลงจาก 3.78% ใน 3Q24 จากการชำระหนี้ของลูกหนี้ดีขึ้น และการแปลงหนี้เป็นทุนของการบินไทย            สำหรับเงินปันผล 2H24 คาด dividend yield ที่ 3-6% ภาพรวมปี 2025F มองว่าธนาคารได้รับผลกระทบเชิงลบจากการลดลงของ NIM อย่างไรก็ตาม คาดว่าจะเห็นผลบวกจากการจัดการกับคุณภาพสินทรัพย์ และธนาคารคงมีปันผลที่น่าสนใจ dividend yield คาดที่ 4-8% ต่อปี ดังนั้นคงน้ำหนักการลงทุนเป็น NEUTRAL และคง KBANK และ KTB เป็น Top Pick คงคำแนะนำกลุ่มธนาคารเป็น NEUTRAL และคง KBANK, KTB เป็น Top Pick            คงน้ำหนักการลงทุนเป็น NEUTRAL สำหรับกลุ่มธนาคาร ภาพรวมมองว่าปี 2025F ธนาคารได้รับผลกระทบเชิงลบจากทิศทางดอกเบี้ยขาลง โดยคาดดอกเบี้ยนโยบายที่ 2.00% จากปัจจุบันที่ 2.25% ซึ่งมีโอกาสปรับลดอีก 1 ครั้งในช่วง 1Q25 และการขยายไปกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่ำ อย่างไรก็ตามคาดว่าจะเห็นผลบวกในเรื่องการจัดการคุณภาพสินทรัพย์ จากธนาคารที่เร่งจัดการคุณภาพสินทรัพย์ตลอดปี 2024 รวมถึงการเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น และนโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ นอกจากนี้ ธนาคารยังคงมีปันผลที่น่าสนใจ dividend yield คาดที่ 4-8% ต่อปี โดยเราคง KBANK และ KTB เป็น Top Pick กำไรสุทธิ 4Q24 ที่ 5.13 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น +20% y-y ลดลง -6% q-q กลุ่มธนาคาร 7 แห่งที่เราศึกษารายงานกำไรสุทธิที่ 5.13 หมื่นล้านบาท กำไรเพิ่มขึ้น +20% y-y เพราะ การเพิ่มขึ้นของรายได้ค่าธรรมเนียม-บริการ การเพิ่มขึ้นของเงินลงทุน (FVTPL) การลดลงของค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน (OPEX) การลดลงของค่าใช้จ่ายสำรอง (ECL) จาก 4Q23 มีการตั้งสำรองก้อนใหญ่ของ KTB และ TTB ขณะที่กำไรลดลง -6% q-q เพราะ การลดลงของ yield on loan การเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน ตามปัจจัยฤดูกาล            สำหรับสินเชื่อรวม +1.8% q-q คิดเป็น +0.1% YTD จากสินเชื่อภาคธุรกิจและภาครัฐ ด้านคุณภาพสินทรัพย์เห็นพัฒนาการเชิงบวก ทั้งการลดลงของค่าใช้จ่ายสำรอง (credit cost) และ NPL ratio ที่ 3.56% ลดลงจาก 3.78% ใน 3Q24 จากการชำระหนี้ของลูกหนี้ดีขึ้น และการปรับหนี้เป็นทุนของการบินไทย แนวโน้มผลประกอบการ 2025F คาดกำไรสุทธิ 2025F ที่ 2.24 แสนล้านบาท เติบโต +4% y-y ธนาคารถูกแรงกดดันจากการลดลงของ NIM จากทิศทางดอกเบี้ยขาลง และการขยายไปกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่ำ เราคาดเห็นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยทำให้ สินเชื่อรวมเพิ่มขึ้น รายได้ค่าธรรมเนียม-บริการเพิ่มขึ้น ค่าใช้จ่ายสำรอง (credit cost) ลดลง

abs

เจมาร์ท สร้างความสามารถในการแข่งขัน ด้วยการสร้าง Synergy Ecosystem

ธอส. จัด ประมูลบ้านมือสองออนไลน์  จำหน่ายได้ 106 รายการ มูลค่า 133 ลบ.

ธอส. จัด ประมูลบ้านมือสองออนไลน์ จำหน่ายได้ 106 รายการ มูลค่า 133 ลบ.

          ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) จัด “งานประมูลบ้านมือสองออนไลน์ : GHB’S NPA Online Auction 2025” ประจำเดือนมกราคม 2568 เมื่อวันศุกร์ที่ 10 มกราคม 2568 ระหว่างเวลา 12.00 - 12.30 น. พร้อมกันทั่วประเทศ ผ่าน  Application : GHB ALL HOME โดยสามารถจำหน่ายบ้านมือสองได้จำนวน 106 รายการ เป็นมูลค่ารวม 133  ล้านบาท แบ่งเป็น ทรัพย์ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล จำนวน 58 รายการ รวมมูลค่า 75 ล้านบาท และในส่วนภูมิภาค จำนวน 48 รายการ รวมมูลค่า 58 ล้านบาท โดยรายการทรัพย์ที่ประมูลได้ในราคาต่ำที่สุดเพียง 90,000 บาท เป็นทรัพย์ประเภทที่ดินเปล่า ขนาดเนื้อที่ 82 ตารางวา ในอำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น และทรัพย์ที่ประมูลในราคาสูงสุด เป็นทรัพย์ประเภทบ้านแฝด ขนาดเนื้อที่ 41.1 ตารางวา ในอำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี โดยประมูลขายได้ในราคา 4.2 ล้านบาท พิเศษ! ผู้ชนะการประมูลสามารถใช้ “ผลิตภัณฑ์สินเชื่อสำหรับซื้อทรัพย์ NPA พร้อมขายของธนาคาร” โดยได้รับอัตราดอกเบี้ยต่ำสุด นานสูงสุด 24 เดือน (เงื่อนไขเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารกำหนด) และหากทำนิติกรรมและโอนกรรมสิทธิ์ ภายในวันที่ 11 มีนาคม 2568 จะได้รับส่วนลด On top 15% อีกด้วย โดยสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ G H Bank Call Center โทร.0-2645-9000 กด 5 หรือ Facebook Fanpage ธนาคารอาคารสงเคราะห์ หรือ ดูข้อมูลบ้านมือสอง ธอส. ได้ที่ www.ghbhomecenter.com และ  Application : GHB ALL HOME

3 กลุ่มหุ้นเด่นปี68 ธนาคาร-ค้าปลีก-โรงพยาบาล

3 กลุ่มหุ้นเด่นปี68 ธนาคาร-ค้าปลีก-โรงพยาบาล

บริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุถึง หุ้นกลุ่มที่ น่าสนใจลงทุนในปี 2568 ได้ 1. กลุ่มธนาคารพาณิชย์ 2.กลุ่ม Conmmerce และ 3.กลุ่มโรงพยาบาล 1.กลุ่มธนาคารพาณิชย์ คาดการณ์กลุ่มธนาคารมีแนวโน้มจ่ายปันผลในอัตราที่สูงขึ้น เนื่องจากมีการตั้งสำรองไว้เพียงพอแล้วผลการดำเนินงาน มีทิศทางโดดเด่นต่อเนื่องในปี 2025 การออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ของรัฐบาลน่าจะช่วยหนุนให้ GDP ขยายตัวในระดับ 3% ซึ่งเป็นระดับที่เอื้อต่อการขยายตัวของสินเชื่อ ขณะที่ NPLs คาดว่าจะไม่ปรับตัวขึ้นมาก อัตราดอกเบี้ยนโยบาย มีแนวโน้มชะลอการลดลงตามทิศทางดอกเบี้ยโลก หนุนให้ NIM ยังคงอยู่ในระดับสูง แนะนำ SCB เป้า Consensus 119  บาท  และ TTB  ราคาเป้าหมาย 2 บาท 2.การกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลยังคงเน้นไปที่การกระตุ้นภาคบริโภค ซึ่งเป็นประโยชน์โดยตรงต่อกลุ่มค้าปลีก นโยบายแจกเงิน 10,000 บาท Phase 2/3 และ ช็อปช่วยชาติ คาดว่าจะช่วยหนุนผลการดำเนินงานใน ครึ่งแรกของปี 2025 (1H/25) ให้เติบโตโดดเด่นกลุ่มค้าปลีก มีความสามารถในการทนต่อความผันผวนของปัจจัยภายนอกได้สูง แนะนำ CPAXT ราคาเป้าหมาย 39 บาท  และ CPALL ราคาเป้าหมาย 84 บาท 3.Hospitality ของประเทศไทยมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องจากการเป็นผู้นำในภูมิภาคเอเชีย รัฐบาลมีแนวโน้มผลักดันโครงการ Entertainment Complex เพื่อสร้าง New S-curve ให้กับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยHealthcare Tourism เป็นกลุ่มที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์จากนโยบายดังกล่าว ระยะสั้น: ได้รับประโยชน์จากการเติบโตของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แนะนำ BDMS ราคาเเป้า Consensus 35 บาท  และ BH  ราคาเป้า Consensus 294 บาท ที่มา: บล.ดาโอ

เปิดภารกิจ ธอส. ยุคดิจิทัล [EP.2/2] | จัดเต็มการลงทุน

เปิดภารกิจ ธอส. ยุคดิจิทัล [EP.2/2] | จัดเต็มการลงทุน

https://www.youtube.com/watch?v=npAniOs1nxY เปิดภารกิจ ธอส. ยุคดิจิทัล [EP.2/2] | จัดเต็มการลงทุน ติดตามรายการ จัดเต็มการลงทุน ทุกวันจันทร์-อังคาร เวลา 9.00-9.30 น. ทาง ททบ.5

abs

มุ่งมั่นเป็นผู้นำ เชื่อมโยงทุกโครงข่ายระบบคมนาคมขนส่งอย่างยั่งยืน

เปิดภารกิจ ธอส. ยุคดิจิทัล [EP.1/2] | จัดเต็มการลงทุน 

เปิดภารกิจ ธอส. ยุคดิจิทัล [EP.1/2] | จัดเต็มการลงทุน 

https://www.youtube.com/watch?v=RQ6n5jiRUjc เปิดภารกิจ ธอส. ยุคดิจิทัล [EP.1/2] | จัดเต็มการลงทุน ติดตามรายการ จัดเต็มการลงทุน ทุกวันจันทร์-อังคาร เวลา 9.00-9.30 น. ทาง ททบ.5

หุ้นแบงก์ทำไมจะโตช้า ปรับพอร์ตยังไง ควรเช็ก!

หุ้นแบงก์ทำไมจะโตช้า ปรับพอร์ตยังไง ควรเช็ก!

          หุ้นวิชั่น- ฝ่ายวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) หรือ CGSI ระบุในบทวิเคราะห์ ว่า เมื่อวันที่ 29 พ.ย.67 ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รายงานภาวะสินเชื่อไตรมาส 3/67 พบว่า สินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภค รวมถึงสินเชื่อธุรกิจค้าส่งและค้าปลีกมีคุณภาพลดลงอีก ทั้งนี้สินเชื่อรายย่อยทุกกลุ่มมีอัตราส่วน NPL เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะสินเชื่อบัตรเครดิตและสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยมี NPL เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ทรงตัว qoq ที่ 89.6% ในไตรมาส 2/67 นอกจากนี้ ยอดตัดหนี้สูญโดยรวมเพิ่มขึ้น 27% yoy แต่ลดลง 10% qoq ส่วนหนี้ปรับโครงสร้างเพิ่มขึ้น 15% yoy และ 18% qoq สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการเคลียร์งบดุลของธนาคาร           กลุ่มสินเชื่อรายย่อยมีสัดส่วนสินเชื่อ stage 2 หรือสินเชื่อจัดชั้นกล่าวถึงเป็นพิเศษ (underperforming) เพิ่มสูงขึ้นจึงทำให้มาตรฐานการให้สินเชื่อของธนาคารเข้มงวดขึ้นตามรายงานในแบบสำรวจภาวะและแนวโน้มสินเชื่อของธปท.           ฝ่ายวิเคราะห์ CGSI เชื่อว่า ความต้องการสินเชื่อรายย่อยในไตรมาส 4/67 จะมาจากกลุ่มสินเชื่อรถ เนื่องจากมีการจัดงาน Motor Show ในเดือนธ.ค.67 และสินเชื่อบัตรเครดิตเพราะเป็นไฮ-ซีซั่นของการใช้จ่ายในประเทศ ขณะเดียวกัน ผลสำรวจชี้ว่าความต้องการสินเชื่อธุรกิจจะยังมาจากสินเชื่อเพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียน จึงเชื่อว่ายอดสินเชื่อรวมในไตรมาส 4/67 จะเติบโตเล็กน้อย qoq แต่สินเชื่อทั้งปี 67 น่าจะยังติดลบ หลังยอดสินเชื่อรวมงวด 9 เดือนของปีนี้ลดลง           ฝ่ายวิเคราะห์ CGSI คาดว่า ยอดสินเชื่อรวมของกลุ่มธนาคารพาณิชย์จะเติบโต 2.6-3.0% ในปี 68-69 เพราะธนาคารมีเกณฑ์การอนุมัติสินเชื่อที่เข้มงวดและ GDP ไทยยังขยายตัวต่ำ (ฝ่ายวิเคราะห์ฯคาดโต 3% ในปี 68) นอกจากนี้ ประมาณการว่าส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (NIM) จะลดลงจาก 3.51% ในปี 67 เป็น 3.45% และ 3.41% ในปี 68-69 ตามลำดับ ภายใต้สมมติฐานที่มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งในช่วงครึ่งปีแรก 68 อีกทั้งเชื่อว่ารายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยน่าจะยังเติบโตอ่อนตัวในอัตรา 3.9% ในปี 68-69 จะส่งผลให้กำไรก่อนตั้งสำรอง (PPOP) ในช่วงเดียวกันเติบโตเพียง 1.15-1.83%           อย่างไรก็ตาม คาดว่าอัตราการสำรองหนี้สูญจะลดลงเหลือ 144bp ในปี 68 และ 134bp ในปี 69 เทียบจาก 152bp ในปี 67 ดังนั้นจึงทำประมาณการ ROE ของกลุ่มธนาคารในปี 68-69 อยู่ที่ 8.9-9.0% เทียบจาก 10.1-12.3% ในปี 58-61           ฝ่ายวิเคราะห์ CGSI มองว่า ธนาคารพาณิชย์ไทยยังขาดปัจจัยหนุนที่แข็งแกร่ง จึงยังแนะนำให้คงน้ำหนักการลงทุน (Neutral) กลุ่มนี้ เนื่องจากอัตราการเติบโตของ PPOP และ ROE ในปี 68-69 มีแนวโน้มชะลอตัว ฝ่ายวิเคราะห์ฯถอด KBANK ออกจากหุ้น Top pick หลังราคาหุ้น outperform ดัชนี SET และ SETBANK ถึง 10.3% YTD และ 8.5% YTD (1 ม.ค.-22 พ.ย.67) ตามลำดับ           ขณะที่เพิ่ม SCB เข้ามาเป็นหุ้น Top pick เพราะคาดว่าธนาคารจะมี EPS เติบโต 7% และมีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงที่ 9.6-10.3% ในปี 68-69 โดยกลุ่มธนาคารจะมี downside risk หาก NPL เพิ่มขึ้นและมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ส่วน upside risk จะมาจากการที่นักท่องเที่ยวเดินทางมาไทยมากขึ้น, ความตึงเครียดทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ลดลงและรัฐบาลออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ

ธนาคารพาณิชย์ Q3/67 ยังแกร่ง!  NPLเพิ่มเล็กน้อยกำไรดีขึ้นจากปีก่อน

ธนาคารพาณิชย์ Q3/67 ยังแกร่ง! NPLเพิ่มเล็กน้อยกำไรดีขึ้นจากปีก่อน

หุ้นวิชั่น - ระบบธนาคารพาณิชย์ยังมั่นคง ไตรมาส 3/67 NPL อยู่ที่ 2.97% เพิ่มขึ้นจากฐานสินเชื่อที่ลดลง แม้สินเชื่อโดยรวมชะลอ ขณะที่กำไรสุทธิเพิ่มจากปีที่แล้ว แต่ลดลง QoQ ตามฤดูกาล พร้อมจับตาความเสี่ยง SME และครัวเรือนภาระหนี้สูง  สรุปภาพรวมธนาคารพาณิชย์ ไตรมาส 3 ปี 2567           ธนาคารแห่งประเทศไทย รายงาน ระบบธนาคารพาณิชย์มีความมั่นคงและมีเสถียรภาพ โดยมีเงินกองทุน เงินสำรอง และสภาพคล่องอยู่ในระดับสูง โดยสินเชื่อระบบธนาคารพาณิชย์ (รวมเครือ) ไตรมาส 3 ปี 2567 หดตัวที่ร้อยละ 2.0 จากระยะเดียวกันปีก่อน โดยหลักจากการชำระคืนหนี้ที่อยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะการจ่ายคืนหนี้ของภาครัฐและธุรกิจขนาดใหญ่ แม้การให้สินเชื่อใหม่ยังมีต่อเนื่องในธุรกิจขนาดใหญ่ในภาคบริการ อสังหาริมทรัพย์ พาณิชย์ และสินเชื่ออุปโภคบริโภคประเภทสินเชื่อส่วนบุคคล และสินเชื่อที่อยู่อาศัย แต่มีแนวโน้มชะลอลง ขณะที่สินเชื่อในภาคธุรกิจที่เผชิญปัญหาความสามารถในการแข่งขันยังคงหดตัว โดยเฉพาะในกลุ่มปิโตรเคมี อิเล็กทรอนิกส์ และยานยนต์           ทั้งนี้ ยอดคงค้างสินเชื่อด้อยคุณภาพ (non-performing loan: NPL หรือ stage 3) ไตรมาส 3 ปี 2567 เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 553.4 พันล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน NPL ต่อสินเชื่อรวมที่ร้อยละ 2.97 (ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลของฐานสินเชื่อที่ปรับลดลง) จากทั้งสินเชื่อธุรกิจและสินเชื่ออุปโภคบริโภค โดยธนาคารพาณิชย์ยังบริหารจัดการคุณภาพหนี้และให้ความช่วยเหลือลูกหนี้อย่างต่อเนื่อง สำหรับสัดส่วนสินเชื่อที่มีการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของความเสี่ยงด้านเครดิตต่อสินเชื่อรวม (significant increase in credit risk: SICR หรือ stage 2) อยู่ที่ร้อยละ 6.86 เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน จากสินเชื่อธุรกิจ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลจากการจัดชั้นเชิงคุณภาพของ ธพ. โดยธุรกิจยังสามารถชำระคืนหนี้ได้ตามเงื่อนไขสัญญา และสินเชื่อที่อยู่อาศัย สำหรับผลการดำเนินงาน           ไตรมาส 3 ปี 2567 ปรับดีขึ้นจากระยะเดียวกันปีก่อน จากการเพิ่มขึ้นของกำไรจากการวัดมูลค่าตราสารทางการเงิน ขณะที่รายได้ดอกเบี้ยสุทธิลดลง ทั้งนี้ หากเทียบไตรมาสก่อน กำไรสุทธิปรับลดลง โดยหลักจาก การลดลงของรายได้เงินปันผลตามปัจจัยฤดูกาล แม้ค่าใช้จ่ายสำรองปรับลดลง อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามความสามารถในการชำระหนี้ของธุรกิจ SMEs และครัวเรือนบางกลุ่ม ที่รายได้ฟื้นตัวไม่เต็มที่และมีภาระหนี้สูง รวมถึงธุรกิจในกลุ่มที่เผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างและความสามารถในการแข่งขันที่ปรับลดลง ซึ่งจะส่งผลให้ NPL ยังมีแนวโน้มทยอยปรับเพิ่มขึ้น แต่ยังอยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการได้และไม่เกิดการเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด (NPL cliff) โดยสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP  ไตรมาส 2 ปี 2567 ปรับลดลงจากไตรมาสก่อน จากสินเชื่อภาคครัวเรือนที่ขยายตัวชะลอลงสอดคล้องกับกระบวนการปรับลดสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อรายได้ (debt deleveraging) ขณะที่ภาคธุรกิจมีสัดส่วนหนี้สินต่อ GDP ปรับลดลงตามการหดตัวของสินเชื่อและตราสารหนี้ ด้านความสามารถในการทำกำไรโดยรวมอยู่ในเกณฑ์ดี โดยเฉพาะในภาคการผลิต

abs

SSP : ผู้นำด้านพลังงานหมุนเวียน ทางเลือกใหม่เพื่ออนาคต

ถอดรหัสลดดอกเบี้ย หุ้นแบงก์กระทบแค่ไหน

ถอดรหัสลดดอกเบี้ย หุ้นแบงก์กระทบแค่ไหน

          หุ้นวิชั่น -บล.ดาโอ ระบุ กนง. ปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% ทำให้ธนาคารใหญ่มี downside           กนง. ปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% มาอยู่ที่ 2.25% กนง. มีมติ 5:2 ปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% มาอยู่ที่ 2.25% ต่อปี ซึ่งจะช่วยบรรเทาภาระหนี้ได้บ้าง โดยไม่เป็นอุปสรรคต่อกระบวนการปรับลดสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อรายได้ภายใต้บริบทที่สินเชื่อมีแนวโน้มขยายตัวชะลอลง และอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ลดลงอยู่ในระดับที่ยังเป็นกลางและสอดคล้องกับศักยภาพเศรษฐกิจ (ที่มา: ธปท.)           บล. ดาโอ มองเป็นลบต่อกลุ่มธนาคาร เรามองเป็นลบต่อกลุ่มธนาคาร เพราะรายได้ดอกเบี้ยจะมีโอกาสลดลงทันที โดยเฉพาะกลุ่มธนาคารขนาดใหญ่ ขณะที่เราประเมินว่า กนง. จะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีก 1 ครั้ง ในปี 2025E (Fig 6) ทั้งนี้ ธปท. ยังคงคาดอัตราเงินเฟ้อทั่วไปที่ 0.5% และ 1.2% ในปี 2024E-2025E แต่มีการปรับเป้า GDP ปี 2024E เป็น 2.7% จากเดิมที่ 2.6% และปี 2025E เป็น 2.9% จากเดิมที่ 3.0% โดยการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายครั้งนี้ ธปท. มุ่งเป้าไปที่การลดหนี้ครัวเรือน ซึ่ง ธปท. คาดหวังว่าจะช่วยลดภาระหนี้ให้กับประชาชนได้บ้าง ผลกระทบต่อกำไรสุทธิปี 2024E ของแต่ละธนาคารอยู่ที่ราว -0.47-0.65% โดยกลุ่มธนาคารจะมี downside ต่อประมาณการกำไรสุทธิปี 2024E ราว -0.5% (Fig 7) ขณะที่หุ้นที่ได้รับผลกระทบต่อกำไรสุทธิเรียงจากมากไปน้อยคือ BBL (-0.65%), KTB (-0.64%), KBANK (-0.52%) และ SCB (-0.50%) ขณะที่หุ้นที่ได้ประโยชน์จากอัตราดอกเบี้ยที่ลดลงคือ KKP (+0.58%) และ TISCO (+0.38%) จากการคำนวณที่คิดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่ลดลง -0.25% เป็นระยะเวลา 2.5 เดือน ยังคงน้ำหนักเป็น “มากกว่าตลาด” เลือก KBANK, KTB เป็น Top pick           เพราะนโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมจากการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ รวมถึงแนวโน้มการเติบโตของกำไรปี 2024E-2025E จะยังเติบโตได้อย่างต่อเนื่องอีก 5-6% YoY ขณะที่ valuation ยังถูก เทรดที่ระดับเพียง 0.70x PBV (-1.00SD below 10-yr average PBV) ทั้งนี้ เราได้รวมผลกระทบจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.50% ในปี 2025E แล้ว โดยเรายังเลือก KBANK และ KTB เป็น Top pick KBANK (ซื้อ/เป้า 176.00 บาท) อิง 2025E PBV ที่ 0.70x (-1.00SD below 10-yr average PBV) เพราะคุณภาพของสินทรัพย์ที่ดีขึ้น และจะดีขึ้นไปอีกหลังจากทำ JV AMC กับ BAM ได้สำเร็จ และคาดกำไร 3Q24E จะเพิ่ม YoY จากสำรองฯที่ลดลง รวมถึงมี valuation ถูก โดยซื้อขายเพียง 0.65x PBV ถูกกว่ากลุ่มที่ 0.70x PBV และถูกกว่า SCB ที่ 0.80x PBV KTB (ซื้อ/เป้า 23.00 บาท) อิง PBV 2025E ที่ 0.85x (-0.75SD below 10-yr average PBV) เพราะกำไรสุทธิปี 2024E อยู่ที่ 4.2 หมื่นล้านบาท เพิ่มสูงสุดในกลุ่มที่ +15% YoY จากสำรองฯที่ลดลง และจะเน้นการปล่อยสินเชื่อภาครัฐมากขึ้น ซึ่งมีความเสี่ยงต่ำ ขณะที่ราคาหุ้นยังไม่สะท้อนกำไรรายไตรมาสที่ทำจุดสูงสุดใหม่

ชำแหละกำไรหุ้นแบงก์ ชี้ KTB-KBANK ซ่อนค่า

ชำแหละกำไรหุ้นแบงก์ ชี้ KTB-KBANK ซ่อนค่า

          หุ้นวิชั่น - บล.ดาโอ ระบุว่า ยังคงน้ำหนักการลงทุน “มากกว่าตลาด” โดยคาดกำไรสุทธิรวม 3Q24E ของกลุ่มธนาคารจะอยู่ที่ 5.2 หมื่นล้านบาท (+3% YoY, -3% QoQ) โดยเพิ่มขึ้น YoY เกิดจาก TTB ที่ได้ผลประโยชน์ทางภาษีราว 1.1 พันล้านบาท จากปีก่อนที่ไม่มี ประกอบกับ KTB มีรายได้ค่าธรรมเนียมสุทธิเพิ่มขึ้นได้จากการ Cross-selling ในกลุ่ม และ KBANK มีสำรองฯที่ลดลงจากปีก่อนที่ตั้งเผื่อมาเยอะ           ส่วนกำไรที่ลดลง QoQ เพราะกำไรจากเงินลงทุนในส่วนของเงินปันผลรับลดลงตามฤดูกาล โดยธนาคารที่มีกำไรสุทธิ 3Q24E เติบโตได้ดีทั้ง YoY/QoQ คือ SCB +5% YoY, +1% QoQ เพราะมีสำรองฯที่ลดลง YoY และมีการขาย Robinhood ได้เงินทันที 400 ล้านบาท           ส่วนธนาคารที่เติบโตได้ดี YoY คือ TTB +13% YoY, KBANK +7% และ KTB +6% ขณะที่กำไรสุทธิ 3Q24E ที่ลดลง YoY, QoQ คือ TISCO -10% YoY, -3% QoQ เพราะสำรองฯเพิ่มขึ้นตามการปล่อยสินเชื่อผลตอบแทนสูงที่เพิ่มขึ้น รองลงมาเป็น BBL -3% YoY และ -7% QoQ เพราะมีกำไรจากเงินลงทุนลดลง           ด้านสินเชื่อรวม 3Q24E ลดลง -2% YoY และ -1% QoQ เพราะสินเชื่อรายใหญ่และภาครัฐมีการชำระคืน ส่วน NPL รวมทยอยเร่งตัวขึ้นมาอยู่ที่ 3.19% จาก 2Q24 ที่ 3.13% แต่ยังอยู่ในระดับที่ควบคุมได้           ยังคงประมาณการกำไรสุทธิของกลุ่มธนาคารปี 2024E/2025E อยู่ที่ 2.05 แสนล้านบาท/2.17 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น +5% YoY/+6% YoY จากสำรองฯที่ลดลงเป็นหลัก โดยคาดว่าจะมีการปรับตัวลดลง -10% YoY จากปี 2023 ที่เพิ่มขึ้น +17% YoY เพราะมีการตั้งเผื่อมาเยอะแล้ว ขณะที่คาด กนง. จะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 50bps ในช่วงปลายปี 2024E-1H25E กลุ่มธนาคารปรับตัวเพิ่มขึ้น +6%/+13% ใน 3 และ 6 เดือนที่ผ่านมา เพราะ Fund flow ที่ไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง           อย่างไรก็ตาม valuation ยังน่าสนใจ เทรดที่ระดับเพียง 0.70x 2024E PBV (-1.00SD below 10-yr average PBV) Top picks เลือก KBANK และ KTB KBANK (ซื้อ/เป้า 176.00 บาท) จากคุณภาพสินทรัพย์ที่ดีขึ้น และ valuation ถูก โดยซื้อขายเพียง 0.65x PBV ถูกกว่ากลุ่มที่ 0.70x PBV และถูกกว่า SCB ที่ 0.80x PBV KTB (ซื้อ/เป้า 23.00 บาท) เพราะกำไรสุทธิปี 2024E อยู่ที่ 4.2 หมื่นล้านบาท เพิ่มสูงสุดในกลุ่มที่ +15% YoY จากสำรองฯที่ลดลง และจะเน้นการปล่อยสินเชื่อภาครัฐมากขึ้น ซึ่งมีความเสี่ยงต่ำ

พฤอา
311234567891011121314151617181920212223242526272829301234567891011