ปรับแต่งการตั้งค่าการให้ความยินยอม

เราใช้คุกกี้เพื่อช่วยให้คุณสามารถไปยังส่วนต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพและทำหน้าที่บางอย่าง คุณจะพบข้อมูลโดยละเอียดเกี่ยวกับคุกกี้ทั้งหมดภายใต้หมวดหมู่ความยินยอมแต่ละประเภทด้านล่าง คุกกี้ที่ได้รับการจัดหมวดหมู่ว่า "จำเป็น" จะถูกจัดเก็บไว้ในเบราว์เซอร์ของคุณ เนื่องจากมีความจำเป็นต่อการทำงานของฟังก์ชันพื้นฐานของเว็บไซต์... 

ใช้งานอยู่เสมอ

คุกกี้ที่จำเป็นมีความสำคัญต่อฟังก์ชันพื้นฐานของเว็บไซต์ และเว็บไซต์จะไม่สามารถทำงานได้ตามวัตถุประสงค์หากไม่มีคุกกี้เหล่านี้

คุกกี้เหล่านี้ไม่จัดเก็บข้อมูลที่สามารถระบุตัวบุคคลได้

ไม่มีคุกกี้ที่จะแสดง

คุกกี้แบบฟังก์ชันนอลช่วยทำหน้าที่บางอย่าง เช่น แบ่งปันเนื้อหาของเว็บไซต์บนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย รวบรวมความคิดเห็น และฟีเจอร์อื่นๆ ของบุคคลที่สาม

ไม่มีคุกกี้ที่จะแสดง

คุกกี้วิเคราะห์ใช้เพื่อทำความเข้าใจวิธีการที่ผู้เยี่ยมชมโต้ตอบกับเว็บไซต์ คุกกี้เหล่านี้ช่วยให้ข้อมูลเกี่ยวกับตัวชี้วัด เช่น จำนวนผู้เข้าชม อัตราตีกลับ แหล่งที่มาของการเข้าชม ฯลฯ

ไม่มีคุกกี้ที่จะแสดง

คุกกี้ประสิทธิภาพใช้เพื่อทำความเข้าใจและวิเคราะห์ดัชนีประสิทธิภาพหลักของเว็บไซต์ซึ่งจะช่วยให้สามารถมอบประสบการณ์การใช้งานที่ดีขึ้นแก่ผู้เยี่ยมชม

ไม่มีคุกกี้ที่จะแสดง

คุกกี้โฆษณาใช้เพื่อส่งโฆษณาที่ได้รับการปรับแต่งตามการเข้าชมก่อนหน้านี้ และวิเคราะห์ประสิทธิภาพของแคมเปญโฆษณา

ไม่มีคุกกี้ที่จะแสดง

#ทองคำ


มือไม้สั่น! ราคาทองพุ่ง รูปพรรณขายออก 50,200 บ.

มือไม้สั่น! ราคาทองพุ่ง รูปพรรณขายออก 50,200 บ.

            หุ้นวิชั่น – วันที่  28 มีนาคม 2568 สมาคมค้าทองคำ ได้แจ้งราคาทองคำซึ่ง ราคาปรับขึ้นลงจำนวน 2 ครั้ง ดังนี้ ครั้งที่ 1 ราคาปรับขึ้น 600 บาท ,ครั้งที่ 2 ราคาปรับลง 50 บาท            รวมเช้าวันนี้ “ราคาปรับขึ้น 650 บาท” โดยราคาทองแท่ง ปัจจุบันรับซื้ออยู่ที่ 49,300.00 บาท ราคาขายออกอยู่ที่ 49,400.00 บาท ส่วนราคาทองรูปพรรณ รับซื้ออยู่ที่ 48,405.88 บาท และราคาขายออกอยู่ที่ 50,200.00 บาท

ด่วน! ทองคำแตะ 3,000 เหรียญสหรัฐ  อนาคตจะเป็นยังไง เช็กเลย!

ด่วน! ทองคำแตะ 3,000 เหรียญสหรัฐ อนาคตจะเป็นยังไง เช็กเลย!

           หุ้นวิชั่น -จุดเปลี่ยนของราคาทองคำ: ราคาทองคำล่าสุดทะยานขึ้นทะลุ 3,000 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ในระหว่างวัน นับเป็นเหตุการณ์สำคัญ แต่สิ่งที่น่าจับตามองคือปัจจัยทางเศรษฐกิจที่ผลักดันให้ราคาปรับตัวสูงขึ้น  แรงส่งของราคา: ทองคำพุ่งทะยานจากราคา2,500 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ไปแตะ 3,000 เหรียญสหรัฐในเวลาเพียง 210 วัน ส่งผลให้ราคาสูงกว่าค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 200 วันถึงสามเท่า ปัจจัยพื้นฐานของตลาด: แม้ว่าราคาทองคำอาจเข้าสู่ช่วงพักตัวหลังจากการปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ปัจจัยสนับสนุนยังคงแข็งแกร่ง ทั้งความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจโลก อัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้น อัตราดอกเบี้ยที่ปรับตัวลดลง และค่าเงินเหรียญสหรัฐที่อ่อนค่า ล้วนเป็นแรงหนุนสำคัญต่อความต้องการลงทุนในทองคำ            ราคาทองคำได้ทะลุ 3,000 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ในการซื้อขายระหว่างวันช่วงเช้าของวันศุกร์ที่ 14 มีนาคม และเกิดขึ้นอีกครั้งในวันจันทร์ที่ 17 มีนาคม แม้ว่าราคาทองคำจากสมาคมตลาดทองคำแห่งลอนดอนที่ทำการซื้อขายช่วงบ่าย (LBMA Gold Price PM) จะยังไม่ได้ทะลุระดับนี้อย่างเป็นทางการ โดยปิดที่ 2,996.50 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ในวันจันทร์ แต่เหตุการณ์นี้ได้ดึงดูดความสนใจจากนักลงทุนและสื่อมวลชนทั่วโลก นำมาซึ่งคำถามมากมายถึงนัยสำคัญของปรากฏการณ์ครั้งนี้            จอห์น รีด (John Reade) นักกลยุทธ์การตลาดอาวุโส ประจำยุโรปและเอเชีย สภาทองคำโลก (World Gold Council) ให้ความเห็นเกี่ยวกับจุดเปลี่ยนสำคัญของราคาทองคำว่า “การที่ราคาทองคำทะลุ 3,000 เหรียญสหรัฐนั้น สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยในยามที่ตลาดผันผวน จากราคา 1,000 เหรียญสหรัฐในช่วงวิกฤตการเงิน สู่ 2,000 เหรียญสหรัฐในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทองคำได้พิสูจน์แล้วว่าสามารถสร้างผลตอบแทนได้ดีในภาวะที่ตลาดมีความเสี่ยงสูง และให้ผลตอบแทนที่น่าพอใจเทียบเคียงได้กับสินทรัพย์ประเภทอื่น ๆ นับตั้งแต่ปี 2514”            จอห์น ยังชี้ให้เห็นว่า นับตั้งแต่ปี 2565 ราคาทองคำไม่ได้เคลื่อนไหวตามทิศทางของอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ และค่าเงินเหรียญสหรัฐเหมือนในอดีต เนื่องจากธนาคารกลางทั่วโลกได้เพิ่มปริมาณการซื้อทองคำเป็นสองเท่า ประกอบกับความต้องการลงทุนจากตลาดเกิดใหม่ที่เพิ่มสูงขึ้น            “ธนาคารกลางทั่วโลกเป็นผู้ซื้อทองคำรายใหญ่อย่างต่อเนื่องมาตลอด 15 ปีที่ผ่านมา แต่ในช่วงสามปีที่ผ่านมา ปริมาณการซื้อได้เพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก โดยมียอดซื้อมากกว่า 1,000 ตันต่อปี นับตั้งแต่ปี 2565 และล่าสุดในปี  2567 มียอดซื้อถึง 1,045 ตัน เราเชื่อว่าปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของการเพิ่มปริมาณขึ้นนี้ ทั้งในแง่ของการลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์สหรัฐ การคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ และความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่มีการแบ่งขั้วทางอำนาจ การซื้อทองคำของธนาคารกลางจะยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนความต้องการในตลาด และส่งผลต่อทิศทางของราคาทองคำในระยะยาว            “ในขณะเดียวกัน นักลงทุนจากตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) เริ่มมีอิทธิพลต่อตลาดทองคำมากขึ้น นอกจากแนวโน้มดังกล่าว การปรับตัวขึ้นของราคาทองคำในช่วงที่ผ่านมายังได้รับแรงหนุนจากความกังวลเกี่ยวกับนโยบายภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ และความตึงเครียดทางการค้าระหว่างประเทศที่ทวีความรุนแรง ส่งผลให้นักลงทุนหันมาให้ความสนใจทองคำในฐานะเครื่องมือกระจายความเสี่ยงที่สำคัญ            จอห์น กล่าวว่า “ประเด็นสำคัญที่ต้องจับตามองในขณะนี้คือ ราคาทองคำจะสามารถรักษาระดับเหนือ 3,000 เหรียญสหรัฐได้หรือไม่ แม้ว่าสถานการณ์ความเสี่ยงและความไม่แน่นอนที่เพิ่มสูงขึ้นจะช่วยเสริมความเชื่อมั่นในตลาดทองคำ แต่การที่ราคาจะรักษาระดับนี้ได้ จำเป็นต้องเห็นแรงซื้อที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากนักลงทุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากนักลงทุนในประเทศตะวันตก หรือไม่เช่นนั้นก็ต้องมีการเพิ่มปริมาณการซื้อครั้งใหญ่จากกลุ่มธนาคารกลาง”            สำหรับการวิเคราะห์เพิ่มเติมเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของราคาทองคำและการทำสถิติใหม่ที่ระดับ 3,000 เหรียญสหรัฐ สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่

ทองคำทั่วโลกราคาพุ่งทำสถิติ ไทยฮอต ติดอันดับ7

ทองคำทั่วโลกราคาพุ่งทำสถิติ ไทยฮอต ติดอันดับ7

          รายงานแนวโน้มความต้องการทองคำประจำไตรมาสที่ 4 และการสรุปภาพรวมตลอดปี 2567 ของสภาทองคำโลก (World Gold Council: WGC) ได้เปิดเผยข้อมูลความต้องการทองคำทั่วโลกที่รวมปริมาณการซื้อขายทองคำนอกตลาดหลักทรัพย์ ‎(Over-the-counter: OTC) ซึ่งได้ทำระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ครั้งใหม่ด้วยจำนวนรวม 4,974 ตัน โดยประเทศไทยได้ก้าวขึ้นเป็นตลาดทองคำที่มีความแข็งแกร่งในปี 2567 และมีปริมาณความต้องการทองคำแท่งและเหรียญทองคำสูงเป็นอันดับ 7 ของโลก ที่จำนวน 39.8 ตัน คิดเป็นการเติบโตสูงถึง 17% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า           สภาทองคำโลกระบุว่าความต้องการทองคำทั่วโลกในปี 2567 นั้นได้รับแรงขับเคลื่อนจากการซื้อทองคำอย่างต่อเนื่องและแข็งแกร่งของธนาคารกลาง และการเติบโตของความต้องการทองคำเพื่อการลงทุน ราคาทองคำที่ทำสถิติสูงสุดใหม่หลายครั้งและปริมาณความต้องการที่พุ่งสูงในปีที่ผ่านมา ได้ร่วมกันส่งผลให้ความต้องการทองคำรวมมีมูลค่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 3.82 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ           ธนาคารกลางยังคงซื้อทองคำในปริมาณที่มหาศาลอย่างต่อเนื่องในปี 2567 โดยมีปริมาณการซื้อในระดับสูงกว่า 1,000 ตัน เป็นปีที่สามติดต่อกัน และการเข้าซื้อทองคำที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของธนาคารกลางในไตรมาสที่ 4 จำนวน 333 ตัน ได้ส่งผลให้ยอดรวมการซื้อทองคำของธนาคารกลางตลอดทั้งปีอยู่ที่ 1,045 ตัน           ด้านความต้องการทองคำเพื่อการลงทุนทั่วโลกนั้นได้เพิ่มขึ้นถึง 25% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า อยู่ที่ระดับ ‎1,180 ตัน ซึ่งเป็นระดับสูงที่สุดในรอบ 4 ปี โดยได้รับแรงหนุนจากการฟื้นตัวของการลงทุนในกองทุนซื้อขายแลกเปลี่ยน (ETF) ทองคำแท่งสำหรับนักลงทุนในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2567 ทั้งนี้กองทุน ETF ทองคำทั่วโลกได้เพิ่มปริมาณทองคำจำนวน 19 ตันในไตรมาสที่ 4 ของปี 2567 นับว่าเป็นกระแสการลงทุนในทิศทางไหลเข้าต่อเนื่องกันเป็นไตรมาสที่สองสำหรับสินทรัพย์ประเภทนี้ ขณะที่ความต้องการในทองคำแท่งและเหรียญทองคำทั่วโลกยังคงระดับใกล้เคียงกับปี 2566 อยู่ที่ปริมาณ 1,186 ตันสำหรับปี 2567 โดยประเทศไทยมีระดับความต้องการทองคำแท่งและเหรียญทองคำในไตรมาสที่ 4 จำนวน 14.6 ตัน เพิ่มขึ้น 20% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อนหน้า ทำให้ปริมาณความต้องการของประเทศไทยรวมตลอดทั้งปี 2567 อยู่ที่จำนวน 39.8 ตัน           เนื่องจากสภาวะราคาทองคำที่พุ่งสูง สภาทองคำโลกจึงมองว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อความต้องการทองคำเครื่องประดับนั้นเป็นแนวโน้มที่ไม่น่าแปลกใจ โดยปริมาณการบริโภคทองคำเครื่องประดับทั่วโลกสำหรับปี 2567 ได้ลดลง 11% อยู่ที่ระดับ 1,877 ตัน อย่างไรก็ตามความต้องการทองคำเครื่องประดับของไทยยังคงแข็งแกร่งและปรับลดลงเพียง 2% และมีความต้องการรายปีรวมเป็น 9.0 ตัน  ทั้งนี้การลดลงของความต้องการทองคำเครื่องประดับทั่วโลกส่วนใหญ่นั้นมีที่มาจากประเทศจีน ซึ่งปรับลดลง 24% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ขณะที่อินเดียยังมีปริมาณความต้องการที่แข็งแกร่งและลดลงเพียง 2% เท่านั้น ภายใต้สภาวะของราคาทองคำที่ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์           คุณเซาไก ฟาน (Shaokai Fan) หัวหน้าภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (ไม่รวมประเทศจีน) และหัวหน้าฝ่ายธนาคารกลางระดับโลก ของสภาทองคำโลก กล่าวว่า “ราคาทองคำที่สูงต่อเนื่องตลอดทั้งปี 2567 นั้นถือว่าเป็นความท้าทายที่สำคัญสำหรับผู้บริโภคในตลาดกลุ่มประเทศอาเซียน อย่างไรก็ตามประเทศไทยนับว่ามีความแข็งแกร่งกว่าตลาดอื่น ๆ โดยมีปริมาณการบริโภคทองคำเครื่องประดับของไทยลดลงเพียง 2% ขณะที่ทั่วโลกได้ปรับลดลง 11% เราเชื่อว่าส่วนหนึ่งมาจากเศรษฐกิจภายในประเทศที่ได้รับแรงหนุนจากการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว ซึ่งช่วยจำกัดระดับการปรับตัวลดลงของปริมาณความต้องการทองคำเครื่องประดับได้”           คุณเซาไก ‎ ฟาน กล่าวเสริมว่า “ปีที่ผ่านมานับว่าเป็นปีที่ความต้องการลงทุนในทองคำแท่งและเหรียญทองคำของประเทศไทยแข็งแกร่งมาก และสูงเป็นอันดับที่ 7 ของโลก โดยคนไทยได้มองว่าทองคำเป็นสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์ที่ทั้งสามารถสร้างผลตอบแทนในระยะยาว และช่วยลดผลกระทบจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและตลาดหุ้นในประเทศได้ นอกจากนี้การเติบโตของแพลตฟอร์มออนไลน์เพื่อการออมทองคำในรูปแบบดิจิทัล ยังได้ช่วยสนับสนุนให้ความต้องการทองคำของประเทศไทยนั้นแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง”           สภาทองคำโลกยังได้ระบุว่า ทองคำในภาคเทคโนโลยีได้ทำสถิติรายไตรมาสที่แข็งแกร่งที่สุดนับตั้งแต่ไตรมาสที่ 4 ของปี 2564 เป็นต้นมา โดยมีความต้องการจำนวน 84 ตัน การเติบโตของปริมาณทองคำที่ใช้ในเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และอิเล็กทรอนิกส์อย่างต่อเนื่อง ได้ทำให้ความต้องการทองคำในภาคเทคโนโลยีเพิ่มขึ้น 7% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า คิดเป็นปริมาณสุทธิรายปีรวม 326 ตัน           ด้านอุปทานทองคำทั่วโลกได้เพิ่มขึ้น 1% เมื่อเทียบเป็นรายปี และทำระดับสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์ที่ 4,794 ตัน จากทั้งการผลิตของเหมืองแร่และการรีไซเคิลทองคำที่เพิ่มสูงขึ้น           คุณหลุยส์ สตรีท (Louise Street) นักวิเคราะห์การตลาดอาวุโส ของสภาทองคำโลก กล่าวว่า “ทองคำยังคงเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจเป็นอย่างมากในปี 2567 โดยราคาทองคำได้ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 40 ครั้งในปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามแนวโน้มความต้องการทองคำนั้นไม่ได้สม่ำเสมอตลอดทั้งปี 2567 โดยภาคธนาคารกลางมีความต้องการที่แข็งแกร่งในไตรมาสที่ 1 ก่อนจะชะลอตัวลงในช่วงกลางปี และกลับมาเพิ่มสูงขึ้นอีกครั้งในช่วงไตรมาสที่ 4 ขณะที่นักลงทุนฝั่งตะวันตกได้หันกลับมาสนใจลงทุนในทองคำอีกครั้งในช่วงครึ่งหลังของปี ซึ่งเมื่อรวมกับกระแสเงินทุนจากฝั่งเอเชียที่เพิ่มสูงขึ้น ได้ส่งผลให้กระแสการลงทุนในกองทุน ETF ทองคำทั่วโลกปรับทิศทางเป็นเชิงบวกในไตรมาสที่ 3 และ 4 ของปี โดยความเคลื่อนไหวนี้มีที่มาจากการที่ธนาคารกลางหลายแห่งได้เริ่มต้นวัฏจักรการปรับลดอัตราดอกเบี้ย รวมถึงความไม่แน่นอนในระดับโลกที่เพิ่มสูงขึ้นจากการเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐ และความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นในภูมิภาคตะวันออกกลาง”           คุณหลุยส์ สตรีท ได้กล่าวเสริมว่า “ในปี 2568 นี้ เราคาดว่าธนาคารกลางจะยังคงเป็นปัจจัยหลักที่ผลักดันตลาดทองคำต่อไป สนับสนุนด้วยนักลงทุนในกองทุน ETF ทองคำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากอัตราดอกเบี้ยปรับลดลง แม้ว่าอัตราดอกเบี้ยจะยังมีความผันผวนก็ตาม ในทางกลับกันทองคำเครื่องประดับอาจยังคงชะลอตัวต่อไป เนื่องจากราคาทองคำที่สูงและการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวส่งผลให้กำลังซื้อของผู้บริโภคลดลงตามไปด้วย ความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจมหภาคนั้นน่าจะยังคงเป็นปัจจัยสำคัญของปี ซึ่งสภาวะนี้จะช่วยเสริมความต้องการทองคำในฐานะสินทรัพย์ที่ช่วยรักษามูลค่าและเป็นเครื่องมือลดผลกระทบจากความเสี่ยง"           สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมในรายงานแนวโน้มความต้องการทองคำไตรมาสที่ 4 และการสรุปภาพรวมตลอดปี 2567 (Gold Demand Trends Q4 and Full Year 2024 Report) ซึ่งรวมถึงข้อมูลรายละเอียดที่ครอบคลุมจาก Metals Focus ได้ที่นี่

[Vision Exclusive] ปีของการลงทุนทอง Q2 แตะ 3พันดอลลาร์

[Vision Exclusive] ปีของการลงทุนทอง Q2 แตะ 3พันดอลลาร์

          หุ้นวิชั่น - นายจิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี เผย ทองคำ ยังคงเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยที่น่าลงทุนในปี 2568 คาดราคาทองคำโลกพุ่งแตะ 3,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ภายในไตรมาส 2 จากความไม่แน่นอนด้านนโยบายเศรษฐกิจโลกหลังการปฏิญาณตนของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ขณะที่ราคาทองคำไทยอาจแตะ 45,000 บาท แนะเน้นลงทุนทองคำแท่งระยะยาว           นายจิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี นายกสมาคมค้าทองคำ เปิดเผยว่า ทองคำยังคงเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยที่น่าสนใจสำหรับการลงทุนในปี 2568 โดยคาดว่าราคาทองคำในตลาดโลกมีโอกาสปรับตัวขึ้นแตะระดับ 3,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อออนซ์ จากระดับปัจจุบันที่ราว 2,600 ดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเป็นผลจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและการเมือง โดยเฉพาะนโยบายของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ที่จะเข้าพิธีปฏิญาณตนรับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการในวันที่ 20 มกราคมนี้           นายจิตติกล่าวว่า แม้จะมีความคาดหวังต่อนโยบายที่นายทรัมป์เคยหาเสียงไว้ แต่หลายมาตรการอาจไม่สามารถดำเนินการได้อย่างเต็มที่ รวมถึงความเป็นไปได้ที่จะเกิดความไม่พอใจจากนานาประเทศต่อมาตรการต่างๆ เช่น กำแพงภาษี ซึ่งอาจนำไปสู่ความผันผวนในตลาดโลก ความไม่แน่นอนเหล่านี้ส่งผลให้สินทรัพย์ปลอดภัย เช่น ทองคำ ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้น           สำหรับตลาดทองคำในประเทศไทย คาดว่าราคาทองคำอาจแตะระดับ 45,000 บาท ต่อบาททองคำ จากระดับปัจจุบันที่ราว 43,250 บาท โดยเป็นผลจากการเคลื่อนไหวของราคาทองคำในตลาดโลกและค่าเงินบาท           นายจิตติยังให้คำแนะนำสำหรับผู้ที่สนใจลงทุนในทองคำว่า แม้ราคาทองคำในปีนี้อาจไม่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างหวือหวาเหมือนปีก่อนที่มีการปรับขึ้นมากกว่า 30% แต่ทองคำยังคงเป็นสินทรัพย์ที่เหมาะสำหรับการลงทุนระยะยาว โดยควรเน้นการลงทุนใน ทองคำแท่ง เป็นหลัก เนื่องจากมีความเสี่ยงต่ำกว่าเมื่อเทียบกับการลงทุนใน Gold Futures หรือสัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่อ้างอิงกับราคาทองคำ ซึ่งยังมีความผันผวนสูงในช่วงนี้           "ทองคำยังคงเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยที่น่าสนใจสำหรับการลงทุนในปีนี้ โดยคาดว่าราคาทองคำมีโอกาสแตะระดับ 3,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ จากปัจจุบันที่ราว 2,600 ดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเป็นผลจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและการเมือง"  นายจิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี นายกสมาคมค้าทองคำ กล่าว           ทั้งนี้ นักลงทุนควรติดตามสถานการณ์ทางเศรษฐกิจและการเมืองอย่างใกล้ชิด เพื่อประกอบการตัดสินใจลงทุนในสินทรัพย์ปลอดภัยเช่นทองคำในปี 2568 นี้ รายงานโดย: ณัฏฐ์ชญา ปุริมปรัชญ์ภัทร บรรณาธิการข่าว สำนักข่าว Hoonvision

abs

ปตท. แข็งแกร่งร่วมกับสังคมไทย และเติบโตในระดับโลกอย่างยั่งยืน

บทบาททองคำกระตุ้นบริการทางการเงิน ช่วยเศรษฐกิจไทยได้อย่างไร?

บทบาททองคำกระตุ้นบริการทางการเงิน ช่วยเศรษฐกิจไทยได้อย่างไร?

          ขณะที่เรากำลังก้าวเข้าสู่ปี 2568 ทองคำได้มอบโอกาสที่โดดเด่นในการสร้างความมั่นคงทางการเงิน ท่ามกลางสภาวะความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ทองคำนั้นเป็นสัญลักษณ์ของความมั่งคั่งและความเจริญรุ่งเรืองในวัฒนธรรมไทยมาอย่างยาวนาน และมักถูกนำมาใช้เพื่อเฉลิมฉลองโอกาสสำคัญ เช่นในพิธีแต่งงาน วันเกิด และการต้อนรับสมาชิกที่เกิดใหม่ของครอบครัว แม้ว่าสังคมไทยจะพัฒนาเปลี่ยนแปลงไปแต่ทองคำก็ยั่งเป็นสิ่งที่ฝังลึกในวิถีชีวิตของคนไทย ผลักดันให้ตลาดทองคำผู้บริโภคในประเทศไทยมีความต้องการที่แข็งแกร่ง และครองตำแหน่งตลาดที่มีการเติบโตสูงสุดในกลุ่มประเทศอาเซียนติดต่อกันถึงสองไตรมาสในปี 2567           นอกจากนี้แล้ว ทองคำยังสามารถส่งเสริมการเข้าถึงบริการทางการเงิน (Financial Inclusion) ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักที่สำคัญของทั้งรัฐบาล องค์กรพัฒนาเอกชน และองค์กรระหว่างประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก การเข้าถึงบริการทางการเงินนั้นหมายถึงการที่ประชาชนสามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์ออมทรัพย์ สินเชื่อ ประกันภัย และระบบการชำระเงิน ได้อย่างทั่วถึงและครอบคลุม ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจ เพราะเมื่อบุคคลและครัวเรือนมีความมั่นคงทางการเงิน ก็จะมีแนวโน้มในการลงทุนหรือเริ่มต้นธุรกิจเพิ่มมากขึ้น  และช่วยสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศให้เจริญเติบโต การเข้าถึงบริการทางการเงินในประเทศไทย           รายงาน Global Findex Report ฉบับล่าสุดของธนาคารโลกในปี 2564 ได้ระบุว่า อัตราการเข้าถึงบัญชีธนาคารสำหรับกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่โดยเฉลี่ยนั้นอยู่ที่ 71% ขณะที่ค่าเฉลี่ยทั่วโลกอยู่ที่ 77% ซึ่งถือว่าได้พัฒนาขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากเดิมซึ่งอยู่ที่ 51% ในปี 2554 โดยประเทศไทยมีความก้าวหน้าในด้านนี้อย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่ปี 2560 คนไทยจำนวน 82% มีบัญชีธนาคาร และในปี 2564 ตัวเลขนี้ก็ได้เพิ่มขึ้นเป็น 95.6% โดยคนไทย 67.1% มีเงินออมกับธนาคาร และ 92% ได้ดำเนินการชำระเงินผ่านทางระบบดิจิทัล ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มประเทศเอเปค (Asia-Pacific Economic Cooperation: APEC) ที่ 82.1%, 61.4% และ 78.1% ตามลำดับ แม้ว่าการเข้าถึงบัญชีธนาคารจะอยู่ในระดับสูง แต่ประเทศไทยก็ยังคงมีโอกาสในการพัฒนาบริการทางการเงินด้านอื่น ๆ เช่น การเข้าถึงบริการสินเชื่อของไทยที่ยังคงอยู่ในระดับต่ำ อยู่ที่ 30.4% ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของ APEC ที่ 38.2% เนื่องจากประชาชนยังมีความเข้าใจเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์สินเชื่อที่จำกัด และกลัวการถูกปฏิเสธ สินเชื่อ โดยผลสำรวจพบว่าในปี 2567 การกู้ยืมเงินนอกระบบได้เพิ่มขึ้นเป็น 30% ทำให้หลายฝ่ายเกิดความกังวลเนื่องจากผู้กู้สินเชื่อนอกระบบมักต้องเผชิญกับอัตราดอกเบี้ยสูงกว่า 15% ที่กฎหมายกำหนดไว้ เสริมสร้างการเข้าถึงบริการทางการเงินด้วยนวัตกรรม ปัจจุบันมีการเปิดรับนวัตกรรมและแนวคิดริเริ่มใหม่ ๆ เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วทั่วโลก เพื่อส่งเสริมการเข้าถึงบริการทางการเงิน เช่น ธนาคารพาณิชย์ในตลาดประเทศจีน สิงคโปร์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และมาเลเซีย ได้นำเสนอบัญชีเพื่อการลงทุนในทองคำ ขณะที่ธนาคารในประเทศตุรกีนั้นได้เปิดให้บริการทั้งการรับซื้อคืนทองคำ พันธบัตรทองคำ เช็คทองคำ และบริการอื่น ๆ อีกมากมาย ด้านรัฐบาลไทยก็ได้แสดงให้เห็นถึงแนวคิดที่ก้าวหน้าในการผลักดันทองคำในระบบดิจิทัล โดยได้เปิดให้ผู้ค้าทองคำแท่งนำเสนอบริการออมทองและลงทุนซื้อขายทองคำออนไลน์ผ่านแอปพลิเคชัน "เป๋าตัง" ร่วมกับธนาคารกรุงไทยให้กับประชาชน ทำคนไทยสามารถซื้อขายทองคำบริสุทธิ์ 99.99% ตามราคาตลาดโลกได้แบบเรียลไทม์ โดยในไตรมาสที่ 1 ของปี 2566 มูลค่าการออมทองคำในระบบออนไลน์ของประเทศเพิ่มขึ้นถึง 60-70% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ทั้งนี้ผู้ค้าทองคำแท่งรายสำคัญของไทย วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์ เนชั่นแนล (YLG Bullion International) ได้รายงานว่าบริษัทมีจำนวนบัญชีซื้อขายทองคำออนไลน์ใหม่เพิ่มขึ้นถึง 70% ผ่านแอปเป๋าตังในช่วงดังกล่าว แอปพลิเคชันต่าง ๆ เหล่านี้แสดงให้เห็นว่าธนาคารพาณิชย์สามารถเสริมสร้างรูปแบบบริการใหม่ ๆ ให้กับผู้ค้าทองคำแท่งในระบบแบบดั้งเดิม ผ่านการขยายเครือข่ายและเพิ่มช่องทางการเข้าถึงผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับทองคำให้มากยิ่งขึ้น การใช้ทองคำเพื่อช่วยลดอุปสรรคในการเข้าถึงบริการทางการเงิน ทองคำสามารถช่วยเติมเต็มช่องว่างและสนับสนุนบริการทางการเงินโดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ชนบทห่างไกลที่ไม่ได้รับการบริการอย่างทั่วถึง ทองคำได้ช่วยคนไทยในชนบทซึ่งมักใช้บริการโรงรับจำนำเพื่อเข้าถึงสินเชื่อเงินทุนสำหรับค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับกิจกรรมทางการเกษตร และตอบสนองต่อความต้องการเงินทุนที่ไม่ได้คาดการณ์ไว้ล่วงหน้า โดยในปี 2566 สำนักงานธนานุเคราะห์ (สธค.) ซึ่งเป็นโรงรับจำนำของรัฐ ได้รับจำนำทรัพย์รวมเป็นมูลค่ากว่า 2 หมื่นล้านบาท และทองคำคิดเป็นสัดส่วนถึง 88% จากจำนวนทรัพย์สินทั้งหมดที่ถูกนำมาจำนำรวม 1.1 ล้านรายการ นอกจากนี้ทองคำยังเป็นหลักประกันที่สำคัญให้กับคนไทย ในปี 2563 ซึ่งเป็นช่วงที่เกิดการระบาดของโควิด-19 ตลาดทองคำแท่งของไทยได้บันทึกสถิติการขายสุทธิ 81.5 ตัน เนื่องจากครัวเรือนจำเป็นต้องขายทองคำที่ถือครองออกมาเพื่อใช้เป็นเงินทุนสนับสนุนในยามจำเป็นที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ทองคำจึงช่วยตอบสนองความต้องการทั้งในทางการเงินและในเชิงวัฒนธรรม   มีสภาพคล่องสูงซื้อขายได้ง่าย และช่วยปกป้องเงินทุนจากความเสี่ยงท่ามกลางความไม่แน่นอน นอกจากนี้ยังสามารถช่วยรัฐบาลทั้งทางตรงและทางอ้อมในการบรรลุเป้าหมายนโยบายสาธารณะด้านการเข้าถึงบริการทางการเงินของประเทศให้ดียิ่งขึ้น บทบาทของทองคำ ในการบรรลุเป้าหมายด้านการเข้าถึงบริการทางการเงิน เสริมความแข็งแกร่งให้กับระบบธนาคาร จากการวิจัยเชิงลึกเกี่ยวกับตลาดค้าปลีกระดับโลกของสภาทองคำโลก พบว่า 61% ของผู้บริโภคในประเทศที่ทำการศึกษามีความเชื่อมั่นในทองคำมากกว่าในสกุลเงินต่าง ๆ  นอกจากนี้ 65% ยังเชื่อว่าทองคำจะไม่มีวันสูญเสียมูลค่าในระยะยาว และ 67% มองว่าทองคำเป็นเครื่องมือที่ใช้ป้องกันความเสี่ยงที่ดีในภาวะเงินเฟ้อและค่าเงินมีความผันผวน สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าธนาคารพาณิชย์สามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับทองคำเพื่อเพิ่มความน่าสนใจและเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างธนาคารกับผู้บริโภคให้แนบแน่นยิ่งขึ้นได้ ธนาคารกลางของประเทศต่าง ๆ ก็ได้ยอมรับทองคำในฐานะปัจจัยสำคัญที่ส่งเสริมความแข็งแกร่งให้กับงบดุลของธนาคารกลางมาอย่างยาวนาน ช่วยดึงดูดนักลงทุนและสร้างความเชื่อมั่นให้กับระบบธนาคารโดยรวมมากยิ่งขึ้นอีกด้วย ร่วมขับเคลื่อนการเข้าถึงบริการ และสร้างความแข็งแกร่งทางการเงินในปี 2568 ความน่าสนใจอย่างต่อเนื่อง และผลตอบแทนที่มองเห็นชัดได้ของทองคำนั้นจะโดดเด่นเป็นพิเศษในช่วงเทศกาลปีใหม่ โดยข้อมูลระหว่างปี 2514 - 2566 ได้แสดงให้เห็นว่าภายในเดือนมกราคมเพียงเดือนเดียว ทองคำได้ให้ผลตอบแทนสูงถึง 1.79% ซึ่งมากกว่าค่าเฉลี่ยรายเดือนในระยะยาวถึงเกือบ 3 เท่า ในขณะที่เราได้ก้าวเข้าสู่ปี 2568 ซึ่งเป็นปีที่คาดการณ์ว่าจะเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ทองคำสามารถเป็นเครื่องมือที่มอบความมั่นคงปลอดภัยในสภาวะที่มีความผันผวน และเป็นการลงทุนที่สร้างผลตอบแทนอย่างมีศักยภาพให้กับทั้งรัฐบาลและบุคคลทั่วไป รวมทั้งสนับสนุนเศรษฐกิจของประเทศให้มีความแข็งแกร่ง และช่วยให้คนไทยทุกคนสามารถเข้าถึงบริการทางการเงินได้อย่างครอบคลุมและเท่าเทียม บทความโดย แอนดรูว์ เนย์เลอร์ (Andrew Naylor) หัวหน้าภูมิภาคตะวันออกกลางและฝ่ายนโยบายสาธารณะ สภาทองคำโลก

ราคาทองเช้าวันนี้ ปรับขึ้น 200 บาท

ราคาทองเช้าวันนี้ ปรับขึ้น 200 บาท

หุ้นวิชั่น – เช้าวันที่ 18 พฤศจิกายน 2567 สมาคมค้าทองคำ ได้แจ้งราคาทองคำ ปรับขึ้น 200  บาท โดยการซื้อขายครั้งที่ 1 ราคาทองแท่ง ปัจจุบันรับซื้ออยู่ที่ 42,450.00 บาท ราคาขายออกอยู่ที่ 42,550.00 บาท ส่วนราคาทองรูปพรรณ รับซื้ออยู่ที่ 41,690.00 บาท และราคาขายออกอยู่ที่ 43,050.00 บาท

เช้านี้ราคาทอง ปรับลง 350 บาท

เช้านี้ราคาทอง ปรับลง 350 บาท

         หุ้นวิชั่น – เช้าวันที่ 14 พฤศจิกายน 2567 สมาคมค้าทองคำ ได้แจ้งราคาทองคำ ปรับลดลงรวม  350 บาท  โดยการซื้อขายครั้งที่ 1 ร่วงแรง 300 บาท และซือขายครั้งที่ 2 ปรับลดลงอีกครั้ง 50 บาท ทำให้ราคาทองแท่ง ปัจจุบันรับซื้ออยู่ที่ 42,4000.00 บาท ราคาขายออกอยู่ที่ 42,500.00  บาท ส่วนราคาทองรูปพรรณ รับซื้ออยู่ที่ 41,629.36 บาท และราคาขายออกอยู่ที่ 43,000.00 บาท

abs

เจมาร์ท สร้างความสามารถในการแข่งขัน ด้วยการสร้าง Synergy Ecosystem

จับตาราคาทอง เช้านี้ปรับขึ้น 350 บาท

จับตาราคาทอง เช้านี้ปรับขึ้น 350 บาท

              หุ้นวิชั่น – เช้าวันที่ 6 พฤศจิกายน 2567 สมาคมค้าทองคำ แจ้งราคาทองปรับขึ้นรวม 350 บาท  โดยการปรับเปลี่ยนราคาทอง การซื้อขายครั้งที่ 1 ราคาขึ้นลง 50 บาท และครั้งที่ 2 แจ้งปรับขึ้นอีก 300บาท  ซึ่งราคาทองแท่ง ปัจจุบันรับซื้ออยู่ที่ 43,900.00 บาท ราคาขายออกอยู่ที่ 44,000.00  บาท ส่วนราคาทองรูปพรรณ รับซื้ออยู่ที่ 43,115.04 บาท และราคาขายออกอยู่ที่ 44,500.00 บาท

ราคาทองเช้าวันนี้ ปรับลดลง 100 บ.

ราคาทองเช้าวันนี้ ปรับลดลง 100 บ.

              หุ้นวิชั่น – เช้าวันที่ 5 พฤศจิกายน 2567 สมาคมค้าทองคำ ได้แจ้งการปรับเปลี่ยนราคาทอง โดยการซื้อขายครั้งที่ 1 ราคาปรับลง 100 บาท ซึ่งราคาทองแท่ง รับซื้ออยู่ที่ 43,600.00 บาท ราคาขายออกอยู่ที่ 43,700.00  บาท ส่วนราคาทองรูปพรรณ รับซื้ออยู่ที่ 42,811.84 บาท และราคาขายออกอยู่ที่ 44,200.00 บาท

ราคาทองเช้านี้ ปรับลง 200 บาท

ราคาทองเช้านี้ ปรับลง 200 บาท

          หุ้นวิชั่น – เช้าวันที่ 4 พฤศจิกายน 2567 สมาคมค้าทองคำ ได้แจ้งการปรับเปลี่ยนราคาทอง โดยการซื้อขายครั้งที่ 1 ราคาปรับลง 200 บาท ซึ่งราคาทองแท่ง รับซื้ออยู่ที่ 43,800.00 บาท ราคาขายออกอยู่ที่ 43,900.00  บาท ส่วนราคาทองรูปพรรณ รับซื้ออยู่ที่ 43,008.92 บาท และราคาขายออกอยู่ที่ 44,400.00 บาท

abs

มุ่งมั่นเป็นผู้นำ เชื่อมโยงทุกโครงข่ายระบบคมนาคมขนส่งอย่างยั่งยืน

ทองคำทั่วโลกทำสถิติสูงสุด มูลค่ากว่า 1 แสนล้านดอลลาร์

ทองคำทั่วโลกทำสถิติสูงสุด มูลค่ากว่า 1 แสนล้านดอลลาร์

          ความต้องการทองคำผู้บริโภคไทยเติบโตสูงสุดในอาเซียนติดต่อกันสองไตรมาส ด้านความต้องการทองคำทั่วโลกพุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ มูลค่ารวมกว่า 1 แสนล้านดอลลาร์           รายงานแนวโน้มความต้องการทองคำประจำไตรมาสที่ 3 ของปี 2567 จากสภาทองคำโลก (World Gold Council:WGC) ได้เผยว่าความต้องการทองคำผู้บริโภคของประเทศไทยยังคงมีอัตราการเติบโตสูงที่สุดในกลุ่มประเทศอาเซียนต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่สอง โดยพุ่งสูงขึ้น 11% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา คิดเป็นปริมาณ 14.5 ตัน ในไตรมาสที่ 3 ของปี 2567 ขณะเดียวกันปริมาณความต้องการทั่วโลกก็ยังคงแข็งแกร่งต่อเนื่อง โดยมีปริมาณความต้องการทองคำทั้งหมด[1] จากทุกภาคส่วนเพิ่มขึ้น 5% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าอยู่ที่ระดับ 1,313 ตัน ซึ่งนับว่าเป็นปริมาณความต้องการโดยรวมของไตรมาสที่ 3 ที่สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ และนับเป็นมูลค่าของความต้องการทองคำรวมสูงกว่า 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่มีการเก็บสถิติ โดยได้รับแรงสนับสนุนจากภาคการลงทุนที่แข็งแกร่งท่ามกลางสภาวะราคาทองคำที่สูงเป็นประวัติการณ์           ด้านความต้องการทองคำสำหรับการลงทุนได้เพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า มาอยู่ที่ระดับ 364 ตัน เนื่องจากทิศทางความต้องการในกองทุนซื้อขายแลกเปลี่ยน (ETF) ทองคำได้เปลี่ยนไปซึ่งโดยส่วนหลักแล้วเกิดขึ้นจากนักลงทุนฝั่งตะวันตก กองทุน ETF ทองคำทั่วโลกได้เพิ่มปริมาณทองคำขึ้นจำนวนรวม 95 ตัน ซึ่งถือเป็นไตรมาสแรกที่มีทิศทางเป็นบวกนับตั้งแต่ไตรมาสที่ 1 ของปี 2565 เป็นต้นมา           แม้ว่าความต้องการทองคำแท่งและเหรียญทองคำทั่วโลกได้ลดลง 9% แต่ความต้องการของประเทศไทยกลับสวนกับทิศทางในระดับโลกและเติบโตเพิ่มขึ้น 15% เมื่อเทียบปีก่อนหน้า โดยมีจำนวนอยู่ที่ 12.1 ตันสำหรับในไตรมาสที่ 3 ของปี 2567 และนับเป็นประเทศที่มีความต้องการทองคำแท่งและเหรียญทองคำสูงเป็นอันดับที่สองในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยความต้องการทองคำแท่งและเหรียญทองคำทั่วโลกในปีนี้ยังคงอยู่ที่ระดับ 859 ตัน ซึ่งถือว่ายังคงเป็นระดับที่แข็งแกร่งเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ย 10 ปีซึ่งอยู่ที่ปริมาณ 774 ตัน           คุณเซาไก ฟาน (Shaokai Fan) หัวหน้าภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (ไม่รวมประเทศจีน) และหัวหน้าธนาคารกลางระดับโลกของสภาทองคำโลก กล่าวว่า           “ความต้องการทองคำผู้บริโภคในประเทศไทยมีความแข็งแกร่ง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการประกาศเริ่มโครงการ ‘ดิจิทัล วอลเล็ต’ ที่รอคอยกันมานาน ซึ่งได้รวมการแจกเงินรูปแบบของเงินสดที่ช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจในท้องถิ่น รัฐบาลได้เริ่มดำเนินโครงการนี้ในช่วงปลายไตรมาสที่ 3 ซึ่งอาจช่วยสนับสนุนความต้องการทองคำในไตรมาสที่ 4 ได้”           คุณเซาไก กล่าวเสริมว่า “ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ความกังวลทางการเมืองและเศรษฐกิจในประเทศ รวมถึงการคาดการณ์ว่าราคาทองคำจะพุ่งสูงขึ้น ได้กระตุ้นความต้องการทองคำของนักลงทุนในประเทศในกลุ่มอาเซียนในไตรมาสที่ 3 ที่ผ่านมา โดยทั้งประเทศไทย อินโดนีเซีย และมาเลเซีย ต่างก็มีการเติบโตในระดับตัวเลขสองหลักเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศไทยซึ่งความต้องการทองคำผู้บริโภคยังคงมีการเติบโตสูงที่สุดในกลุ่มประเทศอาเซียนติดต่อกันถึงสองไตรมาส”           ในส่วนของธนาคารกลาง ได้มีการซื้อทองคำชะลอตัวลงในไตรมาสที่ 3 ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามระดับความต้องการยังคงแข็งแกร่งอยู่ที่ปริมาณ 186 ตัน โดยยอดความต้องการทองคำของธนาคารกลางตลอดทั้งปีจนถึงปัจจุบันรวมกันอยู่ที่ระดับ 694 ตัน สอดคล้องกับระดับปริมาณในช่วงเดียวกันของปี 2565           ราคาทองคำยังคงพุ่งสูงต่อเนื่องเป็นประวัติการณ์ในไตรมาสนี้ โดยมีราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 2,474 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ซึ่งส่งผลกระทบเชิงลบต่อระดับความต้องการทองคำเครื่องประดับทั่วโลก และทำให้การบริโภคทองคำเครื่องประดับลดลง 12% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าหากพิจารณาในแง่ของปริมาณทองคำ แต่หากมองในเชิงมูลค่ากลับพบว่ามีการเติบโต 13% สิ่งนี้อาจแสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคยินดีจ่ายเงินเพิ่มขึ้นเพื่อซื้อผลิตภัฒฑ์ทองคำในปริมาณที่น้อยลง           นอกจากนี้ ความต้องการทองคำในภาคเทคโนโลยีได้เติบโต 7% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยได้รับแรงหนุนจากการเติบโตในภาคอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งเนื่องจากการเติบโตของเทคโนโลยี AI ที่ยังคงสนับสนุนความต้องการทองคำอย่างต่อเนื่อง           ด้านอุปทานทองคำในไตรมาสนี้มีปริมาณรวมทั้งหมดสูงขึ้น 5% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ซึ่งเกิดจากการเติบโตของการผลิตทองคำเหมืองแร่ที่เพิ่มขึ้น 6% และปริมาณการรีไซเคิลทองคำที่สูงขึ้น 11%[2]           คุณหลุยส์ สตรีท (Louise Street) นักวิเคราะห์การตลาดอาวุโส ของสภาทองคำโลก กล่าวว่า           “ไตรมาสที่ 3 มีการลงทุนและกิจกรรมการซื้อขายนอกตลาดเพิ่มขึ้น ซึ่งได้ช่วยหนุนความต้องการทองคำทั่วโลกและผลักดันผลประกอบการของราคาทองคำ แม้ว่าราคาที่สูงขึ้นนี้ได้ทำให้ความต้องการในตลาดผู้บริโภคส่วนใหญ่ลดลง แต่การลดภาษีนำเข้าในอินเดียก็ได้ทำให้ความต้องการทองคำเครื่องประดับรวมถึงทองคำแท่งและเหรียญทองคำยังคงอยู่ในระดับสูงได้อย่างน่าทึ่ง ท่ามกลางสภาวะราคาทองคำที่สูงเป็นประวัติการณ์”           “ปัจจัยของ ‘ความกลัวว่าจะพลาดโอกาส’ ในหมู่นักลงทุนถือเป็นสิ่งสำคัญที่ผลักดันให้ปริมาณความต้องการทองคำสูงขึ้นในไตรมาสนี้ นักลงทุนได้แสดงความสนใจซื้อทองคำเนื่องจากแนวโน้มด้านราคา และสนับสนุนด้วยแนวโน้มของการลดอัตราดอกเบี้ยที่คาดการณ์ว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต นอกจากนี้นักลงทุนยังได้มองบทบาทของทองคำในฐานะสินทรัพย์ที่ปลอดภัยท่ามกลางความไม่แน่นอนทางการเมืองสหรัฐฯ และความขัดแย้งที่เพิ่มขึ้นในตะวันออกกลาง”           ‎“ในอนาคตข้างหน้า เรามองว่าการเปลี่ยนแปลงในกระแสการลงทุนทองคำยังคงเป็นแนวโน้มที่น่าจะเกิดขึ้นต่อไป ‎ซึ่งสิ่งนี้อาจช่วยรักษาปริมาณความต้องการทองคำและระดับราคาให้อยู่ในระดับสูง แต่ขณะเดียวกันเราก็ได้เห็นราคาทองคำพุ่งทำสถิติใหม่มาแล้วมากกว่า 30 ครั้งในปี 2567 ซึ่งสภาวะนี้จะยังคงเป็นความท้าทายสำหรับผู้บริโภคต่อไป อย่างไรก็ดีโอกาสในการเติบโตทางเศรษฐกิจก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่เราจะจับตามองเพราะอาจส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงแนวโน้มทิศทางของทองคำได้”‎           สามารถอ่านรายละเอียดรายงาน แนวโน้มความต้องการทองคำไตรมาสที่ 3 ของปี 2567 (Gold Demand Trends Q3 2024 report) ซึ่งรวมถึงข้อมูลรายละเอียดที่ครอบคลุมจาก Metals Focus ได้ ที่นี่ [1] ความต้องการทองคำโดยรวม หมายถึงยอดปริมาณรวมกันระหว่างการผลิตทองคำเครื่องประดับ การผลิตทองคำเพื่อใช้ในเทคโนโลยี การลงทุน รวมกับการซื้อสุทธิของธนาคารกลาง และการทำธุรกรรมแบบ Over-the-counter (OTC) หรือการซื้อขายนอกตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งเป็นการซื้อขายที่เกิดขึ้นโดยตรงระหว่างคู่ตกลงสองฝ่าย ต่างจากการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ที่ดำเนินการผ่านตลาดซื้อขายแลกเปลี่ยนหลักอย่างเป็นทางการ [2]อุปทานทองคำทั้งหมด นั้นรวมถึงการป้องกันความเสี่ยง (Hedging) สุทธิของผู้ผลิตด้วย

[Vision Exclusive] ทองทุบสถิติ โอกาสทะลุ 45,000 บาทหรือไม่?

[Vision Exclusive] ทองทุบสถิติ โอกาสทะลุ 45,000 บาทหรือไม่?

          นายจิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี นายกสมาคมค้าทองคำ  ย้ำทองยังเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยที่สุด !!! เผยเดือนตุลาคม ทองขึ้นถึง 2,000-3,000 บาทในเดือนนี้ พร้อมชี้แนวโน้มทองคำจ่อทะลุ 45,000 บาท จากปัจจัยการเลือกตั้งสหรัฐฯ การประชุมเฟด และความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ที่ทำให้นักลงทุนหันมาถือทองคำเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย           นายจิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี นายกสมาคมค้าทองคำ เปิดเผยว่า ราคาทองคำในช่วงนี้ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดย ณ วันที่ 25 ตุลาคม 2567 ราคาทองคำแท่งปรับตัวขึ้นมาอยู่ที่ 43,5 บาท (เป็นการปรับขึ้นครั้งที่ 4) ซึ่งในเดือนตุลาคมนี้ ราคาทองคำปรับขึ้นถึง 2,000-3,000 บาท โดยในระยะสั้นมีโอกาสที่ราคาทองคำจะปรับฐานบ้าง แต่ยังคงมองว่าในปีนี้ ราคาทองคำมีโอกาสปรับตัวทะลุ 45,000 บาท           นายจิตติระบุว่า ปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตาในเดือนพฤศจิกายน ได้แก่ การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 5 พฤศจิกายน 2567 รวมถึงการประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ในวันที่ 6-7 พฤศจิกายน 2567 อีกทั้งสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศในตะวันออกกลาง เช่น อิสราเอลและอิหร่าน ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้นักลงทุนหันมาสนใจสินทรัพย์ปลอดภัยมากขึ้น นอกจากนี้ ความผันผวนของค่าเงินบาทก็มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนตลาดทองคำ โดยทองคำยังคงเป็นสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องและได้รับความนิยมในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย           ทั้งนี้ ราคาทองคำเมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2567 ที่ผ่านมา ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 44,000 บาทต่อบาททองคำ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในประวัติการณ์ โดยราคาทองคำในประเทศสอดคล้องกับทิศทางราคาทองคำในตลาดโลก ปัจจุบันทองคำแท่งได้รับความนิยมมากกว่าทองรูปพรรณ เนื่องจากนักลงทุนส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับการลงทุนระยะยาว ขณะที่ทองรูปพรรณไม่ได้รับความนิยมในการสวมใส่เช่นเดิม ส่วนผู้ที่มีบทบาทในการกำหนดราคาทองคำ คือสมาคมค้าทองคำ ซึ่งจะเป็นผู้กำหนดราคาทองคำที่อิงจากตลาดโลก           “ราคาทองคำช่วงนี้มีการปรับตัวขึ้นมาต่อเนื่อง ดังนั้นระยะสั้นจะเห็นการปรับฐานบ้าง แต่มองว่าจากปัจจัยที่ต้องติดตามหลายเรื่อง ทั้งการเลือกตั้งสหรัฐฯ การประชุมเฟด สงครามตะวันออกกลาง มีโอกาสที่ทองจะเกิน 45,000 บาท แต่มองว่าทองยังเป็นสินทรัพย์ที่ปลอดภัยเหมาะแก่การลงทุน และตอนนี้จากข้อมูลพบว่าคนมาซื้อทองคำมากกว่าขายทองคำ” นายจิตติ นายกสมาคมค้าทองคำ กล่าว           สำหรับการลงทุนทองคำ นายจิตติแนะนำว่า การลงทุนระยะสั้นควรมีความระมัดระวัง ทั้งในเรื่องการซื้อขายทองคำ หรือการลงทุนใน Gold Futures หรือสัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่อ้างอิงกับราคาทองคำภายในประเทศ แต่ในส่วนของการลงทุนระยะยาว นักลงทุนที่มีเงินพร้อมลงทุน หรือเงินเย็น ยังถือเป็นโอกาสในการซื้อสะสมทองคำแท่ง รายงานโดย: ณัฏฐ์ชญา ปุริมปรัชญ์ภัทร บรรณาธิการข่าว สำนักข่าว Hoonvision

ลาว เปิด! ธนาคารทองคำ สินทรัพย์ปลอดภัย จริงหรือ?

ลาว เปิด! ธนาคารทองคำ สินทรัพย์ปลอดภัย จริงหรือ?

https://www.youtube.com/watch?v=Z78zU_UXHWA

abs

SSP : ผู้นำด้านพลังงานหมุนเวียน ทางเลือกใหม่เพื่ออนาคต

พฤอา
311234567891011121314151617181920212223242526272829301234567891011