“แม็คกรุ๊ป” หรือ MC องค์กรธุรกิจค้าปลีกประเภทสินค้าแฟชั่นและสินค้าไลฟ์สไตล์ “แม็คยีนส์” ตอกย้ำมาตรฐานการกำกับดูแลกิจการที่ดี มุ่งดำเนินธุรกิจสู่การพัฒนาองค์กรให้เติบโตอย่างยั่งยืน ก้าวสู่ปีที่ 50 อย่างมั่นคง หลังจากได้รับผลการประเมิน SET ESG Ratings ประจำปี 2567 ระดับ “AAA” จากตลาดหลักทรัพย์ฯ
นายเจมส์ ริชาร์ด อมตวิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แม็คกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ MC องค์กรธุรกิจค้าปลีก ประเภทสินค้าแฟชั่นและสินค้าไลฟ์สไตล์ “แม็คยีนส์” เปิดเผยว่า แม็คกรุ๊ปฯ มีความมุ่งมั่นสร้างการเติบโตทางธุรกิจ เพื่อสร้างประสบการณ์ในการจับจ่ายสินค้าอันน่าจดจำให้แก่ลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นบริการที่ดี การคัดสรรสินค้าคุณภาพ และความคุ้มค่า พร้อมทั้งให้ความสำคัญในการดำเนินธุรกิจควบคู่ไปกับการดูแลสิ่งแวดล้อม และร่วมพัฒนาสังคม เพื่อการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน
นอกจากนี้ ด้วยพื้นฐานทางธุรกิจที่แข็งแกร่ง ทำให้บริษัทฯ สามารถก้าวผ่านความท้าทายและสร้างผลตอบแทนที่ดีให้แก่ผู้ถือหุ้นเสมอมา โดยบริษัทฯ ได้รับผลการประเมินหุ้นยั่งยืน “SET ESG Ratings ประจำปี 2567” ที่ระดับเรตติ้ง “AAA” โดยแม็คกรุ๊ปฯ เป็น 1 ใน 56 บริษัทจดทะเบียนที่ได้รับการประกาศผลประเมินหุ้นยั่งยืนระดับสูงสุด จากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของบริษัทฯ ในการดำเนินธุรกิจที่คำนึงถึงการดำเนินงานด้านความยั่งยืนในทุกมิติ ภายใต้หลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี ทำให้ธุรกิจมีการเติบโตทางเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุล
สำหรับแผนธุรกิจในช่วงครึ่งปีหลัง 2568 ว่า มีเป้าหมายทำรายได้จากยอดขายและกำไร เติบโต เลขสองหลักจากทุกช่องทาง ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ โดยใช้ประสบการณ์และทรัพยากรความพร้อมจากรากฐานการทำธุรกิจยาวนานกว่า 50 ปี ชูจุดขายครอบคลุมทั้งออนไลน์และออฟไลน์ มีโรงงานผลิตสินค้าและศูนย์กระจายสินค้าของตัวเอง ขณะเดียวกันเตรียมศึกษาแผนพัฒนาสำหรับช่องทางอื่นๆ เช่น ขยายช่องทางสู่ตลาดต่างประเทศและการควบรวมกิจการ เนื่องจากบริษัทฯ มีเงินสดในมือพร้อมดำเนินการได้ทันทีเมื่อเจอโอกาส
“เชื่อว่าในช่วงครึ่งปีหลังกำลังซื้อและเศรษฐกิจประเทศน่าจะมีทิศทางดีขึ้น หลังจากคณะกรรมการนโยบายการเงินเซอร์ไพรส์ลดดอกเบี้ยลง 0.25% จะทำให้กำลังซื้อดีขึ้น รวมถึงผลจากมาตรการ E Receipt ที่ลดหย่อนได้ 50,000บาทที่สิ้นสุดไปเมื่อปลายเดือน ก.พ ที่ผ่านมา ซึ่งในแผนงานของบริษัทฯ ยังคงมีแผนลงทุนขยายร้านค้าปลีกของตัวเองอีก 15 แห่งภายในปีนี้ และปรับปรุงจุดขายเดิม รวมทั้งปิดจุดขายที่ทำกำไรต่ำ ขณะเดียวกันพัฒนาช่องทางขายออนไลน์บนเว็บไซต์ ล่าสุดร่วมมือกับ TIKTOK เปิดพื้นที่ไลฟ์สดขายสินค้า“ นายเจมส์ ริชาร์ด อมตวิวัฒน์ กล่าว