ปรับแต่งการตั้งค่าการให้ความยินยอม

เราใช้คุกกี้เพื่อช่วยให้คุณสามารถไปยังส่วนต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพและทำหน้าที่บางอย่าง คุณจะพบข้อมูลโดยละเอียดเกี่ยวกับคุกกี้ทั้งหมดภายใต้หมวดหมู่ความยินยอมแต่ละประเภทด้านล่าง คุกกี้ที่ได้รับการจัดหมวดหมู่ว่า "จำเป็น" จะถูกจัดเก็บไว้ในเบราว์เซอร์ของคุณ เนื่องจากมีความจำเป็นต่อการทำงานของฟังก์ชันพื้นฐานของเว็บไซต์... 

ใช้งานอยู่เสมอ

คุกกี้ที่จำเป็นมีความสำคัญต่อฟังก์ชันพื้นฐานของเว็บไซต์ และเว็บไซต์จะไม่สามารถทำงานได้ตามวัตถุประสงค์หากไม่มีคุกกี้เหล่านี้

คุกกี้เหล่านี้ไม่จัดเก็บข้อมูลที่สามารถระบุตัวบุคคลได้

ไม่มีคุกกี้ที่จะแสดง

คุกกี้แบบฟังก์ชันนอลช่วยทำหน้าที่บางอย่าง เช่น แบ่งปันเนื้อหาของเว็บไซต์บนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย รวบรวมความคิดเห็น และฟีเจอร์อื่นๆ ของบุคคลที่สาม

ไม่มีคุกกี้ที่จะแสดง

คุกกี้วิเคราะห์ใช้เพื่อทำความเข้าใจวิธีการที่ผู้เยี่ยมชมโต้ตอบกับเว็บไซต์ คุกกี้เหล่านี้ช่วยให้ข้อมูลเกี่ยวกับตัวชี้วัด เช่น จำนวนผู้เข้าชม อัตราตีกลับ แหล่งที่มาของการเข้าชม ฯลฯ

ไม่มีคุกกี้ที่จะแสดง

คุกกี้ประสิทธิภาพใช้เพื่อทำความเข้าใจและวิเคราะห์ดัชนีประสิทธิภาพหลักของเว็บไซต์ซึ่งจะช่วยให้สามารถมอบประสบการณ์การใช้งานที่ดีขึ้นแก่ผู้เยี่ยมชม

ไม่มีคุกกี้ที่จะแสดง

คุกกี้โฆษณาใช้เพื่อส่งโฆษณาที่ได้รับการปรับแต่งตามการเข้าชมก่อนหน้านี้ และวิเคราะห์ประสิทธิภาพของแคมเปญโฆษณา

ไม่มีคุกกี้ที่จะแสดง

#กองทุน


9 หมื่นล. LTF ไม่เข้า TESGX รอขายคืนกดหุ้นไทยต่อ

9 หมื่นล. LTF ไม่เข้า TESGX รอขายคืนกดหุ้นไทยต่อ

          “ฝ่ายวิเคราะห์ CGSI ระบุว่า ความตึงเครียดระหว่างพรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทย ยังกระทบต่อ sentiment ของตลาด อีกทั้งกองทุน LTF ที่ไม่ได้ย้ายไป TESGX ซึ่งน่าจะเหลืออีกประมาณ 9 หมื่นล้านบาท สามารถขายคืนได้ตลอดเวลา จึงยังคงสร้างแรงกดดันต่อตลาดหุ้นไทย”           หุ้นวิชั่น- ฝ่ายวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) หรือ CGSI ระบุในบทวิเคราะห์ ว่า เมื่อวันที่ 11 มี.ค.68 รัฐบาลประกาศจะให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีสูงสุดไม่เกิน 500,000 บาทแก่ผู้ถือหน่วย ลงทุนของกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) ที่ย้ายการลงทุนใน LTF มาอยู่ในกองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน แบบพิเศษที่จัดตั้งขึ้นใหม่คือ “TESGX” โดยกำหนดให้สามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีในปีนี้ได้ 300,000 บาท ส่วนอีก 200,000 บาทจะใช้สิทธิลดหย่อนได้ปีละ 50,000 บาทเป็นเวลา 4 ปี           อย่างไรก็ตาม ผู้ถือหน่วยลงทุน จะต้องแจ้งบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนและโอนหน่วยลงทุน LTF ที่เหลือไปยังกองทุน TESGX ใหม่ ภายในเดือนมิ.ย. 68 นอกจากนี้กระทรวงการคลังยังให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีสูงสุดไม่เกิน 300,000 บาทแก่นักลงทุนที่ซื้อหน่วยลงทุนในกองทุน TESGX ช่วงเดือนพ.ค.-มิ.ย.68 และถือจนครบ 5 ปี           กระทรวงการคลังประเมินว่า น่าจะมีเงินลงทุนในกองทุน LTF 1.8 แสนล้านบาทหรือ 5 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ประมาณ 75% ย้ายเข้ามาลงทุนใน TESGX และคาดว่าจะมีเม็ดเงินใหม่เข้าสู่กองทุนอีกราว 3 หมื่นล้านบาท เท่ากับกระทรวงการคลังคาดว่าจะมีเงินลงทุนในกองทุน TESGX ราว 1.65 แสนล้านบาท ขณะที่กองทุน TESGX จะต้องลงทุนอย่างน้อย 65% ในหุ้นที่ปฏิบัติตามหลักการ ESG อย่างเคร่งครัดและมากกว่า 80% ในสินทรัพย์ที่กองทุนสามารถลงทุนได้ คล้ายกันกับ TESG ส่วนที่เหลืออีก 20% จะลงทุนในโทเคนดิจิทัลเพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม/เพื่อความยั่งยืน           ฝ่ายวิเคราะห์ CGSI  คาดว่า น่าจะมีเงินลงทุนใน LTF เพียงครึ่งเดียวที่จะย้ายมาลงทุนใน TESGX ใหม่ ส่วนเม็ดเงินใหม่ที่จะเข้ามาลงทุนใน TESGX น่าจะอยู่ที่ประมาณ 1 หมื่นล้านบาท โดยเชื่อว่าการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี/กองทุนอาจเป็นความพยายามของรัฐที่จะชดเชยประเด็นความล่าช้าในการแจกเงินให้กับคนไทยที่มีอายุ 16-20 ปี จำนวน 2.7 ล้านคนภายใต้โครงการดิจิทัล วอลเล็ตเฟส 3 ซึ่งรัฐบาลวางแผนจะแจกเงินในช่วงไตรมาส 2/68 และไตรมาส 3/68 นี้ ขณะที่การแจกเงินเฟส 4 ให้กับคนไทยที่มีอายุ ระหว่าง 21-60 ปียังไม่แน่นอน           ฝ่ายวิเคราะห์ CGSI ระบุว่า ความตึงเครียดระหว่างพรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทย ยังกระทบต่อ sentiment ของตลาด อีกทั้งกองทุน LTF ที่ไม่ได้ย้ายไป TESGX ซึ่งน่าจะเหลืออีกประมาณ 9 หมื่นล้านบาท สามารถขายคืนได้ตลอดเวลา จึงยังคงสร้างแรงกดดันต่อตลาดหุ้นไทย           ทั้งนี้ เชื่อว่าถึงแม้สิทธิประโยชน์ทางภาษีล่าสุดที่รัฐบาลเพิ่งประกาศออกมาน่าจะช่วยให้ sentiment ของตลาดดี ขึ้น แต่ยังคงเป้าดัชนี SET สิ้นปีนี้อยู่ที่ 1,380 จุด เท่ากับ P/E 14 เท่า ในปี 69 หรือ -2SD ของค่าเฉลี่ย 10 ปี เพื่อสะท้อนปัจจัยลบทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ ดังนั้นจึงยังแนะนำให้ลงทุนในหุ้นที่มีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงและหุ้นในกลุ่มปลอดภัย           นอกจากนี้ ยังมองว่าหุ้นที่มีราคาร่วงลงแรงก่อนหน้านี้น่าจะฟื้นตัวได้เร็วกว่าเมื่อ sentiment ตลาดกลับมาฟื้นตัว อย่างไรก็ตาม ความตึงเครียดทางการเมืองและการที่สหรัฐฯอาจปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากไทยยังเป็น downside risk ส่วนสิทธิประโยชน์ทางภาษีใหม่น่าจะช่วยหนุนตลาด

ก.ล.ต.เผยแพร่ Q&A กองทุน Thai ESGX

ก.ล.ต.เผยแพร่ Q&A กองทุน Thai ESGX

Q : Thai ESGX คืออะไร ? A : กองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืนแบบพิเศษ (Thailand ESG Extra Fund : Thai ESGX) เป็นกองทุนรวมที่ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี รองรับการสับเปลี่ยนหน่วยลงทุน LTF และเงินลงทุนใหม่ สำหรับการลงทุนในช่วงเวลาที่กำหนด 2 เดือน      ทั้งนี้ Thai ESGX ต้องลงทุนในทรัพย์สินที่ออกโดยผู้ออกหรือกิจการในประเทศไทยที่มีคุณสมบัติด้านความยั่งยืนตามหลักเกณฑ์เดียวกันกับกองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน (Thai ESG) โดยเฉลี่ยรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของ NAV โดยจะต้องลงทุนในหุ้นกลุ่มความยั่งยืน โดยเฉลี่ยรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 65 ของ NAV   ประเภทสินทรัพย์ที่ Thai ESGX ต้องลงทุนในสัดส่วนไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของ NAV ประกอบด้วย (1) หุ้นกลุ่มความยั่งยืนใน SET หรือ mai ไม่น้อยกว่าร้อยละ 65 ของ NAV (2) ตราสารหนี้ในกลุ่มความยั่งยืน (3) โทเคนดิจิทัลเพื่อส่งเสริมความยั่งยืน Q : มีเงื่อนไขสิทธิประโยชน์ทางภาษี อย่างไร ? A : สิทธิประโยชน์ทางภาษีแบ่งออกเป็น 2 วงเงินใหม่ โดยไม่รวมกับกองทุนและประกันเพื่อรองรับการเกษียณการทำงานอื่น ๆ ภายใต้เงื่อนไข ดังนี้ Thai ESGX (วงเงินลดหย่อนที่ 1) สำหรับเงินใหม่ที่บุคคลธรรมดาลงทุนในกองทุน Thai ESGX เฉพาะปี 2568 สูงสุด 300,000 บาท วงเงินลดหย่อน : ไม่เกิน 30% ของเงินได้พึงประเมิน สูงสุดไม่เกิน 300,000 บาท (เฉพาะปี 2568) ระยะเวลาลงทุน : เปิดระยะให้ลงทุนภายใน 2 เดือน (คาดว่าเริ่มเปิดขายหน่วยได้ทุกวันทำการของเดือน พ.ค. - มิ.ย. 68) การถือครอง : ไม่น้อยกว่า 5 ปี (วันชนวัน นับแต่วันที่ลงทุน) Thai ESGX (วงเงินลดหย่อนที่ 2) สำหรับผู้ลงทุนที่สับเปลี่ยนหน่วยลงทุน LTF เดิม ที่ถือทั้งหมด ใน LTF ทุกกองทุนในทุก บลจ. มาเป็นหน่วยลงทุนของ Thai ESGX เพื่อรับเงินสิทธิลดหย่อนสำหรับ LTF เดิม สูงสุด 500,000 บาท วงเงินลดหย่อน : สูงสุด 500,000 บาท รวม ทยอยลดหย่อน 5 ปี ตั้งแต่ปีภาษี 2568 – 2572 ปีแรก (2568) : สูงสุด 300,000 บาท ปีที่ 2 - 5 (2569 - 2572) : สูงสุด ปีละ 50,000 บาท หน่วยลงทุนที่มีสิทธิ : หน่วยลงทุนที่ผู้ถือหน่วย LTF ถือครอง ณ วันที่ ครม. มีมติอนุมัติมาตรการข้างต้น (ไม่รวม class หน่วยภาษีอื่นภายใต้กองทุนเดียวกัน เช่น class SSF)       หมายเหตุ : ผู้ถือหน่วย LTF ที่ประสงค์ใช้สิทธิลดหย่อน ต้องสับเปลี่ยนจาก LTF ทุกกองทุน ในทุก บลจ. มา Thai ESGX ในช่วงระยะเวลาการสับเปลี่ยนที่กำหนด หากสับเปลี่ยนมาไม่ครบ จะไม่มีสิทธิใช้วงเงินลดหย่อนที่ 2 ได้  การถือครอง : Thai ESGX ที่สับเปลี่ยนจาก LTF รวมทั้งหมด ต้องถือครองไม่น้อยกว่า 5 ปี (วันชนวัน นับจากวันที่ส่งคำสั่งสับเปลี่ยนหน่วยลงทุน LTF เดิม มายังกองทุน Thai ESGX)       หมายเหตุ : การขายหน่วยลงทุนก่อนครบระยะเวลา 5 ปี จะต้องคืนเงินภาษีที่ได้รับการยกเว้นและมีเบี้ยปรับตามที่กฎหมายหรือกฎเกณฑ์กำหนด นอกจากนี้ หากมีกำไรจากการขายหน่วยจะต้องนำกำไรนั้นมาคำนวณภาษีเงินได้ตามหลักเกณฑ์ทางภาษีด้วย ระยะเวลาในการสับเปลี่ยน : ภายใน 2 เดือน (คาดว่าเป็นช่วงเดียวกันกับการเปิดขายหน่วย Thai ESGX (วงเงินลดหย่อนที่ 1) คือ เริ่มเปิดให้สับเปลี่ยนหน่วย LTF มาเป็น Thai ESGX ได้ทุกวันทำการของเดือน พ.ค. - มิ.ย. 68) ทั้งนี้ การใช้สิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่กรมสรรพากรกำหนด   Q : ใครได้ประโยชน์ทางภาษีจากการลงทุนใน Thai ESGX ? A : วงเงินลดหย่อนที่ 1 สำหรับเงินใหม่ที่บุคคลธรรมดาลงทุนในกองทุน Thai ESGX ในช่วงเวลาที่เปิดขายหน่วยไม่เกิน 2 เดือน (คาดว่า พ.ค. - มิ.ย. ปี 2568) ลดหย่อนสูงสุด 300,000 บาท ผู้ลงทุนทุกคนที่เป็นผู้เสียภาษีรายได้บุคคลธรรมดาซึ่งรวมถึงผู้ถือหน่วย LTF ที่อยากลงทุนเพิ่มเติมนอกเหนือจากการได้รับสิทธิจากวงเงินลดหย่อนที่ 2 ด้วย วงเงินลดหย่อนที่ 2 สำหรับการสับเปลี่ยนหน่วยลงทุน LTF เดิม มากองทุน Thai ESGX เพื่อรับเงินลดหย่อนสำหรับ LTF เดิม ลดหย่อนสูงสุด 500,000 บาท - ผู้ถือหน่วยกองทุนรวม LTF ที่มีชื่อเป็นผู้ถือหน่วยลงทุน ณ วันที่ คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติ ที่ได้สับเปลี่ยนหน่วยลงทุน LTF ทั้งหมดในทุกกองทุน ทุก บลจ. ของผู้ถือหน่วยลงทุนรายนั้น ๆ มาเป็นหน่วยลงทุน Thai ESGX Q: กรณีผู้ถือหน่วยกองทุนรวม LTF ประสงค์จะย้ายไปกองทุนรวม Thai ESGX หากมีเงินลงทุนมากกว่า 500,000 บาท จะมีผลอย่างไร ? A: หากต้องการใช้สิทธิลดหย่อนวงเงินที่ 2 จะต้องสับเปลี่ยนหน่วยลงทุน LTF ทั้งหมดในทุกกองทุน ทุก บลจ. ของผู้ถือหน่วยลงทุนรายนั้น ๆ มาเป็นหน่วยลงทุน Thai ESGX โดยหน่วยลงทุนที่สับเปลี่ยนมาแล้วรวมทั้งหมด ต้องถือครองตามเงื่อนไข ไม่น้อยกว่า 5 ปีด้วย (วันชนวัน นับจากวันที่ส่งคำสั่งสับเปลี่ยนหน่วยลงทุน LTF เดิม มากองทุน Thai ESGX)   Q : Thai ESGX วงเงินลดหย่อนที่ 1 (300,000 บาท) ให้สิทธิเฉพาะปี 2568 ? A : ใช่ Thai ESGX วงเงินลดหย่อนที่ 1 ให้สิทธิลดหย่อนเฉพาะในปี 2568 วงเงินลดหย่อนจากการลงทุนในช่วงระยะเวลา 2 เดือน ที่กำหนดในปี 2568 จะเป็นวงเงินสิทธิประโยชน์ทางภาษีแยกจากการลงทุนในกองทุน Thai ESG ปกติ ทั้งนี้ Thai ESGX จะสามารถเปิดขายได้้อีกครั้งตั้งแต่ปี 2569 เป็นต้นไป โดย Thai ESG และ Thai ESGX จะใช้วงเงินลดหย่อนเดียวกัน Q : สรุปแล้วในปีภาษี 2568 ผู้ลงทุนมีวงเงินที่สามารถลดหย่อนสำหรับการลงทุนในกอง ESG อย่างไรบ้าง      A : ทั้งนี้ ในปี 2568 มีกองทุนรวมกลุ่ม Thai ESG ที่ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี 3 วงเงิน รวมสูงสุดไม่เกิน 900,000 บาท ดังนี้ เงินลงทุนใหม่สำหรับผู้ลงทุนทุกรายที่ลงทุนในหน่วยลงทุนของ Thai ESG ในปัจจุบัน โดยลดหย่อนไม่เกิน 30% ของเงินได้พึงประเมิน สูงสุดไม่เกิน 300,000 บาท เงินลงทุนใหม่สำหรับผู้ลงทุนทุกรายที่ลงทุนใน Thai ESGX ในช่วงระยะเวลา 2 เดือนที่เปิดขายในปี 2568 โดยลดหย่อนไม่เกิน 30% ของเงินได้พึงประเมิน สูงสุดไม่เกิน 300,000 บาท สำหรับผู้ถือหน่วย LTF ที่สับเปลี่ยนหน่วยลงทุนจาก LTF ทุกกองทุนไป Thai ESGX โดยมีวงเงินลดหย่อน ดังนี้ ปีแรก (2568) : สูงสุด 300,000 บาท ปีที่ 2 - 5 (2569 - 2572) : สูงสุดปีละ 50,000 บาท ***************

บลจ.วรรณ ปรับพอร์ตสู้ตลาดขาลง แนะ ONE-GLOBFIN

บลจ.วรรณ ปรับพอร์ตสู้ตลาดขาลง แนะ ONE-GLOBFIN

           บลจ.วรรณ ปรับพอร์ตช่วงตลาดย่อตัว แนะเก็งกำไรระยะสั้นด้วย หุ้นกลุ่มการเงิน กับ ONE-GLOBFIN เนื่องจากหุ้นการเงินมูลค่าไม่แพง ปันผลสูงน่าสนใจ โดยเฉพาะกลุ่มการเงินในยุโรป และช่วยในการกระจายการลงทุนออกจากหุ้นเทคโนโลยี กอปรกับมีแนวโน้มได้ประโยชน์จากการผ่อนคลายกฎเกณฑ์การควบคุมด้านการเงิน ทั้งนี้ หากนักลงทุนต้องการลดความเสี่ยงในสินทรัพย์เสี่ยง แนะนำ ONE-FFI            นายพจน์ หะริณสุต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนวรรณ จำกัด(บลจ.วรรณ) เปิดเผยว่า แนะนำการลงทุนแบบกระจายสินทรัพย์ เพื่อรักษาความสมดุลระหว่างผลตอบแทนและความเสี่ยงระดับปานกลาง โดยมองว่า ในช่วงที่ตลาดปรับตัวลงบลจ.วรรณมีมุมมองเชิงบวกต่อหุ้นในกลุ่มการเงิน ซึ่งมองความโดดเด่นจาก 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ ปัจจัยแรก เป็นหุ้นกลุ่มที่มีขนาดใหญ่เป็นลำดับที่ 2 ในดัชนี MSCI ACWI มีน้ำหนัก 17.63% รองจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ปัจจัยสอง เป็นกลุ่มที่มีความหลากหลายในแง่ธุรกิจ ครอบคลุมตั้งแต่ กลุ่มธนาคาร, ประกันภัย, ประกันชีวิต, สินเชื่อส่วนบุคคล, ตลาดทุน, เทคโนโลยีทางการเงิน (Fintech) และกองทุนอสังหาฯ และ ปัจจัยสาม ประกอบด้วยบริษัทที่เติบโตเร็ว อีกทั้งมีการจ่ายปันผลสูง มีลักษณะผสมระหว่างหุ้นเติบโตและหุ้นคุณค่า ซึ่งจะช่วยสร้างผลตอบแทนที่ดีต่อการลงทุน            “ความน่าสนใจของหุ้นกุลุ่มการเงินในช่วงนี้ ปัจจัยหลักๆ คือ ราคาไม่แพง เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าถูกที่สุดในดัชนี MSCI ACWI โดยซื้อขายในระดับราคา P/E ต่ำกว่าดัชนี MSCI ACWI ถึง -30% ทำให้มีโอกาสที่ราคาจะปรับตัวสูงขึ้นได้มากในระยะข้างหน้า (Potential upsides) ที่ผ่านมา จ่ายเงินปันผลสูงเทียบกับตลาดหุ้นภาพรวม โดยเฉพาะกลุ่มการเงินในยุโรป ที่มีอัตราการจ่ายปันผลคาดการณ์สูงกว่าดัชนี MSCI ACWI กว่า 3 เท่าในอีก 1-2 ปีข้างหน้า โดยมีอัตราจ่ายปันผลอยู่ที่ 7.1% -7.5% เทียบกับ MSCI ACWI ที่มีอัตราจ่ายปันผลเพียง 2.1% - 2.5% และเมื่อคิดผลตอบแทนรวมกับการซื้อหุ้นคืน มีแนวโน้มสร้างผลตอบแทนสูงถึง 10-15% ต่อปี อีกทั้ง มีศักยภาพในการเติบโตสูง โดยเฉพาะ หุ้นกลุ่มการเงินในประเทศกำลังพัฒนา ที่มีอัตราการเข้าถึงบริการทางด้านการเงินต่ำ ซึ่งมองว่าน่าสนใจ และกระจายอยู่ในหลายประเทศ เช่น ตุรกี, อียิปต์, คาซัคสถาน, อาร์เจนตินา และบราซิล” นายพจน์กล่าว            นอกจากนี้ หุ้นกลุ่มการเงิน มีแนวโน้มได้รับประโยชน์จากนโยบาย Trump 2.0 ได้แก่ การผ่อนคลายกฎเกณฑ์ควบคุมการควบรวมกิจการ, ลดอัตราทุนสำรองตาม Basel III และยกเลิกการควบคุมค่าธรรมเนียมการชำระหนี้ล่าช้า (Late fees rule) ซึ่งจะช่วยหนุนกำไรหุ้นกลุ่มตลาดทุน, กลุ่มธนาคาร และกลุ่มสินเชื่อส่วนบุคคล ให้ปรับตัวดีขึ้น และสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนผ่านการจ่ายปันผล, การควบรวมกิจการและการซื้อหุ้นคืนมากขึ้น            นายพจน์กล่าวเพิ่มเติมว่า จากปัจจัยบวกดังกล่าวข้างต้น บลจ.วรรณ แนะนำกองทุนภายใต้การบริหาร กองทุนเปิด วรรณ โกลบอล ไฟแนนเชียล ชนิดไม่จ่ายเงินปันผล เหมาะสำหรับผู้ลงทุนทั่วไป (ONE-GLOBFIN-RA)  ซึ่งเป็นประเภท Feeder Fund กระจายการลงทุนไปยังหุ้นกลุ่ม Financial Services โดยลงทุนในกองทุนหลัก BlackRock Global Funds-World Financials Funds ชนิดหน่วยลงทุน Class D2 ในสกุลเงินดอลล่าร์สหรัฐ (USD) โดยเฉลี่ยในรอบปีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนโดย ข้อมูล ณ วันที่ 31 ม.ค. 2025 กองทุนหลักมีสัดส่วนการลงทุนรายภูมิภาคโดยลงทุนใน            สหรัฐฯ 57.59% ยุโรป 30.07% และอื่นๆ 12.74%  นอกจากนี้ ผู้ลงทุนที่สนใจลงทุนใน ONE-GLOBFIN-RA ยังได้รับโปรโมชั่นส่งเสริมการขาย โดยผู้ถือหน่วยลงทุน ที่มียอดเงินลงทุนทุกๆ 10,000 บาท รับหน่วยลงทุนกองทุน 1AM-DAILY-RA มูลค่า 20 บาท ตั้งแต่วันนี้ ถึง 31 มีนาคมนนี้            อย่างไรก็ดี สำหรับผู้ลงทุนที่ต้องการลดความเสี่ยงในสินทรัพย์เสี่ยงเช่น หุ้น ในช่วงที่ ทิศทางการลดอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ มีแนวโน้มที่จะดำเนินการอย่างค่อยเป็นค่อยไปจากความไม่แน่นอนนโยบายการเก็บภาษีนำเข้า ซึ่งอาจส่งผลให้เงินเฟ้อลดลงอย่างช้าๆ หนุนให้พันธบัตรสหรัฐฯ (Bond yield) ยังทรงตัวสูง บลจ.วรรณ แนะนำกองทุน วรรณ ตราสารหนี้ต่างประเทศ (ONE-FFI) เน้นลงทุนโดยตรงในพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (US Treasury) อายุเฉลี่ยต่ำกว่า 1 ปี  โดยจุดเด่นของกองทุน คือ ลงทุนในตราสารหนี้ที่มีโอกาสในการผิดนัดชำระหนี้ต่ำที่สุด สภาพคล่องสูง มีความน่าเชื่อถือสูง อีกทั้ง เปิดโอกาสรับผลตอบแทนส่วนเพิ่มจากแนวโน้มค่าเงินบาทที่อ่อนค่าเมื่อเทียบกับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ [PR News]

MFC เปิดตัวกอง “MPINFRA-UI

MFC เปิดตัวกอง “MPINFRA-UI" ลงทุน Private Infrastructure ชูจุดเด่นรับผลตอบแทนสม่ำเสมอ

           หุ้นวิชั่น - บลจ.เอ็มเอฟซี ส่งกองทุนใหม่ "MPINFRA-UI" ลงทุน Private Infrastructure โครงสร้างพื้นฐานทั่วโลก โอกาสรับผลตอบแทนสม่ำเสมอ ช่วยกระจายความเสี่ยงให้พอร์ตลงทุน ท่ามกลางตลาดหุ้นผันผวน ดอกเบี้ยแกว่ง มั่นใจลงทุนผ่านกองทุนหลักระดับโลก Ares Core Infrastructure Fund (ACI) เสนอขาย IPO ระหว่าง 10-21 มี.ค. 68 นายธนโชติ รุ่งสิทธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนเอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน) หรือ MFC ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการกองทุนคุณภาพทั้งในและต่างประเทศ เปิดเผยว่า ท่ามกลางความผันผวนของตลาดหุ้นทั่วโลก "บลจ.เอ็มเอฟซี" มองโอกาสการลงทุนใน "Private Infrastructure" ซึ่งเป็นสินทรัพย์นอกตลาด โดยลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานทั่วโลกที่มีความจำเป็นต่อการดำรงชีวิตและกิจกรรมทางเศรษฐกิจ เช่น โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ระบบขนส่งมวลชน, ถนน, ท่าเรือ และดิจิทัลโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งสามารถสร้างกระแสเงินสดที่สม่ำเสมอและมีเสถียรภาพจากการทำสัญญาระยะยาวกับคู่สัญญาที่น่าเชื่อถือ            "Private Infrastructure" ถือเป็นสินทรัพย์ที่มีเสถียรภาพและสร้างรายได้อย่างมั่นคง แม้ในช่วงเศรษฐกิจและตลาดหุ้น มีความผันผวนก็ยังสามารถสู้กับเงินเฟ้อได้เป็นอย่างดี เนื่องจากค่าบริการโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ค่าผ่านทาง, ค่าน้ำ หรือค่าไฟ มักปรับตัวตามอัตราเงินเฟ้อ นอกจากนี้ข้อดีของการกระจายการลงทุนใน Private Infrastructure มีโอกาสสร้างโอกาสรับผลตอบแทนสูงและมีความผันผวนที่ต่ำกว่าเมื่อเทียบกับกลยุทธ์การลงทุนที่มุ่งเน้นรายได้แบบอื่น ๆ เนื่องจากไม่ได้เคลื่อนไหวตามตลาดหุ้นหรือตลาดตราสารหนี้มากนัก แม้ตลาดหุ้นจะผันผวนหนักมูลค่าการลงทุนใน Private Infrastructure ก็ไม่ได้รับผลกระทบมากเท่ากับสินทรัพย์อื่น ๆ            นายธนโชติ กล่าวอีกว่า บลจ.เอ็มเอฟซี เตรียมเสนอขายกองทุน MFC Core Private Infrastructure Fund Not for Retail Investors หรือ “กองทุน MPINFRA-UI” มีนโยบายการลงทุนใน Private Infrastructure ผ่านกองทุนหลักระดับโลก Ares Core Infrastructure Fund (ACI) ในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ (USD) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของ NAV ซึ่งกองทุนหลัก มีสถานะเป็นกองทรัสต์ตามกฎหมายของรัฐ Delaware ประเทศสหรัฐอเมริกา และมีลักษณะเป็น Business Development Company (BDC) ภายใต้กฎหมาย Investment Company Act of 1940 โดยมี Ares Capital Management II LLC เป็นที่ปรึกษา (Adviser)            จุดเด่นของ กองทุน “MPINFRA-UI” ลงทุนในสินทรัพย์โครงสร้างพื้นฐานทั่วโลก ผ่านกองทุนหลักที่เน้นลงทุนในสินทรัพย์โครงสร้างพื้นฐานหลัก (Core Infrastructure Assets) ได้แก่ โครงการผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานลม, พลังงานแสงอาทิตย์และการจัดเก็บพลังงานสำรองและโครงสร้างพื้นฐานด้านสภาพภูมิอากาศอื่นๆ โดยกองทุนสามารถคาดการณ์รายได้จากกระแสเงินสดได้ในระดับที่สูงกว่าจากสัญญาระยะยาว (อายุสัญญาเฉลี่ย 15ปี) กับคู่สัญญาที่น่าเชื่อถือ เช่น รัฐบาลกลาง, รัฐบาลท้องถิ่น และบริษัทขนาดใหญ่ (Rating เฉลี่ย A+)            สำหรับกองทุนหลักบริหารโดยผู้เชี่ยวชาญด้านสินทรัพย์ทางเลือก “Ares Management” ซึ่งเป็นผู้จัดการกองทุนด้านสินทรัพย์ทางเลือกระดับโลก ก่อตั้งในปี 1997 และมีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการ (AUM) 4.64 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่ง Ares Infrastructure Opportunities เป็นทีมงานที่เชี่ยวชาญและมีทักษะที่กว้างขวาง ผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนกว่า 34 คน โดยมีประสบการณ์เฉลี่ย 23 ปี ที่มีเป้าหมายลงทุนในสินทรัพย์ที่สร้างรายได้ที่มั่นคงและคาดการณ์ได้ รวมถึงเพิ่มมูลค่าของเงินลงทุน เพื่อส่งมอบให้นักลงทุน พร้อมกับการมี Downside Protection ปัจจุบันพอร์ตการลงทุนมีการกระจายหลาย Sector ทั้งสินทรัพย์ด้านพลังงานลม, พลังงานแสงอาทิตย์และการจัดเก็บพลังงานสำรอง            นายธนโชติ กล่าวอีกว่า กองทุน MPINFRA-UI มีเป้าหมายจ่ายผลตอบแทนให้กับผู้ลงทุนทุกเดือนผ่าน Auto Redemption สูงสุด 12 ครั้ง/ปี และมีโอกาสรับผลตอบแทนสูงอย่างสม่ำเสมอ และสามารถเปิดให้ลงทุนได้ทุกเดือนและขายคืนได้ทุกไตรมาส (ตามเงื่อนไขกองทุน) จึงมีความคล่องตัวกว่ากองทุน Private Infrastructure ทั่วไป และยังเป็นกระจายความเสี่ยงในพอร์ตการลงทุนโดยรวมของนักลงทุน            กองทุน MPINFRA-UI (ระดับความเสี่ยง 8+) เป็นกองทุนรวมที่มีความเสี่ยงสูงหรือซับซ้อน ลงทุนในสินทรัพย์โครงสร้างพื้นฐานนอกตลาดหรือบริษัทที่ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ระยะเวลาลงทุนที่นานกว่าสินทรัพย์ทั่วไป จึงเสนอขายสำหรับ ผู้ลงทุนสถาบันและผู้ลงทุนรายใหญ่พิเศษเท่านั้น กำหนดเปิดขาย IPO ระหว่างวันที่ 10-21 มีนาคม 2568 วงเงินซื้อครั้งแรกขั้นต่ำ 500,000 บาทและการซื้อครั้งถัดไปขั้นต่ำ 10,000 บาท ทั้งนี้ กองทุน MPINFRA-UI ไม่ถูกจํากัดความเสี่ยงด้านการลงทุนเช่นเดียว กับกองทุนรวมทั่วไป            และลงทุนกระจุกตัวในผู้ออกตราสาร หากมีปัจจัยลบที่ส่งผลกระทบต่อการลงทุนดังกล่าว ผู้ลงทุนอาจสูญเสีย เงินลงทุนจํานวนมาก จึงเหมาะกับผู้ลงทุนที่รับผลขาดทุนระดับสูงได้เท่านั้น ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนการตัดสินใจลงทุน กองทุนไม่ได้ป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งผู้ลงทุนอาจขาดทุนหรือได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน และ/หรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรก ผู้ที่สนใจสอบถามข้อมูลและขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่ บลจ. เอ็มเอฟซี โทร. 0-2649-2000 ติดต่อ ฝ่ายวางแผนการลงทุน กด 2 หรือ Contact Center กด 0 สาขาแจ้งวัฒนะ โทร. 0-2835-3055-57 สาขาปิ่นเกล้า โทร. 0-2014-3150-2 สาขาขอนแก่น โทร. 043-204-014-16 สาขาเชียงใหม่ โทร. 0-5321-8480-82 สาขาระยอง โทร. 033-100-340 สาขาหาดใหญ่ โทร. 074-232-324–25 หรือศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.mfcfund.com

abs

ปตท. แข็งแกร่งร่วมกับสังคมไทย และเติบโตในระดับโลกอย่างยั่งยืน

XSpring AM โชว์ผลงานปี 67 พลิกกำไรโต 192% ค่าธรรมเนียม -ค่าคอมฯพุ่งเท่าตัว

XSpring AM โชว์ผลงานปี 67 พลิกกำไรโต 192% ค่าธรรมเนียม -ค่าคอมฯพุ่งเท่าตัว

          XSpring AM เทคออฟโชว์ผลงานปี 67 พลิกกำไรโต 192%  ค่าธรรมเนียมการจัดการกองทุนและค่าคอมมิชชั่นพุ่งเท่าตัว เตรียมเปิดขายกองทุน “X-FIXED6M1R” ตอบโจทย์นักลงทุนในตราสารหนี้           นายยศกร ฟอลเล็ต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เอ็กซ์สปริง จำกัด หรือ XSpring AM เปิดเผยว่า ปี 2567 XSpring AM ดำเนินธุรกิจโดยมุ่งเน้นการเพิ่มรายได้ที่หลากหลายพร้อมกับการควบคุมค่าใช้จ่ายที่ทำได้เป็นอย่างดี ซึ่งถือเป็นปีแห่งการพลิกฟื้นธุรกิจทำให้มีรายได้รวม 190 ล้านบาท เติบโต 64% และพลิกมีกำไร 14 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 192% จากปี 2566 ที่มีรายได้ 116 ล้านบาท และมีผลขาดทุน 15 ล้านบาท โดยรายได้ส่วนใหญ่มาจากธุรกิจการเป็นนายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน (LBDU) และธุรกิจกองทุนส่วนบุคคลที่เติบโตขึ้นกว่า 28% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยไฮไลท์สำคัญของปีที่ผ่านมา บริษัทได้เสนอขายกองทุนเปิดเอ็กซ์สปริง ไพรเวทอิควิตี้ โครงสร้างพื้นฐานทั่วโลก ห้ามขายผู้ลงทุนรายย่อย (UI) ซึ่งเป็นความร่วมมือกับทาง Macquarie Asset Management บริษัทผู้นำด้านการจัดการสินทรัพย์โครงสร้างพื้นฐานระดับโลกซึ่งมีประสบการณ์การบริหารจัดการสินทรัพย์ประเภทดังกล่าวมากว่า 30 ปี  ทั้งนี้ ยังถือเป็นการเปิดเสนอขายกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานทั่วโลกของทาง Macquarie Asset Management เป็นครั้งแรกในประเทศไทย นอกจากนี้บริษัทยังได้เสนอขายกองทุนเปิดเอ็กซ์สปริง ตราสารหนี้พลัส (X-PLUS) ซึ่งเป็นกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น ลงทุนในตราสารหนี้คุณภาพ สภาพคล่องสูง เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของนักลงทุนตามสภาวะตลาดในแต่ละช่วงเวลาให้ครบทุกมิติ           ท่ามกลางความท้าทายในปี 2568 XSpring AM มั่นใจว่าจะสามารถขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโตได้ตามเป้าหมาย โดยสร้างมูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (AUM) ให้เติบโตเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดดสู่ 15,000 ล้านบาท จาก 6,600 ล้านบาท ในปี 2567 แบ่งเป็นกองทุนส่วนบุคคล 4,400 ล้านบาท และกองทุนรวมอีก 4,000 ล้านบาท ส่วนธุรกิจนายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน (LBDU) คาดว่าปีนี้จะเห็นเม็ดเงินภายใต้การบริหารเพิ่มมากขึ้น แตะระดับ 3,400 ล้านบาท จากปีก่อนหน้าที่อยู่ราว 2,820 ล้านบาท ทั้งนี้ ในปี 2568 ตั้งเป้ารายได้ที่ 260 ล้านบาท ซึ่งจะมุ่งเน้นการออกกองทุนร่วมกับบริษัทจัดการกองทุนชั้นนำในต่างประเทศด้วยกลยุทธ์การลงทุนที่หลากหลาย โดยมีแผนออกกองทุนใหม่อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี พร้อมรักษาการลงทุนในกองทุนส่วนบุคคลด้วยการลงทุนตรงในโครงการอสังหาริมทรัพย์           โดยในเดือนนี้ XSpring AM เตรียมเปิดตัว กองทุนรวมตราสารหนี้ประเภทเทอมฟันด์ X-FIXED6M1R Rollover ทุก 6 เดือน เปิดให้จองซื้อ (IPO) ระหว่างวันที่ 10 - 17 มีนาคม 2568 และเริ่มลงทุนในวันที่ 18 - 19 มีนาคม 2568 สำหรับนักลงทุนสถาบัน นักลงทุนรายใหญ่ และนักลงทุนรายใหญ่พิเศษเท่านั้น กำหนดการลงทุนครั้งแรกขั้นต่ำ 50,000 บาท และครั้งถัดไปเพียง 1,000 บาท ซึ่งกองทุนนี้จะลงทุนในตราสารหนี้ของผู้ออกตราสารในประเทศที่มีอันดับความน่าเชื่อถือระดับ Investment Grade และคัดเลือกบริษัทที่มีสถานะการเงินแข็งแกร่ง รวมถึงให้อัตราผลตอบแทนที่คุ้มค่ากับความเสี่ยง ตราสารหนี้ที่ลงทุนจะมีอายุประมาณ 6 เดือน เพื่อให้สอดคล้องกับรอบ Rollover ของกองทุน ซึ่งเมื่อครบ 6 เดือน หากผู้ลงทุนไม่ได้ทำรายการขายคืน เงินลงทุนจะถูกนำไปลงทุนต่อโดยอัตโนมัติ แต่หากต้องการไถ่ถอนต้องแจ้งล่วงหน้าก่อนวันครบรอบ Rollover           นอกจากนี้ XSpring AM ยังมีแผนขยายฐานลูกค้ากลุ่มใหม่บนช่องทางดิจิทัลมากขึ้น เพื่อเพิ่มทางเลือก และความสะดวกสบายด้านการลงทุนให้กับนักลงทุน โดยเฉพาะกลุ่มนักลงทุนรายย่อย ผ่าน XSpring Application เพื่อส่งเสริมการเข้าถึงการลงทุนในรูปแบบดิจิทัลที่มีประสิทธิภาพ สะดวก และรวดเร็ว           สำหรับทิศทางการลงทุนในปี 2568 XSpring AM มองว่า ความไม่แน่นอนในตลาดทุน และตลาดเงิน อันเนื่องมาจากผลกระทบของนโยบายทรัมป์ 2.0  เป็นแรงส่งให้เกิดความผันผวนของตลาด และสะท้อนภาพความเปราะบางของตลาดหุ้นทั่วโลก รวมถึงตลาดหุ้นไทยที่ยังมีความไม่แน่นอน แม้ กนง. มีมติลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% จาก 2.25% เป็น 2.00% ต่อปี ในการประชุมครั้งล่าสุด ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อตลาดหุ้นและตลาดตราสารหนี้ไทย แต่ในเชิงเทคนิคดัชนีหุ้นไทยยังมีโอกาสปรับลดลงมาอยู่ในกรอบ 1,150 – 1,220 จุด มีแนวรับอยู่ที่ 1,160 จุด แม้จะปรับตัวลงมาแล้วกว่า - 13.73% ตั้งแต่ต้นปีก็ตาม ทั้งนี้หากพิจารณาในเชิงมูลค่า (Valuation) พบว่า P/E ของตลาดหุ้นไทยแม้จะปรับตัวลงมาแล้ว แต่ก็ยังคงสูงกว่าตลาดหุ้นอื่น ๆ ในภูมิภาค อีกทั้งตลาดยังไม่มีปัจจัยสนับสนุนใหม่ ๆ ที่จะทำให้ EPS กลับมาโตโดดเด่นได้อีกครั้ง ทำให้ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาตลาดหุ้นไทยจึงไม่ใช่ตลาดหุ้นที่ได้รับความสนใจจากเม็ดเงินลงทุนต่างประเทศ (Foreign Fund Flows)  ในทางกลับกัน นักลงทุนต่างประเทศเลือกที่จะนำเงินไปพักในตราสารหนี้เป็นลำดับแรก เพื่อรอจังหวะที่ดีในการลงทุน ควบคู่ไปกับการสร้างผลตอบแทนบนความเสี่ยงที่ต่ำกว่า           “ในช่วงที่ตลาดการเงินทั่วโลกต้องเผชิญกับความผันผวนทั้งปัจจัยเศรษฐกิจภายใน และปัจจัยความขัดแย้งภายนอกประเทศ ซึ่งหนุนให้ราคาสินทรัพย์ต่าง ๆ เกิดความผันผวนอย่างในปัจจุบัน เรามองเป็นโอกาสที่ดีในการจับจังหวะการลงทุน ผ่านการจัดสรรสัดส่วนพอร์ตการลงทุนให้มีความเหมาะสม ตามความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนรับได้ โดยการจัดสรรเงินลงทุนไปในหลาย ๆ สินทรัพย์ นอกจากจะช่วยลดความผันผวนของพอร์ตแล้ว ยังทำให้โอกาสการขาดทุนต่ำลง พร้อมกันนั้นยังเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนอย่างยั่งยืนในระยะยาว มากกว่าการถือครองเงินสด โดย XSpring AM จะนำเอาความเชี่ยวชาญในการออกแบบกองทุน นำเสนอผลิตภัณฑ์ด้านการลงทุนประเภทใหม่ ๆ ที่มีความหลากหลาย และแตกต่างจากผลิตภัณฑ์ในตลาด เพื่อสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับนักลงทุนตามสภาวะเศรษฐกิจและกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลก ซึ่งเรามีที่ปรึกษาการลงทุน หรือ Wealth Advisor และทีมสายงานวิจัยและกลยุทธ์การลงทุน ที่มีความชำนาญอย่างมากในการให้คำแนะนำ รวมถึงร่วมนำเสนอผลิตภัณฑ์ด้านการลงทุนที่ตอบโจทย์ และตรงกับความต้องการของนักลงทุน ซึ่งจะทำให้บริษัทสามารถเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง และยั่งยืน” นายยศกร กล่าวสรุป [PR News]

CPNREIT จ่ายปันผล 0.266 บ./หน่วย ขึ้น XD-XN 27 ก.พ.นี้

CPNREIT จ่ายปันผล 0.266 บ./หน่วย ขึ้น XD-XN 27 ก.พ.นี้

          ตอบแทนความไว้วางใจให้กับผู้ถือหุ้นอยู่เสมอ สำหรับ “ทรัสต์เพื่อการลงทุนในสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ CPN รีเทล โกรท (CPNREIT)” ล่าสุด บอร์ดอนุมัติจ่ายเงินงวดไตรมาส 4/67 แก่ผู้ถือหน่วยที่อัตรา 0.266 บาทต่อหน่วย นับเป็นอัตราผลตอบแทน (Yield) ที่โดดเด่นกว่า 8.6% (เมื่อเทียบกับราคาตลาด ณ สิ้นปี 2567 ที่ 12.30 บาทต่อหน่วย) ตอกย้ำการเป็นกองทรัสต์ค้าปลีกที่ใหญ่ที่สุดในไทยที่ให้ผลตอบแทนสม่ำเสมอ งานนี้           ให้ผู้ถือหน่วยรีบเก็บเข้าพอร์ตก่อนขึ้นเครื่องหมาย XD และ XN ในวันที่ 27 กุมภาพันธ์นี้ และรอรับเงินเข้าพอร์ตในวันที่ 17 มีนาคม 2568 งานนี้ “นภารัตน์ ศรีวรรณวิทย์” กรรมการ บจ. ซีพีเอ็น รีท แมเนจเมนท์ ในฐานะผู้จัดการกองทรัสต์ CPNREIT ถือโอกาสขอบคุณผู้ถือหน่วยที่เชื่อมั่นในกองทรัสต์ และพร้อมตั้งเป้าสร้างการเติบโตผ่าน           3 แนวทางหลัก ได้แก่ การเติบโตของทรัพย์สินที่กองทรัสต์ลงทุนปัจจุบัน, การลงทุนในทรัพย์สินที่มีคุณภาพและอยู่ในทำเลที่มีศักยภาพ และปรับปรุงทรัพย์สินให้จัดหาประโยชน์ได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาการจ่ายประโยชน์ตอบแทนให้กับผู้ถือหน่วยทรัสต์อย่างยั่งยืน

คลัง จ่อตั้งกองทุน ThaiESG กองที่ 2  โบรกชี้เป้า 12 หุ้นเด่นน่าสะสม   

คลัง จ่อตั้งกองทุน ThaiESG กองที่ 2 โบรกชี้เป้า 12 หุ้นเด่นน่าสะสม  

          หุ้นวิชั่น - ทีมข่าวหุ้นวิชั่นรายงาน บล.กรุงศรี ระบุ กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างเร่งดำเนินการจัดตั้งกองทุน ThaiESG กองที่ 2 คาดว่าจะมีความชัดเจนภายในเดือนมีนาคม 2568 โดยมีวงเงินประมาณ 1.8 แสนล้านบาท ซึ่งสอดคล้องกับกองทุน LTF ที่ครบอายุไปแล้ว ทั้งนี้ รูปแบบการลงทุนและสิทธิประโยชน์ยังอยู่ระหว่างการหารือ ซึ่งอาจแตกต่างจากกองทุน ThaiESG เดิม แต่ยังคงเน้นลงทุนในประเทศ โดยเราประเมินว่าการจัดตั้งกองทุนดังกล่าวเป็นปัจจัยบวกต่อตลาดหุ้นไทย เนื่องจากจะช่วยชะลอแรงขายจาก LTF เดิมและเสริมสภาพคล่องใหม่เข้าสู่ตลาด โดยเฉพาะในกลุ่มนักลงทุนที่ถือ LTF ระยะยาว ซึ่งมีต้นทุนเฉลี่ยที่ 1,620-1,640 จุด           เรามองปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามซึ่งอาจส่งผลบวกต่อตลาดในระยะกลางถึงยาว ได้แก่ การขยายสิทธิประโยชน์ทางภาษี หากมีการเพิ่มเพดานลดหย่อนของ ThaiESG จาก 300,000 บาท เป็น 500,000 บาท เท่ากับ LTF เดิม จะช่วยกระตุ้นการลงทุนและสร้างความเชื่อมั่นในตลาดมากขึ้น อีกทั้งยังมีการหารือเรื่องการลงทุนในหุ้นไทย 100% และการขยายขอบเขตของหุ้น ESG เพื่อเพิ่มโอกาสการลงทุนและกระจายความเสี่ยง KSS มองว่าในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ตลาดหุ้นไทยถูกกดดันจากการเติบโตของเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและการขาดเงินทุนระยะยาวจาก LTF ที่หมดสิทธิประโยชน์ หากภาครัฐมีมาตรการชัดเจนเกี่ยวกับการส่งเสริมการลงทุนในประเทศ จะช่วยให้ SET ค่อย ๆ ฟื้นตัว           KSS ยังคงมุมมองเชิงบวกต่อการสะสมหุ้น เนื่องจาก SET ยังอยู่ใน Deep Value Zone โดยมีค่า PER ปี 2568 อยู่ที่ 13.5 เท่า และหากไม่นับรวมหุ้น DELTA ค่า PER จะอยู่ที่เพียง 11.5 เท่า ปัจจุบันมีหุ้นที่เข้าข่ายการลงทุนระยะยาว ได้แก่ 300 บริษัทที่มี PER ต่ำกว่า 12 เท่า, 435 บริษัทที่ให้ผลตอบแทนปันผลสูงกว่า 3%, 548 บริษัทที่มี PBV ต่ำกว่า 1 เท่า และ 145 บริษัทที่มีคุณสมบัติครบทั้งสามข้อ KSS แนะนำ 7 หุ้น Deep Value ที่มีศักยภาพในการเติบโตระยะยาว ได้แก่ CPALL, BDMS, MINT, BH, GPSC, SCGP และ HMPRO พร้อมกันนี้ยังแนะนำอีก 5 บริษัทที่เข้าเงื่อนไข PER < 12X, PBV < 1X และ Dividend Yield > 3% ในกลุ่มธนาคาร ได้แก่ KBANK, KTB, BBL ผสานกับกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ที่เริ่มมีปัจจัยหนุนเชิงบวก เช่น AP และ SIRI

abs

เจมาร์ท สร้างความสามารถในการแข่งขัน ด้วยการสร้าง Synergy Ecosystem

ส่อง 15 หุ้นเด่น ช่วงเปลี่ยนผ่าน LTF สู่ ThaiESG2

ส่อง 15 หุ้นเด่น ช่วงเปลี่ยนผ่าน LTF สู่ ThaiESG2

          หุ้นวิชั่น – ทีมข่าวหุ้นวิชั่น รายงาน บล.เอเซียพลัส ระบุว่า รมต.คลัง พบแนวทางฟื้นตลาดหุ้นไทย ด้วยการยกระดับเก็บภาษีคนลงทุนหุ้นต่างประเทศเพื่อสกัดเงินไหลออก และเตรียมจัดตั้งกองทุนประหยัดภาษี ThaiESG2 เป้าหมายลงทุนหุ้นไทย 100% ซึ่งจะเป็นการนำเงินกองทุน LTF ที่ครบอายุมาลงทุน โดยคาดว่าระยะเวลาถือครองกองใหม่อยู่ที่ 5 ปี           กลยุทธ์การลงทุนในช่วงนี้ หวังจะได้เม็ดเงินจากต่างชาติหนุน และกองทุนในประเทศหากมีการเปลี่ยนผ่านจาก LTF สู่ ThaiESG2 เน้นหุ้นขนาดใหญ่ Top 3 ในแต่ละ Sector ที่มี ESG Rating A ขึ้นไป รวมถึงยังมี P/E, PBV ต่ำกว่าปกติ อาทิ PTT CPALL BDMS CPN SCC CPF IVL TLI HMPRO PTTGC GPSC SCGP SAWAD TU AP เป็นต้น วันจันทร์นี้ ติดตาม GDP 4Q67 ไทย คาดโต 3.8% YoY และนักลงทุนเตรียมเฮรับกองทุน ThaiESG2 คาดลงทุนหุ้นไทย 100% คาดหนุนให้ SET สดใสในวันนี้           วันจันทร์นี้ ติดตาม GDP 4Q67 ไทย ซึ่ง Bloomberg Consensus คาดการณ์ไว้ที่ +3.8% YoY ซึ่งส่วนหนึ่งมาจาก รัฐบาลไทย ที่พยายามเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านนโยบายต่างๆ ในไตรมาสดังกล่าว อาทิ แจกเงินเฟส 1, เติมเม็ดเงินให้ชาวนาไร่ละ 1000 บาท อีกทั้งไตรมาสนี้เป็น High Season ที่มีการจับจ่ายใช้สอยอยู่แล้ว ซึ่งหากตัวเลขดังกล่าว ออกมาเท่าคาด จะหนุนให้ GDP ทั้งปี 2567 จะอยู่ที่ +2.65% YoY           ขณะที่ในปีหน้าสำนักเศรษฐกิจต่างๆ คาดการณ์ GDP 2568F ใกล้เคียงกับการประมาณการล่าสุดของ IMF และ WORLD BANK โดยมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ +2.9% จากแรงหนุนภาคครัวเรือน (C) ทั้งการปรับขึ้นค่าจ้าง 400 บาท นำร่อง 4 จังหวัดเริ่มตั้งแต่ 1 ม.ค. 68 โครงการ EASY E-RECEIPT, แจกเงิน 10,000 บาท เฟส 2-3 รวมถึงภาคท่องเที่ยวไทยที่คาดหวังปัจจัยหนุนจากกระทรวงท่องเที่ยวออกโครงการกระตุ้นท่องเที่ยวในช่วงนอกฤดูกาลท่องเที่ยว ภายใต้ “โครงการไทยเที่ยวด้วยกัน” เฟส 6 ซึ่งจะเริ่มเปิดใช้สิทธิได้ในช่วงเดือน มิ.ย. 68           ขณะที่อีก 1 ประเด็นหนุน คือ รมต.คลังพบแนวทางฟื้นตลาดหุ้นไทย ด้วยการยกระดับเก็บภาษีคนลงทุนหุ้นต่างประเทศเพื่อสกัดเงินไหลออก แล้วได้เม็ดเงินกลับเข้าสู่ตลาดหุ้นไทย ซึ่งล่าสุดมูลค่า Foreign Currency Deposit (FCD) อยู่ไทยยังอยู่ระดับสูงมากราว 8.2 แสนล้านบาท อีกทั้งเตรียมจัดตั้งกองทุนประหยัดภาษี ThaiESG2 เป้าหมายลงทุนหุ้นไทย 100% ซึ่งจะเป็นการนำเงินกองทุน LTF ที่ครบอายุมาลงทุน (มูลค่า AUM คงเหลือประมาณ 1.8 แสนล้านบาท) โดยคาดว่าระยะเวลาถือครองกองใหม่อยู่ที่ 5 ปี ซึ่ง รมต.คลัง คาดว่าจะเห็นความชัดเจนภายใน 1-2 สัปดาห์นี้           ดังนั้นกลยุทธ์การลงทุนในช่วงนี้ หวังจะได้เม็ดเงินจากต่างชาติหนุน และกองทุนในประเทศหากมีการเปลี่ยนผ่านจาก LTF สู่ ThaiESG2 เน้นหุ้นขนาดใหญ่ Top 3 ในแต่ละ Sector ที่มี ESG Rating A ขึ้นไป รวมถึงยังมี P/E, PBV ต่ำกว่าปกติ อาทิ PTT CPALL BDMS CPN SCC CPF IVL TLI HMPRO PTTGC GPSC SCGP SAWAD TU AP เป็นต้น

อีสท์สปริง โตทุกธุรกิจ ลงทุนสู้เศรษฐกิจโลกผันผวน   

อีสท์สปริง โตทุกธุรกิจ ลงทุนสู้เศรษฐกิจโลกผันผวน  

          หุ้นวิชั่น - นางสาวดารบุษป์ ปภาพจน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน อีสท์สปริง (ประเทศไทย) จำกัด หรือ บลจ.อีสท์สปริง เปิดเผยถึงกลยุทธ์การดำเนินงานในปี 2025 ว่า ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์การลงทุนที่ตอบสนองความต้องการนักลงทุนทุกกลุ่มในสถานการณ์ที่ทั่วโลกยังเผชิญความผันผวน ทั้งจากปัญหาเศรษฐกิจและสงครามการค้าจากนโยบายการขึ้นภาษีของสหรัฐอเมริกา โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งสิ่งสำคัญคือการติดตามข้อมูลข่าวสารและให้คำแนะนำอย่างรวดเร็วแม่นยำ โดยบลจ.อีสท์สปริง ได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมาเพื่อให้นักลงทุนมีข้อมูลประกอบการตัดสินใจลงทุนเพื่อเป้าหมายในการประสบความสำเร็จจากการวางแผนทางการเงินผ่านกองทุนรวมในระยะยาว           ทั้งนี้ ด้วยการดำเนินงานเชิงรุก ในปีที่ผ่านมา บลจ.อีสท์สปริง ประสบความสำเร็จจากผลการดำเนินงานของกองทุนทุกประเภท  โดยมีอัตราเติบโตของมูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการ (AUM) รวม 14% ซึ่งถือเป็นการเติบโตแบบก้าวกระโดดจากปี 2024 โดยแบ่งเป็น ธุรกิจกองทุนรวม เติบโต 14.93% ธุรกิจกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เติบโต 10.16% และ ธุรกิจกองทุนส่วนบุคคล 7.31% สูงกว่าอุตสาหกรรมธุรกิจการจัดการกองทุนAUM รวมเติบโตเกือบ 10% แบ่งเป็น ธุรกิจกองทุนรวม เติบโต 14.10% ธุรกิจกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เติบโต 6.41 % และ ธุรกิจกองทุนส่วนบุคคลเติบโต 2.21% (ข้อมูล AIMC ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2024)           “ความสำเร็จในปีที่ผ่านมาเป็นผลมาจากการดำเนินงานเชิงรุก ทั้งการออกผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ การพัฒนานวัตกรรมการลงทุนที่สมบูรณ์แบบอย่าง Fund Link Application PVD Digital Platform ที่ประกอบด้วย Eastspring M Choice PVD Mobile Application สำหรับสมาชิก, Eastspring PVD Employer Online สำหรับผู้ประสานงานสำหรับฝั่งนายจ้าง และ Eastspring PVD Fund Committee Mobile Application สำหรับคณะกรรมการกองทุน ที่ออกแบบมา เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับลูกค้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพจนเป็นที่ยอมรับ ซึ่งในปีนี้เรายังเดินหน้าขยายฐานลูกค้าเพิ่มมากขึ้น โดยมีเป้าหมายคนรุ่นใหม่ที่มีแนวโน้มสนใจการลงทุนและวางแผนการเงินเอย่างมากมายพิ่มขึ้น นอกจากกลยุทธ์การให้ความรู้แก่นักลงทุนอย่างเข้มข้นแล้ว ยังมุ่งสร้างความสัมพันธ์กับพันธมิตรที่แข็งแกร่งทั้งในและต่างประเทศ พร้อมขยายช่องทางการจำหน่ายให้เข้าถึงกลุ่มนักลงทุนได้กว้างขึ้น  ควบคู่กับการออกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับทุกสถานการณ์การลงทุน รวมทั้งการพัฒนาผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปเพื่อตอบสนองนักลงทุนมือใหม่ที่ยังไม่มีความรู้และไม่มีเวลาติดตามข้อมูลข่าวสารการลงทุน ทำให้สามารถเข้าถึงการลงทุนได้อย่างง่ายดาย สะดวก และรวดเร็ว พร้อมมีทางเลือกตามความเสี่ยงที่แต่ละคนรับได้” นางสาวดารบุษป์กล่าว พร้อมเพิ่มเติมว่า           ในปีนี้ บลจ.อีสท์สปริงมองเห็นโอกาสการลงทุนในแต่ละภูมิภาค และแต่ละสินทรัพย์ที่มีความแตกต่างกัน การคัดเลือกกองทุนและจัดสรรพอร์ตการลงทุนที่เหมาะสมกับแต่ละสถานการณ์จะเป็นการเพิ่มโอกาสการลงทุน ซึ่งปัจจุบันบลจ.อีสท์สปริงมีกองทุนหลากหลายกองทุนภายใต้การบริหารจัดการโดยผู้จัดการกองทุนมืออาชีพด้วยความเชี่ยวชาญ ที่จะช่วยให้นักลงทุนก้าวข้ามขีดจำกัดและไม่พลาดโอกาสครั้งสำคัญ           นายยิ่งยง เจียรวุฑฒิ รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายจัดการลงทุน บลจ.อีสท์สปริง กล่าวเสริมถึงมุมมองการลงทุนในปีนี้ว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจของโลกจะอยู่ในระดับปานกลางในช่วงครึ่งปีแรก 2025 โดยภาวะเศรษฐกิจในสหรัฐอเมริกาและจีนจะเป็นตัวแปรของการเติบโตในช่วงครึ่งปีหลัง โดยมองว่าจากนโยบายรัฐบาลสหรัฐฯชุดใหม่จะสนับสนุนการเติบโตระยะสั้นและสนับสนุนแนวโน้มดอลลาร์สหรัฐที่แข็งค่าในระยะกลาง รวมทั้งจะทำให้เกิดเงินเฟ้อมากขึ้นและอาจทำให้รอบการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของเฟดช้าลง ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสมของเฟดอาจจะสูงขึ้น พันธบัตรอาจถูกกดดันจากอัตราผลตอบแทนที่สูงขึ้น และควรเน้นไปยังตราสารหนี้คุณภาพ           ทั้งนี้ ผลกระทบจากนโยบายของทรัมป์ยังคงยากที่จะคาดเดาและหลายประเด็นอาจไม่ได้นำไปปฏิบัติทั้งหมด ความล่าช้าของนโยบายและความไม่แน่นอนเกี่ยวกับเงินเฟ้อและแนวโน้มของทิศทางดอกเบี้ยจะนำไปสู่ความผันผวนของตลาดที่สูงขึ้น  ขณะที่ในเอเชียและตลาดเกิดใหม่มีความดึงดูดในแง่ของการขยายตัวทางเศรษฐกิจเมื่อเทียบกับตลาดพัฒนาแล้ว และปัจจัยขับเคลื่อนในระยะยาวยังคงอยู่ เช่น การใช้จ่ายเงินทุนที่เพิ่มขึ้น การลดการปล่อยคาร์บอน และการกระจายความเสี่ยงของห่วงโซ่อุปทานน่าจะช่วยยกระดับรายได้ของบริษัทจดทะเบียน สำหรับประเทศที่น่าจับตามองและเป็นโอกาสการลงทุนในเอเชียและตลาดเกิดใหม่ประกอบด้วย จีน : ที่ยังมีมุมมองที่ดีแต่ยังคงระมัดระวังผลกระทบจากนโยบายทรัมป์ แต่การประเมินมูลค่าหุ้นค่อนข้างถูกและมาตรการการกระตุ้นทางการคลังที่อาจเกิดขึ้นจะช่วยลดผลกระทบจากความท้าทายจากภายนอกได้ รวมถึงมาตรการที่กระตุ้นภาคการบริโภค อินเดีย : การบริหารจัดการเชิงรุกถือเป็นปัจจัยสำคัญท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับโมเมนตัมของเศรษฐกิจของอินเดียที่ชะลอตัวลง และการประเมินมูลค่าตลาดที่ตึงตัว บริษัทในอินเดียยังคงค่อนข้างแข็งแรง โดย ROE กำลังดีขึ้นและอัตราส่วนหนี้สินกำลังลดลง การปรับฐานของตลาดในอินเดียในไตรมาส 4 ปี 2024 ทำให้ผู้ลงทุนมีจุดเข้าลงทุนที่น่าสนใจมากขึ้น หุ้นขนาดใหญ่มีราคาที่น่าสนใจมากกว่าหุ้นขนาดเล็ก ญี่ปุ่น : การปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้นญี่ปุ่นอาจขยายวงกว้างไปยังหุ้นขนาดกลางถึงเล็ก ซึ่งน่าจะได้รับประโยชน์จากค่าจ้างที่สูงขึ้นและการใช้จ่ายของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้น คาดว่าการปฏิรูปองค์กรต่างๆ จะดำเนินต่อไป ซึ่งจะช่วยสนับสนุนผลกำไรและราคาหุ้น และเงินเยนที่แข็งค่าขึ้นอาจส่งผลกระทบต่อผู้ส่งออก แต่จะส่งผลดีต่อบริษัทในประเทศที่พึ่งพาการนำเข้า อินโดนีเซีย : นโยบายสนับสนุนการเติบโตของรัฐบาลปราโบโวและมาตรการทางการคลัง คาดว่าจะช่วยเสริมสร้างภาคสินค้าอุปโภคบริโภคและการเงิน การให้ความสำคัญกับการใช้จ่ายเพื่อสวัสดิการประชาชนของรัฐบาล จะช่วยกระตุ้นการบริโภคและสร้างโอกาสให้กับบริษัทที่จำหน่ายอาหารที่เน้นความคุ้มค่าคุ้มราคา เวียดนาม : บริษัทในกลุ่มการเงิน สินค้าอุปโภคบริโภค เทคโนโลยีสารสนเทศ กลุ่มอุตสาหกรรม รวมถึง โลจิสติกส์ อยู่ในกลุ่มที่จะได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงในห่วงโซ่อุปทานโลก รวมถึงการเพิ่มขึ้นของการบริโภคสินค้าฟุ่มเฟือย ประเทศไทย : แม้ตลาดหุ้นไทยยังคงเผชิญกับความท้าทายจากปัจจัยเสี่ยงต่างๆ เช่น ความไม่แน่นอนด้านภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ ความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติที่ลดลงในบริษัทจดทะเบียน และการขายกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) แต่ตลาดไทยยังได้รับการสนับสนุนจากการฟื้นตัวของการท่องเที่ยว  การเพิ่มขึ้นของการใช้จ่ายภาครัฐ และมาตรการกระตุ้นทางการคลังที่อาจเกิดขึ้น  นอกจากนี้ เศรษฐกิจไทยคาดว่าจะมีแนวโน้มขยายตัวได้ดีกว่าปี 2024  กลุ่มธนาคารเป็นกลุ่มที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์จากเศรษฐกิจที่ยังขยายตัวได้และธุรกิจ Healthcare ซึ่งเป็นกลุ่มเชิงรับคาดว่าจะเป็นกลุ่มได้รับประโยชน์จากความผันผวนของตลาด           “ด้วยภูมิทัศน์เศรษฐกิจโลกที่มีความผันผวนมากขึ้น นักลงทุนจึงจำเป็นต้องมีวินัยในการบริหารความเสี่ยงและผลตอบแทน เพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ (Risk-Adjusted Returns)  โดยกลยุทธ์การลงทุนเชิงรับ เช่น การลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความผันผวนต่ำ การลงทุนแบบผสมหลายสินทรัพย์ (Multi – Asset)  และการลงทุนที่เน้นรายได้จากเงินปันผล จะช่วยลดความเสี่ยงด้านลบและสร้างผลตอบแทนที่มั่นคงในระยะยาว นอกจากนี้ การคว้าโอกาสจากเทรนด์ที่มาแรงจากอุตสาหกรรมดั้งเดิมสู่เทคโนโลยีสีเขียวเป็นโอกาสการลงทุน ขณะที่บริษัทเทคโนโลยีในเอเชียเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจกว่าสำหรับการลงทุนใน AI” นายยิ่งยงกล่าว ด้านนายบดินทร์ พุทธอินทร์ ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บลจ.อีสท์สปริง เปิดเผยถึงธีมการลงทุนที่น่าสนใจและแนะนำในปี 2025 ว่า ประกอบด้วย 4 ธีมที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์ในปีนี้ได้แก่ โอกาสในเอเชีย โดยคาดว่ากองทุนเอเชียที่มีความผันผวนต่ำจะเป็นโอกาสในการลงทุน โดยมองว่าประเทศอินเดียยังคงมีเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง รวมถึงการขยายตัวของประชากร และค่าเฉลี่ยแรงงานที่อายุไม่มากซึ่งส่งผลดีต่อกำลังซื้อ ในขณะที่ประเทศญี่ปุ่นคาดว่าจะได้รับประโยชน์จากการบริโภคที่เพิ่มขึ้นจากค่าแรงที่ปรับตัวขึ้น โดยกองทุนที่แนะนำได้แก่ ES-JPNAE ES-INDAE และ ES-ALOVE* (ซึ่งคาดว่าจะเปิดขายในวันที่ 14-21 กุมภาพันธ์ 2025) การเติบโตที่มีศักยภาพ: คาดว่าเศรษฐกิจของสหรัฐฯ จะยังคงขยายตัวได้ท่ามกลางความผันผวน และคาดว่ากำไรจะยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องในปี 2025 กองทุนที่แนะนำคือ ES-USBLUECHIP การเข้าสู่โหมดลดอัตราดอกเบี้ย : คาดว่าเฟดจะยังคงลดอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ซึ่งอาจจะเป็นในช่วงครึ่งปีหลัง และการลดอัตราดอกเบี้ยอาจจะน้อยกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ก็ตาม แต่เมื่อรวมกับผลตอบแทนที่น่าสนใจ เราเชื่อว่าตราสารหนี้คุณภาพสูงและกลยุทธ์การปรับอายุตราสาร(Duration)ที่ยืดหยุ่นจะเป็นทางเลือกการลงทุนที่น่าสนใจ กองทุนที่แนะนำคือ ES-GINCOME การลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำ : ท่ามกลางความไม่แน่นอนและความผันผวน การมีกองทุนเชิงรับในพอร์ตเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อช่วยกระจายความเสี่ยงและสร้างสมดุลให้กับการลงทุน โดยกองทุนที่แนะนำคือ ES-HEALTHCARE           “สำหรับแนวทางการจัดพอร์ตในปีนี้ นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้น้อยมากแนะนำลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ในประเทศ 70% กองทุนตราสารหนี้ต่างประเทศ 30%  นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้น้อย แนะนำลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ในประเทศ 45%  กองทุนตราสารหนี้ต่างประเทศ 30%  กองทุนหุ้นต่างประเทศ 25% นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ปานกลาง แนะนำลงทุน กองทุนหุ้นต่างประเทศ 45% กองทุนตราสารหนี้ในประเทศ 25%  กองทุนตราสารหนี้ต่างประเทศ 20%  กองทุนหุ้นไทย และกองทุนสินทรัพย์ทางเลือกอย่างละ 5 % นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้มาก แนะนำลงทุนกองทุนหุ้นต่างประเทศ 65% กองทุนตราสารหนี้ในประเทศ 25%  กองทุนหุ้นไทย และกองทุนสินทรัพย์ทางเลือกอย่างละ 5 % และ สำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้มากที่สุด แนะนำลงทุนกองทุนหุ้นต่างประเทศ 80% กองทุนหุ้นไทย และกองทุนสินทรัพย์ทางเลือกอย่างละ 10 %”  นายบดินทร์กล่าว คำเตือน เนื่องจากกองทุนไม่ได้ป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนทั้งจำนวน ผู้ลงทุนอาจจะขาดทุนหรือได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน / หรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้ / ทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน ผลการดำเนินงานในอดีต/ ผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต ผู้ลงทุนสามารถขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่ บลจ. อีสท์สปริง (ประเทศไทย) หรือผู้สนับสนุนการขายและรับซื้อคืนหน่วยลงทุนที่ได้รับการแต่งตั้ง

อีสท์สปริง เสนอกองทุน “ES-GOVCP6M35” ชูยิลด์ 1.75% ขาย 7-20 ก.พ.นี้

อีสท์สปริง เสนอกองทุน “ES-GOVCP6M35” ชูยิลด์ 1.75% ขาย 7-20 ก.พ.นี้

          หุ้นวิชั่น - บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน อีสท์สปริง (ประเทศไทย) จำกัด  หรือ บลจ.อีสท์สปริง เปิดเสนอขายกองทุนเปิดอีสท์สปริง พันธบัตรรัฐมุ่งรักษาเงินต้น 6M35 (ES-GOVCP6M35) อายุประมาณ 6 เดือน เงินทุนโครงการ 7,000  ล้านบาท ซึ่งเป็นกองทุนรวมตราสารหนี้ที่มุ่งรักษาเงินต้นที่ผู้ลงทุนจะมีโอกาสได้รับเงินต้นคืนเต็มจำนวน และมีโอกาสได้รับผลตอบแทนเพิ่มจากการเพิ่มขึ้นของมูลค่าหน่วยลงทุน ณ วันครบอายุโครงการ โดยเสนอขายครั้งแรกครั้งเดียวระหว่างวันที่ 7-20 กุมภาพันธ์ 2568 นี้ ด้วยเงินลงทุนขั้นต่ำเพียง 1,000 บาท           โดยกองทุน  ES-GOVCP6M35 มีนโยบายที่จะนำเงินลงทุนไปลงทุนในตั๋วเงินคลัง และ/หรือพันธบัตรรัฐบาล และ/หรือพันธบัตรธนาคารแห่งประเทศไทย ในอัตราส่วนไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน สำหรับเงินลงทุนส่วนที่เหลือจะลงทุนในเงินฝากธนาคาร และ/หรือหลักทรัพย์หรือทรัพย์สินอื่น หรือการหาดอกผลโดยวิธีอื่นตามที่สำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต. กำหนดหรือเห็นชอบให้กองทุนลงทุนได้ และกองทุนจะไม่ลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Derivatives) ทั้งนี้ กองทุนจะลงทุนเพียงครั้งเดียวและถือครองทรัพย์สินที่ลงทุนจนครบอายุโครงการ (Buy and Hold) โดยคาดหวังจะได้รับผลตอบแทนประมาณ 1.93% ต่อปี ณ วันครบอายุโครงการ ซึ่งเมื่อหักค่าใช้จ่ายประมาณ 0.18% ต่อปี ณ วันครบอายุโครงการ แล้ว ผู้ลงทุนจะได้รับประมาณการผลตอบแทนอยู่ที่ 1.75% ต่อปีของเงินลงทุนเริ่มแรก (แหล่งที่มาของข้อมูล อัตราผลตอบแทนที่เสนอขายโดยผู้ออกตราสาร ณ วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2568)           ทั้งนี้ เมื่อครบกำหนดอายุกองทุน บลจ.อีสท์สปริง จะดำเนินการรับซื้อคืนหน่วยลงทุนแบบอัตโนมัติ และทำการสับเปลี่ยนหน่วยลงทุนของกองทุนทั้งจำนวนของผู้ถือหน่วยทุกราย ไปยังกองทุนเปิดอีสท์สปริง ธนรัฐ (ES-TM) หรือกองทุนรวมตลาดเงินอื่นที่บลจ.อีสท์สปริง เปิดให้บริการสับเปลี่ยนหน่วยลงทุน ในวันทำการก่อนวันสิ้นสุดอายุโครงการ           อย่างไรก็ตาม หากไม่สามารถลงทุนให้เป็นไปตามที่กำหนดไว้ เนื่องจากสภาวะตลาดมีการเปลี่ยนแปลงไป ผู้ลงทุนอาจไม่ได้รับผลตอบแทนตามอัตราที่กำหนดไว้ ทั้งนี้ ผู้ลงทุนจะไม่สามารถขายคืนหน่วยลงทุนได้ในช่วงระยะเวลา 6 เดือนดังนั้น หากมีปัจจัยลบที่ส่งผลกระทบต่อการลงทุนดังกล่าว ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก กองทุนอาจไม่ได้รับเงินต้นและผลตอบแทนตามที่คาดหวังไว้ หากผู้ออกตราสารที่กองทุนลงทุนไม่สามารถชำระเงินต้นและดอกเบี้ยคืนได้ บริษัทจัดการขอสงวนสิทธิในการเปลี่ยนแปลงทรัพย์สินที่ลงทุนหรือสัดส่วนการลงทุนได้ เฉพาะเมื่อมีความจำเป็นและสมควรเพื่อประโยชน์ของผู้ลงทุนเป็นสำคัญ โดยการเปลี่ยนแปลงนั้นต้องไม่ทำให้ความเสี่ยงของทรัพย์สินที่ลงทุนเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ และผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนการตัดสินใจลงทุน และกองทุนมีความเสี่ยงที่สำคัญ เช่น ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ย ความเสี่ยงจากการขาดสภาพคล่องของตราสาร และความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาหลักทรัพย์ เป็นต้น           ผู้สนใจสามารถขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่ บลจ.อีสท์สปริง (ประเทศไทย) หรือผู้สนับสนุนการขาย และรับซื้อคืนหน่วยลงทุนที่ได้รับการแต่งตั้ง และดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.eastspring.co.th หรือโทร 1725 ในวันและเวลาทำการ หรือผ่านช่องทางการขายของ บลจ.อีสท์สปริง

abs

มุ่งมั่นเป็นผู้นำ เชื่อมโยงทุกโครงข่ายระบบคมนาคมขนส่งอย่างยั่งยืน

ธ.ทิสโก้ ชี้เป้าซื้อกองทุน นโยบายทรัมป์หนุน หุ้นสหรัฐฯ !

ธ.ทิสโก้ ชี้เป้าซื้อกองทุน นโยบายทรัมป์หนุน หุ้นสหรัฐฯ !

         หุ้นวิชั่น - ธนาคารทิสโก้คาด หุ้นสหรัฐฯ จะสร้างผลตอบแทนโดดเด่นในปี 2568 หลังทรัมป์เดินหน้านโยบายตามที่หาเสียงไว้ หนุนกำไรบริษัทจดทะเบียนพุ่ง 14% YoY สูงกว่าตลาดหุ้นโลกที่โต 8% YoY แนะควรเลือกกองทุนหุ้นสหรัฐฯ ที่มีนโยบายการลงทุน ‘เชิงรุก’ เพราะไม่ใช่ทุกอุตสาหกรรมจะเติบโตดี ต้องให้ผู้จัดการกองทุนมืออาชีพคัดเลือกหุ้นเข้าพอร์ต พร้อมเปิดชื่อ 3 กองทุนเด่นน่าซื้อ คือ UUSA, ES-USBLUECHIP และ TUSFIN-A          นางวรสินี เศรษฐบุตร ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์กองทุน และสื่อสารการตลาด สายธุรกิจธนบดี ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ธนาคารทิสโก้ประเมินว่าปี 2568 ตลาดหุ้นสหรัฐฯ มีโอกาสสร้างผลตอบแทนโดดเด่น หลังนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกคำสั่งประธานาธิบดีหลายฉบับที่ช่วยสนับสนุนธุรกิจในประเทศสหรัฐฯ ตามที่หาเสียงไว้ ทำให้นักวิเคราะห์จาก Bloomberg คาดว่ากำไรบริษัทจดทะเบียนสหรัฐฯ (S&P500 Index) ปี 2568 เติบโตสูงถึง 14% YoY ดีกว่าตลาดหุ้นโลก (MSCI ACWI) ที่กำไรบริษัทจดทะเบียนโต 8% YoY          นอกจากนี้ หากลงลึกรายกลุ่มอุตสาหกรรมธนาคารทิสโก้มองว่าหุ้นกลุ่มการเงินสหรัฐฯ เป็นกลุ่มที่มีปัจจัยสนับสนุนการเติบโตอย่างมาก เพราะได้รับประโยชน์จากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยที่กว้างขึ้นจากอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่อยู่ในช่วงขาลง รวมถึงนโยบาย Financial Deregulation จะช่วยผ่อนคลายกฎเกณฑ์ในการดำเนินธุรกิจของสถาบันการเงิน ทำให้สามารถขยายธุรกิจได้มากขึ้น ดังนั้น ธีมลงทุนที่ธนาคารทิสโก้แนะนำเพื่อเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนจากนโยบายทรัมป์ คือ กองทุนหุ้นสหรัฐฯ และกองทุนที่มีนโยบายลงทุนในกลุ่มสถาบันการเงินสหรัฐฯ          อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ที่สนใจลงทุนในกองทุนหุ้นสหรัฐฯ ธนาคารทิสโก้แนะนำให้เลือกกองทุนที่มี ‘นโยบายการลงทุนเชิงรุก’ มากกว่ากองทุนที่มีนโยบายการลงทุนตามดัชนี เพราะไม่ใช่ทุกอุตสาหกรรมในสหรัฐฯ จะเติบโตได้ดี อีกทั้งบางอุตสาหกรรมของสหรัฐฯ อาจได้รับผลกระทบทางอ้อมจากนโยบายของทรัมป์ นอกจากนี้ ปี 2568 เศรษฐกิจสหรัฐฯ มีโอกาสเติบโตในอัตราชะลอตัวเมื่อเทียบกับปี 2567 ซึ่งกองทุนที่มีนโยบายเชิงรุกจะเปิดโอกาสให้ผู้จัดการกองทุนเฟ้นหาหุ้นผู้ชนะมา สร้างผลตอบแทนส่วนเพิ่มจากดัชนีให้กับพอร์ตการลงทุน จากปัจจัยดังกล่าวธนาคารทิสโก้ จึงคัดกองทุนเด่นให้ลูกค้าลงทุน 3 กองทุน คือ 1. กองทุนเปิด ยูไนเต็ด ยูเอส โกรท ฟันด์ (UUSA) 2. กองทุนเปิดอีสท์สปริง US Blue Chip Equity (ES-USBLUECHIP) และ 3. กองทุนเปิด ทิสโก้ ยูเอส ไฟแนนเชียล (TUSFIN-A) สำหรับรายละเอียดกองทุนแนะนำลงทุนทั้ง 3 กองทุนมี ดังนี้ กองทุนเปิด ยูไนเต็ด ยูเอส โกรท ฟันด์  กองทุนนี้มีจุดเด่นตรงที่ผู้จัดการกองทุนจะเน้นคัดเลือกลงทุนในหุ้นรายตัว และกระจายน้ำหนักการลงทุนที่เหมาะสม โดยใช้หลักการวิเคราะห์ด้านปัจจัยพื้นฐาน และการวิเคราะห์แบบ Bottom - up เพื่อเลือกหุ้นที่สนใจ โดยเป็นบริษัทที่มีพื้นฐานแข็งแกร่ง มีความสามารถในการเติบโตของรายได้หรือกำไรสูงกว่าตลาดคาดการณ์ไว้ นอกจากนี้ ผู้จัดการกองทุนจะพิจารณาภาพรวมอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจประกอบการลงทุนด้วย อีกทั้งยังให้ความสำคัญกับปัจจัยด้าน ESG เพื่อเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนในระยะยาว กองทุนเปิด ยูไนเต็ด ยูเอส โกรท ฟันด์ (UUSA) ความเสี่ยงระดับ 6 (เสี่ยงสูง) ลงทุนในกองทุน JPMorgan Funds – US Growth Fund Class I (acc) – USD โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน โดยกองทุนหลักจะลงทุนในหุ้นที่มีการเติบโตหรือแนวโน้มการเติบโต (Growth style) ของบริษัทในประเทศสหรัฐอเมริกา กองทุนเปิดอีสท์สปริง US Blue Chip Equity  กองทุนนี้มีจุดเด่นตรงที่กองทุนหลักเน้นลงทุนในหุ้นสหรัฐฯ ที่มีมูลค่าตลาด (Market Cap) เป็นอันดับต้นๆ ของโลก เป็นบริษัทที่มีรายได้และกำไรเติบโตต่อเนื่อง อีกทั้งมีงบการเงินที่ดีและกระแสเงินสดที่แข็งแกร่ง มีอำนาจในการกำหนดราคาสินค้าพร้อมกับมีขีดความสามารถในการแข่งขัน จากการเป็น “เจ้าตลาด” หรือครองส่วนแบ่งการตลาดในระดับสูง กองทุนเปิดอีสท์สปริง US Blue Chip Equity (ES-USBLUECHIP) ความเสี่ยงระดับ 6 (เสี่ยงสูง) เน้นลงทุนในกองทุน T. Rowe Price Funds SICAV - US Blue Chip Equity Fund Class I โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของ NAV ลงทุนในหุ้นชั้นดีของบริษัทในประเทศสหรัฐอเมริกา โดยกลยุทธ์การลงทุนมุ่งหวังให้ผลประกอบการเคลื่อนไหวตามกองทุนหลัก โดยกองทุนหลักมุ่งหวังให้ผลประกอบการเคลื่อนไหวสูงกว่าดัชนีชี้วัด กองทุนเปิด ทิสโก้ ยูเอส ไฟแนนเชียล จุดเด่นของกองทุนนี้คือเน้นลงทุนในกลุ่มสถาบันการเงินในสหรัฐฯ แบ่งออกเป็น 4 กลุ่มย่อย คือ 1. กลุ่มผู้ให้บริการด้านการเงิน เช่น Berkshire Hathaway และ PayPal 2. กลุ่มธนาคาร เช่น JPMorganChase และ Citigroup 3. กลุ่มธุรกิจประกัน เช่น Chubb และ4. ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับตลาดทุน เช่น Goldman Sachs และ Morgan Stanley ซึ่งทั้งหมดนี้ได้รับประโยชน์มากที่สุดจากนโยบายของทรัมป์ ทั้งในเรื่องการปรับลดภาษีนิติบุคคล และการผ่อนปรนเงื่อนไขในการดำเนินธุรกิจ แถมได้รับผลกระทบในระดับจากสงครามการค้าอีกด้วย กองทุนเปิด ทิสโก้ ยูเอส ไฟแนนเชียล (TUSFIN-A) ความเสี่ยงระดับ 7 (เสี่ยงสูง) ลงทุนในกองทุน Financial Select Sector SPDR Fund ซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการสร้างผลตอบแทนของกองทุนให้ใกล้เคียงกับผลตอบแทนของดัชนี Financial Select Sector                  อย่างไรก็ตาม กองทุน UUSA, ES-USBLUECHIP และ TUSFIN-A ป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน ผู้ลงทุนอาจจะขาดทุนหรือได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนหรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้ ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุนรวมไม่ได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนการตัดสินใจลงทุน ติดต่อสอบถามรายละเอียด หรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่ธนาคารทิสโก้ทุกสาขา หรือ TISCO Contact Center โทร. 02-633-6000 กด 2 กด 4

XSpring AM ชูกองทุนตราสารหนี้ X-PLUS เสริมสภาพคล่องพอร์ต

XSpring AM ชูกองทุนตราสารหนี้ X-PLUS เสริมสภาพคล่องพอร์ต

           XSpring AM จับจังหวะลงทุนพักเงินช่วงดอกเบี้ยขาลง แนะนำกองทุนเปิด X-PLUS ตอบโจทย์นักลงทุนที่ต้องการผลตอบแทนสูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ เน้นลงทุนตราสารหนี้คุณภาพระดับ Investment Grade ชูจุดเด่นสภาพคล่องสูง ความเสี่ยงต่ำ ซื้อขายสะดวกผ่าน XSpring Mobile Application            นายยศกร ฟอลเล็ต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เอ็กซ์สปริง จำกัด หรือ XSpring AM เปิดเผยว่า แม้ภาพรวมการลงทุนในปีที่ผ่านมาจะต้องเผชิญกับความท้าทายมากมายทั้งการชะลอตัวทางเศรษฐกิจในหลาย ๆ ประเทศ ปัญหาเชิงภูมิรัฐศาสตร์ นโยบายต่าง ๆ ของประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐฯ และนโยบายการเงินของธนาคารกลางทั่วโลก โดยเฉพาะการปรับลดอัตราดอกเบี้ย ที่ส่งผลให้การเคลื่อนย้ายของเม็ดเงินลงทุนทั่วโลกเข้ามายังตลาดตราสารหนี้มากขึ้น ทำให้ในช่วงปีที่ผ่านมา            กองทุนเปิดเอ็กซ์สปริง ตราสารหนี้พลัส (X-PLUS) สามารถสร้างผลตอบแทนได้อย่างน่าพึงพอใจ โดยผลตอบแทนย้อนหลัง 6 เดือน (ณ สิ้นเดือน ธ.ค. 2567) อยู่ที่ 1.23% สูงกว่าค่าเฉลี่ยของผลตอบแทนในกลุ่มกองทุนประเภทเดียวกัน (Short Term General Bond) ที่ระดับ 0.99% และประมาณการอัตราผลตอบแทนต่อปีอยู่ที่ 2.46%            ผลประกอบการดังกล่าวตอกย้ำการบริหารจัดการพอร์ตการลงทุนอย่างระมัดระวัง เน้นลงทุนในตราสารหนี้คุณภาพสูง เช่น พันธบัตรรัฐบาล และตราสารหนี้คุณภาพดี โดยเราให้ความสำคัญในการคัดเลือกตราสารลงทุนจากการวิเคราะห์ทั้งด้านปัจจัยพื้นฐาน และอัตราผลตอบแทนของตราสาร รวมถึงแนวโน้มของอุตสาหกรรมนั้น ๆ เพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่เหมาะสมคุ้มค่ากับความเสี่ยงมากที่สุด            อย่างไรก็ตามในปี 2568 XSpring AM ยังมีมุมมองเชิงบวกต่อตลาดตราสารหนี้ และมองว่าตราสารหนี้ยังเป็นทางเลือกที่ช่วยกระจายความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจโลกยังไม่มีความแน่นอน ตัวเลขทางเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็น อัตราการว่างงานที่เพิ่มขึ้น ระดับเงินเฟ้อที่ไม่เป็นไปตามเป้าหมายของธนาคารกลางสหรัฐฯ ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ที่เริ่มชะลอตัวลง อาจทำให้เกิดสภาวะเศรษฐกิจถดถอย ซึ่งนั่นมีความเป็นไปได้ที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายจะถูกปรับลงต่อ การลงทุนในตราสารหนี้จึงตอบโจทย์ในการลดความผันผวนที่อาจเกิดขึ้น            XSpring AM พร้อมตอบโจทย์นักลงทุนที่ต้องการผลตอบแทนสูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ทั่วไปด้วย กองทุนเปิดเอ็กซ์สปริง พลัส (X-PLUS) เน้นลงทุนในตราสารหนี้คุณภาพดีและมีความน่าเชื่อถือระดับ Investment Grade (คัดเฉพาะบริษัทที่มีสถานะการเงินแข็งแกร่งให้อัตราผลตอบแทนคุ้มค่ากับความเสี่ยง) โดดเด่นด้วยสภาพคล่องที่สูง และโอกาสสร้างผลตอบแทนสูงกว่าเงินฝากออมทรัพย์ทั่วไป สามารถซื้อหรือขายสะดวกได้ทุกวันทำการผ่าน XSpring Mobile Application และได้รับเงินขายคืนในวันทำการถัดไป ลงทุนครั้งแรกขั้นต่ำ 50,000 บาท และครั้งถัดไปเพียง 1,000 บาท จุดเด่นของกองทุนเปิด X-PLUS ผลตอบแทนโดดเด่น: ผลตอบแทนที่ผ่านมาในช่วง 6 เดือนคิดเป็นผลตอบแทนรายปีที่ระดับประมาณ 2.46% สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์สำหรับบุคคลธรรมดา บริหารอย่างใกล้ชิด: การประเมินและติดตามการลงทุนอย่างใกล้ชิดโดยทีมวิจัยและผู้จัดการกองทุนที่มีความเชี่ยวชาญเพิ่มโอกาสการเลือกตราสารหนี้คุณภาพ ความเสี่ยงต่ำ: ลงทุนในตราสารหนี้คุณภาพดี (Investment Grade) สภาพคล่องสูง: ซื้อขายได้ทุกวันทำการ และรับเงินค่าขายคืนในวันถัดไป            "X-PLUS คือกองทุนตราสารหนี้ที่ออกแบบมาเพื่อกระจายความเสี่ยง และสร้างผลตอบแทนที่มั่นคงผ่านผลตอบแทนที่ดีกว่าการถือเงินสดเพื่อรอลงทุน โดยนักลงทุนสามารถมั่นใจได้ด้วยการบริหารความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพจากทีมผู้เชี่ยวชาญของเรา" นายยศกร กล่าวสรุป            นักลงทุนที่สนใจสามารถศึกษาข้อมูลและรายละเอียดเพิ่มเติมของผลิตภัณฑ์การลงทุน และซื้อกองทุนได้ที่ แอปพลิเคชัน XSpring ดาวน์โหลดได้แล้ววันนี้ที่ App Store และ Play Store (https://onelink.to/z72da8) เว็บไซต์ www.xspringam.com หรือติดต่อ บลจ.เอ็กซ์สปริง ที่หมายเลข 02-030-3730 คำเตือน :การลงทุนในกองทุนรวมไม่ใช่การฝากเงิน และไม่มีการรับประกันผลตอบแทน ผู้ลงทุนควรศึกษารายละเอียดก่อนการตัดสินใจลงทุน : ผลการดำเนินงานในอดีต/ผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต * เมื่อเทียบกับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์สำหรับบุคคลธรรมดาทั่วไป  

อีสท์สปริง เสิร์ฟกองทุนเปิดชูยิลด์ 1.75%  เปิดขายถึง 23 ม.ค.68 นี้

อีสท์สปริง เสิร์ฟกองทุนเปิดชูยิลด์ 1.75% เปิดขายถึง 23 ม.ค.68 นี้

          บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน อีสท์สปริง (ประเทศไทย) จำกัด  หรือ บลจ.อีสท์สปริง เปิดเสนอขายกองทุนเปิดอีสท์สปริง พันธบัตรรัฐมุ่งรักษาเงินต้น 6M33 (ES-GOVCP6M33) อายุประมาณ 6 เดือน เงินทุนโครงการ 7,000  ล้านบาท ซึ่งเป็นกองทุนรวมตราสารหนี้ที่มุ่งรักษาเงินต้นที่ผู้ลงทุนจะมีโอกาสได้รับเงินต้นคืนเต็มจำนวน และมีโอกาสได้รับผลตอบแทนเพิ่มจากการเพิ่มขึ้นของมูลค่าหน่วยลงทุน ณ วันครบอายุโครงการ โดยเสนอขายครั้งแรกครั้งเดียวระหว่างวันนี้-23 มกราคม 2568 นี้ ด้วยเงินลงทุนขั้นต่ำเพียง 1,000 บาท           โดยกองทุน  ES-GOVCP6M33 มีนโยบายที่จะนำเงินลงทุนไปลงทุนในตั๋วเงินคลัง และ/หรือพันธบัตรรัฐบาล และ/หรือพันธบัตรธนาคารแห่งประเทศไทย ในอัตราส่วนไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน สำหรับเงินลงทุนส่วนที่เหลือจะลงทุนในเงินฝากธนาคาร และ/หรือหลักทรัพย์หรือทรัพย์สินอื่น หรือการหาดอกผลโดยวิธีอื่นตามที่สำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต. กำหนดหรือเห็นชอบให้กองทุนลงทุนได้ และกองทุนจะไม่ลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Derivatives) ทั้งนี้ กองทุนจะลงทุนเพียงครั้งเดียวและถือครองทรัพย์สินที่ลงทุนจนครบอายุโครงการ (Buy and Hold) โดยคาดหวังจะได้รับผลตอบแทนประมาณ 1.90% ต่อปี ณ วันครบอายุโครงการ ซึ่งเมื่อหักค่าใช้จ่ายประมาณ 0.15% ต่อปี ณ วันครบอายุโครงการ แล้ว ผู้ลงทุนจะได้รับประมาณการผลตอบแทนอยู่ที่ 1.75% ต่อปีของเงินลงทุนเริ่มแรก (แหล่งที่มาของข้อมูล อัตราผลตอบแทนที่เสนอขายโดยผู้ออกตราสาร ณ วันที่ 14 มกราคม 2568)           ทั้งนี้ เมื่อครบกำหนดอายุกองทุน บลจ.อีสท์สปริง จะดำเนินการรับซื้อคืนหน่วยลงทุนแบบอัตโนมัติ และทำการสับเปลี่ยนหน่วยลงทุนของกองทุนทั้งจำนวนของผู้ถือหน่วยทุกราย ไปยังกองทุนเปิดอีสท์สปริง ธนรัฐ (ES-TM) หรือกองทุนรวมตลาดเงินอื่นที่บลจ.อีสท์สปริง เปิดให้บริการสับเปลี่ยนหน่วยลงทุน ในวันทำการก่อนวันสิ้นสุดอายุโครงการ           อย่างไรก็ตาม หากไม่สามารถลงทุนให้เป็นไปตามที่กำหนดไว้ เนื่องจากสภาวะตลาดมีการเปลี่ยนแปลงไป ผู้ลงทุนอาจไม่ได้รับผลตอบแทนตามอัตราที่กำหนดไว้ ทั้งนี้ ผู้ลงทุนจะไม่สามารถขายคืนหน่วยลงทุนได้ในช่วงระยะเวลา 6 เดือนดังนั้น หากมีปัจจัยลบที่ส่งผลกระทบต่อการลงทุนดังกล่าว ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก กองทุนอาจไม่ได้รับเงินต้นและผลตอบแทนตามที่คาดหวังไว้ หากผู้ออกตราสารที่กองทุนลงทุนไม่สามารถชำระเงินต้นและดอกเบี้ยคืนได้ บริษัทจัดการขอสงวนสิทธิในการเปลี่ยนแปลงทรัพย์สินที่ลงทุนหรือสัดส่วนการลงทุนได้ เฉพาะเมื่อมีความจำเป็นและสมควรเพื่อประโยชน์ของผู้ลงทุนเป็นสำคัญ โดยการเปลี่ยนแปลงนั้นต้องไม่ทำให้ความเสี่ยงของทรัพย์สินที่ลงทุนเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ และผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนการตัดสินใจลงทุน และกองทุนมีความเสี่ยงที่สำคัญ เช่น ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ย ความเสี่ยงจากการขาดสภาพคล่องของตราสาร และความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาหลักทรัพย์ เป็นต้น           ผู้สนใจสามารถขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่ บลจ.อีสท์สปริง (ประเทศไทย) หรือผู้สนับสนุนการขาย และรับซื้อคืนหน่วยลงทุนที่ได้รับการแต่งตั้ง และดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.eastspring.co.th หรือโทร 1725 ในวันและเวลาทำการ หรือผ่านช่องทางการขายของ บลจ.อีสท์สปริง

abs

SSP : ผู้นำด้านพลังงานหมุนเวียน ทางเลือกใหม่เพื่ออนาคต

ตลท.ร่วม กรุงศรี คอนซูมเมอร์ เปิดซื้อกองทุนลดภาษีออนไลน์ผ่านบัตรเครดิต

ตลท.ร่วม กรุงศรี คอนซูมเมอร์ เปิดซื้อกองทุนลดภาษีออนไลน์ผ่านบัตรเครดิต

         หุ้นวิชั่น - บจก. ดิจิทัล แอคเซส แพลตฟอร์ม และ บจก. ฟินเน็ต อินโนเวชั่น เน็ตเวิร์ค ร่วมกับพันธมิตรตลาดทุน จับมือกับบัตรเครดิตในกลุ่มกรุงศรี คอนซูมเมอร์ ให้บริการซื้อกองทุนประหยัดภาษีผ่านออนไลน์ด้วยบัตรเครดิต เพิ่มความสะดวกผู้ลงทุน          กลุ่มตลาดหลักทรัพย์ฯ โดย บจก. ดิจิทัล แอคเซส แพลตฟอร์ม ผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม FundConnext และ บจก. ฟินเน็ต อินโนเวชั่น เน็ตเวิร์ค ผู้ให้บริการระบบการชำระเงินของตลาดทุน ร่วมกับตัวแทนขายหน่วยลงทุน (Selling Agent) จับมือกับบัตรเครดิตในกลุ่มกรุงศรี คอนซูมเมอร์ พัฒนาช่องทางการชำระเงินซื้อกองทุนประหยัดภาษีผ่านออนไลน์ด้วยบัตรเครดิต ได้แก่ บัตรเครดิต กรุงศรี, บัตรเครดิต กรุงศรีเฟิร์สช้อยส์ วีซ่า แพลทินัม, บัตรเครดิต เซ็นทรัล เดอะวัน และบัตรเครดิตโลตัส ผ่านแอปพลิเคชันของ Selling Agent เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ลงทุนสามารถลงทุนได้สะดวกมากยิ่งขึ้น          โดยมีคุณตรีวิทย์ วังวรวุฒิ กรรมการผู้จัดการ บจก. ดิจิทัล แอคเซส แพลตฟอร์ม คุณเพทาย เพชรรัตน์ กรรมการผู้จัดการ บจก. ฟินเน็ต อินโนเวชั่น เน็ตเวิร์ค คุณชัยพล กฤตยาวานิชย์ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายการตลาด บจก. บัตรกรุงศรีอยุธยา ตัวแทนบัตรเครดิตในกลุ่มกรุงศรี คอนซูมเมอร์ พร้อมด้วยผู้บริหารจาก Selling Agent ได้แก่ คุณเฉลิมวุฒิ ชมะนันทน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านเทคโนโลยี บล. เคเคพี ไดม์, คุณสานุพงศ์ สุทัศน์ธรรมกุล กรรมการบริหาร บล. ฟิลลิป, คุณศรุดา พัฒนาหิรัญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการเงิน บลน. โรโบเวลธ์, คุณบุญพร บริบูรณ์ส่งศิลป์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ร่วมด้วยคุณธัชกร เตียตระกูล หัวหน้าฝ่ายธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง บล. หยวนต้า (ประเทศไทย) และ คุณพยนต์ พงศาวรี ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บล. อินโนเวสท์ เอกซ์ ร่วมเปิดโครงการ ทั้งนี้บริการดังกล่าวครอบคลุมการซื้อกองทุนจาก บลจ. ชั้นนำ* ผู้สนใจดูรายละเอียดได้ที่ https://www.krungsricard.com/th/Promotion/FundConnext-synergy *ใช้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนได้เต็มจำนวนตามกำหนดจะได้ไม่เสียดอกเบี้ย 16% ต่อปี [PR News]

ทิสโก้ชี้เป้า 3 ประเทศและ 3 กองทุนเด่น ฝ่ากระแสสงครามการค้า

ทิสโก้ชี้เป้า 3 ประเทศและ 3 กองทุนเด่น ฝ่ากระแสสงครามการค้า

            หุ้นวิชั่น -  ธนาคารทิสโก้ชี้เป้าประเทศ และ 3 กองทุนเด่น เพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนเหนือสงครามการค้า คาดอินเดีย เวียดนาม ญี่ปุ่นหุ้นพุ่งสวนกระแสโลก เคาะซื้อกองทุนหุ้นอินเดีย แนะนำ TISCOINA - A กองทุนหุ้นญี่ปุ่น แนะนำ KF-HJAPAND และกองทุนหุ้นเวียดนาม แนะนำ PRINCIPAL VNEQ-A นางวรสินี เศรษฐบุตร ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์กองทุน และสื่อสารการตลาด สายธุรกิจธนบดี ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ธนาคารทิสโก้คาดว่าหากสหรัฐฯ เดินหน้านโยบายกีดกันการค้าโดยเพิ่มภาษีนำเข้าจากประเทศคู่ค้าของตนในปี 2568 อาจจะส่งผลกระทบในเชิงลบต่อการลงทุนในตลาดหุ้นของประเทศคู่ค้าของสหรัฐฯ ที่เป็นเป้าหมายของสงครามการค้าในรอบใหม่นี้ อย่างไรก็ดี ประเมินว่ายังมีบางประเทศที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากมาตราการณ์ดังกล่าวน้อยหรือแทบจะไม่ได้ผลกระทบเลยก็เป็นได้ นั่นคือ อินเดีย เวียดนามและญี่ปุ่น ทำให้ธนาคารทิสโก้มองว่าตลาดหุ้นของทั้งสามประเทศดังกล่าวน่าสนใจลงทุนเป็นอย่างมากเมื่อพูดถึงการลงทุนนอกสหรัฐฯ  อ้างอิงข้อมูลในอดีตจาก bloomberg พบว่าระหว่างปี 2560-2562 ซึ่งเป็นช่วงที่สหรัฐฯใช้มาตรการสงครามการค้านั้นไม่ใช่แค่ดัชนี S&P500 ของสหรัฐฯ เองจะปรับตัวเพิ่มขึ้น 43% แต่ตลาดหุ้นอินเดีย ตลาดหุ้นเวียดนาม และตลาดหุ้นญี่ปุ่น ก็ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาในระดับที่สูงถึง 55%,  34% และ 21%  ตามลำดับ นอกจากนี้ ตลาดหุ้นประเทศอินเดีย เวียดนามและญี่ปุ่นยังมีปัจจัยบวกจากอัตราการบริโภคในประเทศที่แข็งแกร่ง และอยู่ในระดับสูงถึง 50% ของ GDP แต่ละประเทศ ซึ่งถือเป็นภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจที่ดีหากการค้าระหว่างประเทศชะลอตัวลงจากมาตรการกีดกันทางค้าที่อาจจะรุนแรงมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันกองทุนที่มีนโยบายลงทุนในประเทศอินเดีย ญี่ปุ่น เวียดนาม มีจำนวนมากมายหลายกองทุน ดังนั้น จึงคัดกองทุนเด่นให้ลูกค้าได้เลือกลงทุนเพื่อเป็นการกระจายการลงทุนและเพิ่มโอกาสรับผลตอบแทนการลงทุนที่ดีในปีนี้ นั่นคือ 1. กองทุนหุ้นอินเดีย แนะนำ TISCOINA-A 2. กองทุนหุ้นญี่ปุ่น แนะนำ KF-HJAPAND และ 3. กองทุนหุ้นเวียดนาม แนะนำ PRINCIPAL VNEQ-A โดยมีรายละเอียด ดังนี้ กองทุนหุ้นอินเดีย แนะนำ TISCOINA-A  กองทุนเปิด ทิสโก้ อินเดีย แอคทีฟ อิควิตี้ (TISCOINA-A) ความเสี่ยงระดับ 6 (เสี่ยงสูง) ลงทุนในกองทุนรวมตราสารทุนต่างประเทศ และ/หรือกองทุนรวมอีทีเอฟตราสารทุนต่างประเทศ ที่มีนโยบายการลงทุนในบริษัทที่จดทะเบียนจัดตั้งในประเทศอินเดีย หรือบริษัทที่มีการดำเนินธุรกิจในประเทศอินเดีย หรือบริษัทที่มีรายได้หลักจากการประกอบกิจการในประเทศอินเดีย กองทุนอาจลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้า เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารการลงทุน กองทุนนี้โดดเด่นตรงที่เป็นกองทุน Fund of Fund ทำให้ผู้จัดการกองทุน บลจ.ทิสโก้สามารถเลือกลงทุนในกองทุนรวมต่างประเทศได้อย่างหลากหลาย จึงมีความยืดหยุ่น และสามารถปรับเปลี่ยนการลงทุนได้ตามสถานการณ์ และช่วยกระจายความเสี่ยง ลดความผันผวนของพอร์ตการลงทุนได้ โดยข้อมูลจาก บลจ.ทิสโก้ ณ วันที่ 30 พฤศจิกายน 2567 กองทุน TISCOINA-A กระจายการลงทุนใน 3 กองทุน คือ 1. Goldman Sachs India Equity Portfolio I Acc USD สัดส่วน 32.60% กองทุนนี้ลงทุนในหุ้นบริษัทที่ประกอบธุรกิจในอินเดีย 70-100 ตัว ส่วนใหญ่เป็นหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็ก 2. FSSA Indian Subcontinent Fund สัดส่วน 32.26% ลงทุนในบริษัทประกอบธุรกิจอินเดีย ศรีลังกา ปากีสถาน และบังคลาเทศ เน้นลงทุนหุ้น 50 ตัว กระจายการลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่ กลาง และเล็กโดยพิจารณาจากปัจจัยพื้นฐานเป็นหลัก และ 3.Nomura Funds Ireland – India Equity Fund สัดส่วน 31.99% ลงทุนในหุ้นอินเดียประมาณ 25-30 บริษัท จากทั้งหมด 240 บริษัท เน้นลงทุนหุ้นขนาดใหญ่    “ นักวิเคราะห์ทาง Bloomberg ประเมินว่าปี 2568 เศรษฐกิจอินเดียจะเติบโต 6.9% สูงเป็นอัตราการเติบโตสูงที่สุดในโลก นอกจากนี้ การที่รัฐบาลออกนโยบายดึงดูดการลงทุน เช่น สิทธิประโยชน์ด้านภาษี กับบริษัทต่างชาติ อาจส่งผลให้กำไรบริษัทจดทะเบียนอินเดียเติบโตได้ถึง 15%” นางวรสินีกล่าว  กองทุนหุ้นญี่ปุ่น แนะนำ KF-HJAPAND กองทุนเปิดกรุงศรีเจแปนเฮดจ์ปันผล (KF-HJAPAND) ความเสี่ยงระดับ 6 (เสี่ยงสูง) กองทุนจะนำเงินไปลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมต่างประเทศชื่อ กองทุน JPMorgan Japan (Yen) Fund, Class (acc) - JPY (กองทุนหลัก) ลงทุนในหลักทรัพย์ของประเทศญี่ปุ่นและหลักทรัพย์อื่นๆ ซึ่งมีผลตอบแทนเกี่ยวเนื่องกับภาวะเศรษฐกิจของญี่ปุ่น กองทุนนี้โดดเด่นตรงที่กองทุนหลักใช้กลยุทธ์บริหารกองทุนเชิงรุกปรับเปลี่ยนกลุ่มอุตสาหกรรมลงทุนไปตามสถานการณ์ โดยใช้ประสบการณ์ที่มียาวนานกว่า 50ปี ร่วมกับทีมนักวิเคราะห์ผู้เชี่ยวชาญในแต่ละอุตสาหกกรรมประจำอยู่ที่ญี่ปุ่น สำหรับหุ้นที่กองทุนหลักเข้าลงทุนนั้นผู้จัดการกองทุนจะเฟ้นหาหุ้นที่มีแนวโน้มได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของญี่ปุ่น ทั้งโครงสร้างประชากร ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี กระแสการท่องเที่ยวญี่ปุ่น และความนิยมในแบรนด์สินค้าของญี่ปุ่น โดยข้อมูลจาก บลจ.กรุงศรี ณ วันที่ 30 กันยายน 2567 กองทุนหลักมีสินทรัพย์ลงทุน 5 อันดับแรก คือ 1. Hitachi 2. Asics 3. Keyence 4. ITOCHU 5. Tokio Marine Holdings “ปี 2568 ธนาคารทิสโก้ประเมินว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่นจะฟื้นตัวจากเงินฝืดที่ยาวนานกว่า 20 ปี ซึ่งเป็นผลจากรัฐบาลญี่ปุ่นใช้มาตรการลดภาษี สนับสนุนการขึ้นค่าจ้าง และให้เงินช่วยเหลือผู้มีรายได้ต่ำ เพื่อบรรเทาค่าครองชีพและกระตุ้นการบริโภค และธนาคารทิสโก้คาดว่า GDP ญี่ปุ่นในปี 2568 จะขยายตัวได้ 1.1% จาก 0.3% ในปี 2567” นางวรสินีกล่าว    กองทุนหุ้นเวียดนาม แนะนำ PRINCIPAL VNEQ-A  กองทุนเปิดพรินซิเพิล เวียดนาม อิควิตี้ (PRINCIPAL VNEQ) ความเสี่ยงระดับ 6 (เสี่ยงสูง) กองทุนมีนโยบายลงทุนในหุ้นเวียดนามหรือมีธุรกิจหลักในประเทศเวียดนามที่เชื่อว่ามีศักยภาพในการเติบโตในอนาคต บริหารจัดการโดย บลจ.พรินซิเพิลด้วยทีมผู้จัดการกองทุนหลักมีประสบการณ์ลงทุนกว่า 13 ปี บริหารหุ้นเวียดนามกว่า 6 ปี เป็นกองทุนหุ้นเวียดนามที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับต้นๆ ของประเทศไทย ผู้จัดการกองทุนจะเลือกลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่และขนาดกลางที่มีสภาพคล่องสูงประมาณ 20-30 บริษัท ประเมินปัจจัยมหภาคและอุตสาหกรรมแบบ Top-down เพื่อสร้างผลตอบแทนส่วนเพิ่ม คู่กับการคัดเลือกหุ้นแบบ Bottom – up มีเกณฑ์คัดเลือกหุ้นที่มีลักษณะ FMV ครบ คือ F (Fundamental) ปัจจัยพื้นฐานธุรกิจแข็งแกร่ง มีกระแสเงินสดที่ดี มีธรรมาภิบาลสูง M (Momentum) ราคาของหลักทรัพย์มีโอกาสปรับขึ้นต่อเนื่อง และมีสภาพคล่องมากเพียงพอ และ V (Valuation) มีมูลค่าที่เหมาะสมและสูงกว่าราคาปัจจุบัน กองทุนเน้นการสร้างผลตอบแทนระยะยาว และหลีกเลี่ยงการลงทุนในหลักทรัพย์ที่นักลงทุนรายย่อยเก็งกำไรโดยเฉพาะหุ้นขนาดเล็ก นอกจากนี้ ยังสามารถสร้างผลตอบแทนย้อนหลังได้อย่างน่าสนใจโดยข้อมูลจาก Morningstar ณ วันที่ 31 พฤษภาคม 2567 กองทุน PRINCIPAL VNEQ มีผลการดำเนินงานย้อนหลัง 3 เดือน 6 เดือน 1 ปี 3 ปี 5 ปี และตั้งแต่จัดตั้งกองทุนถึงปัจจุบัน อยู่ที่ 3.05% 22.30% 30.09% 0.12% 9.76% และ 5.04% ขณะที่ในช่วงเวลาเดียวกันดัชนีชี้วัด (Benchmark) ของกองทุนคือ R TFVTTU Index (THB) มีผลตอบแทนย้อนหลังอยู่ที่ 8.01% -2.03% 8.76% 9.97% -6.33% 7.23% และ 5.75% ตามลำดับ “แม้เวียดนามมีตัวเลขเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ สูง แต่ได้รับประโยชน์จาก การโยกย้ายฐานการผลิต ด้วยต้นทุนแรงงานต่ำและความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี และปัจจุบันเวียดนามมี FTA ทั้งหมด 16 ฉบับ เช่น EVFTA CPTPP และ BTA ทำให้ลดผลกระทบจากการเก็บภาษีได้” นางวรสินีกล่าว   อย่างไรก็ตาม กองทุน TISCOINA-A และ PRINCIPAL VNEQ-A  ป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน กองทุน KF-HJAPAND  ป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนไม่น้อยกว่า 90% ของมูลค่าเงินลงทุนในต่างประเทศ ผู้ลงทุนอาจจะขาดทุนหรือได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนหรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้ ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุนรวมไม่ได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนการตัดสินใจลงทุน ติดต่อสอบถามรายละเอียด หรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่ธนาคารทิสโก้ทุกสาขา หรือ TISCO Contact Center โทร. 02-633-6000 กด 2 กด 4

ชี้ 4 ปัจจัยบวก กองทุน ThaiESG  ลงทุนได้ผลตอบแทนดี

ชี้ 4 ปัจจัยบวก กองทุน ThaiESG ลงทุนได้ผลตอบแทนดี

           หุ้นวิชั่น - ปฏิเสธไม่ได้ว่า แนวคิดการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน ESG หรือ Environment, Social and Governance กำลังเป็นหนึ่งในเมกะเทรนด์ระดับโลกด้านการลงทุน พิสูจน์จากผลตอบแทนของดัชนีความยั่งยืนที่โอกาสสร้างผลตอบแทนเติบโตอย่างมีเสถียรภาพ ดังนั้น จึงได้เห็นนักลงทุนส่วนใหญ่นำปัจจัยด้าน ESG มาประกอบการตัดสินใจ เพื่อโอกาสรับผลตอบแทนที่ดีระยะยาว รวมถึงเป็นการลดความผันผวนของพอร์ตลงทุน ส่งผลให้การลงทุนใน กองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน (Thai ESG) เป็นทางเลือกหนึ่งที่ได้รับความสนใจอย่างมากในรอบปีที่ผ่านมา            ดร.กรอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย กล่าวว่า เป็นปีแห่งการลงทุนในกองทุน ThaiESG เพราะการลงทุนวันนี้นำไปสู่โอกาสระยะยาวใน 5 ปีข้างหน้า เนื่องจากมีแนวโน้มเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจาก 4 ปัจจัยหลัก ประกอบด้วย การฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องของเศรษฐกิจโลก รวมทั้งเกิดการลงทุนหลังเงินเฟ้อเข้าสู่ภาวะปกติ มีการลดดอกเบี้ยอย่างน้อย 1 ปี ทำให้ภาคส่งออกดีขึ้น การฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวในปี 2567 มีนักท่องเที่ยวเข้ามามากถึง 36 ล้านคน อาทิ จีน อินเดีย รัสเซีย ตะวันออกกลาง ไม่พึ่งพาประเทศใดประเทศหนึ่ง โดยกรุงเทพฯ ครองอันดับ 1 เมืองนักท่องเที่ยวเยือนมากที่สุดในปี 2567 การลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาในไทย ซึ่งข้อมูลสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ระบุว่า มีการลงทุนด้านอีวี (EV) ดาต้า เซ็นเตอร์ (Data Center) เซมิ คอนดักเตอร์ (Semi Conductor) ในช่วง 9 เดือน (ม.ค.-ก.ย.) ปี 2567 มากกว่า 700,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 42% เทียบช่วงเดียวกันของปี 2566 ซึ่ง การลงทุนจากต่างประเทศในลักษณะนี้ไม่ค่อยพบบ่อยและไม่ได้มาเพียงปีเดียว การผงาดขึ้นของตลาดเอเชียและอาเชียน ซึ่งเม็ดเงินลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ทำให้อีก 5 ปีข้างหน้าจะเป็นคุณประโยชน์กับอาเซียน โดยอาเซียนจะเป็นเป้าหมายการลงทุนที่ดีที่สุด            “โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เข้ามาส่งผลดีและโอกาสกับไทย แม้จะได้รับผลกระทบจากกำแพงภาษี แต่มองว่าผู้ผลิตสหรัฐอเมริกาไม่สามารถขยายกำลังการผลิตทดแทนความต้องการได้ อีกทั้งสินค้าจีนราคาแพงขึ้น 60% จากการเก็บภาษีเพิ่มเป็น 60% แต่ของไทยแพงขึ้นเพียง 10% ทำให้ราคาถูกกว่า และคาดจะไม่เกิดสงครามการเมืองระหว่างประเทศ ดังนั้น ไทยจะดีทั้งท่องเที่ยว ส่งออก ส่วนปีถัดไป และระยะยาวจะได้ประโยชน์จากการลงทุนต่างชาติ” ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย กล่าว            ทั้งนี้ ปัจจุบันแนวโน้มเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติสภาพคล่องมีอยู่มากในตลาดโลก หากสุดท้ายต้องหาที่ลงทุน เศรษฐกิจไทยฟื้น การท่องเที่ยวเริ่มกลับมา การเติบโตของภาคเอกชนขยายตัวต่อเนื่อง ความเชื่อมั่นเริ่มกลับมา รวมทั้งเทรนด์ด้าน ESG บริษัทในไทยที่ดำเนินการด้าน ESG มากสุดในอาเซียน จะช่วยให้มีการลงทุนเข้ามาในประเทศเพิ่มมากขึ้นนั่นเอง

abs

ออกแบบและติดตั้งระบบเครือข่ายและระบบสื่อสารอย่างครบวงจร

อีสท์สปริง เตรียมจ่ายปันผล LTF พร้อมกัน 2 กองทุน รวม 71 ล้านบาท ดีเดย์ 16 ม.ค. นี้

อีสท์สปริง เตรียมจ่ายปันผล LTF พร้อมกัน 2 กองทุน รวม 71 ล้านบาท ดีเดย์ 16 ม.ค. นี้

          หุ้นวิชั่น - บลจ.อีสท์สปริง โชว์จ่ายปันผลกองทุน LTF งวด 6 เดือนหลัง ปี 2567 จำนวน 2 กองทุน คือ กองทุนเปิดอีสท์สปริง JUMBO25 หุ้นระยะยาวปันผล และกองทุนเปิดอีสท์สปริง JUMBO PLUS หุ้นระยะยาวปันผล รวมมูลค่ากว่า 71  ล้านบาท กำหนดจ่าย 16 มกราคม 2568 นี้             นายยิ่งยง เจียรวุฑฒิ รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายจัดการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน อีสท์สปริง (ประเทศไทย) จำกัด หรือ บลจ.อีสท์สปริง เปิดเผยว่า บลจ.อีสท์สปริง เตรียมจ่ายเงินปันผลกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) ภายใต้การบริหารจัดการพร้อมกัน 2 กองทุน สำหรับผลการดําเนินงานรอบระยะเวลาบัญชี 6 เดือน ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2567  ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2567 ประกอบด้วย กองทุนเปิดอีสท์สปริง JUMBO25 หุ้นระยะยาวปันผล (ES-JB25LTFD) ในอัตรา 0.20 บาทต่อหน่วย และกองทุนเปิดอีสท์สปริง JUMBO PLUS หุ้นระยะยาวปันผล (ES-JBPLTFD) ในอัตรา 0.10 บาทต่อหน่วย  โดยกำหนดจ่ายปันผลพร้อมกันในวันที่ 16 มกราคม 2568  คิดเป็นมูลค่าเงินปันผลรวม 71.77 ล้านบาท สำหรับกองทุนเปิดอีสท์สปริง JUMBO25 หุ้นระยะยาวปันผล (ES-JB25LTFD) มีนโยบายที่จะเน้นลงทุนในหุ้นเต็มอัตรา (Fully Invested) ตลอดเวลา โดยจะลงทุนในหุ้นสามัญและ/หรือหุ้นบุริมสิทธิของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย 25 บริษัทแรก ที่เข้าหลักเกณฑ์ในการคัดเลือกหลักทรัพย์เกณฑ์ดังกล่าวได้พิจารณาถึงมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Capitalization) การจ่ายเงินปันผลหรือประกาศที่จะจ่ายเงินปันผล สภาพคล่องของหลักทรัพย์ (Free Float) และการควบคุมการกระจุกตัวของหลักทรัพย์ในแต่ละอุตสาหกรรม โดยมีการจ่ายเงินปันผลต่อหน่วยลงทุนย้อนหลัง 5 ปี คือ ปี 2563 อยู่ที่ 0.50 บาทต่อหน่วย ปี 2564 อยู่ที่ 0.52 บาทต่อหน่วย ปี 2565 อยู่ที่ 0.38 บาทต่อหน่วย ปี 2566 อยู่ที่ 0.78 บาทต่อหน่วย ปี 2567 อยู่ที่ 0.48 บาทต่อหน่วย   โดยรวมกับจ่ายปันผลงวดนี้อีก 0.20 บาทต่อหน่วย รวมเป็นเงินจ่ายปันผลทั้งสิ้น 2.86 บาทต่อหน่วย (ที่มา: บลจ.อีสท์สปริง ณ วันที่ 8 มกราคม 2568)            ส่วนกองทุนเปิดอีสท์สปริง JUMBO PLUS หุ้นระยะยาวปันผล (ES-JBPLTFD) มีนโยบายลงทุนในหุ้นสามัญของบริษัทจดทะเบียนโดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 65 แต่ไม่เกินร้อยละ 75 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนรวม โดยจะเน้นลงทุนในหุ้นสามัญและ/หรือหุ้นบุริมสิทธิของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย 25 บริษัทแรกที่เข้าหลักเกณฑ์ในการคัดเลือกหลักทรัพย์ เกณฑ์ดังกล่าวได้พิจารณาถึงมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Capitalization) ผลประกอบการของบริษัทการจ่ายเงินปันผลหรือประกาศที่จะจ่ายเงินปันผล สภาพคล่องของหลักทรัพย์ และการควบคุมการกระจุกตัวของหลักทรัพย์ในแต่ละอุตสาหกรรม ทั้งนี้มีการจ่ายเงินปันผลต่อหน่วยลงทุนย้อนหลัง 5 ปี คือ ปี 2563 อยู่ที่ 0.40 บาทต่อหน่วย ปี 2564  อยู่ที่ 0.35  บาทต่อหน่วย ปี 2565 อยู่ที่ 0.285 บาทต่อหน่วย ปี 2566 อยู่ที่ 0.46 บาทต่อหน่วย ปี 2567 อยู่ที่ 0.37 บาทต่อหน่วย   โดยรวมกับจ่ายปันผลงวดนี้อีก 0.10 บาทต่อหน่วย รวมเป็นเงินจ่ายปันผลทั้งสิ้น 1.965 บาทต่อหน่วย (ที่มา: บลจ.อีสท์สปริง ณ วันที่ 8 มกราคม 2568)           ผู้สนใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.eastspring.co.th หรือโทร 1725 ในวันและเวลาทำการ หรือผ่านช่องทางการขายของบลจ.อีสท์สปริง หรือผู้สนับสนุนการขายและรับซื้อคืนที่ได้รับการแต่งตั้ง และผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนการตัดสินใจลงทุน และผลการดำเนินงานในอดีตมิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต ทั้งนี้ การลงทุนในหน่วยลงทุนมิใช่การฝากเงิน การฝากเงินมีความเสี่ยงของการลงทุน ผู้ถือหน่วยลงทุนอาจได้รับเงินลงทุนคืนมากกว่าหรือน้อยกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกก็ได้ และอาจไม่ได้รับชำระเงินค่าขายคืนหน่วยลงทุนภายในระยะเวลาที่กำหนด หรืออาจไม่สามารถขายคืนหน่วยลงทุนได้ตามที่มีคำสั่งไว้

กองทุนลดหย่อนภาษีเด่น 2024 ที่ไม่ควรพลาด

กองทุนลดหย่อนภาษีเด่น 2024 ที่ไม่ควรพลาด

           หุ้นวิชั่น – ทีมข่าวหุ้นวิชั่น รายงานว่า ทีมกลยุทธ์ บล.กรุงศรี ชวนวางแผนลดหย่อนภาษีช่วงโค้งสุดท้ายปลายปีผ่าน กองทุนลดหย่อนภาษี SSF, RMF และ TESG โดยอิงจากน้ำหนักการลงทุน KSS Rating ที่ทีมกลยุทธ์ให้ไว้ในบทวิเคราะห์ Cross Asset Strategy เลือกการลงทุนสินทรัพย์ประเภท Fixed Income (ทั่วโลก), Equities (ไทย จีน เอเชีย) เป็น Top pick สำหรับการลงทุนกองทุนลดหย่อนภาษีในปี 2024 นี้และกองทุน Top pick ได้แก่ UGIS-SSF/UGISRMF, KFACHINSSF/KFACHINRMF, K-TNZ-ThaiESG, KFTHAIESGA            สำหรับผู้ที่มีเงินได้ในปี 2024 และต้องการลดหย่อนภาษีผ่านกองทุนลดหย่อนภาษีและต้องการลงทุนระยะยาว สามารถเลือกลงทุนได้ผ่านกองทุนลดหย่อนภาษีในทุกประเภท ทั้ง SSF, RMF และ TESG โดยกองทุน RMF และ SSF สามารถลดหย่อนภาษีได้ไม่เกินร้อยละ 30 ของรายได้โดยกองทุนทั้ง 2 ประเภท เมื่อรวมกับกองทุนเพื่อการเกษียณอื่น ๆ แล้วต้องไม่เกิน 5 แสนบาท ส่วนกองทุน TESG สามารถใช้ลดหย่อนภาษีได้ไม่เกินร้อยละ 30 ของรายได้และสูงสุดไม่เกิน 3 แสนบาท            สำหรับผู้มีเงินได้ที่ต้องการลดหย่อนภาษีผ่านกองทุนลดหย่อนภาษี และใส่ใจในระยะเวลาถือครอง แนะนำสำรวจช่วงอายุของนักลงทุน โดยสำหรับนักลงทุนที่อายุต่ำกว่า 51 ปีกองทุน TESG<SSF<RMF จะมีระยะเวลาการถือครองสั้นที่สุดตามลำดับ ส่วนนักลงทุนที่มีอายุ 51 ปีขึ้นไป กองทุน RMF<TESG<SSF จะมีระยะเวลาการถือครองสั้นที่สุด ตามลำดับ กลยุทธ์ Tax Allowance Fund Strategy:            กองทุน SSF และ RMF (ลดหย่อนได้ประเภทละ 30% แต่ SSF ไม่เกิน 200,000 บาท และรวมกันกับ RMF และกองทุนเพื่อการเกษียณอื่น ๆ ต้องไม่เกิน 500,000 บาท) แนะนำ UGIS-SSF/UGISRMF (GlobalBond), KFACHINSSF/KFACHINRMF (China)            กองทุน TESG (ลดหย่อนได้ 30% หรือสูงสุด 300,000 บาท) แนะนำ KFTHAIESGA และ K-TNZ-ThaiESG รายละเอียดเพิ่ม ที่ https://www.krungsrisecurities.com/e_learning/knowledge_inner/knowledge_details.aspx?id=59&cat_id=2

บลจ.ดาโอ เปิดขาย ‘กองทุน DAOL-DEFENSE’

บลจ.ดาโอ เปิดขาย ‘กองทุน DAOL-DEFENSE’

           จากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ส่งผลให้แต่ละประเทศตระหนักถึงความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของคนในประเทศของตนเอง ทำให้งบประมาณการใช้จ่ายทางทหารทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างมากและผลักดันให้อุตสาหกรรมป้องกันประเทศมีอัตราการเติบโตต่อเนื่อง “บลจ.ดาโอ” มองเป็นจังหวะลงทุน เปิดขาย “กองทุนเปิด ดาโอ ดีเฟนส์ (DAOL-DEFENSE)”  ลงทุนในบริษัทชั้นนำด้านเทคโนโลยีป้องกันประเทศรวมถึงความปลอดภัยไซเบอร์ เปิดเสนอขายครั้งแรก ระหว่างวันที่ 11-18 ธันวาคม 2567            คุณมนชญา รัชตกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารจัดการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ดาโอ จำกัด หรือ บลจ.ดาโอ (DAOL INVESTMENT MANAGEMENT) เปิดเผยว่า ด้วยปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และการเมืองที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เป็นเหตุให้การใช้จ่ายทางทหารทั่วโลกพุ่งทะลุ 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐเป็นครั้งแรกในปี 2564 และเพิ่มสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 2.44 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2566 และคาดว่า การใช้จ่ายทางการทหารจะเติบโตในอัตรา 5% ต่อปี จนถึงระดับ 3.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในสิ้นทศวรรษนี้ โดยประเทศต่างๆ เช่น สหรัฐอเมริกา จีน รัสเซีย และอินเดีย มีการเพิ่มค่าใช้จ่ายด้านการป้องกันประเทศอย่างมีนัยสำคัญเพื่อเสริมสร้างความสามารถทางการทหารในการป้องกันประเทศสหรัฐอเมริกาได้มีการรับรองวงเงินสูงสุดที่เสนอไว้ที่ 8.86 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับการใช้จ่ายด้านกลาโหมในปีงบประมาณ 2567 ซึ่งเพิ่มขึ้น 3.2% เมื่อเปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมา คาดการณ์จากสำนักงานงบประมาณของรัฐสภาสหรัฐฯ ระบุว่า การใช้จ่ายด้านการป้องกันจะสูงถึง 1.11 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 2.8% ของ GDP ภายในปี 2576            ขณะเดียวกันค่าใช้จ่ายด้านการทหารของยุโรปได้ปรับตัวสูงขึ้นถึงระดับสูงสุดนับตั้งแต่สงครามเย็น ซึ่งเกิดจากการรุกรานยูเครนของรัสเซีย โดยในปี 2566 มีการเพิ่มงบประมาณการลงทุนด้านกลาโหมถึง 13% เมื่อเปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมา โดยพันธมิตร NATO เพิ่มการใช้จ่ายด้านกลาโหมเช่นกัน คาดว่า ในปี 2024 สมาชิก 24 ประเทศจากทั้งหมด 32 ประเทศ จะสามารถบรรลุตามเป้าหมาย 2% ของ GDP ซึ่งเพิ่มขึ้นจากเพียง 11 ประเทศ ในปี 2566            นอกจากนี้ การป้องกันทางดิจิทัลมีบทบาทสำคัญในทางภูมิศาสตร์การเมือง จากรายงานพบว่า ทั่วโลกมีการโจมตีทางไซเบอร์เพิ่มขึ้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในช่วงไตรมาส 3 ปี 2567 ความปลอดภัยไซเบอร์จึงเป็นเรื่องที่สำคัญสำหรับกระทรวงกลาโหม            เช่นเดียวกับ การใช้ระบบอัตโนมัติในระบบการป้องกันที่กำลังเร่งตัวเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอากาศยานไร้คนขับ หรือ โดรนอัตโนมัติ ที่ไม่เพียงแต่ใช้ในการสอดแนม แต่ยังใช้ในการต่อสู้และการสนับสนุนด้านโลจิสติกส์ เพื่อลดการมีส่วนร่วมของมนุษย์และลดความเสี่ยงในสนามรบ คาดว่า ตลาดอากาศยานไร้คนขับทางทหารทั่วโลกจะเติบโตจาก 2 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2566 เป็น 4.52 หมื่นล้านดอลลาร์ภายในปี 2573 เติบโตเฉลี่ยต่อปีที่ 12.20%            ด้วยแนวโน้มการใช้จ่ายด้านการป้องกันประเทศที่สูงขึ้นทั่วโลก บลจ.จึงขอแนะนำ กองทุนเปิด ดาโอ ดีเฟนส์ (DAOL-DEFENSE) เปิดเสนอขายครั้งแรก ระหว่างวันที่ 11-18 ธ.ค. 2567 (ความเสี่ยงระดับ 7 : ความเสี่ยงสูง) ลงทุนตรงผ่านกองทุน Vaneck Defense UCITS ETF (DFNS)  ที่บริหารโดย Vaneck Vectors บริษัทจัดการการลงทุน ETF ที่มีความโดดเด่น โดยเน้นลงทุนในบริษัทที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมการป้องกันประเทศ จากแนวโน้มความเสี่ยง ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้นความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่รวดเร็ว และการใช้จ่ายทางทหารที่เพิ่มสูงขึ้น เมื่อประเทศต่างๆ ทั่วโลกปรับกลยุทธ์การป้องกันประเทศ ลักษณะกลุ่มบริษัทป้องกันประเทศที่ลงทุนได้แก่ ผลิตภัณฑ์และบริการทางอากาศและการป้องกัน ระบบและบริการด้านการสื่อสาร รวมถึงดาวเทียม ยานพาหนะไร้คนขับ ซอฟต์แวร์ด้านการตอบสนองเหตุการณ์ และความปลอดภัย ฮาร์ดแวร์และบริการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ซอฟต์แวร์ด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ ซอฟต์แวร์และผลิตภัณฑ์ด้านการฝึกอบรมและการจำลองสถานการณ์ การสืบสวนดิจิทัล, อุปกรณ์ตรวจจับ และการยืนยันตัวตนทางอิเล็กทรอนิกส์/การระบุตัวตนทางชีวภาพ ตัวอย่างหุ้นบริษัทที่ลงทุน 1.) บริษัท QINETIQ  เป็นบริษัทเทคโนโลยีการป้องกันประเทศของสหราชอาณาจักรที่ให้บริการวิจัยและพัฒนา (R&D) และบริการทางเทคนิคแก่รัฐบาล นอกจากความเชี่ยวชาญในด้าน R&D, วิศวกรรม, ความปลอดภัยทางไซเบอร์, อวกาศและดาวเทียมแล้ว ยังให้บริการฝึกอบรมและการจำลองเพื่อช่วยเตรียมความพร้อมสำหรับการปฏิบัติการที่สำคัญต่อภารกิจ บริการเหล่านี้ใช้เทคโนโลยีการจำลองที่หลากหลาย เช่น ความเป็นจริงเสมือน (Virtual Reality), ความเป็นจริงเสริม (Augmented Reality) และการฝึกอบรมที่ใช้เกม เพื่อสร้างสถานการณ์การฝึกอบรมที่สมจริง และถูกใช้สำหรับการฝึกอบรมทางทหาร, อวกาศ, การบินและการเดินเรือ รวมถึงการจำลองเหตุการณ์ฉุกเฉิน 2.) บริษัท CACI  ให้บริการด้าน IT แก่หน่วยงานรัฐบาล ประกอบด้วยบริการที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยทางไซเบอร์, การประมวลผลบนคลาวด์, การพัฒนาซอฟต์แวร์ รวมถึงการสนับสนุนการดำเนินงาน, การจัดการโลจิสติกส์ และการฝึกอบรม บริการความปลอดภัยทางไซเบอร์ , การประเมินและการวิเคราะห์ข่าวกรองภัยคุกคาม, การตอบสนองต่อเหตุการณ์ และการติดตามภัยคุกคามในเครือข่ายของลูกค้า            ท่ามกลางความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ทำให้หุ้นกลุ่มป้องกันประเทศเติบโต ส่งผลให้กองทุน Vaneck Defense UCITS ETF ทำผลตอบแทนย้อนหลัง 1 เดือนอยู่ที่ 4.30% ย้อนหลัง 3 เดือนอยู่ที่ 12.31% ย้อนหลัง 1 ปีอยู่ที่ 57.30% และย้อนหลังตั้งแต่จัดตั้งกองทุนอยู่ที่ 44.78% (ข้อมูล Vaneck ณ วันที่ 31 ตุลาคม 2567)            “ความมั่นคงและการป้องกันประเทศกลับมาเป็นหนึ่งในความกังวลหลักของรัฐบาลในหลายประเทศ การเปลี่ยนแปลงสู่โลกที่มีหลายขั้วอำนาจได้สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อบริษัทในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ‘กองทุนเปิด ดาโอ ดีเฟนส์ (DAOL-DEFENSE)’ จึงเป็นโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดีจากบริษัทชั้นนำในด้านเทคโนโลยีการป้องกันประเทศ รวมถึงบริษัทด้านความปลอดภัยไซเบอร์ขนาดใหญ่ และผู้ให้บริการด้านการป้องกันที่เกี่ยวข้อง ภายใต้สถานการณ์ที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับความมั่นคงของชาติและปรับปรุงความสามารถทางทหาร ทำให้หุ้นที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันประเทศจึงมีโอกาสได้รับประโยชน์จากสัญญาระยะยาวและความต้องการที่ต่อเนื่อง” คุณมนชญา กล่าว            สำหรับผู้ที่สนใจสามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมพร้อมรับหนังสือชี้ชวนได้ที่ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนดาโอ จำกัด (บลจ.ดาโอ) โทรศัพท์ 02-351-1800 กด 2 หรือผู้สนับสนุนการขายหรือรับซื้อหน่วยลงทุน ของ บลจ. ดาโอ  คำเตือน ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน ผลการดำเนินงานในอดีต มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต เนื่องจากกองทุนมีการลงทุนในต่างประเทศและไม่ได้ป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนทั้งจำนวน โดยป้องกันความเสี่ยงตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุนผู้ลงทุนอาจจะขาดทุนหรือได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนหรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้  ที่มา 1Global X Estimates, SIPRI. (2023, April 24) Congressional Budget Office. (2023, February). The Budget and Economic Outlook: 2023 to 2033 NATO Public Diplomacy Division as of June 12, 2024 Check point software technologies, U.S. Global investors Global X ETFs with information derived from: Fortune Business Insights. 23 September 2024 [PR News]

abs

Hoonvision

กพช. เคาะอัตราใหม่

กพช. เคาะอัตราใหม่ "กองทุนอนุรักษ์พลังงาน" เริ่ม 1 ธ.ค. นี้

  หุ้นวิชั่น - กพช. เห็นชอบกำหนดอัตราการส่งเงินเข้ากองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานสำหรับน้ำมันเชื้อเพลิงและก๊าซปิโตรเลียมเหลวที่ใช้เป็นก๊าซหุงต้มหรือก๊าซไฮโดรคาร์บอนเหลว พ.ศ. 2567 วันนี้ (26 พฤศจิกายน 2567) นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ซึ่งมี นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ที่ประชุมได้พิจารณาการกำหนดอัตราการส่งเงินเข้ากองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานสำหรับน้ำมันเชื้อเพลิงที่ทำในราชอาณาจักร และน้ำมันเชื้อเพลิงที่นำเข้ามาเพื่อใช้ในราชอาณาจักร และก๊าซปิโตรเลียมเหลวที่ใช้เป็นก๊าซหุงต้มหรือก๊าซไฮโดรคาร์บอนเหลว พ.ศ. 2567 เนื่องจาก ประกาศคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ เรื่อง การกำหนดอัตราการส่งเงินเข้ากองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานสำหรับน้ำมันเชื้อเพลิงที่ทำในราชอาณาจักร และน้ำมันเชื้อเพลิงที่นำเข้ามาเพื่อใช้ในราชอาณาจักร พ.ศ. 2564 เดิมจะครบกำหนดในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2567 นี้ โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบ อัตราการส่งเงินเข้ากองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน สำหรับน้ำมันเชื้อเพลิงที่ทำในราชอาณาจักร และน้ำมันเชื้อเพลิงที่นำเข้ามาเพื่อใช้ในราชอาณาจักร ในอัตรา 0.0500 บาทต่อลิตร และก๊าซปิโตรเลียมเหลวที่ใช้เป็น ก๊าซหุงต้มหรือก๊าซไฮโดรคาร์บอนเหลว ในอัตรา 0.0000 บาทต่อกิโลกรัม โดยเริ่มใช้ 1 ธันวาคม 2567  เป็นต้นไป ทั้งนี้ ที่ประชุมได้เห็นชอบร่างประกาศคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ เรื่อง การกำหนดอัตราการส่งเงินเข้ากองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน สำหรับน้ำมันเชื้อเพลิงที่ทำในราชอาณาจักร และน้ำมันเชื้อเพลิงที่นำเข้ามาเพื่อใช้ในราชอาณาจักรและก๊าซปิโตรเลียมเหลวที่ใช้เป็นก๊าซหุงต้มหรือก๊าซไฮโดรคาร์บอนเหลว  พ.ศ. .... และมอบหมายให้ สนพ. นำเสนอประธานกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติลงนามต่อไป    นายพีระพันธุ์ กล่าวด้วยว่า ที่ประชุมฯ ได้เห็นชอบข้อเสนอที่ให้กระทรวงพลังงานเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อขอทบทวนมติ ครม. เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2544 ที่เห็นชอบตามมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ ครั้งที่ 6/2544 (ครั้งที่ 87) เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2544 ในประเด็นเรื่องการปรับองค์กรในการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับปิโตรเลียม จาก “ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2546 เป็นต้นไป ให้กระทรวงการคลังเป็นหน่วยงานหลัก รับผิดชอบดูแลงานด้านการกำหนดนโยบายและมาตรการในการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับปิโตรเลียมแทนสำนักงานคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ และรับไปดำเนินการจัดทำคำขอรับการจัดสรรงบประมาณแผ่นดินเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับปิโตรเลียมให้แก่หน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยให้ยุติการนำเงินจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงไปใช้จ่ายในการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับปิโตรเลียม ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2546 ทั้งนี้ ให้กระทรวงการคลังประสานงานกับสำนักงบประมาณในการจัดสรรงบประมาณตั้งแต่ปีงบประมาณ 2546 เป็นต้นไป” เป็น “ให้กระทรวงการคลังเป็นหน่วยงานหลัก รับผิดชอบดูแลงานด้านการกำหนดนโยบายและมาตรการในการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับปิโตรเลียม และให้หน่วยงานที่มีความประสงค์ขอรับการจัดสรรงบประมาณแผ่นดินเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับปิโตรเลียมดำเนินการจัดทำคำขอรับการจัดสรรงบประมาณโดยตรงตั้งแต่ปีงบประมาณ  พ.ศ. 2569 เป็นต้นไป” นอกจากนี้ ที่ประชุม ยังได้มีการพิจารณาให้ความเห็นชอบ ร่างกฎกระทรวงกำหนดเครื่องจักร อุปกรณ์ประสิทธิภาพสูง และวัสดุเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน จำนวน 3 ฉบับ (3 ผลิตภัณฑ์) ได้แก่ เครื่องปรับอากาศ เครื่องอัดอากาศแบบเกลียว และกระจก และมอบหมายให้กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน นำร่างกฎกระทรวงกำหนดเครื่องจักร อุปกรณ์ประสิทธิภาพสูง และวัสดุเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน จำนวน 3 ฉบับ  (3 ผลิตภัณฑ์) เสนอคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบ และส่งให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจร่างต่อไป

หุ้น - กองทุน ตอบโจทย์ทำกำไร โค้งสุดท้ายปลายปี |  จัดเต็มการลงทุน

หุ้น - กองทุน ตอบโจทย์ทำกำไร โค้งสุดท้ายปลายปี | จัดเต็มการลงทุน

https://www.youtube.com/watch?v=eSF-qyJj1Ss หุ้น - กองทุน ตอบโจทย์ทำกำไร โค้งสุดท้ายปลายปี | จัดเต็มการลงทุน ติดตามรายการ #จัดเต็มการลงทุน ทุกวันจันทร์-อังคาร เวลา 9.00-9.30 น. ทาง ททบ.5

บลจ.ดาโอ เปิดขายกองทุน DAOL-TAIWANEQ รับการโตเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมเทคโนโลยีไต้หวัน

บลจ.ดาโอ เปิดขายกองทุน DAOL-TAIWANEQ รับการโตเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมเทคโนโลยีไต้หวัน

          “บลจ.ดาโอ” ชี้ เศรษฐกิจไต้หวันโดดเด่นจากอุตสาหรรมเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์ที่มีส่วนสำคัญใน Supply Chain ของโลก หนุนกำไรตลาดเติบโต เป็นจังหวะลงทุน เปิดขาย ‘กองทุนเปิด ดาโอ ไต้หวัน อิควิตี้ (DAOL-TAIWANEQ)’ 14-20 พฤศจิกายน 2567  โอกาสสร้างรับผลตอบแทนจาก Mega Trends ใน AI”           คุณมนชญา รัชตกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารจัดการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ดาโอ จำกัด หรือ บลจ.ดาโอ (DAOL INVESTMENT MANAGEMENT) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไต้หวันยังเติบโตได้ดี โดยธนาคารกลางไต้หวันคาดการณ์การเติบโตของ Real GDP ในปี 2024 อยู่ที่ 3.82% เพิ่มขึ้นจากเดือนกันยายน และคาดการณ์ปี 2025 จะเติบโตที่ 3.08% ขณะที่ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศต่อหัว (GDP per Capita) ของไต้หวันมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น และคาดว่าจะแซงหน้าญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ภายในปีนี้           ปัจจัยหลักในการขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจไต้หวัน จะมาจากการพัฒนาเทคโนโลยี AI ให้มีศักยภาพในการประมวลผลที่สูงขึ้น และการเติบโตอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ที่คาดว่า จะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าจาก 5.27 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2023 เป็นมากกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2030 โดยมีการเติบโตเฉลี่ยต่อปีอยู่ 5-6% ซึ่งไต้หวันมีส่วนแบ่งตลาดระดับโลกในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ด้านการผลิตชิป (Foundry) อยู่สูงถึง 78%, และมากกว่า 50% ในด้านการบรรจุและทดสอบชิป (IC Packaging and Testing) และมากกว่า 20% ในด้านการออกแบบชิป (IC Design)           นอกจากนี้ ไต้หวันยังมีการลงทุนเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดัคเตอร์มากกว่า 7.16 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและพัฒนาความสามารถในการประมวลผลของชิปให้สูงขึ้น โดยโรงงานผลิตเซมิคอนดักเตอร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกก็เป็นบริษัทของไต้หวันนั้น คือ Taiwan Semiconductor Manufacturing Company Limited (TSMC) ผู้ผลิตชิ้นส่วนเซมิคอนดักเตอร์อันดับ 1 ของโลก และเป็นผู้นำตลาดด้านการผลิตชิปขั้นสูง โดยปัจจุบัน TSMC เป็นเพียงบริษัทเดียวของโลกที่สามารถผลิตชิปขนาดเล็กที่สุด 3 nm และยังมีแผนการพัฒนาที่จะผลิตชิป 2 nm ภายในปี 2025 ซึ่งจะทำให้มีความสามารถในการทิ้งห่างคู่แข่ง และยากที่จะเลียนแบบได้           นอกจากนั้น ไต้หวันยังมีบริษัทที่ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์  ซึ่งเป็นที่ต้องการในกลุ่มอุปกรณ์สมาร์ทโฟน และคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล ขณะที่เทรนด์ของเทคโนโลยี อย่างช่น Internet of Things ,5G , AI และรถยนต์ไฟฟ้า (EVs) จะยังคงสนับสนุนแนวโน้มการเติบโตนี้ต่อไป           ด้านภาคการส่งออกของไต้หวัน ยังคงมีความแข็งแกร่ง โดยชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และอุปกรณ์ไอที ยังเป็นสินค้าส่งออกหลัก ซึ่งกว่า 40% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด เป็นสินค้าเซมิคอนดักเตอร์ที่ไต้หวันส่งออกให้คู่ค้าหลักอย่างจีน สหรัฐอเมริกา และประเทศในกลุ่มอาเซียน ส่งผลบวกต่อการเติบโตของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ทั่วโลกในระยะยาว และส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจไต้หวัน           ด้วยเศรษฐกิจไต้หวันที่ยังมีความสามารถในเติบโตสนับสนุนให้ตลาดหุ้นไต้หวันมีผลการดำเนินงานที่โดดเด่น ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา ดัชนี TWSE มีผลกำไรที่โดดเด่นถึง 35% แซงหน้าตลาดหุ้นหลักในเอเชียทั้งหมด และทำผลงานได้ดีกว่า S&P500 และ Nasdaq 100 ของสหรัฐฯ ในช่วงเวลาเดียวกัน           บลจ.ดาโอ มองเป็นโอกาสสร้างผลตอบแทนในตลาดหุ้นไต้หวัน จึงขอแนะนำ กองทุนเปิด ดาโอ ไต้หวัน อิควิตี้ (DAOL-TAIWANEQ) เปิดเสนอขายวันที่ วันที่ 14-20 พฤศจิกายน 2567 (ความเสี่ยงระดับ 6 : ความเสี่ยงสูง) ลงทุนตรงผ่าน iShares MSCI Taiwan ETF (EWT US) ซึ่งเป็น ETF บนตลาด NYSE ARCA ที่บริหารโดย BlackRock, Inc. บริษัทจัดการการลงทุนที่ใหญ่สุดในโลกและเป็นผู้นำในตลาด ETF มายาวนานกว่า 20 ปี กองทุนมีการลงทุนตามดัชนี MSCI Taiwan 25/50 ในกลุ่มหุ้นขนาดใหญ่และขนาดกลางหลากหลายกลุ่มธุรกิจตามการเติบโตของเศรษฐกิจไต้หวัน รายชื่อหุ้นบริษัทชั้นนำที่ลงทุน 1.)TAIWAN SEMICONDUCTOR MANUFACTURING 2.)HON HAI PRECISION INDUSTRY LTD 3.)MEDIATEK INC 4.)FUBON FINANCIAL HOLDING LTD 5.)QUANTA COMPUTER INC 6.)DELTA ELECTRONICS INC 7.)CTBC FINANCIAL HOLDING LTD 8.)CATHAY FINANCIAL HOLDING LTD 9.)UNITED MICRO ELECTRONICS CORP 10.)ASE TECHNOLOGY HOLDING LTD           “ด้วยกลยุทธ์แบบ Full Replication เพื่อให้พอร์ตลงทุนออกมาใกล้เคียงกับดัชนีที่สุด ทำให้กองทุน iShares MSCI Taiwan ETF ทำผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปี อยู่ที่ 36.51% ย้อนหลัง 3 ปีอยู่ที่ 5.87% ย้อนหลัง 5 ปีอยู่ที่ 16.36% และย้อนหลัง 10 ปีอยู่ที่ 11.19% (ข้อมูล BlackRock ณ วันที่ 30 กันยายน 2567)”           ปัจจุบันราคาของตลาดหุ้นไต้หวันมีความน่าสนใจ ด้วย Forward PE ของตลาดไต้หวันอยู่ที่ระดับ 17 เท่า ถูกกว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ และอินเดีย ขณะที่กำไรปี 2024 และ 2025 มีแนวโน้มเติบโตดี จากเศรษฐกิจไต้หวันที่ได้แรงหนุนจากอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งคาดว่า จะเติบโตมากกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2030 ‘กองทุนเปิด ดาโอ ไต้หวัน อิควิตี้’ จึงเป็นโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดีจากการลงทุนที่เป็น Mega Trends ใน AI ซึ่งเป็นห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์ ที่มีส่วนแบ่งการตลาดกว่า 90% ในชิปขั้นสูง” คุณมนชญา กล่าว           สำหรับผู้ที่สนใจสามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมพร้อมรับหนังสือชี้ชวนได้ที่ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนดาโอ จำกัด (บลจ.ดาโอ) โทรศัพท์ 02-351-1800 กด 2 หรือผู้สนับสนุนการขายหรือรับซื้อหน่วยลงทุน ของ บลจ. ดาโอ  คำเตือน ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน ผลการดำเนินงานในอดีต มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต เนื่องจากกองทุนมีการลงทุนในต่างประเทศและไม่ได้ป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนทั้งจำนวน โดยป้องกันความเสี่ยงตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุนผู้ลงทุนอาจจะขาดทุนหรือได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนหรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้  ที่มา Asian Development Outlook (ADO) September 2024 IMF as of August 2024 WSTS (Historical and 2024 Forecast Data), A&M (Projection), as of September 2024 Chip shortages: a 5nm European fab is not the answer’, Yole Group, as of September 2024 Taiwan International Trade Administration, as of September 2024 Bloomberg, as of 15 August 2024 [PR News]

บลจ.กรุงศรี รุกตลาด RMF เสิร์ฟ 4 กองทุนใหม่

บลจ.กรุงศรี รุกตลาด RMF เสิร์ฟ 4 กองทุนใหม่

          บลจ.กรุงศรี ประกาศเปิดตัว 4 กองทุน RMF เน้นลงทุนต่างประเทศ ครอบคลุมทั้งตราสารหนี้ หุ้นดัชนี และหุ้นชั้นนำระดับโลก เพิ่มโอกาสเติบโตของพอร์ตในระยะยาวพร้อมรับสิทธิประโยชน์ทางภาษี เสนอขายครั้งแรก วันที่ 15 - 22 ต.ค. นี้ ลงทุนขั้นต่ำ 500 บาท           นางสุภาพร ลีนะบรรจง กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงศรี จำกัด (บลจ.กรุงศรี) เปิดเผยว่า “บริษัทเปิดเสนอขายกองทุน RMF ใหม่ 4 กองทุน  ซึ่งคัดสรรมาจากธีมการลงทุนที่มีโอกาสเติบโตสูง รับดอกเบี้ยขาลง และจัดการความผันผวนได้ดี ได้แก่ กองทุน KFSINCFXRMF, KFWINDXRMF, KFGLOBALRMF และ KFGLOBFXRMF เพื่อเพิ่มทางเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการลดความเสี่ยงให้กับพอร์ต และผู้ที่เน้นโอกาสรับผลตอบแทนสูงจากหุ้นชั้นนำทั่วโลก ไปพร้อมสิทธิประโยชน์ทางภาษี” โดยทั้ง 4 กองทุน มีรายละเอียดและความน่าสนใจ ดังนี้           - กองทุนเปิดกรุงศรีโกลบอลสมาร์ทอินคัมเอฟเอ็กซ์เพื่อการเลี้ยงชีพ (KFSINCFXRMF): มีนโยบายลงทุนในกองทุนหลัก PIMCO GIS Income Fund กระจายการลงทุนในตราสารหนี้ทั่วโลกทั้งภาครัฐและเอกชน เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความมั่นคง ไม่ต้องการเสี่ยงสูง โดยกองทุนหลักได้รับ Morningstar Rating 5 ดาว (ที่มา Morningstar Rating จาก PIMCO ณ 31 ก.ค. 67 ผลการดำเนินงานอดีตของกองทุนรวม มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต / รางวัลและการจัดอันดับดังกล่าว ไม่มีความเกี่ยวข้องกับการจัดอันดับของสมาคมบริษัทจัดการลงทุนแต่อย่างใด)           - กองทุนเปิดกรุงศรีเวิลด์อิควิตี้อินเด็กซ์เพื่อการเลี้ยงชีพ (KFWINDXRMF): มีนโยบายลงทุนในกองทุนหลัก iShares MSCI ACWI ETF ที่อ้างอิงดัชนี MSCI ACWI  ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกกว่า 1.88 หมื่นล้านเหรียญ กระจายการลงทุนในหุ้นทั่วโลกกว่า 2,000 บริษัท ทั้งในตลาดพัฒนาแล้วและตลาดเกิดใหม่ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการโอกาสจากการเติบโตของดัชนีหุ้นโลก           - กองทุนเปิดกรุงศรี Global Unconstrained Equity เพื่อการเลี้ยงชีพ (KFGLOBALRMF) และ กองทุนเปิดกรุงศรี Global Unconstrained Equity FX เพื่อการเลี้ยงชีพ (KFGLOBFXRMF) : ทั้งสองกองทุนมีนโยบายลงทุนในกองทุนหลัก BlackRock Global Unconstrained Equity Fund ซึ่งได้รับ Morningstar Rating 5 ดาว (ที่มา Morningstar rating จาก BlackRock ณ 31 ส.ค. 67 ผลการดำเนินงานอดีตของกองทุนรวม มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต / รางวัลและการจัดอันดับดังกล่าว ไม่มีความเกี่ยวข้องกับการจัดอันดับของสมาคมบริษัทจัดการลงทุนแต่อย่างใด) กองทุนหลักมุ่งเน้นการคัดเลือกหุ้นคุณภาพจากทั่วโลก โดยไม่จำกัดประเภทหุ้น อุตสาหกรรม หรือดัชนีชี้วัด เพื่อโอกาสในการสร้างผลตอบแทนที่ดี บนระดับความผันผวนที่ไม่มากจนเกินไปทั้งในวัฏจักรเศรษฐกิจขาขึ้นและขาลง           โดยกองทุนหลักจะแบ่งสัดส่วนโดยประมาณ 50% ของพอร์ต ลงทุนในธุรกิจที่มีความทนทานต่อวัฏจักรเศรษฐกิจ เพื่อสร้างเกราะป้องกันในช่วงเศรษฐกิจขาลง ส่วนที่เหลือกระจายการลงทุนในธุรกิจที่มีศักยภาพการเติบโตสูง โดยมุ่งเน้น 3 ธีมหลัก ได้แก่ 1) บริษัทที่มีแบรนด์แข็งแกร่งและเป็นผู้นำตลาด 2) บริษัทมีเทคโนโลยี หรือนวัตกรรมที่น่าสนใจ 3) บริษัทมีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว           ทั้งนี้ พอร์ตการลงทุนของกองทุนหลัก เน้นการลงทุนในประเทศพัฒนาแล้ว โดยเฉพาะในสหรัฐฯ และยุโรป           ผู้สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ บลจ.กรุงศรี โทร. 02-657-5757 หรือ ติดต่อธนาคารกรุงศรีอยุธยาทุกสาขา           หมายเหตุ : ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน ความเสี่ยง และสิทธิประโยชน์ทางภาษีในคู่มือการลงทุนก่อนตัดสินใจลงทุน *** ข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับกองทุน RMF ลงทุนเพื่อเกษียณอายุ ผู้ถือหน่วยลงทุนจะไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี หากไม่ปฎิบัติตามเงื่อนไขการลงทุน การจัดอันดับจาก Morningstar ไม่มีความเกี่ยวข้องกับการจัดอันดับของ AIMC KFSINCFXRMF มีนโยบายลงทุนในPIMCO GIS Income Fund (กองทุนหลัก) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของ NAV ความเสี่ยงระดับ 5 – เสี่ยงปานกลางค่อนข้างสูง กองทุนป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจผู้จัดการกองทุน จึงมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งอาจทำให้ผู้ลงทุนขาดทุนหรือได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน/หรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้ KFWINDXRMF) มีนโยบายลงทุนในกองทุนหลัก iShares MSCI ACWI ETF (กองทุนหลัก) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของ NAV ความเสี่ยงระดับ 6: เสี่ยงสูง กองทุนป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจผู้จัดการกองทุน จึงมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งอาจทำให้ผู้ลงทุนขาดทุนหรือได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน/หรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้ KFGLOBALRMF และ KFGLOBFXRMF มีนโยบายลงทุนใน BlackRock Global Unconstrained Equity Fund (กองทุนหลัก) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของ NAV ความเสี่ยงระดับ 6 – เสี่ยงสูง KFGLOBALRMF ป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน จึงมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งอาจทำให้ผู้ลงทุนขาดทุนหรือได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน/หรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้ KFGLOBFXRMF ไม่มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน จึงมีความเสี่ยงสูงจากอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งอาจทำให้ผู้ลงทุนขาดทุนหรือได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน/หรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้

[PR News] บลจ.เกียรตินาคินภัทร เปิดตัวกองทุน KKP SIB-H และ KKP SIB-UH

[PR News] บลจ.เกียรตินาคินภัทร เปิดตัวกองทุน KKP SIB-H และ KKP SIB-UH

          บลจ.เกียรตินาคินภัทร เปิดตัวกองทุน KKP SIB-H และ KKP SIB-UH ขยายโอกาสสร้างผลตอบแทนให้พอร์ตกับตราสารหนี้ต่างประเทศ ที่เน้นลงทุนในสหรัฐ เสนอขายครั้งแรก (IPO) วันที่ 8 – 16 ตุลาคมนี้           บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เกียรตินาคินภัทร จำกัด (บลจ.เกียรตินาคินภัทร) มองเห็นโอกาสการลงทุนในตราสารหนี้ต่างประเทศ โดยเฉพาะในช่วงที่ดอกเบี้ยมีแนวโน้มลดลง ช่วยในการกระจายความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนให้กับพอร์ตการลงทุน จึงเปิดเสนอขาย 2 กองทุนใหม่ล่าสุด ได้แก่ กองทุนเปิดเคเคพี สตราทิจิค อินคัม บอนด์ เฮดจ์ (KKP SIB-H) และกองทุนเปิดเคเคพี สตราทิจิค อินคัม บอนด์ อันเฮดจ์ (KKP SIB-UH) ที่เน้นลงทุนในกองทุนหลัก Neuberger Berman Strategic Income Fund ซึ่งมุ่งเน้นลงทุนในตราสารหนี้ที่ออกโดยบริษัทหรือรัฐบาลของสหรัฐอเมริกา ด้วยกลยุทธ์การบริหารกองทุนแบบเชิงรุก (Active Management) โดยเปิดเสนอขายทั้งประเภทป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนเกือบทั้งหมด (HEDGED) และไม่ป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน (UNHEDGED) เพื่อเป็นทางเลือกให้นักลงทุน ด้วยเงินลงทุนขั้นต่ำเพียง 1,000 บาท กำหนดการเสนอขายหน่วยลงทุนครั้งแรก (IPO) ระหว่างวันที่ 8 – 16 ตุลาคม 2567           นายยุทธพล ลาภละมูล กรรมการผู้จัดการ เปิดเผยว่า แม้ FED จะเริ่มวัฎจักรการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายแล้ว แต่การปรับลดคาดว่าจะเป็นอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยประมาณการอัตราดอกเบี้ยของ FED (FED Dot Plot) ชี้ว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะอยู่ในช่วง 4.25%-4.5% ในสิ้นปีนี้และช่วง 3.25%-3.5% ในปีหน้า ตามคาดการณ์เศรษฐกิจเติบโตลดลงแต่ไม่เข้าสู่ภาวะถดถอย (Soft landing) ในขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ 10 ปีในปัจจุบันที่ 3.74% เป็นระดับที่ไม่ต่ำเกินไป ทำให้มองว่าการลงทุนในตลาดตราสารหนี้ต่างประเทศมีความน่าสนใจทั้งในเรื่องอัตราดอกเบี้ยจากการลงทุนและการกระจายความเสี่ยงให้กับพอร์ตการลงทุนในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว บลจ.เกียรตินาคินภัทร จึงได้นำเสนอกองทุน KKP SIB-H และ KKP SIB-UH แก่นักลงทุนไทยเพื่อเป็นทางเลือกการลงทุนในตราสารหนี้ต่างประเทศ           สำหรับ กองทุน KKP SIB-H และ KKP SIB-UH ระดับความเสี่ยง 5 (เสี่ยงปานกลางค่อนข้างสูง) เป็นกองทุนรวมหน่วยลงทุนประเภท Feeder Fund มีนโยบายเน้นลงทุนในกองทุนหลัก Neuberger Berman Strategic Income Fund ไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนรวม โดยกองทุนหลักจะลงทุนในตราสารหนี้ที่ออกโดยบริษัทหรือรัฐบาล ในสหรัฐอเมริกา รวมถึงตราสารหนี้ที่ออกโดยบริษัทหรือรัฐบาลนอกสหรัฐอเมริกา ความน่าสนใจของกองทุนหลักคือ เป็นกองทุน Multi-Sector Bond ที่ลงทุนได้แบบยืดหยุ่น สามารถปรับเปลี่ยนอายุเฉลี่ยของตราสารและอุตสาหกรรมได้ตามสภาวะเศรษฐกิจ ทำให้สามารถลงทุนในตราสารหนี้ได้หลากหลายประเภท รวมถึงมีทีมผู้จัดการกองทุนที่มีประสบการณ์ยาวนานเฉลี่ยกว่า 25 ปี           กองทุน KKP SIB-H จะทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Derivatives) เพื่อลดความเสี่ยง (Hedging) ด้านอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ไม่น้อยกว่าร้อยละ 90 ของมูลค่าเงินลงทุนในต่างประเทศ ส่วนกองทุน KKP SIB-UH จะไม่ลงทุนในหรือมีไว้ซึ่งสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Derivatives) เพื่อลดความเสี่ยง (Hedging) ด้านอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ           สำหรับผู้ลงทุนที่สนใจสามารถขอรับหนังสือชี้ชวนและข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) โทร. 02 305 9559 หรือ ธนาคารเกียรตินาคินภัทรทุกสาขา หรือ https://am.kkpfg.com หรือผู้สนับสนุนการขายและรับซื้อคืนที่ได้รับการแต่งตั้ง ข้อมูลกองทุน KKP SIB-H และ KKP SIB-UH : เปิดเสนอขายหน่วยลงทุนครั้งแรก (IPO) ระหว่าง วันที่ 8-16 ตุลาคม 2567 มูลค่าขั้นต่ำในการซื้อครั้งแรก 1,000 บาท ครั้งถัดไป 1,000 บาท คำเตือน ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน กองทุน KKP SIB-H จะทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Derivatives) เพื่อป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนเกือบทั้งหมด (ไม่น้อยกว่าร้อยละ 90 ของมูลค่าเงินลงทุนในต่างประเทศ) กองทุนจึงอาจมีความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนในส่วนที่ไม่ได้ทำการป้องกันความเสี่ยงไว้ ซึ่งอาจทำให้ผู้ลงทุนได้รับผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนหรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้ กองทุน KKP SIB-UH จะไม่ลงทุนในหรือมีไว้ซึ่งสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Derivatives) เพื่อลดความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ดังนั้น กองทุนจึงมีความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งอาจทำให้ผู้ลงทุนได้รับผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนหรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้ โปรดศึกษาคำเตือนที่สำคัญอื่นและข้อมูลเพิ่มเติมได้ในหนังสือชี้ชวนส่วนข้อมูลกองทุนรวม https://am.kkpfg.com หรือผู้สนับสนุนการขายและรับซื้อคืนที่ได้รับการแต่งตั้ง

พฤอา
311234567891011121314151617181920212223242526272829301234567891011