ปรับแต่งการตั้งค่าการให้ความยินยอม

เราใช้คุกกี้เพื่อช่วยให้คุณสามารถไปยังส่วนต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพและทำหน้าที่บางอย่าง คุณจะพบข้อมูลโดยละเอียดเกี่ยวกับคุกกี้ทั้งหมดภายใต้หมวดหมู่ความยินยอมแต่ละประเภทด้านล่าง คุกกี้ที่ได้รับการจัดหมวดหมู่ว่า "จำเป็น" จะถูกจัดเก็บไว้ในเบราว์เซอร์ของคุณ เนื่องจากมีความจำเป็นต่อการทำงานของฟังก์ชันพื้นฐานของเว็บไซต์... 

ใช้งานอยู่เสมอ

คุกกี้ที่จำเป็นมีความสำคัญต่อฟังก์ชันพื้นฐานของเว็บไซต์ และเว็บไซต์จะไม่สามารถทำงานได้ตามวัตถุประสงค์หากไม่มีคุกกี้เหล่านี้

คุกกี้เหล่านี้ไม่จัดเก็บข้อมูลที่สามารถระบุตัวบุคคลได้

ไม่มีคุกกี้ที่จะแสดง

คุกกี้แบบฟังก์ชันนอลช่วยทำหน้าที่บางอย่าง เช่น แบ่งปันเนื้อหาของเว็บไซต์บนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย รวบรวมความคิดเห็น และฟีเจอร์อื่นๆ ของบุคคลที่สาม

ไม่มีคุกกี้ที่จะแสดง

คุกกี้วิเคราะห์ใช้เพื่อทำความเข้าใจวิธีการที่ผู้เยี่ยมชมโต้ตอบกับเว็บไซต์ คุกกี้เหล่านี้ช่วยให้ข้อมูลเกี่ยวกับตัวชี้วัด เช่น จำนวนผู้เข้าชม อัตราตีกลับ แหล่งที่มาของการเข้าชม ฯลฯ

ไม่มีคุกกี้ที่จะแสดง

คุกกี้ประสิทธิภาพใช้เพื่อทำความเข้าใจและวิเคราะห์ดัชนีประสิทธิภาพหลักของเว็บไซต์ซึ่งจะช่วยให้สามารถมอบประสบการณ์การใช้งานที่ดีขึ้นแก่ผู้เยี่ยมชม

ไม่มีคุกกี้ที่จะแสดง

คุกกี้โฆษณาใช้เพื่อส่งโฆษณาที่ได้รับการปรับแต่งตามการเข้าชมก่อนหน้านี้ และวิเคราะห์ประสิทธิภาพของแคมเปญโฆษณา

ไม่มีคุกกี้ที่จะแสดง

ESG


DITTO -TEAMG ร่วมโครงการคอมพิวเตอร์เพื่อเด็กไทย ใส่ใจเรื่องการเงิน

DITTO -TEAMG ร่วมโครงการคอมพิวเตอร์เพื่อเด็กไทย ใส่ใจเรื่องการเงิน

          DITTO -TEAMG ร่วม "โครงการคอมพิวเตอร์เพื่อเด็กไทย ใส่ใจเรื่องการเงิน" สนับสนุน ตลาดหลักทรัพย์ฯ, สภาธุรกิจตลาดทุนไทย และ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา มอบคอมพิวเตอร์ 130 เครื่องให้โรงเรียนขาดแคลน           พลอากาศเอก คงศักดิ์ จันทรโสภา กรรมการ บริษัท ทีม คอนซัลติ้ง เอนจิเนียริ่ง แอนด์ แมเนจเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ TEAMG พร้อมด้วย น.ส.ภรกานต์ รัตนกมลพร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านปฎิบัติการ บริษัท ดิทโต้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DITTO ร่วมงาน “50 ปี ตลาดหลักทรัพย์ฯ ชวนทำความดีเพื่อสังคม หรือโครงการคอมพิวเตอร์เพื่อเด็กไทย ใส่ใจเรื่องการเงิน” โดยมอบคอมพิวเตอร์ที่ใช้งานแล้วและยังมีคุณภาพดี รวม 130 เครื่อง ให้กับโรงเรียนที่ขาดแคลน โดยมุ่งหวังที่จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาและส่งเสริมความรู้ด้านการเงินแก่เยาวชนไทย           โครงการ “50 ปี ตลาดหลักทรัพย์ฯ ชวนทำความดีเพื่อสังคม" หรือ "โครงการคอมพิวเตอร์เพื่อเด็กไทย ใส่ใจเรื่องการเงิน" เป็นโครงการที่เกิดจากความร่วมมือระหว่างตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กับกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ในโอกาสที่ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ดำเนินงานครบรอบ 50 ปี เพื่อช่วยเหลือเด็กและเยาวชนผู้ขาดแคลนโอกาสและทุนทรัพย์ให้เข้าถึงการศึกษา โดยมีวัตถุประสงค์หลักในการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาแก่เด็กไทย และส่งเสริมการเรียนรู้และสร้างพฤติกรรมการออมการลงทุนให้แก่นักเรียน ครู และผู้ปกครอง           โดยคัดเลือกโรงเรียนที่ขาดแคลนคอมพิวเตอร์ จำนวนกว่า 1,000 แห่ง ผ่านการพิจารณากลั่นกรองจาก กสศ. และเครือข่ายชมรมนักจัดการศึกษาบนพื้นที่สูงในถิ่นทุรกันดาร ซึ่งประกอบไปด้วย ผู้อำนวยการสำนักงานเขตการศึกษา ผู้อำนวยการโรงเรียนในถิ่นทุรกันดาร ผู้อำนวยการโรงเรียนในพื้นที่สูง และผู้อำนวยการโรงเรียนในเกาะ ซึ่งทุกฝ่ายทำงานร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) [PR News]

BGRIM ชูนวัตกรรมประหยัดพลังงาน ภายในงาน NOVA Expo 2025

BGRIM ชูนวัตกรรมประหยัดพลังงาน ภายในงาน NOVA Expo 2025

          บี.กริม เทคโนโลยี หรือ BGRIM ตอกย้ำความมุ่งมั่นด้านนวัตกรรมและความยั่งยืนด้วยการนำเสนอโซลูชันประหยัดพลังงาน หลากหลายรูปแบบ สำหรับโครงการอุตสาหกรรมและเชิงพาณิชย์ ในงาน NOVA Expo 2025 ซึ่งจัดขึ้นที่ ศูนย์นิทรรศการ และ การประชุมไบเทค บางนา โดยบูธของ บี.กริม เทคโนโลยี ได้รับความสนใจ จากผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงาน คู่ค้า และ ผู้เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมมากมาย ที่ต้องการสัมผัสกับความก้าวหน้าล่าสุด ของเทคโนโลยีสีเขียว           บี.กริม เทคโนโลยี ได้นำเสนอโซลูชันล้ำสมัยที่ออกแบบมาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ลดต้นทุนการดำเนินงาน และสนับสนุนให้ธุรกิจบรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืน โดยไฮไลต์สำคัญประกอบด้วย: โซลูชันเพิ่มประสิทธิภาพระบบปรับอากาศ (HVAC Energy Efficient Solutions) – เทคโนโลยี ปรับปรุงระบบเครื่องทำความเย็นเพื่อประสิทธิภาพสูงสุด ช่วยลดต้นทุนในการดำเนินงาน โซลูชันพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Rooftop Solutions) – ระบบพลังงานสะอาดที่พร้อมให้บริการทั้งในรูปแบบสัญญาการซื้อขายไฟฟ้า (PPA) หรือรูปแบบการซื้อขาด (EPC) เพื่อตอบโจทย์ ทุกความต้องการ โซลูชันแสงสว่างเปลือกอาคาร (Facade Lighting) – ระบบไฟอัจฉริยะประหยัดพลังงาน ที่ช่วยเพิ่มความสวยงาม ฟังก์ชั่นการใช้งาน และมูลค่าให้กับอาคารเชิงพาณิชย์และอุตสาหกรรม           นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้เน้นย้ำถึงบริการรับประกันประสิทธิภาพระบบเครื่องทำความเย็น (Chiller Plant Efficiency Guarantee) และเครื่องส่งลมเย็นรุ่นใหม่ล่าสุด Carrier Smart AHU (Dedicated Outdoor Air Unit - DOAU) ซึ่งเป็นสองนวัตกรรมสำคัญที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อยกระดับประสิทธิภาพในการทำความเย็น รวมถึงลดผล กระทบต่อสิ่งแวดล้อม และเสริมสร้างความยั่งยืนให้กับธุรกิจ           นายอานนท์ กุลวงษ์วาณิชย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บี.กริม เทคโนโลยี จำกัด กล่าวว่า “ในฐานะผู้นำด้านโซลูชันเพื่อการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ บี.กริม เทคโนโลยี มุ่งมั่นที่จะนำเสนอนวัตกรรมที่จะช่วยขับเคลื่อนธุรกิจและอาคารสู่อนาคต โดยเราให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการประหยัดพลังงาน และการใช้พลังงานสะอาด เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการและนักลงทุนลดต้นทุนในการดำเนินงาน พร้อมส่งเสริมความยั่งยืนด้วยการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน และส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีของสังคมโดยรวม เป้าหมายเหล่านี้จะเป็นแรงผลักดันสำคัญในการปฏิรูปอุตสาหกรรมและ สร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ เพื่อตอบสนองวิสัยทัศน์ดังกล่าว บี.กริม เทคโนโลยี จึงได้พัฒนาหลากหลายโซลูชันเพื่อความยั่งยืนที่ให้บริการแบบครบวงจร (One-Stop Service) ครอบคลุมทุกขั้นตอน ตั้งแต่การออกแบบ จัดหา ติดตั้งไปจนถึงการบำรุงรักษา เพื่อมอบประสบการณ์ที่ไร้รอยต่อ และตอบโจทย์ทุกความต้องการของลูกค้า”           ตลอดระยะเวลาสามวันของการจัดงาน บี.กริม เทคโนโลยี เปิดโอกาสให้ผู้ร่วมงานได้สัมผัสกับโซลูชันที่เปลี่ยนแปลงวงการอย่างใกล้ชิด หนึ่งในความสำเร็จสำคัญในงานนี้คือการที่ บี.กริม เทคโนโลยี ได้รับรางวัล Green Booth Award ซึ่งมอบให้กับผู้จัดแสดงที่ใช้วัสดุยั่งยืนและปฏิบัติตามแนวทางที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมในการออกแบบบูธ รางวัลนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของบริษัทฯ ด้านความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและนวัตกรรมสีเขียว ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านโซลูชันอุตสาหกรรมที่ยั่งยืน ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://bgrimmtechnologies.com/ [PR News]

MC ตอกย้ำมาตรฐานกำกับดูแลกิจการ มุ่งพัฒนาองค์กรสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน

MC ตอกย้ำมาตรฐานกำกับดูแลกิจการ มุ่งพัฒนาองค์กรสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน

          “แม็คกรุ๊ป” หรือ MC องค์กรธุรกิจค้าปลีกประเภทสินค้าแฟชั่นและสินค้าไลฟ์สไตล์ “แม็คยีนส์” ตอกย้ำมาตรฐานการกำกับดูแลกิจการที่ดี มุ่งดำเนินธุรกิจสู่การพัฒนาองค์กรให้เติบโตอย่างยั่งยืน ก้าวสู่ปีที่ 50 อย่างมั่นคง หลังจากได้รับผลการประเมิน SET ESG Ratings ประจำปี 2567 ระดับ “AAA” จากตลาดหลักทรัพย์ฯ           นายเจมส์ ริชาร์ด อมตวิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แม็คกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ MC องค์กรธุรกิจค้าปลีก ประเภทสินค้าแฟชั่นและสินค้าไลฟ์สไตล์ “แม็คยีนส์” เปิดเผยว่า แม็คกรุ๊ปฯ มีความมุ่งมั่นสร้างการเติบโตทางธุรกิจ เพื่อสร้างประสบการณ์ในการจับจ่ายสินค้าอันน่าจดจำให้แก่ลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นบริการที่ดี การคัดสรรสินค้าคุณภาพ และความคุ้มค่า พร้อมทั้งให้ความสำคัญในการดำเนินธุรกิจควบคู่ไปกับการดูแลสิ่งแวดล้อม และร่วมพัฒนาสังคม เพื่อการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน           นอกจากนี้ ด้วยพื้นฐานทางธุรกิจที่แข็งแกร่ง ทำให้บริษัทฯ สามารถก้าวผ่านความท้าทายและสร้างผลตอบแทนที่ดีให้แก่ผู้ถือหุ้นเสมอมา โดยบริษัทฯ ได้รับผลการประเมินหุ้นยั่งยืน “SET ESG Ratings ประจำปี 2567” ที่ระดับเรตติ้ง “AAA” โดยแม็คกรุ๊ปฯ เป็น 1 ใน 56 บริษัทจดทะเบียนที่ได้รับการประกาศผลประเมินหุ้นยั่งยืนระดับสูงสุด จากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของบริษัทฯ ในการดำเนินธุรกิจที่คำนึงถึงการดำเนินงานด้านความยั่งยืนในทุกมิติ ภายใต้หลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี ทำให้ธุรกิจมีการเติบโตทางเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุล           สำหรับแผนธุรกิจในช่วงครึ่งปีหลัง 2568 ว่า มีเป้าหมายทำรายได้จากยอดขายและกำไร เติบโต เลขสองหลักจากทุกช่องทาง ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ โดยใช้ประสบการณ์และทรัพยากรความพร้อมจากรากฐานการทำธุรกิจยาวนานกว่า 50 ปี ชูจุดขายครอบคลุมทั้งออนไลน์และออฟไลน์ มีโรงงานผลิตสินค้าและศูนย์กระจายสินค้าของตัวเอง ขณะเดียวกันเตรียมศึกษาแผนพัฒนาสำหรับช่องทางอื่นๆ เช่น ขยายช่องทางสู่ตลาดต่างประเทศและการควบรวมกิจการ เนื่องจากบริษัทฯ มีเงินสดในมือพร้อมดำเนินการได้ทันทีเมื่อเจอโอกาส           “เชื่อว่าในช่วงครึ่งปีหลังกำลังซื้อและเศรษฐกิจประเทศน่าจะมีทิศทางดีขึ้น หลังจากคณะกรรมการนโยบายการเงินเซอร์ไพรส์ลดดอกเบี้ยลง 0.25% จะทำให้กำลังซื้อดีขึ้น รวมถึงผลจากมาตรการ E Receipt ที่ลดหย่อนได้ 50,000บาทที่สิ้นสุดไปเมื่อปลายเดือน ก.พ ที่ผ่านมา ซึ่งในแผนงานของบริษัทฯ ยังคงมีแผนลงทุนขยายร้านค้าปลีกของตัวเองอีก 15 แห่งภายในปีนี้ และปรับปรุงจุดขายเดิม รวมทั้งปิดจุดขายที่ทำกำไรต่ำ ขณะเดียวกันพัฒนาช่องทางขายออนไลน์บนเว็บไซต์ ล่าสุดร่วมมือกับ TIKTOK เปิดพื้นที่ไลฟ์สดขายสินค้า“ นายเจมส์ ริชาร์ด อมตวิวัฒน์ กล่าว

GPSC เดินหน้าแผนศึกษา SMR เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero

GPSC เดินหน้าแผนศึกษา SMR เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero

              GPSC เจาะลึกเทคโนโลยี SMR ตอบโจทย์พลังงานสะอาด หนุนลดคาร์บอนฯ ในภาคการผลิต มุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero พร้อมเดินหน้าจับมือ Seaborg Technologies จากเดนมาร์ก ศึกษาความเป็นไปได้พัฒนาในไทย วางเป้าหมายเป็นเทคโนโลยีที่สร้างเสถียรภาพด้านพลังงาน มีความปลอดภัยสูง และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม             นายศิริเมธ ลี้ภากรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC แกนนำนวัตกรรมธุรกิจไฟฟ้ากลุ่ม ปตท. เปิดเผยว่าสถานการณ์ความต้องการด้านพลังงานสะอาดที่มีเสถียรภาพในการส่งมอบทั้งไฟฟ้าและไอน้ำในประเทศไทย มีแนวโน้มการเติบโตอย่างต่อเนื่อง แต่ด้วยข้อจำกัดของพลังงานหมุนเวียน อาทิ พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม ฯลฯ ที่ไม่สามารถผลิตไอน้ำได้ ในขณะที่การผลิตไฟฟ้ายังคงไม่มีความต่อเนื่องขึ้นกับสภาพอากาศ  ดังนั้น  GPSC จึงเร่งศึกษาพัฒนานวัตกรรมพลังงานสะอาดประเภทอื่นๆ ที่จะเป็นตัวขับเคลื่อนภาคการผลิตของประเทศไทย ให้สามารถรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุนพลังงาน ควบคู่กับการลดการปล่อยคาร์บอนฯ สู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ของประเทศไทยภายในปี 2608 โดยขณะนี้ GPSC ได้ให้ความสนใจในเทคโนโลยี Small Modular Reactor หรือ SMR ในเจเนอเรชันที่ 4 ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าผลิตพลังงานแบบโมดูล่าร์ขนาดเล็ก มีลักษณะเป็นโมดูลที่ผลิตและประกอบเบ็ดเสร็จจากโรงงานผู้ผลิต สามารถขนย้ายได้ โดยร่วมกับบริษัท Seaborg Technologies จากประเทศเดนมาร์ก เพื่อศึกษาความเป็นไปได้และความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ในการพัฒนาโครงการฯ ซึ่งกำหนดแผนระยะเวลาในการศึกษา 4 ปี (ระหว่างปี 2567-2570)             นอกจากนี้ จากรายงานตัวเลขของไทยที่มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ สูงถึง 250 ล้านตันต่อปีนั้น แบ่งเป็นแหล่งที่มาจากกลุ่มผู้ผลิตไฟฟ้า 37% การขนส่งคมนาคม 34% ภาคอุตสาหกรรม 24% และภาคเศรษฐกิจอื่นๆ 5% โดยที่ไทยมีแผนการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จนถึงปี 2593 โดยเน้นไปที่กลุ่มผู้ผลิตไฟฟ้า ให้มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลดลง จาก 2562 ที่ 100 ล้านตัน จนไปถึงปี 2593 จะอยู่ที่ 41 ล้านตัน แต่ในส่วนของภาคอุตสาหกรรม ปี 2562 อยู่ที่ 42 ล้านตัน แต่ช่วงปี 2593 กลับขึ้นมาเป็นประมาณ 50 ล้านตัน แสดงว่าแผนการลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไม่ประสบความสำเร็จในกลุ่มอุตสาหกรรม เพราะว่าภาคอุตสาหกรรมจำเป็นต้องใช้พลังงานความร้อน (Thermal Energy) ซึ่งไม่สามารถผลิตจากพลังงานหมุนเวียนประเภทแสงอาทิตย์หรือลมได้             ในขณะที่ทุกภาคส่วนกำลังติดตามเรื่องนโยบาย CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism) ของสหภาพยุโรป ที่ได้กำหนดราคาคาร์บอนฯ สำหรับสินค้าบางรายการที่นำเข้าไปในกลุ่มประเทศยุโรป มีผลบังคับใช้ในปี 2569 หากเอกชนยังไม่สามารถเข้าถึงแหล่งพลังงานสะอาดได้ หรือมีพลังงานหมุนเวียนไม่เพียงพอ จะส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันลดลง หรือโดนกำแพงภาษีเพิ่มขึ้น ในขณะที่เทคโนโลยี SMR สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ในหลายรูปแบบ อาทิ การผลิตไฮโดรเจน การผลิตไอน้ำ การใช้เป็นแหล่งพลังงานสีเขียวในกระบวนการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS)             “สำหรับกระบวนการศึกษาความเป็นไปได้กับผู้เชี่ยวชาญจาก Seaborg จะสามารถทำให้ GPSC เข้าถึงมาตรฐานความปลอดภัยของเทคโนโลยี SMR ตามข้อกำหนดของทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) อย่างไรก็ตาม การศึกษาความเป็นไปได้ SMR จะต้องดำเนินการตามกฎระเบียบที่ภาครัฐกำหนด และรับฟังความเห็นจากทุกภาคส่วนภายในประเทศที่เกี่ยวข้องด้วย ทั้งด้านกฎหมาย ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ความปลอดภัย ฯลฯ เพื่อให้เป็นที่ยอมรับจากทุกฝ่าย โดยเฉพาะเรื่องความปลอดภัยและความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ โดยคาดว่าภายในปี 2578 จะเห็นเทคโนโลยี SMR ในเชิงพาณิชย์ได้ในต่างประเทศ” นายศิริเมธ กล่าว

abs

เจมาร์ท สร้างความสามารถในการแข่งขัน ด้วยการสร้าง Synergy Ecosystem

ตลท.ได้รับการรับรองการตั้งเป้าหมาย Net Zero 2050 จาก SBTi

ตลท.ได้รับการรับรองการตั้งเป้าหมาย Net Zero 2050 จาก SBTi

          นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้รับการรับรองการตั้งเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2050 จาก Science Based Targets initiative (SBTi) ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลในการกำหนดเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกด้วยหลักการทางวิทยาศาสตร์ ทั้งนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ เป็นแห่งที่ 4 ของตลาดหลักทรัพย์ทั่วโลกที่ได้รับการรับรองการตั้งเป้าหมายทั้งในระยะสั้นและระยะยาว (Net Zero) ต่อจาก Bursa Malaysia  Nasdaq และ Deutsche BÖrse Group โดยเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่ได้รับการรับรอง ประกอบด้วยเป้าหมายระยะสั้นที่ 42% ภายในปี 2030 และเป้าหมายระยะยาวที่ 90% ภายในปี 2050           “การได้รับการรับรองจาก SBTi นี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการดำเนินงานตามเป้าหมายที่จะร่วมดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม ตอกย้ำการเดินหน้าตามแผนกลยุทธ์ตลาดหลักทรัพย์ฯ ปี 2025 - 2027 ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นว่า แผนงานการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของตลาดหลักทรัพย์ฯ จะนำไปสู่เป้าหมายตามที่กำหนดไว้ เป็นไปอย่างถูกต้องตามหลักการสากลและสอดคล้องกับเป้าหมายการควบคุมอุณหภูมิไม่ให้สูงเกิน 1.5 องศาตามความตกลงปารีส (Paris Agreement)” นายอัสสเดชกล่าว           ทั้งนี้ การรับรองจาก SBTi ครอบคลุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้ง 3 ขอบเขต ได้แก่ 1) การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางตรงจากกิจกรรมขององค์กร 2) การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมจากการใช้พลังงาน และ 3) การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมอื่นๆ ตลอดห่วงโซ่คุณค่า ทั้งนี้ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้วางแผนการดำเนินงานครอบคลุมหลายด้าน อาทิ การเพิ่มสัดส่วนการใช้รถไฟฟ้าในการเดินทาง การปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงานในอาคาร การพัฒนาการจัดซื้อจัดจ้างสีเขียว รวมถึงการร่วมพัฒนาแผนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกกับคู่ค้า และการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่สนับสนุนการลงทุนในธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง           SBTi เป็นองค์กรระดับสากลที่สนับสนุนให้บริษัทต่างๆ ทั่วโลกตั้งเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามหลักการทางวิทยาศาสตร์ (climate science) โดยมุ่งผลักดันให้มีการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงครึ่งหนึ่งก่อนปี 2030 และบรรลุ           การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net-Zero) ก่อนปี 2050 โดย SBTi ก่อตั้งขึ้นจากความร่วมมือระหว่าง Carbon Disclosure Project (CDP), The United Nations Global Compact (UNGC), World Resources Institute (WRI), The World Wide Fund for Nature (WWF)  SBTi มีบทบาทกำหนดและส่งเสริมแนวปฏิบัติที่ดีรวมถึงประเมินและอนุมัติการตั้งเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของบริษัทต่างๆ ตามแนวทางของ SBTi ซึ่งปัจจุบันกว่า 7,000 องค์กรทั่วโลกในทุกอุตสาหกรรมเสนอเป้าหมายการพิจารณาของ SBTi เข้าร่วม ติดตามข้อมูลเพิ่มเติม www.sciencebasedtargets.org

ปตท. -GPSC - Solar PPM ติดตั้งไฟฟ้า พลังงานแสงอาทิตย์ ณ วัดสระเกศฯ

ปตท. -GPSC - Solar PPM ติดตั้งไฟฟ้า พลังงานแสงอาทิตย์ ณ วัดสระเกศฯ

เมื่อเร็วๆนี้ - ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) หรือ PTT พร้อมด้วย นายวรวัฒน์ พิทยศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) (GPSC) และนายกฤษณ์ พรพิไลลักษณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โซลาร์ พีพีเอ็ม จำกัด (Solar PPM) ร่วมถวายระบบ Solar Rooftop ขนาด 100 กิโลวัตต์ แด่พระเดชพระคุณพระพรหมสิทธิ (ธงชัย สุขญาโณ) เจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร (วัดภูเขาทอง) เพื่อปรับปรุงระบบไฟฟ้าของวัดให้เป็นระบบไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ สำหรับใช้งานภายในอาคารบำเพ็ญกุศล 1-2 และเมรุ โดยสามารถลดค่าไฟฟ้าของวัดได้ถึงร้อยละ 50 ภายใน 1 เดือน นับเป็นการช่วยลดค่าใช้จ่ายให้แก่วัดและเป็นการสนับสนุนเพื่อสาธารณประโยชน์ให้แก่วัดและชุมชนในพื้นที่อีกด้วย

NER สนับสนุนวิถีเกษตรยั่งยืน ปี2  มอบเครื่องจักรกลการเกษตร ที่ จ.บุรีรัมย์

NER สนับสนุนวิถีเกษตรยั่งยืน ปี2 มอบเครื่องจักรกลการเกษตร ที่ จ.บุรีรัมย์

            หุ้นวิชั่น - บมจ.นอร์ทอีส รับเบอร์ (NER) ผู้นำอุตสาหกรรมยาง เห็นความสำคัญของการเกษตรซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของประเทศ เน้นทำธุรกิจควบคู่การรักษาสิ่งแวดล้อม ได้สานต่อโครงการ "NER สนับสนุนวิถีเกษตรยั่งยืน" ต่อเนื่องปีที่ 2 ร่วมกับเกษตรอำเภอประโคนชัยและกลุ่มวิสาหกิจชุมชน มอบเครื่องจักรกลการเกษตรรถแทรกเตอร์ให้กลุ่มวิสาหกิจชุมชนจะเสร็จสิ้นภายในปี 2568 นี้ โดยมอบรถแทรกเตอร์จำนวน 30 คัน ให้แก่ 30 วิสาหกิจชุมชนใน อ.ประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ เพื่อให้เกษตรกรในชุมชน อ.ประโคนชัย ลดต้นทุนการผลิตและมีผลผลิตที่มีคุณภาพมากขึ้น ที่ผ่านมาบริษัท NER สนับสนุนโครงการเพื่อสังคมมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมยึดหลักแนวคิด เศรษฐกิจพอเพียง เดินหน้าสานต่อและสร้างวิถีเกษตรยั่งยืน...             นายชูวิทย์ จึงธนสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท นอร์ทอีส รับเบอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ NER เปิดเผยว่า บริษัท ดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่าย ยางแผ่นรมควัน ยางแท่ง ยางผสม และสินค้าปลายน้ำแผ่นยางพาราปูพื้นคุณภาพสูง เพื่อจำหน่ายไปยัง ผู้ผลิตในอุตสาหกรรมยานยนต์และกลุ่มผู้ค้าคนกลางทั้งในและต่างประเทศ ภายใต้วิสัยทัศน์ของบริษัท “NER เป็นผู้ผลิตยางธรรมชาติชั้นนำระดับโลก ที่มุ่งสร้างคุณค่าและอนาคตที่ยั่งยืนให้กับทุกชุมชนที่มีเรา”             "บริษัทฯ ตระหนักถึงบทบาทสำคัญของภาคเกษตรในเศรษฐกิจไทยและความมั่นคงทางอาหาร จึงให้ความสำคัญกับการส่งเสริมเกษตรกรรมยั่งยืน เพื่อให้การผลิตอาหารเพียงพอควบคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อม ตลอดมา บริษัทฯ สนับสนุนโครงการเพื่อสังคมโดยยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งเป็นแนวทางที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 พระราชทานไว้ การส่งเสริมให้เกษตรกรรวมกลุ่ม ใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม และบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทย"             ปัจจุบัน บริษัทฯ สานต่อโครงการ "NER สนับสนุนวิถีเกษตรยั่งยืน" ปีที่ 2 เพื่อมอบเครื่องจักรกลการเกษตรให้กับกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการประกอบอาชีพ นับเป็นการส่งเสริมการรวมกลุ่มเกษตรกร สร้างความเข้มแข็งและพัฒนาเครือข่าย ความร่วมมือระหว่างกลุ่มเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน เพื่อให้เกษตรกรในชุมชนลดต้นทุนการผลิตทำให้มีผลผลิตต่อหน่วยเพิ่มขึ้นและมีคุณภาพดี ทั้งนี้บริษัทฯสนับสนุน “เครื่องจักรกลทางการเกษตร คือรถแทรกเตอร์” ปี 2568 จำนวน 10 คัน (เดือนมกราคมที่ผ่านมา) และ 27 มีนาคมนี้จะมอบจำนวน 10 คัน และมิถุนายนจะมอบ จำนวน 10 คัน             โดยเกษตรกรในพื้นที่ อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ ที่ร่วมโครงการมีจำนวน 62 วิสาหกิจชุมชน ครอบคลุมพื้นที่การเกษตร 198,642.08 ไร่ และประชากรในพื้นที่ 9,748 ครัวเรือน โดยบริษัท NER ได้จัดสรรงบประมาณไว้ทั้งสิ้น 41 ล้านบาท ซึ่งได้มอบเครื่องจักรกลการเกษตรเมื่อปีที่ผ่านมา (2567)  จำนวน 6 คัน ให้ 6 วิสาหกิจชุมชน เป็นที่เรียบร้อย  และปี 2568 นี้มอบอีก 30 คันให้ 30 วิสาหกิจชุมชน ซึ่งเหลือจำนวน 26 คัน จะมอบในโอกาสต่อไป [caption id="attachment_46941" align="aligncenter" width="2079"] default[/caption]

abs

มุ่งมั่นเป็นผู้นำ เชื่อมโยงทุกโครงข่ายระบบคมนาคมขนส่งอย่างยั่งยืน

กฟผ. ลุยโครงการโซลาร์เซลล์ลอยน้ำ  เปิดซองประกวดราคาถึง 18 เม.ย. นี้

กฟผ. ลุยโครงการโซลาร์เซลล์ลอยน้ำ เปิดซองประกวดราคาถึง 18 เม.ย. นี้

               หุ้นวิชั่น - กฟผ. เปิดขายเอกสารประกวดราคาโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทุ่นลอยน้ำ หรือ โซลาร์เซลล์ลอยน้ำ เขื่อนภูมิพล ชุดที่ 1 จ.ตาก ตั้งแต่วันนี้ – 18 เมษายน 2568 ผลิตไฟฟ้าพลังงานสะอาด หนุนประเทศสู่เป้าหมาย Carbon Neutrality ติดตามรายละเอียดที่ https://www4.egat.co.th/fprocurement/biddingeng/main/3582                นายทิเดช เอี่ยมสาย รองผู้ว่าการพัฒนาโรงไฟฟ้าและพลังงานหมุนเวียน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยว่า กฟผ. เดินหน้าพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทุ่นลอยน้ำ เขื่อนภูมิพล ชุดที่ 1 จ.ตาก                ขนาดกำลังผลิต 158 เมกะวัตต์ (MWac) ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งอยู่บนทุ่นลอยน้ำในอ่างเก็บน้ำของเขื่อน โดยโครงการฯ นี้ เป็นส่วนหนึ่งในแผนดำเนินงานเพื่อมุ่งสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ในปี ค.ศ. 2050 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ภายในปี ค.ศ. 2065 ผ่านกลไกการสนับสนุนการชดเชยและหลีกเลี่ยงการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อย่างเป็นรูปธรรม กำหนดจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ในปี 2570                ปัจจุบันโครงการฯ อยู่ระหว่างการเปิดขายเอกสารประกวดราคา ผู้ประกอบการที่สนใจมีส่วนร่วมในการสร้างพลังงานสะอาดให้กับประเทศ สามารถซื้อเอกสารประกวดราคาได้ ตั้งแต่วันนี้ – 18 เมษายน 2568 กำหนดเปิดซองประกวดราคาในวันที่ 14 กรกฎาคม 2568 (สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสม) ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www4.egat.co.th/fprocurement/biddingeng/main/3582                ทั้งนี้ โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทุ่นลอยน้ำ เขื่อนภูมิพล ชุดที่ 1 นี้ เป็นโครงการฯ ภายใต้แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2561-2580 ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 1 (PDP2018 Revision 1) รวมถึงร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทยฉบับใหม่ โดยมีแผนพัฒนาในพื้นที่เขื่อนของ กฟผ. ทั่วประเทศ กำลังผลิตรวม 2,725 เมกะวัตต์ ภายในปี 2573 ภายใต้หลักการสำคัญ คือ เพิ่มสัดส่วนการผลิตพลังงานสะอาดขับเคลื่อนเป้าหมายประเทศ ใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยก่อสร้างโรงไฟฟ้าบนพื้นที่ผิวน้ำในเขื่อนของ กฟผ. และใช้อุปกรณ์หลักร่วมกันกับโรงไฟฟ้าพลังน้ำที่มีอยู่เดิม ช่วยลดต้นทุนการผลิต ทำให้ค่าไฟฟ้ามีราคาต้นทุนที่เหมาะสม เป็นมิตรต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม

PHOL รับมอบประกาศนียบัตร เครื่องหมายรับรองฉลากคาร์บอนองค์กร

PHOL รับมอบประกาศนียบัตร เครื่องหมายรับรองฉลากคาร์บอนองค์กร

             หุ้นวิชั่น - นายธันยา หวังธำรง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ผลธัญญะ จำกัด (มหาชน) หรือ  PHOL ผู้ประกอบธุรกิจจัดจำหน่ายสินค้าเพื่อความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมครบวงจร รายใหญ่ของประเทศไทย เข้ารับมอบประกาศนียบัตร เครื่องหมายรับรองคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร (Carbon Footprint for Organization : CFO)  ซึ่งจัดโดยองค์กรการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) โดยมี ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นผู้มอบ งานดังกล่าวจัดขึ้น ณ ห้อง Conference Hall สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) ถนนแจ้งวัฒนะ เมื่อเร็วๆ นี้              โดย PHOL ตระหนักถึงความสำคัญของการดำเนินงานด้วยความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ใส่ใจต่อภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การมีส่วนร่วมในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของบริษัทฯ ในการดำเนินธุรกิจตามแนวทางพัฒนาอย่างยั่งยืน ที่คำนึงถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล

ตลท. ผนึกเฟทโก้ และ กสศ. ชวนภาคธุรกิจบริจาคคอมพิวเตอร์

ตลท. ผนึกเฟทโก้ และ กสศ. ชวนภาคธุรกิจบริจาคคอมพิวเตอร์

          หุ้นวิชั่น - ในโอกาสครบรอบการดำเนินงาน 50 ปี ในปี 2568 ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ดำเนิน “โครงการ 50 ปี ตลาดหลักทรัพย์ฯ ชวนทำความดีเพื่อสังคม” ผ่าน 3 โครงการเพื่อประโยชน์แก่สังคม โดยหนึ่งใน 3 โครงการดังกล่าว คือ “โครงการคอมพิวเตอร์เพื่อเด็กไทย ใส่ใจเรื่องการเงิน” ซึ่งโครงการนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ดำเนินการร่วมกับ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย และกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) โดยมุ่งหวังที่จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาพร้อมปลูกฝังความรู้ด้านการเงินแก่เยาวชนไทย           นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า โครงการ 50 ปี ตลาดหลักทรัพย์ฯ ชวนทำความดีเพื่อสังคม เป็นการสะท้อนให้เห็นว่าตลาดหลักทรัพย์ฯ ไม่เพียงมุ่งมั่นพัฒนาตลาดทุน แต่ยังดูแลรับผิดชอบการพัฒนาเพื่อสังคม ส่งเสริมให้มีรากฐานและคุณภาพชีวิตที่ดี ผ่านการดำเนิน “โครงการ คอมพิวเตอร์เพื่อเด็กไทย ใส่ใจเรื่องการเงิน” โดยมุ่งหวังที่จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา เปิดโอกาสให้นักเรียนเข้าถึงสื่อดิจิทัลและแหล่งความรู้ออนไลน์เพื่อการพัฒนาตนเอง ซึ่งตลาดหลักทรัพย์ฯ จะเป็นตัวกลางเชื่อมโยงภาคธุรกิจให้มาร่วมกันบริจาคคอมพิวเตอร์ โดยมีเป้าหมาย 5,000 เครื่อง ภายใน 5 ปี อีกทั้ง ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังจะสนับสนุนข้อมูลความรู้  ด้านการเงินด้วยการติดตั้งลงในคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องที่จะส่งมอบให้แก่โรงเรียน เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้การออมการลงทุน ปลูกฝังความรู้ด้านการเงินให้แก่นักเรียน ครู และผู้ปกครอง           นายพิเชษฐ สิทธิอำนวย รองประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย กล่าวว่า ในฐานะตัวแทนองค์กรภาคตลาดทุนมีความยินดีที่จะร่วมสนับสนุน “โครงการคอมพิวเตอร์เพื่อเด็กไทย ใส่ใจเรื่องการเงิน” เนื่องด้วยประเทศไทย จะสามารถก้าวหน้าและพัฒนาอย่างยั่งยืนได้ สิ่งสำคัญคือการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่มีความรู้ ความสามารถ มีความคิดสร้างสรรค์ และเข้าใจในโลกยุคใหม่ ดังนั้น เยาวชนไทยจึงจำเป็นต้องมีความรู้และทักษะด้านดิจิทัลอย่างเพียงพอเพื่อพัฒนาศักยภาพของตนเองให้เป็นบุคลากรที่มีความรู้ ความสามารถ และมีทักษะที่หลากหลาย เพื่อเข้ามาเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนและพัฒนาตลาดทุนไทย รวมไปถึงเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน โครงการนี้ จึงเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาบุคลากรที่มีคุณภาพให้กับภาคตลาดทุนและประเทศชาติในอนาคตต่อไป           ดร. ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กล่าวว่า การขาดแคลนทรัพยากรในโรงเรียนขนาดเล็ก พื้นที่ห่างไกล ทุรกันดารส่งผลต่อผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักเรียน การสำรวจขององค์การ OECD พบว่าโรงเรียนที่มีปัญหาขาดแคลนอุปกรณ์ สื่อการเรียนการสอน มีแนวโน้มที่นักเรียนจะทำคะแนน PISA ได้น้อย กสศ.ยังสำรวจในช่วงโควิด-19 พบว่า เด็กเยาวชนยากจนในชนบท ใช้อุปกรณ์โทรศัพท์มือถือของพ่อแม่  ไม่มีแท็บเล็ต คอมพิวเตอร์  ช่องว่างนี้เมื่อเทียบกับประชากรทั่วไป ห่างกันถึง  10 เท่า  โอกาสเดียวที่เด็กเหล่านี้จะได้ใช้ทรัพยากรเพื่อเรียนรู้ พัฒนาทักษะต่างๆ คือ ที่โรงเรียน โดยการทำงานของ กสศ. มุ่งระดมความร่วมมือทุกภาคส่วนสร้างความเสมอภาคทางการศึกษา  โดยมีระบบฐานข้อมูลสารสนเทศที่เข้าใจความขาดแคลนของโรงเรียน เน้นกระบวนการมีส่วนร่วมของครู ผู้บริหารโรงเรียน เครือข่ายชมรมนักจัดการศึกษาบนพื้นที่สูงในถิ่นทุรกันดาร  และสพฐ. สามารถตรวจสอบได้ และยังประมวลเป็นแผนที่ชี้เป้าให้กับภาคส่วนต่างๆ ในระยะแรกจะสนับสนุนโรงเรียนที่มีความต้องการเร่งด่วนราว 200 แห่ง โครงการนี้จะมีส่วนช่วยสนับสนุนการขับเคลื่อนให้เกิดการจัดสรรทรัพยากรและงบประมาณอย่างเสมอภาคจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อลดความเหลื่อมล้ำให้แก่โรงเรียนเล็ก ห่างไกล ทุรกันดาร  ซึ่งเป็นแนวทางเพื่อแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนที่ กสศ. ขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง           ภาคตลาดทุนและภาคธุรกิจรวมถึงผู้ที่สนใจจะร่วม “โครงการคอมพิวเตอร์เพื่อเด็กไทย ใส่ใจเรื่องการเงิน” สามารถสนับสนุนได้ผ่าน 3 รูปแบบ คือ 1) บริจาคคอมพิวเตอร์ที่ใช้งานแล้วและยังมีคุณภาพดี 2) บริจาคคอมพิวเตอร์ใหม่ (มือ 1) หรือ 3) สนับสนุนองค์ความรู้ตามความเชี่ยวชาญหรือตามศักยภาพของธุรกิจ (In kind Support)           สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กสศ. Call Center โทร. 0 2079 5475 ติดตามความคืบหน้าโครงการได้ที่ www.eef.or.th/donate/ และ https://pinhelppoint.com/

abs

SSP : ผู้นำด้านพลังงานหมุนเวียน ทางเลือกใหม่เพื่ออนาคต

‘ซีพี แอ็กซ์ตร้า’ x ‘กลุ่ม ปตท.’  เปิดตัว “AXTRA Green Together”

‘ซีพี แอ็กซ์ตร้า’ x ‘กลุ่ม ปตท.’ เปิดตัว “AXTRA Green Together”

           บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) หรือ CPAXT ผู้ดำเนินธุรกิจ “แม็คโคร-โลตัส” ร่วมกับ กลุ่ม ปตท. นำโดย บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC และ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)  หรือ PTT โดยโครงการบริหารการสร้างประโยชน์ร่วมธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น (Petrochemical and Refining Integrated Synergy Management ; PRISM) เปิดตัวโครงการ “AXTRA Green Together” ขับเคลื่อนการจัดการขยะและส่งเสริมให้คนไทยมีส่วนร่วมในการลดปัญหาขยะพลาสติกอย่างยั่งยืน ตอกย้ำความมุ่งมั่นสู่ผู้นำด้านการจัดการขยะในประเทศไทย โดยจัดตั้งจุดรับขวดพลาสติกใช้แล้ว (PET) ที่แม็คโครและโลตัส ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งจะนำขวดพลาสติก PET เข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลและอัพไซคลิ่งด้วยระบบบริหารจัดการแบบครบวงจรผ่าน GC YOUเทิร์น แพลตฟอร์ม เพื่อสร้างคุณค่าเปลี่ยนเป็นเสื้อกีฬา และมอบให้กับเยาวชนในโรงเรียนทั่วไทย โครงการนี้ไม่เพียงช่วยลดปริมาณขยะพลาสติก ยังเป็นการร่วมเฉลิมฉลอง  วันรีไซเคิลโลก พร้อมปลุกจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อม สอดคล้องเป้าหมายของ ซีพี แอ็กซ์ตร้า ในการลดขยะสู่หลุมฝังกลบให้เป็นศูนย์ภายในปี 2573 และเป้าหมายของกลุ่ม ปตท. ในการมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emission)            นางศิริพร เดชสิงห์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานความยั่งยืนและสื่อสารองค์กร บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงความมุ่งมั่นของบริษัทฯ ในการดำเนินธุรกิจอย่างรับผิดชอบภายใต้หลัก ESG “ที่ ซีพี แอ็กซ์ตร้า เราให้ความสำคัญกับการพัฒนาอย่างยั่งยืนในทุกมิติ ครอบคลุมทั้งสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล โดยหนึ่งในเป้าหมายหลักของเรา คือ การส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ผ่านการลดการทิ้งขยะสู่หลุมฝังกลบ ซึ่งรวมถึงบรรจุภัณฑ์พลาสติก สำหรับโครงการ ‘AXTRA Green Together’ เราตั้งเป้ารวบรวมขวดพลาสติกให้ได้ 1,400,000 ขวด เพื่อนำมาสร้างมูลค่าเพิ่ม และนำกลับมาเป็นเสื้อกีฬา อัพไซเคิล มอบให้กับเยาวชนทั่วประเทศ เราเชื่อว่าความร่วมมือจากทุกภาคส่วนจะเป็นพลังสำคัญในการลดปริมาณขยะ บรรเทาภาวะโลกร้อน และสร้างการเปลี่ยนแปลงเพื่อโลกที่ยั่งยืน”            นางชนัญชิดา วิบูลคณารักษ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานกลยุทธ์องค์กร บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC กล่าวว่า  “GC มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เข้ามาสนับสนุนโครงการ “AXTRA Green Together” นับเป็นอีกหนึ่งความร่วมมือสำคัญในการสร้างจิตสำนึก ส่งเสริมพฤติกรรมคัดแยกขยะอย่างถูกต้อง ช่วยลดปริมาณขยะจากต้นทาง ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) กิจกรรมครั้งนี้ ได้นำ GC YOUเทิร์น ระบบการบริหารจัดการพลาสติกใช้แล้วครบวงจรเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ AXTRA Green Together ในการส่งขวดพลาสติก PET ใช้แล้ว เข้าสู่ระบบรีไซเคิลอย่างถูกวิธี ซึ่งการขนส่งนั้น ได้ความร่วมมือจาก บริษัท เวสท์บาย เดลิเวอรี่ จำกัด (WasteBuy Delivery) ผู้ดำเนินธุรกิจด้าน            โลจิสติกส์จัดการขยะรีไซเคิล หนึ่งในพันธมิตรของ GC YOUเทิร์น เข้ามามีส่วนร่วมในการขนส่งขวดพลาสติก PET ใช้แล้วจากสาขาแม็คโครและโลตัส ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล กลับเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลมาตรฐานสูงผ่านบริษัท เอ็นวิคโค จำกัด ผู้ผลิตเม็ดพลาสติกรีไซเคิล rPET และ rHDPE มาตรฐานโลกของ GC” โครงการ AXTRA Green Together สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ ซีพี แอ็กซ์ตร้า ในการส่งเสริมการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาคธุรกิจ ชุมชน และประชาชนทั่วไป เพื่อร่วมกันดูแลสิ่งแวดล้อมและผลักดันเศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างยั่งยืน ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมได้ง่ายๆ เพียงนำขวดพลาสติก PET ใช้แล้วมาทิ้งที่จุดรับขวดที่แม็คโครและโลตัส ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป [PR News]

DITTO ชูโครงการปลูกป่าชายเลน  ยืนยันความสำเร็จด้านความยั่งยืน

DITTO ชูโครงการปลูกป่าชายเลน ยืนยันความสำเร็จด้านความยั่งยืน

          หุ้นวิชั่น - DITTO มุ่งมั่นในการดำเนินงานอย่างมีความรับผิดชอบยึดหลักการบริหารงานที่โปร่งใส มีธรรมาภิบาล พร้อมกับส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม ตอกย้ำความสำเร็จด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืน ได้รับผลการประเมินหุ้นยั่งยืน SET ESG Ratings ประจำปี 2567 ระดับ “AAA” สะท้อนถึงความ           นายฐกร รัตนกมลพร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดิทโต้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DITTO กล่าวว่า บริษัทฯ ยังคงมุ่งมั่นยกระดับมาตรฐานการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน และเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นผ่านการใช้ Data พร้อมกับสร้างผลตอบแทนมั่นคงให้แก่ผู้ถือหุ้นและส่งเสริมการเติบโตอย่างมีคุณภาพไปพร้อมกับการรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม           โดยการเข้าร่วมเป็นผู้พัฒนาโครงการปลูกป่าชายเลน เพื่อประโยชน์จากคาร์บอนเครดิต ซึ่งถือเป็นการดำเนินงานด้าน Climate Technology กลุ่ม Nature-based solutions ซึ่งเป็นแนวทางการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่อาศัยธรรมชาติอย่างยั่งยืนผ่านโครงการปลูกป่าชายเลน           สิ่งที่กล่าวมาข้างต้น สามารถสะท้อนและยืนยันให้เห็นถึงความทุ่มเทและความมุ่งมั่นของบริษัท ในการพัฒนาธุรกิจอย่างยั่งยืน ด้วยการนำนวัตกรรม เทคโนโลยี และการบริหารจัดการเอกสารที่มีประสิทธิภาพมาปรับใช้ เพื่อตอบสนองความต้องการของโลกยุคใหม่ ได้จากความยินดีและภาคภูมิใจอย่างยิ่งของบริษัทฯ ที่ได้รับผลการประเมินหุ้นยั่งยืน “SET ESG Ratings ประจำปี 2567” ที่ระดับเรตติ้ง “AAA” ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุด เนื่องจากเป็นปีแรกที่ DITTO เข้าร่วมการประเมิน           ทั้งนี้ แนวโน้มปี 68 ตั้งเป้าเติบโตไม่ต่ำกว่า 20% โดยปัจจุบันมี Backlog อยู่ในมือไม่ต่ำกว่า 4 พันล้านบาท รวมทั้งมีงานได้รับการต่อสัญญาจำนวนหนึ่ง และมีธุรกิจเกิดการ Synergy กับกลุ่มพันธมิตรและบริษัทที่เข้าไปลงทุน ส่งผลให้กลุ่มดิจิทัลมีความแข็งแกร่งมากขึ้น สร้างโปรดักส์และการบริการใหม่ๆ สู่ตลาดหลายๆ อย่าง ทำให้ช่วยสร้างพื้นฐานการเติบโตของรายได้           ทั้งนี้ กลุ่มสร้างรายได้หลักยังเป็นกลุ่มดิจิทัลและกลุ่มวิศวกรรมด้านเทคโนโลยี โดยเฉพาะดิจิทัลได้อานิสงค์จาก ภาครัฐปรับเปลี่ยนเข้าสูระบบดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ ขณะที่กลุ่มกรีนเทคยังคงเดินหน้าอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น [PR news]

TRUE ชู TSEWS  นำเทคโนโลยี ลดขัดแย้ง คน-ช้าง

TRUE ชู TSEWS นำเทคโนโลยี ลดขัดแย้ง คน-ช้าง

          13 มีนาคม วันช้างไทย ทรู คอร์ปอเรชั่น หรือ TRUE นำโซลูชัน TSEWS ลดความขัดแย้ง เชื่อมความผูกพันช้างกับคนสู่การอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืนในยุคดิจิทัล           หุ้นวิชั่น - “ช้าง” นับเป็นสัตว์ป่าผูกพันกับวิถีชีวิตและประวัติศาสตร์ไทยมาอย่างยาวนาน เป็นสัญลักษณ์แห่งพระราชอำนาจของกษัตริย์ เป็นพาหนะในการออกศึก และเป็นขุมพลังที่มีบทบาทสำคัญในการทำงานร่วมกับคนไทยทั้งขนส่งและลากจูงตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันก่อนที่เครื่องจักรจะเข้ามาแทนที่ ด้วยความสำคัญอันยิ่งใหญ่นี้ วันที่ 13 มีนาคมของทุกปีจึงถูกกำหนดให้เป็น "วันช้างไทย" เพื่อรำลึกถึงคุณูปการของช้างที่ได้ชื่อว่าเป็นสัตว์คู่บ้านคู่เมืองของชาติไทย           ปัจจุบัน ประเทศไทยมีช้างป่าประมาณ 4,000 กว่าตัว กระจายอยู่ในพื้นที่อนุรักษ์ 91 แห่งทั่วประเทศ ช้างเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองที่ผูกพันกับคนไทยมายาวนาน แม้จำนวนช้างป่าจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นซึ่งเป็นเรื่องดี แต่ในขณะเดียวกัน พื้นที่ป่าซึ่งเป็นบ้านของช้างกลับมีขนาดลดลงเนื่องจากการขยายตัวของพื้นที่เกษตรกรรมและชุมชนที่เพิ่มมากขึ้นตามจำนวนประชากรมนุษย์ ทำให้เกิดการทับซ้อนของพื้นที่อาศัยระหว่างคนกับช้าง           เมื่อพื้นที่ป่าลดลง จึงเริ่มเป็นสาเหตุทำให้ช้างต้องออกมาหาอาหารในพื้นที่เกษตรกรรมและชุมชน จนนำมาซึ่งความขัดแย้งระหว่างคนกับช้าง หรือที่เรียกว่า Human-Elephant Conflict (HEC) ซึ่งเป็นปัญญาทั่วโลกของประเทศที่มีช้างป่า ผลแห่งความขัดแย้งนำมาสู่ความสูญเสียทั้งสองฝ่าย ทั้งพืชผลทางการเกษตรที่ถูกทำลาย ทรัพย์สินที่เสียหาย และในบางกรณีนำมาสู่การบาดเจ็บหรือเสียชีวิตของทั้งคนและช้าง จากสถิติทั่วไทยในช่วงปี 2555-2567 มีผู้เสียชีวิตจากการปะทะกับช้างป่าถึง 227 ราย และมากกว่า 1.5 แสนครัวเรือนได้รับผลกระทบ ขณะที่ช้างจำนวนไม่น้อยต้องบาดเจ็บหรือตายจากการที่คนพยายามปกป้องพืชผลและทรัพย์สินของตน           ในอดีตการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างมักเป็นวิธีการดั้งเดิม เช่น การขุดคูแนวกันช้าง การติดตั้งรั้วไฟฟ้าแรงต่ำ การจัดอาสาสมัครเฝ้าระวัง หรือการปลูกพืชที่ช้างไม่ชอบเป็นแนวกันชน แต่วิธีการเหล่านี้มีข้อจำกัด ทั้งในแง่ประสิทธิภาพ ต้นทุน และความยั่งยืน บางครั้งแนวกั้นหรือรั้วกันช้างก็ไม่สามารถหยุดช้างที่หิวโหยได้ ขณะที่การผลัดเวรเฝ้าระวังก็เป็นภาระหนักอึ้งสำหรับชาวบ้านที่ต้องทำมาหากินในตอนกลางวันและพักผ่อนในเวลากลางคืน           แต่ในยุคดิจิทัล นวัตกรรมได้เกิดขึ้นเมื่อเทคโนโลยีสมัยใหม่ 5G, AI และ IoT เข้ามามีบทบาทในการพัฒนาสู่โซลูชันแก้ไขปัญหาที่ยาวนานนี้ โดย ทรู คอร์ปอเรชั่น หรือ TRUE บริษัทโทรคมนาคม-เทคโนโลยีชั้นนำของไทย และบริษัทอันดับ 1 ของโลกด้านความยั่งยืน ด้วยคะแนน DJSI 2024 สูงสุดในกลุ่มอุตสาหกรรมโทรคมนาคมต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 ได้จับมือกับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และองค์การกองทุนสัตว์ป่าโลก (WWF) ประเทศไทย ออกแบบพัฒนาระบบเตือนภัยอัจฉริยะที่เรียกว่า "True Smart Early Warning System" หรือ TSEWS ขึ้นมาเป็นครั้งแรก           ระบบ TSEWS นี้ไม่ใช่เพียงแค่เทคโนโลยีธรรมดา แต่เป็นนวัตกรรมจาก Tech For Good เพื่อสังคมยั่งยืน ที่ผ่านการวิเคราะห์จาก Insights โดยผสมผสานนวัตกรรมหลายอย่างเข้าด้วยกัน ทั้งเครือข่าย 5G และ 4G ที่ให้การเชื่อมต่อแม้ในพื้นที่ห่างไกล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่สามารถวิเคราะห์ภาพและแยกแยะช้างได้อย่างแม่นยำ เซ็นเซอร์ตรวจจับการเคลื่อนไหว และกล้องอัจฉริยะ (Camera Trap) ที่ทำงานบนเทคโนโลยีแนวคิด IoT ระบบแจ้งเตือนแบบเรียลไทม์ที่ส่งข้อมูลไปยัง War room ของเจ้าหน้าที่ และระบบคลาวด์ที่จัดเก็บและประมวลผลข้อมูลมหาศาลเพื่อวิเคราะห์พฤติกรรมของช้าง           ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติกุยบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ปัจจุบันมีช้างป่าอาศัยอยู่ประมาณ 400 ตัว ท่ามกลางชุมชนที่มีประชากรมากกว่า 2 หมื่นคน เกือบ 4 พันครัวเรือน สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายในการอยู่ร่วมกันระหว่างมนุษย์และสัตว์ป่าขนาดใหญ่ ที่นี่เคยเป็นพื้นที่ที่มีประวัติความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างสูง เนื่องจากล้อมรอบด้วยสวนสับปะรดและพืชไร่ที่ช้างชื่นชอบ           ข้อมูลสถิติแสดงให้เห็นว่า จำนวนครั้งที่พบช้างบุกรุกเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จาก 255 ครั้งในปี 2560 เป็น 992 ครั้งในปี 2567 แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ ความเสียหายกลับลดลงอย่างเห็นได้ชัด จาก 190 ครั้งในปี 2560 และสูงสุดที่ 226 ครั้งในปี 2561 มาเป็นเพียง 3 ครั้งในปี 2562 ซึ่งเป็นปีแรกที่มีการติดตั้งโซลูชัน True Smart Early Warning System (TSEWS) และล่าสุดในปี 2567 ไม่มีรายงานความเสียหายเลยแม้แต่ครั้งเดียว           ความสำเร็จของโครงการนำร่องที่เริ่มต้นในปี 2562 นี้ จึงเป็นตัวอย่างของการแก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างมนุษย์กับช้าง (Human-Elephant Conflict หรือ HEC) ที่มีประสิทธิภาพสูง แม้จำนวนช้างจะเพิ่มขึ้นจาก 300 ตัวเมื่อเริ่มโครงการ เป็นประมาณ 400 ตัวในปัจจุบัน และการพบเจอช้างจะมีความถี่มากขึ้นเกือบสี่เท่า แต่ด้วยระบบเตือนภัยล่วงหน้าอัจฉริยะ TSEWS ทำให้ชุมชนและช้างสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างปลอดภัยและยั่งยืน           "เมื่อก่อนเราต้องคอยระวังตลอดเวลาไม่รู้ว่าช้างจะมาเมื่อไร จุดไหน" รมมุก เพียจันทร์ Senior Leader, Project Development ส่วนงานพัฒนาที่ยั่งยืน บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น เล่า "ตอนนี้เราสามารถรู้ได้ทันทีจากโซลูชัน TSEWS ทำให้มีเวลาเตรียมตัว เพราะระบบจะแจ้งเตือนล่วงหน้าเมื่อช้างบุกรุกนอกพื้นที่ป่าสู่ชุมชน เราจึงปฏิบัติการช่วยผลักดันช้างกลับเข้าป่าได้อย่างก่อนที่จะเกิดเหตุความสูญเสีย”           จากความสำเร็จเกินคาด ทรู คอร์ปอเรชั่น จึงได้ขยายโครงการ TSEWS ไปยังพื้นที่อื่นๆ ที่มีปัญหา HEC ได้แก่ พื้นที่ป่ารอยต่อ 5 จังหวัดภาคตะวันออก ภายใต้ภายใต้โครงการคชานุรักษ์ ซึ่งครอบคลุม 5 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดฉะเชิงเทรา จันทบุรี ระยอง ชลบุรี และสระแก้ว           แต่ละพื้นที่มีความท้าทายที่แตกต่างกัน ทั้งภูมิประเทศ ลักษณะชุมชน และพฤติกรรมของช้างป่า ทรู คอร์ปอเรชั่น จึงปรับปรุงระบบ TSEWS ให้เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ โดยมีการพัฒนาทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์อย่างต่อเนื่อง ในเขตพื้นที่ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด ได้นำ AI มาผสานโซลูชันสำหรับการเก็บข้อมูลอัตลักษณ์ของช้างแต่ละตัว เพื่อวิเคราะห์แยกแยะช้างจากลักษณะเฉพาะ เช่น รูปร่างของหู หรือหาง และสามารถระบุช้างที่มีประวัติทำลายพืชผลบ่อยครั้ง ทำให้ เจ้าหน้าที่สามารถเฝ้าระวังเป็นพิเศษ           รมมุก กล่าวด้วยความภาคภูมิใจต่อไปว่า "เทคโนโลยีการสื่อสารไม่เพียงเชื่อมโยงผู้คนเข้าด้วยกัน แต่ยังสามารถสร้างความสมดุลระหว่างมนุษย์กับสัตว์ป่าและธรรมชาติ ระบบ TSEWS ของเราช่วยให้ชุมชนและช้างป่าอยู่ร่วมกันได้อย่างกลมกลืน โดยลดปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนกับช้าง หรือ Human-Elephant Conflict (HEC) ซึ่งเป็นความท้าทายระดับโลก เรานำนวัตกรรมมาสร้างสรรค์คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นสำหรับทั้งชุมชนและช้างป่า นำไปสู่การแก้ปัญหาที่ยั่งยืนและการอยู่ร่วมกันอย่างเป็นมิตรต่อกันและกัน"           ความมุ่งมั่นในการพัฒนาระบบ TSEWS ของทรู คอร์ปอเรชั่น ไม่ได้หยุดอยู่เพียงเท่านี้ ระบบดังกล่าวสามารถนำมาวิเคราะห์แนวโน้มการเคลื่อนที่ และเส้นทางเดินของช้าง และแจ้งเตือนล่วงหน้า นอกจากนี้ นอกจากช่วยตรวจการบุกรุกของช้างป่าแล้ว ยังสามารถนำมารวบรวมข้อมูลพฤติกรรมและการเคลื่อนที่ของช้างเพื่อประโยชน์ในการวิจัยและอนุรักษ์           แน่นอนว่า แม้ความท้าทายในการอยู่ร่วมกันระหว่างคนกับช้างยังคงอยู่ แต่ด้วยความร่วมมือจากทรู คอร์ปอเรชั่น กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และ WWF-ประเทศไทย ที่มุ่งมั่นสานต่อภารกิจนี้ ภาพแห่งความขัดแย้งจะค่อยๆ เลือนหาย แทนที่ด้วยสายใยแห่งความผูกพันอันยาวนานระหว่างคนไทยกับช้างป่า เพื่อให้ลูกหลานไทยได้สืบสานความภาคภูมิใจในสัตว์คู่บ้านคู่เมืองที่เป็นหนึ่งในสัญลักษณ์แห่งความยิ่งใหญ่ของชาติไทยตลอดไป [PR News]

abs

ออกแบบและติดตั้งระบบเครือข่ายและระบบสื่อสารอย่างครบวงจร

ปตท. ผนึก กองทัพอากาศ ติดตั้งโซลาร์บนทุ่นลอยน้ำ

ปตท. ผนึก กองทัพอากาศ ติดตั้งโซลาร์บนทุ่นลอยน้ำ

          หุ้นวิชั่น - วานนี้ (11 มีนาคม 2568) – พลอากาศเอก พันธ์ภักดี พัฒนกุล ผู้บัญชาการทหารอากาศ และดร.บุรณิน รัตนสมบัติ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจใหม่และความยั่งยืน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนทุ่นลอยน้ำ (Solar Floating) ที่สวนสุขภาพกองทัพอากาศ (ศูนย์กีฬา-สวนเฉลิมพระเกียรติฯ ฉลองสิริราชสมบัติครบ ๕๐ ปี) โดย ปตท. ได้ออกแบบและติดตั้งระบบโซลาร์บนทุ่นลอยน้ำ ขนาดกำลังการผลิต 999.44 กิโลวัตต์ ในพื้นที่สระน้ำของสวนสุขภาพกองทัพอากาศ สามารถลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ตลอดโครงการ ได้ประมาณ 19,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า และสามารถประหยัดค่าพลังงานไฟฟ้าได้ประมาน 1.08 ล้านบาทต่อปี หรือประมาณ 25.7 ล้านบาท ตลอดอายุสัญญา 25 ปี โดยมีการติดตั้งระบบติดตามและตรวจสอบการผลิตไฟฟ้าแบบ Real time รวมถึงนวัตกรรมกังหันน้ำเติมอากาศพลังงานแสงอาทิตย์ ช่วยเพิ่มออกซิเจนและลดปัญหามลพิษทางน้ำ และ EV Charger สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งเป็นความร่วมมือกันระหว่างกองทัพอากาศ และ ปตท. ในการพัฒนานวัตกรรมทางด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม และยังเป็นการเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าใหม่จากพลังงานหมุนเวียน ตลอดจนสนับสนุนภารกิจของกองทัพอากาศด้านการสร้างความมั่นคงของประเทศเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน [caption id="attachment_43961" align="aligncenter" width="1765"] default[/caption]

[ภาพข่าว] ตลท.ฯ มอบอาคารกีฬาเทเบิลเทนนิส พร้อมอุปกรณ์ แก่ โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา จ. บุรีรัมย์

[ภาพข่าว] ตลท.ฯ มอบอาคารกีฬาเทเบิลเทนนิส พร้อมอุปกรณ์ แก่ โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา จ. บุรีรัมย์

          นายรองรักษ์ พนาปวุฒิกุล รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานกฎหมายและบริหารกิจกรรมเพื่อสังคม ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มอบอาคารกีฬาเทเบิลเทนนิส พร้อมอุปกรณ์ โดยมีนายวิเชียร ไชยบัง ผู้อำนวยการโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา ต.โคกกลาง อ.ลำปลายมาศ จ.บุรีรัมย์ และนายเจมส์ คลาร์ค ผู้สนับสนุนการก่อตั้งโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา เป็นผู้รับมอบ เพื่อส่งเสริมด้านสุขภาพของนักเรียน อีกทั้งพัฒนาทักษะการเล่นกีฬาเทเบิลเทนนิส และฝึกฝนสมาธิตามแนวทางพัฒนาทักษะสมองเพื่อสุขภาวะของเด็กและเยาวชน (Executive Functions) อันเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดียิ่งขึ้น

BCPG มุ่ง Net Zero ปี 93 คว้า SET ESG Ratings 3 ปีซ้อน

BCPG มุ่ง Net Zero ปี 93 คว้า SET ESG Ratings 3 ปีซ้อน

          หุ้นวิชั่น - บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) หรือ BCPG ประกอบธุรกิจผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยเป็นผู้ประกอบการและลงทุนในโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม พลังน้ำ และก๊าซธรรมชาติ ในประเทศไทย ประเทศฟิลิปปินส์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม สาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) และสหรัฐอเมริกา มีกำลังการผลิตรวม 1,959 เมกะวัตต์           นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้เริ่มการทำการตลาดกับผู้บริโภครายย่อยโดยตรงมากขึ้น เน้นการเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนให้กับผู้บริโภคโดยตรง รวมถึงให้บริการการจัดการ ด้านพลังงานหรือ energy as a service และนำเทคโนโลยีล้ำสมัยระดับโลกมาใช้ ช่วยเพิ่มทางเลือกให้ผู้บริโภคสามารถผลิตพลังงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้ด้วยตัวเองและประหยัดค่าใช้จ่าย           อาจกล่าวได้ว่า บีซีพีจี ผู้นำด้านการพัฒนาพลังงานทดแทน ถือเป็นองค์กรที่มีบทบาทสำคัญในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพราะได้บรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutral) ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 (2565-2566) และในปี 2567 ที่ผ่านมาได้รับการรับรองให้เป็นองค์กรที่มีความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutral) จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์กรมหาชน) (อบก.) และตั้งเป้าหมายจะปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2593           ล่าสุด บีซีพีจี คว้าเรตติ้งหุ้นยั่งยืนระดับ "AAA" ซึ่งเป็นระดับสูงสุด จากการประกาศผลหุ้นยั่งยืน SET ESG Ratings ประจำปี 2567 ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยได้รับการคัดเลือกเป็นหุ้นยั่งยืนต่อเนื่องเป็นปีที่ 3           นายนิวัติ อดิเรก ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) หรือ BCPG กล่าวไว้ว่า บีซีพีจีได้รับผลประเมินหุ้นยั่งยืน SET ESG Ratings ระดับ “AAA” ในกลุ่มอุตสาหกรรมทรัพยากร (Resources) จากการประกาศผลประเมินหุ้นยั่งยืน SET ESG Ratings ประจำปี 2567 ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการดำเนินงานของบริษัทฯ ที่ให้ความสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน ยกระดับการดำเนินงานภายใต้กรอบ ESG ครอบคลุมในทุกมิติ ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม สังคม เศรษฐกิจและการกำกับดูแลกิจการ โดยคำนึงถึงผู้มีส่วนได้เสีย ทุกภาคส่วน ตอบสนองวิสัยทัศน์ “บีซีพีจี สร้างโลกสีเขียวที่ยั่งยืน” และแสดงให้เห็นถึงศักยภาพ การเติบโตขององค์กรในระยะยาว           “มีบริษัทจดทะเบียนที่ผ่านการคัดเลือกให้เข้าร่วมรับการประเมิน ESG Ratings จำนวน 228 บริษัท และมีบริษัทจดทะเบียนที่ได้รับผลการประเมินอยู่ใน ระดับ AAA (คะแนน 90-100) จำนวน 56 บริษัท โดย บีซีพีจี เป็น 1 ใน 56 บริษัทดังกล่าว ถือเป็นความสำเร็จที่เราได้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องจาก ปีที่ผ่าน ๆ มา บริษัทฯ ได้รับ SET ESG Ratings ในระดับ AA” นายนิวัติ กล่าวเพิ่มเติม           โดยก่อนหน้านี้ บีซีพีจี ยังได้รับการประเมินการกำกับดูแลกิจการบริษัทจดทะเบียนไทย หรือ CGR 5 ดาว ระดับ “ดีเลิศ” โดยสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการไทย (IOD) ต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 และการประเมินคุณภาพการจัดประชุมสามัญผู้ถือหุ้น AGM Checklist ระดับเกณฑ์สูงสุด ได้คะแนนเต็ม 100 คะแนน (5 เหรียญ) จากสมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทย (TIA) โดย บีซีพีจี เป็นหนึ่งใน 60 บริษัทจดทะเบียนในกลุ่ม SET 100 ที่สามารถทำคะแนนเต็มได้รับทั้ง 5 ดาว และ 5 เหรียญ จากทั้งหมด 800 กว่าบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย [PR News]

abs

Hoonvision

GULF มุ่งสู่ Net Zero ในปี 2593 เดินหน้าสานต่อภารกิจ “Powering the Future, Empowering the People”

GULF มุ่งสู่ Net Zero ในปี 2593 เดินหน้าสานต่อภารกิจ “Powering the Future, Empowering the People”

           กรุงเทพฯ – 5 มีนาคม 2568 - บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ “GULF” เดินหน้าขับเคลื่อนธุรกิจสู่ความยั่งยืน ตั้งเป้าลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2593 และเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนให้ไม่น้อยกว่า 40% ของกำลังการผลิตทั้งหมดภายในปี 2578 เพื่อร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมคาร์บอนต่ำ พร้อมสานต่อภารกิจ “Powering the Future, Empowering the People” ที่ครอบคลุม 4 กลยุทธ์สำคัญ เพื่อสร้างการเติบโตทางธุรกิจที่แข็งแกร่ง ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คน สังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม ตอกย้ำการเป็นองค์กรชั้นนำด้านพลังงาน และโครงสร้างพื้นฐานยั่งยืนในระดับภูมิภาค            “นายธนญ ตันติสุนทร” Executive Officer บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 30 ปี ในการดำเนินธุรกิจ GULF ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน และถือเป็นส่วนหนึ่งในการบริหารจัดการธุรกิจมาอย่างต่อเนื่อง โดยได้กำหนดแนวทางการดำเนินงานด้านความยั่งยืนขององค์กรให้สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ (United Nations Sustainable Development Goals – SDGs) โดยเฉพาะเป้าหมายที่มีนัยสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจ ได้แก่ เป้าหมายที่ 7 การสร้างหลักประกันว่าทุกคนเข้าถึงพลังงานสมัยใหม่ในราคาที่สามารถซื้อหาได้ เชื่อถือได้ และยั่งยืน, เป้าหมายที่ 13 ปฏิบัติการอย่างเร่งด่วนเพื่อต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและผลกระทบที่เกิดขึ้น, เป้าหมายที่ 8 การส่งเสริมการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ต่อเนื่อง ครอบคลุม และยั่งยืน การจ้างงานเต็มที่และ มีผลิตภาพ และการมีงานที่มีคุณค่าสำหรับทุกคน, เป้าหมายที่ 3 การสร้างหลักประกันการมีสุขภาวะที่ดี และการส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีสำหรับทุกคนในทุกช่วงวัย และเป้าหมายที่ 6 การสร้างหลักประกันเรื่องน้ำและการสุขาภิบาล ให้มีการจัดการอย่างยั่งยืนและมีสภาพพร้อมใช้ สำหรับทุกคน            รวมถึงการดำเนินธุรกิจภายใต้กรอบ ESG ที่ครอบคลุมด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล ตลอดจนการประเมินประเด็นด้านความยั่งยืนที่มีความสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจ และผู้มีส่วนได้เสียทั้งห่วงโซ่อุปทาน (Materiality Topics) โดยตั้งเป้าหมายที่จะลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2593 ด้วยการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย ลงทุนเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ด้วยการเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนให้ไม่น้อยกว่า 40% ของกำลังการผลิตทั้งหมดภายในปี 2578 พร้อมกับบูรณาการประเด็นด้าน ESG ตลอดห่วงโซ่คุณค่าร่วมกับคู่ค้า พันธมิตรทางธุรกิจ เพื่อร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมคาร์บอนต่ำ            ขณะเดียวกันยังมุ่งสร้างคุณค่าร่วมให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน ตั้งแต่พนักงาน ผู้ถือหุ้น ชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม เพราะเชื่อว่าความสำเร็จทางธุรกิจต้องเกิดขึ้นควบคู่ไปกับการพัฒนาสังคม และการมีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม GULF จึงได้ดำเนินโครงการพัฒนาชุมชนและสังคมที่ยั่งยืน ภายใต้แนวคิด “Powering the future, Empowering the people” ซึ่งครอบคลุม 4 กลยุทธ์สำคัญ ได้แก่            1) การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน และสาธารณูปโภคสำหรับชุมชนท้องถิ่น โดยดำเนินการผ่านโครงการ “GULF Sparks, Life Starts เติมพลังไฟให้ชีวิต” เพื่อติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ในพื้นที่ทุรกันดาร จุดประกายทุกชีวิตให้สว่างไสว ด้วยไฟฟ้าสะอาด โดยดำเนินการไปแล้ว 4 พื้นที่ ได้แก่ 1) โรงเรียนบ้านห้วยน้ำไซ (สาขาร่องกล้าวิทยา) อ.นครไทย จ.พิษณุโลก 2) เกาะทุ่งนางดำ อ.คุระบุรี จ.พังงา 3) บ้านคลองทราย อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร และ 4) โรงเรียนมอเคลอะคี อ.ท่าสองยาง จ.ตาก            ตลอดจนโครงการ “Green Energy Green Network for THAIs พลังงานสะอาดเชื่อมเครือข่ายเพื่อคนไทย” ที่ร่วมกับ AIS เพื่อมอบโอกาสในการเข้าถึงพลังงาน และเทคโนโลยีดิจิทัล มุ่งลดความเหลื่อมล้ำ สร้างโอกาสทางการศึกษา เพิ่มการเข้าถึงบริการด้านสาธารณสุข ตลอดจนการเติบโตของเศรษฐกิจชุมชน และยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทยในพื้นที่ห่างไกล ด้วยการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ผลิตพลังงานสะอาดจากแสงอาทิตย์ให้แสงสว่างแก่ชุมชน พร้อมติดตั้งระบบสื่อสารจากสถานีฐานโทรศัพท์เคลื่อนที่ให้แก่ชุมชนห่างไกล โดยดำเนินการไปแล้วใน 6 พื้นที่ ได้แก่ 1) บ้านดอกไม้สด อ.ท่าสองยาง จ.ตาก 2) บ้านมอโกโพคี อ.ท่าสองยาง จ.ตาก 3) บ้านแม่ตอละ อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน 4) บ้านผีปานเหนือ อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ 5) บ้านแม่โมงเย้า อ.แม่สรวย จ.เชียงราย และ 6) บ้านขุนก๋อง อ.แม่ทา จ.ลำพูน สามารถผลิตไฟฟ้าได้กว่า 22 กิโลวัตต์ มีประชาชนที่ได้รับประโยชน์กว่า 4,000 คน            2) การสนับสนุนการศึกษา สำหรับทุกเพศทุกวัย ทุกระดับชั้นในทุกพื้นที่ ดำเนินการผ่านโครงการ “หนึ่งทุน หนึ่งฝัน ปั้นอนาคต” ที่จัดขึ้นมาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 เพื่อมอบทุนการศึกษาให้กับผู้ป่วยในความดูแลของศูนย์สมเด็จพระเทพรัตนฯ แก้ไขความพิการบนใบหน้า และกะโหลกศีรษะ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย สร้างโอกาสทำตามความฝันให้กับผู้ป่วยของศูนย์ฯ ที่ทางครอบครัวมีรายได้น้อย ให้ได้เข้ารับการศึกษาในระดับสูงสุดตามความมุ่งหวังของครอบครัวและตามศักยภาพทางสติปัญญาและร่างกายของผู้ป่วย            ขณะเดียวกันยังร่วมกับ “มูลนิธิออทิสติกไทย” จัดกิจกรรมเสริมสร้างพัฒนาการ และพัฒนาทักษะด้านศิลปะให้กับเยาวชนจากมูลนิธิฯ ตลอดจนการส่งเสริมพัฒนาการด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญาสำหรับเด็กพิเศษ โดยร่วมกับ “ศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจำจังหวัดสระบุรี หน่วยบริการแก่งคอย” ในการปรับปรุงห้องเรียน และอาคารสถานที่ให้มีความพร้อม มีความปลอดภัย สะดวกสบาย และเอื้ออำนวยต่อการดูแลเด็กกลุ่มนี้ ตลอดจนการสนับสนุนอุปกรณ์การเรียน เครื่องเล่นต่าง ๆ ที่ช่วยเสริมสร้างพัฒนาการในด้านต่าง ๆ            ที่สำคัญยังดำเนินโครงการ “GULF Sparks Energy ชวนน้องท่องโลกพลังงาน” ให้กับเด็ก ๆ นักเรียน โดยนำร่องในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือ เพื่อเสริมสร้างองค์ความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับพลังงานประเภทต่าง ๆ และรู้จักแหล่งที่มาของพลังงานที่ใช้ในชีวิตประจำวัน รวมถึงหลักการทำงาน และกระบวนการผลิต ผ่านฐานกิจกรรมการเรียนรู้ที่สนุกสนาน แฝงไปด้วยสาระและความรู้ พร้อมทั้งปลูกฝังแนวคิดการใช้พลังงานอย่างรู้คุณค่า และเกิดประโยชน์สูงสุดอีกด้วย             3) การส่งเสริมสุขภาวะและความเป็นอยู่ที่ดี ทั้งในระดับบุคคล ชุมชน และสาธารณสุข ดำเนินการผ่านโครงการออกหน่วยทันตกรรมเคลื่อนที่ “GULF Sparks Smiles มอบรอยยิ้มสดใสให้ชุมชน” ที่ร่วมกับ “คณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2563 มาจนถึงปัจจุบัน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับคนในสังคมให้ได้รับการรักษาจากทันตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และเข้าถึงบริการด้านสาธารณสุขที่มีคุณภาพ พร้อมกันนี้ยังได้ต่อยอดโครงการด้วยการสนับสนุนการปรับปรุงอาคารโครงการทันตกรรมปากเกร็ด จ.นนทบุรี สำหรับเด็กที่อยู่ในความดูแลของสถานสงเคราะห์ในพื้นที่บ้านปากเกร็ด            นอกจากนี้ ยังสนับสนุนกล้องผ่าตัดกระดูกไขสันหลังชนิดแผลเล็ก (Endoscopic Spine Surgery) แก่ศูนย์ผ่าตัดผ่านกระดูกสันหลังและระบบประสาท โรงพยาบาลตำรวจ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของโรงพยาบาลในการผ่าตัดกระดูกสันหลังชนิดแผลเล็ก ทำให้ผู้ป่วยฟื้นตัวได้เร็วขึ้น ลดเวลาการพักฟื้นที่โรงพยาบาล และลดโอกาสที่จะเกิดผลข้างเคียง ตลอดจนการสนับสนุนการสร้างศูนย์ไตเทียม โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ เพิ่มโอกาสการเข้าถึงนวัตกรรมการฟอกไตประสิทธิภาพสูง เป็นต้น            และ 4) การส่งเสริมความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ดำเนินการผ่านโครงการ “Green Mission by Chula x GULF ภารกิจรักษ์ยั่งยืน” โดยร่วมกับ “คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” และ “สถานีวิทยุแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” เพื่อปลูกจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมให้กับเยาวชนไทย โดยเปิดโอกาสให้เขาเหล่านั้นเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสรรค์อนาคตที่ยั่งยืน            ไม่เพียงเท่านี้ GULF ยังได้ดำเนินโครงการ “ศูนย์การเรียนรู้และแปลงนาสาธิตหนองแซง” ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่โรงไฟฟ้าหนองแซง จ.สระบุรี โดยได้ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2557 เพื่อสนับสนุนการทำเกษตรกรรมที่ยั่งยืน และเศรษฐกิจหมุนเวียน ทำให้เห็นว่าโรงไฟฟ้าสามารถอยู่คู่กับชุมชนได้โดยที่ไม่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิต และผลผลิตทางการเกษตร ซึ่งมีฐานการเรียนรู้ด้านการเกษตรที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการปลูกข้าวอินทรีย์ การปลูกผักผลไม้ การเลี้ยงไก่ไข่อินทรีย์ และการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ ตลอดจนมีกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อแบ่งปันความรู้ให้แก่เกษตรกร ผู้ที่สนใจได้มาศึกษาดูงาน รวมถึงเป็นพื้นที่สันทนาการในท้องถิ่น ส่งเสริมการทำเกษตรอินทรีย์และการท่องเที่ยวเชิงเกษตรอีกด้วย            “ปัจจุบัน GULF ได้ดำเนินโครงการพัฒนาชุมชนและสังคมที่ยั่งยืน ครอบคลุม 4 กลยุทธ์หลักไปแล้วกว่า 60 โครงการ ครอบคลุม 3,500 ชุมชน ใน 40 จังหวัดของประเทศไทย มีประชาชนจำนวนว่า 20,000 คน ที่ได้รับประโยชน์จากการดำเนินโครงการ สามารถสร้างรายได้กว่า 200,000 บาทต่อปี และจากความมุ่งมั่นในการทำงานเพื่อความยั่งยืน ทั้งในมิติการดำเนินธุรกิจ ควบคู่ไปกับการยกระดับชีวิตของผู้คน ชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อมให้เติบโตไปด้วยกัน ทำให้ GULF ได้รับคัดเลือกเป็นสมาชิก S&P Global Sustainability Yearbook ในกลุ่มอุตสาหกรรมสาธารณูปโภคไฟฟ้า (Electric Utilities) และยังได้รับคัดเลือกเป็นสมาชิกดัชนีความยั่งยืนชั้นนำระดับโลก “FTSE4Good Index” ตลอดจนได้รับคัดเลือกให้อยู่ในรายชื่อ “หุ้นยั่งยืน SET ESG Ratings” กลุ่มทรัพยากร จากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 และในปี 2567 ที่ผ่านมายังได้รับการประเมินในระดับสูงสุด AAA อีกด้วย”            “GULF จะยังคงเดินหน้าขับเคลื่อนธุรกิจสู่ความยั่งยืน และพร้อมสานต่อภารกิจ Powering the Future, Empowering the People ตอกย้ำการเป็นองค์กรชั้นนำด้านพลังงาน และโครงสร้างพื้นฐานยั่งยืนระดับภูมิภาค ที่มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านทางพลังงาน และยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีของทุกคนต่อไป” “นายธนญ” กล่าวทิ้งท้าย. [PR News]

บีแอลซีพี เดินหน้าผลิตพลังงาน เสริมความมั่นคง พัฒนาเทคโนโลยี

บีแอลซีพี เดินหน้าผลิตพลังงาน เสริมความมั่นคง พัฒนาเทคโนโลยี

             หุ้นวิชั่น - ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด โรงไฟฟ้าบีแอลซีพี ยืนยันบทบาทสำคัญของโรงไฟฟ้าถ่านหินที่สามารถตอบสนองความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้นของประเทศไทย ควบคู่ไปกับการรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน              รายงานจาก Global Energy Monitor (GEM) และ องค์การพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ระบุว่าความต้องการพลังงานจากถ่านหินยังคงเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชีย ซึ่งมีการขยายตัวทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็ว รวมถึงความต้องการพลังงานจากการใช้งานเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยในปี 2024 กำลังการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินทั่วโลกแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 2,175 กิกะวัตต์              โรงไฟฟ้าบีแอลซีพี ในฐานะผู้ผลิตไฟฟ้ารายสำคัญของไทย ให้ความสำคัญกับการพัฒนาเทคโนโลยีผลิตไฟฟ้าที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพสูง เพื่อให้สามารถจ่ายไฟฟ้าได้อย่างมั่นคงและต่อเนื่อง รองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ              นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังลงทุนในเทคโนโลยีลดมลภาวะ เช่น ระบบดักจับฝุ่นและก๊าซเสีย, การจัดการน้ำเสียอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการศึกษาเทคโนโลยีการดักจับ การใช้ประโยชน์ และการกักเก็บคาร์บอน (CCUS) เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมผลักดันพลังงานสะอาดและเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง              โรงไฟฟ้าบีแอลซีพีเชื่อว่า พลังงานจากถ่านหินและพลังงานสะอาดสามารถเดินหน้าควบคู่กันไปได้ โดยบริษัทฯ มุ่งมั่นในการเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศ เพื่อสร้างอนาคตที่สมดุลระหว่างความมั่นคงทางพลังงานและการดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน              บีแอลซีพี มุ่งพัฒนาพลังงานที่มั่นคง เพื่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

ปตท. มอบน้ำแข็งแห้งแก่กรมฝนหลวง ช่วยต้านภัยแล้งและลด PM 2.5 ทั่วประเทศ

ปตท. มอบน้ำแข็งแห้งแก่กรมฝนหลวง ช่วยต้านภัยแล้งและลด PM 2.5 ทั่วประเทศ

             หุ้นวิชั่น - บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) (ปตท.) มอบน้ำแข็งแห้ง ให้แก่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จำนวน 350,000 กิโลกรัม สนับสนุนปฏิบัติการบินลดฝุ่นและทำฝนหลวงทั่วประเทศ ปี 2568 ณ ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคตะวันออก จังหวัดระยอง ซึ่งน้ำแข็งแห้งดังกล่าวเกิดจากการนำก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ได้จากกระบวนการแยกก๊าซธรรมชาติมาใช้ โดยมี นายสรไนย เลิศอักษร ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่แยกก๊าซธรรมชาติ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) เป็นผู้มอบ และ นายราเชน ศิลปะรายะ รองอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ด้านปฏิบัติการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นผู้รับมอบ โดย ปตท. ได้สนับสนุนน้ำแข็งแห้งเพื่อทำฝนหลวงมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2541 จนถึงปัจจุบัน มากกว่า 14,275,000 กิโลกรัม เพื่อช่วยเพิ่มปริมาณน้ำในเขื่อน นำไปสู่การแก้ไขปัญหาภัยแล้งของภาคเกษตรกรรม การขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภคของประชาชน รวมถึงช่วยบรรเทาสถานการณ์ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชน สิ่งแวดล้อม และประเทศต่อไป [PR-News]

ACE มุ่งพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังงานสะอาด  ชูสร้างความยั่งยืนบนหลัก ESG

ACE มุ่งพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังงานสะอาด ชูสร้างความยั่งยืนบนหลัก ESG

          บริษัท แอ๊บโซลูท คลีน เอ็นเนอร์จี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ACE คว้าเรตติ้งหุ้นยั่งยืน SET ESG Ratings ปี 2567 ระดับ “AAA” โดยได้รับคัดเลือกเป็นหุ้นยั่งยืนต่อเนื่องปีที่ 3 ติดต่อกัน นับเป็นข่าวดีต่อเนื่องหลังเพิ่งรับการประเมินด้านการกำกับดูแลกิจการที่ดี (CGR) ปี 2567 ระดับ "ดีเลิศ (Excellent)" หรือ 5 ดาว และคว้า AGM Checklist ระดับดีเยี่ยม 100 คะแนนเต็ม ย้ำชัดภาพผู้นำโรงไฟฟ้าพลังงานสะอาดและยั่งยืนตัวจริง           นายธนะชัย บัณฑิตวรภูมิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอ๊บโซลูท คลีน เอ็นเนอร์จี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ACE ผู้นำด้านธุรกิจพลังงานสะอาดของไทย เปิดเผยว่า บริษัทฯ ดำเนินธุรกิจมุ่งสร้างการเติบโตและผลตอบแทนที่ดีผ่านการพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานสะอาดประเภทต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ตอกย้ำเป็นองค์กรที่ยึดมั่นในหลักการการพัฒนาอย่างยั่งยืน ปฏิบัติตามกฎระเบียบและมาตรฐาน ภายใต้หลักธรรมาภิบาลที่ดี มีความรับผิดชอบต่อผู้ถือหุ้นและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่ายอย่างเคร่งครัด ให้ความสำคัญสร้างความยั่งยืนให้กับชุมชน สังคม สิ่งแวดล้อม บนหลัก ESG (Environmental, Social, Governance) ที่จับต้องได้จริง และมีการดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องโดยตลอด           ไม่ว่าจะเป็นการนำของเสียมาเพิ่มมูลค่า การช่วยแก้ไขปัญหามลภาวะ กระบวนการผลิตที่ไม่ปล่อยของเสียออกนอกระบบ (Zero Waste) การมีส่วนร่วมพัฒนาสังคมและชุมชน ตลอดจนเคารพสิทธิมนุษยชน สอดรับตามกลยุทธ์ที่ตั้งเป้ามุ่งสู่การเป็น “ต้นแบบผู้นำด้านธุรกิจพลังงานสะอาดและยั่งยืนของโลก” อันจะช่วยสร้างผลกระทบเชิงบวกจากภายในองค์กรไปสู่สังคมและสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืน           ล่าสุด ACE ได้รับการคัดเลือกจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยให้อยู่ใน SET ESG Ratings ประจำปี 2567 ที่ระดับ “AAA” ในกลุ่มทรัพยากร ซึ่งเป็นรางวัลที่บริษัทฯ สมัครเข้าร่วมรับการประเมินต่อเนื่องเป็นปีที่สาม โดยปีนี้มีบริษัทจดทะเบียนที่เข้าร่วมรับการประเมิน 320 บริษัท และมีบริษัทจดทะเบียนที่ได้รับผลการประเมิน ESG Rating ระดับ AAA (คะแนน 90 – 100) จำนวน 56 บริษัท โดย ACE เป็น 1 ใน 56 บริษัทดังกล่าว ถือเป็นความสำเร็จที่มีพัฒนาการต่อเนื่อง           ก่อนหน้านี้ ACE ก็เพิ่งได้รับผลประเมินจากการสำรวจการกำกับดูแลกิจการบริษัทจดทะเบียนไทย (Corporate Governance Report of Thai Listed Companies – CGR) ปี 2567 ระดับ “ดีเลิศ” หรือ “5 ดาว” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ซึ่งเป็นการประเมินที่จัดโดยสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (IOD) ภายใต้การสนับสนุนจากตลาดหลักทรัพย์ฯ และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (สำนักงาน ก.ล.ต.) รวมทั้งยังได้รับการประเมินคุณภาพการจัดประชุมสามัญผู้ถือหุ้น (AGM Checklist) ประจำปี 2567 ที่จัดโดยสมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทย (Thai Investors Association: TIA) และสำนักงาน ก.ล.ต. ที่ระดับ “ดีเยี่ยม” ด้วยคะแนนเต็ม 100 คะแนนต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 เช่นกัน           ทั้งนี้ กลุ่มบริษัท แอ๊บโซลูทคลีน เอ็นเนอร์จี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ACE ยังได้รับรางวัล CSR-DIW Continuous Award 2024 จากกรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านการผลิตพลังงานสะอาดและยั่งยืน ที่ดำเนินธุรกิจควบคู่กับการใส่ใจสิ่งแวดล้อม และมีความรับผิดชอบต่อสังคม ภายใต้หลัก ธรรมาภิบาล ตามแนวทาง ESG และเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนมาอย่างต่อเนื่อง           โดยในปี 2567 ที่ผ่านมา บริษัทในกลุ่ม ACE เข้ารับรางวัล CSR-DIW Continuous Award 2024 ทั้งสิ้น 12 รางวัล นอกจากนี้ บริษัทในกลุ่ม ACE ยังมีการกำกับดูแลคุณภาพสิ่งแวดล้อมของโรงงานให้ดีกว่าค่ามาตรฐาน และมีการดำเนินธุรกิจตามมาตรฐานความรับผิดชอบต่อสังคมของผู้ประกอบการมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อมุ่งสู่ความเป็นผู้นำด้านพลังงานสะอาดที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม ตามแนวทาง ESG อย่างยั่งยืน           ACE ได้รับผลการประเมินในโครงการสำรวจการกำกับดูแลกิจการบริษัทจดทะเบียนไทย (Corporate Governance Report of Thai Listed Companies – CGR) ประจำปี 2567 หรือ CGR 2024 อยู่ในระดับ “ดีเลิศ (Excellent)” หรือ 5 ดาว ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ซึ่งโครงการดังกล่าวจัดขึ้นโดยสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (IOD) ภายใต้การสนับสนุนของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ซึ่งมีบริษัทจดทะเบียนเข้าร่วมการประเมินทั้งสิ้น 808 บริษัท           นอกจากนี้ เมื่อเดือนสิงหาคม 2567 ที่ผ่านมา ACE ก็เพิ่งได้รับการประเมินคุณภาพการจัดประชุมสามัญผู้ถือหุ้น หรือ AGM Checklist ประจำปี 2567 ที่จัดโดยสมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทย (Thai Investors Association: TIA) และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ในระดับ “ดีเยี่ยม” ด้วยคะแนนเต็ม 100 คะแนนต่อเนื่องเป็นที่ 2 เช่นเดียวกัน ซึ่งทั้งหมดนี้ช่วยสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ ACE ในการปฏิบัติตามกฎระเบียบและมาตรฐาน รวมถึงความรับผิดชอบต่อผู้ถือหุ้นและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่ายอย่างเคร่งครัด           การรับรองผลการประเมินด้านความยั่งยืนและการกำกับดูแลกิจการที่ดีเหล่านี้ ไม่เพียงแต่ช่วยตอกย้ำความมุ่งมั่นในการเป็นบริษัทจดทะเบียนที่มีการกำกับดูแลกิจการภายใต้หลักธรรมาภิบาลที่ดีแล้ว ยังช่วยยืนยันว่าแนวทางการดำเนินธุรกิจของ ACE ที่คำนึงถึงการร่วมสร้างความยั่งยืนให้กับชุมชน สังคม สิ่งแวดล้อม บนหลัก ESG (Environmental, Social, Governance) ที่จับต้องได้จริง ไม่ว่าจะเป็นการนำของเสียมาเพิ่มมูลค่า การช่วยแก้ไขปัญหามลภาวะ หรือ กระบวนการผลิตที่ไม่มีการปล่อยของเสียออกนอกระบบ (Zero Waste) การมีส่วนร่วมพัฒนาสังคมและชุมชน ตลอดจนเคารพสิทธิมนุษยชนที่ยึดมั่นดำเนินการมาโดยตลอดนั้นมาถูกทาง สอดรับตามกลยุทธ์ธุรกิจที่ตั้งเป้ามุ่งสู่การเป็น “ต้นแบบผู้นำด้านธุรกิจพลังงานสะอาดของโลก” อันจะช่วยสร้างผลกระทบเชิงบวกจากภายในองค์กรไปสู่สังคมและสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืน

BEM จับมือ กทพ. สานฝันเยาวชนผ่าน “ฟุตบอลปันสุข สนุกรอบสายทาง”

BEM จับมือ กทพ. สานฝันเยาวชนผ่าน “ฟุตบอลปันสุข สนุกรอบสายทาง”

           เสียงหัวเราะกึกก้องไปทั่วทั้งสนาม ภาพบรรยากาศของเด็กน้อยทั้งชายหญิงที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังความสดใส ตั้งใจฝึกซ้อมฟุตบอลด้วยแววตาแห่งความมุ่งมั่น หลังได้พบกับนักกีฬาอดีตทีมชาติไทยที่มาร่วมแบ่งปันความสุข ความรู้ และเทคนิคการเตะฟุตบอล ในกิจกรรม “ฟุตบอลปันสุข สนุกรอบสายทาง” ส่งเสริมสุขภาพ ยกระดับคุณภาพชีวิต และสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนทั้ง 5 สายทางพิเศษ            บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM ร่วมกับการทางพิเศษแห่งประเทศไทย หรือ กทพ. ขอเป็นสื่อกลางในการสร้างแรงบันดาลใจ มอบประสบการณ์ที่ดีให้กับเยาวชนในชุมชนพื้นที่รอบสายทางพิเศษทั้ง 5 สายทาง ได้แก่ ทางพิเศษเฉลิมมหานคร ศรีรัช ฉลองรัช อุดรรัถยา และประจิมรัถยา ขนทัพอดีตนักกีฬาฟุตบอลทีมชาติไทย ได้แก่ ตอง - กวินทร์ ธรรมสัจจานันท์, ลีซอ-ธีรเทพ วิโนทัย, โก้-ดัสกร ทองเหลา,  มิก้า ชูนวลศรี และ โค้ชอ้น-รังสรรค์ วิวัฒน์ชัยโชค นอกจากนี้ ยังมีอินฟลูเอนเซอร์สายลูกหนังชื่อดัง แนวหน้าของเมืองไทย อาทิ “ตูเต้” ตูดูบอลไทย, “ต้องซุย” ภานุวัฒน์ ใจยิ้ม และ “จอน” ขจรยศ  โชคธนเศรษฐ์ มาร่วมแบ่งปันประสบการณ์ และความสนุกสนานตลอดทั้งโครงการ ฝันที่กล้าฝัน ฟุตบอลเป็นกีฬาที่หลายคนชื่นชอบ ไม่จำกัดเพศและวัย โดยเฉพาะเด็กผู้ชายที่มีไอดอลในดวงใจ และมีความใฝ่ฝันอยากเดินรอยตาม หนึ่งในนั้นคือสองพี่น้องแห่งชุมชนพญาไท น้องมาสคอต - ด.ช.กันตพัฒน์ แซ่บุ่ย อายุ 13 ปี (ขวา) และน้องมาสเตอร์ - ด.ช.ปัณณวิชญ์ แซ่บุ่ย อายุ 9 ปี (ซ้าย) เล่าว่า “ผมชื่นชอบกีฬาฟุตบอลมาตั้งแต่เด็ก และอยากใช้เวลาว่างในวันเสาร์-อาทิตย์ให้เกิดประโยชน์ จึงได้ฝึกซ้อมอย่างจริงจัง โดยเฉพาะวันนี้ รู้สึกตื่นเต้นและดีใจมากที่ได้เรียนกับพี่ตองซึ่งเป็นอีกหนึ่งความฝันที่เป็นจริง ยิ่งเป็นแรงผลักดันให้ตั้งใจซ้อมมากขึ้น และยังได้เรียนรู้เทคนิคที่ไม่เคยรู้มาก่อน ปกติจะไม่กล้ายิงประตู เพราะรู้สึกว่ายิงไม่แรงและไม่ตรง แต่วันนี้ หลังจากที่ได้เรียนเทคนิคไปแล้ว ทำให้เตะแรงได้มากขึ้น ยิ่งทำให้รู้สึกภูมิใจและมั่นใจในตัวเองมากกว่าเดิม” สานสัมพันธ์ สานฝัน สร้างรอยยิ้ม            BEM ได้นำฟุตบอลมาเป็นเครื่องมือหลักในการเชื่อมโยงความสัมพันธ์กับเยาวชนในชุมชน เพราะเป็นกีฬาสากลที่เข้าถึงง่าย สามารถเล่นได้อย่างเท่าเทียม และเป็นกีฬาที่สร้างเป้าหมายชีวิตให้กับเยาวชนในการเติบโตสู่เส้นทางอาชีพได้ในอนาคต            นายบุญโชติ สมันวอ ประธานชมรมเยาวชนมุสลิมพญาไท กล่าวว่า “โครงการนี้เป็นโครงการที่ดีมาก ขอขอบคุณ BEM และ กทพ. ที่ช่วยเปิดโอกาสส่งมอบความสุขให้กับเด็กในหลายชุมชน ได้ออกมาหาประสบการณ์ เพราะเด็กบางคนมีพรสวรรค์ แต่ยังไม่เคยได้มีโอกาสออกมาเจอโลกกว้าง ครั้งนี้ได้เจอกับนักบอลระดับทีมชาติ เสมือนเป็นแรงผลักดันให้พวกเราได้มีกำลังใจสู้ต่อ นำไปสู่การพัฒนาตนเองให้เป็นนักกีฬาประจำโรงเรียน และก้าวสู่นักฟุตบอลมืออาชีพในอนาคตนอกจากนี้ พ่อแม่ที่ได้มาเห็นลูกของตนเองฝึกซ้อมฟุตบอลอย่างมุ่งมั่นตั้งใจ ย่อมเกิดความภาคภูมิใจ และมีความสุขที่ลูกหลานใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ ไม่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด” มากกว่าฟุตบอล : การสร้างสังคมที่ดีขึ้น            “หัวใจของการเล่นฟุตบอล คือต้องรักในการออกกำลังกาย สนุกกับการได้ออกมาเจอสังคมใหม่ๆ เมื่อเกิดความรักและความสนุกบวกกับการมีโค้ชที่ดี จะทำให้น้องๆ มีความมุ่งมั่นในการพัฒนาตัวเองมากขึ้น หากเจออุปสรรคก็จะสามารถเอาชนะมันได้แต่ต้องมีวินัย ทำในสิ่งที่รักซ้ำๆ ได้ทุกวัน จนเกิดเป็นความเคยชิน พัฒนา และฝึกฝนให้กลายเป็นความเก่ง” คำพูดของ ตอง - กวินทร์ ธรรมสัจจานันท์ อดีตนักฟุตบอลทีมชาติไทย กับฉายา “กวินทร์บินได้” ขวัญใจของใครหลายคน ที่มอบให้กับเยาวชนในชุมชนที่เข้าร่วมโครงการ ปฏิเสธไม่ได้ว่า กีฬาฟุตบอลเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่สามารถเชื่อมโยงคนในสังคมเข้าด้วยกันได้เป็นอย่างดี นอกจากเราจะได้เรียนรู้เรื่องน้ำใจนักกีฬาแล้ว ยังได้พบเจอสังคมใหม่ๆ ที่จะนำพาชีวิตไปสู่ทิศทางที่ดีขึ้น            ภายใต้เป้าหมายร่วมกันระหว่าง BEM และ กทพ. ที่ตั้งใจสร้างรอยยิ้ม มอบความสุข และโอกาสในการพัฒนาศักยภาพให้กับเยาวชนในชุมชนรอบทางพิเศษ ไปพร้อมกับการส่งมอบบริการที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้ผู้ใช้บริการทางพิเศษเดินทางอย่างสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย รวมทั้งการบริหารงานด้วยความรับผิดชอบต่อผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม โดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และหลักบรรษัทภิบาล เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนธุรกิจบริการคมนาคมขนส่งของประเทศไทยให้ยั่งยืนต่อไป [PR News]

AMR ชู Smart Technology  วิศวกรรมยั่งยืนเพื่อสิ่งแวดล้อม

AMR ชู Smart Technology วิศวกรรมยั่งยืนเพื่อสิ่งแวดล้อม

          หุ้นวิชั่น - บมจ. เอเอ็มอาร์ เอเซีย หรือ AMR เดินหน้าสร้างธุรกิจให้เติบโตอย่างแข็งแกร่ง พร้อมเป็นผู้นำด้านระบบวิศวกรรมครบวงจร ด้านคมนาคม สิ่งแวดล้อม และเมืองอัจฉริยะ ควบคู่กับการยึดมั่นตามหลักธรรมาภิบาล พร้อมให้ความสำคัญกับมาตรฐาน เดินหน้าธุรกิจด้วยความเชี่ยวชาญ ตลอดระยะเวลากว่า 20 ปี ภายใต้แนวคิดการมุ่งสู่ความเป็นผู้นำด้านวิศวกรรมและผู้ให้บริการด้านระบบงานวิศวกรรม (System Integration) แบบครบวงจร           นายณัฏฐชัย ศิริโก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. เอเอ็มอาร์ เอเซีย หรือ AMR ผู้ให้บริการด้านระบบวิศวกรรมออกแบบครบวงจร และเชื่อมต่อระบบไอทีโซลูชั่น รวมถึงบริการดูแลรักษาซ่อมบำรุงแบบครบวงจรชั้นแนวหน้าของประเทศ กล่าวว่า บริษัทฯ มีแผนเดินหน้าธุรกิจด้านระบบวิศวกรรมครบวงจร ซึ่งเป็นสายงานที่บริษัทฯ มีความเชี่ยวชาญและมีประสบการณ์ ได้แก่ งานด้านเทคโนโลยีคมนาคมขนส่ง พลังงาน เมืองอัจฉริยะ และสิ่งแวดล้อม พร้อมกับยื่นซองประมูลโครงการใหม่ และลงทุนธุรกิจในอุตสากรรมใหม่ที่หลากหลาย (Business Diversification) อย่างต่อเนื่อง ทำให้มุ่งปรับตัวจากบริษัทด้าน System Integrator เป็นผู้ให้บริการที่นำ Smart Technology เพื่อเสริมศักยภาพธุรกิจของ AMR ให้สอดรับกับกระแสของโลกในอนาคต ในปีที่ผ่านมา AMR ได้จัดโครงสร้างแนวธุรกิจออกเป็น 3 กลุ่มธุรกิจ ได้แก่ 1) ธุรกิจด้าน Smart Technology, Internet of Things และ ICT 2) ธุรกิจด้านโครงสร้างพื้นฐานและการคมนาคมอัจฉริยะ และ 3) ธุรกิจด้านพลังงานสะอาดและสิ่งแวดล้อม เพื่อเสริมศักยภาพการเติบโตแบบองค์รวมของ AMR           “เราตระหนักถึงการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมซึ่งเป็นปัญหาที่ทุกๆ ฝ่ายต้องช่วยกันแก้ไข จึงมีนโยบายดำเนินธุรกิจที่ไม่สร้างมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อมได้แก่ ธุรกิจด้านพลังงานสะอาด เป็นระบบพลังงานทางเลือก หรือพลังงานทดแทน เช่น การรับเหมาและบริการออกแบบ ติดตั้งและทดสอบระบบผลิตพลังงานไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Cell) การรับเหมาออกแบบและติดตั้ง ระบบประจุไฟฟ้าภายใต้ชื่อระบบและสินค้า MaCharge หรือให้บริการสถานีอัดประจุไฟฟ้าสำหรับยานยนต์และจักรยานยนต์ไฟฟ้า เป็นต้น” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กล่าว           นอกจากนี้ ยังได้ขยายธุรกิจด้านการบริหารจัดการขยะชุมชน ซึ่งเป็นปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย และภูมิภาคอาเซียนมายาวนาน โดยดำเนินการรับเหมาออกแบบและผลิตเครื่องจักรเพื่อสำหรับโรงคัดแยกขยะ ให้บริการรับจ้างคัดแยกขยะชุมชนในแบบสัญญาระยะยาวกับภาครัฐ การจัดการนำพลาสติกมาผลิตเพื่อเป็นเชื้อเพลิงทดแทนถ่านหินในโรงงานอุตสาหกรรม การนำพลาสติกมาแปรรูปเพื่อใช้ประโยชน์ (Recycle) ด้วยการหลอมทำถุงขยะ เพื่อใช้ในครัวเรือนและถุงขยะปลอดเชื้อสำหรับโรงพยาบาล รวมถึงการจัดการเศษอาหารและเศษพืช โดยการนำผ่านกระบวนการหมักเศษอาหารเพื่อทำเป็นสารปรับปรุงดินหรือปุ๋ยชีวภาพ เป็นการลดการเกิดก๊าซมีเทนในบ่อขยะ ซึ่งก่อให้เกิดลดมลภาวะด้านกลิ่นต่อชุมชน ช่วยลดมลภาวะและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ทั้งด้านน้ำเสีย อากาศ การสร้างก๊าซเรือนกระจก และการปนเปื้อนของไมโครพาสติกในแหล่งธรรมชาติต่างๆ อย่างยั่งยืน           “เรานำเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาพัฒนาธุรกิจในด้านต่างๆ เพื่อเป็นแนวทางในการสร้างรากฐานของงานวางระบบวิศวกรรมที่ยั่งยืนด้วยคุณภาพที่ดีเยี่ยม เดินหน้ารุกธุรกิจด้านระบบบริหารจัดการอาคาร (Building Management System) ครบวงจร ครอบคลุมถึงการนำระบบควบคุมด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ และการนำเทคโนโลยีด้าน AI มาประยุกต์ใช้ เพื่อรวบรวมข้อมูลตรวจสอบและควบคุมการทำงานของระบบอาคารต่างๆ เข้าไว้ด้วยกัน อาทิ การควบคุมสภาพอากาศแสงสว่างและระบบทำความเย็นภายในอาคาร การควบคุมการทำงานของอุปกรณ์และระบบต่างๆ การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด เป็นต้น เพื่อขยายโอกาสใหม่ๆ ทางธุรกิจ พร้อมนำผลิตภัณฑ์และระบบบริหารจัดการอาคาร (Building Management System)” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กล่าว           ปัจจุบัน AMR และบริษัทในเครือได้รับสัญญาการจัดการขยะชุมชนจากหน่วยงานรัฐ และสัญญาในการจัดส่งและจำหน่ายเชื้อเพลิงจากขยะ เพื่อใช้ทดแทนถ่านหินในโรงงานอุตสาหกรรมแบบสัญญาระยะยาว [PR News]

BEM NEW HORIZONS สร้างโอกาส อย่างยั่งยืน

BEM NEW HORIZONS สร้างโอกาส อย่างยั่งยืน

           หุ้นวิชั่น - บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ได้ดำเนินโครงการ “BEM NEW HORIZONS สร้างโอกาส อย่างยั่งยืน” โดยเปิดโอกาสให้น้องๆนักเรียนโรงเรียนวัดราชบพิธ จำนวน 27 คนได้มาปฏิบัติงานในพื้นที่สถานีรถไฟฟ้า ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2567 และจะสิ้นสุดในวันที่ 21 มีนาคม 2568 โครงการนี้สนับสนุนด้านการศึกษาควบคู่ไปกับการมอบประสบการณ์ชีวิต ส่งเสริมให้เยาวชนแสดงศักยภาพในการทำงาน สามารถสร้างรายได้เสริมด้วยตนเอง ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในครอบครัว ต่อยอดเส้นทางอาชีพได้ในอนาคต โดย BEM ได้จัดพิธีมอบทุนการศึกษาและใบประกาศนียบัตรให้กับนักเรียนในโครงการทั้ง 27 คนไปเมื่อเร็วๆ นี้            นายวิทูรย์ หทัยรัตนา รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “BEM ทำกิจกรรมเพื่อสังคมมานานแล้ว เริ่มจากการเข้าไปในชุมชนและทำกิจกรรมเล็กๆ เช่น ห้องสมุด สนามเด็กเล่น และเมื่อธุรกิจขยายใหญ่ขึ้นก็พัฒนาโครงการให้เหมาะสมมากขึ้น โครงการ BEM NEW HORIZONS นี้ ต้องการมอบโอกาสทางการศึกษาให้กับเยาวชนที่มีอุปสรรคทางด้านค่าใช้จ่าย แต่ขณะเดียวกันก็ต้องการให้ได้เรียนรู้ว่าไม่มีสิ่งใดได้มาฟรีๆ จึงเป็นที่มาของการเปิดโอกาสให้นักเรียนได้มาฝึกงานบริการที่สถานีรถไฟฟ้า เรียนรู้ถึงบทบาทการทำงานของเจ้าหน้าที่ในสถานี ทำให้เกิดความเห็นใจผู้ปกครอง ได้รู้คุณค่าของเงินว่าได้มายากเพียงใด ถือเป็นการสร้างรายได้ที่ทำให้เกิดความภาคภูมิใจเพราะมาจากความตั้งใจและความพยายามของตัวเอง มีความรู้สึกรับผิดชอบทั้งในฐานะที่เป็นลูกน้อง ลูกศิษย์ และในฐานะลูก ที่สำคัญคือการมาฝึกงานนั้นถือเป็นการก้าวสู่โลกอีกครึ่งใบของชีวิตจริง ทำให้เด็กได้รับประสบการณ์ชีวิต ได้พบกับบทเรียนที่ไม่ได้มีอยู่ในตำรา แต่อย่างไรก็ตาม การศึกษาต้องทำตลอดชีวิต ใบปริญญาควรจะได้รับมาเพื่อเป็นใบเบิกทาง แต่จะสำเร็จหรือไม่ขึ้นอยู่กับว่าเราพร้อมจะเรียนรู้อยู่ตลอดเวลาไหม โอกาสที่มีเข้ามาหากไม่เกิดการเรียนรู้ โอกาสนั้นก็จะผ่านไป โครงการนี้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเยาวชนทุกคนใช้โอกาสที่ได้รับมาอย่างเต็มที่ เต็มความสามารถ และนอกจากการเป็น “ผู้ให้” ของ BEM ในครั้งนี้ ผู้บริหารและทีมงานทุกคนยัง “ได้รับ” ด้วยเช่นกัน นั้นคือการเติมเต็มทางความรู้สึก ความภาคภูมิใจที่ได้บ่มเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งอนาคต ให้เติบโตเป็นพลังขับเคลื่อนไปสู่ความสำเร็จในวันข้างหน้าต่อไป”            ด้าน นายสุรพัศ นิลจันทร์ หรือ น้องดิน นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนวัดราชบพิธ หนึ่งในผู้เข้าร่วมโครงการเป็นตัวแทนเพื่อนๆมากล่าวถึงความรู้สึกว่า “ผมต้องขอขอบคุณ BEM ที่มอบโอกาสให้พวกเราได้เข้าร่วมโครงการนี้ ถือเป็นประสบการณ์อันล้ำค่าที่หาจากที่ไหนไม่ได้ ไม่เพียงแต่ทำให้เราได้เรียนรู้การทำงานจริงร่วมกับพี่ๆ เจ้าหน้าที่สถานีแล้ว ยังช่วยเสริมสร้างทักษะที่เป็นประโยชน์ต่ออนาคตอีกด้วย นอกจากนี้ ขอขอบคุณสำหรับการสนับสนุนด้านรายได้พิเศษและทุนการศึกษา ทำให้ช่วยแบ่งเบาภาระครอบครัว ทั้งยังเปิดโอกาสให้พวกเราได้เรียนรู้อย่างเต็มที่ สุดท้ายนี้ ผมขอขอบคุณพี่ๆ ทุกคนที่ช่วยมาเป็นพี่เลี้ยงให้พวกเรา อดทนสอนงานพวกเรา จนทำให้พวกเรามีวันนี้ได้ ขอขอบคุณมากครับ” ทั้งนี้ BEM ดำเนินงานด้วยความตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยมุ่งมั่นสร้างโอกาสทางการศึกษา พร้อมกับดำเนินโครงการต่างๆ อีกมากมาย ที่ส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่เด็กและเยาวชน อันจะเป็นรากฐานที่แข็งแรงในการพัฒนาประเทศ เปรียบเสมือนการบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์ ที่พร้อมขับเคลื่อนประเทศชาติต่อไปในอนาคต [PR News]

ก.ล.ต. จัดงานสัมมนา ขับเคลื่อนธุรกิจยั่งยืน

ก.ล.ต. จัดงานสัมมนา ขับเคลื่อนธุรกิจยั่งยืน

          สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) จัดงานสัมมนา “Governance for Sustainability - Instilling Governance for Sustainable Value Creation” เพื่อให้ภาคธุรกิจเล็งเห็นถึงความสำคัญของการกำกับดูแลกิจการที่ดี อันเป็นรากฐานสำคัญของการดำเนินธุรกิจ สามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงตลอดจนความท้าทาย และสร้างคุณค่าแก่ธุรกิจตลอดห่วงโซ่คุณค่าได้อย่างยั่งยืน เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2568           ศ. ดร.พรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ ก.ล.ต. กล่าวว่า การจัดงานสัมมนาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเน้นย้ำถึงความสำคัญของกลไกการกำกับดูแลในการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่มีธรรมาภิบาลที่ดี ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญที่จะยกระดับความเชื่อมั่น (Trust and Confidence) ในบริษัทจดทะเบียนและตลาดทุนในองค์รวม รวมทั้งความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม นำไปสู่การสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืนตลอดห่วงโซ่คุณค่า โดยการกำกับดูแลกิจการในปัจจุบันจะต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้เสียควบคู่ไปกับการสร้างการโตเติบของผลประกอบการ ซึ่ง ก.ล.ต. มุ่งสร้างความตระหนักให้แก่บริษัทจดทะเบียนและผู้ที่เกี่ยวข้องมาอย่างต่อเนื่อง           “หนึ่งในมาตรการสำคัญคือ หลักการกำกับดูแลกิจการที่ดีสำหรับบริษัทจดทะเบียน ปี 2560 หรือ CG Code เพื่อเป็นหลักปฏิบัติสำหรับคณะกรรมการในฐานะผู้นำที่มีบทบาทสำคัญในการกำกับดูแลกิจการ ให้สามารถนำไปปรับใช้ตามความเหมาะสมกับบริบทของธุรกิจ โดยพิจารณาถึงผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้เสียหรือปัจจัยด้านความยั่งยืนในการกำหนดทิศทาง เป้าประสงค์ และกลยุทธ์ ตลอดจนดูแลให้มั่นใจว่าการดำเนินการ เป็นไปตามทิศทางที่วางไว้ ซึ่งสอดรับกับหลักการ G20/OECD Principles of Corporate Governance ขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ฉบับปรับปรุงที่เผยแพร่เมื่อปลายปี 2566 โดยเน้นพิจารณาความเสี่ยงและปัจจัยด้านความยั่งยืนต่อการดำเนินธุรกิจ เพื่อนำไปสู่ผลประกอบการที่ดีและยั่งยืนในระยะยาว”           สำหรับการสัมมนาในหัวข้อ Building a Sustainability – Competent Board ได้รับเกียรติจาก ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย และนายกุลเวช เจนวัฒนวิทย์ กรรมการผู้อำนวยการ สมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย ร่วมสนทนาและแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับบทบาทการกำกับดูแลของคณะกรรมการในยุคปัจจุบันที่จำเป็นต้องมีการปรับตัวเพื่อให้สอดรับกับทิศทางการดำเนินธุรกิจท่ามกลางความท้าทายในปัจจุบัน โดยสิ่งสำคัญ คือ การมีทัศนคติ (attitude) และแรงจูงใจ (motivation) ประกอบกับทักษะและความรู้ของผู้นำองค์กรที่จะส่งเสริมเรื่องความยั่งยืน การสร้างสมดุลที่เหมาะสมโดยคำนึงถึงผลประโยชน์ส่วนรวมในการดำเนินธุรกิจด้วย           นอกจากนี้ ยังมีการเสวนาในหัวข้อ Reflecting ESG Values in the Business โดยได้รับเกียรติจาก นางสาวปิยพร พรรณเชษฐ์ กรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. ทีซีเอ็ม คอร์ปอเรชั่น นายสมพล ธนาดำรงศักดิ์ ประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการ บมจ. ฟอร์จูน พาร์ท อินดัสตรี้ นางสาวนภารัตน์ ศรีวรรณวิทย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน บมจ. เซ็นทรัลพัฒนา และนายไพรัช ศรีวิไลฤทธิ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส สำนักกำกับดูแลกิจการ บมจ. ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป ร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ของกรรมการและผู้บริหารระดับสูงในการนำทิศทางที่คำนึงปัจจัยด้านความยั่งยืนมาสู่กระบวนการธุรกิจ การสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่มีธรรมาภิบาล ความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีสรุปใจความสำคัญว่าความยั่งยืนไม่ใช่ภาระหรือประเด็นที่แยกออกจากการดำเนินการปกติของธุรกิจ แต่เป็นองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจสามารถรับมือกับปัญหาและจัดการความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถบริหารจัดการธุรกิจตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำได้อย่างยั่งยืน           การจัดงานสัมมนาในครั้งนี้ ประกอบด้วยกรรมการ ผู้บริหารระดับสูง ผู้แทนจากบริษัทจดทะเบียน ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับภาคตลาดทุน เข้าร่วมงานประมาณ 120 คน           ผู้ที่สนใจสามารถติดตามรับชมงานสัมมนาย้อนหลังได้ที่ YouTube “ThaiSEC” หรือเว็บไซต์ https://www.sec.or.th/onereport [PR News]

[ภาพข่าว] กลุ่ม ปตท. เดินหน้าสู่ Net Zero ศึกษาการใช้ CCUS และไฮโดรเจนคาร์บอนต่ำ

[ภาพข่าว] กลุ่ม ปตท. เดินหน้าสู่ Net Zero ศึกษาการใช้ CCUS และไฮโดรเจนคาร์บอนต่ำ

          วานนี้ (19 กุมภาพันธ์ 2568) ผู้บริหารกลุ่ม ปตท. นำโดย ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เป็นประธานพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงโครงการศึกษาความเป็นไปได้การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดักจับ ใช้ประโยชน์ และกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Capture Utilization and Storage: CCUS) และบันทึกข้อตกลงการพัฒนาธุรกิจและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีไฮโดรเจนคาร์บอนต่ำของกลุ่ม ปตท. เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ครอบคลุมการศึกษาโครงสร้างต้นทุนที่เหมาะสม ความคุ้มค่าเชิงเศรษฐศาสตร์ และความสามารถในการแข่งขันของกลุ่ม ปตท. ตอกย้ำพันธกิจของ กลุ่ม ปตท. ในการเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงาน และขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ความยั่งยืนในระดับสากล โดยมีผู้บริหารระดับสูงกลุ่ม ปตท. ร่วมลงนาม ประกอบด้วยบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) และบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน)

PTTGC ชูเสื่ออัพไซเคิล MEGA MAT  ที่งานเทศกาลงานออกแบบกรุงเทพฯ 2568

PTTGC ชูเสื่ออัพไซเคิล MEGA MAT ที่งานเทศกาลงานออกแบบกรุงเทพฯ 2568

          หุ้นวิชั่น - 15 กุมภาพันธ์ 2568 กรุงเทพมหานคร – 6 พันธมิตรชั้นนำ ได้แก่ บริษัท พีทีที โกลบอล  เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC ผู้นำธุรกิจเคมีภัณฑ์ระดับสากล มุ่งพัฒนานวัตกรรมเพื่อ ความยั่งยืน ร่วมมือกับ สถานทูตเนเธอร์แลนด์ (NL) สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) (CEA) กรุงเทพมหานคร (BMA) ศูนย์เชื่อมโยงอาเซียนด้านการออกแบบเมืองและสรรค์สร้าง (Urban Ally) และ บริษัทออกแบบจากเนเธอร์แลนด์ ผู้ให้คำปรึกษาเรื่องสถาปัตยกรรมและปัญหาในเขตเมือง (MVRDV) ในการสร้างสรรค์ MEGA MAT: Reimagining Waste into Wonder เสื่ออัพไซเคิลจากพลาสติกใช้แล้ว รังสรรค์เป็นผลงานศิลปะขนาดใหญ่ซึ่งต้องอาศัยความชำนาญของผู้ทอเสื่อในการไล่เฉดสีของเสื่อเพื่อให้ถูกต้องตามการออกแบบ โดยมีแรงบันดาลใจจากหลังคาวัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร อีกทั้งต้องประกอบและติดตั้งให้สามารถใช้งานได้จริง กลายเป็นที่สาธารณะสร้างสรรค์ให้กับคนเมืองในเทศกาลงานออกแบบกรุงเทพฯ 2568 ออกแบบพร้อมบวก+ (Bangkok Design Week 2025: Design Up+Rising) ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านความยั่งยืนของ GC           นายณะรงค์ศักดิ์ จิวากานันต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร GC กล่าวว่า “MEGA MAT เป็นอีกผลงานศิลปะที่สะท้อนแนวคิด End-to-End Waste Management หรือ การจัดการขยะพลาสติกตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทางของ GC โดยนำพลาสติกใช้แล้วกลับมาสร้างคุณค่าใหม่อย่างเป็นระบบ เสื่อทั้งหมดอัพไซเคิลจากเม็ดพลาสติกโพลิโพรพิลีนรีไซเคิล (rPP) ที่มาจากเศษเส้นใยกระสอบใช้แล้วและเศษพลาสติกในประเทศไทย ถักทอเป็นเสื่อไทยได้อย่างประณีตและแข็งแรง กระบวนการนี้ไม่เพียงช่วยลดปริมาณขยะพลาสติก แต่ยังเพิ่มมูลค่าให้กับวัสดุเหลือใช้ และสนับสนุนเศรษฐกิจหมุนเวียนในภาคอุตสาหกรรมไทยอีกด้วย           เราเชื่อว่าศิลปะสามารถเป็นสื่อกลางที่ทรงพลังในการสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม MEGA MAT จึงไม่ใช่แค่ผลงานศิลปะขนาดใหญ่ แต่เป็นสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนแปลง ความร่วมมือในครั้งนี้จะเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้คนตระหนักถึงความสำคัญของการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และเห็นถึงศักยภาพของการรีไซเคิลและอัพไซเคิลเพื่อสร้างสรรค์เป็นสิ่งใหม่ที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม” MEGA MAT: Reimagining Waste into Wonder           MEGA MAT เป็นผลงานศิลปะเสื่ออัพไซเคิลขนาดใหญ่ มีความยาว 34.2 เมตร x กว้าง 25.2 เมตร ประกอบด้วย เสื่ออัพไซเคิลไซเคิล จำนวน 532 ผืน แต่ละผืนมีน้ำหนัก 1 กิโลกรัม นำมาเย็บต่อกันอย่างประณีต มีน้ำหนักรวม 532 กิโลกรัม ได้รับแรงบันดาลใจจากหลังคาวัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหารกลายเป็นที่สาธารณะสร้างสรรค์ให้กับคนเมือง เสื่อเหล่านี้ผลิตจากเม็ดพลาสติกโพลิโพรพิลีนรีไซเคิล (rPP) ซึ่งมาจากเศษเส้นใยกระสอบที่ผ่านการใช้งานแล้ว และเศษพลาสติกใช้แล้วในประเทศไทย นำมาผ่านกระบวนการอัพไซเคิล เปลี่ยนเป็นเม็ดพลาสติกที่มีคุณภาพสูง รีดเป็นเส้น ก่อนที่จะถูกนำมาสร้างสรรค์เป็นเสื่อไทยลวดลายทรงข้าวหลามตัดที่มีสีสันสวยงามและคงทน โดยการสร้างสรรค์นี้ต้องอาศัยความชำนาญของผู้ทอเสื่อในการไล่เฉดสีของเสื่อเพื่อให้ถูกต้องตามการออกแบบ การประกอบเสื่อต้องแข็งแรงแน่นหนา เนื่องจากถูกออกแบบโดยมีแรงบันดาลใจจากหลังคาวัด ทำให้การประกอบและติดตั้งต้องคำนึงถึงน้ำหนักและโครงสร้างที่ต้องถูกยกขึ้น อีกทั้งต้องสามารถใช้งานได้จริง           ภายหลังจบการแสดงผลิตภัณฑ์ในเทศกาลงานออกแบบกรุงเทพฯ 2568 ออกแบบพร้อมบวก+ (Bangkok Design Week 2025: Design Up+Rising) แล้ว MEGA MAT จะถูกนำไปใช้ประโยชน์ต่อ ตั้งแต่การบริจาคให้กับกรุงเทพมหานครเพื่อการใช้งานในพื้นที่สาธารณะต่อไป  การมอบให้พันธมิตรทางธุรกิจของ GC เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ และ การนำเข้าสู่คอลเลกชัน UPTOYOU Spring/Summer 2025 โดยนำไปผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ เช่น กระเป๋าถือ และ ของที่ระลึก อีกด้วย           GC และพันธมิตรขอเชิญชวนประชาชนร่วมสัมผัสประสบการณ์มหัศจรรย์ MEGA MAT ที่ซึ่งความคิดสร้างสรรค์และความยั่งยืนมาบรรจบกันอย่างลงตัว ให้ทุกคนได้ต่อยอดความคิด                 เพื่อสร้างโลกที่ยั่งยืนไปด้วยกัน ในเทศกาลงานออกแบบกรุงเทพฯ 2568 ออกแบบพร้อมบวก+ (Bangkok Design Week 2025: Design Up+Rising) ระหว่างวันที่ 15-23 กุมภาพันธ์ 2568 ณ ลานคนเมือง ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร สามารถติดตามรายละเอียดของงานเพิ่มเติม ได้ที่เว็บไซต์ https://www.bangkokdesignweek.com/bkkdw2025 [PR News]

BGRIM ติด S&P Global Sustainability Yearbook 2025 ต่อเนื่องปีที่ 4

BGRIM ติด S&P Global Sustainability Yearbook 2025 ต่อเนื่องปีที่ 4

          หุ้นวิชั่น - กรุงเทพฯ 17 กุมภาพันธ์ 2568: บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านความยั่งยืนด้วยการได้รับคัดเลือกให้เป็นสมาชิก S&P Global Sustainability Yearbook 2025 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 พร้อมยกระดับสู่กลุ่ม Top 5% ของอุตสาหกรรมสาธารณูปโภคไฟฟ้า จากระดับ Top 10% ในปีก่อนหน้า สะท้อนถึงการยอมรับในระดับสากลตลอดจนการยกระดับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) อย่างต่อเนื่อง           ภายใต้ปรัชญาการดำเนินธุรกิจด้วยความโอบอ้อมอารีของ บี.กริม ซึ่งยึดถือมาตลอด 147 ปี บี.กริม เพาเวอร์ มุ่งสร้างผลกระทบเชิงบวกให้กับสังคมและสิ่งแวดล้อมในระยะยาว ควบคู่กับการลงทุนในพลังงานสะอาด เสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้แก่ภาคอุตสาหกรรม พร้อมนำเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน รวมถึงพัฒนาโซลูชั่นด้านพลังงาน ลดการใช้ทรัพยากร และปรับปรุงกระบวนการผลิตพลังงานให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น นอกจากนี้ เรายังให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานอย่างยั่งยืน และการส่งเสริมการกำกับดูแลกิจการที่ดี โดยคำนึงถึงผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน ด้วยแนวทางการดำเนินธุรกิจบนรากฐานของความยั่งยืน บี.กริม เพาเวอร์ ได้รับการยอมรับจากผู้ประเมินทั้งในระดับประเทศและระดับสากล โดยได้รับการประเมิน SET ESG Ratings ระดับสูงสุด AAA ประจำปี 2567 พร้อมครองอันดับหุ้นยั่งยืนเป็นปีที่ 7 ติดต่อกัน จากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย รวมถึงได้รับคัดเลือกให้อยู่ในดัชนี FTSE4Good Index Series ด้วยคะแนน 4.5 จาก 5 คะแนน และคะแนนเต็ม 5 ในมิติธรรมาภิบาล ทั้งนี้ บี.กริม เพาเวอร์ ยังคงมุ่งมั่นผสานความยั่งยืนเข้ากับการดำเนินงาน สร้างสมดุลระหว่างคุณค่าทางเศรษฐกิจ ควบคู่ไปกับการดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อม เสริมสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุน ลูกค้า และพันธมิตรทางธุรกิจ พร้อมเดินหน้าบรรลุเป้าหมายการเป็นองค์กรที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิเป็นศูนย์ ภายในปี พ.ศ. 2593

VIH เปิดความสำเร็จ 3 โครงการ  พัฒนาธุรกิจโรงพยาบาลสู่ความยั่งยืน

VIH เปิดความสำเร็จ 3 โครงการ พัฒนาธุรกิจโรงพยาบาลสู่ความยั่งยืน

          บริษัท ศรีวิชัยเวชวิวัฒน์ จำกัด (มหาชน) หรือ VIH ในนามกลุ่มโรงพยาบาลวิชัยเวช อินเตอร์เนชั่นแนล ประกาศความสำเร็จอีกขั้นกับการได้รับการจัดอันดับ ESG Ratings ระดับ A จากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ถือเป็นความภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่บริษัทฯ ได้รับการยอมรับในด้านความยั่งยืนทางธุรกิจ โดยเฉพาะในปีแรกที่ VIH เข้าร่วมการประเมินในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ VIH ในการดำเนินธุรกิจภายใต้กรอบการกำกับดูแลกิจการที่ดี คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล โดยบริษัทฯ ได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาอย่างยั่งยืนในทุกมิติ อาทิ การดูแลสิ่งแวดล้อม การพัฒนาชุมชนและสังคม การดูแลพนักงาน และการดำเนินธุรกิจอย่างโปร่งใส           ภญ.ดร.ตีรวรรณ วนดุรงค์วรรณ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มโรงพยาบาลวิชัยเวช อินเตอร์เนชั่นแนล และ รองผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจอย่างยั่งยืน โรงพยาบาลวิชัยเวช อินเตอร์เนชั่นแนล หนองแขม กล่าวว่า ปัจจุบัน กลุ่มโรงพยาบาลวิชัยเวช อินเตอร์เนชั่นแนล ประกอบด้วย โรงพยาบาลทั้งหมด 4 แห่ง ได้แก่ โรงพยาบาลวิชัยเวช อินเตอร์เนชั่นแนล อ้อมน้อย โรงพยาบาลวิชัยเวช อินเตอร์เนชั่นแนล หนองแขม โรงพยาบาลวิชัยเวช อินเตอร์เนชั่นแนล สมุทรสาคร โรงพยาบาลวิชัยเวช อินเตอร์เนชั่นแนล แยกไฟฉาย รวมทั้งบริษัทฯ ยังมีบริษัทย่อย คือ บริษัท โรงเรียนศรีวิชัยอาชีวศึกษา จำกัด ซึ่งดำเนินธุรกิจภายใต้ชื่อ โรงเรียนศรีวิชัยอาชีวศึกษา เพื่อผลิตผู้ดูแลผู้สูงอายุและเด็กเล็ก           VIH ให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนมาโดยตลอด เรามุ่งเน้นการพัฒนาองค์กรในทุกมิติ ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล เพื่อสร้างความเติบโตอย่างยั่งยืนให้กับองค์กร พร้อมทั้งสร้างคุณค่าร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน โดยมุ่งมั่นขับเคลื่อนธุรกิจเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนตามกรอบ ESG เข้ากับกลยุทธ์หลักผ่านแผนงานที่สอดคล้องกับหลักการสำคัญ 14 ข้อ พร้อมดำเนินธุรกิจอย่างรับผิดชอบต่อสังคม และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อสร้างประโยชน์แก่ทุกภาพส่วน โดยมีส่วนร่วมต่อเป้าหมาย SDGs คือ The 14 Sustainable Development Goals สำหรับกิจกรรมด้าน ESG ที่โดดเด่นของบริษัทฯ ในช่วงที่ผ่านมามี 3 โครงการด้วยกัน ได้แก่ โครงการขยะกำพร้า เป็นการจัดอบรมให้ความรู้แก่บุคลากรของโรงพยาบาลและผู้มารับบริการผ่านสื่อต่าง ๆ โครงการนำแก้วมาแลกกล้า เปลี่ยนแก้วพลาสติกที่ใช้แล้วมาใช้ใหม่ เพิ่มประโยชน์สูงสุด ลดขยะโดยสมบูรณ์ มุ่งพัฒนาเป็นสังคมสีเขียว ถือเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมจากความตั้งใจของบริษัทฯ ที่ช่วยลดใช้พลาสติก และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมตามนโยบายของโรงพยาบาล โดยนำแก้วกาแฟที่ใช้งานแล้ว มาแลกพันธุ์กล้าผัก เพื่อนำไปปลูกที่บ้าน รวมถึงส่งต่อแก้วพลาสติกใช้แล้วกับอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ซึ่งจะนำมาใช้ประโยชน์ในการปลูกกล้าไม้ชนิดต่าง ๆ นอกจากนี้ บุคลากรของโรงพยาบาลยังได้ร่วมเพาะพันธุ์กล้าไม้ จากแก้วที่นำไปบริจาคร่วมกับเจ้าหน้าที่อุทยานฯ ในการส่งต่อต้นกล้าไม้ผ่านแก้วที่นำมาบริจาค เพื่อคืนสู่ผืนดินต่อไป กิจกรรมนี้เกิดขึ้นเพื่อให้เกิดการใช้งานแก้วพลาสติกอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นการลดขยะ และเพิ่มพื้นที่สีเขียว ถือเป็นการจัดการขยะที่สมบูรณ์ โครงการ Zero C Challenge จัดขึ้นเพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์สุทธิของกลุ่มโรงพยาบาลให้เป็นศูนย์ภายในปี 2583 เพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนและสร้างความเป็นกลางทางคาร์บอนให้กับองค์กร พร้อมทั้งเป็นผู้นำในการขับเคลื่อนสังคมไทยสู่การลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน           นอกจาก 3 โครงการข้างต้นแล้ว กลุ่มโรงพยาบาลวิชัยเวช ยังร่วมกิจกรรมปลูกต้นไม้ เนื่องในวันต้นไม้ประจำปีของชาติ พ.ศ.2567 ซึ่งจัดโดยสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 10 สาขาเพชรบุรี โดยร่วมกันปลูกต้นไม้ จำนวน 600 ต้น ณ วัดห้วยกวางจริง ต.พุสวรรค์ อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ซึ่งกลุ่มโรงพยาบาลวิชัยเวช ตระหนักถึงคุณค่าและประโยชน์ของต้นไม้ จึงเข้าร่วมกิจกรรมปลูกต้นไม้เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวในพื้นที่ต่าง ๆ ภายใต้โครงการเราปรับโลกเปลี่ยนอย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี เราทุกคนหวังว่าต้นไม้ที่ปลูกทุกต้นจะเติบโตอย่างยั่งยืน เพื่อคืนปอดให้กับโลก และสร้างอากาศบริสุทธิ์ร่วมกัน           ขณะที่โรงพยาบาลวิชัยเวชฯ อ้อมน้อย เข้าร่วมโครงการส่งขยะกลับบ้าน เป็นการบริจาคผ้าชำรุดที่ไม่ใช้งาน เพื่อเปลี่ยน “ขยะ” เป็น “พลังงาน” โดยได้รวบรวมผ้าและวัสดุใช้แล้ว อาทิ ชุดนอน ปลอกหมอน ผ้าปูเตียง ผ้าห่ม ฯลฯ ที่หมดอายุการใช้งานและได้ทำการฆ่าเชื้อเรียบร้อยแล้ว จากนั้นส่งมอบให้กับบริษัท เบตเตอร์ เวิลด์ กรีน จำกัด ณ อาคารสำนักงานใหญ่ BETTER GROUP นำไปใช้ประโยชน์แปรรูปเป็นเชื้อเพลิงพลังงานทดแทน ทำใหมีส่วนช่วยลดปัญหาขยะโดยนำกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ด้วยการนำไปผ่านกระบวนการบำบัดทางกายภาพโดยผู้เชี่ยวชาญ เพื่อนำไปผลิตเชื้อเพลิงที่ได้มาตรฐานสำหรับใช้เป็นพลังงานทดแทน           ทั้งนี้ VIH มุ่งมั่นที่จะรักษามาตรฐานความยั่งยืนในระดับสูง และพร้อมที่จะยกระดับการดำเนินงานด้าน ESG อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างคุณค่าระยะยาวให้แก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย และเติบโตไปพร้อมกับสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

S&P Global เลือก DELTA เข้า Sustainability Yearbook ปี68

S&P Global เลือก DELTA เข้า Sustainability Yearbook ปี68

          หุ้นวิชั่น - กรุงเทพฯ ประเทศไทย, 17 กุมภาพันธ์ 2568 - บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ผู้นำระดับโลกด้านการจัดการพลังงานและผู้ให้บริการโซลูชันสีเขียวอัจฉริยะที่ขับเคลื่อนด้วย IoT ได้รับการจัดอันดับใน S&P Global Sustainability Yearbook ประจำปี 2568 นับเป็นปีที่แปดติดต่อกันที่บริษัทฯ ได้รับการยอมรับในฐานะบริษัทที่มีผลการดำเนินงานโดดเด่นและยอดเยี่ยมด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) ทั้งนี้ S&P Global Sustainability Yearbook เป็นทำเนียบรวบรวมรายชื่อบริษัทชั้นนำด้านความยั่งยืนตามการจัดอันดับดัชนีความยั่งยืนดาวโจนส์ (DJSI) โดยเดลต้า ประเทศไทย เป็นบริษัทจดทะเบียนไทยเพียงรายเดียวในกลุ่มอุตสาหกรรม “ชิ้นส่วนอุปกรณ์ เครื่องมือและส่วนประกอบอิเล็กทรอนิกส์” ที่ได้รับการคัดเลือกเข้าสู่ทำเนียบนี้           เดลต้ามุ่งเน้นการดำเนินงานด้านความยั่งยืนด้วยแนวทางที่มุ่งเน้นการดำเนินงานที่เห็นผลจริงและวัดผลได้ เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างเป็นรูปธรรม โดยกลยุทธ์ด้าน ESG ของบริษัทฯ ตั้งอยู่บนหลักการของความโปร่งใส ความร่วมมือ และการพัฒนาอย่างไม่หยุดนิ่ง           นายเคเค ชง หัวหน้าฝ่ายพัฒนาความยั่งยืน บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) กล่าวถึงความสำเร็จครั้งนี้ว่า “เราเชื่อว่าความยั่งยืนคือการสร้างการเปลี่ยนแปลงที่มีคุณค่าในระยะยาว ซึ่งจะช่วยให้เดลต้าเติบโตไปพร้อมกับสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อทั้งผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและสิ่งแวดล้อม การที่เราได้รับคัดเลือกให้อยู่ในรายชื่อ S&P Global Sustainability Yearbook และเข้าเป็นสมาชิกของดัชนี DJSI ไม่เพียงยืนยันถึงความก้าวหน้าของเรา แต่ยังเป็นแรงผลักดันให้เราพัฒนาต่อไป เพื่อยืนหยัดในการขับเคลื่อนความยั่งยืนด้วยแนวทางที่เป็นรูปธรรมและมีคุณค่าอย่างต่อเนื่อง”           ในปีนี้ S&P Global Sustainability Yearbook ได้ทำการประเมินบริษัทกว่า 7,690 แห่งจาก 62 อุตสาหกรรมทั่วโลก และคัดเลือกเหลือเพียง 780 บริษัทเพื่อบรรจุใน Yearbook การได้รับคัดเลือกในครั้งนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของเดลต้า ประเทศไทยในการดำเนินธุรกิจที่มีความรับผิดชอบและใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม           เดลต้า ประเทศไทย ได้ผนวกความยั่งยืนเข้าเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงานมาอย่างยาวนาน โดยบริษัทฯ ลงทุนอย่างต่อเนื่องในโครงการต่าง ๆ เพื่ออนุรักษ์และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ควบคู่ไปกับการสร้างมูลค่าทางธุรกิจในระยะยาว นับตั้งแต่ปี 2560 บริษัทฯ สามารถลดความหนาแน่นในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในทุกไซต์งานลงได้กว่าร้อยละ 33 อีกทั้งร้อยละ 23 ของรายได้รวมของบริษัทฯ ยังมาจากโซลูชันเทคโนโลยีสะอาด (clean technology solutions) และบริษัทฯ ยังใช้วัสดุรีไซเคิลในกระบวนการผลิตกว่าร้อยละ 22 ของวัตถุดิบทั้งหมด นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้กำกับดูแลให้ซัพพลายเออร์ทั้งหมดปฏิบัติตามหลักจรรยาบรรณแห่งพันธมิตรธุรกิจผู้มีความรับชอบ (RBA Code of Conduct) เพื่อเสริมสร้างการดำเนินธุรกิจอย่างมีจริยธรรมและยั่งยืนตลอดห่วงโซ่อุปทาน           ก้าวต่อไปสู่อนาคต เดลต้าจะยังคงมุ่งมั่นเสริมสร้างการดำเนินงานด้านความยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง โดยบริษัทฯ กำลังศึกษาแนวทางเพิ่มประสิทธิภาพด้านความยั่งยืนในด้านต่าง ๆ เช่น การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร การเพิ่มศักยภาพโครงการด้านเศรษฐกิจหมุนเวียน และการเร่งพัฒนานวัตกรรมโซลูชันคาร์บอนต่ำ และด้วยการผนวกความยั่งยืนเข้าเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงานเหล่านี้ เดลต้าจึงสามารถขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโตควบคู่ไปกับการดำเนินงานตามหลักการ ESG ได้อย่างมีประสิทธิภาพ           แม้เดลต้า ประเทศไทย จะได้รับการยอมรับใน S&P Global Sustainability Yearbook ซึ่งถือเป็นเครื่องยืนยันความก้าวหน้าที่สำคัญ แต่ความสำเร็จดังกล่าวถือเป็นเพียงก้าวหนึ่งบนเส้นทางอันยาวไกล บริษัทฯ ยังคงมุ่งมั่นที่จะนำเสนอโซลูชันที่ช่วยสนับสนุนอนาคตที่ยั่งยืนและสามารถสร้างผลลัพธ์ที่ก้าวไปไกลกว่าเกณฑ์มาตรฐาน เพื่อตอกย้ำกับคำมั่นสัญญาของบริษัทที่ว่า “Smarter. Greener. Together.”

ดร.คงกระพัน ติดอันดับ 1 ใน 100 ซีอีโอชั้นนำของโลก PTTบริษัทเดียวในไทยที่ติดอันดับมูลค่าแบรนด์สูงสุดใน Brand Finance Global 500 ปี 2568

ดร.คงกระพัน ติดอันดับ 1 ใน 100 ซีอีโอชั้นนำของโลก PTTบริษัทเดียวในไทยที่ติดอันดับมูลค่าแบรนด์สูงสุดใน Brand Finance Global 500 ปี 2568

         หุ้นวิชั่น - ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) ได้รับการจัดอันดับที่ 66 จาก 100 CEO ชั้นนำของโลก และอยู่ในอันดับที่ 4 ของผู้นำในกลุ่มธุรกิจน้ำมันและก๊าซ ที่ส่งเสริมการสร้างมูลค่าแบรนด์องค์กรจาก Brand Guardianship Index 2025 โดย Brand Finance ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านกลยุทธ์และการประเมินมูลค่าแบรนด์ชั้นนำของโลก โดยได้รับคะแนน 76.4 จาก 100 คะแนน ในดัชนี Brand Guardianship Index ผลการจัดอันดับสะท้อนถึงคุณลักษณะที่สำคัญของ CEO ในด้านต่างๆ ได้แก่ 1) ใส่ใจพนักงานอย่างแท้จริง 2) เป็นแรงบันดาลใจในการสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวก 3) มีความน่าเชื่อถือ 4) เข้าใจความต้องการของลูกค้า 5) เป็นผู้นำด้านความยั่งยืน 6) มุ่งเน้นคุณค่าในระยะยาว 7) มีกลยุทธ์และวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน 8) เข้าใจความสำคัญของแบรนด์และชื่อเสียงองค์กร และ 9) มีไหวพริบทางธุรกิจ          นอกจากนี้ CEO ปตท. ยังได้รับการจัดอันดับเป็นที่ 2 ของโลกด้านการรับรู้เรื่องความยั่งยืน ตามผลสำรวจจากกลุ่มตัวอย่างประมาณ 5,000 คน ในกว่า 30 ประเทศ ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันถึงความมุ่งมั่นในการเป็นผู้นำที่บริหารธุรกิจอย่างยั่งยืนในระดับโลก        โดยในปีนี้ ปตท. ยังคงได้รับการจัดอันดับให้เป็นบริษัทเดียวในประเทศไทยที่ติดหนึ่งใน 500 แบรนด์แรกของโลกที่มีมูลค่าแบรนด์องค์กรสูงสุด โดยอยู่ในอันดับที่ 249 สูงขึ้นจากอันดับ 267 ในปี 2567 ที่ผ่านมา นอกจากนี้ ยังได้รับการประเมินมูลค่าแบรนด์สูงกว่าเก้าพันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเติบโตกว่าร้อยละ 11 ซึ่งมีเกณฑ์ในการพิจารณา อาทิ ผลการดำเนินงาน ความแข็งแกร่งของแบรนด์ และความยึดมั่นในแบรนด์ที่ตอกย้ำการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนในทุกมิติ        Mr. Alex Haigh, Managing Director – Asia Pacific of Brand Finance กล่าวว่า ดร.คงกระพัน แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ และการขับเคลื่อนแบรนด์ด้วยเป้าหมายที่ชัดเจน โดยความมุ่งมั่นในการสร้างคุณค่าระยะยาว การพัฒนาอย่างยั่งยืน และความเป็นเลิศทางธุรกิจ มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการผลักดันให้ ปตท. เป็นแบรนด์ไทยเพียงหนึ่งเดียวที่ติดอันดับ Brand Finance Global 500 และมีชื่อเสียงระดับสากลในการขับเคลื่อนนวัตกรรมและการพัฒนาอย่างยั่งยืนในภาคพลังงาน        ดร.คงกระพัน กล่าวเพิ่มเติมว่า การได้รับการจัดอันดับบริษัทที่มีมูลค่าแบรนด์สูงสุดของโลกเป็นผลเนื่องมาจากพันธกิจขององค์กรที่ชัดเจนในการมุ่งมั่นรักษาเสถียรภาพและความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศ พร้อมขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโตอย่างต่อเนื่องบนหลัก “ความยั่งยืนอย่างสมดุล” ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม รวมถึงการกำกับดูแลกิจการที่ดี ภายใต้วิสัยทัศน์ “ปตท. แข็งแรงร่วมกับสังคมไทยและเติบโตในระดับโลกอย่างยั่งยืน” ตลอดจนการสนับสนุนจากคนไทยทุกภาคส่วนที่ให้ความเชื่อมั่นในการดำเนินงานของ ปตท.         นอกเหนือไปจากการดูแลรักษาเสถียรภาพทางด้านพลังงานแล้ว ปตท. ยังคงดูแลสังคม เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทย และพร้อมช่วยเหลือประเทศชาติในยามที่เกิดภาวะวิกฤติ และดูแลผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่มอย่างสมดุล ทั้งนี้ เพื่อเติบโตและมุ่งสู่การเป็นขององค์กรในระดับโลกอย่างยั่งยืน และสร้างมูลค่าแบรนด์ที่แข็งแกร่งยกระดับขีดความสามารถขององค์กรสู่ระดับสากล

กัลฟ์ จับมือ ทันตะ จุฬาฯ โครงการ GULF Sparks Smiles ปีที่ 5

กัลฟ์ จับมือ ทันตะ จุฬาฯ โครงการ GULF Sparks Smiles ปีที่ 5

          หุ้นวิชั่น - บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ กัลฟ์ ร่วมกับ คณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เดินหน้าโครงการออกหน่วยทันตกรรมเคลื่อนที่ "GULF Sparks Smiles มอบรอยยิ้มสดใสให้ชุมชน" ต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 โดยในปีนี้มีกำหนดการออกหน่วยฯ ทั้งหมด 4 ครั้ง สำหรับครั้งแรกของปีนี้ จัดขึ้นในวันแห่งความรัก 14 กุมภาพันธ์ 2568 ที่โครงการทันตกรรมปากเกร็ด ศูนย์สุขภาพสงเคราะห์ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี เพื่อบริการทำฟันฟรีให้กับน้องๆ กลุ่มพิเศษจากบ้านนนทภูมิ, บ้านเฟื่องฟ้า, บ้านราชาวดีชาย และบ้านราชาวดีหญิง นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมการให้ความรู้เรื่องการดูแลสุขภาพช่องปาก และกิจกรรมพิเศษอีกมากมายที่ช่วยส่งเสริมทักษะและความรู้ให้กับเยาวชน           ศ.ทพ.ดร.พรชัย จันศิษย์ยานนท์ คณบดี คณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า “คณะทันตะ จุฬาฯ และกัลฟ์ ร่วมกันดำเนินโครงการ GULF Sparks Smiles มาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 โดยมีเป้าหมายในการสร้างโอกาสในการรักษาสุขภาพช่องปากอย่างเท่าเทียมและทั่วถึง โดยหน่วยแรกของปีนี้จัดขึ้นพิเศษในวันแห่งความรัก เพื่อให้บริการทำฟันฟรีกับเด็กและเยาวชนในสถานสงเคราะห์บริเวณพื้นที่ อ.ปากเกร็ด ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่เข้าไม่ถึงการรับบริการด้านทันตกรรมจึงเป็นผู้ต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ ต้องขอขอบคุณทีมกัลฟ์อาสา ทันตแพทย์อาสา และจิตอาสาประชาชนทั่วไป ที่ร่วมมือกันทำให้กิจกรรมในวันนี้เกิดขึ้นได้ หวังว่ากิจกรรมในวันนี้ จะเป็นประโยชน์ต่อผู้เข้าร่วมงานทุกท่าน และสร้างรอยยิ้มให้กับทุกคน”           “กิจกรรมวันนี้มีอาสาสมัครร่วมมือกันจากหลายภาคส่วน ซึ่งทุกคนได้มาเติมเต็มและมอบความรักให้กันและกันในรูปแบบต่างๆ ผ่านความถนัดของแต่ละคน โดยหมอฟันก็จะส่งความรักผ่านการให้ความรู้เรื่องทันตสุขศึกษา และการให้บริการทางทันตกรรม สำหรับอาสาสมัครคนอื่นๆ ก็จะส่งความรักผ่านการทำกิจกรรมมากมาย อาทิ การทำหมอนช้างที่ช่วยส่งเสริมกล้ามเนื้อมือ การสอนเด็กๆ ปั้นดินน้ำมัน และการทำกิจกรรมเล่นเกมพัฒนาความรู้ให้กับผู้ที่มาร่วมกิจกรรมในวันพิเศษนี้” ทพ.วริศ วัฒนวงศ์วรรณ ทันตแพทย์อาสา กล่าวเสริม           น.ส.เพาพงา ตันบริภัณฑ์ อาสาสมัคร กล่าวว่า “ที่ผ่านมาได้มาร่วมทำกิจกรรมจิตอาสากับโครงการทันตกรรมปากเกร็ดมา 15 ปีแล้ว รู้สึกมีความสุขทุกครั้งที่ได้มาร่วมทำกิจกรรมจิตอาสา โดยเด็กที่มาส่วนใหญ่ ต้องการความรักความอบอุ่น ซึ่งในวันนี้ทุกคนคงจะได้รับความสุขและรอยยิ้มกลับบ้านไป ไม่ใช่เพียงแค่เด็กๆ แต่รวมถึงจิตอาสาทุกคนด้วย”           น.ส.วริศรา สมบุญ อาสาสมัคร กล่าวว่า “ทราบว่ากัลฟ์เปิดรับอาสาสมัครมาร่วมกิจกรรม GULF Sparks Smiles จึงได้ชวนน้องสาวมาทำกิจกรรมจิตอาสาด้วยกัน ซึ่งวันนี้ได้ร่วมทำหมอนช้างจับมือเพื่อให้น้องๆ ได้ใช้จับหรือบีบระหว่างที่ทำฟัน จะได้รู้สึกผ่อนคลายความกลัวของน้องๆได้ ขอบคุณกัลฟ์และคณะทันตะ จุฬาฯ ที่จัดโครงการดี ๆ แบบนี้"           โครงการออกหน่วยทันตกรรมเคลื่อนที่ GULF Sparks Smiles จะให้บริการตรวจรักษาปัญหาสุขภาพช่องปากในเบื้องต้น อาทิ อุดฟัน ถอนฟัน ขูดหินปูน เคลือบฟลูออไรด์ และเอ็กซเรย์ รวมไปถึงทันตกรรมที่ซับซ้อนอย่างการผ่าฟันคุด มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมสุขภาพช่องปากที่ดีให้กับประชาชน และลดปัญหาการเข้าถึงบริการทางทันตกรรม โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ด้อยโอกาส ซึ่งสอดคล้องกับเจตนารมณ์ด้านความยั่งยืนของกัลฟ์ ในด้านสังคม (Social) ที่มุ่งเน้นการสร้างความเท่าเทียมในการเข้าถึงการรักษาพยาบาล และส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับชุมชน โครงการ GULF Sparks Smiles มอบรอยยิ้มสดใสให้ชุมชน ปี 5 จะเดินทางออกหน่วย อีก 3 ครั้ง สามารถติดตามข้อมูลได้ที่ เฟซบุ๊กแฟนเพจ GULF Spark: https://www.facebook.com/GULFSPARK.TH/ และ ช่องทาง Tiktok: https://www.tiktok.com/@GULFspark

ดร.คงกระพัน ซีอีโอ ปตท. ร่วมเวทีผู้นำยุคใหม่ ในงาน FTI EXPO 2025

ดร.คงกระพัน ซีอีโอ ปตท. ร่วมเวทีผู้นำยุคใหม่ ในงาน FTI EXPO 2025

         หุ้นวิชั่น - ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) ร่วมเสวนากับผู้นำองค์กรชั้นนำระดับประเทศ ในหัวข้อ “รวมพลังขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทย สู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต” ในงาน FTI EXPO 2025 รวมทั้ง กลุ่ม ปตท. ได้จัดแสดงนิทรรศการนำเสนอวิสัยทัศน์ในการขับเคลื่อนองค์กรบนพื้นฐานของความสมดุลระหว่างสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล หรือ ESG ควบคู่ไปกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse Gas: GHG) เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero          ภายในงานเสวนา ดร.คงกระพัน ได้แสดงวิสัยทัศน์การบริหารธุรกิจด้วยหลักความยั่งยืน โดยกลุ่ม ปตท. ได้บูรณาการความยั่งยืนเข้าสู่ธุรกิจ สร้างสมดุลระหว่างผลลัพธ์ทางธุรกิจ และบรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืน โดยได้นำเสนอทิศทางกลยุทธ์ด้านความยั่งยืน (PTT Sustainability Strategic Direction) ครอบคลุม ESG ดูแลผู้มีส่วนได้เสียอย่างทั่วถึงและสมดุล ตลอดจนขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านความยั่งยืนของกลุ่ม ปตท. ผ่านแนวทาง C3 ได้แก่ Climate-resilience business ปรับ Portfolio ธุรกิจให้เติบโต ควบคู่กับการลดการปล่อยคาร์บอน Carbon-conscious asset ปรับปรุงประสิทธิภาพกระบวนการผลิต นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ มุ่งเน้นการใช้พลังงานสะอาด Coalition, co-creation and collective efforts for all ประสานความร่วมมือกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีในการลดก๊าซเรือนกระจก ใช้เทคโนโลยีการดักจับและการกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture and Storage: CCS) รวมถึงเพิ่มการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ด้วยวิธีทางธรรมชาติผ่านการปลูกป่า          โดย ปตท. ได้ผลักดันธุรกิจใหม่ด้านการดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Capture and Storage: CCS) และธุรกิจไฮโดรเจน โดยเร่งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการกักเก็บคาร์บอนจากกระบวนการผลิต อีกทั้งยังมีการลงทุนในธุรกิจไฮโดรเจนต่างประเทศ รองรับการใช้พลังงานสะอาดเพิ่มเติม และมีเป้าหมายนำไฮโดรเจนเข้ามาผสมกับเชื้อเพลิงหลักเพื่อลดปริมาณการปล่อยคาร์บอนในอนาคต          ในปีนี้กลุ่ม ปตท. ร่วมจัดแสดงนิทรรศการภายใต้วิสัยทัศน์ “Together for Sustainable Thailand, Sustainable World ปตท. แข็งแรงร่วมกับสังคมไทยและเติบโตในระดับโลกอย่างยั่งยืน” โดยไฮไลต์นิทรรศการของกลุ่ม ปตท. ประกอบด้วย • บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กับการวางรากฐานในการขับเคลื่อนองค์กร ด้วยการสร้างสมดุล ESG ควบคู่กับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG) เพื่อบรรลุเป้าหมาย Net Zero ด้วยการบูรณาการทั้งกลุ่ม ปตท. ร่วมกัน โดยมีกุญแจสำคัญ นำไปสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนในอุตสาหกรรม • บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) มุ่งสู่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ด้วยการลงทุนในโครงการดักจับและกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ (CCS) พร้อมขยายการลงทุนในพลังงานหมุนเวียน เช่น ไฮโดรเจนและพลังงานชีวภาพ เพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม • บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) นำเสนอนวัตกรรมพลาสติกยั่งยืน พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน ต่อยอดแนวคิด Circular Economy ผ่านผลิตภัณฑ์และโซลูชันที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เช่น Bioplastics วัสดุรีไซเคิล และผลิตภัณฑ์ GC YOU เทิร์น (End-to-End Waste Management) รวมถึงพัฒนา SAF (Sustainable Aviation Fuel) เพื่อต่อยอดความเชี่ยวชาญด้านการกลั่นและเคมีภัณฑ์ชั้นสูง มาสู่นวัตกรรมพลังงานสะอาดสำหรับอุตสาหกรรมการบิน • บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) ปรับกลยุทธ์ขับเคลื่อนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกด้วยกลยุทธ์ 3Cs (Cut Down Emission, Compensate Residual Emission, Control Future Emission) พร้อมพัฒนาโครงการผลิตไฮโดรเจนสีเขียว (Green Hydrogen Production) พลังงานสะอาดแห่งอนาคตที่ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม • บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) พัฒนานวัตกรรมพลาสติกเพื่อความยั่งยืน เช่น Dura-Pro วัสดุแข็งแรงทนทาน Life-Pro วัสดุที่ปลอดภัยต่อสุขภาพ Eco-Pro วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ยังมุ่งพัฒนา Reinofex วัสดุสะท้อนความร้อน Ultraome วัสดุรองรับ 3D Printing และ KleanteQ วัสดุขั้นสูงสำหรับ RFID และ Temperature Sensor • บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) เร่งพัฒนาเทคโนโลยีด้านพลังงานสะอาดเพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน โดยนำโซลูชันล้ำสมัย เช่น Hydrogen Technology, Carbon Capture and Storage (CCS) และ Small Modular Reactor (SMR) มาใช้เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ในภาคพลังงานและอุตสาหกรรม • บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) ขับเคลื่อนโครงการเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม มุ่งสร้างความยั่งยืนในทุกมิติ นำเสนอแผนงานด้านความยั่งยืนผ่านโครงการต่างๆ เช่น PTT Station / EV Station PluZ ที่สนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานด้าน EV โครงการ "แยก แลก ยิ้ม" ส่งเสริมการจัดการขยะอย่างมีประสิทธิภาพ โครงการ Café Amazon Circular Economy ที่เน้นการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และการพัฒนาการปลูกกาแฟอย่างยั่งยืนผ่านโครงการ Café Amazon for Chance          กลุ่ม ปตท. มุ่งมั่นเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่อนาคตที่ยั่งยืน พร้อมสร้างความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรมและภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และขอเชิญชวนร่วมงาน FTI EXPO 2025 ตั้งแต่วันนี้ - 15 กุมภาพันธ์ 2568 ตั้งแต่เวลา 10.00 - 19.00 น. ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) ชั้น LG ฮอลล์ 5-8

"กกพ. ดันไฟฟ้าสะอาด – เปิดเสรีก๊าซ เดินหน้าสร้างเศรษฐกิจพลังงานไทย

          หุ้นวิชั่น - ดร.พูลพัฒน์ แถลงแผนปฏิบัติการงานกำกับกิจการพลังงาน ปี 68 ดัน “ไฟฟ้าสะอาด” เต็มรูปแบบเสร็จก่อนสิ้นปี เดินหน้าเปิดเสรีก๊าซระยะ 2 ต่อเนื่อง ย้ำชัด ทุกอย่างต้องไม่กระทบค่าไฟประชาชน ชี้ ยุคเปลี่ยนผ่านพลังงานกำกับฯ ยาก แต่มั่นใจพาพลังงานไทยผ่านฉลุย ดร.พูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) ในฐานะโฆษกคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดเผยว่า กกพ. อยู่ระหว่างการพัฒนาและปรับปรุงกฎระเบียบ และโครงสร้างพื้นฐานด้านการกำกับกิจการพลังงานของประเทศ โดยมีเป้าหมายในการรักษาสมดุลในภาคพลังงาน คู่ขนานกับการเพิ่มการแข่งขันในกิจการไฟฟ้าและกิจการก๊าซธรรมชาติ รองรับการเปิดเสรีในอนาคต เพื่อให้เปลี่ยนผ่านได้อย่างราบรื่นและยั่งยืนในระยะยาว โดยในปี 2568 จะมุ่งดำเนินการ ใน 4 ประเด็นหลักประกอบด้วย การผลักดันการสร้างตลาดกลาง (Market Place) เพื่อส่งเสริมการใช้พลังงานสีเขียว สนับสนุนการซื้อขายพลังงานสีเขียว ซึ่งคาดว่าจะมีปริมาณความต้องการพลังงานสีเขียวเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่องตามทิศทางพลังงานสากล การเตรียมความพร้อมด้านกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องเพื่อรองรับการเพิ่มขึ้นของพลังงานหมุนเวียน รวมถึงการกำกับดูแลและสร้างความคล่องตัวในกระบวนการรับรองไฟฟ้าสีเขียว การสร้างความร่วมมือและการแข่งขันที่เป็นธรรม เพื่อให้พลังงานความมั่นคงและเอื้อต่อการขยายตัวด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุนของประเทศ เชื่อมโยงกับสากลได้ การเป็นกลไกกำกับกิจการพลังงานที่สามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีด้านพลังงาน ได้อย่างรวดเร็ว รองรับได้ทั้งรูปแบบพลังงานใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้น รวมถึงรองรับปริมาณความต้องการพลังงาน ในอนาคตของผู้ใช้พลังงาน “เป็นที่ทราบกันดีว่า เราอยู่ในเทรนด์ของการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานจากพลังงานดั้งเดิมไปสู่พลังงานหมุนเวียน เทคโนโลยีเกี่ยวกับพลังงานหมุนเวียนและพลังงานสะอาดเปลี่ยนเร็วมาก เพื่อให้บรรลุเป้าหมายสุดท้ายคือให้พลังงานสะอาดเข้ามาทดแทนพลังงานดั้งเดิมได้ทั้งหมด และต้องตอบโจทย์ของการทำให้เกิดความมั่นคงและความมีเสถียรภาพให้ได้ ผมมองว่าวันนี้เทคโนโลยีไปถึงเป้าหมายแล้ว แต่ราคายังไม่สามารถ ไปถึงเป้าหมาย เทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนบางอย่างเช่น แสงแดดและลม ถูกลงเรื่อยๆ แต่บางชนิดก็ยังแพงเช่น ไฮโดรเจนสีเขียว หรือเรียกสั้นๆ ว่า กรีนไฮโดรเจน (Green Hydrogen) และเทคโนโลยีการกักเก็บพลังงาน ก็ยังแพงอยู่มากสำหรับประเทศไทย” ดร.พูลพัฒน์ กล่าว ดร.พูลพัฒน์ กล่าวว่า “การกำกับกิจการพลังงานของไทยอยู่ภายใต้หลายๆ ปัจจัยหลักหลายๆ อย่าง ที่ยังมีความย้อนแย้งกันเองอยู่ การที่ไทยที่เป็นประเทศกำลังพัฒนา ขนาดเศรษฐกิจและรายได้ประชากรยังไม่ได้สูงเท่ากับกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว ระดับราคาพลังงานโดยเฉพาะไฟฟ้าที่เป็นพลังงานพื้นฐานต้องอยู่ ในอัตราที่เหมาะสมประชาชนผู้ใช้พลังงานส่วนใหญ่ของประเทศและรับได้ เป็นข้อจำกัดที่ยังไม่สามารถนำเอาเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียน หรือระบบกักเก็บพลังงานใหม่ๆ เข้ามาสู่ระบบได้อย่างเต็มที่ เพราะไม่สามารถผลักภาระต้นทุนค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นให้กับประชาชนได้ทั้งหมดในทันที” ในขณะที่อีกด้านหนึ่งประเทศไทยและประเทศกำลังพัฒนาระดับเดียวกันกับเราหลายประเทศ ต่างเผชิญกับกระแสของการกดดันและกีดกันการใช้พลังงานฟอสซิลจากกลุ่มประเทศผู้นำเศรษฐกิจของโลก ที่มีความจำเป็นต้องเอาตัวรอดจากมาตรการกีดกันทางการค้าด้วยภาษี อย่างเช่น มาตรการการเรียกเก็บภาษีคาร์บอนข้ามแดน (Carbon Border Adjustment Mechanism: CBAM) และคาดว่าจะมีมาตรการที่ไม่ใช่ภาษีใหม่ๆ ทยอยประกาศใช้ตามมาอย่างเข้มข้นมากขึ้น ท่ามกลางความไม่แน่นอนจากความตกลงของประเทศมหาอำนาจที่ไม่เป็นไปในทิศเดียวกัน นอกจากนี้ความจำเป็นที่ต้องพัฒนาและมีแหล่งพลังงานสะอาดอย่างต่อเนื่องในระดับราคาและเงื่อนไขที่ดีกว่าประเทศคู่แข่งขัน เพื่อเป็นการจูงใจสนับสนุนให้เกิดการขยายการลงทุนให้กับธุรกิจข้ามชาติขนาดใหญ่เพื่อสร้างโอกาสให้กับภาคเศรษฐกิจของประเทศในอีกด้านหนึ่งด้วย ดร.พูลพัฒน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า จากเหตุผลและปัจจัยข้างต้น สำนักงาน กกพ. วางกรอบแนวทางการดำเนินงานในระยะต่อไปภายใต้หลักการ แยกโครงสร้างต้นทุนส่วนที่เพิ่มขึ้นออกมา กำกับวิธีการคำนวณ รูปแบบการเรียกเก็บค่าบริการ ภายใต้เพดานที่เหมาะสม อย่างโปร่งใส เป็นธรรม สำนักงาน กกพ. กำหนดเงื่อนไขดังนี้ (1) แนวทางการจัดหาไฟฟ้าหรือพลังงานสะอาดจะต้อง ไม่กระทบต่อค่าไฟเฉลี่ยโดยรวมที่เรียกเก็บกับประชาชนผู้ใช้พลังงานตามปกติ (2) สำหรับค่าใช้จ่ายหรือต้นทุนที่เพิ่มขึ้น รวมทั้งการเรียกเก็บค่าบริการเพิ่มเติมต้องเป็นภาระของผู้ที่ต้องการใช้ไฟฟ้าสะอาดเป็นหลัก (3) กำกับดูแลผู้ประกอบการรับอนุญาตตั้งแต่ต้นทาง เริ่มตั้งแต่วิธีคิดคำนวณต้นทุนมีเพดานที่เหมาะสม แยกแยะประเภทค่าบริการ และวิธีการเรียกเก็บอัตราค่าบริการส่วนเพิ่มให้เหมาะสม (4) ดูแลการแข่งขันให้เกิดความเหมาะสมเพื่อผู้ใช้พลังงานได้ประโยชน์สูงสุดจากการแข่งขัน และ (5) อัตราค่าบริการต้องหนุนเสริมภาคเศรษฐกิจการค้า การลงทุน ของประเทศเป็นสำคัญ  สำหรับแผนงานในปี 2568 ภายใต้กรอบ 4 ประเด็นหลัก ได้แก่ การเริ่มให้บริการ-ไฟฟ้าสีเขียวแบบผู้ใช้ไฟฟ้าไม่เจาะจงแหล่งที่มา (Utility Green Tariff1: UGT1) ในเดือนเมษายน 2568 ซึ่ง กฟผ. กฟน. และ กฟภ. จัดเตรียม UGT1 ไว้รองรับความต้องการเป็นปริมาณรวมประมาณ 2,000 ล้านหน่วยต่อปี สำหรับการเปิดให้บริการไฟฟ้าสีเขียวแบบผู้ใช้ไฟฟ้าเจาะจงแหล่งที่มา (Utility Green Tariff2: UGT2) ที่รองรับความต้องการเป็นปริมาณรวมประมาณ 8,000 ล้านหน่วยต่อปี จะเริ่มเปิดให้ผู้ใช้ไฟฟ้าลงทะเบียนสมัครใช้บริการภายในเดือนมิถุนายน 2568 รวมถึงการกำหนดกฎเกณฑ์และแนวทางในการรับรองแหล่งที่มาของไฟฟ้าสีเขียวตามมาตรฐานสากล ซึ่งจะเป็นสะพานไปสู่การพัฒนาตลาดไฟฟ้าสีเขียวและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องในอนาคต กำกับกิจการไฟฟ้าตามนโยบายโครงการนำร่องการซื้อขายไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบ Direct Power Purchase Agreement: Direct PPA ได้แก่ จัดทำหลักเกณฑ์และแนวทางการกำหนดอัตราค่าบริการการใช้ระบบโครงข่ายไฟฟ้าแก่บุคคลที่สาม และการกำกับติดตามการเปิดใช้ระบบโครงข่ายไฟฟ้าให้แก่บุคคลที่สาม (TPA Code) ตามนโยบาย Direct PPA ซึ่งปัจจุบัน อยู่ระหว่างการทำงานร่วมกับสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (สกท.) เพื่อกำหนดกรอบการดำเนินการร่วมกันตามมติ กพช. ซึ่งในส่วนงานที่สำนักงาน กกพ. รับผิดชอบ คาดว่าแล้วเสร็จภายในกันยายน 2568 กำกับกิจการก๊าซธรรมชาติตามแนวทางการส่งเสริมการแข่งขันกิจการก๊าซธรรมชาติ ระยะที่ 2 โดย จัดทำแนวทางการบริหารการใช้ LNG Terminal แบบเสมือน (Virtual Inventory) และเสนอต่อภาคนโยบายภายในเดือนกันยายน 2568 เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นและประสิทธิภาพในการใช้งาน LNG Terminal ร่วมกันระหว่างผู้ใช้บริการหลายราย ตลอดจนจัดทำระบบข้อมูลราคาก๊าซ (Pool Gas) ทั้งประมาณการราคา และราคา Pool Gas จริง เพื่อให้ผู้รับใบอนุญาต ผู้ใช้พลังงานสามารถเข้าถึงข้อมูลและนำไปใช้ประโยชน์ต่อไปได้ ในมิติของความมั่นคงทางพลังงาน ภายหลังจากที่ กกพ. มีการออกระเบียบ กกพ. ว่าด้วยมาตรฐานวิศวกรรมและความปลอดภัยในการประกอบกิจการก๊าซธรรมชาติ พ.ศ. 2567 ก็จะมีการกำกับผู้รับใบอนุญาตที่มีโครงสร้างพื้นฐานด้านก๊าซธรรมชาติ ให้ดำเนินการตามมาตรฐานที่กำหนดภายในปี 2568 ดำเนินการพัฒนากลไกการกำกับกิจการพลังงานเพื่อรองรับการซื้อขายไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน และเทคโนโลยีพลิกโฉม (Disruptive Technology) โดยดำเนินการศึกษารูปแบบการดำเนินการสำหรับ Disruptive Technology ต่างๆ ในต่างประเทศ เพื่อนำมาประยุกต์ใช้สำหรับประเทศไทย ได้แก่ การตอบสนองด้านโหลด (Demand Response), Microgrid, RE Forecast, Aggregator, Battery Storage และ EV และจัดทำข้อกำหนดหรือปรับปรุงแก้ไขระเบียบหรือหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องรองรับ Disruptive Technology ต่างๆ รวมถึงจัดทำคู่มือการกำกับกิจการพลังงานรองรับ Disruptive Technology ตามแผนการขับเคลื่อน Smart Grid คาดว่าจะศึกษาแล้วเสร็จภายในกันยายน 2568

BEM มอบทุนการศึกษา-ประกาศนียบัตร

BEM มอบทุนการศึกษา-ประกาศนียบัตร

          หุ้นวิชั่น - บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM โดย นายวิทูรย์ หทัยรัตนา  รองกรรมการผู้จัดการ ปฏิบัติการและวิศวกรรมระบบราง (ที่ 3 จากซ้าย) พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ทำพิธีมอบทุนการศึกษาและประกาศนียบัตร โครงการ “BEM NEW HORIZONS สร้างโอกาส อย่างยั่งยืน” ให้แก่นักเรียนจากโรงเรียนวัดราชบพิธ ซึ่งได้เข้าร่วมเป็นอาสาสมัครให้บริการช่วยเหลือผู้โดยสารอย่างเต็มความสามารถที่สถานีรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน เมื่อเร็วๆ นี้ ณ ห้องออดิทอเรียม อาคารบริหารพระราม 9 สำหรับโครงการดังกล่าวเป็นโครงการสำคัญของ BEM ที่ส่งเสริมด้านการศึกษา เพราะเชื่อว่าการศึกษาเป็นพื้นฐานให้เยาวชนได้เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ ควบคู่กับการมอบประสบการณ์การทำงานให้เยาวชนได้ต่อยอดสู่เส้นทางอาชีพ

ปตท. ติด TOP 5 บริษัทที่คนรุ่นใหม่อยากร่วมงานมากที่สุดอย่างต่อเนื่อง

ปตท. ติด TOP 5 บริษัทที่คนรุ่นใหม่อยากร่วมงานมากที่สุดอย่างต่อเนื่อง

         หุ้นวิชั่น - บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ติดอันดับท๊อป 5 จากการจัดอันดับ 50 บริษัทชั้นนำที่คนรุ่นใหม่อยากร่วมงานมากที่สุด (Top50 Companies in Thailand 2025) มาอย่างต่อเนื่อง จากการสำรวจของบริษัท WorkVenture สะท้อนความเชื่อมั่นและความทุ่มเทในการบริหารบุคลากรภายใต้แนวคิด TripleEX ได้แก่ การสนับสนุนให้พนักงานค้นพบและพัฒนาศักยภาพของตนเอง (EXplore your potential) การมอบโอกาสและประสบการณ์ที่หลากหลาย (EXperience diverse opportunities) และการส่งต่อคุณค่าและสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม (EXpand positive impact) ผ่านการพัฒนารูปแบบสวัสดิการที่เหมาะสมกับความต้องการของพนักงาน อาทิ Flexi Benefit ที่พนักงานสามารถเลือกสิทธิประโยชน์ตามไลฟ์สไตล์ของตนเอง การทำงานในรูปแบบ Work from Anywhere และเวลาทำงานแบบ Flexi-Time นอกจากนี้ ปตท. ยังสนับสนุนเรื่องการสมรสเท่าเทียมตามนโยบายภาครัฐ เพื่อส่งเสริมความเสมอภาคและสิทธิของพนักงานทุกคน เป็นต้น

KTC คว้า SET ESG Ratings : AAA  มุ่งสู่ดิจิทัลอย่างยั่งยืน   

KTC คว้า SET ESG Ratings : AAA มุ่งสู่ดิจิทัลอย่างยั่งยืน  

          หุ้นวิชั่น - เป็นเรื่องน่ายินดีอีกครั้งที่ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTC คว้ารางวัลหุ้นยั่งยืน SET ESG Ratings ปี 2567 ระดับสูงสุด AAA ตอกย้ำการเป็นองค์กรสู่ดิจิทัลอย่างยั่งยืน           โดย นางรจนา  อุษยาพร  ผู้บริหารสูงสุดสายงานการเงิน บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ในปี 2568 บริษัทฯ วางแผนยุทธศาสตร์ยกระดับทั้งองค์กรสู่ดิจิทัลอย่างยั่งยืน “Building  a Sustainable Future Through Digital Transformation” เตรียมพร้อมระบบไอทีและแผนการพัฒนาโครงสร้างการทำงานเชิงลึก ผลักดันบุคลากรทุกฝ่ายติดอาวุธความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี เสริมประสิทธิภาพการทำงาน ลดค่าใช้จ่าย เพิ่มขีดความสามารถในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการ เพื่อสร้างประสบการณ์สมาชิกแบบครบวงจร พร้อมขยายฐานสมาชิกให้เติบโตอย่างยั่งยืน ควบคู่การบริหารพอร์ตสินเชื่อคุณภาพ           โดยปี 2567 ที่ผ่านมา ผลิตภัณฑ์บัตรเครดิตเคทีซี ดิจิทัล ได้รับรางวัลนวัตกรรมและมาตรฐานหลายรางวัล ”บัตรเครดิตเคทีซี ดิจิทัล” เป็นนวัตกรรมที่เกิดขึ้นจากความตั้งใจ เพื่อให้สมาชิกบัตรเครดิตมั่นใจและรู้สึกปลอดภัยทุกครั้งที่มีการใช้จ่ายบัตรฯ ผ่านช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ ซึ่งได้มีการเปิดตัวบัตรเครดิตเคทีซี ดิจิทัล ครั้งแรกในประเทศไทยด้วย ชูความพิเศษโดดเด่นของบัตรเครดิตเคทีซี ดิจิทัล คือ ฟีเจอร์ Digital First, Dynamic CVV และ Numberless Card ซึ่งสมาชิกสามารถเลือกรับบัตรพลาสติกใส ไม่มีหมายเลขบนหน้าบัตรและไม่มีแถบแม่เหล็ก เพื่อยกระดับความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวในการทำธุรกรรม           นอกจากนี้ ได้รับรางวัลในโครงการรางวัลพระราชทาน Thailand Corporate Excellence Awards 2024 สาขาความเป็นเลิศด้านสินค้า / การบริการ (Product / Service Excellence Award) จัดโดยสมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย (TMA) ร่วมกับสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย           รวมทั้งเคทีซีได้รับเลือกจาก S&P Global ให้ปรากฏรายชื่ออยู่ในทำเนียบ The Sustainability Yearbook 2024 อย่างต่อเนื่อง ในกลุ่มอุตสาหกรรม Diversified Financial Services and Capital Markets ในฐานะองค์กรที่มุ่งเน้นการดำเนินธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน ทั้งการมีผลประกอบการที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม สังคมและบรรษัทภิบาล (Environmental, Social and Governance: ESG) ซึ่งมีบริษัทที่เข้าร่วมการประเมินความยั่งยืนขององค์กร (Corporate Sustainability Assessment: CSA) จัดโดย S&P Global มากกว่า 9,400 บริษัท จาก 62 อุตสาหกรรมทั่วโลก           เคทีซียังได้รับการต่ออายุการรับรองระบบบริหารจัดการความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศ ISO/IEC 27001:2013 และระบบบริหารจัดการข้อมูลส่วนบุคคล ISO/IEC 27701:2019 โดยเป็นสถาบันการเงินรายแรกและรายเดียวในประเทศไทย ที่ต่ออายุการรับรองมาตรฐานทั่วองค์กร ครอบคลุมทั้งศูนย์ข้อมูล (Data Center) และทุกกระบวนการทำงานตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำของธุรกิจหลัก บัตรเครดิต สินเชื่อบุคคลและการรับชำระเงิน ซึ่งการได้รับมาตรฐานสำคัญต่อเนื่องนี้ ช่วยตอกย้ำความเชื่อมั่นและเป็นเครื่องพิสูจน์ให้เห็นว่าเคทีซีมุ่งเน้นความสำคัญกับระบบบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ ในการปกป้องข้อมูลของลูกค้าและผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วนให้ปลอดภัยจากการเข้าถึงที่ไม่ได้รับอนุญาต           เรียกว่า เคทีซี เป็นสถาบันการเงินแห่งแรกในเอเชีย แปซิฟิก ได้รับการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยในการรับชำระค่าสินค้าและบริการด้วยบัตรเครดิต (The Payment Card Industry Data Security Standard - PCI DSS) Version 3.2.1 สำหรับบริการรับชำระ จากสถาบันรับรองมาตรฐานแห่งชาติของประเทศอังกฤษ (BSI) ซึ่งจัดการควบคุมความปลอดภัยโดยสภามาตรฐานความปลอดภัยอุตสาหกรรมบัตรชำระเงิน ประกอบด้วย 5 ยักษ์ใหญ่ผู้ให้บริการเครือข่ายชำระเงินระหว่างประเทศ เพื่อช่วยป้องกันการละเมิดข้อมูลผู้ถือบัตรเครดิต           การประกอบธุรกิจบัตรเครดิต สิ่งสำคัญที่สุดคือการป้องกันและรักษาข้อมูลบัตรตลอดกระบวนการชำระเงิน การปฏิบัติตามมาตรฐาน PCI DSS จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับองค์กรที่จะต้องจัดเก็บ ประมวลผล หรือส่งข้อมูลบัตรเครดิตให้ปลอดภัย  ซึ่งเคทีซีมุ่งเน้นการปฏิบัติและพัฒนาเพื่อสร้างมาตรฐานสากล โดยคำนึงถึงคน กระบวนการและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องในระบบการประมวลผลบัตรชำระเงิน ซึ่งจะมุ่งเน้นการจัดการความปลอดภัย ทั้งนโยบาย ขั้นตอน ระบบและการออกแบบซอฟแวร์ที่เชื่อถือได้ เพื่อให้ผู้ถือบัตรเครดิตมีความมั่นใจว่าข้อมูลบัตรเครดิตจะได้รับความคุ้มครองตามมาตรฐานสากล           ที่ผ่านมา เคทีซี ร่วมกับ กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สนับสนุนโครงการ “โรงแรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม” (Green Hotel) โดยเคทีซีจับมือพันธมิตรโรงแรม มอบสิทธิพิเศษให้สมาชิก ครอบคลุมบริการ ห้องพัก ห้องอาหารและสปา พร้อมวางแผนต่อยอดขยายความร่วมมือ เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวแนวใส่ใจธรรมชาติ และส่งเสริมการขยายตัวทางเศรษฐกิจสำหรับธุรกิจโรงแรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

ปตท.จับมือกทม. จัดจุดเช็คอิน “มหัศจรรย์เปรมประชาวนารักษ์”   เพื่อความสุขทุกคน 

ปตท.จับมือกทม. จัดจุดเช็คอิน “มหัศจรรย์เปรมประชาวนารักษ์”  เพื่อความสุขทุกคน 

           หุ้นวิชั่น - ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) นางวันทนีย์ วัฒนะ ปลัดกรุงเทพมหานคร และ นายเชาวลิต เมธยะประภาส กรรมการผู้จัดการ บริษัท ครอบครัวขนส่ง (2002) จำกัด ร่วมเปิดงาน “มหัศจรรย์เปรมประชาวนารักษ์” จัดเต็มกิจกรรมตลอด 3 วัน ระหว่างวันที่ 7 – 9 ก.พ. เวลา 15.00 – 20.00 น. บนพื้นที่ “สวนเปรมประชาวนารักษ์” สวนสาธารณะแห่งใหม่ ณ เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร พร้อมเปิดให้บริการเต็มรูปแบบ ตั้งแต่วันที่ 10 ก.พ. 2568 เป็นต้นไป            ดร.คงกระพัน เปิดเผยว่า สวนเปรมประชาวนารักษ์ ถูกออกแบบให้เป็นสวนใจกลางเมือง มีเส้นทางสัญจรที่เชื่อมต่อระบบล้อ (ถนนวิภาวดีรังสิต) ราง (สถานีรถไฟฟ้าสายสีแดง-ทุ่งสองห้อง) เรือ (คลองเปรมประชากร) และทางอากาศ เพื่อประชาชนได้ใช้ประโยชน์ สัมผัสธรรมชาติ พร้อมกับศึกษาโครงการพระราชดำริตามพระบรมราโชบายของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาสายน้ำ คูคลอง สิ่งแวดล้อมเมือง และคุณภาพชีวิตประชาชน ผ่านอาคารนิทรรศการชลวิถีธีรพัฒน์ ซึ่งในวันนี้ ปตท. ร่วมกับกรุงเทพมหานครและบริษัทครอบครัวขนส่ง จัดงาน “มหัศจรรย์เปรมประชาวนารักษ์” เพื่อเปิดให้ประชาชนได้สัมผัสบรรยากาศพื้นที่สีเขียวแห่งใหม่ของกรุงเทพมหานครแห่งนี้อย่างเป็นทางการ            โดยกิจกรรมหลากหลายภายในงาน ประกอบด้วย การล่องเรือในคลองเปรมประชากร เส้นทางสวนเปรมประชาวนารักษ์ ถึงสะพานรัชวิภา ระยะทางไป-กลับประมาณ 7 กิโลเมตร ชมนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ “ชลวิถีธีรพัฒน์” บอกเล่าเรื่องราวของโครงการพระราชดำริตามพระบรมราโชบายในการสืบสาน รักษา ต่อยอด ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มุ่งเน้นโครงการฯ การพัฒนาแหล่งน้ำต่าง ๆ ทั่วประเทศ ไหว้ขอพรศาลเจ้าแม่ทับทิม และไหว้เสริมสิริมงคล ณ โรงเจ ซึ่งปัจจุบัน ปตท. ได้จัดสรรพื้นที่ส่วนหนึ่งของสวนฯ บริเวณติดคลองเปรมประชากร จัดสร้างเป็นอาคารในรูปแบบที่ทันสมัย เพื่อเป็นศูนย์รวมจิตใจของชุมชน เพลิดเพลินกับบทเพลงในสวนโดยศิลปินน้อง ๆ มัธยมและมหาวิทยาลัย การแสดงน้ำพุประกอบแสง สี เสียง บทเพลง "พระราชาผู้ปิดทองหลังพระ" การแสดงละครเพลง “สายนทีแห่งราชัน เดอะ มิวสิคัล” พร้อม 3D Mapping บนต้นไทร ครั้งแรกในประเทศไทย ละครเพลงสื่อสารชีวิตริมสายน้ำที่ดีขึ้นจากพระมหากรุณาธิคุณ โดยความร่วมมือของศิลปินระดับชาติ ร่วมกับ วงดนตรี รอยัล แบงค์คอก ซิมโฟนี ออร์เคสตร้า (Royal Bangkok Symphony Orchestra: RBSO) และนักแสดง นักเต้นกว่า 73 ชีวิต พร้อมด้วยมัลติมีเดียพิเศษ 3D Mapping เต็มรูปแบบ นอกจากนี้ยังมีเวิร์กชอปงานศิลปะโดยศิลปินที่มีชื่อเสียง คิดส์โซนสำหรับเด็กและขบวนพาเหรดนำโดยพี่ก๊อดจิ ตลอด 3 วัน รวมทั้งโซนอาหารภายในงาน สัมผัสร้านดัง Street food ระดับมิชลิน ร้านดาราหรือเชฟชื่อดัง และร้านค้าจากชุมชน ร้านสินค้า OTOP จากเขตจตุจักร เขตบางซื่อ เขตหลักสี่ และเขตดอนเมือง            อนึ่ง สวนเปรมประชาวนารักษ์ จัดสร้างขึ้นโดยความร่วมมือของ ปตท. ร่วมกับหน่วยราชการในพระองค์ พร้อมภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ ภาคเอกชน และประชาชนในพื้นที่ เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๖ รอบ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๖๗ รับสนองพระราชปณิธาน ร่วมกันพัฒนาโครงการคลองเปรมประชากร ให้มีความมั่นคง มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และร่วมพัฒนาพื้นที่ถนนกำแพงเพชร 6 แนวขนานคลองเปรมประชากร เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร ด้วยการจัดสรรพื้นที่จำนวน 10 ไร่ ซึ่งจากเดิมเป็นพื้นที่รกร้างว่างเปล่า นำมาออกแบบจัดสร้างเป็นสวนสาธารณะภายใต้แนวคิด “สืบสาน รักษา ต่อยอด” โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานชื่อสวนแห่งนี้ว่า “เปรมประชาวนารักษ์” และเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2567 ที่ผ่านมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วย สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดสวนเปรมประชาวนารักษ์ พร้อมกับทรงปลูกต้นประดู่ป่า จำนวน 1 ต้น ซึ่งเพาะเมล็ดจากต้นประดู่ป่าที่ทรงปลูกต้นที่ 100 ล้าน ณ แปลงปลูกป่า FPT 49 ในโครงการปลูกป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติฯ 1 ล้านไร่ ของ ปตท. ณ อ.ปักธงชัย จ.นครราชสีมา และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงปลูกต้นพิกุล จำนวน 1 ต้น เพื่อเป็นสิริมงคล เสริมส่งความร่มเย็นในพื้นที่            สวนเปรมประชาวนารักษ์ จึงถือเป็นแลนด์มาร์กสีเขียวแห่งใหม่ของกรุงเทพมหานคร เป็นสวนสาธารณะเพื่อประชาชนได้ใช้ประโยชน์ สมกับที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชทานสวนสาธารณะแห่งนี้ ให้เป็นพื้นที่สำหรับประชาชนได้มาพักผ่อนหย่อนใจ ใช้เป็นพื้นที่สันทนาการ เชื่อมโยงวิถีชุมชนโดยรอบ โดยภายหลังจากงาน “มหัศจรรย์เปรมประชาวนารักษ์” จะเปิดพื้นที่ให้ประชาชนได้ใช้ประโยชน์ ซึ่ง สวนเปรมประชาวนารักษ์ จะเปิดบริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 5.00 - 20.00 น.

ชวนแฟนกีฬา Countdown สู่ “โมโตจีพี” ครั้งแรกที่ไทย-ในโลก

ชวนแฟนกีฬา Countdown สู่ “โมโตจีพี” ครั้งแรกที่ไทย-ในโลก

          หุ้นวิชั่น - กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยการกีฬาแห่งประเทศไทย จัดแถลงข่าวนับถอยหลังการแข่งขันรถจักรยานยนต์ทางเรียบชิงแชมป์โลก หรือ โมโตจีพี ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ภายใต้ชื่อรายการ “PT Grand Prix of Thailand 2025” (พีที กรังด์ปรีซ์ ออฟ ไทยแลนด์)  ศึกมอเตอร์สปอร์ตพรีเมียมที่มีผู้ชมมากกว่า 800 ล้านคนทั่วโลก ที่ไทยได้รับบทบาทสำคัญ ทั้ง การแถลงเปิดฤดูกาล Season Premier ที่ One Bangkok กรุงเทพ โดยดอร์น่าสปอร์ต วันที่ 9 ก.พ. ต่อด้วย Pre-Season Test  12-13 ก.พ. และ Main Race 28 ก.พ.-2 มี.ค.68 ที่สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ โดยประเทศไทยเป็นเจ้าภาพปีที่ 6           นางโปรดปราน สมานมิตร รองผู้ว่าการ การกีฬาแห่งประเทศไทย ฝ่ายกีฬาอาชีพและกีฬามวย เป็นประธาน พร้อมด้วยผู้สนับสนุนภาครัฐและเอกชน นำโดย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ, จังหวัดบุรีรัมย์, กรมการขนส่งทางบก, บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน), บริษัท ช้างอินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด โดยน้ำแร่ธรรมชาติตราช้าง, บริษัท ไทยฮอนด้า จำกัด, บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด, บริษัท โมโตเร อิตาเลียโน จำกัด (ดูคาติ ไทยแลนด์), แกร็บ ประเทศไทย (Grab) รวมทั้ง, ทัพสื่อมวลชน-อินฟลูเอนเซอร์ และผู้สนับสนุนร่วมงานมากมาย           นางโปรดปราน สมานมิตร รองผู้ว่าการ การกีฬาแห่งประเทศไทย ฝ่ายกีฬาอาชีพและกีฬามวย เปิดเผยว่า “นับถอยหลังอีกเพียงไม่กี่วัน ก็จะเข้าสู่สุดสัปดาห์แห่งประวัติศาสตร์มอเตอร์สปอร์ตไทย กับการเป็นสนามเปิดฤดูกาลโมโตจีพีเป็นครั้งแรก โดยจะมีการจัดงาน Season Premier อย่างยิ่งใหญ่ ที่ One Bangkok ซึ่งเป็นกิจกรรมแฟนมีต ที่จะจัดขึ้นเป็นครั้งแรกของโลกที่ประเทศไทย และถือเป็นวันที่ยิ่งใหญ่แห่งโลกมอเตอร์สปอร์ต โอกาสสำคัญที่จะได้ประชาสัมพันธ์ความสวยงามของกรุงเทพผ่านการถ่ายทอดสดออนไลน์สู่สายตาแฟนๆ โมโตจีพีที่มีมากกว่า 800 ล้านคนทั่วโลก ขอยืนยันว่า ประเทศไทยมีความพร้อม 100% ทั้งในส่วนการทดสอบสนามก่อนเปิดฤดูกาล ( Pre-Season Test ) และวันแข่งขัน (Main Race) เราจะใช้โอกาสนี้เป็นเวทีแสดงศักยภาพของประเทศไทยในด้านกีฬามอเตอร์ระดับโลกอีกครั้ง”           นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กล่าวว่า โมโตจีพีไม่ใช่เพียงแค่การแข่งขันกีฬาในระดับโลก แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบาย Sport Tourism ของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม โดยการเป็นเจ้าภาพ สนามเปิดฤดูกาล ถึง 2 ปีติดต่อกัน (2025 และ 2026) ถือเป็นโอกาสสำคัญอย่างมากของประเทศไทยในการประชาสัมพันธ์ประเทศ รวมถึง ในโอกาสปี “Amazing Thailand Grand Tourism and Sports Year 2025” นี้ ไทยจีพีจะถือเป็นส่วนสำคัญของกลยุทธ์ Grand Festivity โดยเป็นหมุดหมายของมอเตอร์สปอร์ตเฟสติวัลระดับโลก เป็นพลังสำคัญในขับเคลื่อนสร้าง การเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยอย่างยั่งยืนต่อไป           นายทนุเกียรติ จันทร์ชุม ผู้จัดการกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ กล่าวว่า กองทุนฯ มีพันธกิจที่สำคัญในการสนับสนุนและผลักดันให้เกิดการจัดการแข่งขันโมโตจีพีในประเทศไทยมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา โดยอีกหนึ่งพันธกิจคือการสนับสนุนนักกีฬาไทยให้ก้าวขึ้นไปสร้างชื่อเสียงบนเวทีระดับโลก ซึ่งในปีนี้มี 'ก้อง สมเกียรติ จันทรา' นักแข่งโมโตจีพีคนแรกในประวัติศาสตร์ เริ่มต้นจากสนามโฮมเรซในประเทศไทย ขอเชิญชวนแฟนกีฬาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญ ผลักดันกิจกรรมในครั้งนี้ ที่ยังมีประโยชน์ทางเศรษฐกิจให้กับประเทศมหาศาลให้กระหึ่มโลกด้วยกันอีกครั้ง           นายรังสรรค์ พวงปราง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานการเงินและความยั่งยืน บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) หรือ PTG ในฐานะ Title Sponsor กล่าวว่า ปีนี้ PTG เตรียมการต้อนรับแฟนๆ มอเตอร์สปอร์ตจากทั่วโลกอย่างเต็มรูปแบบ ทั้งการขยายพาวิลเลียนขนาดยักษ์ให้ยิ่งใหญ่กว่าเดิม ติดตั้ง จอ LED ยักษ์ สูงเทียบเท่ากับตึก 2 ชั้น ไว้เป็นแลนด์มาร์คใหม่ โดยใช้เทคนิคการ    แอนนิเมทภาพ 3 มิติที่สวยงาม ภายในยังมีกิจกรรมสนุกเต็ม Max ไปกับ Hero Walk และ Meet and Geet นักแข่งจากทุกคลาสทั้ง MotoGP Moto2 Moto3 แฟนความเร็วจะได้ถ่ายภาพและขอลายเซ็นได้อย่างใกล้ชิด           รวมทั้งทัพใหญ่ของแบรนด์ในเครือของ PTG  ไม่ว่าจะเป็น PT Station / PT Maxnitron / Autobacs / กาแฟพันธุ์ไทย / Coffee World / Max Card Plus พิเศษสำหรับสมาชิกบัตร Max Card Plus และบัตร Max Card รับสิทธิพิเศษภายในงานอีกมากมาย           นางเจษฎากร โคชส์ ผู้อำนวยการสำนักการตลาด น้ำแร่ธรรมชาติตราช้าง ในฐานะหัวเรือหลักของผู้เสิร์ฟกิจกรรมบันเทิงในรูปแบบของมอเตอร์สปอร์ตเฟสติวัล กล่าวว่า ปีนี้ช้างฯ จัดเต็มความสนุกครบรส ตลอด 3 วัน ส่งมอบประสบการณ์การชมโมโตจีพีแบบสุด Exclusive ใน Chang House เต้นท์ติดแอร์ขนาดใหญ่ วงดนตรี และดีเจ นอกจากนี้ยังมี คอนเสิร์ต Chang Music Connection ที่ยกทัพศิลปินดัง เริ่มจาก 28 กุมภาพันธ์ UrboyTJ (ยัวร์บอยทีเจ) และ “กอล์ฟ F.Hero” (เอฟ.ฮีโร่), 1 มีนาคม Musketeers และ “โจอี้ ภูวศิษฐ์”, ส่งท้าย 2 มีนาคมด้วยวง “Paradox” (พาราดอกซ์) พร้อมจุดบริการ Chang Shuttle Station รับส่งแฟนๆเข้าสู่สนาม กันแบบฟรีๆ ไม่มีค่าใช้จ่าย           นายโชติชนก ชิดชอบ ผู้อำนวยการฝ่ายกิจกรรมต่างประเทศ สนามช้างอินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต กล่าวว่า การที่โมโตจีพีเลือกประเทศไทยจัดกิจกรรมที่สุดพิเศษ ไม่มีประเทศไหนในโลกที่ได้จัดงานแบบนี้มาก่อน ทั้ง Season Premier ความพิเศษของตัวงานนี้มีอยู่ด้วยกันหลายกิจกรรมถ่ายโปรโมตประเทศไทย ณ วัดเบญจมบพิตร,  ขบวนรถแข่งโมโตจีพีบริเวณ One Bangkok, กิจกรรม Hero Walk, การเดินพรมแดงของเหล่านักบิด ฯลฯ นอกจากนี้ยังมี Pre-season Test และ Main Race ทั้งหมดจัดขึ้นที่ประเทศไทย กำไรพิเศษของแฟนความเร็ว ซื้อบัตร Main Race แถมเข้าชม Pre-season Test ฟรี           แฟนความเร็วซื้อบัตรได้ที่ Counter Service All Ticket ในร้าน 7-Eleven ทุกสาขาทั่วประเทศ หรือช่องทางออนไลน์ผ่านเว็บไซด์ allticket นอกจากนี้ยังมีโปรโมชั่นสุดพิเศษ เรียก Grab เดินทางไป-กลับสนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต  ระหว่าง วันที่ 28 ก.พ. - 2 มี.ค.68 ใส่รหัส "THAIGP" รับส่วนลด 15% สูงสุด 100 บาท สามารถใช้ได้กับทุกบริการ ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ แฟนเพจ Chang Circuit Buriram หรือรับข่าวสารผ่านช่องทางไลน์ โดยเพิ่มเพื่อน Line ID : @changcircuit

IVL ชู ESG แกนหลักธุรกิจ  มุ่งเพื่อความยั่งยืนระดับโลก   

IVL ชู ESG แกนหลักธุรกิจ มุ่งเพื่อความยั่งยืนระดับโลก  

          บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน) หรือ IVL มุ่งมั่นเป็นผู้ผลิตเคมีภัณฑ์เพื่อความยั่งยืนชั้นนำระดับโลก ด้วยการนำหลักการด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแล (ESG) มาเป็นแกนหลักของธุรกิจ เพื่อส่งมอบการเติบโตอย่างมีความรับผิดชอบ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมได้           ดร. แอนโทนี วาตานาเบ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านความยั่งยืน บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน) หรือ IVL เล่าให้ฟังว่า บริษัทฯ มีแผนงานชัดเจนในการบรรลุเป้าหมาย ESG เพื่อมุ่งสู่การเป็นบริษัทที่มีความยั่งยืนยิ่งขึ้น โดยมุ่งมั่นลดและดักจับคาร์บอนจากการดำเนินงานให้ได้มากยิ่งขึ้น เพิ่มการใช้พลังงานหมุนเวียน และทยอยเลิกการใช้ถ่านหิน           สำหรับด้านสิ่งแวดล้อม (E) มุ่งเน้นบรรเทาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน ได้แก่ ลดอัตราการปล่อยก๊าซเรือนกระจกรวม (Scope 1 และ 2) ลง 30% ภายในปี 2573 เพิ่มการใช้ไฟฟ้าการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนเป็น25% ภายในปี 2573 และบรรลุเป้าหมายในการรีไซเคิลขวด PET หลังการบริโภค 1.5 ล้านตันต่อปี ภายในปี 2573 โดยตั้งแต่ปี 2554 ได้รีไซเคิลขวด PET หลังการบริโภคมากกว่า 134,000 ล้านขวด ซึ่งช่วยลดการพึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติได้อย่างมาก และลดปริมาณขยะฝังกลบ ความก้าวหน้าและเป้าหมายสำคัญเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการสร้างโซลูชันขยายการดำเนินการได้อย่างเป็นรูปธรรมเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน           ส่วนด้านสังคม (S) มุ่งมั่นสร้างผลกระทบทางสังคมเชิงบวกที่มีความหมายต่อชุมชนที่บริษัทฯ ดำเนินงานอยู่ โดยนำศักยภาพและความเชี่ยวชาญระดับโลกของบริษัทฯ มาสร้างมูลค่าร่วมกันในระยะยาวเพื่อสังคม โครงการริเริ่มที่สำคัญ ได้แก่ การให้ความรู้เกี่ยวกับการรีไซเคิล ในปี 2566 มีผู้เข้าร่วมโครงการสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับการรีไซเคิลกว่า 400,000 คนทั่วโลก โดยมุ่งเน้นไปที่กลุ่มเยาวชน เพื่อส่งเสริมการปฎิบัติตามแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน ตลอดจนมีส่วนร่วมของชุมชนอย่างการร่วมมือกับองค์กรในท้องถิ่นเพื่อปรับปรุงการเข้าถึงบริการที่จำเป็น อาทิ การศึกษา การดูแลสุขภาพ และการสุขาภิบาล ซึ่งช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนหลายพันคน อีกทั้งโครงการอาสาสมัครเชิญชวนพนักงานเพื่ออุทิศเวลาเป็นอาสาสมัครมากกว่า 15,000 ชั่วโมงในปี 2566 ในโครงการพัฒนาชุมชนต่างๆ ด้วยการตอบสนองความต้องการของชุมชนและส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืน ทำให้เราสร้างผลกระทบเชิงบวกที่ยั่งยืนซึ่งสอดคล้องกับค่านิยมหลักและกลยุทธ์ ESG ของเรา           ขณะที่ด้านการกำกับดูแล (G) มุ่งเน้นดำเนินธุรกิจด้วยความโปร่งใสและยึดมั่นในความซื่อสัตย์ ปฏิบัติตามมาตรฐานการกำกับดูแลกิจการที่เข้มงวดและกรอบการจัดการความเสี่ยงระดับสากล ทั้งแนวทางปฏิบัติทางธุรกิจที่ถูกต้องตามจริยธรรม ยึดมั่นในมาตรฐานการปฏิบัติตามกฎหมายที่เข้มงวด ลดความเสี่ยง และเสริมสร้างความมุ่งมั่นของเราในการดำเนินงานที่ถูกต้องตามจริยธรรมทั่วโลก รวมถึงการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล: นำซอฟต์แวร์เฉพาะด้าน ESG มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจสอบข้อมูลและรายงานด้านความยั่งยืน เพื่อยกระดับความโปร่งใสและความรับผิดชอบมากขึ้น           “เราไม่ได้เป็นเพียงกรอบการดำเนินงานเท่านั้น แต่เป็นรากฐานในการสร้างโอกาสผ่านนวัตกรรมและการลงทุนด้านเทคโนโลยี การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม และขับเคลื่อนอนาคตที่ยั่งยืนยิ่งขึ้น ในการสร้างโลกที่ดีขึ้นและยั่งยืนมากขึ้น เราเป็นผู้นำด้านเคมีภัณฑ์ตลอดวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ เราจัดหาวัตถุดิบที่ยั่งยืน ออกแบบผลิตภัณฑ์เพื่อความแข็งแกร่งและมีอายุการใช้งานที่ยาวนาน และรีไซเคิลเพื่อให้ผลิตภัณฑ์กลับมามีชีวิตใหม่ เราผลิตเคมีภัณฑ์ที่ขาดไม่ได้ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อผู้คนหลายพันล้านคนและโลกของเราทุกวัน” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านความยั่งยืน อินโดรามา เวนเจอร์ส กล่าว           อย่างไรก็ดี ความยั่งยืนถือเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างคุณค่า และก้าวข้ามความท้าทายในภูมิทัศน์โลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ด้วยความยืดหยุ่นและนวัตกรรมจึงส่งมอบ "เคมีภัณฑ์ที่ขาดไม่ได้" ตอบสนองความต้องการทั่วโลก พร้อมเป็นผู้นำในการดำเนินงานเพื่อความยั่งยืน เคมีภัณฑ์ของบริษัทฯ ถูกนำไปใช้ในผลิตภัณฑ์จำเป็นในชีวิตประจำวัน เช่น บรรจุภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์สุขอนามัยส่วนบุคคล อุปกรณ์ทางการแพทย์ ชิ้นส่วนยานยนต์ สิ่งทอ และอื่นๆ อีกมากมาย           ทั้งนี้ การนำความยั่งยืนมาผนวกเข้ากับธุรกิจช่วยเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขัน ได้นำแนวปฎิบัติด้านการหมุนเวียนมาใช้ในทุกขั้นตอนการดำเนินงาน ตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบไปจนถึงโซลูชันการจัดการผลิตภัณฑ์เมื่อสิ้นอายุการใช้งาน แนวทางนี้เกี่ยวข้องกับการลดของเสียให้เหลือน้อยที่สุดเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยบริษัทฯ เผชิญความเสี่ยงด้านการดำเนินงานที่สำคัญทั่วโลก เนื่องมาจากภัยธรรมชาติตลอดหลายปีที่ผ่านมา รวมถึงพายุทอร์นาโด พายุเฮอริเคน น้ำท่วม ภาวะขาดแคลนน้ำ และไฟป่า เพื่อปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่           บริษัทฯ ได้พัฒนา "แผนการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศ" เพื่อช่วยบรรเทาความเสี่ยงในการดำเนินงานทั่วโลก และเพื่อสร้างความมั่นใจว่า เตรียมพร้อมรับมือกับผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แผนการปรับตัวของอินโดรามา เวนเจอร์ส อยู่ภายใต้การตรวจสอบโดยคณะกรรมการบริหารความเสี่ยงด้านความยั่งยืน (SRMC) และได้มีการนำไปปฏิบัติในทุกฐานการผลิตของอินโดรามา เวนเจอร์ส ทั่วโลก           นอกจากนี้ การพัฒนาศักยภาพของมนุษย์ถือเป็นหัวใจสำคัญในเส้นทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน จึงจัดให้ฝึกอบรมเชิงกลยุทธ์ผ่าน Sustainability Academy ในทุกระดับขององค์กร ซึ่งช่วยให้ความรู้แก่พนักงานเกี่ยวกับเครื่องมือสำหรับประเมินความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ ปรับตัวให้เข้ากับความท้าทายที่เปลี่ยนแปลงไป และตอบสนองความต้องการของลูกค้า การมุ่งเน้นนี้ช่วยให้พนักงานมีความยืดหยุ่นและประสบความสำเร็จในการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของเรา           “เรายังร่วมมือกับพันธมิตร ลูกค้า และซัพพลายเออร์ เพื่อส่งเสริมแนวทางปฏิบัติที่ยั่งยืนและรับผิดชอบต่อสังคมตลอดห่วงโซ่คุณค่า อีกหนึ่งโครงการที่เราได้ดำเนินการคือ "โครงการส่งเสริมความยั่งยืนของซัพพลายเออร์" (Sustainable Supplier Engagement Program) ซึ่งมุ่งเน้นการลดความเสี่ยงด้าน ESG ในห่วงโซ่อุปทานและประเมินความพร้อมของซัพพลายเออร์ในการลดการปล่อยคาร์บอน ความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างทีมจัดซื้อและทีมธุรกิจในโครงการนี้ แสดงให้เห็นถึงการผสานรวมแนวคิดความยั่งยืนในองค์กรได้อย่างแท้จริง” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านความยั่งยืน อินโดรามา เวนเจอร์ส กล่าว           อีกประเด็นที่น่าสนใจ คือ การใช้ประโยชน์จากโอกาสด้านการความยั่งยืน โดยลงทุนการรีไซเคิลขั้นสูง ด้วยการร่วมมือกับสตาร์ทอัพชั้นนำและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในห่วงโซ่อุปทาน เพื่อขับเคลื่อนเทคโนโลยีรีไซเคิลที่ล้ำสมัยและนวัตกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อตอบสนองความต้องการด้านความยั่งยืนในระดับโลก และช่วยให้ลูกค้าของเราบรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืน ขณะเดียวกันขยายกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืน ด้วยการพัฒนาโซลูชันสอดคล้องกับเศรษฐกิจหมุนเวียน และตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่มองหาทางเลือกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม           อย่างไรก็ตาม ความร่วมมือและการลงทุนทั่วทั้งห่วงโซ่คุณค่าช่วยทำให้วัตถุดิบที่ยั่งยืนและเทคโนโลยีล้ำสมัยมีความพร้อมใช้งานมากขึ้น และมีต้นทุนที่เข้าถึงได้ โดยการส่งเสริมนวัตกรรมผ่านการเข้าใจอย่างครบถ้วนถึงอุปสรรคทางด้านเทคนิค เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้น ตลอดจนการสร้างคุณค่า และการปกป้องคุณค่า (Value Protection) เป็นการเสริมสร้างความยืดหยุ่นให้กับการดำเนินงานของบริษัทฯ ผ่านการบูรณาการเครื่องมือบริหารความเสี่ยง เช่น แผนการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศ มาตรการเหล่านี้ปกป้องธุรกิจจากความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม รักษาเสถียรภาพในการดำเนินงาน และสร้างความไว้วางใจของกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ขณะที่การสร้างคุณค่า (Value Creation) ประสบความสำเร็จผ่านนวัตกรรมที่ยั่งยืน เทคโนโลยีรีไซเคิลขั้นสูง และการขยายสายผลิตภัณฑ์สีเขียวที่มีอัตรากำไรสูง ความพยายามเหล่านี้สอดคล้องกับความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปทั่วโลก ช่วยผลักดันการเติบโตของรายได้ในขณะที่สร้างมูลค่าให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในระยะยาว อินโดรามา เวนเจอร์ส ภูมิใจที่ได้เป็นผู้นำด้านโซลูชันที่ยั่งยืนในอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ระดับโลก ด้วยพนักงานทั่วโลกประมาณ 26,000 คน เรายังคงมุ่งมั่นที่จะสร้างคุณค่าที่ยั่งยืน ขับเคลื่อนการสร้างสรรค์นวัตกรรม และร่วมมือกับแบรนด์ชั้นนำทั่วโลกเพื่อส่งเสริมอนาคตที่ยั่งยืน

DSI บุกทลายเหมืองบิตคอยน์เถื่อน สมุทรสาคร สูญกว่า 500 ล้าน!

DSI บุกทลายเหมืองบิตคอยน์เถื่อน สมุทรสาคร สูญกว่า 500 ล้าน!

           หุ้นวิชั่น - วันนี้ (วันศุกร์ที่ 31 มกราคม 2568) พันตำรวจตรี ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ พร้อมด้วย ร้อยตำรวจเอก เขมชาติ ประกายหงษ์มณี ผู้อำนวยการกองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ นายพีระพล ปูรณะโชติ รองผู้ว่าการภาคกลางและใต้ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) นายธนะ โชคพระสมบัติ ผู้ช่วยผู้ว่าการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เขต 3 (ภาคกลาง) และ ร้อยตำรวจเอก เขตรัฐ ชาญศิลป์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร ลงพื้นที่ตรวจค้นโกดัง จำนวน 3 แห่ง ต้องสงสัยว่าใช้เป็นสถานที่ ลักลอบใช้ไฟฟ้าเพื่อตั้งเหมืองขุดเงินดิจิทัลผิดกฎหมายในจังหวัดสมุทรสาคร ภายใต้ชื่อปฏิบัติการ “รื้อเหมืองขุดบิตคอยน์ลับ” (Bitforge Operation : เป็นแพลตฟอร์มขุดเหรียญคริปโตระบบออโตขุด USDC และ USDT)            การปฏิบัติการ “รื้อเหมืองขุดบิตคอยน์ลับ” ในครั้งนี้สืบเนื่องจากกรมสอบสวนคดีพิเศษได้รับการร้องเรียนจากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เขต 3 (ภาคกลาง) ว่าพบการใช้ไฟฟ้าผิดปกติในโกดังหลายแห่ง โดยตรวจสอบพบว่าเป็นเครือข่ายขุดบิตคอยน์เถื่อนที่ใช้ไฟฟ้าโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งได้ดำเนินการมาแล้วประมาณ 3 ปี ทำให้รัฐเสียหายกว่า 500 ล้านบาท โดยขอให้ดำเนินคดีตามพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. 2547อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ จึงได้มอบหมายให้กองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศเป็นหน่วยงานรับผิดชอบทำการสืบสวน            โดยพบว่ามีเครือข่ายผู้ลักลอบกระทำความผิด ใช้โกดังลักษณะทำเป็นโรงงาน จำนวน 3 แห่ง ซึ่งบางแห่งเป็นโกดังร้างไม่มีบุคคลอาศัยอยู่ กระจายตัวในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร เจ้าหน้าที่กองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศจึงได้ขอหมายค้นเข้าทำการตรวจค้น ผลการตรวจค้น ทั้ง 3 จุด พบเครื่องขุดสกุลเงินดิจิทัล จุดที่ 1 โกดังในพื้นที่ตำบลนาดี อำเภอเมือง จำนวน 396 เครื่อง จุดที่ 2 ในพื้นที่ตำบลบ้านเกาะ อำเภอเมือง จำนวน 462 เครื่อง จุดที่ 3 ตำบลท่าทราย อำเภอเมือง จำนวน 930 เครื่อง รวมทั้งสิ้น จำนวน 1,788 เครื่อง            พันตำรวจตรี ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ระบุว่า ปฏิบัติการครั้งนี้เราสามารถ ยึดเครื่องมืออุปกรณ์ในการขุดบิตคอยน์จำนวนมากที่สุดเท่าที่มีการจับกุมมา ซึ่งการกระทำดังกล่าวไม่เพียงแต่ทำให้รัฐสูญเสียรายได้แต่ยังกระทบต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและพลังงานของประเทศ ถือว่าเป็นอาชญากรรม ทางเศรษฐกิจที่รัฐบาลให้ความสำคัญ โดยกรมสอบสวนคดีพิเศษจะดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องตามกฎหมาย อย่างเด็ดขาดพร้อมจะขยายผลการสืบสวนเพิ่มเติม เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการกระทำผิดในลักษณะเดียวกันอีกในอนาคต และขอความร่วมมือเจ้าของและผู้พักอาศัยในอาคารพาณิชย์ช่วยสังเกตพื้นที่โดยรอบ หากพบสิ่งผิดปกติหรือสถานที่ต้องสงสัย ให้แจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทันที ทั้งนี้ หากพบว่ามีเจ้าหน้าที่การไฟฟ้าเกี่ยวข้อง จะมอบหมายให้ กองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ กรมสอบสวนคดีพิเศษ ดำเนินคดีอย่างถึงที่สุดเพื่อรักษาผลประโยชน์และความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ

กฟผ. มุ่งดูแลคุณภาพอากาศโรงไฟฟ้า พร้อมร่วมมือกับชุมชนบรรเทาปัญหาฝุ่น

กฟผ. มุ่งดูแลคุณภาพอากาศโรงไฟฟ้า พร้อมร่วมมือกับชุมชนบรรเทาปัญหาฝุ่น

          หุ้นวิชั่น - กฟผ. ดำเนินงานโดยคำนึงถึงสังคมและสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ มุ่งดูแลคุณภาพอากาศโรงไฟฟ้าสามารถควบคุมได้ดีกว่ามาตรฐานกฎหมายกำหนด ซึ่งตระหนักถึงความสำคัญการดูแลคุณภาพอากาศ เผยควบคุมการปล่อยมลสารจากโรงไฟฟ้า กฟผ. ค่ามาตรฐานที่กฎหมายกำหนดไว้ พร้อมร่วมมือกับชุมชนบรรเทาปัญหาลดฝุ่น           นายเทพรัตน์ เทพพิทักษ์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยว่า ในช่วงนี้สถานการณ์ฝุ่น PM2.5 โดยรวมของประเทศสะสมเกินค่ามาตรฐานอย่างต่อเนื่อง อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน ในส่วนของการดำเนินงานของ กฟผ. ควบคุมดูแลคุณภาพอากาศอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง ตั้งแต่ต้นน้ำของการผลิตไฟฟ้า โดยเลือกใช้เทคโนโลยีในการผลิตกระแสไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพสูง ควบคุมการเผาไหม้ของโรงไฟฟ้าให้สมบูรณ์เพื่อลดการเกิดฝุ่น โดยใช้ระบบควบคุมปริมาณการระบายก๊าซออกไซด์ไนโตรเจน (Dry Low NOx Burner) ร่วมกับการฉีดน้ำเข้าไปยังห้องเผาไหม้ (Water Injection) เพื่อควบคุมอุณหภูมิในการเผาไหม้ ลดปริมาณการเกิดออกไซด์ของไนโตรเจน (NOx) ติดตั้งอุปกรณ์ชุดกรองฝุ่น (Inlet Air Filter System) เพื่อกรองฝุ่นที่ปนมากับอากาศที่ใช้ในการเผาไหม้ และติดตั้งระบบตรวจสอบคุณภาพอากาศแบบต่อเนื่อง (Continuous Emission Monitoring System) ที่ปล่องของโรงไฟฟ้า เพื่อตรวจวัดอัตราการระบายอย่างต่อเนื่อง           สำหรับโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมของ กฟผ. ดังเช่นโรงไฟฟ้าพระนครเหนือและโรงไฟฟ้าพระนครใต้ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง ซึ่งถือเป็นเชื้อเพลิงที่ปล่อยมลสารน้อยที่สุดเมื่อเทียบกับเชื้อเพลิงฟอสซิลประเภทอื่น โดยพบว่าโรงไฟฟ้าของ กฟผ. ทุกแห่งควบคุมการปล่อยมลสารได้ดีกว่าค่าควบคุมตามที่กำหนดไว้ในรายงานประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมตั้งแต่ก่อนการพัฒนาโครงการ ซึ่งเป็นค่าที่เข้มงวดกว่าค่ามาตรฐานตามประกาศของกรมโรงงานอุตสาหกรรม ตารางเปรียบเทียบความเข้มข้นการปล่อยมลสารของโรงไฟฟ้า กฟผ. ปี 2567 * ค่ามาตรฐานตามประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม (พ.ศ.2547) เรื่อง กำหนดค่าปริมาณสารเจือปนที่ระบายออกจากโรงงานผลิต ส่ง หรือจำหน่ายไฟฟ้า และประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (พ.ศ.2566) เรื่อง กำหนดมาตรฐานควบคุมการปล่อยทิ้งอากาศเสียจากโรงไฟฟ้า ** ค่าควบคุมที่กำหนดตามรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมของโรงไฟฟ้าพระนครเหนือและโรงไฟฟ้าพระนครใต้           อีกทั้ง กฟผ. ยังใส่ใจในเรื่องวิกฤต PM2.5 ได้ศึกษาวิจัยร่วมกับสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย สำรวจมลสารทางอากาศ และจำแนกแหล่งกำเนิดของฝุ่น PM2.5 ในพื้นที่รอบโรงไฟฟ้าพระนครเหนือ           ผศ.ดร.สุดจิต ครุจิต อาจารย์ประจำสาขาวิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ที่ปรึกษาของโครงการวิจัยเผยผลวิจัยว่า ฝุ่นจากปล่องของโรงไฟฟ้าพระนครเหนือไม่ส่งผลกระทบต่อปริมาณฝุ่นในบรรยากาศทั่วไปของชุมชนในพื้นที่ใกล้เคียงโรงไฟฟ้าพระนครเหนือที่พุ่งสูงขึ้น โดยพบว่า สัดส่วนขององค์ประกอบทางเคมีของฝุ่น (DNA) จากปล่องโรงไฟฟ้าพระนครเหนือแตกต่างจาก DNA ของฝุ่นในบรรยากาศในพื้นที่ชุมชน นอกจากนี้ ผลการศึกษาการปล่อยฝุ่น PM2.5 จากแหล่งกำเนิดต่าง ๆ ในพื้นที่รอบโรงไฟฟ้าพระนครเหนือในรัศมี 5 กิโลเมตร พบว่าฝุ่น PM2.5 มาจากการสัญจรบนถนนสายหลักและถนนสายรองมากถึง 73.5% รองลงมาเป็นโรงงานอุตสาหกรรม 13.4% และที่พักอาศัย 5.4% โดยเป็นฝุ่นจากโรงไฟฟ้าพระนครเหนือคิดเป็นสัดส่วนเพียง 1.8% เท่านั้น ส่วนการปล่อยสาร NOx คิดเป็นเพียง 11% ของแหล่งกำเนิดทุกประเภท           นอกจากนี้โรงไฟฟ้า กฟผ. กำลังพิจารณาแนวทางเพื่อช่วยลดปริมาณฝุ่นในพื้นที่ โดยการเพิ่มอุณหภูมิปากปล่องโรงไฟฟ้า (Stack Temperature) ให้สูงขึ้นในบางช่วงเวลา เพื่อช่วยระบายฝุ่นในชั้นบรรยากาศออกไปด้วย           ในขณะเดียวกันโรงไฟฟ้าและเขื่อน ของ กฟผ. ทั่วประเทศยังดำเนินมาตรการต่าง ๆ เพื่อช่วยคลี่คลายปัญหาฝุ่นให้กับชุมชนโดยรอบพื้นที่ กฟผ. อาทิ ผลักดันการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ภายในประเทศ ติดตั้งเซนเซอร์ตรวจวัดคุณภาพอากาศแบบ Real Time ผ่านแอปพลิเคชัน Sensor for All กว่า 1,250 จุดทั่วประเทศ เพื่อให้ประชาชนเฝ้าระวังและสามารถวางแผน การใช้ชีวิตประจำวันได้ รวมถึงสนับสนุนภารกิจป้องกันไฟป่าและหมอกควันตามที่ได้รับการร้องขอจากหน่วยงานต่าง ๆ

PR9 คว้า SET ESG Ratings กลุ่ม AAA สองปีซ้อน   

PR9 คว้า SET ESG Ratings กลุ่ม AAA สองปีซ้อน  

          บริษัท โรงพยาบาลพระรามเก้า จำกัด (มหาชน) หรือ PR9 ให้ความสำคัญกับการนำหลักการและแนวคิด ESG (Environmental, Social, Governance) มาบูรณาการในทุกมิติของการดำเนินงาน  เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการพัฒนาองค์กรและการดูแลชุมชน รวมถึงการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม           ล่าสุด คว้ารางวัลหุ้นยั่งยืน SET ESG Ratings 2567 จัดอยู่ในระดับ AAA ต่อเนื่องสองปีซ้อนในกลุ่มบริษัทบริการ (Service) โดยได้รับคะแนนสูงสุดในการประเมินการดำเนินธุรกิจที่ใส่ใจใน 3 ด้านหลัก คือ สิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (Environmental, Social, and Governance: ESG) ถือเป็นการตอกย้ำถึงวิสัยทัศน์และความมุ่งมั่นดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนของโรงพยาบาลพระรามเก้า           นพ.เสถียร ภู่ประเสริฐ กรรมการผู้อำนวยการโรงพยาบาลพระรามเก้า กล่าวว่า เรามุ่งมั่นเป็นองค์กรที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม เมื่อนำแนวคิด ESG มาผนวกเข้ากับการดำเนินธุรกิจ และวัฒนธรรมองค์กร โดยผู้บริหารระดับสูงให้ความสำคัญและขับเคลื่อน จึงทำให้เกิดแนวทางการดำเนินงานอย่างชัดเจน  เพราะเราเชื่อว่าการดูแลสุขภาพที่มีคุณภาพสูงนั้นไม่เพียงแต่หมายถึงการรักษาผู้ป่วยเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการสร้างความยั่งยืนให้กับชุมชนและสิ่งแวดล้อมด้วย           ไม่ว่าจะเป็น ด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental)  เน้นการลดผลกระทบจากการดำเนินงาน โดยได้ริเริ่มโครงการลดการใช้พลังงาน การลดการใช้ทรัพยากร และ ทรัพยากรธรรมชาติ เช่น การใช้พลังงานทดแทน Solar Roof และ การรีไซเคิลขยะในโรงพยาบาล รวมไปถึง การจัดการขยะติดเชื้อ เป็นต้น ด้านสังคม (Social) ส่งเสริมการเข้าถึงบริการสุขภาพอย่างเท่าเทียม โรงพยาบาลมีความมุ่งมั่นในการให้บริการที่มีคุณภาพแก่ผู้ป่วยทุกคน รวมถึงการจัดกิจกรรมเพื่อสุขภาพในชุมชน และ มุ่งมั่นพัฒนาศักยภาพบุคลากรให้พร้อมดูแลผู้ป่วยในทุกมิติ ตลอดจน ด้านการกำกับดูแล (Governance) มีการนำเทคโนโลยีเข้ามาเพื่อช่วยให้ระบบการบริการ มีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น การทำ SMART Hospital , มีระบบการบริหารจัดการที่โปร่งใส มีประสิทธิภาพ และ มุ่งเน้นการดำเนินธุรกิจอย่างมีจริยธรรม โดยนำ ESG มาเป็นกรอบการตัดสินใจในเชิงกลยุทธ์ เพื่อให้มั่นใจว่าการดำเนินงานของเราสอดคล้องกับมาตรฐานจริยธรรมและกฎหมาย           “แม้ ESG จะมีความท้าทายในหลากหลายมิติ แต่เรามองว่านี่คือ โอกาสในการยกระดับมาตรฐานการดำเนินงาน เช่น เรื่องการลงทุนในเทคโนโลยีก็เป็นการสร้างศักยภาพให้องค์กรเติบโตไปพร้อมกับการตอบโจทย์ความท้าทายในการให้บริการ รวมถึง เป็นการดึงดูดนักลงทุนที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน สำหรับการจัดการเรื่องสิ่งแวดล้อม ทั้งเรื่องการลดขยะติดเชื้อ และ การใช้พลังงานทดแทนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ก็เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนในระดับองค์กรและชุมชน” กรรมการผู้อำนวยการโรงพยาบาลพระรามเก้า กล่าว           ทั้งนี้ การดำเนินงานด้าน ESG ช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีในสายตาของผู้ป่วยและสังคม และช่วยเสริมความเชื่อมั่นให้กับผู้ป่วย นักลงทุน และคู่ค้า โดยเฉพาะในยุคที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับองค์กรที่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม ตลอดจนการลงทุนในเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น ระบบพลังงานทดแทนและ Digital Transformation ไม่เพียงช่วยลดต้นทุนในระยะยาว แต่ยังสร้างความแตกต่างในตลาด และเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากร ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายในระยะยาว รวมไปถึงการพัฒนาโครงการด้านสุขภาพชุมชน เช่น โครงการมีสุขสงฆ์ ,การสอนฟื้นคืนชีพให้กับชุมชนต่างๆ ช่วยเสริมภาพลักษณ์ของโรงพยาบาลในฐานะผู้ดูแลสุขภาพของประชาชน เป็นการสร้างความไว้วางใจจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ซึ่งจะส่งผลต่อความสำเร็จขององค์กรในอนาคต           นอกจากนี้ ปรับโครงสร้างพื้นฐานความจำเป็นในการลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ ๆ เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานตามแนวทาง ESG เช่น การติดตั้งระบบพลังงานแสงอาทิตย์หรือการจัดการขยะที่ได้มาตรฐาน อาจต้องใช้ทรัพยากรและเวลา รวมทั้งปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กรให้สอดคล้องกับแนวทาง ESG อาจต้องใช้เวลาและความพยายามในการฝึกอบรมบุคลากรเพื่อให้พนักงานทุกระดับเข้าใจและปฏิบัติตามแนวทาง ESG อย่างจริงจัง ขณะเดียวกันติดตามและประเมินผลกระทบจากกิจกรรมต่าง ๆ ที่ดำเนินการภายใต้แนวทาง ESG           ทั้งนี้ โรงพยาบาลพระรามเก้า ได้ดำเนินโครงการและกิจกรรมที่สอดคล้องกับแนวคิด ESG หลายโครงการ เช่น โครงการจัดการพลังงาน เป็นการใช้พลังงานทดแทน เช่น การติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ พลังงานสะอาดเพื่อช่วยลดการใช้พลังงานจากแหล่งฟอสซิล  และติดตั้งหลอดไฟ LED ทั่วโรงพยาบาลเพื่อลดการใช้พลังงาน โครงการจัดการของเสีย จัดระบบแยกขยะติดเชื้อและขยะทั่วไปเพื่อการกำจัดอย่างถูกวิธี , รีไซเคิลขยะภายในองค์กร , ลดการใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว , ลดการใช้โฟม , การนำน้ำเสียมาบำบัดเพื่อใช้ใหม่ โครงการพัฒนาสุขภาพชุมชน อาทิ จัดสัมมนาและกิจกรรมเพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพแก่ประชาชนในชุมชน เพื่อส่งเสริมสุขภาพที่ดี และ สร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับโรคต่าง ๆ จัดอบรม การช่วยฟื้นคืนชีพ ให้กับประชาชนในชุมชน และ บริษัท ใกล้เคียง จัด Mobile Clinic ให้บริการตรวจสุขภาพคนในชุมชน เช่น บริษัท , คอนโด , วัด ในบริเวณพื้นที่ใกล้เคียง และโครงการสนับสนุนบุคลากร ได้แก่ จัดโครงการสร้างเสริมสุขภาพให้กับพนักงาน จัดโครงการพัฒนาศักยภาพด้านความรู้ในการทำงาน จัดโครงการพัฒนาทักษะและความรู้ด้านสิ่งแวดล้อมให้พนักงาน ESG DNA

THANA กฟผ. การันตีบ้านเบอร์ 5 ธนาฮาบิแทต นครอินทร์ - พระราม ๕

THANA กฟผ. การันตีบ้านเบอร์ 5 ธนาฮาบิแทต นครอินทร์ - พระราม ๕

          THANA หนุนการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และยกระดับคุณภาพชีวิตการอยู่อาศัย นำร่องบ้านเดี่ยว-บ้านแฝด ธนาฮาบิแทต นครอินทร์ - พระราม ๕ การันตีมาตรฐานผ่านเกณฑ์ประเมินประสิทธิภาพพลังงานโครงการบ้านเบอร์ 5 ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) พร้อมขยายผลด้วยการนำโครงการดังกล่าวสู่บ้านต้นแบบที่ใช้พัฒนาในทุกโครงการของธนาสิริ           นายสุทธิรักษ์ เสถียรภาพอยุทธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาสิริ กรุ๊ป กล่าวว่าบริษัทฯ มุ่งมั่นสร้างสังคมที่ร่มรื่น อบอุ่น ในทุกจังหวะชีวิตอย่างยั่งยืน ควบคู่กับการให้ความสำคัญการออกแบบบ้านประหยัดพลังงาน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมาอย่างต่อเนื่อง จนได้รับการการันตีคุณภาพมาตรฐานผ่านเกณฑ์ประเมินประสิทธิภาพพลังงานโครงการบ้านเบอร์ 5 ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)           “จากการที่ ธนาฮาบิแทต นครอินทร์ - พระราม ๕ เข้าร่วมโครงการฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตการอยู่อาศัย สู่บ้านประหยัดพลังงานอย่างยั่งยืน ด้วยแบบบ้านเดี่ยว-บ้านแฝดของโครงการมีฟังก์ชันการใช้งานและการออกแบบเป็นบ้านประหยัดพลังงาน สามารถรับแสง รับลมจากธรรมชาติ และการเลือกใช้วัสดุการก่อสร้างที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รวมถึงอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีฉลากเบอร์ 5 ทำให้ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้อยู่อาศัยได้เป็นอย่างมาก และในแนวทางเดียวกัน บริษัทฯ ได้ขยายผลดังกล่าวสู่บ้านต้นแบบที่จะนำไปใช้พัฒนาในทุกโครงการ”           สำหรับ ธนาฮาบิแทต นครอินทร์ – พระราม ๕ เป็นโครงการที่อยู่อาศัยที่ผ่านการประเมินเกณฑ์ “บ้านเบอร์ 5” นั้น สะท้อนให้เห็นถึงความใส่ใจของผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และยังเป็นตัวเลือกในการตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัยของลูกค้าที่กำลังมองหาบ้านประหยัดพลังงาน ทั้งยังเป็นการรักษาสิ่งแวดล้อม และขับเคลื่อนประเทศสู่สังคมคาร์บอนต่ำอีกด้วย           โดยบ้านเดี่ยว (แบบบ้าน SH-A (Type-A) พื้นที่ใช้สอย 233 ตร.ม.) ช่วยประหยัดพลังงานโดยรวมของบ้าน 8,558.07 กิโลวัตต์-ชั่วโมง (kWh) / ปี คิดเป็น 42,790 บาท / ปี* และยังช่วยลดคาร์บอนไดออกไซด์ 4,463 kgCo2 / ปี ส่วนบ้านแฝด (แบบบ้าน SDH-D (Type-D) พื้นที่ใช้สอย 154 ตร.ม.) ช่วยประหยัดพลังงานโดยรวมของบ้าน 5,332.595 กิโลวัตต์-ชั่วโมง (kWh) / ปี คิดเป็น 27,662 บาท / ปี* และลดคาร์บอนไดออกไซด์ 2,885 kgCo2 / ปี (*การคำนวณเบื้องต้นจาก กฟผ. สมมุติฐานค่าไฟฟ้า 5 บาท / หน่วย ณ ปี 2566) [PR News]

ก.ล.ต. ขับเคลื่อนตลาดทุนไทย  เดินหน้าส่งเสริมความหลากหลายทางชีวภาพ

ก.ล.ต. ขับเคลื่อนตลาดทุนไทย เดินหน้าส่งเสริมความหลากหลายทางชีวภาพ

           หุ้นวิชั่น - ความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity) เป็นรากฐานสำคัญที่สนับสนุนความยั่งยืนของระบบนิเวศและเศรษฐกิจของโลก กิจการต่าง ๆ ล้วนพึ่งพาธรรมชาติในการดำเนินธุรกิจไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อมผ่านห่วงโซ่อุปทาน[1] อย่างไรก็ดี การลดลงของความหลากหลายทางชีวภาพในปัจจุบันได้ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของทรัพยากรและความเสี่ยงต่อธุรกิจในระยะยาว โดยงานวิจัยของ Stockholm Resilience Centre[2] ระบุว่า การสูญเสียความสมบูรณ์ของชีวมณฑล[3] (Loss of Biosphere Integrity) ได้เกินขีดความสามารถในการรองรับของโลกแล้ว ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเปลี่ยนแปลงทางสิ่งแวดล้อมที่อาจเกิดขึ้นอย่างกะทันหันหรือไม่สามารถหาทางแก้ไขให้กลับมาเป็นดังเดิมได้ อันจะสร้างความเสียหายต่อสังคมและเศรษฐกิจทั่วโลกในอนาคต            เพื่อรับมือกับวิกฤตความหลากหลายทางชีวภาพที่ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น หลายหน่วยงานทั่วโลกได้ดำเนินการสนับสนุนการอนุรักษ์และการจัดการความหลากหลายทางชีวภาพ เช่น กรอบงานคุนหมิง-มอนทรีออล ว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพของโลก (Kunming-Montreal Global Biodiversity Framework: KM-GBF) ซึ่งจัดทำและรับรองในการประชุมสมัชชาภาคีอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ (Convention on Biological Diversity: CBD) สมัยที่ 15 (COP 15) เพื่อเป็นแนวทางการดำเนินงานด้านความหลากหลายทางชีวภาพในระดับโลก หรือออกกฎหมายว่าด้วยผลิตภัณฑ์ที่ปลอดการตัดไม้ทำลายป่าของสหภาพยุโรป และกฎหมายการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับความเสี่ยงด้านความหลากหลายทางชีวภาพของสาธารณรัฐฝรั่งเศส เป็นต้น[4]            ประเทศไทยในฐานะภาคีของ CBD ได้จัดทำแผนปฏิบัติการด้านความหลากหลายทางชีวภาพระดับประเทศ(National Biodiversity Strategies and Action Plans: NBSAPs) มาอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบัน NBSAPs เป็นฉบับที่ 5 โดยสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบการจัดทำ ซึ่งแผนดังกล่าวได้กำหนดเป้าหมายระดับชาติ ด้านความหลากหลายทางชีวภาพ (เป้าหมายระดับชาติฯ) เพื่อคุ้มครอง อนุรักษ์ และส่งเสริมการใช้ประโยชน์ของความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ ไทยยังได้ลงนามใน NBSAP Accelerator Partnership[5] ซึ่งเป็นกลุ่มเครือข่ายพันธมิตรระดับโลก เพื่อสนับสนุนการจัดทำและขับเคลื่อนการดำเนินงานตาม NBSAPs ให้บรรลุตามเป้าประสงค์และเป้าหมายของ KM-GBF และวิสัยทัศน์ระดับโลกในการอยู่อย่างสอดคล้องและปรองดองกับธรรมชาติ (Living in harmony with nature) ภายในปี ค.ศ. 2050 (พ.ศ. 2593) ด้วย            สำหรับ NBSAPs ฉบับที่ 5 (พ.ศ. 2566 – 2570) ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบร่างแผนเมื่อเดือนตุลาคม 2567มีการกำหนดเป็นเป้าหมายระดับชาติฯ ที่จะต้องบรรลุภายใน พ.ศ. 2573 ได้แก่ (1) การมีพื้นที่คุ้มครองและพื้นที่อนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพนอกเขตพื้นที่คุ้มครอง (OECMs) ของประเทศทั้งบนบกและในทะเลอย่างน้อยร้อยละ 30 (2) ดัชนีสถานภาพชนิดพันธุ์ที่ถูกคุกคาม (Red List index) ไม่น้อยลงจากข้อมูลปีฐาน พ.ศ. 2568 (3) การมีมาตรการในการจัดการสิ่งมีชีวิตต่างถิ่นที่รุกรานที่มีลำดับความสำคัญสูงอย่างน้อยร้อยละ 35 และ (4) สัดส่วนของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในกลุ่ม SET50 ที่เปิดเผยข้อมูลการดำเนินธุรกิจที่เชื่อมโยงกับความหลากหลายทางชีวภาพโดยสมัครใจ ไม่น้อยกว่าร้อยละ 30[6]            เป้าหมายที่ 4 นี้เป็นเป้าหมายที่ตลาดทุนจะมีบทบาทสำคัญในการคุ้มครอง อนุรักษ์ และส่งเสริมการใช้ประโยชน์ของความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน โดยบริษัทจดทะเบียนในกลุ่ม SET50 สามารถเปิดเผยข้อมูลที่เชื่อมโยงกับความหลากหลายทางชีวภาพ หรือข้อมูลความเสี่ยง การพึ่งพา และผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพ รวมถึงนโยบาย แผน กลยุทธ์ การบริหารความเสี่ยง และผลกระทบที่เกิดขึ้น ทั้งนี้ การเปิดเผยดังกล่าวเป็นลักษณะสมัครใจ โดยสามารถอ้างอิงกรอบการรายงานตามแนวทางสากล เช่น The Taskforce on Nature-related Financial Disclosures (TNFD) Framework[7] หรือ Global Reporting Initiative (GRI) 101: Biodiversity 2024 เป็นต้น เพื่อช่วยให้การรายงานข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพมีมาตรฐาน โปร่งใส น่าเชื่อถือ และเป็นที่ยอมรับในระดับสากล            ก.ล.ต. ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลตลาดทุนตระหนักถึงความสำคัญของการจัดการความหลากหลายทางชีวภาพ และมุ่งเดินหน้าส่งเสริมและสนับสนุนให้บริษัทจดทะเบียนตระหนักถึงความสำคัญของความหลากหลาย ทางชีวภาพและเข้าใจถึงความเสี่ยงและโอกาสที่จะเกิดกับภาคธุรกิจ โดยเตรียมจะเปิดการจัดอบรมสัมมนาให้แก่บุคลากรของบริษัทจดทะเบียน ตั้งแต่ระดับกรรมการและผู้บริหารที่เป็นผู้กำหนดนโยบายและเป้าหมายของบริษัท ไปจนถึงระดับผู้ปฏิบัติ รวมทั้งเตรียมจัดทำคู่มือเพิ่มเติม เพื่อให้บริษัทมีความพร้อมในการดำเนินการ            ด้านความหลากหลายทางชีวภาพมากขึ้น เพื่อนำไปสู่การเปิดเผยข้อมูลโดยสมัครใจ และสนับสนุนบริษัทจดทะเบียนกลุ่ม SET50 ในการบรรลุเป้าหมายระดับชาติฯ ข้างต้น นอกจากนี้ ก.ล.ต. อยู่ระหว่างติดตามและศึกษามาตรฐานและแนวทางสากลที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย ทั้งในด้านการระดมทุนและการเปิดเผยข้อมูล เพื่อเป็นเครื่องมือให้บริษัทจดทะเบียนและผู้ที่เกี่ยวข้องสามารถนำมาใช้ได้ในอนาคต            เป้าหมายระดับชาติที่ส่งเสริมการเปิดเผยข้อมูลด้านความหลากหลายทางชีวภาพของบริษัทจดทะเบียนในกลุ่ม SET50 เป็นการดำเนินการในลักษณะของ “ความสมัครใจ” ซึ่งการเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวไม่เพียงสนับสนุนเป้าหมายระดับประเทศเท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสสำคัญที่บริษัทจะได้แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ลงทุนและผู้มีส่วนได้เสีย อย่างไรก็ดี เนื่องจากบริบทของแต่ละบริษัทมีความแตกต่างกันทั้งในด้านการพึ่งพา ผลกระทบ ความเสี่ยง และโอกาสที่เกี่ยวข้องกับความหลากหลายทางชีวภาพ ดังนั้น บริษัทควรพิจารณาว่าความหลากหลายทางชีวภาพมีสาระสำคัญ (Materiality) ต่อบริบทการดำเนินงานของตนในระดับใด รวมถึงควรมีแนวทางการบริหารจัดการ ปกป้องคุ้มครอง อนุรักษ์ หรือฟื้นฟู ความหลากหลายทางชีวภาพในรูปแบบที่เหมาะสมกับบริบทการดำเนินธุรกิจ โดยการเปิดเผยข้อมูลในเรื่องนี้เป็นปลายทางสำคัญของกระบวนการ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความโปร่งใสและเป็นการให้ข้อมูลแก่ผู้ลงทุนและผู้มีส่วนได้เสียสำหรับประกอบการตัดสินใจอย่างรอบด้าน            แม้ความหลากหลายทางชีวภาพอาจถูกมองว่าเป็นองค์ประกอบสำคัญในมิติ E (Environment) ของกรอบ ESG แต่การบรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืนที่แท้จริงนั้นขึ้นอยู่กับการมี G (Governance) ที่เข้มแข็ง บริษัทควรกำหนดนโยบายและกลไกในการบูรณาการความหลากหลายทางชีวภาพเข้าสู่กระบวนการตัดสินใจทางธุรกิจเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน ไปพร้อม ๆ กับการมีความรับผิดชอบต่อสังคมและโลกใบนี้ [1] ศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ บทความ “ความหลากหลายทางชีวภาพ โอกาสและความเสี่ยงของธุรกิจ (ตอนที่ 1)” [2] อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ [A] และ [B] [3] ชีวมณฑล (Biosphere) คือ ส่วนของพื้นผิวโลก (พื้นดิน/หิน/นํ้า) และบรรยากาศของโลกที่มีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ ประกอบด้วยระบบนิเวศ (Ecosystem) ต่าง ๆ ซึ่งมีกลุ่มสิ่งมีชีวิต (Community) และสิ่งมีชีวิต (Organism) ชนิดเดียวกันอาศัยอยู่ร่วมกัน เรียกว่า ประชากร (Population) คลิกอ่านข้อมูลเพิ่มเติม [4] ศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ บทความ “ความหลากหลายทางชีวภาพ โอกาสและความเสี่ยงของธุรกิจ (ตอนที่ 2)” [5] อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ [C] และ [D] [6] นอกจากเป้าหมายระดับชาติฯ แล้ว NBSAPs ฉบับที่ 5 ได้กำหนดให้ “สัดส่วนของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในกลุ่ม SET50 ที่เปิดเผยข้อมูลการดำเนินธุรกิจ ที่เชื่อมโยงกับความหลากหลายทางชีวภาพโดยสมัครใจ ไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ภายในปี 2570” เป็นตัวชี้วัดหนึ่งในเป้าหมายที่ 8 บูรณาการความหลากหลายทางชีวภาพ ในนโยบาย แผน และการดำเนินงานของทุกภาคส่วนในทุกระดับ รวมถึงส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่าง ๆ [7] TNFD Recommendations เผยแพร่ในปี 2023 เพื่อเป็นแนวทางแนะนำการเปิดเผยข้อมูลทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติ ประกอบด้วย 4 ด้านหลัก ได้แก่ การกำหนดโครงสร้างการกำกับดูแล (governance) การผนวกเข้ากับกลยุทธ์องค์กร (strategy) การบริหารจัดการความเสี่ยง (risk management) และการกำหนดตัวชี้วัดและเป้าหมาย (metrics and targets) คลิกอ่านข้อมูลเพิ่มเติม

โจทย์ด่วนโรงแรมไทย  กับคำว่า “ยั่งยืน”

โจทย์ด่วนโรงแรมไทย กับคำว่า “ยั่งยืน”

          หุ้นวิชั่น - การประกาศใช้ข้อกำหนดใหม่ของสหภาพยุโรป (EU) ในช่วงต้นปี 2567 ที่ผ่านมา ทั้ง Corporate Sustainability Reporting Directive (CSRD) ว่าด้วยการรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม และ Corporate Sustainability Due Diligence Directive (CSDDD) ว่าด้วยการสอบทานด้านสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อม โดยกำหนดให้ผู้บริโภคในยุโรปและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้องสามารถเข้าถึงรายงานด้านความยั่งยืนของบริษัทหรือองค์กรในยุโรปรวมถึงบริษัทต่างชาติที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานได้ภายในปี 2569 นั้นจะส่งผลกระทบต่อโรงแรมไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้           โรงแรมไทยกำลังถูกผลักดันให้ยั่งยืนยิ่งขึ้นเพื่อรับกติการักษ์โลกของ EU ภายในปี 2569 เนื่องจากโรงแรมและที่พักของไทยกว่า 2 หมื่นแห่งขายห้องพักบน Booking.com ซึ่งเป็นบริษัทสัญชาติเนเธอร์แลนด์รวมถึง Agoda ซึ่งเป็นบริษัทภายใต้การบริหารของบริษัทแม่เดียวกัน (Booking Holdings) ที่ต้องปฏิบัติตามข้อกำหนด CSRD และ CSDDD โดยทาง Booking.com และ Agoda ได้ขานรับข้อกำหนดของ EU พร้อมส่งเสริมโรงแรมทั่วโลกที่ขายห้องพักบนแพลตฟอร์มให้ได้รับการรับรองมาตรฐานความยั่งยืนในระดับสากล อย่างเช่น Greenkey, Green Globe, Travelife, EarthCheck, GSTC และรวมถึง Green Hotel Plus ของไทยที่ได้รับ GSTC-Recognized Standard นอกจากนี้ ข้อกำหนดดังกล่าวยังรวมไปถึงบริษัททัวร์ในยุโรปที่ขายแพ็กเกจท่องเที่ยวไทยด้วย ทั้งนี้จากข้อมูลโครงการสำรวจเพื่อการวิเคราะห์พฤติกรรมนักท่องเที่ยวระหว่างประเทศในไตรมาส 3 ปี 2567 ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย พบว่า 56% ของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาไทยนิยมจองโรงแรมและที่พักผ่าน OTAs และ 35% ของนักท่องเที่ยวยุโรปจองโรงแรมและที่พักผ่านบริษัททัวร์ ซึ่งข้อมูลดังกล่าวบ่งชี้ได้ว่าข้อกำหนดใหม่นี้จะส่งผลกระทบกับธุรกิจโรงแรมไทยที่รับนักท่องเที่ยวต่างชาติไม่ต่ำกว่า 35 ล้านคนในแต่ละปี โดยราว 20% เป็นนักท่องเที่ยวจากยุโรป ขณะที่โรงแรมไทยในภาพรวมยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นบนเส้นทางของความยั่งยืน จากการประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของธุรกิจโรงแรมทั่วโลกของ The Department for Environment, Food & Rural Affairs (DEFRA) ของสหราชอาณาจักร พบว่า ในปี 2566 โรงแรมไทยยังปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปริมาณที่ค่อนข้างสูงที่ 43.4 kgCO2e per occupied room เมื่อเทียบกับ เมืองท่องเที่ยวสำคัญของโลกอย่างญี่ปุ่น สิงคโปร์ อิตาลี และฝรั่งเศส           โรงแรมไทยในภาพรวมยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการก้าวสู่ความยั่งยืน สะท้อนจากจำนวนโรงแรมที่ได้รับมาตรฐานด้านความยั่งยืนในระดับสากลทั้งหมดในปี 2567 อยู่ที่ราว 100 แห่งหรือมีสัดส่วนไม่ถึง 1% ของโรงแรมและที่พักในไทยทั้งหมด อีกทั้งยังกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ และภูเก็ต โดยกว่า 60% เป็นโรงแรมเชนทั้งในเครือเชนต่างประเทศและเชนไทย ซึ่งเส้นทางสู่ความยั่งยืนของโรงแรมไทยยังมีข้อจำกัดอยู่หลายประการทั้ง 1) ธุรกิจโรงแรมส่วนใหญ่ยังขาดความเข้าใจถึงประโยชน์ในระยะยาวของการเป็นโรงแรมยั่งยืน 2) ความพร้อมในด้านเงินทุน บุคลากร ที่ปรึกษา และการเก็บข้อมูลด้านความยั่งยืนอย่างเป็นระบบเนื่องจากธุรกิจโรงแรมเพิ่งฟื้นตัวจากวิกฤตโควิด-19 ได้ไม่นาน และ 3) แรงกระตุ้นที่จะผลักดันให้ธุรกิจโรงแรมเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนทั้งจากนโยบายภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงจากเทรนด์ของนักท่องเที่ยว ก้าวสำคัญ (3T) ที่จะช่วยให้โรงแรมยั่งยืนเกิดขึ้นได้จริง Target : การกำหนดเป้าหมายสู่ความยั่งยืนภายใต้กรอบเวลาและแผนงานที่ชัดเจน รวมถึงกำหนดตัวชี้วัดเพื่อประเมินผลการดำเนินงาน ซึ่งธุรกิจโรงแรมอาจกำหนดเป้าหมายระยะสั้นควบคู่ไปกับเป้าหมายระยะยาว Teamwork : การสร้างความรู้ความเข้าใจในแนวทางการดำเนินงานด้านความยั่งยืนให้แก่พนักงาน Supplier ไปจนถึงผู้เข้าพัก ซึ่งรวมถึงการส่งเสริมให้มีส่วนร่วมในการก้าวสู่ความยั่งยืนร่วมกันด้วย Transform : ธุรกิจโรงแรมอาจเริ่มต้นจากการปรับลดการใช้พลังงานและทรัพยากร รวมถึงการเปลี่ยนมาใช้อุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพสูง แล้วจึงวางแผนเพิ่มการลงทุนในพลังงานทดแทนหรือปรับปรุงอาคารเขียวเมื่อมีความพร้อม การก้าวข้ามข้อจำกัดและการเสริมความแข็งแกร่งด้านความยั่งยืนต้องอาศัยการสนับสนุนจากภาครัฐ การยกระดับเป้าหมายความยั่งยืนไทย ด้วยการผลักดันให้ความยั่งยืนเป็นเรื่องโจทย์ด่วนไม่ใช่เป็นเพียงทางเลือกของธุรกิจผ่านการออกข้อกำหนด/มาตรการการบังคับใช้เพื่อกระตุ้นให้ภาคธุรกิจเห็นความสำคัญในการก้าวสู่ความยั่งยืนอย่างจริงจัง รวมถึงการสร้างวัฒนธรรมด้านความยั่งยืนให้กับสังคม การพิจารณาจัดตั้งกองทุนความยั่งยืน ซึ่งรวมถึงการออกสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับการดำเนินการด้านความยั่งยืนเพื่อให้ธุรกิจเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้นโดยเฉพาะโรงแรมขนาดกลาง-เล็ก ซึ่งอาจครอบคลุมไปถึงการสนับสนุนเงินทุนในการยื่นขอรับใบรับรองมาตรฐานความยั่งยืนระดับสากล การออกมาตรการส่งเสริมการลงทุนด้านความยั่งยืน อย่างเช่นการออกสิทธิพิเศษทางภาษีสำหรับการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืน ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนไปใช้อุปกรณ์ประหยัดพลังงาน การฝึกอบรมบุคลากร หรือการขอใบรับรองมาตรฐานในระดับสากลเพื่อกระตุ้นให้โรงแรมไทยหันมาลงทุนด้านความยั่งยืนมากขึ้น อ่านต่อรายงานฉบับเต็มได้ที่... https://www.scbeic.com/th/detail/product/green-hotel-170125

ก.ล.ต. ยกระดับ “ESG Product Platform” เพิ่มข้อมูลสำคัญ SRI Fund หนุนการลงทุนอย่างยั่งยืน

ก.ล.ต. ยกระดับ “ESG Product Platform” เพิ่มข้อมูลสำคัญ SRI Fund หนุนการลงทุนอย่างยั่งยืน

          หุ้นวิชั่น - วันอังคารที่ 21 มกราคม 2568 | ฉบับที่ 16 / 2568 สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เดินหน้าส่งเสริมการลงทุนอย่างยั่งยืน ปรับปรุงศูนย์รวมข้อมูลผลิตภัณฑ์ทางการเงินกลุ่มความยั่งยืน (ESG Product Platform) โดยเพิ่มข้อมูลสำคัญของกองทุนรวมเพื่อความยั่งยืน (SRI Fund) ช่วยให้ผู้เกี่ยวข้องในตลาดทุนและประชาชนทั่วไป เข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วนและเป็นปัจจุบัน ได้สะดวกยิ่งขึ้น           นางพรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ ก.ล.ต. กล่าวว่า ก.ล.ต. ได้พัฒนาและเปิดตัว ESG Product Platform ตั้งแต่เดือนมกราคม 2566 โดยมีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาแพลตฟอร์มอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ผู้เกี่ยวข้องในตลาดทุนและประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงข้อมูลผลิตภัณฑ์ทางการเงินกลุ่มความยั่งยืนได้โดยสะดวกจากแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ โดยการปรับปรุงครั้งนี้ ก.ล.ต. ได้เพิ่มข้อมูลกองทุนรวมเพื่อความยั่งยืน (Sustainable and Responsible Investing Fund : SRI Fund) แยกตามสิทธิประโยชน์ทางภาษี ได้แก่ กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) กองทุนรวมเพื่อการออม (SSF) และกองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน (Thai ESG) พร้อมรายละเอียดสำคัญ ประกอบด้วย มูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (AUM) จำนวนกองทุน และจำนวนบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนที่บริหารจัดการกองทุนรวมดังกล่าว โดยข้อมูลทั้งหมดจะปรับปรุงทุกสิ้นวันทำการ           “การพัฒนา ESG Product Platform ในระยะต่อไป ก.ล.ต. มีแผนที่จะจำแนกข้อมูล Thai ESG ที่ลงทุนหุ้นของบริษัทจดทะเบียนที่มีการเปิดเผยเป้าหมายและแผนการเพิ่มมูลค่าบริษัท (corporate value up plan) เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ลงทุนที่สนใจลงทุนใน Thai ESG ที่มีนโยบายการลงทุนในหุ้นกลุ่มนี้ หลังจาก ก.ล.ต. ได้ขยายขอบเขตทรัพย์สินที่ Thai ESG สามารถลงทุนได้ (eligible assets) ให้กว้างขึ้น โดยอนุญาตให้ลงทุนในหุ้นของบริษัทจดทะเบียนที่มีแผนการเพิ่มมูลค่ากิจการได้อีกกลุ่มหนึ่ง เพื่อส่งเสริมให้บริษัทจดทะเบียนยกระดับธรรมาภิบาล (governance) ของตนเอง” เลขาธิการ ก.ล.ต. กล่าว           ก.ล.ต. มุ่งหวังให้ ESG Product Platform เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้ลงทุนสามารถเข้าถึงข้อมูลผลิตภัณฑ์ทางการเงินกลุ่มความยั่งยืนและตัดสินใจลงทุนได้อย่างเชื่อมั่น ช่วยให้ตลาดทุนมีความน่าเชื่อถือ มีประสิทธิภาพ และสังคมทุกภาคส่วนเข้าถึงได้ ทั้งนี้ สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://sustainablefinance.sec.or.th/Fund

AIMC มองปี68 จังหวะลงทุน Thai ESG  แนะกระจายพอร์ตลดผันผวน

AIMC มองปี68 จังหวะลงทุน Thai ESG แนะกระจายพอร์ตลดผันผวน

          หุ้นวิชั่น - จากภาพรวม กองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน (Thai ESG) ที่ปัจจุบันมีมูลค่าทรัพย์สินภายใต้การบริหาร (AUM) ประมาณ 2 หมื่นล้านบาท โดย สมาคมบริษัทจัดการลงทุน และ สมาชิกบริษัทจัดการลงทุน 16 แห่ง พร้อมนำเสนอ 42 กองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน (Thai ESG) และเตรียมออกกองทุน Thai ESG กองใหม่ๆ เพื่อให้เป็นทางเลือกการลงทุน           นางชวินดา หาญรัตนกูล นายกสมาคมบริษัทจัดการลงทุน (AIMC) กล่าวว่า เป้าหมายเม็ดเงินใหม่ของกองทุน Thai ESG ไม่ต่ำกว่า 2.5 หมื่นล้านบาท เนื่องจากมองว่าเป็นจังหวะการลงทุน เพราะตลาดหุ้นไทยตอนนี้ไม่ถูกและไม่แพง เมื่อดู P/BV ต่ำมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ โดยมี P/BV เพียง 1 เท่า อีกทั้งช่วงที่ผ่านมาเห็นชัดว่าตลาดหุ้นไทยมีการปรับตัวขึ้น โดยปีที่ผ่านมาตลาดหุ้นไทยเติบโตจากกลุ่มสุขภาพ ธนาคาร ไอที สินค้าอุปโภคบริโภค อย่างมีนัยสำคัญและน่าจะเติบโตต่อเนื่อง คาดว่าตลาดหุ้นไทยจะเติบโตต่อเนื่องอีกในปีนี้ เติบโตแบบออแกนิก (Organic Growth) เติบโตตามสภาวะปกติแบบค่อยเป็นค่อยไป           “หุ้นไทยไม่ได้ถูกหรือแพงเกินไป และเมื่อดู P/BV ต่ำมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ โดยเรามี P/BV เพียง 1 เท่า อีกทั้งช่วงที่ผ่านมาเห็นชัดว่าตลาดหุ้นไทยมีการปรับตัวขึ้น อย่างไรก็ตาม แนะนำให้กระจายพอร์ตลงทุนที่หลากหลายเพื่อลดความผันผวน เชื่อว่าเกณฑ์ใหม่ที่ภาครัฐให้คือระยะเวลาการถือครองที่ลดลงเหลือเพียง 5 ปี วงเงินลดหย่อนที่เพิ่มเป็น 300,000 บาท ไม่รวมกับวงเงินลดหย่อนภาษีจากกองทุนเพื่อการเลี้ยงชีพ หรือ RMF, ประกันชีวิต, ประกันสุขภาพ เป็นต้น ลงทุนได้ทั้ง หุ้น และตราสารหนี้ เกณฑ์ดังกล่าวยังย้อนหลังไปถึงกองทุน ThaiESG ที่ออกมาก่อนหน้านี้ด้วย จึงเชื่อว่าน่าจะเป็นแรงจูงใจให้กับนักลงทุนที่วางแผนลดหย่อนภาษี พร้อมส่งเสริมการออมในระยะยาว โดยเฉพาะนักลงทุนเจนใหม่ที่สนใจเรื่องการลงทุนมากขึ้น ได้เริ่มต้นการออมกับหุ้น-ตราสารหนี้ ที่มี ESG” นายกสมาคมบริษัทจัดการลงทุน กล่าว           ทั้งนี้ จากการที่กองทุน Thai ESG ที่ได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ระยะเวลาการถือครองที่ลดลงเหลือเพียง 5 ปี และวงเงินลดหย่อนที่เพิ่มเป็น 300,000 บาท พบว่าคนรุ่นใหม่สนใจเข้ามาลงทุนกองทุน Thai ESG เพราะต้องการบริหารภาษีตัวเอง และให้ความสำคัญเรื่อง ESG มากขึ้น อีกทั้งระยะเวลาลงทุนไม่นานจนเกินไป และเห็นช่วงอายุของผู้ลงทุนกว้างมากขึ้นช่วงอายุ 30-60 ปี ทั้งนี้ ผู้ลงทุนส่วนใหญ่จะลงทุนหุ้นมากกว่า 80% ที่เหลือเป็นการลงทุนตราสารหนี้           นอกจากนี้ ยังเป็นการขับเคลื่อนบริษัทจดทะเบียน ปรับรูปแบบการดำเนินธุรกิจที่คำนึงถึง ESG เพื่อเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในดัชนี SET ESG โดยในปีที่ผ่านมามีหลักทรัพย์ที่เข้าเกณฑ์ เพิ่มขึ้นเป็น 228 ราย ประกอบกับบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน หรือ บลจ. ในอุตสาหกรรม พร้อมสนับสนุนการลงทุนอย่างยั่งยืนภายใต้กรอบ ESG ผ่านกองทุน Thai ESG ที่สามารถลงทุนได้ทั้งหุ้นไทยและตราสารหนี้ไทย จึงมั่นใจว่าจะสามารถเติบโตต่อไปได้ และจะเป็นการเติบโตแบบออแกนิก (Organic Growth) ซึ่งหมายความว่าเป็นการเติบโตตามปัจจัยพื้นฐานตามเศรษฐกิจไทยที่ยังมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง          สำหรับประเด็นที่อาจกระทบต่อการลงทุนธีม ESG หลัง โดนัลด์ ทรัมป์ เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกานั้น แม้จะรู้กันว่า ทรัมป์ ไม่ได้สนใจ หรือสนับสนุน ESG แต่มองว่า ESG ยังคงเดินหน้าต่อไปได้ แต่อาจจะเติบโตช้าลงบ้าง เพราะหลายประเทศได้ขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าวไปไกลมาก โดยเฉพาะภูมิภาคยุโรปที่ก้าวไปไกลเกินจะถอยกลับ ขณะที่เอเชียให้ความสำคัญ แม้จีนเองยังให้การตอบรับหรือหากมองไปในสหรัฐอเมริกาเองมีกองทุน ESG หลายกอง ดังนั้นเรื่องดังกล่าวจึงยังคงเดินหน้าต่อไป

TAN เผยกลยุทธ์ ESG ชูวิสัยทัศน์ “Consistency-Sustainability – Long Term Growth”

TAN เผยกลยุทธ์ ESG ชูวิสัยทัศน์ “Consistency-Sustainability – Long Term Growth”

         หุ้นวิชั่น - บริษัท ธนจิรา รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ “TAN” เผยกลยุทธ์ด้านความยั่งยืน (ESG) อย่างเป็นทางการ โดยวางวิสัยทัศน์ “Consistency – Sustainability – Long Term Growth” เป็นแกนหลักในการดำเนินงาน สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการสร้างสมดุลระหว่างความเติบโตของธุรกิจและการดำเนินงานที่ส่งผลกระทบเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจ ตอกย้ำการเป็นผู้นำในธุรกิจไลฟ์สไตล์และแฟชั่นลักชัวรีระดับภูมิภาค พร้อมสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ไม่ว่าจะเป็นลูกค้า พนักงาน ชุมชน นักลงทุน และพันธมิตรทางธุรกิจ โดยยกระดับมาตรฐานการดำเนินงานที่ครอบคลุมทุกมิติในฐานะองค์กรที่มุ่งมั่นสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน          นายธนพงษ์ จิราพาณิชกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ธนจิรา รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงแนวทางกลยุทธ์ ESG ว่า "ความยั่งยืนเป็นรากฐานสำคัญของความสำเร็จในระยะยาว วิสัยทัศน์ของเราคือการสร้างองค์กรที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย ในขณะเดียวกันก็สร้างผลกระทบเชิงบวกให้กับโลกใบนี้ เราเชื่อว่าการเติบโตอย่างยั่งยืนไม่ได้วัดจากผลกำไรเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงการสร้างคุณค่าให้กับสังคม สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจโดยรวมภายใต้กลยุทธ์นี้ ธนจิราได้วางกรอบดำเนินงานด้าน ESG ที่ชัดเจน ครอบคลุม 3 เสาหลัก ได้แก่ PLANET (สิ่งแวดล้อม), PEOPLE (สังคม), และ PROSPERITY & WEALTH (การกำกับดูแลกิจการ)” PLANET: ความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ธนจิรามุ่งมั่นที่จะลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมผ่านนโยบายที่เน้นการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและยั่งยืน บรรจุภัณฑ์ที่ยั่งยืน: ขยายโครงการ HARNN Upcycle / Recycle Packaging Program โดยเพิ่มสัดส่วนการใช้วัสดุรีไซเคิลและย่อยสลายได้ PEOPLE: สังคมที่แข็งแรงและยั่งยืน ธนจิราเชื่อว่าความสำเร็จขององค์กรเริ่มต้นจากพนักงานและสังคม การพัฒนาศักยภาพพนักงาน: จัดโปรแกรมฝึกอบรมและเสริมสร้างทักษะเฉพาะทาง เช่น การบริการลูกค้าและการใช้เทคโนโลยี เพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต โครงการเพื่อสังคม: ริเริ่ม TANACHIRA CARE เพื่อสร้างกิจกรรมที่ช่วยส่งเสริมสุขภาพจิตและคุณภาพชีวิต เช่น การจัดจำหน่ายสินค้าพิเศษหรือกิจกรรมการกุศล เพื่อนำรายได้ส่วนหนึ่งไปช่วยเหลือชุมชน PROSPERITY & WEALTH: การกำกับดูแลที่โปร่งใสและยั่งยืน การเติบโตทางเศรษฐกิจที่มั่นคงและโปร่งใสคือหัวใจของการสร้างความเชื่อมั่นในระยะยาว นวัตกรรมสินค้าและบริการ: พัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพสูง ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคอย่างแท้จริง การดำเนินธุรกิจด้วยความโปร่งใส: ยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาลที่เข้มแข็ง เพื่อสร้างความไว้วางใจให้กับผู้ถือหุ้นและนักลงทุน          นายธนพงษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า "การดำเนินธุรกิจในยุคปัจจุบันจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการสร้างคุณค่าในระยะยาว เราไม่ได้มองแค่การเติบโตขององค์กร แต่ยังคำนึงถึงบทบาทของเราในฐานะผู้นำที่สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงในเชิงบวกให้กับโลกใบนี้ เราเชื่อว่า ESG จะเป็นกลยุทธ์ที่ช่วยให้ธนจิราก้าวสู่อนาคตอย่างมั่นคง และสร้างผลลัพธ์ที่ยั่งยืนในทุกมิติ"

กลุ่ม ปตท. ร่วมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

กลุ่ม ปตท. ร่วมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

          หุ้นวิชั่น - วันนี้ (14 ม.ค. 2568) – ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ปตท.  พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและพนักงาน กลุ่ม ปตท. ร่วมจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีสมมงคล พระชนมายุ 26,469 วัน เท่าพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช สมเด็จพระปฐมบรมกษัตริยาธิราชแห่งพระราชวงศ์จักรี โดยประกอบด้วยพิธีเจริญพระพุทธมนต์และเจริญจิตตภาวนาถวายพระราชกุศล พิธีถวายพระพรชัยมงคล ถวายราชสดุดีเฉลิมพระเกียรติถวายพระพร อีกทั้งคณะผู้บริหารและพนักงานร่วมร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี เพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ แสดงความจงรักภักดีโดยพร้อมเพรียงกัน ณ อาคาร ปตท. สำนักงานใหญ่

เมืองไทยประกันชีวิต ทำบุญเสริมสิริมงคล รับปีใหม่ 68

เมืองไทยประกันชีวิต ทำบุญเสริมสิริมงคล รับปีใหม่ 68

          บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) จัดพิธีทำบุญเสริมสิริมงคล เนื่องในโอกาสต้อนรับปีใหม่ ปี 2568  โดยมี นายโพธิพงษ์ ล่ำซำ ประธานกรรมการ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยนางยุพา ล่ำซำ  นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร นางสลิล ล่ำซำ  นายภูมิชาย ล่ำซำ ที่ปรึกษาประธานเจ้าหน้าที่บริหาร  คณะผู้บริหารและพนักงานร่วมในพิธี  พร้อมประกาศเดินหน้าดำเนินธุรกิจด้วยความมุ่งมั่นในการส่งมอบความสุขและรอยยิ้มให้แก่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง  เป็นคู่คิดด้านการวางแผนชีวิตและสุขภาพที่ลูกค้าวางใจ ไม่หยุดยั้งในการพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์  คุณภาพการให้บริการที่ดี เข้าถึงได้ง่าย ควบคู่ไปกับการพัฒนาอย่างยั่งยืนในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นมิติสิ่งแวดล้อม (Environment)  มิติสังคม (Social)  และมิติบรรษัทภิบาล (Governance) หรือ ESG อีกทั้งยังคงรักษาความเป็นผู้นำในธุรกิจที่เติบโตอย่างมั่นคงแข็งแกร่ง  พร้อมอยู่เคียงข้างดูแลในทุกช่วงของชีวิต  โดยงานจัดขึ้น  ณ เมืองไทยประกันชีวิต สำนักงานใหญ่

ชี้ 4 ปัจจัยบวก กองทุน ThaiESG  ลงทุนได้ผลตอบแทนดี

ชี้ 4 ปัจจัยบวก กองทุน ThaiESG ลงทุนได้ผลตอบแทนดี

           หุ้นวิชั่น - ปฏิเสธไม่ได้ว่า แนวคิดการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน ESG หรือ Environment, Social and Governance กำลังเป็นหนึ่งในเมกะเทรนด์ระดับโลกด้านการลงทุน พิสูจน์จากผลตอบแทนของดัชนีความยั่งยืนที่โอกาสสร้างผลตอบแทนเติบโตอย่างมีเสถียรภาพ ดังนั้น จึงได้เห็นนักลงทุนส่วนใหญ่นำปัจจัยด้าน ESG มาประกอบการตัดสินใจ เพื่อโอกาสรับผลตอบแทนที่ดีระยะยาว รวมถึงเป็นการลดความผันผวนของพอร์ตลงทุน ส่งผลให้การลงทุนใน กองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน (Thai ESG) เป็นทางเลือกหนึ่งที่ได้รับความสนใจอย่างมากในรอบปีที่ผ่านมา            ดร.กรอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย กล่าวว่า เป็นปีแห่งการลงทุนในกองทุน ThaiESG เพราะการลงทุนวันนี้นำไปสู่โอกาสระยะยาวใน 5 ปีข้างหน้า เนื่องจากมีแนวโน้มเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจาก 4 ปัจจัยหลัก ประกอบด้วย การฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องของเศรษฐกิจโลก รวมทั้งเกิดการลงทุนหลังเงินเฟ้อเข้าสู่ภาวะปกติ มีการลดดอกเบี้ยอย่างน้อย 1 ปี ทำให้ภาคส่งออกดีขึ้น การฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวในปี 2567 มีนักท่องเที่ยวเข้ามามากถึง 36 ล้านคน อาทิ จีน อินเดีย รัสเซีย ตะวันออกกลาง ไม่พึ่งพาประเทศใดประเทศหนึ่ง โดยกรุงเทพฯ ครองอันดับ 1 เมืองนักท่องเที่ยวเยือนมากที่สุดในปี 2567 การลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาในไทย ซึ่งข้อมูลสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ระบุว่า มีการลงทุนด้านอีวี (EV) ดาต้า เซ็นเตอร์ (Data Center) เซมิ คอนดักเตอร์ (Semi Conductor) ในช่วง 9 เดือน (ม.ค.-ก.ย.) ปี 2567 มากกว่า 700,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 42% เทียบช่วงเดียวกันของปี 2566 ซึ่ง การลงทุนจากต่างประเทศในลักษณะนี้ไม่ค่อยพบบ่อยและไม่ได้มาเพียงปีเดียว การผงาดขึ้นของตลาดเอเชียและอาเชียน ซึ่งเม็ดเงินลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ทำให้อีก 5 ปีข้างหน้าจะเป็นคุณประโยชน์กับอาเซียน โดยอาเซียนจะเป็นเป้าหมายการลงทุนที่ดีที่สุด            “โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เข้ามาส่งผลดีและโอกาสกับไทย แม้จะได้รับผลกระทบจากกำแพงภาษี แต่มองว่าผู้ผลิตสหรัฐอเมริกาไม่สามารถขยายกำลังการผลิตทดแทนความต้องการได้ อีกทั้งสินค้าจีนราคาแพงขึ้น 60% จากการเก็บภาษีเพิ่มเป็น 60% แต่ของไทยแพงขึ้นเพียง 10% ทำให้ราคาถูกกว่า และคาดจะไม่เกิดสงครามการเมืองระหว่างประเทศ ดังนั้น ไทยจะดีทั้งท่องเที่ยว ส่งออก ส่วนปีถัดไป และระยะยาวจะได้ประโยชน์จากการลงทุนต่างชาติ” ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย กล่าว            ทั้งนี้ ปัจจุบันแนวโน้มเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติสภาพคล่องมีอยู่มากในตลาดโลก หากสุดท้ายต้องหาที่ลงทุน เศรษฐกิจไทยฟื้น การท่องเที่ยวเริ่มกลับมา การเติบโตของภาคเอกชนขยายตัวต่อเนื่อง ความเชื่อมั่นเริ่มกลับมา รวมทั้งเทรนด์ด้าน ESG บริษัทในไทยที่ดำเนินการด้าน ESG มากสุดในอาเซียน จะช่วยให้มีการลงทุนเข้ามาในประเทศเพิ่มมากขึ้นนั่นเอง

ASW เดินหน้า GrowGreen สู่ชุมชน  เปิดตัว “ศูนย์การเรียนรู้สู่ Net Zero+” แห่งแรก

ASW เดินหน้า GrowGreen สู่ชุมชน เปิดตัว “ศูนย์การเรียนรู้สู่ Net Zero+” แห่งแรก

          หุ้นวิชั่น - แอสเซทไวส์ ร่วมมือกับ สนง.เขตบางเขน เปิดตัว “ศูนย์การเรียนรู้สู่ Net Zero+” แห่งแรก มุ่งสู่เป้าหมายปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ พร้อมแก้ปัญหาสังคมและเศรษฐกิจ พัฒนาแหล่งเรียนรู้สำหรับประชาชน ติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ ระบบรดน้ำด้วยเชือก จุดคัดแยกขยะ ปลูกต้นไม้ฟอกอากาศและกันฝุ่น ถ่ายทอดแนวคิด GrowGreen สู่ชุมชน พร้อมสานต่อโครงการ PUNN by AssetWise พัฒนานวัตกรรมช่วยสร้างรายได้ให้คนในพื้นที่ด้วย ESG Shop เพื่อช่วยเหลือร้านค้าภายในศูนย์อาหารผ่าน Line OA และมอบ ESG Coin นำร่องที่สวนร่วมใจบางเขน รามอินทรา 2           นายวุฒิ วิพันธ์พงษ์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารความยั่งยืนทางธุรกิจและสิ่งแวดล้อม บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) หรือ ASW บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นผู้นำด้านไลฟ์สไตล์ภายใต้แนวคิด “ความสุขที่ออกแบบมาเพื่อคุณ” หรือ “We Build Happiness” กล่าวว่า แอสเซทไวส์ได้พัฒนา “ศูนย์การเรียนรู้สู่ Net Zero+” ขึ้นเป็นแห่งแรก และส่งมอบให้แก่สำนักงานเขตบางเขน กรุงเทพมหานคร เพื่อเปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้ามาศึกษาแนวทางการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เป็นศูนย์ พร้อมกับแก้ปัญหาสังคมและเศรษฐกิจให้เป็นเรื่องเดียวกัน โดยศูนย์การเรียนรู้นี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาสวนร่วมใจบางเขน รามอินทรา 2 ให้เป็นศูนย์อาหาร (Hawker Center) และศูนย์เรียนรู้ครบวงจรของสำนักงานเขตบางเขน โดยได้รับเกียรติจากนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร, นางวันทนีย์ วัฒนะ ปลัดกรุงเทพมหานคร สำนักปลัดกรุงเทพมหานคร และนางสาวอัญชนา บุญสุยา ผู้อำนวยการเขตบางเขน  มาร่วมเป็นประธานในพิธีเปิดและเยี่ยมชมศูนย์การเรียนรู้           “ศูนย์การเรียนรู้สู่ Net Zero+ ที่เราส่งมอบในครั้งนี้ เป็นอีกก้าวสำคัญของแอสเซทไวส์ในการขับเคลื่อนด้านความยั่งยืนให้เกิดขึ้นได้จริง ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม สังคมและเศรษฐกิจไปพร้อมๆ กัน โดยนำโครงการ PUNN By AssetWise ที่เรามุ่งช่วยเหลือสังคม กับแนวคิด GrowGreen ที่เราปฏิบัติจริงในองค์กรและโครงการที่อยู่อาศัยของแอสเซทไวส์ มาถ่ายทอดสู่คนในชุมชนและประชาชนทั่วไป เราหวังว่าพื้นที่แห่งนี้จะเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการผสมผสานระหว่างนวัตกรรม ความรู้ และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงด้านคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมได้อย่างเป็นรูปธรรมทั้งในวันนี้และอนาคต” นายวุฒิ กล่าว           สำหรับศูนย์การเรียนรู้สู่ Net Zero+ แอสเซทไวส์ได้มีการออกแบบและพัฒนาให้สอดคล้องกับนโยบายด้านสังคม สิ่งแวดล้อม และการกำกับดูแล (ESG) โดยเชื่อมโยงกับนโยบาย 9 ด้าน 9 ดี ของกรุงเทพมหานคร ซึ่งจะมุ่งเน้นการให้ความรู้ด้านการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ ผ่านแหล่งเรียนรู้ต่างๆ อาทิ แหล่งเรียนรู้ ESG & Net Zero+ ในด้านสิ่งแวดล้อมจะสอดคล้องกับนโยบาย GrowGreen ทั้ง 5 แกนหลักของแอสเซทไวส์ ได้แก่ 1.Green Space ส่งเสริมการปลูกต้นไม้ พร้อมระบบบันทึกและติดตามการเจริญเติบโตของต้นไม้ ซึ่งสามารถดูได้ผ่าน Line OA: ASWGrowGreen  2.Clean Air  คัดเลือกและปลูกพันธุ์ไม้ที่ช่วยลดมลภาวะ ทั้งต้นไม้ฟอกอากาศ ต้นไม้กันฝุ่น  3.Energy Efficiency  แหล่งเรียนรู้การติดตั้งโซลาร์เซลล์ แหล่งเรียนรู้การคำนวณคาร์บอนเครดิต แหล่งเรียนรู้ Carbon Footprint of Organization (CFO) ในศูนย์อาหาร พร้อมทั้งสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาด  และปลูกต้นไม้กันแดดเพื่อช่วยลดอุณหภูมิภายในศูนย์อาหาร 4.Water Saving ติดตั้งระบบรดน้ำด้วยเชือก เพื่อการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด 5.Waste Management ตู้น้ำดื่มเย็นจากระบบโซลาร์เซลล์ช่วยลดการใช้ขวดพลาสติก และติดตั้งแยก-เท-คว่ำ สเตชั่น เพื่อคัดแยกขยะ           ตลอดจนให้ความสำคัญด้านเศรษฐกิจ ความมั่งคั่ง (Wealth) ด้วยการพัฒนาระบบ ESG Shop เพื่อช่วยเหลือร้านค้าภายในศูนย์อาหารผ่าน Line OA :  ESG Shop โดยมอบ ESG Coin สำหรับใช้จ่ายในร้านค้า เป็นตัวขับเคลื่อนเพื่อให้เกิดรายได้อย่างยั่งยืน ทั้งนี้ ที่ผ่านมาแอสเซทไวส์มุ่งมั่นขับเคลื่อนเป้าหมายความยั่งยืนในทุกมิติมาอย่างต่อเนื่อง อาทิ นำแนวคิด “GrowGreen” ทั้ง 5 แกนหลักข้างต้นมาปฏิบัติจริงในทุกภาคส่วน ตั้งแต่พนักงานในองค์กร พันธมิตรภาครัฐและเอกชน ไปจนถึงลูกบ้านภายในโครงการที่อยู่อาศัย รวมถึงสนับสนุนด้านคุณภาพชีวิตและสังคมผ่านโครงการ “PUNN by AssetWise”

TRUE นำ 5G พลิกโฉม “สาธารณสุขอัจฉริยะ” หยุดยั้ง “โรคหลอดเลือดสมอง”

TRUE นำ 5G พลิกโฉม “สาธารณสุขอัจฉริยะ” หยุดยั้ง “โรคหลอดเลือดสมอง”

          หุ้นวิชั่น - น่าน, 10 มกราคม 2568 - 5G เชื่อมต่อวินาทีของชีวิตในยุคที่โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) กลายเป็นหนึ่งในสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นของคนไทย “ทรู คอร์ปอเรชั่น” บริษัทโทรคมนาคม-เทคโนโลยีชั้นนำอันดับ 1 ของไทย ได้นำศักยภาพของเครือข่าย 5G มาพลิกโฉมวงการสาธารณสุขไทย ผ่านโครงการรถรักษาอัมพาตเคลื่อนที่ (Mobile Stroke Unit) เพื่อยกระดับการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ขั้นสูงสำหรับผู้ป่วยในพื้นที่ห่างไกลด้วยแนวทาง “สาธารณสุขอัจฉริยะ” โดยร่วมกับโครงการรถรักษาอัมพาตเคลื่อนที่เฉลิมพระเกียรติเพื่อลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงการรักษาโรคหลอดเลือดสมองเฉียบพลันในพื้นที่โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช 21 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างกระทรวงสาธารณสุข กับ มูลนิธิโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช กระทรวงมหาดไทย กระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และสำนักงาน กสทช. พร้อมนำร่องแล้วที่โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชปัว จังหวัดน่าน           จากรายงานสถิติสาธารณสุขล่าสุดของ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขในปี 2566 พบว่า ประเทศไทยมีผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองสูงถึง 349,126 ราย และมีอัตราการเสียชีวิตร้อยละ 10 และทุพพลภาพถึงร้อยละ 60 โดยที่น่าวิตกคือผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่มีอายุน้อยกว่า 70 ปี ทั้งนี้ โรคหลอดเลือดสมองเป็นสาเหตุการตายของคนไทยอันดับ 2 รองจากมะเร็ง           นายประเทศ ตันกุรานันท์ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านเทคโนโลยีและความปลอดภัยระบบสารสนเทศ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า "เครือข่าย 5G ของทรู คอร์ปอเรชั่นมีจุดเด่นทั้งด้านความเร็วสูง ความหน่วงต่ำ ความเสถียร และความสามารถในการเชื่อมต่ออุปกรณ์หลากหลาย ซึ่งเป็นหัวใจการเชื่อมต่อดิจิทัลที่สำคัญสู่ ‘Mobile Stroke Unit’ ให้สามารถดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองได้เสมือนอยู่ในการรักษาของแพทย์อย่างทันท่วงที โดยเฉพาะการส่งภาพสแกนสมองจากเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมองที่มีไฟล์ขนาดใหญ่ และสัญญาณชีพของผู้ป่วยแบบเรียลไทม์ด้วยความละเอียดสูง ช่วยให้ทีมแพทย์วางแผนการรักษาได้อย่างแม่นยำและทันเวลา พลิกวิกฤตนาทีชีวิต ก่อนผู้ป่วยจะเดินทางมาถึงโรงพยาบาล ซึ่งลดอัตราการเสียชีวิตและทุพพลภาพของคนไทย”           ความสำคัญของ 5G การเชื่อมต่อความเร็วสูง ความหน่วงต่ำ (Low Latency) สู่ “Mobile Stroke Unit” การสื่อสารดิจิทัลคุณภาพและความเร็วสูง: อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงช่วยให้การสื่อสารระหว่างแพทย์และผู้ป่วยผ่านวิดีโอคอลมีความคมชัดและไม่สะดุด ทำให้การวินิจฉัยและการให้คำปรึกษามีประสิทธิภาพแม่นยำโดยเฉพาะเวลาที่ทุกวินาทีมีความหมายต่อชีวิต การรับ-ส่งดาต้า: การส่งและรับข้อมูลทางการแพทย์ เช่น ภาพถ่าย เอกซเรย์ หรือผลตรวจต่าง ๆ ต้องการความเร็วในการเชื่อมต่อที่สูง เพื่อให้ข้อมูลถูกส่งอย่างรวดเร็วและปลอดภัย การขยายบริการสาธารณสุข: อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงทำให้บริการทางการแพทย์ ยกระดับสู่ “สาธารณสุขอัจฉริยะ” สามารถเข้าถึงพื้นที่ห่างไกลหรือชนบท ลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการทางการแพทย์           โครงการรถรักษาอัมพาตเคลื่อนที่เฉลิมพระเกียรติเพื่อลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงการรักษาโรคหลอดเลือดสมองเฉียบพลันในพื้นที่โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช  21 แห่งทั่วประเทศ มีแผนที่จะนำรถ Mobile Stroke Unit จำนวน 21 คัน กระจายสู่โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชทั่วประเทศ ครอบคลุมพื้นที่ภาคเหนือ 6 แห่ง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 9 แห่ง ภาคใต้ 4 แห่ง และภาคกลาง 2 แห่ง ซึ่งเริ่มที่โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชปัว จังหวัดน่าน เป็นแห่งแรก           รถ Mobile Stroke Unit นี้ได้รับการออกแบบให้เป็นเสมือนโรงพยาบาลเคลื่อนที่ โดยจะไปหาผู้ป่วยอย่างรวดเร็ว จากการที่ได้รับแจ้งจากผู้ป่วยหรือญาติที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล โดยมีหลักการทำงานที่สำคัญต่อชีวิตในภาวะวิกฤตจากโรคหลอดเลือดสมอง ดังนี้ รถพยาบาลเฉพาะทางสำหรับผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง ทำหน้าที่เสมือนโรงพยาบาลเคลื่อนที่สู่ชุมชน ช่วยลดระยะเวลารักษาและอัตราการเสียชีวิต หรือทุพพลภาพ เครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมอง (CT Scanner)  ให้ภาพสแกนสมองภายในไม่กี่วินาที ช่วยให้แพทย์วินิจฉัยและรักษาได้รวดเร็ว ทั้งกรณีหลอดเลือดอุดตันและเลือดออกในสมอง ติดตั้งอุปกรณ์ทันสมัย ทั้งเครื่องฉีดสารทึบรังสี เครื่องตรวจเลือด พร้อมระบบปรึกษาแพทย์เฉพาะทางทางไกล (Teleconsultation) และสามารถให้ยาสลายลิ่มเลือดได้ทันที ระบบกล้องบันทึกภาพและสนทนากับผู้ป่วยขณะอยู่บนรถ ช่วยให้ทีมแพทย์วางแผนการรักษาล่วงหน้าก่อนถึงโรงพยาบาล           นายประเทศ กล่าวเพิ่มเติมว่า “เทคโนโลยี 5G ที่มีความเร็วสูง ความหน่วงต่ำ และความเสถียร ช่วยให้การส่งข้อมูลทางการแพทย์ขนาดใหญ่ ทั้งภาพ CT Scan สมองและสัญญาณชีพของผู้ป่วย สามารถทำได้แบบเรียลไทม์อย่างแม่นยำและรวดเร็ว แม้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะอยู่ห่างไกลหลายร้อยหรือหลายพันกิโลเมตร ช่วยให้การวินิจฉัยและวางแผนการรักษาทำได้ทันที นับเป็นการยกระดับการเข้าถึงการรักษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ สำหรับประชาชนในพื้นที่ห่างไกล หรือพื้นที่ที่ขาดแคลนแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหลอดเลือดสมอง”           ทั้งนี้ องค์การโรคหลอดเลือดสมองโลก (World Stroke Organization: WSO) เผยว่าประชากรทั่วโลก 1 ใน 4 คนเคยประสบกับโรคหลอดเลือดสมอง ดังนั้นการดูแลสุขภาพและการป้องกันตั้งแต่เนิ่นๆ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยลดความเสี่ยงจากโรคร้ายนี้ ทั้งนี้ ประชาชนสามารถสังเกตอาการ “โรคหลอดเลือดสมอง” ด้วยตนเอง ตามหลัก B.E.F.A.S.T. เบื้องต้น ได้แก่ Balance: เดินเซ เวียนศีรษะ บ้านหมุนฉับพลัน Eye: ตามัว มองเห็นภาพซ้อนฉับพลัน Face: ปากเบี้ยว หน้าเบี้ยวเฉียบพลัน Arm: แขนขาอ่อนแรงหรือชาครึ่งซีก Speech: พูดไม่ชัด เสียงเปลี่ยน ลิ้นแข็ง พูดไม่รู้เรื่อง Time: ต้องรีบนำส่งโรงพยาบาลโดยเร็วที่สุด           ผู้ป่วยที่มีอาการโรคหลอดเลือดสมอง หรือ Stroke จะต้องให้ยาสลายลิ่มเลือดภายใน 4 ชั่วโมง 30 นาที ซึ่งทุกๆ 1 นาทีที่เสียไปนั้น สมองและเซลล์ประสาทจะตาย 1.9 ล้านตัว  หากพบแพทย์ล่าช้า อาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต หรืออาจจะเป็นโรคอัมพฤกษ์ อัมพาต กลายเป็นบุคคลทุพพลภาพถาวร ที่ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ กล่าวคือ หากผู้ป่วยหรือญาติมีอาการเดินเซ มองเห็นภาพซ้อน หน้าเบี้ยว แขนขาอ่อนแรง หรือพูดไม่ชัด ให้รีบโทร 1669 ทันที หากผู้ป่วยมีอาการดังกล่าวทางโรงพยาบาลจะส่งรถฉุกเฉินไปรับผู้ป่วย พร้อมกับแจ้งทีมปฏิบัติการรถรักษาอัมพาตเคลื่อนที่ (Mobile Stroke Unit) ออกปฏิบัติการเพื่อออกรับผู้ป่วย เมื่อถึงจุดนัดพบ จะย้ายผู้ป่วยเข้ารถรักษาอัมพาตเคลื่อนที่เพื่อเริ่มการรักษาทันที           สำหรับความร่วมมือดังกล่าวในโครงการนี้ นับเป็นการต่อยอดความสำเร็จที่ทางทรู คอร์ปอเรชั่นได้ร่วมมือกับศูนย์โรคหลอดเลือดสมองศิริราช คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล และคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เมื่อปี 2563 โดยเป็นโครงการที่ร่วมพัฒนาหน่วยรักษาอัมพาตเคลื่อนที่ (Mobile Stroke Unit) ในรูปแบบของรถมาจากความคิดริเริ่มของศูนย์โรคหลอดเลือดสมองศิริราช พัฒนารถต้นแบบคันแรกเสร็จในปี 2561           “ทรู คอร์ปอเรชั่น ในฐานะบริษัทโทรคมนาคม-เทคโนโลยีชั้นนำอันดับ 1 ของไทย มีความมุ่งมั่นที่จะนำองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมมาพัฒนาระบบสาธารณสุขอัจฉริยะ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ขั้นสูงของประชาชนไทยในทุกพื้นที่อย่างเท่าเทียม” นายประเทศ กล่าวในที่สุด

BEM ชวนน้องๆ ขึ้น MRT ฟรี  พร้อมร่วมงานวันเด็กใน 2 ธีมสุดสนุก

BEM ชวนน้องๆ ขึ้น MRT ฟรี พร้อมร่วมงานวันเด็กใน 2 ธีมสุดสนุก

         บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM จับมือพันธมิตรจัดงานวันเด็ก 2 สถานที่ 2 ธีมสุดสนุก ในวันเสาร์ที่ 11 มกราคม 2568 ที่ MRT สถานีสวนจตุจักรลานกิจกรรมมิวเซียมสยาม พร้อมชวนเด็กๆ ขึ้นรถไฟฟ้า MRT สายสีน้ำเงินและสีม่วงฟรี สำหรับเด็กที่มีอายุไม่เกิน 14 ปี และมีความสูงไม่เกิน 140 ซม. เพียงแสดงตัวที่ห้องออกบัตรโดยสารเพื่อรับคูปองโดยสารตลอดระยะเวลาให้บริการ          โดยที่ MRT สถานีสวนจตุจักร BEM จับมือ การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) จัดงาน “MRT Land ท่องดินแดนรถไฟฟ้า” ตั้งแต่เวลา 11.00 เป็นต้นไป ซึ่งเด็กๆ จะได้พบกิจกรรมมากมาย ไม่ว่าจะเป็นชมการแสดงจากเยาวชนโรงเรียนรอบเส้นทางรถไฟฟ้าและศูนย์เยาวชนไทยญี่ปุ่น-ดินแดง การแสดงจากเหล่าสุนัขตำรวจ K9 วีรบุรุษสี่ขา เกม VR ตะลุยอวกาศ โชว์ฝีมือระบายสีเพ้นต์หน้า Photo Booth และอีกหลากหลายกิจกรรม          ส่วนที่พิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ หรือมิวเซียมสยาม MRT สถานีสนามไชย (ทางออก 1) พบกับ “BEM เติมฝันวันเด็ก : มหัศจรรย์สีสันแห่งปากคลอง” ในงาน PLAY เยี่ยม 2025 Intergeneration เชื่อมรากผ่านรุ่นด้วยการเล่น ภายใต้ธีม เรื่องเล่นชาวเกาะ ค้นพบความสนุกที่ซ่อนอยู่ในอดีตและเติมสีสันใหม่ๆ ไปพร้อมกัน โดย BEM จะนำกิจกรรมไปให้ได้ร่วมสนุก ตั้งแต่ เกมจุ่มไข่ไดโน ลุ้นเป็นผู้โชคดีรับรางวัลพิเศษ เติมเต็มบรรยากาศความอิ่มเอมใจกันได้ทั้งครอบครัวกับ เวิร์กช้อปปั้นลูกชุบ อร่อยเต็มอิ่มกับขนมไทยและเครื่องดื่มสมุนไพรตลอดทั้งงาน พร้อมชวนทุกคนดูแลสิ่งแวดล้อมร่วมกันด้วยการแยกขยะลงถังที่จัดเตรียมไว้          วันเด็กปีนี้ อย่าพลาดกิจกรรมดีๆ จาก BEM รฟม. และมิวเซียมสยาม ติดตามรายละเอียดได้ที่ Facebook (เฟซบุ๊ก) และ X (เอ็กซ์): BEM Bangkok Expressway and Metro และ Mobile Application    (โมบายแอปพลิเคชัน) : Bangkok MRT

แอสเซทไวส์ ชวนวิ่งการกุศลครั้งใหญ่ “AssetWise BEAUTY RUN 2025”

แอสเซทไวส์ ชวนวิ่งการกุศลครั้งใหญ่ “AssetWise BEAUTY RUN 2025”

             หุ้นวิชั่น - กลับมารันวงการวิ่งอีกครั้ง! สำหรับมหกรรมวิ่งที่แฟนนางงามตั้งตารอ “AssetWise BEAUTY RUN 2025” แอสเซทไวส์ ร่วมกับ ทีพีเอ็น โกลบอล และสถาบันมะเร็งแห่งชาติ สร้างปรากฎการณ์ สวยสมมง สุขภาพดี พร้อมส่งต่อความสุขให้กับผู้ป่วยมะเร็ง ชวนสายวิ่ง สายเฮลท์ตี้ และแฟนนางงาม ระดมเพื่อนมาวิ่งสวยๆ อิ่มบุญไปด้วยกัน ภายใต้แนวคิด “It’s a RUNderful World” นำทัพโดย “โอปอล สุชาตา” สาวสวยเจ้าของตำแหน่ง Miss Universe Thailand 2024 นำทีมเหล่าเพื่อนนางงาม Miss Universe Thailand 2024 และหนุ่มหล่อจากเวที Mister International Thailand 2024 มาร่วมสร้างสีสัน มี 2 ระยะทางให้เลือก ฟันรัน 5 กม. และมินิมาราธอน 10 กม. นักวิ่งทุกระยะจะได้รับเสื้อรักษ์โลก เหรียญรางวัล และ Eco Breakfast ปักหมุดวิ่งวันที่ 23 ก.พ. 2568 ณ สวนวชิรเบญจทัศ (สวนรถไฟ) สมัครร่วมกิจกรรมได้ตั้งแต่วันนี้-31 ม.ค. นี้เท่านั้น! รายได้หลังหักค่าใช้จ่าย เพื่อสนับสนุนงบประมาณในการปรับปรุงสถาบันมะเร็งแห่งชาติ และการจัดสร้างสถาบันมะเร็งแห่งชาติ (แห่งใหม่)              นายกรมเชษฐ์ วิพันธ์พงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) หรือ ASW  บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นผู้นำด้านไลฟ์สไตล์ภายใต้แนวคิด “ความสุขที่ออกแบบมาเพื่อคุณ” หรือ “We Build Happiness” กล่าวว่า บริษัทยังคงเดินหน้ากลยุทธ์ Lifestyle Marketing ตอกย้ำการเป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นผู้นำด้านไลฟ์สไตล์ เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีและตอบโจทย์การใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ ล่าสุด แอสเซทไวส์ ได้ร่วมกับบริษัท ทีพีเอ็น โกลบอล จำกัด ผู้ถือลิขสิทธิ์การประกวด Miss Universe Thailand และสถาบันมะเร็งแห่งชาติ จัดกิจกรรมงานวิ่งการกุศล “AssetWise BEAUTY RUN 2025” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ภายใต้คอนเซ็ปต์ “It’s a RUNderful World” โดยจะนำรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายสนับสนุนงบประมาณในการปรับปรุงสถาบันมะเร็งแห่งชาติ และการจัดสร้างสถาบันมะเร็งแห่งชาติ (แห่งใหม่) เพื่อเพิ่มศักยภาพในการรองรับและรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งให้ดียิ่งขึ้น              “เราเริ่มจัดงาน AssetWise BEAUTY RUN ด้วยความตั้งใจที่จะช่วยเหลือผู้ป่วยโรคมะเร็ง ซึ่งในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เราได้รับการตอบรับที่ดีมีผู้ร่วมกิจกรรมรวมกว่า 4,000 คน และได้รับเกียรติจากพันธมิตรอย่างกองประกวด Miss Universe Thailand และ Mister International Thailand ที่ส่งตัวแทนผู้เข้าประกวดมาร่วมสร้างสีสัน และช่วยให้กิจกรรมนี้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง ทั้งจากนักวิ่งและแฟนนางงาม ซึ่งในปีนี้นักวิ่งทุกคนจะมีโอกาสร่วมวิ่งไปพร้อมกับ โอปอล-สุชาตา ช่วงศรี Miss Universe Thailand 2024 คนล่าสุด พร้อมเหล่าเพื่อนนางงาม และผู้เข้าประกวดจากเวที Mister International Thailand 2024 และ Mister Global Thailand 2024 เราหวังว่านอกจากทุกท่านจะได้สัมผัสกับบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความสนุกสนานและได้สุขภาพที่ดีแล้ว ยังได้รับพลังบวกที่ได้มีส่วนร่วมในการส่งต่อโอกาสที่ดีให้กับสังคม” นายกรมเชษฐ์ กล่าว              ภายในงาน AssetWise BEAUTY RUN 2025 ยังมุ่งส่งเสริมด้านสิ่งแวดล้อมตามแนวคิด “GrowGreen” ของแอสเซทไวส์ ด้วยการเลือกใช้วัสดุย่อยสลายได้และวัสดุรีไซเคิล เพื่อลดปริมาณขยะพลาสติก และใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งผู้ที่สมัครร่วมกิจกรรมจะได้รับของที่ระลึก อาทิ เสื้อวิ่งรักษ์โลก ลิมิเต็ดดีไซน์สีสวยสดใส เนื้อผ้านุ่มสวมใส่สบายที่ผลิตจากขวดพลาสติกใช้แล้ว เหรียญรางวัล นำขยะอิเล็กทรอนิกส์มาผ่านกระบวนการรีไซเคิลเป็นเหรียญที่ระลึกให้กับผู้ที่เข้าเส้นชัยทุกคน Eco Breakfast บริการอาหารที่ห่อด้วยวัสดุธรรมชาติและกระดาษย่อยสลายง่าย ซึ่งขยะทั้งหมดภายในงานจะถูกคัดแยกประเภท เพื่อนำไปรียูส รีไซเคิล และลดปริมาณขยะเหลือทิ้งให้เหลือน้อยที่สุด พร้อมดูแลความปลอดภัยของนักวิ่งทุกคน ด้วยประกันอุบัติเหตุความคุ้มครอง 100,000 บาท หน่วยพยาบาลเคลื่อนที่ และระบบรักษาความปลอดภัยจากเจ้าหน้าที่ตลอดเส้นทางแข่งขัน              ทั้งนี้ กิจกรรม AssetWise BEAUTY RUN 2025 จะจัดขึ้นภายในวันอาทิตย์ที่ 23 กุมภาพันธ์ 2568 ณ สวนวชิรเบญจทัศ (สวนรถไฟ) ตั้งแต่เวลา 05.00 เป็นต้นไป โดยระยะการแข่งขันแบ่งเป็น 2 ระยะทาง ได้แก่ ฟันรันระยะ 5 กิโลเมตร เปิดจำหน่ายบัตรในราคา 600 บาท ผู้ที่เข้าเส้นชัย 50 อันดับแรกจะได้รับของที่ระลึกจากกิจกรรม มินิ มาราธอนระยะ 10 กิโลเมตร เปิดจำหน่ายบัตรในราคา 750 บาท รางวัลชนะเลิศอันดับ 1 สำหรับผู้ที่เข้าเส้นชัยเป็นคนแรก จะได้รับถ้วยพร้อมเงินรางวัล จำนวน 5,000 บาท, ชนะเลิศอันดับ 2 จะได้รับถ้วยพร้อมเงินรางวัล จำนวน 3,000 บาท และชนะเลิศอันดับ 3 จะได้รับถ้วยพร้อมเงินรางวัล จำนวน 2,000 บาท              นอกจากนี้ ภายในงานยังมีรางวัลพิเศษให้กับนักวิ่งสาย Fancy ที่แต่งกายโดดเด่นสะดุดตาภายใต้ธีม “สวยสมมงฯ” โดยผู้ที่ได้รับการคัดเลือก 10 อันดับแรกจะได้รับมงกุฎ สายสะพาย และเงินรางวัลตามแต่ละอันดับ ซึ่งร่วมตัดสินโดยคณะกรรมการกองประกวด Miss Universe Thailand อีกด้วย              สำหรับผู้ที่สนใจสามารถสมัครเข้าร่วมกิจกรรม “AssetWise BEAUTY RUN 2025” ได้ตั้งแต่วันนี้ – 31 มกราคม 2568 ที่ https://race.thai.run/assetwisebeautyrun2025

“น้องเนย” เปิดบ้านต้อนรับมัมหมี-พ่อหมี  เข้าสู่ “BUTTERY WORLD PRESENTED BY 7-11”

“น้องเนย” เปิดบ้านต้อนรับมัมหมี-พ่อหมี เข้าสู่ “BUTTERY WORLD PRESENTED BY 7-11”

          หุ้นวิชั่น - ครั้งแรกของไทยและใหญ่ที่สุดในเอเชีย  “น้องเนย” เปิดบ้านต้อนรับมัมหมี-พ่อหมี เริ่ม 25 มกราคมนี้ เป็นต้นไป ที่ ชั้น 5 สยามพารากอน “น้องเนย” เปิดบ้านต้อนรับมัมหมี-พ่อหมี  เข้าสู่ “BUTTERY WORLD PRESENTED BY 7-11” ชั้น 5 สยามพารากอน หลังตกด้อมจนมีมัมหมีพ่อหมีและแฟนคลับทั้งในประเทศและต่างประเทศ “น้องเนย” พร้อมเปิดบ้านต้อนรับทุกคนเข้าสู่ “BUTTERY WORLD PRESENTED BY 7-11” โลกของน้องเนยโลกที่เต็มไปด้วยเรื่องราวของเด็กหญิงตัวน้อยผู้คอยฮีลใจ มอบรอยยิ้ม ส่งต่อความสุขแก่ทุกคน และด้วยพลังวิเศษเหล่านี้ ทำให้ภายในบ้านหลังนี้เต็มเปี่ยมไปด้วยมวลความสุขซึ่งซุกซ่อนอยู่ทุกมุมของบ้าน           นายเกรียงกานต์ กาญจนะโภคิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม บริษัท อินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ จำกัด  เปิดเผยว่า หลังจากแบรนด์ BUTTERBEAR เปิดตัวน้องเนย จนเป็นขวัญใจมหาชน ที่คอยฮีลใจให้มัมหมี พ่อหมีทุกครั้งที่ได้พบเจอ ครั้งนี้เป็นการร่วมมือกันระหว่าง BUTTERBEAR และ อินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ จับมือกันเนรมิตบ้านน้องเนยใจกลางเมือง ที่สยามพารากอนซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางอันดับหนึ่งที่อยู่ในใจนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ  เพื่อส่งต่อและเติมเต็มความสุขแบบแอดวานซ์  ให้มารู้จักไลฟ์สไตล์ที่น่ารักของยัยหนูมากขึ้นผ่านคอนเซ็ปต์บ้าน “A Magical Journey to Our Buttery World”           การเปิดบ้านครั้งนี้ น้องเนยพร้อมร่ายมนต์ความสุขและเตรียมกิจกรรมสุด exclusive ในแต่ละเดือนเพื่อมอบให้มัมหมี พ่อหมี และยกทัพสินค้าคอลเลคชั่นพิเศษที่มีขายในบ้านนี้เท่านั้น!ภายในบ้านมีทั้ง 7 ห้อง และ 1 สวนดอกไม้ ที่รอให้ทุกคนได้รู้จักตัวตนที่น่ารักของยัยหนู ห้องแห่งมิตรภาพ           ห้องซึ่งเต็มไปด้วยมิตรภาพของน้องเนย กับ HIPPIEHIPPO BIANCABEAR และ SUNDAEBIRD แก๊งเพื่อนซี๋ที่ไม่เคยทิ้งกัน และกิจกรรมสุดโปรด ก็คือ การซ้อมเต้น เพื่อเตรียมเดบิวต์เป็นไอดอลสาวเท้าไฟสุดซ่า ห้องแห่งความสุข           นอกจากจะทำพี่เลี้ยงปวดหัวกับการบ้านแช่แข็งแล้ว ยังชอบทำให้พี่ๆ ตกใจกลางดึก เพราะน้องเนยชอบย่องลงมาแอบกินป็อกโกแลตในตู้เย็นเป็นประจำทุกคืน ห้องนี้ยังเป็นอีกห้องที่ยัยหนูจะมาร่ายคาถาสเน่ห์ปลายจวักสร้างสรรค์เมนูขนมสุดแสนอร่อยด้วยพลังวิเศษ ห้องแห่งความทรงจำ           ความทรงจำถูกรังสรรค์ขึ้นที่ห้องนี้ สถานที่รวบรวมของวิเศษของน้องเนย ทั้งของเล่น เครื่องประดับ สารพัดของกุ๊กกิ๊ก ที่น้องเนยเตรียมเอามาอวดเหล่ามัมหมี พ่อหมีทุกคน เพื่อเก็บความทรงจำของน้องเนยกลับไปพร้อมรอยยิ้มและพลัง แค่หยิบของวิเศษของยัยหนูขึ้นมา ความทรงจำที่ดีก็หวนคืนกลับมาและทำให้อมยิ้มทุกครั้ง สวนดอกไม้ของยัยหนู           สวนดอกไม้ยักษ์ที่ผลิบานเป็นหน้าน้องเนย พร้อมต้อนรับและแจกความสดใสส่งต่อความเบิกบานให้มัมหมี พ่อหมี ห้องจดชื่อ           เพราะยัยหนูตัวแสบไม่ชอบทำการบ้านเลยแผนว่าจะให้มัมหมี พ่อหมีช่วยทำการบ้านและส่งการบ้านกับ TEACHER MAY บนกระดานวิเศษให้ แต่! ยัยน้องยังชอบซ่อนขนมและของวิเศษ พี่เลี้ยงคนเก่งก็จับได้ทุกรอบเลย น้องเนยเลยต้องจดชื่อพี่ๆไว้ลงสมุดจดชื่อยักษ์ซะเลย ห้องแห่งความฝัน           ยัยน้องอยากชวนมัมหมี พ่อหมี มานอนตีพุงและมาแอบพี่เลี้ยงกินขนมก่อนนอนเป็นเพื่อน ยัยหนูมักจะฝันว่าไปท่องอยู่ในโลกที่เต็มไปด้วยขนมหวาน น้องเนยอยากให้มัมหมี พ่อหมี มาร่วมท่องโลกแห่งความฝันไปพร้อมกับน้องเนย เพราะในความฝันยัยหนูออกตามล่าหาป็อกโกแลตยักษ์ทุกวันเลยค่ะ ห้องสวยสุดในปฐพี           เคล็ดลับความสวยน่ารักตามวิถี Beauty Blogger เริ่มต้นที่ห้องนี้ ห้องสวยสุดในปฐพี ห้องที่อัดแน่นไปด้วยเสื้อผ้า เครื่องประดับ เครื่องสำอางค์ มัมหมี พ่อหมี สามารถเก็บภาพจาก Photo booth พร้อมกับน้องเนย และหากมัมหมี หรือพ่อหมีคนไหนอยากซัพพอร์ต Beauty Blogger มือใหม่ ก็สามารถฝากกิ๊ฟไว้ให้น้องเนยได้ใช้ในการเสริมสวยได้เช่นกัน ห้องแห่งความฟิน           หลังจากแจกความสดใส ส่งรอยยิ้ม และมอบความสุขให้กับมัมหมี พ่อหมี และเล่นซุกซนมาทั้งวัน กิจกรรมที่เติมพลังให้ยัยหนูคือการแช่ตัวในอ่างอาบน้ำที่เต็มไปด้วยอาณาจักรฟองสบู่แสนนุ่มนวล และไอเท็มสุดโปรดของน้องเนยคือ ทิชชู่ scott ที่มอบสัมผัสนุ่มเหมือนปุยนุ่นที่ไม่อาจปล่อยมือได้ เปลี่ยนห้องน้ำที่แสนธรรมดาให้เป็น "World of Softness" พิเศษ !  สำหรับมัมหมี พ่อหมี ตัวจริง เฉพาะวันที่ 24 มกราคมนี้เท่านั้น           น้องเนยเปิดบ้านให้มัมหมี พ่อหมีได้เข้าชมบ้านน้องเนยเป็นกลุ่มแรก ในวันที่ 24 มกราคมนี้ PREMIER PACKAGE โดยแบ่งเป็น 2 ประเภทดังนี้           ประเภทที่ 1 Meet & Greet Package ราคา 1,500 บาท ได้รับบัตรเข้าชมบ้านน้องเนย + ถ่ายรูปกับน้องเนยแบบ 1:1 + รับ Official Poster + Poster พร้อมลายสแตมป์น้องเนย + Photo card + สินค้าที่ระลึกจำนวน 1 ชิ้น  เฉพาะรอบเวลา 13.15 - 15.15 และ 15.15 - 17.15 น. จำกัดจำนวน 60 คน/รอบเท่านั้น ใช้เวลาต่อรอบ 2 ชม. คือ เดินชมบ้าน และ Meet & Greet กับน้องเนย           ประเภทที่ 2 Merchandise Package ราคา 750 บาท เปิดทั้งหมด 4 รอบดังนี้ 17.15/ 18.15 น./ 19.15 น../ 20.15 - 21.00 น. (45 นาที) โดยจะได้บัตรเข้าชมบ้านน้องเนย + Official Poster + Poster พร้อมลายสแตมป์น้องเนย + Photo card +สินค้าที่ระลึกจำนวน 1 ชิ้น เปิดบ้านน้องเนยอย่างเป็นทางการ วันที่ 25 มกราคมนี้เป็นต้นไป ราคาบัตรเข้าชมบ้านน้องเนยทั่วไป มี 2 ประเภทดังนี้           ประเภทที่ 1 Admission Ticket ได้รับเฉพาะบัตรเข้าชมบ้านน้องเนยเท่านั้น โดยบัตรผู้ใหญ่ ราคา 499 บาท และ บัตรเด็กราคา 350 บาท (เด็กที่มีความสูงระหว่าง 91-120 เซนติเมตร) และเข้าฟรี สำหรับเด็กที่มีความสูงต่ำกว่า 90 เซนติเมตร           ประเภทที่ 2 Merchandise Package ราคา 750 บาท ได้รับบัตรเข้าชมบ้านน้องเนย พร้อมสินค้าที่ระลึกคอลเลกชันพิเศษที่ไม่มีขายที่ไหน จำนวน 2 ชิ้น เตรียมรับความรักแบบจัดเต็มจากน้องเนย           พิเศษในเดือนแห่งความรักที่น้องเนยจะมามอบความรักแก่มัมหมี พ่อหมี กับ บัตร Meet & Greet Package ราคา 1,500 บาทต่อท่าน ในเดือนกุมภาพันธ์นี้ วันที่ 1 และวันที่ 23 จำกัดจำนวน 60 คน/รอบเท่านั้น มัมหมี หรือพ่อหมีที่ซื้อบัตรประเภทนี้ จะได้ Meet & Greet น้องเนย พร้อมสิทธิ์ถ่ายภาพแบบ 1:1 รวมถึงได้ Photo card และสินค้าคอลเลกกชันพิเศษจำนวน 1 ชิ้น สินค้าที่ระลึกพิเศษเฉพาะใน Buttery world           ความพิเศษยังไม่สิ้นสุด กับสินค้าที่ระลึกมากมาย ออกแบบใหม่ให้เหล่ามัมหมี พ่อหมี ได้เก็บไว้เป็นคอลเลกชันพิเศษแห่งความทรงจำในบ้านน้องเนย เฉพาะสำหรับผู้ที่ซื้อบัตรเข้าชมบ้านน้องเนยเท่านั้น โดยจำกัดสิทธิ์ซื้อได้ 5 ชิ้นต่อท่าน           น้องเนยรอมัมหมีและพ่อหมีมาร่วมกันค้นหาพลังวิเศษ เติมรอยยิ้ม พลังความสุขและใช้เวลาร่วมกันที่ BUTTERY WORLD เริ่ม 25 มกราคมนี้ เป็นต้นไป ณ ชั้น 5 สยามพารากอน มัมหมีและพ่อหมี ซื้อบัตรได้แล้ววันนี้ที่ www.icvticket.com ติดตามกิจกรรมและสินค้าคอลเลคชันพิเศษได้ที่ Facebook Butterbear.th และ Facebook House of illumination [PR News]

[ภาพข่าว] SSP ส่งต่อพลังงานสะอาด เพื่ออนาคตที่ยั่งยืน

[ภาพข่าว] SSP ส่งต่อพลังงานสะอาด เพื่ออนาคตที่ยั่งยืน "Light for Life"

          หุ้นวิชั่น - กลุ่มบริษัทเสริมสร้าง พาวเวอร์ คอร์ปอเรชั่น (SSP Group) เดินหน้าสร้างความยั่งยืนควบคู่ไปกับสังคมและสิ่งแวดล้อม ใน โครงการ "Light for Life" “พลังงานสะอาดเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน” นำทีมโดยผู้บริหาร นายชยุตม์ หลีหเจริญกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานบัญชีและการเงิน และนายภาสกร ปัญญารัตนากร ประธานเจ้าหน้าที่สายงานปฏิบัติการ พร้อมด้วยพนักงานจิตอาสา เข้าติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา มอบให้กับโรงเรียนนาข่าวิทยา ตำบลดงหม้อทอง อำเภอบ้านม่วง จังหวัดสกลนคร ขนาด 19 ตร.ม กำลังการผลิต 4.27 kW และ วัดท่าสำราญ ตำบลดงหม้อทอง อำเภอบ้านม่วง จังหวัดสกลนคร ขนาด 14 ตร.ม กำลังการผลิต 3.05 kW เพื่อส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก   สนับสนุนการพัฒนาคุณภาพชีวิตและส่งต่อโอกาสทางการศึกษาให้กับเด็กๆ และชุมชน               นอกจากการดำเนินธุรกิจให้บรรลุเป้าหมายตามแผนกลยุทธ์ กลุ่มบริษัทฯ ยังให้ความสำคัญต่อการพัฒนาที่ยั่งยืนทั้งในด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล (Environmental, Social, and Governance: ESG) ด้วยความมุ่งมั่นที่จะนำความเชี่ยวชาญด้านพลังงานสะอาดมาสร้างประโยชน์ให้กับสังคมอย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้โครงการ "Light for Life"  “พลังงานสะอาดเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน” ด้วยการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ให้กับโรงเรียน วัด และสถานที่ราชการ ในจังหวัดสกลนคร เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานไฟฟ้า ส่งเสริมและสนับสนุนการเข้าถึงพลังงานสะอาด ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ตลอดจนยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชน กลุ่มบริษัทฯ  เชื่อมั่นว่า โครงการ " Light for Life"  จะเป็นอีกหนึ่งก้าวที่สำคัญในการสร้างสังคมที่ยั่งยืนและพลังงานสะอาดที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

Sri Trang Group  คว้ารางวัล “สถานประกอบการปลอดโรค ปลอดภัย กายใจเป็นสุข”

Sri Trang Group คว้ารางวัล “สถานประกอบการปลอดโรค ปลอดภัย กายใจเป็นสุข”

          หุ้นวิชั่น - กลุ่มบริษัทศรีตรัง ประกอบด้วย บริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) หรือ STA และ บริษัท ศรีตรังโกลฟส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ STGT ชูความสำเร็จเป็นบริษัทชั้นนำที่ห่วงใยพนักงาน รับรางวัล “สถานประกอบการปลอดโรค ปลอดภัย กายใจเป็นสุข” ระดับประเทศ ประจำปี 2567 โดยได้รับเกียรติจาก นายแพทย์ดิเรก  ขำแป้น (ลำดับที่หกจากซ้าย) รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข โดย STA&STGT สามารถคว้ารางวัลระดับโล่ทอง 8 รางวัล และระดับโล่เงินอีก 2 รางวัล จากการดำเนินนโยบายผ่านกิจกรรมปลอดโรค กิจกรรมปลอดภัย และกิจกรรมสุขภาพจิต รวมถึงนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้เพื่อบริหารจัดการความเสี่ยงผลกระทบต่อสุขภาพของพนักงาน           นายวีรสิทธิ์ สินเจริญกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่และกรรมการบริหาร บริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) หรือ STA เปิดเผยว่า กลุ่มบริษัทศรีตรัง ในฐานะผู้นำธุรกิจยางธรรมชาติครบวงจรรายใหญ่ที่สุดของโลกและผู้ผลิตถุงมือยางอันดับหนึ่งของประเทศไทย ให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพและความปลอดภัยของพนักงานในระหว่างปฏิบัติหน้าที่ภายในสถานที่ทำงาน เพื่อสร้างมาตรฐานที่ดีในด้านสุขภาพและความปลอดภัย รวมถึงสร้างความสุขในการทำงาน           ทั้งนี้  บริษัทฯ มีการดำเนินนโยบายเพื่อให้เป็นสถานประกอบการปลอดโรคและมีความปลอดภัย ผ่านการจัดกิจกรรมหลัก 3 ด้าน และดำเนินการสื่อสารอย่างทั่วถึงทั้งองค์กรผ่านการจัด Moring Talk และ Safety Talk เพื่อสื่อสารอย่างทั่วถึง ได้แก่ 1) “กิจกรรมปลอดโรค” โดยมีการจัดโครงการเผ้าระวังและคัดกรองโรคระบาดในแต่ละช่วงเวลา มุ่งเน้นการเฝ้าระวังและประสานงานกับหน่วยงานภาครัฐ รวมถึงการดำเนินโครงการต่างๆ เช่น ลดพุง ลดอ้วน, ลด ละ เลิก บุหรี่, กีฬายามเย็น, การรณรงค์โภชนาการในมื้ออาหาร และยืด เหยียด กล้ามเนื้อ 2) “กิจกรรมปลอดภัย” โดยการเตรียมความพร้อมในสถานการณ์ต่างๆ เช่น การซ้อมแผนอพยพหนีไฟ สารเคมีรั่วไหล, แผนรับมือการโจรกรรม เพื่อให้สามารถเอาตัวรอดจากเหตุการณ์ต่างๆ, การจัดอบรมให้ความรู้, สร้างความตระหนักถึงความปลอดภัยในการทำงาน, สร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคที่เกิดจากการทำงาน และ 3) “กิจกรรมสุขภาพจิต” โดยการจัดตั้งศูนย์สุขภาพดีในที่ทำงาน, จัดแข่งกีฬาฟุตบอลยามเย็น, สร้างความตระหนักว่าสุขภาพจิตเป็นสิ่งที่ดูแลได้, จัดกิจกรรมสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม, จัดหาอุปกรณ์ออกกำลังกาย และจัดกิจกรรมในวันสำคัญต่างๆ เพื่อให้พนักงานได้มีกิจกรรมร่วมกัน สร้างความสามัคคีและสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน           จากความมุ่งมั่นดังกล่าว ล่าสุด บริษัทฯ ได้รับรางวัล “สถานประกอบการ ปลอดโรค ปลอดภัย กายใจเป็นสุข” ระดับประเทศ ประจำปี 2567 จากกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข  ประเภทโล่ทองจำนวน 8 รางวัล ได้แก่ 1) บริษัท ศรีตรังโกลฟส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) สำนักงานใหญ่ 2) สาขาตรัง 3) บริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) สาขากาฬสินธุ์ 4) สาขานราธิวาส 5)สาขาสิเกา พร้อมด้วยบริษัทในเครือ ได้แก่ 6) บริษัท รับเบอร์แลนด์โปรดักส์ จำกัด สำนักงานใหญ่ 7) บริษัท หน่ำฮั่วรับเบอร์ จำกัด โรงงานยางแท่ง 8) บริษัท หน่ำฮั่วรับเบอร์ จำกัด สาขาน้ำยางข้น นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้รับรางวัลประเภทโล่เงินจำนวน 2 รางวัล ประกอบด้วย 1) บริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) สาขากาญจนดิษฐ์ และ 2) บริษัท รับเบอร์แลนด์โปรดักส์ จำกัด สาขาบุรีรัมย์ แสดงถึงการเป็นสถานประกอบการที่มีมาตรฐานการปลอดโรคและความปลอดภัยที่ดี ช่วยส่งเสริมความสุขในการทำงานแก่พนักงาน           นอกจากนี้ ภายในงานมอบรางวัล ผู้แทนบริษัทฯ ได้เข้าร่วมการเสวนา TED Talks ภายใต้หัวข้อ “ถอดรหัสความสำเร็จสถานประกอบการ ปลอดโรค ปลอดภัย กายใจเป็นสุข” พร้อมร่วมออกบูธภายในงาน เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้เกี่ยวกับการบริหารจัดการสถานประกอบการให้ปลอดโรคและมีความปลอดภัย รวมถึงส่งเสริมสร้างความสุขในสถานที่ทำงาน ซึ่งจะทำให้พนักงานทำงานด้วยสุขภาพจิตที่ดี มีความสุขและเกิดประสิทธิภาพ [PR News]

BLESS x ShooShoke รณรงค์กำจัดขยะ (Food Waste) ด้วยระบบ Zero Waste

BLESS x ShooShoke รณรงค์กำจัดขยะ (Food Waste) ด้วยระบบ Zero Waste

            หุ้นวิชั่น - บริษัท เบล็ส แอสเสท กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) (BLESS  ASSET GROUP) หรือ BLESS ผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ ด้วยความมุ่งมั่นที่จะสร้างบ้านคุณภาพ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัย ไปพร้อมกับการสร้างสังคมคุณภาพ และโลกที่ยั่งยืน ภายใต้นิยาม “ใช้ชีวิต..ให้สุขยิ่งกว่า Live your Blessed Life” ตามเจตนารมย์ของแบรนด์ “บ้านสุข บ้าน BLESS” ที่ให้ความสำคัญกับ Waste Management ส่งเสริมการจัดการขยะอย่างมีความรับผิดชอบ ครอบคลุมตั้งแต่ที่อยู่อาศัย พื้นที่ส่วนกลาง ไซต์งานก่อสร้าง และออฟฟิศของบริษัทฯ เพื่อนำขยะรีไซเคิล กลับมาหมุนเวียนใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และลดปริมาณขยะที่จะนำไปสู่การฝังกลบ (Landfill) ให้ได้มากที่สุด

[ภาพข่าว] มูลนิธิตลาดหลักทรัพย์ฯ สนับสนุนการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ

[ภาพข่าว] มูลนิธิตลาดหลักทรัพย์ฯ สนับสนุนการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ

          ศาสตราจารย์พิเศษกิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ประธานกรรมการ และ นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและเลขานุการ มูลนิธิตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มอบการสนับสนุน โครงการเงินทุนฉุกเฉินเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ สภากาชาดไทย เพื่อให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างทันท่วงที ทั้งยามเกิดภัยธรรมชาติและอุบัติภัยที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้ โดยมี  นายขรรค์ ประจวบเหมาะ ผู้อำนวยการ สำนักงานจัดหารายได้ สภากาชาดไทย รับมอบ           มูลนิธิตลาดหลักทรัพย์ฯ มุ่งสานพลังความร่วมมือกับองค์กรภาคีทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาคประชาชน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างความเป็นอยู่ที่ดีให้กับคนไทย

[ภาพข่าว] ตลท. มอบผ้าห่ม และถุงยังชีพ ช่วยเหลือประชาชนประสบภัยหนาว จ. เชียงราย”

[ภาพข่าว] ตลท. มอบผ้าห่ม และถุงยังชีพ ช่วยเหลือประชาชนประสบภัยหนาว จ. เชียงราย”

          นายรองรักษ์ พนาปวุฒิกุล รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานกฎหมาย และบริหารกิจกรรมเพื่อสังคม ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และ นาวาอากาศเอก ณัฐพัชร หนองแสง ผู้บังคับหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 35 สำนักงานพัฒนาภาค 3 หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา ผู้แทนจากกองบัญชาการกองทัพไทย ร่วมมอบผ้าห่มกันหนาวและถุงยังชีพที่บรรจุเครื่องอุปโภคบริโภค เวชภัณฑ์และสิ่งของจำเป็น ให้แก่ประชาชนผู้ประสบภัยหนาว อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ซึ่งผ้าห่มกันหนาวที่ส่งมอบเป็นผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากขวดพลาสติก (Upcycling) โดยวิสาหกิจชุมชนบ้านวัดจากแดงเศรษฐกิจพอเพียง  จ.สมุทรปราการ ที่ให้ทั้งความอบอุ่นและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตลาดหลักทรัพย์ฯ เห็นความสำคัญในการส่งเสริมคุณภาพชีวิตชุมชน พร้อมสนับสนุนและช่วยเหลือสังคมอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการช่วยเหลือดูแลในกรณีเร่งด่วนที่เกิดภาวะภัยพิบัติ

“โครงการ WeCYCLE” ผนึกความร่วมมือภาครัฐ-เอกชนเพื่อสร้างอนาคตที่ยั่งยืน

“โครงการ WeCYCLE” ผนึกความร่วมมือภาครัฐ-เอกชนเพื่อสร้างอนาคตที่ยั่งยืน

          บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (WHA) ร่วมกับการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (IEAT) ผนึกกำลังกับองค์กรชั้นนำ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) (GC) บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) (SCGP) และบริษัท บีเอสจีเอฟ จำกัด (BSGF) จัดกิจกรรม “WE CYCLE DAY 2024” ภายใต้โครงการ WeCYCLE ด้วยการจัดการและสร้างมูลค่าเพิ่มจากวัสดุเหลือใช้ ได้แก่ ขวดพลาสติก กระดาษ และน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้ว ในรูปแบบของการรีไซเคิล (Recycling) และอัพไซเคิล (Upcycling) เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมตอบโจทย์การดำเนินงานตามเป้าหมายนำองค์กรสู่ Net Zero ลดภาวะโลกร้อนภายในปี 2050 และยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนพื้นที่คลังสินค้า นิคมอุตสาหกรรมของ WHA ด้วยความมุ่งมั่นในการเปลี่ยนความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมให้เป็นโอกาสในการสร้างคุณค่าที่ยั่งยืนทั้งต่อชุมชน และเศรษฐกิจ เพื่อสร้างอนาคตที่ยั่งยืน นอกจากนี้ยังมีการมอบเกียรติบัตร WeCYCLE และโล่รางวัล WeCYCLE ให้พันธมิตรที่มีผลงานโดดเด่น และการแสดงผลงานผลิตภัณฑ์ Upcycling เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้เข้าร่วมงาน ณ ห้อง Convention Hall พัฒนากอล์ฟ สปอร์ต รีสอร์ท จังหวัดชลบุรี           กิจกรรม WeCYCLE DAY 2024 ภายใต้โครงการ WeCYCLE จัดตั้งในปี 2565 จนถึงปี 2567 นับเป็นการจัดขึ้นอย่างต่อเนื่อง 3 ปีซ้อน เพื่อยกระดับความตระหนักรู้เพื่ออนาคตที่ยั่งยืน ซึ่งได้รับบริจาควัสดุใช้แล้วจากสมาชิกโครงการ ได้แก่ ขวดพลาสติกใช้แล้ว เป็นจำนวน 58 ตัน กระดาษใช้แล้ว 67 ตัน น้ำมันทอดใช้แล้ว 1.1 ตัน จากปริมาณวัสดุใช้แล้วทั้งหมดเทียบเท่ากับการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ GHG ของปริมาณขยะฝังกลบ จำนวน 259 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO2eq) หรือเทียบเท่ากับการปลูกต้นไม้เพื่อดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จำนวน 28,700 ต้น ภายใต้โครงการ WeCYCLE มีการนำไปผลิตผลิตภัณฑ์อัพไซเคิล ได้แก่ ชุดต้นไม้และเบาะนั่งอ่านหนังสือแห่งการเรียนรู้ ผลิตจากกระดาษรีไซเคิล และผ้าอัพไซเคิลที่ทอจากขวดพลาสติกใช้แล้วและเส้นใยผักตบชวา เพื่อมอบให้กับโรงเรียนรอบพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมของดับบลิวเอชเอ กระเป๋าผ้าอัพไซเคิลปันสุข ผลิตจากผ้าอัพไซเคิลที่ทอจากขวดพลาสติกใช้แล้วและเส้นใยผักตบชวา นำมาทำเป็นกระเป๋าผ้าใส่สิ่งของจำเป็นเพื่อมอบให้กับผู้ป่วยยากไร้และกลุ่มเปราะบางรอบนิคมอุตสาหกรรมของดับบลิวเอชเอ ผ้าปูเตียงผู้ป่วยผลิตจากขวดพลาสติกใช้แล้วผสมสารฆ่าไวรัส เพื่อมอบให้กับโรงพยาบาลรอบนิคมอุตสาหกรรมของดับบลิวเอชเอ และเชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน ตอบโจทย์พลังงานสะอาดจากน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้ว           ความสำเร็จของโครงการ WeCYCLE ในปี 2567 นี้ เกิดจากความร่วมมือของบริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (WHA) การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (IEAT) และพันธมิตรที่เข้มแข็ง ได้แก่ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) (GC) บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) (SCGP) และบริษัท บีเอสจีเอฟ จำกัด (BSGF) รวมถึงความร่วมมือจากลูกค้า คู่ค้า ผู้รับเหมาโครงการ หน่วยงานส่วนท้องถิ่น โรงเรียนที่สนใจเข้าร่วมโครงการ โดย WHA จะใช้รถกระบะไฟฟ้าตอบโจทย์การลดปริมาณการผลิตก๊าซ CO2 เพื่อเข้าไปรับขวดพลาสติก กระดาษ และน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้วจากสมาชิกที่ร่วมโครงการ เพื่อรวบรวมไว้ยังศูนย์ WeCYCLE ของ WHA ก่อนให้รถ YOUเทิร์น ของ GC เข้ามารับขวดพลาสติก รถของ SCGP เข้ามารับกระดาษ และรถของบริษัท BGCP มารับน้ำมันทอด เพื่อเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล และอัพไซเคิล และนำไปเป็นประโยชน์เพื่อสังคม ชุมชม และตอบโจทย์สิ่งแวดล้อมเพื่อสร้างอนาคตที่ยั่งยืนต่อไป

“S-Pure” การันตีคุณภาพระดับพรีเมี่ยม

“S-Pure” การันตีคุณภาพระดับพรีเมี่ยม

           หุ้นวิชั่น - กรุงเทพฯ – 16 ธันวาคม 2567 – บริษัท เบทาโกร จำกัด (มหาชน) หรือ “BTG” ตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาดอาหารซูเปอร์พรีเมี่ยม ด้วยความสำเร็จของแบรนด์ S-Pure ที่คว้ารางวัล “Thai Golden Eggs by Thai DLD” หรือเครื่องหมาย “ไข่สุพรรณหงส์” จากกรมปศุสัตว์ ซึ่ง S-Pure เป็นแบรนด์แรกและแบรนด์เดียวของไทยในปี 2024 ที่ได้รับรางวัลนี้ สะท้อนถึงมาตรฐานไข่ไก่ระดับพรีเมี่ยม คุณภาพปลอดภัย ปราศจากเชื้อซัลโมเนลลา อันเป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคในทางเดินอาหาร อาการปวดท้อง ท้องเสีย            พร้อมกันนี้ ผลิตภัณฑ์ไข่ไก่สดแช่เย็น S-Pure ยังคว้า 2 รางวัลระดับสากล ได้แก่ Superior Taste Award ระดับ 3 ดาว ที่การันตีความอร่อย ไข่แดงกลมนูน สีส้มสด ไร้กลิ่นคาว มีความสดใหม่ระดับ AA ด้วยระบบ Cold Chain และ FMCG Asia Award 2024 สาขา Health & Wellness Initiative of the Year – Thailand ตอกย้ำความเป็นแบรนด์ที่ใส่ใจสุขภาพและความยั่งยืนอย่างแท้จริง            ดร.โอลิเวอร์ ก็อตชัลล์ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ กลุ่มธุรกิจอาหาร บริษัท เบทาโกร จำกัด (มหาชน) หรือ “BTG” เปิดเผยว่า “S-Pure” แบรนด์ผลิตภัณฑ์อาหารระดับซุปเปอร์พรีเมี่ยมจากเบทาโกรมุ่งส่งมอบอาหารที่มีคุณภาพ และความปลอดภัยสูงสุด เพื่อให้ทุกคนได้เข้าถึงอาหารที่ดีกว่า พร้อมให้ความสำคัญเรื่องสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน  โดย S-Pure ถือเป็นแบรนด์แรกของประเทศไทยที่นำบรรจุภัณฑ์ถาดกระดาษมาใช้กับกลุ่มอาหารสด ลดการใช้พลาสติกลงได้ถึง 80%            ซึ่งผลิตภัณฑ์ “S-Pure” ครอบคลุม เนื้อหมู เนื้อไก่ ไข่ไก่สด อาหารแปรรูป ผลิตภัณฑ์ไส้กรอกและอาหารสไตล์โฮมเมด ที่ผ่านกระบวนการผลิตอย่างพิถีพิถัน เริ่มตั้งแต่ 1. การคัดเลือกสายพันธุ์ที่ดี 2. เลี้ยงแบบธรรมชาติ 100% (100% Natural Pure Product) คือ“การเลี้ยงที่ไม่ใช้ยาปฏิชีวนะ (Raised Without Antibiotics – RWA)” ที่ได้รับการรับรองจาก NSF สหรัฐอเมริกา 3. เลี้ยงด้วยธัญพืชและวิตามินที่มีโภชนาการเหมาะสมตามแต่ละช่วงวัย 4. เสริมด้วยจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ Synbiotics (Prebiotics และ Probiotics) เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้สัตว์แข็งแรงตามธรรมชาติ 5. ไม่ใช้ฮอร์โมนและ สารเร่งการเจริญเติบโต 6. ควบคุมอุณหภูมิขนส่งผลิตภัณฑ์อาหารด้วยความเย็น 0-4 องศา ไปจนถึงจุดจำหน่าย และที่สำคัญยังสามารถตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งที่มาได้ จึงมั่นใจได้ว่าทุกผลิตภัณฑ์จาก “S-Pure” มีคุณภาพและความปลอดภัยสูงสุด            “การได้รับ 3 รางวัลมาตรฐานระดับสากลของ S-Pure เป็นสัญลักษณ์ที่ทำให้ผู้บริโภคมั่นใจในผลิตภัณฑ์ไข่ไก่ที่มีคุณภาพและความปลอดภัยสูงสุด ปลอดเชื้อซัลโมเนลลา อร่อย สดใหม่ ตอบโจทย์ผู้ที่ชื่นชอบรับประทานไข่ดิบ และใส่ใจสุขภาพ นอกจากนี้ยังเป็นการสร้างจุดแข็งให้กับ S-Pure ในการขยายตลาดไปยังผู้บริโภคใหม่ๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ พร้อมตอกย้ำการเป็นแบรนด์ผู้นำผลิตภัณฑ์อาหารระดับซุปเปอร์พรีเมี่ยมที่มีสินค้าตอบโจทย์ทุกความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ ที่รักสุขภาพ” ดร.โอลิเวอร์ กล่าว        [PR News]

เก็บภาษีคาร์บอน จำเป็นแค่ไหน? เปลี่ยนฟอสซิลสู่พลังงานสะอาด

เก็บภาษีคาร์บอน จำเป็นแค่ไหน? เปลี่ยนฟอสซิลสู่พลังงานสะอาด

          หุ้นวิชั่น - EBC Financial Group และภาควิชาเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัย Oxford บรรยายถึงอุปสรรคต่างๆ ของการรับมือกับสภาพภูมิอากาศ โดยมุ่งเน้นไปที่การให้ความสำคัญการใช้ภาษีคาร์บอน การปฏิรูป และบทบาทของการเงิน ในการขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจโลกอย่างยั่งยืน           (Oxford, United Kingdom, 11 ธันวาคม 2024) ในช่วงที่โลกต้องเผชิญกับวิกฤตการณ์จากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศและภาวะไร้เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ภาควิชาเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัย Oxford ร่วมกับ EBC Financial Group (EBC) จัดซีรีส์สัมมนา "นักเศรษฐศาสตร์จริงๆ แล้วทำอะไร” (What Economists Really Do) เพื่อสำรวจกลยุทธ์ที่เป็นรูปธรรมในการปรับเปลี่ยนระบบเศรษฐกิจให้สอดคล้องกับความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมและเร่งแก้ไขปัญหาสังคมในปัจจุบัน           โดยหัวข้อสัมมนา "เศรษฐศาสตร์มหภาคและสภาพภูมิอากาศ" ได้รับการบรรยายจากรองศาสตราจารย์ Andrea Chiavari และมีการบรรยายเกี่ยวกับ "การรักษาความยั่งยืน : การสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจและความยืดหยุ่นของสภาพภูมิอากาศ" โดยมีรองศาสตราจารย์ Banu Demir Pakel เป็นผู้ดำเนินรายการ นอกจากนี้ยังมีผู้ร่วมบรรยายท่านอื่นๆ ได้แก่ ดร. Nicola Ranger, ผู้อำนวยการสถาบันอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมจากกลุ่มการเงินโลก และยังเป็นนักวิจัยอาวุโสที่มหาวิทยาลัย Oxford และ David Barrett, CEO ของ EBC Financial Group (UK) Ltd. ทั้งสองราย ได้ร่วมกันวิเคราะห์การใช้นโยบายของภาครัฐ การเงิน และผลกระทบต่อประชาชน พร้อมให้ข้อมูลเชิงปฏิบัติและคำแนะนำที่มากกว่าการบรรยายเชิงทฤษฎี จากซ้ายไปขวา : ดร. Nicola Ranger (ผู้อำนวยการสถาบันการเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมกลุ่มการเงินโลกและนักวิจัยอาวุโส), รองศาสตราจารย์ Andrea Chiavari (ภาควิชาเศรษฐศาสตร์), David Barrett (CEO ของ EBC Financial Group (UK) Ltd), และรองศาสตราจารย์ Banu Demir Pakel (ภาควิชาเศรษฐศาสตร์)   EBC Financial Group: ส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนและการลงทุนที่มีความรับผิดชอบ           EBC เป็นพันธมิตรด้านการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศอย่างเป็นทางการของ FC Barcelona และร่วมมือกับแคมเปญ "United to Beat Malaria" ขององค์การสหประชาชาติ โดยมุ่งมั่นสร้างอนาคตที่เน้นความยั่งยืน, ความเท่าเทียม และการลงทุนที่มีความรับผิดชอบ           การมีส่วนร่วมของ EBC ในซีรีส์สัมมนา "นักเศรษฐศาสตร์จริงๆ แล้วทำอะไร” แสดงให้เห็นถึง ความเร่งด่วนที่ต้องการเชื่อมโยงตลาดการเงินเข้ากับงานวิจัยทางวิชาการ เพื่อแก้ไขปัญหาสภาพภูมิอากาศและเศรษฐกิจ ตัวแทนจาก EBC ได้เข้าร่วมสนทนาเกี่ยวกับ กลยุทธ์ที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง เพื่อผลักดันการแก้ไขปัญหาแบบรูปธรรม ในการเปลี่ยนระบบการเงินให้สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน เศรษฐกิจสามารถเติบโตควบคู่ไปกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมได้หรือไม่?           หัวข้อหลักในการบรรยาย คือ การตระหนักถึง ความมั่นคงทางการเงินและสิ่งแวดล้อม เป็นเรื่องที่ทุกคนต้องให้ความร่วมมือ โดย ดร. Chiavari ได้เปิดมุมมองใหม่ เกี่ยวกับต้นทุนทางเศรษฐกิจจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เขาพูดถึงการเติบโตของ GDP โลกที่มีการขยายตัวอย่างรวด ตั้งแต่การปฏิวัติอุตสาหกรรม พร้อมทั้ง เปรียบเทียบกับผลกระทบจากการใช้พลังงานฟอสซิลและการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) นอกจากนี้ ดร. Chiavari ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของ "ต้นทุนคาร์บอนทางสังคม (Social Cost of Carbon) " ในการกำหนดนโยบายที่มีประสิทธิภาพ           หัวใจสำคัญในงานบรรยายของ ดร. Chiavari คือ ต้องการสื่อแนวคิด "ต้นทุนคาร์บอนทางสังคม" ซึ่งคำนวณต้นทุนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในสังคม เขากล่าวว่า “การเก็บภาษีคาร์บอน ไม่ใช่แค่ความจำเป็นทางด้านสิ่งแวดล้อม แต่ยังจำเป็นต่อเศรษฐกิจด้วย” ดร. Chiavari อธิบายว่า มาตรการเหล่านี้สามารถสร้างแรงจูงใจทางด้านเศรษฐกิจ เพื่อกระตุ้นให้บริษัทต่าง ๆ มีตัวเลือกการใช้พลังงานความยั่งยืนเพิ่มขึ้น เขากล่าวเสริมว่า “คุณลองคิดดูสิครับ การเปิดเครื่องทำความร้อน คุณก็ยังได้รับความอบอุ่นเหมือนเดิม แต่ตอนนี้ต้นทุนการใช้พลังงานสูงกว่าที่เดิม”           ดร. Chiavari ขยายความเพิ่มเติมในประเด็นนี้ เกี่ยวกับการเก็บภาษีคาร์บอน โดยเน้นไปที่การปล่อยก๊าซคาร์บอน ไม่ใช่การใช้พลังงานโดยตรง “การเก็บภาษีคาร์บอน คือ การเก็บภาษีจากคาร์บอน ไม่ใช่การเก็บภาษีจากพลังงาน” เขากล่าวต่อว่า “ดังนั้น นโยบายนี้สร้างแรงจูงใจขนาดใหญ่สำหรับภาคธุรกิจ ภาคเอกชน และตัวพวกคุณเอง รวมถึงผมด้วย เพื่อหันไปใช้แหล่งพลังงานทางเลือกแทนการใช้พลังงานฟอสซิล นอกจากนี้ มันไม่ใช่แค่การลดการใช้พลังงานหรือการผลิตเท่านั้น แต่ยังสร้างแรงจูงใจให้เปลี่ยนไปใช้พลังงานทางเลือกอีกด้วย” การเชื่อมโยงนโยบายภาครัฐ การเงิน และการดำเนินการผ่านมุมมองจากผู้เชี่ยวชาญ           ระหว่างการบรรยาย ได้มีการสำรวจความสัมพันธ์ระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจและปัจจัยทางสภาพภูมิอากาศ ผู้เข้าร่วมแต่ละท่านได้แบ่งปันความความคิดเห็น พร้อมนำเสนอมุมมองใหม่ ๆ เกี่ยวกับวิธีที่โลกจะสามารถปรับตัวให้สอดคล้องกับสองความท้าทายนี้           ดร. Chiavari กล่าวถึง ลักษณะทั่วโลกของการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยกล่าวว่า การปล่อยก๊าซคาร์บอนไม่มีพรมแดน และต้องการการแก้ไขปัญหาร่วมกันจากระดับนานาชาติ เขาได้พูดถึงความเสี่ยงของการรั่วไหลของคาร์บอน (carbon leakage) ซึ่งหมายถึง นโยบายการจัดการสภาพภูมิอากาศที่เข้มงวดของประเทศหนึ่ง อาจจะได้รับผลกระทบจากประเทศที่ไม่มีการควบคุมการปล่อยก๊าซคาร์บอน ซึ่งท้ายที่สุดมันจะส่งผลกระทบต่อประชาชนทั่วโลก เพื่อลดปัญหานี้ ดร. Chiavari ได้เสนอให้มีนโยบายที่สนับสนุนความร่วมมือระหว่างประเทศและการสร้างนวัตกรรม เพื่อให้การเปลี่ยนแปลง และนำไปสู่การปฏิบัติอย่างยั่งยืน เท่าเทียม และครอบคลุม           ดร. Ranger เน้นย้ำถึงโอกาสทางเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นจากการแก้ไขปัญหาด้านสภาพภูมิอากาศ โดยเธอกล่าวว่า "มันไม่ใช่แค่เรื่องของต้นทุน แต่เป็นเรื่องของโอกาส" เธอได้อธิบายถึง ศักยภาพในการสร้างงานและกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ ในขณะที่ยังสามารถรับมือกับความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศได้ พร้อมทั้ง ให้ความสำคัญกับการปรับเปลี่ยนแนวคิด เธอให้คำแนะนำว่า การจัดการกับสภาพภูมิอากาศอย่างมีประสิทธิภาพจะส่งเสริมนวัตกรรมและความก้าวหน้าได้ โดยไม่ต้องใช้เงินทุนจำนวนมาก นอกจากนี้ เธอยังสนับสนุนให้ลดการใช้พลังงานฟอสซิลและพลังงานที่ไม่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม           ด้วยประสบการณ์ในตลาดการเงิน Barrett ให้ความสำคัญของการสร้างแรงจูงใจในตลาดการลงทุนให้สอดคล้องกับเป้าหมายความยั่งยืน เขาได้แบ่งปันความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมาในการรับมือกับความยั่งยืน โดยกล่าวถึง การขับเคลื่อนเศรษฐกิจของสถาบันการเงินว่า "ตลาดการเงินขับเคลื่อนโดยความต้องการที่จะทำกำไร ไม่ว่าจะเป็นสำหรับผู้ถือหุ้นหรือนักลงทุน" Barrett ยังเน้นย้ำถึง ความจำเป็นที่รัฐบาลต้องสร้างกรอบระเบียบที่สามารถบังคับใช้ได้ โดยระบุว่า การสร้างแรงจูงใจเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อที่จะนำอิทธิพลของภาคส่วนนี้ เชื่อมโยงไปสู่การรับมือกับสภาพภูมิอากาศ           Barrett แสดงความกังวลเกี่ยวกับ การทำงานของหน่วยงานสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) โดยกล่าวว่า “โครงการ ESG กลายเป็นแค่การทำอย่างผิวเผิน” เขาเรียกร้องให้มีนโยบายที่เข้มงวดมากขึ้น เพื่อให้เกิดความรับผิดชอบจริง ๆ และมีผลกระทบที่สามารถวัดผลได้           ในการบรรยาย Barrett กล่างถึง ความเสี่ยงจากการไม่เป็นเอกภาพของทั่วโลก เขาเตือนว่า "หากอยากให้โครงการเหล่านี้ ประสบความสำเร็จ ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกัน มิฉะนั้น การลดการปล่อยก๊าซในบางพื้นที่ อาจถูกชดเชยด้วยการปล่อยก๊าซที่เพิ่มขึ้นในพื้นที่อื่น ๆ" คำเตือนของเขาชี้ให้เห็นว่า หากไม่มีความร่วมมืออย่างจริงจัง การรับมือกับปัญหาสภาพภูมิอากาศอาจไม่เกิดผล ขั้นตอนที่เป็นรูปธรรมจากรัฐบาล ภาคธุรกิจ และเอกชน ควรดำเนินการเพื่อสร้างอนาคตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน และจำเป็นต้องเป็นสิ่งที่สามารถทำได้และมั่นคงสำหรับทุกคน           หลังจากเสร็จสิ้นการบรรยาย ผู้ดำเนินรายการและผู้ร่วมบรรยายได้ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติม เพื่อขยายความเกี่ยวกับประเด็นเหล่านี้ โดยให้มุมมองที่หลากหลายเกี่ยวกับบทบาทการร่วมมือกันของภาครัฐบาล ภาคธุรกิจ และเอกชน  ในการรับมือกับความท้าทายด้านสภาพภูมิอากาศ บทบาทของรัฐบาล: นโยบายและการวางแผนเป็นสิ่งสำคัญ           ดร. Banu Demir Pakel ให้ความสำคัญของการศึกษา และการสร้างความตระหนักรู้ ในเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะบทบาทของรัฐบาลในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง “บทบาทของรัฐบาล คือ จุดเริ่มต้น” เธออธิบาย ถึงความจำเป็นในการให้ความรู้ เกี่ยวกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เธอชี้ให้เห็นถึง ความจำเป็นของนโยบาย ที่ไม่เพียงแค่สนับสนุนในภาคเอกชน แต่ยังต้องให้คำแนะนำกับผู้บริโภคด้วย โดยกล่าวว่า “นโยบายเป็นการดำเนินการที่ค่อนข้างซับซ้อน โดยรัฐบาลจะต้องเป็นแกนกลางขับเคลื่อนหลัก ในการวางแผนและชี้แนะการดำเนินการในทุกภาคส่วน”           เธอได้กล่าวต่อว่า "ภาคเอกชนต้องการแรงสนับสนุน เพื่อให้สามารถดำเนินการได้อย่างเต็มที่ เพราะพวกเขาจะมองแค่ระยะสั้น ดังนั้น การดำเนินการของภาคเอกชนจะต้องได้รับการเปลี่ยนแปลง และรัฐบาลมียังบทบาทที่สำคัญอีกหนึ่งอย่าง คือ การนำเสนอนโยบายที่เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของภาคเอกชนและผู้บริโภค" ภาษีคาร์บอน : สร้างการขับเคลื่อน           ดร. Chiavari พูดถึงบทบาทสำคัญในการแทรกแซงจากรัฐบาล โดยเฉพาะการเก็บภาษีคาร์บอน จะช่วยขยายการเติบโตทางเศรษฐกิจได้ เขาอธิบายว่า การนำต้นทุนที่เกิดจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมาคำนวณในราคาพลังงาน จะช่วยกระตุ้นให้ผู้บริโภคและนักลงทุนตัดสินใจอย่างมีความรับผิดชอบมากขึ้น จุดเปลี่ยนแปลงเรื่องราว : การเปลี่ยนผ่านที่เป็นบวก           ดร. Ranger แสดงความคิดเห็นต่อ ความท้าทายที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เกี่ยวกับการรับมือกับสภาพภูมิอากาศ โดยกล่าวว่า ปัญหาสำคัญมาจากการขาดความตระหนักรู้ “ตอนนี้เราพบปัญหาอย่างมาก และฉันคิดว่า หลายส่วนมาจากปัญหาด้านการรับรู้” เธอกล่าวต่อว่า “รัฐบาลมีบทบาทในการขับเคลื่อน แต่กลับเลือกทำในสิ่งที่ประชาชนต้องการ หากขาดการรับรู้ถึงประโยชน์ของการใช้พลังงานสะอาด ทั้งในเรื่องความมั่นคงด้านพลังงานและสุขภาพของประชาชน นี่อาจปัญหาหลัก ณ ตอนนี้”           ดร. Ranger วิจารณ์เกี่ยวกับ การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยนำเสนอถึงปัญหาที่บอกว่า นโยบายพลังงานสะอาดต้องใช้งบประมาณมหาศาล เธอกล่าวว่า “ฉันไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขปัญหาด้านพลังงาน ที่ต้องใช้งบประมาณมหาศาล เพราะมันไม่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐและไม่มีหลักฐานการลงทุนที่ชัดเจน แต่สิ่งที่เรารู้ตอนนี้ คือ วิธีที่เราจะรับมือกับปัญหานี้กำลังทำให้มันยาก โดยเฉพาะความไม่แน่นอนจากนโยบายของภาครัฐ ส่งผลให้การลงทุนชะลอตัวและเพิ่มต้นทุน ทั้งหมดนี้ แสดงให้เห็นว่า ถ้าเรามีนโยบายที่ถูกต้องและวางแผนที่ชัดเจนให้กับนักลงทุน การเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจที่ยั่งยืน ไม่เพียงแต่จะมีต้นทุนต่ำ และยังเป็นทางเลือกที่มีประโยชน์อย่างมาก”           เธอได้พูดถึง การลงทุนในพลังงานฟอสซิล และกล่าวว่า หากเปลี่ยนทิศทางการลงทุนเหล่านี้ ก็สามารถช่วยผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดีขึ้นได้ “ในทั่วโลกได้ใช้เงินจำนวนมากในการลงทุนพลังงานฟอสซิล—ประมาณ 5 – 7 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี ถ้าเราหยุดการซื้อพลังงานนี้ และนำเงินไปลงทุนในเทคโนโลยีพลังงานสะอาด เราก็มีโอกาสที่จะเปลี่ยนผ่านพลังงานเหล่านี้ได้”           เพื่อแก้ไขปัญหานี้ ดร. Ranger เรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงทัศนคติในสังคม เพื่อหาโอกาสที่เศรษฐกิจจะเติบโตจากการจัดการกับปัญหาสภาพภูมิอากาศ เธอยังกล่าวถึง บทบาทสำคัญของนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญในการช่วยปรับเปลี่ยนทัศนคติ โดยกล่าวว่า “เราต้องทำให้ผู้คนเห็นว่านี่ คือ การเปลี่ยนแปลงในทางบวก และนโยบายที่ดีจากภาครัฐ จะไม่ส่งผลกระทบต่อประชาชน อีกทั้งยัง ช่วยกระตุ้นให้เกิดการสร้างงานและนวัตกรรมใหม่ ๆ”           ดร. Ranger กล่าวสรุป โดยเรียกร้องให้รัฐบาลเปลี่ยนมุมมองใหม่ โดยกล่าวว่า “สิ่งที่ฉันอยากเห็น คือ รัฐบาลออกมาสนับสนุน และบอกว่า นี่คือสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น และจะเป็นประโยชน์กับประชาชนและนักลงทุนทุกคน” บทบาทของภาคธุรกิจและเอกชน: ความรับผิดชอบและนวัตกรรม           Barrett  มองว่า ภาคธุรกิจและภาคเอกชน มีบทบาทสำคัญในการต่อสู้กับปัญหาสภาพภูมิอากาศ โดยเขาชี้ให้เห็นว่า ภาคการเงินมีแนวโน้มที่จะมุ่งเน้นผลกำไรเป็นหลัก และจะไม่สามารถขับเคลื่อนการพัฒนาความยั่งยืนได้ หากไม่มีกรอบระเบียบที่ชัดเจน เขากล่าวว่า "ตลาดการเงินไม่สามารถทำเรื่องนี้ได้ จำเป็นต้องได้รับแรงจูงใจจากภาครัฐ" เขายังเสริมว่า หากภาคการเงินได้รับการชี้นำในทิศทางที่ถูกต้องและเริ่มมีความกระตือรือร้นเกี่ยวกับปัญหานี้ เราเชื่อว่าการผลักดันเรื่องนี้ จะประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน แต่ต้องการนโยบายที่ชัดเจน           แบเร็ตต์ ยังได้สะท้อนถึงบทบาทของประชาชน ในฐานะผู้ลงคะแนนเสียงและผู้บริโภค โดยเน้นว่า อำนาจเสียงของพวกเขา มีอิทธิพลอย่างมากต่อการกำหนดนโยบายและพฤติกรรมของบริษัท “นโยบายต้องทำให้ประชาชนเข้าใจ ถึงสิ่งที่พวกเขาต้องการ และสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับพวกเขา” เขากล่าวต่อว่า การให้ความสำคัญกับการปฏิบัติที่ยั่งยืนและการเรียกร้องให้ผู้กำหนดนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน จะทำให้ทุกภาคส่วนสามารถขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นได้           แม้ว่า Barrett จะวิจารณ์ลักษณะการทำงานของ ESG แต่เขาก็ยังมองในแง่บวกเกี่ยวกับศักยภาพของการเงิน "การเงินสามารถสร้างสรรค์นวัตกรรมได้อย่างเหลือเชื่อ" เขากล่าว "มันสามารถแก้ปัญหาได้จริงๆ แต่ต้องการแรงสนับสนุนที่ถูกต้องและการอธิบายอย่างตรงไปตรงมา ว่ามีความเสี่ยงอะไรบ้าง?" เขาเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงจากวงจรการเมืองที่มองถึงปัญหาระยะสั้นให้มองไปสู่การพัฒนาระยะยาว และกระตุ้นให้ทุกภาคส่วน เข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขวิกฤตทางสภาพภูมิอากาศ           รับชมซีรีส์สัมมนาฉบับเต็ม ในหัวข้อ "เศรษฐศาสตร์มหภาคและสภาพภูมิอากาศ" รวมถึงการบรรยายหลักและการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญต่างๆ ได้ที่ https://youtu.be/MD5vaMjQdkc ที่มา EBC Financial Group (EBC) 

BEM Art Contest เส้นทางแห่งความสุข…ศิลปะที่ทุกคนสร้างได้

BEM Art Contest เส้นทางแห่งความสุข…ศิลปะที่ทุกคนสร้างได้

          ศิลปะเป็นภาษาสากลที่สามารถใช้ถ่ายทอดการสร้างสรรค์ในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการวาด ภาพถ่าย การแสดง หรืออื่นๆ เพื่อให้เกิดการตีความทั้งตามที่ศิลปินต้องการจะสื่อสาร หรือปล่อยให้ผู้ชมได้ มีอิสระในการจินตนาการ เมื่อเร็วๆ นี้ บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM ได้จัดการประกวดวาดภาพสีน้ำ BEM Art Contest ครั้งที่ 2 ภายใต้แนวคิด “ศิลปะของการเดินทาง” โดยร่วมกับพันธมิตร ได้แก่ การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.), บริษัท แบงคอก เมโทร    เน็ทเวิร์คส์ จำกัด (BMN), บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) หรือ CK และ เครือข่ายสมาคมสีน้ำโลก IWS ประเทศไทย เพื่อส่งเสริมให้ทุกคนได้มีโอกาสถ่ายทอดความรู้สึกที่มีต่อการเดินทาง ความประทับใจที่มีต่อการใช้บริการทางพิเศษและรถไฟฟ้า           อาจารย์บันชา ศรีวงศ์ราช ประธานเครือข่ายสีน้ำนานาชาติแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะกรรมการการประกวดได้ให้ความเห็นว่า “ในช่วง 4-5 ปีมานี้ มีนักเรียนพัฒนาฝีมือได้มากขึ้นจากการเข้าร่วมแข่งขันในเวทีต่างๆ โดยเฉพาะผู้เข้าแข่งขันที่อยู่ต่างจังหวัด มีการเตรียมตัวก่อนล่วงหน้า บางทีเป็นการช่วยกันฝึกระหว่างรุ่นพี่และรุ่นน้อง ทำให้เกิดพัฒนาการเชิงกลุ่ม ซึ่งสาเหตุที่กำหนดแนวคิดการประกวดในครั้งนี้ว่า           ศิลปะของการเดินทาง เพราะการเดินทางของคนเราเต็มไปด้วยเรื่องราวและความทรงจำ จึงต้องการส่งเสริมให้ทุกคนได้มีโอกาสถ่ายทอดเรื่องราวเหล่านั้นออกมาเป็นผลงานศิลปะ ยิ่งไปกว่านั้น ทุกคนมีความเป็นศิลปินในตัวเอง เพราะพัฒนาการแรกนั้นเราเริ่มต้นจากการขีดเขียนก่อนที่จะเริ่มอ่านหนังสือ แม้ว่าเมื่อโตขึ้นมาอาจจะเลือกเส้นทางสายอาชีพอื่น เช่น แพทย์ วิศวกร หรือทำงานบริษัท แต่รายละเอียดของความเป็นศิลปินก็ยังคงอยู่กับเราเสมอ”           ผู้ชนะเลิศการประกวดประเภทประชาชนทั่วไปในครั้งนี้ คือ นายพัชรพล สารภี วิทยาลัยเพาะช่าง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ สาขาวิชาศิลปศึกษา ซึ่งได้เล่าถึงความรู้สึกว่า “ตื่นเต้นมากที่ได้มาร่วมงานประกวดกับ BEM เพราะเป็นการกลับมาแข่งขันอีกครั้งหลังจากที่ไม่ได้แข่งมานานตั้งแต่สมัยเรียน ปวช. ตอนแรกคิดเพียงอยากท้าทายฝีมือตัวเอง แต่เมื่อประกาศผลก็ประหลาดใจและดีใจมาก เพราะผู้เข้าร่วมการแข่งขันท่านอื่นๆ แต่ละคนก็มีฝีมือดีมาก จุดที่ยากที่สุดในการวาดภาพนี้คือการสร้างมิติให้กับส่วนที่โค้ง ซึ่งพยายามนำเทคนิคที่อาจารย์บันชาแนะนำมาปรับใช้ โดยเน้นให้ภาพส่วนที่อยู่ไกลมีความนุ่ม ฟุ้ง หลังจากนี้จะพัฒนาฝีมือให้เข้มข้นมากขึ้น และฝากถึงผู้ที่กำลังสนใจการวาดภาพด้วยสีน้ำว่าให้ลองเปิดใจและลงมือทำ เพื่อให้ตัวเองได้มีโอกาสเรียนรู้ หากมั่นใจว่าชอบในเส้นทางนี้ก็เดินหน้าต่อไปได้เลย” ส่วนผู้ที่ได้รับรางวัลอื่นๆ ในประเภทประชาชนทั่วไป ได้แก่ รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 นายอภิณัฏท์ สมภักดี รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 2 นายจักรินทร์ พิมพ์ศิริ รางวัลชมเชยนายอดิศักดิ์ สาลีนาค และนายทศพล อายุสุข           ด้าน นายพุฒธิกร นวมารค นักเรียนชั้น ม.5  โรงเรียนสาธิตศิลปากร ผู้ชนะเลิศประเภทมัธยมศึกษาตอนปลาย เล่าว่า “โจทย์ที่ได้ในการแข่งขันรอบนี้มีความแตกต่างมากจากภาพต้นแบบในรอบคัดเลือก ทำให้ต้องเก็บรายละเอียดการวาด และใช้เวลามากขึ้น มีการนำคำแนะนำของอาจารย์บันชามาใช้ในส่วนของการพักระยะและเก็บรายละเอียดหน้าให้ชัด การเข้าร่วมกิจกรรมนี้ทำให้ได้ประสบการณ์ที่ดีมาก เพราะได้เห็นบรรยากาศ ได้พบกับผู้เข้าแข่งขันฝีมือดีหลายคน ทำให้เห็นว่ามีผู้ที่รักงานศิลปะอยู่เป็นจำนวนมาก”           นอกจากนี้ ยังมีผู้ที่ได้รับรางวัลอื่นๆ ในประเภทนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ได้แก่ รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 1 นางสาวสุรัตนาวีร์  ใจมั่นคง, รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 2  นางสาวธัญญารัตน์ ผ่องใสฤทธิรงค์ รางวัลชมเชย นายศุภกร ปัญญาสงค์ และนางสาวศศิกัญญา สุขหิรัญ           สำหรับคณะกรรมการกิตติมศักดิ์ทั้ง 5 ท่านของการประกวด BEM Art Contest ครั้งที่ 2 นอกจาก อาจารย์บันชา ศรีวงศ์ราช  แล้วยังได้รับเกียรติจากท่านผู้ทรงคุณวุฒิอื่นๆ ได้แก่ รศ.ดร.พีระพงษ์ กุลพิศาลค์ ประธานหลักสูตรครุศาสตร์ มหาบัณฑิต สาขาศิลปศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา, ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จักรพงษ์ แพทย์หลักฟ้า อาจารย์ประจำสาขาวิชาศิลปศึกษาคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, อาจารย์เกียรติศักดิ์ ล้วนมงคล อาจารย์ประจำสาขาวิชาศิลปศึกษาภาคหลักสูตรและการสอน มหาวิทยาลัยรามคำแหง / ที่ปรึกษาของเครือข่ายสมาคม IWS THAILAND และ อาจารย์ธีรพงศ์ เสรีสำราญ นักวิจัยอิสระและที่ปรึกษาด้าน สุนทรียศาสตร์และปรัชญาศิลปะ ของเครือข่ายสมาคม IWS THAILAND           ผู้ที่สนใจกิจกรรมดีๆ จาก BEM สามารถติดตามรายละเอียดได้ทาง Facebook (เฟซบุ๊ก) และ X (เอ็กซ์) BEM Bangkok Expressway and Metro / Instagram (อินสตาแกรม) : mrt_bangkok และ Mobile Application (โมบายแอปพลิเคชัน) : Bangkok MRT [PR News]

[ภาพข่าว] พีที จับมือกรมแรงงานจังหวัด กระทรวงแรงงาน ช่วยน้ำท่วมภาคใต้

[ภาพข่าว] พีที จับมือกรมแรงงานจังหวัด กระทรวงแรงงาน ช่วยน้ำท่วมภาคใต้

           บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) หรือ PTG ร่วมกับกรมแรงงานจังหวัด กระทรวงแรงงาน พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ เป็นตัวแทนส่งมอบน้ำดื่ม ขนาด 1,500 CC จำนวน 99,900 ขวด เพื่อเป็นการช่วยเหลือพี่น้องผู้ประสบอุทกภัยน้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ 5 จังหวัด ระหว่างวันที่ 5 - 9 ธันวาคม 2567 ได้แก่  สำนักงานแรงงาน จังหวัดนครศรีธรรมราช 3,400 แพ็ค (20,400 ขวด)  สำนักงานแรงงานจังหวัดสงขลา 3,350 แพ็ค (20,100 ขวด) สำนักงานแรงงานจังหวัดนราธิวาส 3,300 แพ็ค (19,800 ขวด)  สำนักงานแรงงานจังหวัดปัตตานี จำนวน 3,300 แพ็ค (19,800 ขวด) สำนักงานแรงงานจังหวัดยะลา จำนวน 3,300 แพ็ค (19,800 ขวด)            ทั้งนี้ทางแรงงานจังหวัดจะนำไปแจกจ่ายให้แก่ผู้ประสบอุทกทัยต่อไป ซึ่ง PTG ในนามสถานีบริการน้ำพีที และ กรมแรงงาน กระทรวงแรงงาน ขอเป็นกำลังใจให้พี่น้องผู้ประสบอุทกภัยทุกท่าน ขอให้เหตุการณ์กลับสู่สภาวะปกติโดยเร็ว

MAJOR ร่วมกับ ททท. - เป๊ปซี่  จัดงานพรมแดง “CineAsia 2024 RECEPTION NIGHT”

MAJOR ร่วมกับ ททท. - เป๊ปซี่ จัดงานพรมแดง “CineAsia 2024 RECEPTION NIGHT”

          หุ้นวิชั่น - เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป ร่วมกับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)  และ บริษัท ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค เบเวอเรจ (ประเทศไทย) จำกัด เป็นเจ้าภาพจัดงานพรมแดง “CineAsia 2024 RECEPTION NIGHT” ซึ่งเป็นการจัดอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ตั้งแต่ปี 2565 - 2567 ถือเป็นการตอกย้ำว่าประเทศไทยมีศักยภาพ มีความพร้อมในการต้อนรับผู้ประกอบการอุตสาหกรรมภาพยนตร์จากนานาชาติกว่า 1,500 คน จาก 30 ประเทศ ที่เดินทางมาร่วมงาน “CineAsia 2024” ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 9 – 12 ธันวาคม 2567 ณ โรงภาพยนตร์ไอคอน ซีเนคอนิค และทรูไอคอน ฮอลล์ สอดคล้องกับนโยบายของ ททท. ที่ผลักดันให้ผู้สร้างภาพยนตร์ต่างประเทศนำเงินเข้ามาลงทุนถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในไทยมากขึ้น เพื่อสร้างงานให้กับคนในวงการอุตสาหกรรมภาพยนตร์และภาคธุรกิจ รวมทั้งนำเสนอนวัตกรรมใหม่ๆ ของโลกภาพยนตร์           วิชา พูลวรลักษณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน) หรือ MAJOR กล่าวว่า เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป ได้รับเกียรติจากผู้ประกอบการอุตสาหกรรมภาพยนตร์กว่า 30 ประเทศ เดินทางมาร่วมประชุมงาน “CineaAsia 2024” ครั้งที่ 29 ซึ่งจัดขึ้นที่ประเทศไทย โดย ฟิล์ม เอ็กซ์โป กรุ๊ป ผู้จัดงาน ได้ให้ความสนใจโรงภาพยนตร์ไอคอน ซีเนคอนิค เป็นสถานที่ในการประชุมต่อเนื่องถึง 3 ปีซ้อน เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป ในฐานะเจ้าบ้านรู้สึกเป็นเกียรติและภาคภูมิใจเป็นอย่างมาก พร้อมต้อนรับ ผู้บริหาร, นักธุรกิจ, สตูดิโอภาพยนตร์, ผู้จัดจำหน่ายภาพยนตร์ และบุคลากรในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ กว่า 1,500 คน จาก 30 ประเทศ อาทิ สหรัฐอเมริกา, ญี่ปุ่น, จีน, เกาหลีใต้, มาเลเซีย และ อินเดีย           การจัดงาน CineAsia นอกจากจะเป็นงานที่รวมตัวของผู้ประกอบการในธุรกิจภาพยนตร์และธุรกิจโรงภาพยนตร์ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ความพิเศษของงานนี้ทุกคนรอคอย คือ World Expo การจัดนิทรรศการระดับโลกที่นำเสนอนวัตกรรมในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ที่ล้ำสมัยที่สุดของโลกจะมารวมตัวกัน    ในงานนี้ การนำเสนอภาพยนตร์ในปี 2025 จากสูตดิโอชั้นนำ ซึ่งทุกค่ายพร้อมนำเสนอเป็นไฮไลท์ การมอบรางวัลให้กับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ นอกจากนี้ งาน CineAsia ยังเป็นงานใหญ่ประจำปี     ที่เป็นเวทีพิเศษให้ผู้ซื้อและผู้ขายภายในอุตสาหกรรมได้แลกเปลี่ยนความรู้และความก้าวหน้าของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ ที่ตอกย้ำความแข็งแกร่งของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ที่ไม่มีวันหายไปจากวิถีชีวิตของผู้คนทุกยุคทุกสมัย แม้ที่ผ่านมาจะผ่านวิกฤติต่าง ๆ เรียกได้ว่า Cinema Never Die ภาพยนตร์ไม่มีวันหายไป           สำหรับงานเลี้ยงพรมแดง “CineAsia 2024 RECEPTION NIGHT” ได้รับเกียรติจาก วิชา พูลวรลักษณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน) พร้อมด้วย นิธี สีแพร รองผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ด้านดิจิทัลวิจัยและพัฒนา และ บุญชัย อัศวฤทธิพรหม์ ผู้อำนวยการฝ่ายขาย บริษัท ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค เบเวอเรจ (ประเทศไทย) จำกัด เป็นประธานในงาน โดยมี แอนดรูว์ ซันไชน์ จาก ซีนีเอเชีย, ดร.มัน-นาง ชอง จาก จีดีซี เทคโนโลยี และ ริชาร์ด เกลฟอนด์ ซีอีโอ IMAX  มาร่วมงานด้วย นอกจากนี้ยังมีเหล่านักแสดงที่ให้เกียรติมาร่วมงานในปีนี้ทั้ง ผู้สร้าง ผู้กำกับ นักแสดง นางงาม เข้าร่วมงานพรมแดงกันอย่างคับคั่ง อาทิ นัท มีเรีย, อเล็กซ์ อเล็กซานเดอร์ บัคแลนด์, จีซัง อคิรา คิม, ได๋ ไดอาน่า จงจินตนาการ, โอปอล สุชาตา ช่วงศรี รองอันดับ 3 Miss Universe 2024, ซูริ สุริศา ซูซานน่า เรโนล รองอันดับ 1 มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2024, ไหมไทย สุริยะยรรยง รองอันดับ 4 มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2024 รวมทั้งนักแสดงจากภาพยนตร์วัยเป้ง นักเลงขาสั้น 2 และ ธี่หยด 2 ณ นภาลัย เทอเรส ไอคอนสยาม           นอกจากนี้ ในงาน CineAsia 2024 เครื่องดื่มเป๊ปซี่ โดย บริษัท ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค เบเวอเรจ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดโมเมนต์ความซ่าสุดพิเศษที่ยกขบวนมาปลดล็อกพลังซ่าที่ซ่อนเร้นในตัวคุณไปกับ “เป๊ปซี่ อิเล็กทริก ไม่มีน้ำตาล กลิ่นซิตรัส” (Pepsi Electric Zero Sugar - Citrus Flavor) กับความอร่อย ซ่า ทะลุพิกัด ด้วยเครื่องดื่มอัดลมโคล่าสีฟ้าสุดโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ ผสานรสชาติสุดเริ่ดที่ทั้งซ่า สดชื่น หวานนิดเปรี้ยวหน่อย และหอมกลิ่นซิตรัสแบบจัดเต็ม ที่ออกมาในโอกาสพิเศษให้ได้ลิ้มลองกัน รวมทั้งยังดับเบิ้ลความพิเศษขึ้นไปอีกขั้น เพราะได้นำเป๊ปซี่ อิเล็กทริก ไม่มีน้ำตาล กลิ่นซิตรัส มาสร้างสรรค์เป็นเครื่องดื่มมิกซ์ โซโลจี้ (Mixology) สุดพิเศษ สำหรับผู้ประกอบการที่มาร่วมงาน CineAsia ตั้งแต่วันที่ 9 -12 ธันวาคม 2567 [PR News]

ปตท. เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จฯ ไปทรงเปิดสวน “เปรมประชาวนารักษ์”

ปตท. เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จฯ ไปทรงเปิดสวน “เปรมประชาวนารักษ์”

          หุ้นวิชั่น - วันนี้ (10 ธ.ค. 2567) - พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วย สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดสวนสาธารณะเฉลิมพระเกียรติ “เปรมประชาวนารักษ์” ซึ่ง บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) จัดสร้างเนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๖ รอบ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๖๗ และทอดพระเนตรนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ “ชลวิถีธีรพัฒน์” ณ พื้นที่ถนนกำแพงเพชร 6 แนวขนานคลองเปรมประชากร โดยมี คณะองคมนตรี ผู้บัญชาการเหล่าทัพ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยคณะรัฐมนตรี นายฉัตรชัย พรหมเลิศ ประธานกรรมการ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) นายคงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ปตท. พร้อมคณะผู้บริหาร ข้าราชการ พนักงาน หน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน ผู้บริหารและพนักงานกลุ่ม ปตท. และประชาชนทุกหมู่เหล่า เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จ          นายคงกระพัน อินทรแจ้ง เปิดเผยว่า ปตท. ร่วมกับหน่วยราชการในพระองค์ พร้อมภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ ภาคเอกชน และประชาชนในพื้นที่ รับสนองพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ด้วยน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยในการดำเนินโครงการพระราชดำริตามพระบรมราโชบายด้านการพัฒนาสายน้ำ คูคลอง สิ่งแวดล้อมเมือง และคุณภาพชีวิตประชาชน จึงร่วมกันพัฒนาโครงการคลองเปรมประชากรให้มีความมั่นคง มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และร่วมพัฒนาพื้นที่ถนนกำแพงเพชร 6 แนวขนานคลองเปรมประชากร เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร โดย ปตท. จัดสรรพื้นที่จำนวน 10 ไร่ ซึ่งจากเดิมเป็นพื้นที่รกร้างว่างเปล่า นำมาออกแบบจัดสร้างเป็นสวนสาธารณะ บอกเล่าถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ต่อประชาชน ใช้เวลาสร้างจนแล้วเสร็จประมาณ 5 เดือน ตั้งแต่ มีนาคม - กรกฎาคม 2567 ซึ่งภายในสวน ประกอบด้วย สวนสาธารณะ อาคารนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ ‘ชลวิถีธีรพัฒน์’ และท่าเรือ จนวันนี้กลายเป็นสวนสาธารณะเพื่อให้ประชาชนได้ใช้ประโยชน์ ทั้งเป็นพื้นที่สีเขียวสำหรับพักผ่อนหย่อนใจ พื้นที่สันทนาการ เชื่อมโยงวิถีชุมชนโดยรอบ และมีเส้นทางสัญจรที่เชื่อมต่อระบบล้อ (ถนนวิภาวดีรังสิต) ราง (สถานีรถไฟฟ้าสายสีแดง-ทุ่งสองห้อง) เรือ (คลองเปรมประชากร) และทางอากาศ ในโอกาสอันเป็นมงคลยิ่ง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานชื่อสวนแห่งนี้ว่า “เปรมประชาวนารักษ์” อันหมายถึง สวนที่นำความสุขและความเบิกบานใจมาสู่ประชาชน โดยได้รับการดูแลรักษาด้วยความรัก และพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เชิญตราสัญลักษณ์งานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๖ รอบ   ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๖๗ ไปประดิษฐานที่ป้ายชื่อสวนสาธารณะ พร้อมกับทรงปลูกต้นประดู่ป่า จำนวน 1 ต้น ซึ่งเพาะเมล็ดจากต้นประดู่ป่าที่ทรงปลูกต้นที่ 100 ล้าน ณ แปลงปลูกป่า FPT 49 ในโครงการปลูกป่าถาวรเฉลิม  พระเกียรติฯ ของ ปตท. ต.ลำนางแก้ว อ.ปักธงชัย จ.นครราชสีมา เมื่อปี 2540 และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงปลูกต้นพิกุล จำนวน 1 ต้น เพื่อเป็นสิริมงคล เสริมส่งความร่มเย็นในพื้นที่สวนแห่งนี้ จากนั้น เสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรอาคารนิทรรศการ “ชลวิถีธีรพัฒน์” การพัฒนาสายน้ำของผู้เป็นปราชญ์แห่งแผ่นดิน นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติเผยแพร่โครงการในการสืบสาน รักษา ต่อยอด การแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิต บรรเทาความเดือดร้อนของราษฎร ผ่านการนำเสนอโครงการพระราชดำริตามพระบรมราโชบาย โครงการพัฒนาแหล่งน้ำ 10 โครงการทั่วประเทศ ได้แก่ โครงการพัฒนาคลองเปรมประชากร  โครงการพัฒนาถนนวิภาวดีรังสิต โครงการพัฒนาคูคลองในเกาะรัตนโกสินทร์และคลองรอบกรุง โครงการพัฒนาสระบ่อดินขาว จังหวัดนครสวรรค์  โครงการจัดหาน้ำบาดาลขนาดใหญ่แก้ปัญหาภัยแล้งอันเนื่องมาจากพระราชดำริ โครงการพัฒนาบึงสีไฟ จังหวัดพิจิตร โครงการพัฒนาบึงบอระเพ็ด จังหวัดนครสวรรค์  โครงการพัฒนาหุบกะพง จังหวัดเพชรบุรี โครงการพัฒนาคลองแม่ข่า จังหวัดเชียงใหม่  และ โครงการพัฒนาเกาะสีชัง จังหวัดชลบุรี ต่อจากนั้น ทอดพระเนตรนิทรรศการกลางแจ้ง “สายธารพระบารมีจักรีวงศ์” ร้อยเรียงเรื่องราวของ ปตท. บนเส้นทางการสนองแนวพระราชดำริ เพื่อพัฒนาสิ่งแวดล้อม สังคม ชุมชน และการแสดงละครเพลง “สายนทีแห่งราชัน เดอะ มิวสิคัล” ละครเพลงชีวิตริมสายน้ำที่ดีขึ้นจากพระมหากรุณาธิคุณ โดยความร่วมมือของ ศิลปินแห่งชาติ และ ศิลปินศิลปาธร ผสมผสานด้วยการบรรเลงจากวงดนตรี รอยัล แบงค์คอก ซิมโฟนี ออร์เคสตร้า (Royal Bangkok Symphony Orchestra: RBSO) และนักแสดงกว่า 60 ชีวิต พร้อมด้วยมัลติมีเดียพิเศษ 3D Mapping เต็มรูปแบบ          ปตท. ยังคงมุ่งมั่นพัฒนาโครงการเพื่อสังคม สืบสานพระราชปณิธาน ด้วยวิสัยทัศน์ในการดำเนินธุรกิจ ควบคู่กับการดูแลสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทย ให้เติบโตเคียงข้างกันอย่างมั่นคง ยั่งยืนสืบไป

[ภาพข่าว] TOP รวมพลังจิตอาสา ฟื้นฟูทะเลเกาะสีชังครบวงจร

[ภาพข่าว] TOP รวมพลังจิตอาสา ฟื้นฟูทะเลเกาะสีชังครบวงจร

           เมื่อเร็วๆ นี้ คุณถิรยุทธ ลิมานนท์ ผู้จัดการฝ่ายกิจการสัมพันธ์ และคุณกรภัทร ลิมปพยอม ผู้จัดการฝ่ายกิจการองค์กรและความยั่งยืน บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) ร่วมกิจกรรมกับพนักงานจิตอาสาของสายงานด้านกำกับองค์กรและกิจการสัมพันธ์ อำเภอเกาะสีชัง เทศบาลตำบลเกาะสีชัง สำนักงานประมงจังหวัดชลบุรี และโรงเรียนเกาะสีชัง ภายใต้แนวคิด “โครงการคุณริเริ่ม...เราเติมเต็ม ปี 4” ณ ศูนย์เรียนรู้ธนาคารสัตว์ทะเลเกาะสีชัง อ.เกาะสีชัง จ.ชลบุรี โดยได้ดำเนินกิจกรรมจิตอาสาทำซั้งเชือก (บ้านปลา) เพื่อเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำตัวอ่อนร่วมกับสำนักงานประมงอำเภอเกาะสีชัง พร้อมส่งมอบซั้งเชือกดังกล่าวให้กับกลุ่มประมงเกาะสีชัง โดยมี คุณพัฒนา เกตุแก้ว รองนายกเทศมนตรีตำบลเกาะสีชัง เป็นผู้รับมอบ            นอกจากนี้ บริษัทฯ และพนักงานจิตอาสายังได้ร่วมปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำและปลูกปะการังอ่อน เพื่อเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพและฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของทะเล รวมถึงร่วมกิจกรรมสร้างสรรค์โดยนำเศษเปลือกหอยมาใช้แทนปูนและแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เพื่อส่งเสริมการใช้ทรัพยากรคุ้มค่า อีกด้วย  

A5 สนับสนุน AYDA Thailand 2024 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2

A5 สนับสนุน AYDA Thailand 2024 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2

          หุ้นวิชั่น - บมจ.แอสเซท ไฟว์ กรุ๊ป จำกัด เดินหน้าสนับสนุนนักออกแบบรุ่นใหม่ ผ่านเวทีการประกวดผ่านเวที “AYDA Thailand 2024" ซึ่งจัดขึ้นโดยบริษัท นิปปอนเพนต์ เดคโคเรทีฟ โคทติ้ง (ประเทศไทย) ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ภายใต้แนวคิด “สร้างสรรค์พื้นที่แห่งความสุขที่เข้าใจผู้ใช้งานอย่างแท้จริง”           นายศุภโชค ปัญจทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอสเซท ไฟว์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ A5 กล่าวถึงการสนับสนุนครั้งนี้ว่า “A5 ให้ความสำคัญกับการศึกษาและการออกแบบ เพราะเราเชื่อว่าทั้งสองสิ่งนี้คือหัวใจสำคัญในการสร้างบ้าน การออกแบบที่ดีต้องไม่เพียงแค่สร้างความสวยงาม แต่ยังต้องตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้งาน สร้างความสุขให้กับผู้อยู่อาศัย และสะท้อนถึงวิถีชีวิตที่เปี่ยมคุณค่า นี่คือแนวทางที่เราใช้ในธุรกิจของ A5 เรามุ่งมั่นที่จะสนับสนุนนักออกแบบรุ่นใหม่ให้เติบโตไปด้วยคุณภาพ พร้อมสร้างแรงบันดาลใจให้ก้าวสู่เวทีระดับโลก และที่สำคัญ A5 ยังมองว่านักออกแบบรุ่นใหม่เปรียบเสมือนเมล็ดพันธุ์ต้นกล้าที่ดี ซึ่งเราต้องช่วยดูแล สนับสนุน และปลูกฝังศักยภาพ เพื่อให้เติบโตเป็นกำลังสำคัญในอุตสาหกรรมการออกแบบ และสร้างสรรค์ผลงานที่มีคุณภาพในอนาคต” ในปีนี้ AYDA Thailand 2024 ได้รับการตอบรับจากเยาวชนทั่วประเทศเป็นอย่างดี โดยมีนักศึกษาจากสาขาสถาปัตยกรรมและการออกแบบตกแต่งภายในส่งผลงานเข้าประกวดกว่า 700 ชิ้น ซึ่งผ่านการคัดเลือกจนเหลือ 20 ผลงานสุดท้ายต่อสาขา เพื่อสะท้อนแนวคิดการออกแบบแห่งปี “CONVERGE: GLOCAL DESIGN SOLUTIONS” ที่ผสมผสานแนวคิดท้องถิ่นและระดับโลกเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ทั้งในเชิงพื้นที่และการแก้ปัญหาในระดับสากล           ผู้ชนะรางวัล A5 Best Design ประจำปี 2567           ประเภท Architect Design ได้แก่นายชญานนท์ ชิณวงค์ กับผลงาน Grow from the earth…. Return to the earth ได้รับทุนการศึกษามูลค่า 25,000 บาท           ประเภท Interior Design ได้แก่ นางสาววสมน พัฒโนภาษ กับผลงาน คารม คม คราม ได้รับทุนการศึกษามูลค่า 25,000 บาท นายศุภโชค กล่าวเพิ่มเติมว่า “A5 ภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนเยาวชนไทยที่มีความสามารถ ผ่านรางวัล A5 Best Design ซึ่งมอบให้กับผลงานที่โดดเด่นในด้านการสร้างสรรค์พื้นที่แห่งความสุขที่เข้าใจผู้ใช้งานจริง เราหวังว่ารางวัลนี้จะเป็นแรงผลักดันให้เหล่านักออกแบบรุ่นใหม่ได้พัฒนาศักยภาพ และสร้างผลงานที่เปี่ยมไปด้วยคุณค่าเพื่อสังคม พร้อมทั้งก้าวสู่เวทีระดับโลกในอนาคต” การสนับสนุน AYDA Thailand 2024 ตอกย้ำจุดยืนของ A5 ในการเป็นผู้นำที่ไม่เพียงสร้างสรรค์โครงการอสังหาริมทรัพย์ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค แต่ยังสนับสนุนการศึกษาและบุคลากรรุ่นใหม่ในสายงานออกแบบ เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนและเปี่ยมคุณภาพ

GULF จัดกิจกรรม “พาน้องเรียนรู้แปลงนาสาธิต”

GULF จัดกิจกรรม “พาน้องเรียนรู้แปลงนาสาธิต”

           บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF จัดกิจกรรม “พาน้องเรียนรู้แปลงนาสาธิต” ณ ศูนย์การเรียนรู้เกษตรและแปลงนาสาธิต โรงไฟฟ้าหนองแซง จ.สระบุรี โดยมีตัวแทนนักเรียนและคุณครูจากโรงเรียนวัดหนองทางบุญมาร่วมทำกิจกรรม อาทิ การเกี่ยวข้าว, การนวดข้าว, ทำอาหารไก่ไข่, การเก็บไข่ไก่, ทำปุ๋ยมูลไส้เดือน และการทำอาหารจากพืชผักปลอดสารพิษ โดยกิจกรรมนี้มีเป้าหมายเพื่อเป็นจุดเริ่มต้นให้เยาวชนได้เรียนรู้เกี่ยวกับวิถีเกษตรอินทรีย์ และการทำเกษตรแบบหมุนเวียน (Circular Farming) รวมไปถึงปลูกฝังเรื่องการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อเป็นการรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน และช่วยลดโลกร้อนได้อีกด้วย            นายกรชนะ มีสมศักดิ์ นักวิชาการเกษตร ประจำศูนย์การเรียนรู้เกษตรและแปลงนาสาธิต โรงไฟฟ้าหนองแซง กล่าวว่า “จากจุดเริ่มต้นที่ศูนย์การเรียนรู้เกษตรและแปลงนาสาธิต เป็นเสมือนต้นแบบทางการเกษตรให้กับชาวบ้านและชุมชนรอบๆ โรงไฟฟ้า ว่าเกษตรกรรมและโรงไฟฟ้าสามารถอยู่ร่วมกันได้โดยไม่สร้างผลกระทบแล้วนั้น ทุกวันนี้ยังเป็นห้องเรียนนอกสถานที่ให้กับคนในพื้นที่หรือผู้ที่สนใจ ได้มาศึกษาเรียนรู้เกี่ยวกับวิถีการเกษตรอีกด้วย โดยวันนี้ได้จัดกิจกรรมฐานการเรียนรู้ทางเกษตรให้กับเด็กๆ 4 ฐาน คือ 1.การเรียนรู้วิถีของชาวนา ผ่านการเกี่ยวข้าว สีข้าว และนวดข้าวแบบดั้งเดิม ฐานที่ 2 นำวัตถุดิบที่ได้จากการสีข้าว เช่น รำข้าว และปลายข้าว มาทำอาหารไก่ไข่ รวมไปถึงเก็บไข่ไก่ และฐานที่ 3 คือฐานให้ความรู้วิธีการทำปุ๋ยมูลไส้เดือน ฐานที่ 4 คือเก็บผักปลอดสารพิษมาทำอาหาร โดยปุ๋ยที่ใช้ปลูกผักก็คือปุ๋ยมูลไส้เดือนที่ทำเองในแปลงนาสาธิต โดยน้องๆ นักเรียนจะได้รับความรู้เรื่องวิถีชาวนาแบบดั้งเดิม เกษตรอินทรีย์ และการเกษตรแบบหมุนเวียน  (Circular Farming) ผ่านกิจกรรมเหล่านี้ โดยกัลฟ์จะยังคงพัฒนาต่อยอดแปลงนาสาธิต แห่งนี้อย่างต่อเนื่อง และพร้อมเรียนรู้เติบโตไปกับเยาวชนและชุมชนอย่างยั่งยืน”            ด.ญ.แพรไหม สุขธรรมา นักเรียนชั้น ป.5 โรงเรียนวัดหนองทางบุญ กล่าวว่า “วันนี้ได้เรียนรู้เรื่องการเกี่ยวข้าว, การเก็บไข่ไก่, วิธีการทำปุ๋ยมูลไส้เดือน และทำอาหารจากผักปลอดสารพิษ โดยหนูชอบฐานกิจกรรมการทำอาหารไก่และเก็บไข่ไก่ที่สุด เพราะสามารถนำไปต่อยอดได้ทั้งที่บ้าน ที่โรงเรียน และในชุมชนได้ด้วย ขอบคุณพี่ๆ จากบริษัทกัลฟ์ที่จัดกิจกรรมฐานให้ความรู้ผ่านกิจกรรมในวันนี้ ที่นอกจากจะสนุกแล้วยังได้ความรู้อีกด้วย”            ศูนย์การเรียนรู้เกษตรและแปลงนาสาธิต โรงไฟฟ้าหนองแซง ริเริ่มจากความมุ่งมั่นของกัลฟ์ที่จะสร้างพื้นที่เกษตรอินทรีย์ต้นแบบบนพื้นที่รอบโรงไฟฟ้าที่อยู่ร่วมกับชุมชนได้อย่างยั่งยืน โดยปัจจุบันดำเนินการมานานกว่า 9 ปีแล้ว นับตั้งแต่ก่อตั้งโรงไฟฟ้าหนองแซงเมื่อปี 2558 บนพื้นที่ 42 ไร่ ซึ่งได้พัฒนาเป็นแหล่งเรียนรู้เกษตรให้กับชุมชนรอบข้างที่ส่วนใหญ่ทำอาชีพเกษตรกรรม โดยมุ่งเน้นการทำเกษตรอินทรีย์ ไม่ใช้สารเคมี เน้นจัดการพื้นที่และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ลดการสร้าง PM 2.5 พร้อมทั้งต่อยอดให้เป็นโครงการต้นแบบของเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ด้านการเกษตร เพื่อสร้างองค์ความรู้ใหม่ๆ และถ่ายทอดไปยังชุมชนในพื้นที่ต่อไป ติดตามข่าวสารของกัลฟ์ได้ที่ เฟซบุ๊กแฟนเพจ GULF Spark:  https://www.facebook.com/GULFSPARK.TH/ และ ช่องทาง Tiktok: https://www.tiktok.com/@GULFspark

[ภาพข่าว] “ตลาดหลักทรัพย์ฯ มอบหนังสือพัฒนาทักษะ พร้อมโต๊ะเทเบิลเทนนิส

[ภาพข่าว] “ตลาดหลักทรัพย์ฯ มอบหนังสือพัฒนาทักษะ พร้อมโต๊ะเทเบิลเทนนิส

          นายรองรักษ์ พนาปวุฒิกุล รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานกฎหมาย และบริหารกิจกรรมเพื่อสังคม ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มอบชุดหนังสือเสริมสร้างทักษะการอ่านและพัฒนาทักษะสมอง (Executive Functions) เพิ่มโอกาสการเรียนรู้ให้กับนักเรียนและชุมชน รวมทั้งโต๊ะเทเบิลเทนนิส พร้อมอุปกรณ์ เพื่อพัฒนาสุขภาพ เพิ่มทักษะการเล่นกีฬา ให้แก่ นายสมบัติ จันทร์สุริยะ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านสามขา นายวัฒนา เชื้อคำลือ ผู้อำนวยการโรงเรียนกิ่วประชาวิทยา และนายอุกฤษฎ์ อินต๊ะสาร รองผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลเสริมงาม จังหวัดลำปาง พร้อมตัวแทนนักเรียนร่วมรับมอบ ซึ่งเป็น 3 โรงเรียนนำร่อง ภายใต้ “โครงการ SET คู่ป่า คู่คน เพื่อความยั่งยืน” เพื่อพัฒนาชุมชน ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม โดยโครงการนี้มุ่งเน้นการสร้างสมดุลระหว่างการอนุรักษ์ธรรมชาติและการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนอย่างยั่งยืน

เปิดกลยุทธ์ความสำเร็จ “แฮปปี้เชฟ” “เน้นความต่าง-เพิ่มความสะดวก-พัฒนาต่อเนื่อง”

เปิดกลยุทธ์ความสำเร็จ “แฮปปี้เชฟ” “เน้นความต่าง-เพิ่มความสะดวก-พัฒนาต่อเนื่อง”

          หุ้นวิชั่น - หากถามเหล่าแฟนพันธุ์แท้ร้านเซเว่น อีเลฟเว่น ถึงแบรนด์สินค้าในดวงใจ เชื่อว่าต้องมี "แฮปปี้เชฟ" แบรนด์อาหารสำเร็จรูปพร้อมทานเลื่องชื่อหลายรายการ อาทิ ลูกชิ้นปิ้งเสียบไม้ หมูคลุกฝุ่น ไส้กรอกต๊อกบกกีชีส รามยอน จาจังมยอน ปรากฏขึ้นในหัวอย่างแน่นอน เพราะนอกจากรสชาติที่ถูกปากแล้ว แพ็กเก็จจิ้ง ยังแปลกตาดูทันสมัยอีกด้วย โดย “แฮปปี้เชฟ” ถือเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่อยู่คู่ร้านเซเว่น อีเลฟเว่น มาอย่างยาวนาน นับรวมเวลากว่า 12 ปี จากพันธมิตรคู่ค้าตัวเล็กๆ ในวันนั้น มาในวันนี้ “แฮปปี้เชฟ” ได้ก้าวสู่หนึ่งในผู้นำผู้ผลิตอาหารพร้อมทานในร้านเซเว่น อีเลฟเว่น เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และมียอดขายกว่า 735 ล้านบาท ในปีนี้           อะไรที่ทำให้ แฮปปี้เชฟ ประสบความสำเร็จสามารถเติบโตและยืนหยัดได้อย่างแข็งแกร่ง ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นตลอดเวลา งานนี้ หนึ่ง-ธีระวัฒน์ เลาหพันธุ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แฮปปี้เชฟ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูปพร้อมทาน ภายใต้แบรนด์ "แฮปปี้เชฟ" และ "อีซี่เทส บาย แฮปปี้เชฟ" ได้ออกมาเปิดเผยถึง 3 กลยุทธ์หลักที่เป็นหัวใจนำพาธุรกิจให้ประสบความสำเร็จในงาน “SME x Influencer” ออนทัวร์ครั้งที่ 3 ที่ จ.ภูเก็ต มุ่งสร้างความต่าง: ความสำเร็จที่เริ่มจากเอกลักษณ์           ธีระวัฒน์ เล่าว่า นับตั้งแต่เริ่มต้นทำธุรกิจ บริษัทมีวิสัยทัศน์ในการดำเนินธุรกิจแบบมุ่งสร้างความแตกต่างในทุกมิติ โดยหากย้อนกลับไปเมื่อช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา ตลาดสินค้าอาหารพร้อมทานประเภทแช่เย็นยังไม่เป็นที่นิยม ทางบริษัทมองเห็นโอกาสในการเติบโตดังกล่าว ประกอบกับในช่วงเวลานั้นทางเซเว่น อีเลฟเว่น มีนโยบายเพิ่มสัดส่วนสินค้าพร้อมทานให้มากขึ้น           สินค้าประเภทพร้อมทานที่มีวางจำหน่ายในร้านเซเว่น อีเลฟเว่น ส่วนใหญ่เป็น ไส้กรอก ซึ่งได้รับความนิยมอย่างมาก บริษัทจึงกลับมาคิดว่าหากจะผลิตสินค้าภายใต้แบรนด์ของตัวเองวางจำหน่ายในเซเว่น อีเลฟเว่น ควรเป็นสินค้าอะไรดีที่คนนิยมบริโภค แต่มีจำหน่ายเฉพาะบางช่วงเวลา และลูกชิ้นปิ้งเสียบไม้ ก็คือคำตอบ แม้จะเป็นสินค้าที่หาทานได้ง่าย แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะหาทานได้ตลอดเวลา           “จุดเด่นที่ทำให้สินค้าได้รับการยอมรับคือ การมองหาความแตกต่างหรือจุดต่างจากตลาด ดูว่าเราจะแตกต่างได้อย่างไร ในช่วงเวลานั้นการนำอาหารบ้านๆ อย่าง ลูกชิ้นปิ้งเสียบไม้มาบรรจุในแพ็กเก็จจิ้งแบบเดียวกับไส้กรอก และนำมาขายในร้านโมเดิร์นเทรด ถือเป็นเรื่องแปลกใหม่ ที่ยังไม่มีใครทำมาก่อนในตลาด เรียกว่าเป็นการสร้างเอกลักษณ์เฉพาะตัวให้กับแบรนด์ในฐานะผู้ผลิตสินค้าพร้อมทานรายแรกๆ ในเซเว่น อีเลฟเว่น” เพิ่มความสะดวก: ครอบคลุมทุกกลุ่มที่เกี่ยวข้อง           ด้วยกลุ่มลูกค้าหลักของร้านเซเว่น อีเลฟเว่น เป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตที่มุ่งเน้นความสะดวกสบาย แปลว่าแพ็กเก็จจิ้งต้องสะดวกต่อการทาน อย่างเช่น ช้อนที่ใช้ตักอาหารก็ต้องคิดว่าช้อนแบบไหนที่จะสะดวกกับผู้บริโภค ขนาดของช้อนเวลาตักอาหารขึ้นมาจะต้องเหมาะสำหรับหนึ่งคำไม่มากหรือน้อยจนเกินไป แต่การสร้างความสะดวกให้กับผู้บริโภคเพียงอย่างเดียวคงไม่เพียงพอ แต่ต้องคำนึงถึงความสะดวกของผู้ผลิตและผู้ให้บริการด้วยเช่นกัน           ยกตัวอย่างการสร้างความสะดวกให้กับผู้ผลิต เช่น ในขั้นตอนการนำสินค้าบรรจุลงตะกร้า เพื่อส่งต่อไปจัดจำหน่ายในร้านเซเว่น อีเลฟเว่น ต่อหนึ่งตะกร้าสามารถบรรจุได้กี่แพ็คหรือกี่ถาด เพื่อความสะดวกและรวดเร็วในการคำนวณจำนวนสินค้า หรือกระทั่งการส่งต่อไปยังพนักร้านเซเว่น อีเลฟเว่น ต้องคำนึงถึงว่าเวลาที่พนักงานให้บริการอุ่นสินค้าให้กับลูกค้าจะมีความยุ่งยากหรือไม่ ต้องเปิดปากถุงแพ็กเก็จจิ้งทั้งหมดหรือเปิดเพียงแค่นิดหน่อยก็ได้ เพื่อให้อาหารอุ่นร้อนในระดับที่ยังคงรสชาติความอร่อยได้มากที่สุด ระยะเวลาการอุ่นควรจะเป็นเท่าไหร่ถึงจะดี บริษัทก็จะมีบอกบนแพ็กเก็จจิ้ง ดังนั้นจึงต้องคิดในทุกกระบวนการและทุกขั้นตอนต่างๆ อย่างถี่ถ้วน เรียกว่าต้องสร้างความสะดวกในทุกกลุ่มที่เกี่ยวข้อง พัฒนาต่อเนื่อง: แรงขับเคลื่อนสำคัญ ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลง           หนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ “แฮปปี้เชฟ” ยืนหยัดได้ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของตลาดคือ ความไม่หยุดที่จะพัฒนาสินค้า ไม่ว่าจะเป็นการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาปรับใช้ในกระบวนการผลิต หรือการสำรวจและตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง เช่น การเพิ่มเมนูใหม่ๆ ตามกระแสนิยม           “แม้ลูกชิ้นเสียบไม้จะได้รับความนิยมอย่างมาก แต่บริษัทก็ไม่หยุดที่จะมองหาสินค้าตัวต่อไป ซึ่งสินค้าทุกชิ้นจะต้องมีการสำรวจจากฝ่ายวิจัยด้านการตลาดของบริษัท ควบคู่กับการได้รับคำแนะนำจากทีมเซเว่น อีเลฟเว่น หลังจากนั้นก็จะเริ่มพัฒนาสูตรและรสชาติให้เหมาะกับความต้องการของผู้บริโภค โดยสินค้าที่พัฒนาและได้รับความนิยมอย่างมากในตลาดก็คือ สินค้าอาหารเกาหลี ที่แม้จะดูว่าสามารถหาทานได้ทั่วไป แต่บริษัทก็จะหาความต่างและพัฒนาให้ไม่เหมือนกับที่จำหน่ายในร้านอาหารเกาหลีทั่วไป เช่น ไส้กรอกต๊อกบกกีชีส, ไส้กรอกต๊อกบกกีลาวาชีส, รามยอนสไปซี่โซซิจิชิคเก้น, จาจังมยอน ถือเป็นสูตรเฉพาะที่หาซื้อได้ในร้านเซเว่น อีเลฟเว่นเท่านั้น”           แม้ทั้ง 3 กลยุทธ์จะเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างความสำเร็จให้กับ “แฮปปี้เชฟ” แต่ยังมีสิ่งสำคัญอีกหนึ่งอย่างที่ คุณหนึ่ง อยากจะฝากถึงผู้ประกอบการนั่นก็คือ “จงมีความมุ่งมั่น และตั้งใจจริง เดินหน้าตามความฝันที่ตั้งไว้ อย่าท้อแม้เจออุปสรรค” แล้วความสำเร็จจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน [PR News]

[ภาพข่าว] ONEE ช่วยเหลือผู้ประสบภัยชาวใต้ “วันสร้างสุข สู้ภัยน้ำท่วม2567”

[ภาพข่าว] ONEE ช่วยเหลือผู้ประสบภัยชาวใต้ “วันสร้างสุข สู้ภัยน้ำท่วม2567”

          ผ่านไปแล้วสำหรับโครงการ “วันสร้างสุข สู้ภัยน้ำท่วม2567” โดย กลุ่มบริษัท เดอะ วัน เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด(มหาชน) หรือ ONEE ร่วมกับ มูลนิธิเรวัต พุทธินันทน์ ที่ล่าสุดได้ลงพื้นที่เข้าช่วยเหลือ บ้านชะเมา ต.นาเกตุ อ.โคกโพธิ์ และ บ้านท่าเรือ ต.โคกโพธิ์ อ.โคกโพธิ์ จากสถานการณ์อุทกภัยทางภาคใต้ที่ได้รับผลกระทบจากปริมาณน้ำฝนตกลงมาอย่างหนักและน้ำทะเลหนุนสูง           ทั้งนี้โครงการ “วันสร้างสุข สู้ภัยน้ำท่วม2567” โดยมีสองเพื่อนซี้จากซิทคอมเป็นต่อ เกลือ-กิตติ, เจี๊ยบ เชิญยิ้ม พร้อมด้วยนางเอกสาวจากละคร “เทียนซ่อนแสง” ไข่มุก รุ่งรัตน์ นักแสดงจิตอาสาที่ขอมุ่งหน้าไปช่วยเหลือและมอบกำลังใจไปยังพี่น้องจังหวัดปัตตานี เพื่อส่งมอบถุงยังชีพจากเงินบริจาคคนไทยทั้งประเทศจำนวน 500 ถุง ให้กับชาวบ้านในพื้นที่ รวมถึงมอบเสื้อชูชีพให้กับพี่ๆทีมอาสาจากมูลนิธิเพชรเกษม สาขาชุมพร และสมาคมกู้ชีพกู้ภัยโพธิ์เงิน โคกโพธิ์ ได้นำเสื้อชูชีพไปช่วยเหลือชาวบ้านต่อไป

OSP พลิกโฉมบรรจุภัณฑ์ด้วยนวัตกรรม Re-design บรรจุภัณฑ์ใหม่ มุ่งหน้าสู่ความยั่งยืน

OSP พลิกโฉมบรรจุภัณฑ์ด้วยนวัตกรรม Re-design บรรจุภัณฑ์ใหม่ มุ่งหน้าสู่ความยั่งยืน

           หุ้นวิชั่น - รู้หรือไม่ว่าในแต่ละปี มนุษย์เราสร้างขยะพลาสติกจำนวนกว่า 400 ล้านตัน ซึ่งส่งผลกระทบอย่างมหาศาลต่อสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศเป็นวงกว้าง บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) ในฐานะผู้นำตลาดสินค้าอุปโภคบริโภคลำดับต้น ๆ ของประเทศไทย ตระหนักถึงปัญหาและผลกระทบของบรรจุภัณฑ์ที่มีต่อสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างดี โอสถสภาจึงเดินหน้าเต็มกำลังเพื่อลดผลกระทบดังกล่าวให้เหลือน้อยที่สุดผ่านการพัฒนาออกแบบบรรจุภัณฑ์ยั่งยืน ที่ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ โดยตั้งเป้าหมายว่าภายในปี 2573 บรรจุภัณฑ์ของโอสถสภาทั้ง 100% ต้องสามารถนำไปรีไซเคิล (Recyclable) หรือ ใช้ซ้ำ (Reuseable) หรือ ย่อยสลาย (Compostable) ได้ และยังคงคุณสมบัติและคุณภาพบรรจุภัณฑ์ได้ดีเช่นเดิม เพื่อไปสู่เป้าหมายดังกล่าว โอสถสภาได้เริ่มต้นภารกิจพลิกโฉมบรรจุภัณฑ์ของผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ให้เป็นบรรจุภัณฑ์ยั่งยืน ผ่านการขับเคลื่อนนวัตกรรมในสามแนวทาง ได้แก่ การลดการใช้วัสดุเพื่อผลิตบรรจุภัณฑ์ การลดการใช้พลาสติก และการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อการรีไซเคิล  "ลดวัสดุเพื่อวันที่ดีกว่า" หนึ่งในนวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ของโอสถสภาที่ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้ คือการลดการใช้วัสดุเพื่อผลิตบรรจุภัณฑ์และการลดน้ำหนักบรรจุภัณฑ์ โดยในปี 2565 โอสถสภาได้พัฒนานวัตกรรมขวดแก้วรักษ์โลกที่มีน้ำหนักเบาลงถึง 15% หรือประมาณ 20 กรัม โดยเฉพาะขวด “เอ็ม-150” แต่ยังคงความแข็งแรงทนทาน และต่อมาในปี 2566 ได้พัฒนาต่อยอดลดน้ำหนักขวดแก้วในผลิตภัณฑ์โรลออนแบรนด์ “ทเวลฟ์ พลัส” และ “เอ็กซิท” ที่มีน้ำหนักเบาลงราว 6-8% (ขึ้นอยู่กับขนาดขวด) หรือประมาณ 5 กรัม ดังนั้น นวัตกรรมลดน้ำหนักบรรจุภัณฑ์ขวดแก้ว ในส่วนของผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มและของใช้ส่วนบุคคลของโอสถสภา สามารถลดการใช้วัสดุแก้วได้ถึง 32,822.5 ตันต่อปี จากการลดน้ำหนัก ขวดแก้วและยังช่วยลดปริมาณคาร์บอนฟุตพริ้นท์จากการผลิตและการขนส่งได้อีกด้วย นอกจากนี้ โอสถสภายังมุ่งมั่นลดการใช้วัสดุอะลูมิเนียมในกระป๋องเครื่องดื่ม อาทิ เครื่องดื่ม “ชาร์ค” “คาลพิส แลคโตะ” และ “เอ็ม-150 สปาร์คกลิ้ง” จนนำไปสู่ความสำเร็จในการลดการใช้วัสดุอะลูมิเนียมได้ถึง 341 ตันต่อปี ผ่านความร่วมมือกับคู่ค้า ตลอดจนส่งเสริมการลดการใช้กระดาษที่ใช้ทำกล่องของผลิตภัณฑ์หลายประเภท โดยโครงการนี้ครอบคลุมทั้งการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ (NPD) และผลิตภัณฑ์เดิม เช่น “เอ็ม-150” และ “ซี-วิท”จนสามารถลดการใช้วัสดุกระดาษได้มากถึง 715 ตันต่อปีอีกด้วย  "พลิกโฉมใหม่ ไม่ใช่แค่สวย แต่ช่วยโลก" สำหรับการขับเคลื่อนการลดการใช้พลาสติกในบรรจุภัณฑ์ โอสถสภาดำเนินการวิจัยและพัฒนาการออกแบบ บรรรจุภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมทั้งผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่เดิมและผลิตภัณฑ์ใหม่ ไม่ว่าจะเป็นขวดผลิตภัณฑ์เบบี้ออยล์ แชมพู ผลิตภัณฑ์อาบน้ำ น้ำยาล้างจาน น้ำยาปรับผ้านุ่ม ไปจนถึงหีบห่อบรรจุภัณฑ์ของลูกอม แบรนด์ “โบตัน” และ “โอเล่” จนสามารถลดการใช้วัสดุพลาสติกลงไปได้ถึง 91.1 ตันต่อปี โดยหนึ่งในความสำเร็จล่าสุดที่น่าภาคภูมิใจของ โอสถสภาคือ การปรับบรรจุภัณฑ์ของกลุ่มผลิตภัณฑ์ “เบบี้มายด์” ในปี 2566 มาเป็นขวด PET แบบใส ที่นอกจากจะช่วยยกภาพลักษณ์ของบรรจุภัณฑ์ให้ดูสวยงามและพรีเมียมขึ้นแล้ว ยังนำไปสู่การยกเลิกการใช้บรรจุภัณฑ์ขวด PVC และ เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้โอสถสภาสามารถยุติการใช้พลาสติก PVC ในการผลิตบรรจุภัณฑ์ไปแล้วถึง 90% ในปี 2567 โดยบริษัทฯ จะพัฒนานวัตกรรมลดการใช้พลาสติกต่อไป เพื่อไปสู่เป้าหมายในการยุติการใช้พลาสติก PVC ในบรรจุภัณฑ์ของโอสถสภา 100% ภายในปี 2568  "ผลักดันสู่การรีไซเคิลครบวงจร" ด้วยความมุ่งมั่นพัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่ยั่งยืนในทุกมิติตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ อีกหนึ่งโจทย์สำคัญในการพัฒนา บรรจุภัณฑ์คือต้องเป็นมิตรต่อการนำไปรีไซเคิลด้วย ถึงจะสามารถช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้ในระยะยาว โอสถสภาจึงได้ดำเนินการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่สามารถนำไปรีไซเคิลต่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ โอสถสภาได้ริเริ่มโครงการจากขวดแก้วสู่ขวดแก้ว (Bottle to Bottle) รับขยะรีไซเคิลจากชุมชนและเครือข่ายพันธมิตร โดยเฉพาะขวดแก้ว เพื่อกลับเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล โดยตลอดระยะเวลา 3 ปี ตั้งแต่เริ่มดำเนินโครงการฯ สามารถนำขวดแก้วกลับเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลได้แล้วกว่า 118 ตัน ช่วยลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ที่ปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศ ได้กว่า 33,057.92 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า และยังผลักดันการใช้วัสดุรีไซเคิล เป็นวัตถุดิบตั้งต้นในการผลิตบรรจุภัณฑ์ใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการผลิตขวดแก้วรักษ์โลก ซึ่งช่วยลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ นอกจากนี้ ยังได้ผสานความร่วมมือกับพันธมิตรในโครงการต่างๆ ที่ส่งเสริมการนำขยะบรรจุภัณฑ์กลับเข้าสู่การ รีไซเคิลได้อย่างครบวงจร อาทิ โครงการ Aluminum Loop CAN นำส่งคืนกระป๋องเครื่องดื่มที่ใช้แล้วกลับคืนสู่กระบวนการ รีไซเคิลแบบครบวงจร ในรูปแบบที่โปร่งใสและสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ เพื่อส่งเสริมแนวทางการเก็บกลับกระป๋องอลูมิเนียมใช้แล้วมาผลิตเป็นบรรจุภัณฑ์เครื่องดื่มกระป๋องอลูมิเนียมใบใหม่อีกครั้ง โครงการพลาสติกคืนชีพ นำเศษซากพลาสติกมาหลอมเป็นเม็ดพลาสติก PCR เพื่อผลิตเป็นเม็ดพลาสติกใหม่และนำไปใช้เป็นฟิล์มสำหรับห่อผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มของโอสถสภา ในฐานะผู้ผลิตเครื่องดื่มและสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีวิสัยทัศน์ในการเป็น “พลังเพื่อเสริมสร้างชีวิต” ให้แก่สังคมอย่างยั่งยืน การรักษาสิ่งแวดล้อมจึงไม่ใช่เพียงแค่หน้าที่ แต่เป็นพันธกิจที่ต้องทำอย่างจริงจัง โอสถสภาจึงมุ่งมั่นลดการใช้พลาสติก ลดการใช้ทรัพยากร และมองหาทางเลือกใหม่ๆ ในการพัฒนาบรรจุภัณฑ์รักษ์โลก เพราะธุรกิจต้องดูแลโลกไปพร้อมกัน จึงจะสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนโดยแท้จริง

GULF ร่วมกับ “ศูนย์การศึกษาพิเศษแก่งคอย” สานต่อพัฒนาการสำหรับเด็กพิเศษ

GULF ร่วมกับ “ศูนย์การศึกษาพิเศษแก่งคอย” สานต่อพัฒนาการสำหรับเด็กพิเศษ

          หุ้นวิชั่น - “บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน)” หรือ “GULF” ร่วมกับ “ศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจำจังหวัดสระบุรี หน่วยบริการแก่งคอย” จัดกิจกรรมส่งเสริมพัฒนาการด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญาสำหรับเด็กพิเศษ เนื่องในวันคนพิการสากล 3 ธันวาคม 2567 โดยมีกิจกรรมระบายสี และการเล่านิทานที่สอดแทรกการเสริมสร้างพัฒนาการด้วย “หมอนช้างจับมือ” ที่จัดทำโดย “กัลฟ์อาสา” เพื่อช่วยบริหารกล้ามเนื้อมือ และกระตุ้นปลายประสาทของสมอง นอกจากนี้ยังมีการมอบอุปกรณ์การเรียน พร้อมด้วยขนม นม และของใช้ที่จำเป็นสำหรับเด็ก รวมถึงการปรับปรุงห้องเรียนและพัฒนาสนามเด็กเล่นให้มีความสวยงาม พร้อมต่อการใช้งานที่ปลอดภัยอีกด้วย           “นางสาวดรุณี มูลคำภา” ผู้อำนวยการศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจำจังหวัดสระบุรี กล่าวว่า ศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดสระบุรี หน่วยบริการแก่งคอย เริ่มเปิดดำเนินการครั้งแรกเมื่อปี 2559 ปัจจุบันมีเด็กพิเศษที่อยู่ในความดูแลและรับผิดชอบของศูนย์การศึกษาพิเศษฯ แห่งนี้จำนวน 47 ราย โดยแบ่งเป็นเด็กออทิสติก ดาวน์ซินโดรม เด็กที่บกพร่องทางสติปัญญา มีพัฒนาการทางสมองช้า ซึ่งมีทั้งมารับบริการที่ศูนย์ฯ แบบไปเช้าเย็นกลับ และแบบที่มีเจ้าหน้าที่ศูนย์การศึกษาพิเศษฯเข้าไปให้การดูแลที่บ้านของเด็กซึ่งเป็นผู้ป่วยติดเตียง ที่ผ่านมากลุ่มบริษัทกัลฟ์ เป็นหน่วยงานเอกชนที่มีบทบาทสำคัญในการร่วมส่งเสริมการศึกษา พัฒนาทรัพยากรบุคคล เพิ่มการเข้าถึงการศึกษา เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระผู้ปกครองของเด็กที่มีความจำเป็นพิเศษในพื้นที่ โดยได้สนับสนุนการก่อสร้างอาคารเรียนศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดสระบุรี หน่วยบริการแก่งคอย เพื่อให้มีความสะดวกสบาย และเสริมสร้างความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังได้มีการปรับปรุงสนามเด็กเล่น การติดตั้งเหล็กดัด และติดตั้งเครื่องปรับอากาศ ตลอดจนจัดกิจกรรมต่าง ๆ มาอย่างต่อเนื่อง           “นางสาวจินตนา เพียรรอดวงษ์” ในฐานะหัวหน้าหน่วยบริการ ศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจำจังหวัดสระบุรี หน่วยบริการแก่งคอย กล่าวเสริมว่า กัลฟ์ มีส่วนสำคัญอย่างมากที่ช่วยเข้ามาเติมเต็มหน่วยบริการแห่งนี้ เพราะนอกจากการปรับปรุงอาคารสถานที่ให้มีความพร้อม มีความปลอดภัย สะดวกสบาย เอื้ออำนวยต่อการดูแลเด็กพิเศษกลุ่มนี้แล้ว ยังสนับสนุนอุปกรณ์การเรียน เครื่องเล่นต่าง ๆ ที่ช่วยเสริมสร้างพัฒนาการเด็กในมิติต่าง ๆ ทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา รวมถึงการที่พนักงานของกัลฟ์มาจัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกับครั้งนี้ที่เหล่าพี่ ๆ กัลฟ์อาสาได้มาจัดกิจกรรมให้เด็ก ๆ ทั้งการระบายสี การเล่านิทานที่สอดแทรกการส่งเสริมพัฒนาการด้านร่างกายของเด็กด้วยหมอนช้างจับมือ ซึ่งเด็ก ๆ สนุกสนานกันเป็นอย่างมาก ที่สำคัญยังมีการนำขนม นม ของใช้ที่จำเป็น รวมถึงอุปกรณ์การเรียนมามอบให้กับศูนย์ฯ นอกจากนี้ยังมีการปรับปรุงห้องเรียนโดยกั้นพื้นที่ห้องเรียนระหว่างเด็กที่ต้องการความช่วยเหลือพิเศษกับเด็กที่พอช่วยเหลือตัวเองได้ เพื่อให้การเรียนการสอนมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น  และการปรับปรุงสนามเด็กเล่นให้มีความสวยงาม ปลอดภัยในการใช้งาน ทำให้รู้สึกว่าเด็กกลุ่มนี้ไม่ถูกทอดทิ้ง แม้ว่าหน่วยบริการแห่งนี้จะเป็นศูนย์เล็ก ๆ ก็ตาม           ขณะที่ “นางทองหล่อ ไชยสุ” ผู้ปกครองของเด็กที่มารับบริการที่ศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจำจังหวัดสระบุรี หน่วยบริการแก่งคอย กล่าวว่า การมีศูนย์ที่สามารถช่วยดูแลและให้การศึกษากับเด็กพิเศษใกล้บ้าน นอกจากจะลดค่าใช้จ่ายของครอบครัวได้เป็นอย่างมาก ที่สำคัญเด็ก ๆ ยังได้เรียนรู้และพัฒนาทักษะของตัวเอง อย่างที่น้องมารับบริการที่ศูนย์แห่งนี้ ฯ มีพัฒนาการที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน ทั้งช่วยเหลือตัวเองได้ หยิบจับสิ่งของได้ บอกสี บอกลักษณะได้ ที่สำคัญน้องสามารถเข้าสังคมได้มากขึ้น เพราะถ้าบอกว่าไปโรงเรียนน้องจะดีใจมาก น้องชอบไปโรงเรียนมาก การมีศูนย์การศึกษาพิเศษ ฯ แบบนี้จึงเป็นเรื่องที่ดีมากสำหรับเด็กพิเศษ รวมถึงผู้ปกครองอย่างเราที่ต้องหาเช้ากินค่ำอีกด้วย           กัลฟ์ พร้อมที่จะร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมพัฒนาการด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญาของเด็กพิเศษ เพื่อให้เขาสามารถช่วยเหลือตัวเองในชีวิตประจำวันได้ และใช้ชีวิตอย่างมีความสุขในสังคม สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกัลฟ์ ภายใต้แนวคิด “Powering the Future, Empowering the People” ที่ดำเนินธุรกิจควบคู่กับการเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม รวมถึงการพัฒนาและส่งเสริมให้เยาวชนคนรุ่นใหม่ ให้ความสำคัญกับอนุรักษ์ทรัพยากรทางธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมต่อไป [PR News] ประมวลภาพ “กัลฟ์” จัดกิจกรรมเสริมสร้างพัฒนาการสำหรับเด็กพิเศษ เนื่องในวันคนพิการสากล 3 ธันวาคม 2567 ณ ศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจำจังหวัดสระบุรี หน่วยบริการแก่งคอย

มูลนิธิโอสถสภา บรรลุเป้าหมายมอบอาชีพให้คนพิการ 165 คน

มูลนิธิโอสถสภา บรรลุเป้าหมายมอบอาชีพให้คนพิการ 165 คน

            หุ้นวิชั่น - มูลนิธิโอสถสภาร่วมโอสถสภา ตอกย้ำแนวทาง “ให้เบ็ดดีกว่าให้ปลา” ต่อยอดโครงการมูลนิธิโอสถสภามอบโอกาส สร้างอาชีพ ปี 2 เดินหน้าจัดอบรมพัฒนาศักยภาพคนพิการ และส่งมอบอุปกรณ์ประกอบอาชีพให้แก่คนพิการ นอกเหนือจากที่กฎหมายกำหนด คุณเสรี โอสถานุเคราะห์ ประธานมูลนิธิโอสถสภา กล่าวว่า โครงการมูลนิธิโอสถสภามอบโอกาส สร้างอาชีพ นี้เป็นหนึ่งในพันธกิจของมูลนิธิโอสถสภาและบริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) ในการเป็น ‘พลังเพื่อเสริมสร้างชีวิต’ ให้แก่คนพิการ ซึ่งเป็นกลุ่มเปราะบางในสังคม โดยในปีนี้โครงการมูลนิธิโอสถสภามอบโอกาส สร้างอาชีพ จัดขึ้นเป็นปี 2 ร่วมมือกับภาคีเครือข่ายภาครัฐที่สำคัญ ได้แก่ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ภายใต้การทำงานกับสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ใน 4 จังหวัด ได้แก่ สมุทรสาคร นนทบุรี สระบุรี และพระนครศรีอยุธยา รวมทั้งภาคีเครือข่ายท้องถิ่น อาทิ สาธารณสุขจังหวัด และหน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อส่งมอบอาชีพให้คนพิการ ผ่านการให้ความรู้ ฝึกทักษะการทำงาน และมอบอุปกรณ์ประกอบอาชีพให้แก่คนพิการ ภายใต้แนวคิด “ให้เบ็ดดีกว่าให้ปลา” สำหรับปี 2567 นี้ มูลนิธิโอสถสภาได้สร้างโอกาส มอบอาชีพแก่คนพิการ รวม 165 คน เกินจากเป้าหมายที่วางไว้ 150 คน และสามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกให้กับครอบครัวของคนพิการ ซึ่งคาดการณ์ว่าจะมีผู้ได้รับประโยชน์จากโครงการนี้ไม่น้อยกว่า 660 คน โดยการสนับสนุนอาชีพในปีนี้ จะเน้นใน 2 อาชีพหลัก ได้แก่ อาชีพขายลูกชิ้นทอดกินดี และอาชีพงานสานเส้นพลาสติกรีไซเคิล ซึ่งเป็น 2 อาชีพที่สร้างยอดขายได้ตั้งแต่ 6,000 ถึง 18,000 บาทต่อเดือน จากการติดตามถอดบทเรียนเคสคนพิการที่ได้รับสิทธิ์ในปี 2566 ที่ผ่านมา จำนวน 150 คน ใน 3 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ขอนแก่น และสระบุรี ทั้งนี้ยังพบว่าปัจจุบันคนพิการที่ได้รับอาชีพ ยังคงประกอบอาชีพที่ได้รับอยู่ถึง 80% และคนพิการเห็นว่าการมีอาชีพช่วยส่งเสริมให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น 84% รวมถึงสามารถต่อยอดอาชีพได้อย่างน่าสนใจ จึงเป็นที่มาของการพัฒนาโมเดลอาชีพงานขายลูกชิ้นกินดีและงานสานเส้นพลาสติกรีไซเคิลในปีนี้ มูลนิธิโอสถสภา ยังคงมุ่งมั่นสานปณิธานในการทำงานเพื่อช่วยเหลือคนพิการ โดยร่วมกับภาคีเครือข่ายในการเรียนรู้ ติดตาม ถอดบทเรียน เพื่อพัฒนาความช่วยเหลือคนพิการให้มีอาชีพ มีรายได้ ตลอดจนเกิดความภาคภูมิใจในตัวเอง และมีพลังเพื่อก้าวต่อไป [PR NEWS]

[ภาพข่าว]  “ตลาดหลักทรัพย์ฯ มอบผ้าห่ม ช่วยเหลือประชาชนประสบภัยหนาว จ. ลำปาง”

[ภาพข่าว] “ตลาดหลักทรัพย์ฯ มอบผ้าห่ม ช่วยเหลือประชาชนประสบภัยหนาว จ. ลำปาง”

           นายรองรักษ์ พนาปวุฒิกุล รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานกฎหมาย และบริหารกิจกรรมเพื่อสังคม ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มอบผ้าห่มกันหนาวแก่ผู้ประสบภัยหนาวในจังหวัดลำปาง 13 อำเภอ โดยมี นายชาญ อุทธิยะ อุปนายกสมาคมเพื่อการเรียนรู้ป่าชุมชน จังหวัดลำปางเป็นผู้รับมอบ พร้อมลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าโครงการ “SET คู่ป่า คู่คน เพื่อความยั่งยืน จังหวัดลำปาง” ซึ่งตลาดหลักทรัพย์ฯ ร่วมกับองค์กรพันธมิตรและชุมชน สร้างพื้นที่ต้นแบบการสร้างสมดุลในระบบนิเวศและพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืนไปพร้อมกัน

OR เร่งช่วย 4 จังหวัดใต้ มอบความช่วยเหลือกว่า 1.25 ล้านบาท

OR เร่งช่วย 4 จังหวัดใต้ มอบความช่วยเหลือกว่า 1.25 ล้านบาท

            บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR เร่งให้ความช่วยเหลือ 4 จังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ประกอบด้วยจังหวัด สงขลา นราธิวาส ยะลา และปัตตานี โดยสนับสนุนน้ำมันเชื้อเพลิงมูลค่า 500,000 บาท ให้แก่ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) พร้อมจัดเตรียมถุงยังชีพ 1,900 ถุง และก๊าซหุงต้ม ปตท. 200 ถัง มูลค่า 90,000 บาท รวมมูลค่าความช่วยเหลือทั้งสิ้นกว่า 1.25 ล้านบาท             ทั้งนี้ OR ได้ร่วมกับผู้แทนจำหน่ายก๊าซหุงต้ม ปตท.ส่งมอบก๊าซหุงต้ม 100 ถัง ให้ศูนย์รับบริจาคช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย จังหวัดสงขลา รวมทั้งได้ส่งมอบก๊าซหุงต้ม ปตท. ให้แก่หน่วยทหารพัฒนา กองบัญชาการกองทัพไทย เพื่อใช้ในโรงครัวชั่วคราวที่อำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี นอกจากนี้ ยังร่วมกับผู้แทนจำหน่ายสถานีบริการ พีทีที สเตชั่น จังหวัดสงขลา สนับสนุนน้ำดื่ม อุปกรณ์ทำความสะอาด น้ำประปา 1,200 ลิตร และน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับรถและเรือกู้ภัย คันละ 1,000 บาท รวมมูลค่ากว่า 62,000 บาท             ความช่วยเหลือครั้งนี้ ถือเป็นการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องของ OR ที่ก่อนหน้านี้ได้ให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยใน 7 จังหวัดในพื้นที่ภาคเหนือ ทั้งนี้ OR ยืนยันจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและพร้อมให้ความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง โดยจะร่วมมือกับหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ และพร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนให้ผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกัน [PR News]

EURO ร่วมกับ SIRIVANNAVARI Maison เปิด Poltrona Frau by Euro Creations ต้อนรับ ‘Maison des Fleurs’

EURO ร่วมกับ SIRIVANNAVARI Maison เปิด Poltrona Frau by Euro Creations ต้อนรับ ‘Maison des Fleurs’

          EURO ร่วมกับ SIRIVANNAVARI Maison เปิดอาณาจักรเฟอร์นิเจอร์แบรนด์ดังระดับโลกจากอิตาลี Poltrona Frau by Euro Creations ต้อนรับคอลเลคชั่น ‘Maison des Fleurs’ ถ่ายทอดแนวคิดการใช้ชีวิตอย่างมีศิลปะและความประณีตในบ้านผ่านเครื่องใช้บนโต๊ะอาหารที่สร้างสรรค์จากเซรามิคลิมิเต็ดเอดิชั่น ทั้ง เซ็ตจาน, เซ็ตแก้วกาแฟ และเซ็ตถ้วยชา พร้อมลวดลายภาพวาดฝีพระหัตถ์จาก สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา องค์ครีเอทีฟ ไดเร็คเตอร์ แห่งแบรนด์ SIRIVANNAVARI ผสมผสานความงามจากช่างฝีมือไทยและศิลปะระดับโลก นำเสนอในประสบการณ์สุดพิเศษที่ Poltrona Frau ทองหล่อ ซอย 5           นายเควิน กัมบีร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ยูโร ครีเอชั่นส์ จำกัด (มหาชน) (EURO) เปิดเผยว่า แบรนด์ SIRIVANNAVARI Maison ร่วมกับ Poltrona Frau by Euro Creations คัดสรรไลฟ์สไตล์ไอเท็มจากคอลเลคชั่น ลิมิเต็ด เอดิชั่น ‘Maison des Fleurs’ จัดสรรในพื้นที่ของ Poltrona Frau แบรนด์เฟอร์นิเจอร์ชื่อดังระดับโลกจากอิตาลีที่ทำให้ความหมายของการใช้ชีวิตในบ้านแฝงไว้ด้วยความประณีตที่ได้รับการรังสรรค์มาเป็นอย่างดี โดยคำว่า “Maison” ในภาษาฝรั่งเศสหมายถึง ‘บ้าน’ ส่วน ‘Fleur’ คือดอกไม้อันงดงามที่หล่อเลี้ยงจิตวิญญาณ           "มีคำกล่าวเกี่ยวกับบ้าน กล่าวว่า พื้นที่แห่งการใช้ชีวิตและจุดเริ่มต้นของทุกสิ่ง อีกทั้งเป็นพื้นที่แห่งความสุขและความคิดสร้างสรรค์ของผู้เป็นเจ้าของที่รอเปิดประตูต้อนรับผู้มาเยือนให้ได้สัมผัสกับศิลปะแห่งการใช้ชีวิต คอนเซ็ปต์นี้นำมาสู่การร่วมมือกันระหว่าง Poltrona Frau by Euro Creations และแบรนด์ SIRIVANNAVARI Maison" นายเควิน กล่าว           ในช่วงเวลาปลายปี นับเป็นช่วงเวลาแห่งความอบอุ่นที่ทุกคนในครอบครัวมารวมตัวกันในช่วงคริสต์มาส และการพบปะสังสรรค์ในหมู่เพื่อนและคนพิเศษ เพื่อยกระดับประสบการณ์การรับประทานอาหารและการใช้ชีวิตภายในบ้านให้หรูหราขึ้นไปอีกขั้น ดังนั้น จึงเลือกสรรเครื่องใช้บนโต๊ะอาหารเซรามิค อันประกอบด้วยเซ็ตจาน, เซ็ตแก้วกาแฟ, แก้วเอสเพรสโซ่พร้อมจานรอง, เซ็ตถ้วยชาพร้อมจานรอง ที่มีความประณีตและคุณภาพระดับพรีเมียม โดยความพิเศษสุดอยู่ที่ลายพิมพ์ภาพวาดฝีพระหัตถ์ของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา องค์ครีเอทีฟ ไดเร็คเตอร์ (Creative Director) แห่งแบรนด์ SIRIVANNAVARI อันสง่างามด้วยนกยูงซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของแบรนด์ SIRIVANNAVARI ดอกระฆังแห่งหุบเขา (Lily of the Valley) อันสื่อถึงความสุขและความนอบน้อม และดอกไอริส (Iris) สีม่วง ดอกไม้ทรงโปรดขององค์ดีไซเนอร์ ซึ่งเป็นตัวแทนของความหวัง ลวดลายอันอ่อนช้อยรังสรรค์ออกมาในโทนสีฟ้า แต้มด้วยสีทองเลอค่า ตัดกับเซรามิคโบนไชน่า (Bone China) สีขาวงาช้างอันเงางาม ใช้เทคนิคดีแคล (Decal) ในการประทับลงบนเซรามิคแต่ละชิ้น ก่อนนำไปเผาในอุณหภูมิที่เหมาะสมเพื่อความคงทนของลวดลาย           โดยขั้นตอนการผลิตส่วนหนึ่ง เป็นการสนับสนุนงานฝีมือช่างไทยจากมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพพิเศษในพระบรมราชินูปถัมภ์ ซึ่งก่อตั้งโดยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยพระราชปณิธานขององค์ดีไซเนอร์ในการส่งเสริมฝีมือของประชาชนไทย ชิ้นงานแต่ละชิ้นมาพร้อมกับกล่องอันหรูหรา เหมาะแก่การมอบเป็นของขวัญในทุกวาระพิเศษ หรือเติมความรื่นรมย์ให้กับโต๊ะอาหารและในทุกมุมของบ้าน อีกทั้งยังควรค่าแก่การสะสมเป็นอย่างยิ่ง           ทั้งนี้ สามารถสัมผัสความงามอันวิจิตรของเครื่องใช้บนโต๊ะอาหารและเครื่องหอมจาก “Maison des Fleurs” โดย SIRIVANNAVARI Maison ในประสบการณ์พิเศษร่วมกับแบรนด์เฟอร์นิเจอร์ระดับไฮเอนด์จากอิตาลี Poltrona Frau  by Euro Creations ณ ทองหล่อ ซอย 5           อนึ่ง แบรนด์ Poltrona Frau ที่ก่อตั้งขึ้นในปี 1912 ด้วยความเชี่ยวชาญในงานหนัง (Leather) และงานฝีมือ (Craftsmanship) ที่ส่งต่อมากว่า 112 ปี อันโดดเด่นด้วยการผสมผสานเทคนิคการผลิตแบบช่างฝีมือที่เป็นเอกลักษณ์ผลิตภัณฑ์ของ Poltrona Frau ผ่านมาตรฐานคุณภาพสูงสุด นอกจากนี้ยังเป็นแบรนด์ที่ผลิตเบาะหนังให้กับรถยนต์ระดับซุเปอร์ลักชัวรี่ เช่น Ferrari, Lamborghini, Pagani และ Rolls-Royce รวมถึงอุตสาหกรรมเรือยอชต์และสายการบิน เนื่องด้วยแบรนด์ได้รับการยอมรับในระดับสากลว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านหนังอย่างแท้จริง Poltrona Frau by Euro Creations At Thonglor 5 เปิดให้เข้าชมทุกวัน เวลา 10.00 – 19.00 น. [PR News]

ก.ล.ต.ประกาศวันหยุดเพิ่ม

ก.ล.ต.ประกาศวันหยุดเพิ่ม

          ตามที่ คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2567 ให้เพิ่มวันหยุดราชการเป็นกรณีพิเศษ เพื่อกระตุ้น การท่องเที่ยวและเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศ รวมถึงเป็นการสนับสนุนนโยบายที่จะกำหนดให้ปี 2568 เป็นปีแห่งการท่องเที่ยวและกีฬาของประเทศไทยนั้น สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) พิจารณาแล้ว จึงกำหนดให้วันที่ 2 มิถุนายน 2568 และวันที่ 11 สิงหาคม 2568 รวมทั้งวันที่ 2 มกราคม 2569 เป็นวันหยุดทำการของบริษัทหลักทรัพย์และ ผู้ประกอบธุรกิจสัญญาซื้อขายล่วงหน้าเพิ่มเติมเป็นกรณีพิเศษตามมติคณะรัฐมนตรี เพื่อสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลข้างต้น ซึ่งสอดคล้องกับวันหยุดทำการของสถาบันการเงินและสถาบันการเงินเฉพาะกิจ

"เซเว่น อีเลฟเว่น" เปิดตัวหนังสั้นภายใต้แนวคิด “ความกตัญญูทำได้ทุกวัน” ตอกย้ำ DNA ความดี 24 ชั่วโมง

          เซเว่น อีเลฟเว่น ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมความกตัญญู ชวนคนไทยบอกรักพ่อ ปล่อยภาพยนตร์สั้นภายใต้แนวคิด “ความกตัญญูทำได้ทุกวัน” รับชมได้พร้อมกันแล้วตั้งแต่ 1 ธ.ค. ที่ผ่านมา ทางช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ทุกแพลตฟอร์มของเซเว่น อีเลฟเว่น           โดยภาพยนตร์สั้นดังกล่าวมีโครงเรื่องหลักเป็นเรื่องราวของพ่อที่เป็นผู้ป่วยอัลไซเมอร์ กับลูกชายที่ไม่เคยบอกรักพ่อตรงๆ จนเมื่อวันที่ได้พูดกับพ่อท่านก็ไม่สามารถรับรู้ได้เท่าเดิมแล้ว ภาพยนตร์เรื่องนี้หวังจะเชิญชวนให้คนไทยบอกรักพ่อ หรือแสดงความกตัญญูกับคนที่คุณรัก ซึ่งสามารถทำได้ทุกวันไม่เฉพาะเทศกาลสำคัญ           เซเว่น อีเลฟเว่น ขอร่วมสร้างสรรค์สังคมตามค่านิยม 3 ประโยชน์ของเครือเจริญโภคภัณฑ์ และนโยบายความยั่งยืน สร้างชุมชนอุ่นใจ และ DNA ความดี 24 ชั่วโมง ส่งเสริมให้พนักงานทุกคนเป็นคนดี ซึ่งที่ผ่านมาพนักงานเซเว่น อีเลฟเว่น ตลอดจนบุคลากรของบริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ได้มีส่วนเข้าไปช่วยเหลือสังคมในหลายๆ กรณีจนได้รับการบอกต่อเล่าขานผ่านสื่อมวลชน และสื่อสังคมออนไลน์ นอกจากนี้ ยังมีอีกหลายโครงการที่ได้ร่วมกับภาคส่วนต่างๆ ในการสร้างสังคมให้เข้มแข็ง เช่น โครงการ “คนไทยใส่ใจผู้ป่วยสมองเสื่อม” ที่ร่วมกับ จส.100 และพันธมิตร ช่วยสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวข้องกับภาวะสมองเสื่อม พร้อมทั้งเป็นจุดรับประสาน และดูแลชั่วคราวเพื่อส่งต่อกรณีพบผู้ป่วยอัลไซเมอร์พลัดหลงให้ได้กลับคืนสู่ครอบครัวอย่างปลอดภัย เป็นต้น           นอกเหนือจากภาพยนตร์สั้นส่งเสริมความกตัญญูแล้ว เซเว่น อีเลฟเว่น ยังมีกิจกรรมอีกมากมายให้เข้าร่วมสามารถติดตามได้ผ่าน Facebook Fanpage 7-Eleven Thailand และ 7App รวมทั้งยังร่วมกันแชร์เรื่องราวดีๆ บอกรักพ่อ และความทรงจำประทับใจของคุณเองได้ง่ายๆ ผ่าน #711ชวนบอกรักพ่อ และ #ความกตัญญูทำได้ทุกวัน อีกด้วย [PR News]

เมืองไทยประกันชีวิต จัดอบรม Care Giver รุ่นที่ 4 สร้างทักษะดูแลผู้สูงอายุเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี

เมืองไทยประกันชีวิต จัดอบรม Care Giver รุ่นที่ 4 สร้างทักษะดูแลผู้สูงอายุเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี

          หุ้นวิชั่น -  เมืองไทยประกันชีวิต จับมือมูลนิธิเมืองไทยยิ้มและกรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์  ร่วมสร้างสังคมคุณภาพผู้สูงวัย พัฒนาบุคลากรเพื่อดูแลผู้สูงอายุให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น พร้อมจัดอบรม โครงการ “การอบรมหลักสูตรดูแลผู้สูงอายุ Care Giver  รุ่นที่ 4”  หลักสูตรการดูแลผู้สูงอายุขั้นเบื้องต้น จำนวน 18 ชั่วโมง เพื่อตอบรับสถานการณ์การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุของไทย           นายสาระ ล่ำซำ  ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “เมืองไทยประกันชีวิต สานต่อโครงการอบรมหลักสูตรการดูแลผู้สูงอายุขั้นเบื้องต้น รุ่นที่ 4            ณ อาคาร CSR ศูนย์การเรียนรู้สรรค์สาระ จังหวัดราชบุรี  โดยในครั้งนี้ได้จัดการอบรมให้แก่บุคลากรในองค์กรที่เกี่ยวข้อง  อาทิ พนักงานดูแลความสะอาด  พนักงานดูแลสวน และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย (รปภ.) จำนวน 53 คน เพื่อพัฒนาทักษะและความรู้ในการดูแลผู้สูงอายุในบ้านและชุมชน ซึ่งมีความสำคัญต่อการยกระดับคุณภาพชีวิตและความปลอดภัยของผู้สูงวัยในสังคมไทยที่กำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ การอบรมครั้งนี้ประกอบด้วยการเรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติรวม 18 ชั่วโมง โดยเนื้อหาหลักสูตรมุ่งเน้นให้ผู้เข้าอบรมได้รับความรู้เข้าใจในหลักการพื้นฐานของการดูแลสุขภาพกายและสุขภาพใจของผู้สูงอายุ ทั้งนี้หลักสูตรได้รับการรับรองจากกรมกิจการผู้สูงอายุและจัดหาวิทยากรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านเพื่อให้ผู้เข้าร่วมอบรมสามารถเรียนรู้ทักษะที่จำเป็น อาทิ การให้ความรู้และแนะนำอาหารโภชนาการสำหรับผู้สูงอายุที่เหมาะสมกับผู้สูงอายุแต่ละกลุ่ม รวมถึงการรับประทานอาหารที่ถูกสุขลักษณะและมีโภชนาการที่ดีต่อผู้สูงอายุ การส่งเสริมความรู้ด้านสุขภาพแบบองค์รวม โดยให้ความรู้เกี่ยวกับรูปแบบวิธีการออกกำลังกายที่เหมาะสมและถูกต้องสำหรับผู้สูงอายุ และการป้องกันการเกิดอุบัติเหตุในผู้สูงอายุและการดูแลสุขภาพจิตของผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญในการสร้างสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัยและสนับสนุนให้ผู้สูงวัยมีความสุขในวัยเกษียณ การอบรมนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อสังคมในภาพรวม เพราะเมื่อมีผู้ที่เข้าใจและมีทักษะในการดูแลผู้สูงอายุมากขึ้น จะสามารถลดภาระในการดูแลและเพิ่มความปลอดภัยให้แก่ผู้สูงอายุในชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ยังช่วยส่งเสริมให้เกิดการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และการสร้างเครือข่ายผู้ดูแลที่สามารถให้การสนับสนุนซึ่งกันและกัน ทำให้เกิดความเข้มแข็งในชุมชน  โดยผู้เข้าอบรมจะได้รับความรู้และทักษะในการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ ช่วยให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น  ตลอดจนการสร้างให้ผู้สูงอายุได้รับการดูแลอย่างปลอดภัยในสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมต่อ      การดำรงชีวิต สำหรับที่ผ่านมาบริษัทฯ ได้จัดการอบรม หลักสูตรการดูแลผู้สูงอายุเบื้องต้น จำนวน 18 ชั่วโมง  จำนวน  3 รุ่น   ได้แก่ รุ่นที่ 1 จัดขึ้นในวันที่ 7-8 ตุลาคม 2566 สำหรับผู้บริหาร พนักงาน ของบริษัทฯ         ณ สำนักงานใหญ่ กรุงเทพฯ  และรุ่นที่ 2 จัดขึ้นในวันที่ 29-30 พฤศจิกายน 2566 สำหรับประชาชนทั่วไป ณ ศูนย์การเรียนรู้สรรค์สาระ เมืองไทยประกันชีวิต จ.ราชบุรี  และรุ่นที่ 3 จัดขึ้นในวันที่ 3-4 กุมภาพันธ์ 2567 สำหรับสื่อมวลชน เพื่อสร้างความรู้และตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลผู้สูงอายุอย่างถูกวิธีและมีคุณภาพซึ่งได้รับการตอบรับจากผู้เข้าอบรมอย่างมาก           “บริษัทมุ่งมั่นในการสนับสนุนการดูแลผู้สูงอายุอย่างเต็มความสามารถ ด้วยความเชื่อมั่นว่าความรู้และทักษะที่ผู้เข้าร่วมอบรมได้รับในครั้งนี้ จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงวัย และสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชนและสังคมไทยโดยรวม เราจะเดินหน้าจัดกิจกรรมที่เป็นประโยชน์อย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งต่อคุณค่าและความห่วงใยสู่ทุกครอบครัวไทย”  นายสาระกล่าวสรุป

SCB รุก “โซลาร์รูฟท็อป”    จับมือ โกดังไฟฟ้าดอทคอม - หัวเว่ย

SCB รุก “โซลาร์รูฟท็อป” จับมือ โกดังไฟฟ้าดอทคอม - หัวเว่ย

          หุ้นวิชั่น - ธนาคารไทยพาณิชย์ มุ่งมั่นสร้างสรรค์วิถีชีวิต “อยู่ อย่าง ยั่งยืน” ให้คนไทย นำความแข็งแกร่งช่องทาง SCB EASY เชื่อมโอกาสทางธุรกิจกับพันธมิตร มอบความยั่งยืนถึงทุกหลังคาบ้าน จับมือ โกดังไฟฟ้าดอทคอม แพลตฟอร์มอุปกรณ์ไฟฟ้าและโซลาร์ออนไลน์ภายใต้ GUNKUL นำเสนอโซลูชัน “โซลาร์รูฟท็อป” แพ็คเกจติดตั้งโซลาร์เซลล์สำหรับที่อยู่อาศัย ชูจุดเด่นด้วยทางเลือกแผงโซลาร์เซลล์คุณภาพสูง มาพร้อมกับอุปกรณ์ Huawei Solar Inverter และบริการติดตั้งครบวงจรจาก GUNKUL เพิ่มโอกาสการเข้าถึงพลังงานสะอาดสำหรับลูกค้าทุกครัวเรือนได้ง่ายๆ แล้ววันนี้ผ่านแอป SCB EASY พิเศษด้วยโปรแกรมการผ่อนชำระผ่านบัตรเครดิต SCB และ CardX ดอกเบี้ย 0% 10 เดือน หวังเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านวิถีชีวิตคนไทยสู่ไลฟ์สไตล์ Net Zero โดยมี ดร.ยรรยง ไทยเจริญ รองผู้จัดการใหญ่อาวุโส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจ Wealth และประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนด้านความยั่งยืน ธนาคารไทยพาณิชย์ นางสาวปิติพร พนาภัทร์ รองผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงาน Digital Business ธนาคารไทยพาณิชย์ นางสาวนฤชล ดำรงปิยวุฒิ์ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ กลุ่มธุรกิจพลังงานและกลยุทธ์การลงทุน บริษัท กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) และ นายโลแกน ยู กรรมการผู้จัดการ กลุ่มธุรกิจพลังงานดิจิทัล บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมประกาศความร่วมมือ           ดร.ยรรยง ไทยเจริญ รองผู้จัดการใหญ่อาวุโส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจ Wealth และประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนด้านความยั่งยืน ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ธนาคารมีความมุ่งมั่นในการเป็น True partner ให้กับลูกค้าตลอดเส้นทางการเติบโตอย่างยั่งยืนผ่านการสนับสนุนด้านการเงินยั่งยืน (Sustainable Finance) ที่ครบถ้วนให้กับลูกค้าทุกกลุ่ม พร้อมนำศักยภาพทางเทคโนโลยีของธนาคารเข้าขับเคลื่อนความยั่งยืนทุกมิติ นอกจากนี้ ธนาคารยังจะร่วมมือกับองค์กรพันธมิตรที่มีความเชี่ยวชาญด้านต่างๆ สนับสนุนโครงการความยั่งยืนให้กับลูกค้าของเรา ทั้งนี้ เทรนด์การเปลี่ยนมาใช้พลังงานสะอาดในชีวิตประจำวันกำลังเป็นที่ได้รับความสนใจจากประชาชนทั่วไป ธนาคารจึงต้องการสนับสนุนกลุ่มลูกค้ารายย่อยให้สามารถเข้าถึงทางเลือกการใช้งานพลังงานสะอาดได้อย่างสะดวกสบาย และถือเป็นจุดเริ่มต้นของการดำเนินชีวิตประจำวันเพื่ออนาคตที่ยั่งยืนอีกด้วย จึงได้ร่วมมือกับ กันกุลโกดังไฟฟ้า และ หัวเว่ย เทคโนโลยี่ นำเสนอผลิตภัณฑ์ชุดโซลาร์เซลล์สำหรับที่อยู่อาศัย “โซลาร์รูฟท็อป” ผ่านแอป SCB EASY เพื่อเชิญชวนให้คนไทยร่วมกันขับเคลื่อนให้ประเทศไทยเป็นสังคมคาร์บอนต่ำ สอดคล้องกับเป้าหมายของธนาคารที่มุ่งเป็นธนาคารชั้นนำด้านความยั่งยืน และเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันเป้าหมาย Net Zero 2050”           ธนาคารไทยพาณิชย์มุ่งมั่นที่จะนำศักยภาพทางด้านผู้นำดิจิทัลแบงก์สร้างประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าทุกความต้องการ ตามกลยุทธ์ Digital Bank with Human Touch ด้วยการใช้ความสามารถทางด้านเทคโนโลยีและแพลตฟอร์มดิจิทัลเป็นตัวกลางเชื่อมโยงลูกค้าไปสู่อนาคตที่ยั่งยืน ด้วยความแข็งแกร่งของแอป SCB EASY ที่ปัจจุบันครอบคลุมผู้ใช้งานกว่า 18 ล้านราย จึงเป็นช่องทางที่มีศักยภาพในการนำเสนอทางเลือกผลิตภัณฑ์ทางการเงินเพื่อความยั่งยืนให้กับประชาชนทั่วไป ความร่วมมือในครั้งนี้ จึงเป็นการสะท้อนความมุ่งมั่นของธนาคารที่จะเป็นพันธมิตรยั่งยืนให้กับลูกค้าทุกกลุ่ม กลุ่มประชาชนทั่วไปมากขึ้น ช่วยประหยัดค่าไฟ สามารถแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม และลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างเห็นผล             นางสาวนฤชล ดำรงปิยวุฒิ์ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ กลุ่มธุรกิจพลังงานและกลยุทธ์การลงทุน บริษัท กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การผนึกกำลังร่วมกับธนาคารไทยพาณิชย์ในครั้งนี้ ทาง GUNKUL เชื่อว่าจะสามารถสร้างการเติบโตให้กับตลาดพลังงานสะอาดเนื่องด้วยบทบาทของภาคธนาคารที่เชื่อมโยงกับประชาชนทั่วประเทศผ่านแอป SCB EASY ทางโกดังไฟฟ้าดอทคอมได้คัดสรรโซลูชั่นในการประหยัดค่าไฟพร้อมกับตอบโจทย์เรื่องสิ่งแวดล้อมสำหรับกลุ่มลูกค้าครอบคลุมระดับบ้านเรือนไปจนถึงออฟฟิศขนาดเล็กหรือค่าไฟเริ่มต้นที่ 2,500 บาทต่อเดือน จนถึงค่าไฟที่ประมาณ 10,000 บาทต่อเดือน ทั้งนี้ภายใต้แนวคิด ‘Add Energy to Cart’ ทาง GUNKUL ให้ความสำคัญเสมอมากับอุปกรณ์ที่ได้มาตรฐานและบริการที่มีคุณภาพ ซึ่งนำมาสู่การพัฒนาแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซโกดังไฟฟ้าดอทคอมที่มีจุดเด่นด้านตัวเลือกสินค้าจากแบรนด์ชั้นนำในราคาจับต้องได้และประสบการณ์ช้อปปิ้งที่สะดวกสบายเพื่อเพิ่มทางเลือกแก่ผู้ใช้พลังงานในทุกบทบาท ซึ่งทางแพลตฟอร์มก็ได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดีจากหัวเว่ยซึ่งเป็นหนึ่งในผู้นำตลาดด้านอุปกรณ์ระบบผลิตพลังงานแสงอาทิตย์ โดยทั้งหมดนี้นอกเหนือจากจะเป็นฟันเฟืองสำคัญในการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านทางด้านพลังงาน โซลาร์รูฟท็อปยังสามารถเป็นโอกาสในอนาคตที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับลูกค้า อาทิ คาร์บอนเครดิต และยกระดับศักยภาพทางการแข่งขันให้กับประเทศต่อไป           นายโลแกน ยู กรรมการผู้จัดการ กลุ่มธุรกิจพลังงานดิจิทัล บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “หัวเว่ยมุ่งมั่นที่จะเป็นผู้นำในการสร้างอนาคตพลังงานสะอาด เพื่อส่งเสริมความยั่งยืนและคุณภาพชีวิตของคนไทยในทุกภาคส่วน เรามีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือในครั้งนี้ เพื่อให้คนไทยได้มีโอกาสเข้าถึงพลังงานสะอาดที่ได้จากการเปลี่ยนพลังงานแสงอาทิตย์เป็นพลังงานไฟฟ้ามากขึ้น ในการร่วมมือครั้งนี้ เรามีเป้าหมายที่จะผลักดันการใช้งานระบบโซลาร์เซลล์ในประเทศไทย เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงพลังงานสะอาดได้อย่างง่ายดาย ด้วยการใช้งานผ่านแอป SCB EASY จากทางธนาคารไทยพาณิชย์ พร้อมรับการดูแลจากบริษัทชั้นนำอย่าง กันกุล โกดังไฟฟ้าแพลตฟอร์ม ซึ่งจะทำให้ผู้ใช้มั่นใจในคุณภาพและความปลอดภัยของระบบพลังงานที่เราได้พัฒนามาอย่างต่อเนื่อง ระบบโซลาร์รูฟท็อปของหัวเว่ย นำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยให้การใช้งานไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์มีประสิทธิภาพ ใช้งานง่าย และตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์เจ้าของบ้านได้มากขึ้น พลังงานที่ได้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ไม่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อน และเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสู่การประหยัดค่าไฟฟ้า ลดปัญหาค่าไฟแพงในปัจจุบัน คืนทุนเร็วในระยะ 5-7 ปี และหากไฟเหลือ สามารถทำกำไรจากการขายไฟฟ้าคืนอย่างน้อยอีก 20-25 ปี” ในแพ็คเกจ “โซลาร์รูฟท็อป” ที่นำเสนอบนแอป SCB EASY นั้น เป็นชุดอุปกรณ์เพื่อการติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์คุณภาพสูงจาก Gunkul และหัวเว่ย ประกอบด้วย 1)   แผงโซลาร์เซลล์ (Solar panel) โกดังไฟฟ้าดอทคอมมุ่งเน้นในการส่งมอบแผงโซลาร์เซลล์ที่มีประสิทธิภาพสูงในการเปลี่ยนพลังงานแสงอาทิตย์ให้เป็นพลังงานไฟฟ้า และมีความปลอดภัย อายุการใช้งานกว่า 25 ปี ทนทานแข็งแรงจากแบรนด์ชั้นนำ Tier 1 ที่ได้รับการยอมรับโดยผู้ติดตั้งและบริษัทใหญ่ๆ ทั่วโลก โดยนำเสนอตัวเลือกกำลังผลิตที่หลากหลายตอบโจทย์หน้างานหลังคาทุกรูปแบบ นอกจากนั้นทางแพลตฟอร์มยังมีบริการขนส่งที่ช่วยดูแลให้สินค้าไปถึงมือผู้รับในคุณภาพที่ดีที่สุด 2)   อุปกรณ์แปลงไฟ (Huawei Solar Inverter) อุปกรณ์แปลงไฟในระบบโซลาร์เซลล์ของหัวเว่ย ได้รับการออกแบบให้มีความทนทานและประสิทธิภาพสูง ด้วยเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย สามารถตรวจสอบการทำงานผ่านแอปพลิเคชัน ช่วยให้ผู้ใช้งานทราบสถานะการทำงานของระบบ รวมถึงดูข้อมูลการประหยัดพลังงานได้ทุกที่ทุกเวลา มีความปลอดภัยสูง มีกำลังไฟหลากหลายเหมาะสมตามความต้องการของแต่ละครัวเรือน 3)         แบตเตอรี่เก็บไฟฟ้า (Huawei Solar Battery) แบตเตอรี่ของหัวเว่ยยังมีระบบความปลอดภัยสูงถึง 5 ขั้น อาทิเช่น เซลล์แบตเตอรี่ชั้นนำ ระบบการป้องกันภายในตัวแบตเตอรี่ และ IP66 ที่กันน้ำกันฝน และสามารถใช้งานได้ยาวนานกว่า 15 ปี โดยมีระบบการบริหารจัดการอัจฉริยะที่สามารถนำพลังงานสะอาดไปใช้ในบ้านเรือนและชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV Car) ได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย 4)   อุปกรณ์เพิ่มประสิทธิภาพ (Huawei Optimizer) ที่ช่วยออกแบบมาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตพลังงาน แม้ในสภาพที่มีเงาหรือฝุ่น นอกจากนี้ยังมีระบบความปลอดภัยขั้นสูงและการติดตามการทำงานแบบเรียลไทม์ผ่านแอป ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา พร้อมยืดอายุการใช้งานของระบบ 5)   บริการติดตั้งและบริการหลังการขาย "โซลาร์รูปท็อป" ทุกชุดที่ซื้อผ่าน SCB EASY จะได้รับบริการโดย ทีมงานผู้เชี่ยวชาญ วิศวกร และ ช่างมากประสบการณ์ภายใต้การกำกับดูแลจาก Gunkul พร้อมการรับประกัน การติดตั้ง 1 ปี  ล้างแผง 1 ครั้ง  และรับประกันสินค้าสูงสุด 30 ปี และบริการหลังการขายและให้คำปรึกษาโดยทีมงานผู้เชี่ยวชาญ 6)         ผ่อนสบาย 0% พิเศษด้วยโปรแกรมการผ่อนชำระผ่านบัตรเครดิต SCB และ CardX ดอกเบี้ย 0% 10 เดือน*

เรื่องควรรู้! ก่อนออกรถยนต์มือสอง

เรื่องควรรู้! ก่อนออกรถยนต์มือสอง

          หุ้นวิชั่น - อยากมีรถ แต่งบไม่พอถอยป้ายแดง! รถยนต์มือสองก็ตอบโจทย์ได้ เพราะมีข้อดีอยู่หลายเรื่อง ทั้งราคาเข้าถึงได้ง่าย และมีตัวเลือกหลากหลายให้เลือกได้ตามช่วงราคาที่ผู้ซื้อต้องการ เพียงแต่การซื้อรถมือสองต้องศึกษารายละเอียดข้อมูลให้ถี่ถ้วนเพื่อให้ได้รถยนต์ที่มีคุณภาพในราคาที่คุ้มค่า วันนี้ fintips by ttb (Backlink: https://www.ttbbank.com/link/fintips-pr) จะมาแนะนำเรื่องการเตรียมเอกสารและค่าใช้จ่ายให้พร้อมก่อนการออกรถมือสอง          เอกสารที่ใช้ในการออกรถมือสองมีดังนี้ ·      สำเนาบัตรประชาชนของผู้ซื้อ ·      สำเนาทะเบียนบ้านของผู้ซื้อ ·      เอกสารยืนยันการโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ ·      สำเนาทะเบียนรถยนต์เดิม ·      หนังสือสัญญาซื้อขาย             ขั้นตอนการซื้อรถมือสอง ·      ตรวจสอบทะเบียนรถก่อนซื้อ : เช็กประวัติรถ ภาระผูกพัน และความถูกต้องของเอกสาร เพื่อป้องกันปัญหาในอนาคต ·    ตรวจสอบสภาพรถอย่างละเอียด : นี่เป็นขั้นตอนที่สำคัญมาก เพราะจะช่วยให้ประเมินสภาพรถได้อย่างแม่นยำ และหลีกเลี่ยงการโดนหลอกขายรถมือสองที่อาจมีปัญหาแอบแฝง ·      ตกลงราคาและรูปแบบการชำระเงิน : เจรจาต่อรองราคาและเลือกวิธีการชำระเงินที่เหมาะสมกับเรา ·      ยื่นขอสินเชื่อ (กรณีผ่อนชำระ) : หากต้องการใช้บริการสินเชื่อ ให้เตรียมเอกสารให้พร้อม และยื่นขอกับสถาบันการเงินที่เลือก ·      ทำสัญญาซื้อขายและโอนกรรมสิทธิ์ : ตรวจสอบเงื่อนไขในสัญญาอย่างละเอียดก่อนลงนาม ·      ชำระเงินและรับรถ : เมื่อทุกอย่างเรียบร้อย ทำการชำระเงินตามที่ตกลงและรับมอบรถ           ค่าใช้จ่ายออกรถมือสองแบบเงินสด สำหรับคนที่มีเงินพร้อม และต้องการซื้อรถมือสองแบบเงินสด มาดูค่าใช้จ่ายการออกรถมือสองที่ต้องเตรียมกัน ·      ค่าโอนรถยนต์มือสอง (ค่าโอนกรรมสิทธิ์) ค่าโอนรถยนต์มือสองเป็นค่าธรรมเนียมที่ต้องจ่ายให้กรมการขนส่งทางบกเพื่อโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ ซึ่งคิดตามอายุรถและขนาดเครื่องยนต์ โดยทั่วไปจะอยู่ที่ประมาณ 2-4%ของราคาประเมินรถยนต์ ·      ค่าภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% โดยหากเราออกรถมือสองจากเต็นท์รถจะต้องจ่ายภาษีมูลค่าเพิ่ม7% ของราคารถ แต่หากซื้อจากบุคคลทั่วไป จะไม่ต้องเสียภาษีส่วนนี้ ·      ค่าภาษีรถยนต์, พ.ร.บ. รถยนต์ และประกันรถยนต์ ค่าใช้จ่ายในการต่อภาษีรถยนต์และพ.ร.บ. เป็นสิ่งที่ต้องคำนึงถึงเสมอ เพื่อคุ้มครองความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น เช่น -              ภาษีรถยนต์ประจำปี ขึ้นอยู่กับขนาดเครื่องยนต์และอายุรถ -              พ.ร.บ. รถยนต์ ประมาณ 600-1,000 บาทต่อปี -              ประกันภัยรถยนต์ ราคาแตกต่างกันตามประเภทและความคุ้มครอง             ค่าใช้จ่ายออกรถมือสองผ่านไฟแนนซ์ หรือขอสินเชื่อ สำหรับคนที่เลือกออกรถมือสองผ่านไฟแนนซ์ จะมีค่าใช้จ่ายในการโอนรถยนต์มือสองเพิ่มเติมดังนี้ ·    ค่าจองรถ (ในระหว่างที่ตรวจสอบเครดิต) การออกรถมือสองจะมีค่าจองรถ ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายแรกที่ต้องชำระเมื่อเราตกลงใจซื้อรถยนต์ เพื่อให้เต็นท์รถหรือผู้ขายรักษารถไว้ให้เราในระหว่างที่ทำการตรวจสอบเครดิต โดยมักเป็นจำนวนเงินที่ไม่มาก ประมาณ 5,000-10,000 บาท ·      เงินดาวน์รถ ดาวน์รถยนต์มือสองโดยทั่วไปจะอยู่ที่ประมาณ 10-25% ของราคารถ ซึ่งข้อดีการวางเงินดาวน์ออกรถสูง คือ ยิ่งดาวน์มาก ยอดจัดไฟแนนซ์ก็จะน้อยลง ส่งผลให้ค่างวดต่ำลงด้วย ทำให้มีภาระทางการเงินน้อยลงในระยะยาว ·      ค่าดำเนินการของไฟแนนซ์ ค่าใช้จ่ายในการโอนรถยนต์มือสอง จะมีค่าธรรมเนียมที่อาจแตกต่างกันไปตามแต่ละสถาบันการเงิน โดยทั่วไปจะอยู่ที่ประมาณ 1-2% ของวงเงินสินเชื่อ ซึ่งค่าดำเนินการนี้จะครอบคลุมถึงค่าตรวจสอบประวัติเครดิต, ค่าประเมินราคารถยนต์, ค่าดำเนินการเอกสารสัญญา และ ค่าบริการจัดทำประกันภัยรถยนต์ (ถ้ามี) บางสถาบันการเงินอาจเรียกเก็บแบบเหมาจ่าย หรือคิดตามอัตราที่กำหนด ดังนั้น ควรสอบถามรายละเอียดค่าธรรมเนียมก่อนตัดสินใจเลือกใช้บริการสินเชื่อ เพื่อเปรียบเทียบและวางแผนค่าใช้จ่ายได้อย่างเหมาะสม ·      ค่าภาษีรถยนต์, พ.ร.บ. รถยนต์ และประกันรถยนต์ เจ้าของรถจะต้องเสียภาษีรถยนต์ รวมถึงต่อทั้งพรบ. หรือประกันภัยรถยนต์ เป็นประจำทุกปี ค่าประกันรถยนต์เป็นหนึ่งในค่าใช้จ่ายในการโอนรถยนต์มือสองที่ไม่ควรมองข้าม เพราะประกันรถยนต์จะคุ้มครองเราจากเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่อาจเกิดขึ้น เช่น อุบัติเหตุ การโจรกรรม หรือความเสียหายที่เกิดจากภัยธรรมชาติ ซึ่งจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายที่อาจต้องแบกรับในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น สำหรับการออกรถมือสอง การเลือกประกันรถยนต์ที่เหมาะสมจะต้องคำนึงถึงอายุของรถ สภาพการใช้งาน และความคุ้มครองที่ต้องการ โดยปกติแล้วประกันรถยนต์ชั้น 1 จะให้ความคุ้มครองที่ครอบคลุมที่สุด ไม่ว่าจะเป็นความเสียหายต่อรถยนต์ของเราหรือรถของคู่กรณี รวมถึงการคุ้มครองการสูญหายและไฟไหม้ หากรถมือสองของเรามีอายุการใช้งานที่มากขึ้น ประกันชั้น 2 หรือชั้น 3 อาจเป็นทางเลือกที่คุ้มค่าและเหมาะสมกับงบประมาณมากกว่า ·      ค่าดอกเบี้ยจากสินเชื่อและภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยอัตราดอกเบี้ยจะขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละสถาบันการเงิน และปัจจัยอื่น ๆ เช่น อายุรถ ระยะเวลาผ่อน และประวัติเครดิตของผู้กู้ โดยทั่วไป เช่น -                       อัตราดอกเบี้ยสำหรับรถยนต์มือสองมักสูงกว่ารถใหม่เล็กน้อย -                       ระยะเวลาผ่อนที่นานขึ้นอาจส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น -                       ประวัติเครดิตที่ดีอาจช่วยให้ได้รับอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่า ปัจจุบันรถมือสองส่วนใหญ่ยังอยู่ในสภาพดี หากรู้แหล่งหรือวิธีเช็กสภาพรถก็สามารถจะได้รถมือสองที่สภาพเหมือนใหม่ หรือมีการใช้งานเพียงเล็กน้อยมาใช้งานต่อได้ด้วย ดังนั้น สิ่งสำคัญที่สุดก่อนตัดสินใจซื้อรถมือสองก็คือ การศึกษาข้อมูล เลือกแหล่งซื้อรถมือสองที่ได้มาตรฐาน และตรวจสภาพรถก่อนตัดสินใจซื้ออย่างละเอียด หากใครที่กำลังมองหาสินเชื่อเพื่อซื้อรถมือสอง สินเชื่อรถยนต์ ttb DRIVE มีบริการสินเชื่อรถยนต์ใช้แล้ว ที่มีบริการจัดไฟแนนซ์ให้ถึงที่ รู้ผลอนุมัติเบื้องต้นไวภายใน 30 นาที พร้อมวงเงินที่ครอบคลุมราคารถยนต์ใช้แล้วที่ต้องการสูงสุด 100% จากราคาประเมินของธนาคาร นอกจากนี้ ยังสามารถเลือกระยะเวลาการผ่อนชำระได้สูงสุดถึง 84 เดือน ผ่อนได้สบายตามใจต้องการ

5 ข้อ ของผู้นำ AI  สู่องกร Digital Transformation

5 ข้อ ของผู้นำ AI สู่องกร Digital Transformation

          หุ้นวิชั่น - บริษัท อินไซท์เอรา จำกัด ผู้เชี่ยวชาญและผู้ให้บริการด้าน Marketing Technology & Services ที่ครบวงจรแบบ End-to-End ตอบโจทย์การวิเคราะห์ข้อมูลการตลาดครบทุกมิติ ได้ร่วมแชร์ข้อมูลที่น่าสนใจในหัวข้อ “การใช้ AI และ Application อัจฉริยะเพื่อการเปลี่ยนแปลงดิจิทัล (Digital Transformation)” ในงาน DigiTech ASEAN Thailand & AI Connect 2024           นางสาวนารีรัตน์ แซ่เตียว ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท อินไซท์เอรา จำกัด ได้เผยว่า “ทุกวันนี้ธุรกิจองค์กรทุกขนาดกำลังเผชิญกับการปรับตัวสู่การเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน  AI และ Application อัจฉริยะ ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญอย่างมากในการสร้างสรรค์ประสบการณ์ให้แก่ผู้ใช้งานและการทำงานภายในองค์กร โดยเฉพาะ Generative AI ที่สามารถพัฒนาความสามารถในการสร้างสรรค์และปรับเปลี่ยนเนื้อหาดิจิทัลที่ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานได้อย่างยืดหยุ่น รวดเร็ว และแม่นยำ อีกทั้งยังช่วยสร้างทางเลือกในการออกแบบ ปรับแต่ง และพัฒนาผลงานตามข้อกำหนดของมนุษย์ได้เป็นอย่างดี ผู้นำทุกธุรกิจองค์กรจึงควรเตรียมองค์กรให้พร้อมสำหรับการใช้เทคโนโลยี AI และ Application อัจฉริยะเพื่อรองรับการใช้งานเทคโนโลยี AI สำหรับธุรกิจองค์กรในอนาคต โดยควรมุ่งเน้นไปที่ 3 เรื่องหลัก ดังนี้ 1. การตั้งเป้าหมายเชิงกลยุทธ์และระบุกรณีการใช้งาน AI ที่ชัดเจน เพื่อสร้างคุณค่าให้กับธุรกิจได้อย่างแท้จริง 2. การจัดสรรทรัพยากรและโครงสร้างที่เหมาะสมสำหรับการรองรับ AI ทั้งในด้านบุคลากร เทคโนโลยี และข้อมูล 3. การติดตามและวัดผลลัพธ์ของการใช้งาน AI อย่างต่อเนื่อง เพื่อปรับปรุงกลยุทธ์และกระบวนการที่เกี่ยวข้องตามความเหมาะสม” โดยควรเลือกใช้ Generative AI ที่เหมาะสมกับธุรกิจองค์กรนั้นๆ เพื่อให้ AI สามารถตอบสนองเป้าหมายทางธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่า โดยสามารถเลือกใช้ AI ให้เหมาะกับแต่ละธุรกิจองค์กรได้ เช่น ·       การใช้แอปพลิเคชันที่มี AI ฝังในตัว (Consume) ·       การนำ API ของ AI มาฝังในแอปพลิเคชันที่ใช้อยู่ (Embed) ·       การปรับแต่งโมเดล AI โดยใช้ข้อมูลเฉพาะขององค์กร (Extend) ·       การพัฒนาโมเดล AI เฉพาะที่ตอบโจทย์ความต้องการขององค์กรเอง (Build) ซึ่งหากจะนำ AI และ Application อัจฉริยะมาใช้เพื่อการตลาด เครื่องมือเทคโนโลยีเหล่านี้จะเป็นตัวช่วยที่แสดงให้เห็นถึงประโยชน์มากมายในการเพิ่มประสิทธิภาพด้านการตลาดได้เป็นอย่างดี ด้วยมิติความสามารถในการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่และการเลือกสร้างแคมเปญที่ตรงโจทย์ความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย ทั้งการปรับแต่งการโฆษณา (Ad Optimization) การสร้างเนื้อหา (Content Creation) การทดสอบแคมเปญแบบ A/B ในวงกว้าง การวิเคราะห์อารมณ์และความรู้สึกของลูกค้า (Sentiment Analysis) รวมถึงการใช้ Chatbot อัจฉริยะเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าอย่างทันท่วงที ซึ่งการผสานเทคโนโลยีเหล่านี้เข้ากับแคมเปญการตลาดจะช่วยสร้างผลลัพธ์ที่ดีขึ้นและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างแม่นยำ           อีกทั้งการที่ผู้นำธุรกิจองค์กรจะเปลี่ยนแปลงองค์กรด้วย AI ให้ประสบความสำเร็จ จะต้องอาศัย 5 องค์ประกอบ สำคัญ ดังนี้ 1. ต้องกำหนดวัตถุประสงค์และกรณีการใช้งาน AI ให้ชัดเจน 2. ต้องมีข้อมูลและระบบข้อมูลที่สามารถรองรับและประมวลผล AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ 3. เลือกใช้เทคโนโลยีและเครื่องมือที่สอดคล้องกับการใช้งาน AI 4. บูรณาการ AI เข้ากับกระบวนการทำงานขององค์กรเพื่อสร้างความต่อเนื่อง 5. บุคลากรในองค์กรต้องมีวัฒนธรรมที่พร้อมยอมรับกับการเปลี่ยนแปลงและเปิดโอกาสการเรียนรู้และพัฒนา” “หากธุรกิจองค์กรใดสามารถนำทั้ง 5 องค์ประกอบนี้มาใช้อย่างครบถ้วน ธุรกิจองค์กรนั้นก็จะสามารถบรรลุความสำเร็จในการนำ AI มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ สร้างนวัตกรรมใหม่ๆ และตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงในตลาดได้อย่างยั่งยืน เพราะนับจากนี้ศักยภาพในการดำเนินงานของธุรกิจองค์กรจะสามารถวัดให้เห็นได้ ตั้งแต่การดำเนินงานตอบโจทย์ลูกค้าได้อย่างประสิทธิภาพ มีความยืดหยุ่น ถูกต้อง และรวดเร็วกว่าคู่แข่ง ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนเป็นสิ่งที่ช่วยสร้างแต้มต่อและสร้างการเติบโตให้แก่ธุรกิจองค์กรได้อย่างยั่งยืน” คุณนารีรัตน์ กล่าวทิ้งท้าย

เมืองไทยประกันชีวิต ถวายผ้ากฐิน ประจำปี 2567

เมืองไทยประกันชีวิต ถวายผ้ากฐิน ประจำปี 2567

หุ้นวิชั่น - เมืองไทยประกันชีวิต ร่วมสืบสานวัฒนธรรมและศาสนา  ถวายผ้ากฐินประจำปี 2567 เพื่อแสดงออกถึงความศรัทธาในพระพุทธศาสนา  และสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของบริษัทในการรักษาประเพณีไทยที่งดงามให้คงอยู่ ณ วัดหนองแก ต.หนองแก อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์  โดยปัจจัยที่ได้จากการถวายผ้ากฐินจะนำไปใช้ในการบูรณะศาสนสถานและพัฒนาพื้นที่ภายในวัด เพื่อให้เป็นศูนย์กลางจิตใจของชุมชน           บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) นำโดย นายโพธิพงษ์ ล่ำซำ ประธานกรรมการ และ นางยุพา ล่ำซำ  ร่วมเป็นประธานฝ่ายฆราวาส  นายสาระ  ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร       นางสลิล ล่ำซำ  นายกนิช  บุณยัษฐิติ กรรมการบริษัท  นายภูมิชาย ล่ำซำ ที่ปรึกษาประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ดร.สุธี โมกขะเวส กรรมการผู้จัดการ พร้อมด้วยนายสมคิด  จันทมฤก ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์  นายนพพร วุฒิกุล นายกเทศมนตรี  พ.ต.อ. กัมปนาท ณ วิชัย  ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรหัวหิน  ตลอดจนคณะผู้บริหารและพนักงาน บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน)  บริษัทคู่ค้า ลูกค้า  และผู้มีจิตศรัทธา ร่วมน้อมถวายผ้ากฐิน ประจำปี 2567  แด่พระสงฆ์จำพรรษากาลถ้วนไตรมาส ณ วัดหนองแก  อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ทั้งนี้ประเพณีถวายผ้ากฐินเป็นประเพณีสำคัญในพระพุทธศาสนาที่สืบทอดมายาวนาน โดยจะจัดขึ้นในช่วงเวลา 1 เดือนหลังออกพรรษา (ตั้งแต่วันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 ถึงวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12) ประเพณีนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อถวายผ้ากฐินให้แก่พระสงฆ์ที่จำพรรษาในวัดครบ 3 เดือน ตามพระวินัยปิฎก การถวายผ้ากฐินถือเป็นมหากุศลที่ยิ่งใหญ่ เนื่องจากผู้ถวายจะได้รับผลบุญจากการสนับสนุนศาสนกิจของพระสงฆ์และการบำรุงศาสนสถาน การจัดพิธีถวายผ้ากฐินในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการแสดงออกถึงความศรัทธาในพระพุทธศาสนา แต่ยังเป็นการสืบทอดวัฒนธรรมไทยและศาสนาพุทธที่เป็นรากฐานสำคัญของสังคมไทย การจัดพิธีนี้จะช่วยส่งเสริมความสมัครสมานสามัคคีในองค์กรและชุมชน พร้อมทั้งสนับสนุนให้วัดยังคงเป็นพื้นที่แห่งความสงบสุขและการเรียนรู้ธรรมะสำหรับทุกคน  นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมุ่งเน้นให้พนักงานและผู้เข้าร่วมพิธีได้ตระหนักถึงคุณค่าของการสืบทอดพระพุทธศาสนา และการทำบุญร่วมกันเป็นโอกาสในการฝึกจิตใจให้มีเมตตาและเสียสละ ซึ่งเป็นหลักสำคัญที่ช่วยสร้างสังคมที่มีคุณธรรมและความเอื้อเฟื้อซึ่งกันและกัน “วัดหนองแก” ตั้งอยู่ใน ตำบลหนองแก อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์  สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย บนที่ดินเนื้อที่ 40 ไร่ ก่อสร้างเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2460 มี พระครูประสิทธิวรการ หรือ "หลวงปู่คำ สุวรรณโชโต” อดีตพระเกจิอาจารย์ชื่อดัง ยอดพระสงฆ์ 5 แผ่นดิน เป็นเจ้าอาวาสองค์แรก ตั้งแต่ พ.ศ. 2463 - 2540 ต่อมาเมื่อปี พ.ศ.2544 มี พระครูสถิตญาณโสภณ เป็นเจ้าอาวาสจนถึงปัจจุบัน  เป็นวัดที่มีความสำคัญทั้งในเชิงประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และจิตวิญญาณของชุมชนในพื้นที่ รวมถึงเป็นศูนย์กลางแห่งศรัทธาของพุทธศาสนิกชนใน อำเภอหัวหิน    โดยมีบทบาทสำคัญในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา และเป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรม อาทิ การทำบุญประจำปี งานเทศกาล และพิธีกรรมทางศาสนา  ตลอดจนมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ เพราะวัดหนองแกเป็นวัดเก่าแก่ที่มีอายุมากกว่า 100 ปี และมีความเกี่ยวพันกับประวัติศาสตร์ของอำเภอหัวหิน  มีสถาปัตยกรรมที่สะท้อนถึงศิลปะไทยดั้งเดิม รวมถึงอุโบสถและพระพุทธรูปที่มีความงดงาม เช่น พระพุทธรูปปางมารวิชัยซึ่งเป็นพระประธานในอุโบสถ นอกจากนี้ ภาพจิตรกรรมฝาผนังยังเล่าเรื่องราวทางพระพุทธศาสนาและวัฒนธรรมไทยที่สวยงาม ในโอกาสนี้ เมืองไทยประกันชีวิต ได้มอบทุนการศึกษา ให้แก่ โรงเรียนวัดหนองแก จำนวน 100,000 บาท  โดยมี  นางรุจิรา คำตลบ  ผู้อำนวยการสถานศึกษา  โรงเรียนเทศบาลวัดหนองแก (หลวงปู่คำอุปถัมภ์) เป็นผู้แทนรับมอบ  ซึ่งถือเป็นหนึ่งในนโยบายของบริษัทฯ  ที่ให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจควบคู่ไปกับการดูแลสังคมในทุกด้าน ให้เติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

ทีทีบี แก้โลกร้อนเวที COP29 มุ่งส่งเสริมธุรกิจคาร์บอนต่ำ

ทีทีบี แก้โลกร้อนเวที COP29 มุ่งส่งเสริมธุรกิจคาร์บอนต่ำ

          หุ้นวิชั่น –  ทีเอ็มบีธนชาต หรือ ทีทีบี เป็นหนึ่งในภาคเอกชนไทยที่เข้าร่วมในงานประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 29 (COP29) โดยมีนายกมลพันธ์ ลักษณา หัวหน้าการพัฒนาที่ยั่งยืน ร่วมเป็นวิทยากรงานเสวนาในกิจกรรมคู่ขนาน (Side Event) การประชุมรัฐภาคีฯ หัวข้อ “Financing the Transition" นำเสนอในเรื่อง "Empowering SMEs and Sustainable Development through Green and Blue Financing" ซึ่งทีทีบีให้ความสำคัญและดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง พร้อมเดินหน้าตามเป้าหมาย Net-zero Commitment ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ เพื่อร่วมขับเคลื่อนแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ           นายกมลพันธ์ ลักษณา หัวหน้าการพัฒนาที่ยั่งยืน ทีเอ็มบีธนชาต เปิดเผยว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นหนึ่งในความท้าทายเร่งด่วนที่สุดของโลกในปัจจุบัน ซึ่งทีทีบีตระหนักถึงบทบาทสำคัญและความรับผิดชอบ พร้อมนำความสามารถมาสร้างโซลูชันทางการเงินที่จะช่วยเร่งให้เกิดการเปลี่ยนผ่าน เพราะบทบาทของธนาคารไม่ใช่การนำพาองค์กรไปสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ โดยทีทีบีมุ่งมั่นที่จะเป็นผู้ขับเคลื่อนในการดำเนินงานเพื่อเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบเศรษฐกิจที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net-zero Economy) ผ่านการให้สินเชื่อ ให้คำปรึกษาลูกค้า และสนับสนุนบนเส้นทางการเปลี่ยนผ่าน ทีทีบีมุ่งมั่นดำเนินธุรกิจตามกรอบ B+ESG ทุกกลยุทธ์และแนวทางการดำเนินธุรกิจต้องอยู่บนพื้นฐานของการสร้างการเติบโตและยั่งยืน เพราะธุรกิจ (Business) หรือ B ต้องเติบโตอย่างแข็งแรง ทีทีบีจึงมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนทางการเงินที่ยั่งยืนเพื่อการเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ โดยนำกฎเกณฑ์ด้าน ESG มาใช้ประกอบการพิจารณาสินเชื่อและการลงทุน พร้อมนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการที่มุ่งเน้นส่งเสริมด้าน ESG ให้กับลูกค้าธุรกิจและลูกค้าบุคคล เช่น สินเชื่อสีเขียว สินเชื่อสีฟ้า สินเชื่อที่เชื่อมโยงกับการดำเนินงานด้านความยั่งยืน การเงินเพื่อการปรับตัวสู่ความยั่งยืน ตราสารหนี้สีเขียว ตราสารหนี้สีฟ้า กองทุุนเพื่อการลงทุุนด้าน ESG และยังมีบริการให้ความช่วยเหลือและคำปรึกษาด้าน ESG ตลอดจนสร้างการมีส่วนร่วมกับลูกค้าอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นให้ความรู้และสร้างความตระหนักรู้ พร้อมมีเป้าหมายช่วยเหลือลูกค้าให้มีความเข้าใจและสามารถบริหารจัดการความเสี่ยงและโอกาสที่เกี่ยวข้องกับประเด็นด้าน ESG เพื่อให้ลูกค้ามีความรับผิดชอบและเปลี่ยนผ่านไปสู่อนาคตอย่างยั่งยืน ภายในงาน นายกมลพันธ์ ได้กล่าวถึงการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านว่า “ธนาคารได้วิเคราะห์ถึงผลกระทบจากกฎกติกาต่าง ๆ ที่จะบังคับใช้ในอนาคต เช่น มาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (CBAM-Carbon Border Adjustment Mechanism) ประกอบกับการวิเคราะห์พอร์ทสินเชื่อของลูกค้าตามความเสี่ยงของอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบ เพื่อวางแผน จัดกิจกรรมการมีส่วนร่วม และสร้างเกราะป้องกันให้กับลูกค้าตั้งแต่เริ่มต้น โดยทีทีบีจะจัดหาพันธมิตรด้านโซลูชันทางเทคนิคสำหรับการลดใช้พลังงาน การปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงาน เป็นต้น และในปี 2567 ธนาคารได้ออกผลิตภัณฑ์ทางการเงิน Green Transformation เพื่อช่วยสนับสนุนทางการเงินและส่งเสริมการลงทุนเพื่อการเปลี่ยนผ่านอย่างยั่งยืน           “จากการรวมปัจจัยด้าน ESG เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการให้คำปรึกษาและการอนุมัติสินเชื่อตลอดปีที่ผ่านมา ทำให้ธนาคารเห็นถึงความสนใจในสินเชื่อ ESG ที่เพิ่มมากขึ้นของลูกค้า โดยตลอดเส้นทางการดำเนินธุรกิจของทีทีบีได้สร้างชีวิตทางการเงินที่ดีขึ้นและแก้ปัญหาให้ผู้คนอย่างแท้จริง ผ่านการนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบโจทย์ช่วยลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมผ่านโซลูชันทางการเงินที่ยั่งยืน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งแรงผลักดันในการเปลี่ยนแปลงสังคมสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ตอกย้ำความสำเร็จจากรางวัลด้านความยั่งยืนที่ธนาคารได้รับมาต่อเนื่อง สะท้อนชัดถึงการลงมือทำอย่างแท้จริงของธนาคารในการขับเคลื่อนสู่การธนาคารเพื่อความยั่งยืน” นายกมลพันธ์ กล่าวสรุป

KKP รวมพลัง ฟื้นชายหาดบางแสน ดูแลสิ่งแวดล้อมหลังวันลอยกระทง

KKP รวมพลัง ฟื้นชายหาดบางแสน ดูแลสิ่งแวดล้อมหลังวันลอยกระทง

                      หุ้นวิชั่น – ชายหาดบางแสน จังหวัดชลบุรี สถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังซึ่งดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลสำคัญอย่าง วันลอยกระทง ต้องเผชิญกับปัญหาขยะสะสมจำนวนมากจากกระทงและสิ่งของต่างๆ ที่ถูกทิ้งลงในทะเลและชายหาด แม้จะมีการรณรงค์ให้เลือกใช้วัสดุกระทงที่เหมาะสมกับแหล่งน้ำเพื่อไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ยังคงมีขยะบางส่วนที่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ เพื่อร่วมฟื้นฟูสภาพแวดล้อมหลังคืนวันลอยกระทงบริเวณชายหาดบางแสน กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) พร้อมด้วยมูลนิธิสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) และเทศบาลเมืองแสนสุข ได้จัดกิจกรรม “KKP VolunTeam: อาสาสมัครเก็บขยะริมชายหาด จัดการปลายทางขยะอย่างถูกต้อง” เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2567 โดยมีพนักงานจิตอาสาของ KKP เข้าร่วมจำนวนกว่า 100 คน           นางสาวพัทนัย เหลืองตระกูล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ หัวหน้าสำนักสื่อสารองค์กรและการตลาด กล่าวว่า “KKP มีธุรกิจหลักเป็นสถาบันการเงิน แต่ก็ให้ความสำคัญกับปัญหาขยะและสิ่งแวดล้อม เพราะสิ่งแวดล้อมเป็นรากฐานของการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งส่งผลต่อทั้งเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชน กิจกรรมนี้ไม่ใช่เพียงการเก็บขยะ แต่สร้างประโยชน์ในหลายด้าน ตั้งแต่การช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศ โดยการป้องกันสัตว์ทะเลจากการกินหรือสัมผัสกับขยะที่อาจเป็นอันตราย การปรับปรุงทัศนียภาพของชายหาดบางแสนเพื่อให้คงความสวยงามและดึงดูดนักท่องเที่ยว การสร้างความตระหนักรู้ในหมู่พนักงานและผู้เข้าร่วมในการจัดการขยะอย่างถูกวิธี เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน” ด้านพนักงานจิตอาสาของ KKP นายวีรพัทธ์ ตาใจ กล่าวถึงสิ่งที่ได้จากกิจกรรมนี้ว่า “เมื่อได้ลงมือเก็บขยะ เราได้เห็นถึงผลกระทบของขยะที่ไม่ถูกจัดการอย่างถูกต้องต่อธรรมชาติ ทำให้รู้สึกอยากช่วยดูแลสิ่งแวดล้อมมากขึ้น และอยากส่งต่อแนวคิดนี้ไปยังคนรอบตัวให้มากขึ้น” พบว่าสำหรับขยะกระทงในปัจจุบันมักใช้วัสดุสังเคราะห์ เช่น โฟมและพลาสติก ซึ่งย่อยสลายได้ยาก รวมถึงใช้เศษตะปูและวัสดุอันตรายในการยึดหรือตกแต่ง ซึ่งเป็นอันตรายต่อนักท่องเที่ยวและสัตว์ทะเล ขยะเหล่านี้จึงไม่เพียงทำลายความสวยงามของชายหาด แต่ยังส่งผลเสียต่อระบบนิเวศทางทะเลโดยตรง เช่น สัตว์ทะเลกินขยะ เศษพลาสติก หรือสีที่ใช้ในกระทงบางประเภทอาจปล่อยสารเคมีปนเปื้อนน้ำทะเล ยิ่งไปกว่านั้น การจัดการขยะอย่างไม่ถูกวิธี ยังทำลายทรัพยากรธรรมชาติ จนประเทศไทยติดอันดับต้นๆ ของโลกในแง่ของการปล่อยขยะพลาสติกลงทะเล ซึ่งเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ต้องการการแก้ไขอย่างจริงจัง กิจกรรมเก็บขยะครั้งนี้จึงมุ่งเน้นการจัดการขยะอย่างถูกวิธีและครบวงจร ผ่านกระบวนการ “คัดแยก ส่งคืน ใช้ประโยชน์สูงสุด เพื่อลดขยะหลุมฝังกลบ” โดยคัดแยกประเภทการเก็บขยะอย่างชัดเจนตั้งแต่ต้น เพื่อให้สามารถจัดการได้อย่างถูกวิธีและเกิดประโยชน์สูงสุด ดังนี้ 1.          กลุ่มขวดพลาสติกใส ขวดแก้ว กระป๋อง และเศษเชือก แห-อวน นำไปเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล และ ฝาขวดพลาสติก ยางวง นำไป Upcycle ผ่านกลุ่มบางแสนคอลเลคชั่น 2.          กลุ่มถุงพลาสติก ถุงหูหิ้ว ถุงขนม สายเดี่ยวแก้วน้ำ กล่อง-แก้วพลาสติก โฟม หลอด ช้อน/ส้อมพลาสติก รองเท้า ฟองน้ำ เศษยาง ส่งให้เทศบาล ส่งต่อไปเป็นขยะเชื้อเพลิง 3.          เศษอาหาร เทศบาลส่งให้กลุ่มผู้เลี้ยงสัตว์ ส่วนขยะอินทรีย์อื่น ๆ เช่น ลูกมะพร้าว เศษไม้ ตะเกียบไม้ ใบไม้ ใบตอง รวมทั้งกล่อง-ถ้วย-จานชานอ้อย เทศบาลนำไปทำปุ๋ย แจกจ่ายให้ชุมชนได้ใช้ประโยชน์ 4.          กลุ่มไฟแช็ค เศษพลุ ก้นบุหรี่ ขยะที่มีสารเคมี รวบรวมส่งให้เทศบาล ส่งต่อกำจัดอย่างถูกวิธี ขยะที่เก็บได้จากกิจกรรมนี้มีน้ำหนักรวม 430 กิโลกรัม แบ่งเป็นขยะกระทง 345 กิโลกรัม วัสดุรีไซเคิล 75 กิโลกรัม และขยะที่จะต้องกำจัด 10 กิโลกรัม ซึ่งการคัดแยกและกำจัดขยะเหล่านี้อย่างถูกวิธี จะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 87 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า กิจกรรม KKP VolunTeam: อาสาสมัครเก็บขยะริมชายหาด จัดการปลายทางขยะอย่างถูกต้อง เป็นอีกสิ่งที่สะท้อนถึงความร่วมกันระหว่างองค์กรเอกชน หน่วยงานท้องถิ่น และชุมชนที่มุ่งสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในระยะยาว โดยไม่เพียงช่วยฟื้นฟูสภาพแวดล้อมชายหาด แต่ยังส่งเสริมให้ผู้เข้าร่วมตระหนักถึงปัญหาขยะ อีกทั้งยังสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนในพื้นที่ร่วมกันปกป้องทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อส่งต่อสิ่งแวดล้อมที่ดี น้ำสะอาด และอากาศบริสุทธิ์ให้กับคนรุ่นหลัง

รฟม.-BEM ขยายเวลาเปิดให้บริการตั้งแต่ตี 4 วันอาทิตย์ 1 ธ.ค.67 อำนวยความสะดวกงาน

รฟม.-BEM ขยายเวลาเปิดให้บริการตั้งแต่ตี 4 วันอาทิตย์ 1 ธ.ค.67 อำนวยความสะดวกงาน "วิ่งผ่าเมือง ครั้งที่ 7"

          การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ร่วมกับ บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM ผู้ให้บริการทางพิเศษและรถไฟฟ้า MRT สายสีน้ำเงินและสายสีม่วง ร่วมสนับสนุนการแข่งขันวิ่งมาราธอนส่งเสริมการท่องเที่ยวระดับโลก "วิ่งผ่าเมือง ครั้งที่ 7"  Amazing Thailand Marathon Bangkok 2024 โดยจะขยายเวลาการเปิดให้บริการ MRT สายสีน้ำเงิน ในวันอาทิตย์ที่ 1 ธันวาคม 2567 ตั้งแต่เวลา 04.00 น.  นอกจากนี้ทาง รฟม. ยังได้ขยายเวลาการเปิดให้บริการอาคารจอดรถและลานจอดแล้วจร ตั้งแต่เวลา 03.00 น. ได้แก่ อาคารจอดรถที่สถานีลาดพร้าว และลานจอดแล้วจรที่สถานีรัชดาภิเษก สถานีห้วยขวาง สถานีพระราม 9 สถานีเพชรบุรี สถานีสุขุมวิท และสถานีสามย่าน

นิด้าโพลชี้! ประชาชนไม่ไว้วางใจรัฐบาลปกป้องผลประโยชน์ชาติ เจรจา MOU 44-เกาะกูด

นิด้าโพลชี้! ประชาชนไม่ไว้วางใจรัฐบาลปกป้องผลประโยชน์ชาติ เจรจา MOU 44-เกาะกูด

          ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) สำรวจความคิดเห็น เรื่อง “มีใครเข้าใจประเด็นโต้แย้งเรื่อง MOU 44 และเกาะกูด บ้าง” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 12-13 พฤศจิกายน 2567 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับความเข้าใจของประชาชนในประเด็นการโต้แย้ง MOU 44 และสถานการณ์ของเกาะกูด การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0           จากการสำรวจเมื่อถามความเข้าใจของประชาชนในประเด็นการโต้แย้งเกี่ยวกับ MOU 44 และสถานการณ์ ของเกาะกูด พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 58.86 ระบุว่า ไม่เข้าใจเลย รองลงมา ร้อยละ 19.31 ระบุว่า ไม่ค่อยเข้าใจ ร้อยละ 15.65 ระบุว่า ค่อนข้างเข้าใจ และร้อยละ 6.18 ระบุว่า เข้าใจมาก           เมื่อสอบถามผู้ที่ระบุว่ามีความเข้าใจมากและค่อนข้างเข้าใจในประเด็นการโต้แย้งเกี่ยวกับ MOU 44 และสถานการณ์ของเกาะกูด (จำนวน 288 หน่วยตัวอย่าง) เกี่ยวกับความไว้วางใจต่อรัฐบาลว่าจะสามารถปกป้องผลประโยชน์ของชาติได้หากมีการเจรจา MOU 44 กับรัฐบาลกัมพูชา พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 33.68 ระบุว่า ไม่ไว้วางใจเลย รองลงมา ร้อยละ 29.17 ระบุว่า ไม่ค่อยไว้วางใจ ร้อยละ 24.65 ระบุว่า ค่อนข้างไว้วางใจ และร้อยละ 12.50 ระบุว่า ไว้วางใจมาก           สำหรับความต้องการที่จะเข้าใจข้อโต้แย้ง MOU 44 และสถานการณ์ของเกาะกูดให้ชัดเจนมากขึ้น พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 41.22 ระบุว่า ไม่ต้องการเลย รองลงมา ร้อยละ 26.72 ระบุว่า ต้องการมาก ร้อยละ 16.64 ระบุว่า ค่อนข้างต้องการ และร้อยละ 15.42 ระบุว่า ไม่ค่อยต้องการ           ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงการมีแนวคิดความเป็น “ชาตินิยม” ของประชาชน พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 40.15 ระบุว่า มีความเป็น “ชาตินิยม” มาก รองลงมา ร้อยละ 28.24 ระบุว่า ความเป็น “ชาตินิยม” ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ร้อยละ 15.04 ระบุว่า ค่อนข้างมีความเป็น “ชาตินิยม” ร้อยละ 7.33 ระบุว่า ไม่มีความเป็น “ชาตินิยม” เลย ร้อยละ 6.26 ระบุว่า ไม่ค่อยมีความเป็น “ชาตินิยม” และร้อยละ 2.98 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

ไอคอนสยาม จับมือ ลิซ่า - ศิลปินนานาชาติ ใน “Amazing Thailand Countdown 2025” ชูไทยท็อป 5 งานเคานต์ดาวน์

ไอคอนสยาม จับมือ ลิซ่า - ศิลปินนานาชาติ ใน “Amazing Thailand Countdown 2025” ชูไทยท็อป 5 งานเคานต์ดาวน์

          กรุงเทพฯ (14 พฤศจิกายน 2567) ; ไอคอนสยาม แลนด์มาร์กระดับโลกริมแม่น้ำเจ้าพระยา ภายใต้การร่วมทุนของกลุ่มสยามพิวรรธน์ เครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP) และ แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ (MQDC) ตอกย้ำศักยภาพการเป็นจุดหมายปลายทางระดับโลกที่เชิดชูความเป็นไทยสู่สากล พร้อมส่งประเทศไทยยืนหนึ่ง เป็น Global Countdown Destination ที่อยู่ในใจผู้คนทั่วโลก สร้างมหาปรากฏการณ์เฉลิมฉลองศักราชใหม่ “Amazing Thailand Countdown 2025” เพื่อฉลองความยิ่งใหญ่เมื่อสิ่งที่ดีที่สุดของไทยบรรจบกับสิ่งที่ดีที่สุดของโลก ด้วยการแสดงพลุสุดวิจิตรงดงามอลังการยาวที่สุดในประเทศไทย และโชว์เดี่ยวสุดเอ็กซ์คลูซีฟครั้งแรกในประเทศไทยของ “ลิซ่า ลลิษา มโนบาล” ศิลปินระดับโลกสัญชาติไทยผู้เป็นความภาคภูมิใจของประเทศไทยและเป็นแรงบันดาลใจของผู้คนทั่วโลก พร้อมกองทัพศิลปินไอคอนคนดังจากนานาชาติ คาดกระตุ้นเศรษฐกิจประเทศ มียอดผู้ร่วมงานและชมการถ่ายทอดสดรวมออนไลน์มากกว่า 30 ล้านคนทั่วโลก และมั่นใจว่างานเคานต์ดาวน์ประเทศไทยในครั้งนี้จะติดอันดับ Top 5 ของโลก ตลอดการจัดงาน 3 วัน 3 คืน ระหว่างวันที่ 29-31 ธันวาคม 2567 ณ ริเวอร์ พาร์ค ไอคอนสยาม ซึ่งในขณะนี้ ได้รับการติดต่อจากสำนักข่าวและ KOL ชื่อดังจากหลายประเทศเพื่อทำข่าวมหาปรากฎการณ์ในครั้งนี้สู่สายตาชาวโลกอย่างเต็มที่           นางชฎาทิพ จูตระกูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัทสยามพิวรรธน์ เปิดเผยว่า ไอคอนสยามได้ถูกรังสรรค์ขึ้นจากปณิธานที่จะเชิดชูเรื่องราวอันมีคุณค่าและเป็นความภาคภูมิใจจากทุกมิติของความเป็นไทยที่มีอยู่ในชาติ นำเสนอในรูปแบบของความวิจิตรล้ำสมัย หลอมรวมเป็นที่สุดของเอกลักษณ์และวิถีไทยอันสง่างาม เป็นเมืองแห่งความรุ่งโรจน์ที่รวบรวมสิ่งที่ดีที่สุดของไทยกับสิ่งที่ดีที่สุดจากทั่วโลกเข้าไว้ด้วยกัน ให้เป็นจุดหมายปลายทางอันยิ่งใหญ่ที่ไม่แพ้ชาติใดในโลก เสริมสร้างให้คนไทยภาคภูมิใจในความเป็นไทย และช่วยกันสืบทอดความงดงามของความเป็นไทยสู่ชนรุ่นหลัง อีกทั้งให้คนทั่วโลกที่มาเยี่ยมชมรู้สึกหลงรักและประทับใจประเทศไทยมากยิ่งขึ้น  ดังนั้นการจัดงาน “Amazing Thailand Countdown 2025” ครั้งนี้ จึงเป็นการตอกย้ำปณิธานไอคอนสยามที่มีมาแต่แรกเริ่มอย่างแท้จริง           นายสุพจน์ ชัยวัฒน์ศิริกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไอคอนสยาม จำกัด เปิดเผยว่า การจัดงานเฉลิมฉลองศักราชใหม่ในปีนี้ ไอคอนสยาม ผนึกกำลังองค์กรพันธมิตรทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ได้แก่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, กรุงเทพมหานคร, สภาหอการค้าไทย, บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จํากัด, บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ, บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน), บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน), บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน), ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน), บริษัท ไทยฮอนด้า จำกัด, บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด, บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด, บริษัท อังกฤษตรางู (แอล.พี.) จำกัด, สมาคมการค้าธุรกิจในแม่น้ำเจ้าพระยา สมาคมเรือไทย พันธมิตรภาคเอกชน ธุรกิจโรงแรมและชุมชนโดยรอบแม่น้ำเจ้าพระยา ร่วมกันจัดงานมหาปรากฏการณ์ “Amazing Thailand Countdown 2025”  สุดยิ่งใหญ่ เพื่อให้ประเทศไทยเป็นที่กล่าวขวัญถึงทั่วโลก การจัดงานเคานต์ดาวน์ครั้งนี้ ได้รับเกียรติจากศิลปินไอคอนิคระดับโลก “ลิซ่า ลลิษา มโนบาล” ที่สุดของความภูมิใจของคนไทย มาร่วมสร้างมหาปรากฏการณ์ สะกดใจชาวโลกกับการแสดงโชว์สุดอลังการริมโค้งน้ำเจ้าพระยาที่งดงาม สะท้อนเอกลักษณ์และความสามารถของประเทศไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก สร้างชื่อเสียงที่ดีสู่เวทีระดับสากล           “ไอคอนสยามพร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยโดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยว จึงจัดงาน ‘Amazing Thailand Countdown 2025’ สุดยิ่งใหญ่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ด้วยการสร้างมหาปรากฏการณ์การแสดงพลุรักษ์โลกสุดตระการตาริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่ยาวที่สุดในประเทศไทยกว่า 1,400 เมตร พร้อมตื่นตาตื่นใจไปกับการแสดงของกองทัพศิลปินไอคอนคนดังนานาชาติ คาดว่า จะมีผู้ชมการแสดงและผู้ชมถ่ายทอดสดงานผ่านช่องทางต่าง ๆ มากกว่า 30 ล้านคนจากทั่วประเทศและทั่วโลก โดยเฉพาะปีนี้ที่มีความพิเศษสุด เราได้รับการติดต่อจากสื่อต่างประเทศและ KOL จำนวนมากที่สนใจร่วมถ่ายทอดสดและรายงานข่าวในปีนี้ ทำให้มั่นใจว่า งานเคานต์ดาวน์ของประเทศไทยครั้งนี้จะเป็น 1 ใน 5 ของสถานที่เคานต์ดาวน์ที่ดีที่สุดของโลก”           “ขอเชิญชวนทุกท่านมาร่วมส่งกำลังใจในงาน “มหาปรากฏการณ์เคานต์ดาวน์สะกดโลก ฉลองความยิ่งใหญ่ที่สุดของไทยและที่สุดของโลก” เพื่อทำให้งาน Amazing Thailand Countdown 2025 เป็นงานฉลองส่งท้ายปีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในประเทศไทย และทำให้ประเทศไทยเป็นที่หนึ่งในใจของผู้คนทั่วโลก” นายสุพจน์กล่าวในที่สุด           นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ได้ขับเคลื่อนการทำงานร่วมกับ กระทรวงวัฒนธรรม กรุงเทพมหานคร หน่วยงานพันธมิตรภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น Word Class Event Hub ด้วยการยกระดับเทศกาลงานประเพณีไทยสู่งานเทศกาลระดับโลก หรือ Local to Global จัดเฟสติวัลหลากหลายรูปแบบ รวมถึงดึงงานอีเวนต์ ดนตรี กีฬา ระดับโลกเข้ามาจัดในประเทศไทย เพื่อส่งเสริมการเดินทางท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ ให้เกิดการขยายวันพัก เพิ่มการใช้จ่ายทางการท่องเที่ยว กระตุ้นเม็ดเงินหมุนเวียนทางเศรษฐกิจสร้างรายได้และสร้างชื่อเสียงภาพลักษณ์ที่ดีให้กับประเทศไปสู่สายตา นักท่องเที่ยวทั่วโลก           จากความเข้มแข็งของภาคเอกชนและความร่วมมือของห่วงโซ่การท่องเที่ยว ส่งผลให้ประเทศไทย ขึ้นแท่นครองใจนักท่องเที่ยวทั่วโลก กับตำแหน่งล่าสุดต้อนรับปีใหม่ Destination Of the Year 2025 จัดอันดับโดย นิตรสารที่ทรงอิทธิพลทางการท่องเที่ยว Travel+ Leisure รวมถึง การจัดงาน Amazing Thailand Countdown 2025 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 29-31 ธันวาคม 2567 ณ ริเวอร์ พาร์ค ไอคอนสยาม เกิดขึ้นจากความร่วมมือของพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อให้เป็นแลนมาร์กและสัญลักษณ์ของประเทศไทยในการเป็น "Global Countdown Destination" ระดับโลก ททท. ขอขอบคุณ ไอคอนสยาม ที่ได้ร่วมกันสร้างสรรค์ให้งานนี้เป็นแม็กเน็ตอีเวนต์ที่สำคัญ และขอบคุณทุกองค์กรที่มีส่วนร่วมในการจัดงาน ขอให้ทุกท่านมีความสุขในช่วงเทศกาลแห่งการเฉลิมฉลองนี้           นายศานนท์ หวังสร้างบุญ  รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า “กทม. มุ่งมั่นส่งเสริมและสนับสนุนให้กรุงเทพฯ เป็นมหานครแห่งการสร้างสรรค์และวัฒนธรรม เพื่อสร้างเสริมขีดความสามารถในการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน หัวใจสำคัญในความสำเร็จของเมือง จริง ๆ แล้วภาครัฐเป็นเพียงผู้อำนวยความสะดวกและให้การสนับสนุนตามภารกิจหน้าที่  หลากหลายโครงการดี ๆ ภาคเอกชนล้วนเป็นผู้สร้างสรรค์ขึ้น นับว่าเป็นการสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของเมืองได้อย่างเป็นรูปธรรม งาน Countdown ที่ไอคอนสยามเป็นงานประจำปีที่มีชื่อเสียงระดับโลก สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติให้เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในกรุงเทพมหานคร อีกทั้งเป็นการส่งเสริมและกระตุ้นอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของกรุงเทพมหานครในช่วงปลายปี การจัดงานนี้เป็นการรวมพลังที่ยิ่งใหญ่จากทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อน สุดท้ายประโยชน์ก็จะอยู่กับประชาชน เมือง และประเทศ ทำให้เมืองนี้เป็นเมืองที่น่าอยู่สำหรับทุกคน ในฐานะที่กรุงเทพมหานครเป็นพันธมิตรในการจัดงาน ได้ตระหนักในเรื่องความปลอดภัยของผู้เข้าร่วมงานเป็นสำคัญ จึงได้ให้การสนับสนุนรถดับเพลิง เรือดับเพลิง รวมทั้งกำลังเจ้าหน้าที่ประจำจุดเฝ้าระวังโดยรอบพื้นที่การจัดงาน เพื่อเตรียมความพร้อมในการระงับเหตุได้ทันท่วงที เพราะฉะนั้นประชาชนที่มาร่วมงานจะได้เฉลิมฉลองได้อย่างสบายใจ มีความสุข และปลอดภัยในช่วงเทศกาลแห่งความสุขนี้”           ดร.กฤษณะ วจีไกรลาศ กรรมการเลขาธิการ หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า “ประเทศไทยเป็นที่รู้จักกันดีในฐานะจุดหมายปลายทางยอดนิยมสำหรับนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะในช่วงปลายปี ซึ่งเป็นช่วงเทศกาลสำคัญที่สามารถสร้างรายได้ให้กับภาคการท่องเที่ยวได้อย่างมหาศาล และกระจายรายได้ไปยังทุกภาคส่วน จากการคาดการณ์ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ในช่วง 4 เดือนสุดท้ายของปีนี้ คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาในประเทศไทยเพิ่มขึ้นถึง 20% หรือประมาณ 12 ล้านคน และสร้างรายได้ให้กับประเทศถึง 652,826 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 29% ยิ่งตอกย้ำถึงศักยภาพของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย หอการค้าไทยพร้อมที่จะร่วมมือ กับทุกภาคส่วนในการผลักดันให้งาน Amazing Thailand Countdown 2025 ประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย เพื่อสร้างความประทับใจให้แก่นักท่องเที่ยว และแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของประเทศไทยในการจัดงานระดับโลก ซึ่งจะส่งผลดีต่อความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจของประเทศ นอกจากนั้นยังช่วยสนับสนุน SME ผู้ประกอบการทั้งขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก ตลอดริมแม่น้ำเจ้าพระยา ให้เติบโตได้อย่างต่อเนื่อง”           นาวาโทปริญญา รักวาทิน นายกสมาคมการค้าธุรกิจในแม่น้ำเจ้าพระยา กล่าวว่า “การจัดงาน Amazing Thailand Countdown 2025 ในครั้งนี้มีความยิ่งใหญ่ระดับโลกมากกว่าทุกปีที่ผ่านมา โดยในปีนี้ผู้ประกอบการต่างๆ ที่รายรอบอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ทั้งโรงแรมและร้านอาหาร  มีการเตรียมความพร้อมในการต้อนรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ พร้อมทั้งยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยต่าง ๆ เพื่อให้เชื่อมั่นว่าเป็นการจัดงานครั้งยิ่งใหญ่อีกครั้งหนึ่ง สมาคมฯคาดว่าจะมีการเติบโตทางด้านรายได้ในภาพรวมของกลุ่มธุรกิจในแม่น้ำเจ้าพระยาในช่วงเทศกาลนี้มากกว่าปีที่ผ่านมากว่า 75% โดยเฉพาะในช่วงวัน countdown คาดว่าจะโตมากกว่า 100%”           นายอภิชาติ พัชรภิญโญพงศ์ นายกสมาคมเรือไทย กล่าวย้ำว่า “บรรยากาศในช่วงไฮซีซั่นนี้มีความคึกคักมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะ การจัดงานเคานต์ดาวน์ที่ยิ่งใหญ่ระดับโลกจึงนับเป็นปัจจัยเกื้อหนุนสำคัญในการสร้างทราฟฟิกทางเรือให้เติบโตขึ้นมากกว่า 30% สร้างรายได้ให้กับธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเรือโดยสาร และเรือท่องเที่ยวกว่า 40 ล้านบาท นอกจากนั้นเพื่อการเตรียมการและความพร้อมเพื่อให้ประเทศไทยเป็นเจ้าบ้านที่ดีในการจัดงาน Amazing Thailand Countdown 2025 ที่ไอคอนสยาม ทางผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องยังได้ขยายเวลาบริการเรือข้ามฟากที่ท่าไอคอนสยามถึงเวลา 03.00 น.ในคืนวันเคานต์ดาวน์ เพื่อแบ่งเบาการจราจรในบริเวณโดยรอบให้มีความสะดวกยิ่งขึ้น เพื่อรองรับจำนวนผู้เดินทางโดยรอบแม่น้ำเจ้าพระยา ที่คาดว่าจะพุ่งสูงขึ้นครั้งประวัติการณ์จากการจัดงานเคาน์ดาวน์ที่ไอคอนสยามในปีนี้”           นายเกรียงศักดิ์ สุวรภามณีสวัสดิ์ ผู้บริหารกลุ่มงาน GLOBAL PARTNERSHIP  MANAGEMENT บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด เปิดเผยว่า นอกจากนี้ เพื่อสร้างประสบการณ์เหนือความคาดหมายอย่างต่อเนื่อง นักท่องเที่ยวจากทั่วโลกที่มาร่วมงาน Amazing Thailand Countdown 2025  ณ ไอคอนสยาม จะได้สัมผัสกับประสบการณ์สุดพิเศษจากบัตร ONESIAM Global Visitor Card ด้วยสิทธิประโยชน์เหนือระดับ 3 ต่อ ทั้งส่วนลดสูงสุด 30% ที่ร้านค้าแบรนด์ชั้นนำ และส่วนลด 5% ที่ห้างสรรพสินค้า Siam Takashimaya และซูเปอร์มาร์เก็ต Dear Tummy ฯลฯ พร้อมบริการ Wi-Fi ฟรี และสิทธิ์เข้าใช้ห้องรับรอง Tourist Lounge นอกจากนี้ บัตรฯ ยังมอบสิทธิประโยชน์จากพันธมิตรระดับโลก ไม่ว่าจะเป็นสายการบิน โรงแรม ทัวร์ รวมถึงส่วนลดและข้อเสนอพิเศษที่แหล่งท่องเที่ยว ร้านอาหาร และร้านค้าในเครือ ONESIAM ตลอดจนสิทธิพิเศษอีกมากมายจากพันธมิตรค้าปลีกทั่วโลก  พิเศษสุดส่งท้ายปลายปี สำหรับผู้ถือบัตรฯ 500 ท่านแรก ที่มียอดใช้จ่ายขั้นต่ำ 6,000 บาท ที่ไอคอนสยาม รับของสมนาคุณสุดพิเศษจากไอคอนคราฟต์ แพลตฟอร์มชั้นนำแห่งงานนวัตศิลป์ของช่างไทย ที่สุดของมหาปรากฏการณ์เคานต์ดาวน์ ฉลองความยิ่งใหญ่ที่สุดของไทยและที่สุดของโลก           นายสุพจน์ กล่าวเพิ่มเติมถึงไฮไลต์ที่สร้างมหาปรากฏการณ์สะกดชาวโลกของงานในปีนี้ว่า “ไอคอนสยามต้อนรับปีใหม่อย่างยิ่งใหญ่ สร้างประสบการณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟ ด้วยการรวบรวมที่สุดของความโดดเด่นในงาน ‘Amazing Thailand Countdown 2025’ ซึ่งผสานความเป็นไอคอนิคของไทยและโลกเข้าด้วยกันในที่เดียว โดยนำเสนอ 3 มหาปรากฏการณ์สุดพิเศษที่จะสร้างความประทับใจอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน มหาปรากฏการณ์พลุเฉลิมฉลองระดับโลก ตื่นตาตื่นใจกับการแสดงพลุรักษ์โลกที่ยาวถึง 1,400 เมตร ยาวที่สุดริมแม่น้ำเจ้าพระยา จัดเต็มด้วยเทคนิคและความแปลกใหม่ รังสรรค์โดยผู้กำกับพลุมือรางวัลจากประเทศญี่ปุ่น ผสานกับทีมงานสร้างสรรค์ชั้นนำจากประเทศไทย ภายใต้แนวคิด “Celebrating the Everlasting Legacy of Siam เฉลิมฉลองมรดกไทยอันรุ่งโรจน์นิรันดร์” สะท้อนถึงสีสันและความงดงามของมรดกและภูมิปัญญาไทย มหาปรากฏการณ์สะกดโลกจากสุดยอดศิลปินไอคอนิค พบกับการแสดงไฮไลต์จาก “ลิซ่า ลลิษา มโนบาล” ศิลปินไอคอนิคระดับโลกที่สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยและเป็นแรงบันดาลใจของผู้คนทั่วโลก ที่จะมาพร้อมปรากฎการณ์สะกดใจชาวโลกในค่ำคืนแห่งโชว์สุดยิ่งใหญ่ครั้งสำคัญ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ตอกย้ำภาพลักษณ์อันแข็งแกร่งของประเทศไทยในการเป็น Global Destination อันดับหนึ่งในใจที่ผู้คนทั่วโลกต้องมาเยือน มหาปรากฏการณ์บันเทิง ฉลองความยิ่งใหญ่ของไทยและโลก สัมผัสประสบการณ์บันเทิงเหนือระดับผสานความเป็นไทยและสากล ดื่มด่ำกับการแสดงและคอนเสิร์ตจากศิลปินไทยและต่างประเทศต่อเนื่องตลอด 3 วัน กว่า 60 ชีวิต นำทัพโดย ATLAS, BUS Because of you I shine, 4EVE, Jeff Satur, MILLI, NONT TANONT, พีพี บิวกิ้น, เป๊ก ผลิตโชค, ศิลปินวง  PERSES, PROXIE, ZeeNuNew, ทีมนักแสดงจาก PIT BABE The Series และศิลปินจีนชื่อดังระดับโลก “เว่ยเจ๋อหมิง” นอกจากนี้ยังมีการแสดงนำวัฒนธรรมไทยสู่สายตาชาวโลก จากนักแสดงชั้นนำ ได้แก่ กองทัพ พีค และนก KPN แชมป์โลก solo senior vocalist คนแรกของไทย ที่มาส่งมอบความสุขส่งท้ายปีและพร้อมต้อนรับปีใหม่ด้วยความบันเทิงแบบจัดเต็ม บนเวทีพาโนรามาที่มาพร้อมฉากหลังที่สวยงามที่สุดบนโค้งน้าเจ้าพระยาที่ไม่มีใครเลียนแบบได้           “เพื่อให้ประเทศไทยเป็นที่กล่าวขวัญถึงทั่วโลกในช่วงขึ้นปีใหม่ ไอคอนสยามผนึกกำลังกับทั้งภาครัฐและเอกชน ทำให้งาน Amazing Thailand Countdown 2025 เป็นงานฉลองส่งท้ายปีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในประเทศไทย โดยมีไฮไลต์จากการแสดงพลุรักษ์โลก และสุดยอดมหกรรมความบันเทิงระดับเวิลด์คลาสจากบรรดาศิลปินดาราไทยและจากต่างประเทศอีกมากมายตลอด 3 วัน 3 คืน เพื่อส่งมอบความสุข ความประทับใจ พร้อมสร้างประสบการณ์เหนือความคาดหมาย ตอกย้ำความมุ่งมั่นของไอคอนสยามในการนำสิ่งที่ดีที่สุดของไทยให้มาบรรจบกับสิ่งที่ดีที่สุดของโลก” นายสุพจน์ย้ำ           มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของปรากฎการณ์งานเคานต์ดาวน์ระดับโลก ‘Amazing Thailand Countdown 2025 at ICONSIAM’ สุดยิ่งใหญ่อลังการพร้อมสะกดทุกสายตาของชาวโลก ตั้งแต่วันที่ 29 - 31 ธันวาคมนี้ ณ ริเวอร์ พาร์ค ไอคอนสยาม โดยสามารถติดตามรายละเอียดและเงื่อนไขการรับสิทธิ์เข้าร่วมงานได้ทาง www.iconsiam.com หรือ Facebook: ICONSIAM หรือเลือกรับชมผ่านการถ่ายทอดสด (Live) 15 ช่องทาง ได้แก่สถานีโทรทัศน์ไทยรัฐ ทีวีช่อง 32HD, ONE31, GMM25 และ TNN16 หรือช่องทางออนไลน์ผ่านเฟสบุ๊ค ไทยรัฐออนไลน์, เดลินิวส์ออนไลน์, ข่าวสด,มติชน, Feed, TNN, NationTV, ช่อง one31 และ PPTV HD36 โดยจะถ่ายทอดสดให้รับชมพร้อมกันตั้งแต่เวลา 23.00 น.เป็นต้นไป และช่องทางออนไลน์ของไอคอนสยาม Facebook และ YouTube ตั้งแต่เวลา 18.00 น. เป็นต้นไป           ประชาชนทั่วไปที่สนใจร่วมงานสามารถเดินทางมาไอคอนสยามได้ครอบคลุมทุกเส้นทางการคมนาคมทั้งรถยนต์ รถประจำทาง เรือโดยสาร และรถไฟฟ้าสายสีทองลงสถานี G2 เจริญนคร ถึงไอคอนสยามได้อย่างสะดวกสบายและรวดเร็ว สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมโทร. 1338 หรือติดตามข่าวสารได้ที่ Facebook: ICONSIAM

MAJOR จัดดูหนังมาราธอน 72 ชั่วโมง ชิงรางวัลรวมมูลค่า 346,300 บาท

MAJOR จัดดูหนังมาราธอน 72 ชั่วโมง ชิงรางวัลรวมมูลค่า 346,300 บาท

          เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ ผนึกพลังพันธมิตร กาแฟพร้อมดื่มเบอร์ดี้, ยำยำ คัพ, แอลจี และ มายบาซิน ชวนคนพันธุ์อึดดูหนังไทยแบบมาราธอนข้ามวันข้ามคืนนาน 72 ชั่วโมง กับกิจกรรม “MAJOR TOLLYWOOD MOVIE MARATHON 2024” งานยิ่งใหญ่ของคนรักหนังไทย มาร่วมบันทึกสถิตผู้ชนะเลิศเพียง 1 เดียว คว้ารางวัลเงินสด 200,000 บาท พร้อมถ้วยรางวัล เครื่องฟอกอากาศ และบัตรสมาชิก M PASS ฟรี 1 ปี และรางวัลรองชนะเลิศ อีก 4 รางวัล รวมมูลค่า 346,300 บาท           นรุตม์ เจียรสนอง รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการตลาด บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน) ผนึกพลังร่วมกับพันธมิตร กิตติคุณ วัฒนะโชติ ผู้จัดการฝ่ายกาแฟพร้อมดื่มเบอร์ดี้ บริษัท อายิโนะโมะโต๊ะ (ประเทศไทย) จำกัด พร้อมด้วย ธนภรณ์ ตรีสุคนธ์ ผู้จัดการแผนกการตลาดและประชาสัมพันธ์ บริษัท วันไทยอุตสาหกรรมการอาหาร จำกัด, นาถกานต์ จริงจิตร ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารองค์กร บริษัท แอลจี อีเลคทรอนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด และ ศุภโชติ วิเศษแก้ว ผู้จัดการผลิตภัณฑ์เกร็ทเตอร์ มายบาซิน บริษัท เกร็ทเตอร์ มายบาซิน จำกัด ร่วมสร้างปรากฎการณ์ครั้งใหม่   ที่คนรักหนังไทยต้องไม่พลาด! กับอีเว้นท์ใหญ่แห่งปี “MAJOR TOLLYWOOD MOVIE MARATHON 2024” รวมพลคนรักหนังไทย ตามหาคอหนังไทยพันธุ์อึด พิชิตศึกแข่งขันดูหนังไทยมาราธอนแบบข้ามวันข้ามคืนนาน 72 ชั่วโมง   ชิงรางวัลเงินสด 200,000 บาท พร้อมถ้วยรางวัล เครื่องฟอกอากาศ และบัตรสมาชิก M PASS ฟรี 1 ปี และรางวัลอื่น ๆ รวมมูลค่า 346,300 บาท ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 15-18 พฤศจิกายน 2567 ณ โรงภาพยนตร์เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ รัชโยธิน โรงที่ 13 (GLS) ซึ่งเป็นโรงภาพยนตร์ขนาดใหญ่ที่สุด คาดจะสร้างความคึกคักให้กับตลาดหนังไทยซึ่งปัจจุบันเติบโตอย่างต่อเนื่องมีมาร์เก็ตแชร์ถึง 50% จนเรียกได้ว่าเป็น TOLLYWOOD (Thailand + Hollywood) เพื่อตามหาแฟนหนังไทยพันธุ์อึดที่จะมาร่วมพิชิตการดูหนังไทยพร้อมบันทึกสถิติการดูหนังไทยที่ยาวนานที่สุดถึง 72 ชั่วโมง กับภาพยนตร์ไทยหลากหลายแนวและหลากหลายอารมณ์ ทั้งตลก เศร้า ตื่นเต้น และสยองขวัญ รวมจำนวน 32 เรื่อง           สำหรับการแข่งขันดูหนังไทยมาราธอน “MAJOR TOLLYWOOD MOVIE MARATHON 2024” ในปีนี้ จะสร้างความประทับและความตื่นเต้นให้กับผู้เข้าร่วมแข่งขันอย่างแน่นอน คนพันธุ์อึดที่ผ่านการดูหนังจะได้รับการบันทึกสถิติการดูหนังไทยที่ยาวนานที่สุด 72 ชั่วโมง พร้อมรับรางวัลอันทรงคุณค่าในฐานะแฟนพันธุ์แท้คนรักหนังไทย จำนวน 5 รางวัล ดังนี้ รางวัลชนะเลิศ รับรางวัลเงินสด 200,000 บาท พร้อมถ้วยรางวัล เครื่องฟอกอากาศ LG Aero Tower และรับบัตรสมาชิก M PASS ฟรี 1 ปี รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 รับรางวัลตั๋วเครื่องบิน ไป-กลับ ต่างประเทศ 2 ที่นั่ง เครื่องฟอกอากาศ LG Aero Furniture และรับบัตรสมาชิก M PASS ฟรี 1 ปี รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 รับรางวัลตั๋วเครื่องบิน ไป-กลับ ภายในประเทศ 2 ที่นั่ง เครื่องฟอกอากาศ LG Aero Furniture และรับบัตรสมาชิก M PASS ฟรี 1 ปี รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 3 รับรางวัลเครื่องฟอกอากาศ LG Aero Furniture และบัตรชมภาพยนตร์ 10 ที่นั่ง รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 4 รับรางวัลเครื่องฟอกอากาศ LG PuiCare Hit และบัตรชมภาพยนตร์ 10 ที่นั่ง [PR News]

BEM ชวนเวิร์กช็อปทำหมวกและกระเป๋า

BEM ชวนเวิร์กช็อปทำหมวกและกระเป๋า

          บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM ร่วมกับ สำนักงานเขตจตุจักร ชวนทุกคนมาปลุกพลังศิลปะในตัวเอง ผ่าน Workshop รอบพิเศษ “ทำหมวกด้วยเทคนิค Marbling Art และสอนเพ้นท์กระเป๋า” ร่วมสร้างสรรค์ผลงานศิลปะสุดเก๋ จากวิทยากร วรา เอกสัมฤทธิ์ วิทยากรส่งเสริมอาชีพ ศูนย์ฝึกอาชีพกรุงเทพมหานคร เขตจตุจักร โดยมีรายละเอียดกิจกรรมดังนี้ วันพฤหัสบดีที่ 28 พฤศจิกายน 2567 ทำหมวกด้วยเทคนิค Marbling Art เรียนรู้วิธีการและอุปกรณ์ต่างๆ โดยสอนการวาดลายหินอ่อนลงบนหมวกใบโปรด แล้วคุณจะพบว่าพลังแห่งการสร้างสรรค์นั้นสนุกแค่ไหน วันศุกร์ที่ 29 พฤศจิกายน 2567 สอนเพ้นท์กระเป๋าด้วยลายดอกไม้และวิวทิวทัศน์สวยงาม จะดีแค่ไหนที่ได้ใช้กระเป๋าใบเก๋ที่ได้จากฝีมือของตัวเอง           แล้วพบกันในกิจกรรม Art Activities รอบพิเศษจาก BEM และสำนักงานเขตจตุจักร ในวันที่ 28 และ 29 พฤศจิกายน 2567 เวลา 09.30 – 16.00 ณ ห้อง Art Learning Centre Metro Art @MRT สถานีพหลโยธิน ผู้สนใจสามารถสมัครเข้าร่วมกิจกรรมล่วงหน้าได้ฟรี!! ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป (รับจำนวนจำกัด) ผ่านทาง QR Code หรือ https://shorturl.asia/OrjR2 สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook และ X : BEM Bangkok Expressway and Metro [PR News]

ก.ล.ต. จัดอบรมเชิงปฏิบัติการส่งเสริม บลจ. สู่ Net Zero

ก.ล.ต. จัดอบรมเชิงปฏิบัติการส่งเสริม บลจ. สู่ Net Zero

          ก.ล.ต ร่วมกับ Principles for Responsible Investment (PRI) และ Asia Investor Group on Climate Change (AIGCC) จัดอบรมเชิงปฏิบัติการเชิงลึกภายใต้หัวข้อ “Deep-dive Masterclass on ICAPs Expectations Ladder: Governance” ในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2567 เพื่อเสริมสร้างศักยภาพบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ในการจัดทำแผนปฏิบัติการด้านสภาพภูมิอากาศเพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero           การอบรมเชิงปฏิบัติการเชิงลึกครั้งนี้มุ่งเน้นเสาหลักด้าน ‘ธรรมาภิบาล’ ของ Investor Climate Action Plans (ICAPs) ซึ่งให้แนวทางแก่ผู้ลงทุนสถาบันทั่วโลกในการบูรณาการเรื่องสภาพภูมิอากาศในโครงสร้างการกำกับดูแลการพัฒนานโยบาย การมอบหมายความรับผิดชอบ และการรายงานต่อคณะกรรมการ โดยผู้เข้าร่วมการอบรมได้รับความรู้และคำแนะนำเชิงปฏิบัติในการเริ่มต้นจัดทำแผนปฏิบัติการด้านสภาพภูมิอากาศ รวมถึงกระบวนการทำงาน การติดตามและประเมินผลในแต่ละระยะ           นางพรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวว่า “ในขณะที่การลงทุนอย่างยั่งยืนกำลังเติบโตทั่วโลก อุตสาหกรรมกองทุนไทยต้องคำนึงถึงปัจจัยความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ โดยต้องมุ่งเน้นไปที่การปฏิบัติจริงและการมองไปข้างหน้า การอบรมเชิงปฏิบัติการเชิงลึกครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อยกระดับการบริหารจัดการลงทุนอย่างมีความรับผิดชอบ (responsible investment) โดยมุ่งพัฒนาศักยภาพของ บลจ. ในการวางแผนงานองค์กรด้านสภาพภูมิอากาศที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง เพื่อสนับสนุนการลงทุนอย่างยั่งยืน และผลักดันการเปลี่ยนผ่านประเทศไทยสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ สะท้อนถึงบทบาทสำคัญของผู้ลงทุนสถาบันไทย ในฐานะฟันเฟืองหลักในการสร้างอนาคตที่ยั่งยืนให้กับประเทศ”           การจัดอบรมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นร่วมกันของ ก.ล.ต. PRI และ AIGCC ในการสนับสนุน บลจ. ไทยอย่างต่อเนื่อง ให้มีเครื่องมือและความรู้ที่จำเป็นสำหรับการลงทุนอย่างมีความรับผิดชอบ เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และส่งเสริมให้ บลจ. ทุกแห่ง ไม่ว่าจะอยู่ในระยะใดของ climate change journey ร่วมกันมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาตลาดทุนที่ยั่งยืนและผลักดันการเปลี่ยนผ่านประเทศไทยสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ [PR News]

[ภาพข่าว] ‘กลุ่มเพชรศรีวิชัย’ จับมือ ‘เทศบาลนครสุราษฎร์ธานี’ ลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม

[ภาพข่าว] ‘กลุ่มเพชรศรีวิชัย’ จับมือ ‘เทศบาลนครสุราษฎร์ธานี’ ลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม

         ‘บริษัท นิว ไบโอดีเซล จำกัด’ หรือ NBD ในเครือ บริษัท เพชรศรีวิชัย เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน) หรือ PCE เดินหน้าลดผลกระทบด้านมลภาวะสิ่งแวดล้อมจากน้ำมันปรุงอาหารที่ใช้แล้ว ร่วมมือกับเทศบาลนครสุราษฎร์ธานี ทำโครงการ “ทิ้งไปเสียดายแย่” ให้ประชาชนนำน้ำมันปรุงอาหารที่ใช้แล้วจากชุมชนในจังหวัดสุราษฎร์ธานีแลกเป็นน้ำมันพืชขวดใหม่ตรา “รินทิพย์” เพื่อนำน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้วไปผลิตเป็นเชื้อเพลิงไบโอดีเซล           นายพรพิพัฒน์ ประสิทธิ์ศุภผล รองกรรมการผู้จัดการสายงานปฏิบัติการ บริษัท เพชรศรีวิชัย เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน) หรือ PCE ผู้นำอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มแบบครบวงจรที่มีความพร้อมการจัดการระบบซัพพลายเชน เปิดเผยว่า บริษัท นิว ไบโอดีเซล จำกัด หรือ NBD ผู้ผลิตและจำหน่ายน้ำมันไบโอดีเซล น้ำมันปาล์มดิบ น้ำมันปาล์มกึ่งบริสุทธิ์ น้ำมันปาล์มโอเลอีนเพื่อการบริโภค และผลิตภัณฑ์ผลพลอยได้อื่นๆ รวมถึงการผลิตและจำหน่ายกระแสไฟฟ้า ในกลุ่มบริษัท เพชรศรีวิชัย เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน) หรือ PCE โดย “NBD” ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับเทศบาลนครสุราษฎร์ธานี ในการดำเนินโครงการ “ทิ้งไปเสียดายแย่” นำน้ำมันปรุงอาหารที่ใช้แล้วจากชุมชนในจังหวัดสุราษฎร์ธานีมาแลกเป็นน้ำมันพืชตรารินทิพย์ เพื่อนำน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้วไปผลิตเป็นเชื้อเพลิงไบโอดีเซล ช่วยลดผลกระทบต่อการอุดตันของท่อระบายน้ำจากการทิ้งน้ำมันปรุงอาหารของประชาชนที่เป็นปัญหาซึ่งยากต่อการจัดการในอนาคต สอดคล้องกับเป้าหมายด้านความยั่งยืน (Sustainability) การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG) และเพื่อการบรรลุเป้าหมาย Net Zero ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการสร้างผลเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน           โครงการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของความตั้งใจในการลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสนับสนุนหลักการ ESG (Environmental, Social, and Governance) ของบริษัทฯ เพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ผ่านการใช้เชื้อเพลิงหมุนเวียนและการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ โดยกำหนดเงื่อนไขรับแลกน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้ว 2 กิโลกรัม เปลี่ยนเป็นน้ำมันพืชตรารินทิพย์ได้ 1 ขวด ตั้งแต่วันที่ 30 ต.ค.67 ถึงวันที่ 31 ต.ค.68 ทุกวันศุกร์ของแต่ละสัปดาห์ ณ สำนักงานเทศบาลนครสุราษฎร์ธานี           “เรามีความมุ่งมั่นที่จะมีส่วนร่วมในการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจก (GHG Reduction) ด้วยการใช้วัตถุดิบที่หมุนเวียนได้และส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) โดยน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้วจากชุมชนและผู้ประกอบการ เช่น ร้านค้า ร้านอาหาร และโรงแรม จะถูกนำมาแปรรูปเป็นเชื้อเพลิงไบโอดีเซล ซึ่งมีการปล่อยคาร์บอนต่ำกว่าเชื้อเพลิงฟอสซิล นอกจากนี้ยังช่วยขจัดปัญหาการจัดการของเสียที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของชุมชนอีกด้วย” นายพรพิพัฒน์กล่าว

BR ผู้นำธุรกิจเนื้อเป็ด มุ่ง ESG นำ Solar มาปรับใช้

BR ผู้นำธุรกิจเนื้อเป็ด มุ่ง ESG นำ Solar มาปรับใช้

           หุ้นวิชั่น - บริษัท บางกอกแร้นช์ จำกัด (มหาชน) หรือ BR  ผู้นำธุรกิจเนื้อเป็ดครบวงจร มุ่งมั่นสร้างสรรค์นวัตกรรมของภาคอุตสาหกรรมการผลิต โดยการนำพลังงานแสงอาทิตย์หมุนเวียนสู่พลังงานสะอาดจาก Solar มาปรับใช้ในการลดต้นทุนการดำเนินงาน สนับสนุนแผนพัฒนาพลังงานทดแทน เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยการติดตั้ง Solar Rooftop ที่โรงผลิตถึง 2 แห่ง นั่นคือ 1) สระแก้วซึ่งดำเนินการไปแล้ว และ 2) สมุทรปราการที่จะเริ่มดำเนินการเร็วๆ นี้            ในส่วนของโรงสระแก้วที่เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2567 นั้น นายพน สุเชาว์วณิช กรรมการบริหาร บริษัท บางกอกแร้นช์ จำกัด (มหาชน) หรือ BR เปิดเผยว่า “การใช้พื้นที่บนหลังคาให้เกิดประโยชน์ด้วยการผลิตพลังงานสะอาดจากแสงอาทิตย์โดยการติดตั้ง Solar Rooftop 3.7 เมกะวัตต์ ถือเป็นก้าวสำคัญที่สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ในการสร้างอนาคตที่ยั่งยืนของ BR ที่เลือกใช้พลังงานแสงอาทิตย์มาช่วยส่งเสริมเรื่องพลังงานสะอาดและการนำทรัพยากรธรรมชาติกลับมาใช้ใหม่ เป็นประโยชน์ทั้งในด้านการลดการก่อมลพิษ การลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และยังได้ใช้หลังคาอาคารผลิตให้เกิดประโยชน์มากยิ่งขึ้นอีกด้วย”            เนื่องจากโลกเราทุกวันนี้ ค่าใช้จ่ายด้านการใช้พลังงานมีแต่จะเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะพลังงานไฟฟ้า ทาง BR จึงเล็งเห็นว่า การนำพลังงานสะอาดมาใช้โดยการติดตั้ง Solar Rooftop นั้น เป็นหนทางอันยั่งยืนที่จะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน ที่สำคัญยังช่วยประหยัดพลังงานอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างมากอีกด้วย โดย Project Solar Rooftop นี้ BR ได้ร่วมมือกับพันธมิตรยักษ์ใหญ่ผู้นำด้านโซลูชั่นพลังงานแสงอาทิตย์ของประเทศไทย โดยคาดว่าจะสามารถพัฒนาต้นทุนการผลิตให้ลดลงได้ภายใน 3-5 ปี เสริมสร้างประสิทธิภาพการแข่งขันเพื่อผลประกอบการที่ดียิ่งขึ้น            “BR เล็งเห็นว่า ESG ไม่ใช่เพียงแค่แนวทางการปฏิบัติ แต่เป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินธุรกิจในยุคปัจจุบันและอนาคต บริษัทฯ ต้องการที่จะเติบโตอย่างยั่งยืนไปพร้อมกับการดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเชื่อว่าจะเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ที่สำคัญที่จะนำพาบริษัทฯ สู่ความสำเร็จในอนาคต" นายพน กล่าวปิดท้าย            ทั้งนี้การติดตั้ง Solar Rooftop ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญที่ช่วยเสริมสร้างความยั่งยืนให้กับอุตสาหกรรมการผลิต และตอบรับกับแนวทาง ESG อย่างเป็นรูปธรรม โดยได้ตั้งเป้าหมายในการขยายการติดตั้ง Solar Rooftop ไปยังโรงงานและฟาร์มอื่นๆ ในเครือของบริษัท เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเลือกใช้พลังงานสะอาดและลดต้นทุนค่าใช้จ่ายส่วนของไฟฟ้าในระยะยาวอีกด้วย

[ภาพข่าว] “ตราเพชร” ผนึกกำลังพันธมิตร ร่วมกิจกรรม “ปลูกเพื่อโลกที่น่าอยู่”

[ภาพข่าว] “ตราเพชร” ผนึกกำลังพันธมิตร ร่วมกิจกรรม “ปลูกเพื่อโลกที่น่าอยู่”

          นายสุนทร สุวรรณเจตต์ (ที่ 5 จากซ้าย) ผู้ช่วยประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายการผลิตและวิศวกรรม และนายกฤช กุลเลิศประเสริฐ (ที่ 4 จากซ้าย) ผู้ช่วยประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายการบริหารกลาง บริษัท ผลิตภัณฑ์ตราเพชร จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ นายมนตรี นิธิกุล (ที่ 2 จากซ้าย) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารธุรกิจปูนซีเมนต์ของประเทศไทย และผู้บริหาร บริษัท ปูนซีเมนต์นครหลวง จำกัด (มหาชน) พร้อมด้วยนายอุดมศักดิ์ แย้มนุ่น (ที่ 7 จากซ้าย) ที่ปรึกษาผู้บริหาร บริษัท พฤกษา โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) ร่วมกิจกรรม “ปลูกเพื่อโลกที่น่าอยู่” ปลูกต้นหว้าพระราชทานจำนวน 100 ต้น เพื่อช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ มุ่งเน้นการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและฟื้นฟูสภาพแวดล้อมในพื้นที่ ตอกย้ำแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน บริเวณเหมืองโรงงานผลิตปูนซีเมนต์ บริษัท ปูนซีเมนต์นครหลวง จำกัด (มหาชน) อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี

[ภาพข่าว] TEKA รับโล่ประกาศเกียรติคุณสนับสนุนการจ้างงานคนพิการทางสติปัญญา

[ภาพข่าว] TEKA รับโล่ประกาศเกียรติคุณสนับสนุนการจ้างงานคนพิการทางสติปัญญา

          คุณสุพล จงจินตรักษา (ซ้าย) ประธานเจ้าหน้าที่สายงานการเงิน บริษัท ฑีฆาก่อสร้าง จำกัด (มหาชน) หรือ TEKA รับโล่ประกาศเกียรติคุณ ในฐานะบริษัทและองค์กรที่ให้ความอนุเคราะห์สนับสนุนการจ้างงานคนพิการทางสติปัญญา จาก ดร.สายสม วงศาสุลักษณ์ (ขวา) ประธานกรรมการบริหารมูลนิธิช่วยคนปัญญาอ่อนแห่งประเทศไทย ซึ่งการมอบโล่ดังกล่าว เกิดจากแนวคิดที่ต้องการเชิดชูเกียรติคนดีมีคุณธรรมในสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีเมตตาต่อผู้พิการทางสติปัญญาของมูลนิธิฯ อย่างต่อเนื่องเสมอมา โดยได้บริจาคสิ่งของเครื่องใช้ การจ้างงาน ตลอดจนงบประมาณ เพื่อนำมาพัฒนาทักษะและคุณภาพชีวิตแก่เด็กพิการทางสติปัญญาทั้ง 11 ศูนย์สาขาต่าง ๆ ทั่วประเทศ งานดังกล่าว จัดขึ้น ณ หอประชุมหทัยนเรศวร์ ชั้น 7 สำนักงานมูลนิธิช่วยคนปัญญาอ่อนแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์ เมื่อเร็วๆ นี้ โดย TEKA มีความมุ่งมั่นในการส่งเสริมความเสมอภาคและความเท่าเทียมกันของคนในสังคม ตามหลักสิทธิมนุษยชน และสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์กร

ไอคอนสยามเชิญ “ลิซ่า” ร่วมเคานต์ดาวน์สู่ศักราชใหม่

ไอคอนสยามเชิญ “ลิซ่า” ร่วมเคานต์ดาวน์สู่ศักราชใหม่

           กรุงเทพฯ (30 ตุลาคม 2567) ไอคอนสยาม ประกาศสร้างมหาปรากฏการณ์เคานต์ดาวน์สะกดโลก จัดงานเฉลิมฉลองศักราชใหม่ “Amazing Thailand Countdown 2025” ชูการผสานที่สุดของไทยและที่สุดของโลก พร้อมเชิญศิลปินอันดับหนึ่งของโลก  “ลิซ่า ลลิษา มโนบาล” ให้เกียรติร่วมสร้างมหาปรากฏการณ์เฉลิมฉลองสุดพิเศษ มอบเป็นของขวัญส่งต่อความสุขให้กับคนไทยและนักท่องเที่ยวทั่วโลกที่มาเยือนไอคอนสยาม ตอกย้ำศักยภาพให้ประเทศไทยยืนหนึ่ง เป็น Global Countdown Destination ที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลก            นายสุพจน์ ชัยวัฒน์ศิริกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไอคอนสยาม จำกัด กล่าวว่า ไอคอนสยาม แลนด์มาร์กระดับโลกริมแม่น้ำเจ้าพระยา พร้อมเป็นอีกหนึ่งพลังสำคัญในการขับเคลื่อน ภาพลักษณ์และเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง  โดยปีนี้ตั้งใจจัดกิจกรรมส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ “Amazing Thailand Countdown 2025 at ICONSIAM” ให้เป็นที่กล่าวขวัญกันทั่วโลกภายใต้แนวคิด “Iconic Celebration of The Global Phenomena: ฉลองความยิ่งใหญ่ที่สุดของไทยและที่สุดของโลก” โดยจะมีงานถึง 3 วัน 3 คืน ระหว่างวันที่ 29-31 ธันวาคม 2567 ณ ริเวอร์ พาร์ค ไอคอนสยาม            “เพื่อให้ประเทศไทยเป็นที่กล่าวขวัญถึงทั่วโลกในช่วงขึ้นปีใหม่ ไอคอนสยามในฐานะภาคเอกชน ตั้งใจทุ่มงบประมาณของบริษัทฯจัดงานครั้งนี้เพื่อสร้าง “มหาปรากฏการณ์สะกดโลก” กับการแสดงครั้งสำคัญจาก “ลิซ่า ลลิษา มโนบาล” ศิลปินระดับไอคอนิคที่สร้างชื่อเสียงก้องโลกให้กับประเทศไทยและเป็นแรงบันดาลใจของผู้คนทั่วโลก ที่ไอคอนสยามตั้งใจเรียนเชิญ ให้เกียรติมาพร้อมมหาปรากฏการณ์สะกดใจชาวโลกในค่ำคืนแห่งโชว์อลังการริมโค้งน้ำเจ้าพระยาที่งดงามที่สุด เพื่อมอบเป็นของขวัญ ส่งต่อความสุขให้กับคนไทยและนักท่องเที่ยวทั่วโลกที่มาเยือนไอคอนสยามในช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลองในปีนี้” นายสุพจน์กล่าว            นายสุพจน์กล่าวต่อไปว่า งาน “Amazing Thailand Countdown 2025” จะเป็นงานฉลองส่งท้ายปีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในประเทศไทย ทั้งไฮไลต์การแสดงพลุรักษ์โลก และสุดยอดมหกรรมความบันเทิงระดับเวิลด์คลาสจากบรรดาศิลปินดาราไทยและจากต่างประเทศอีกมากมายตลอด  3 วัน 3 คืน ที่จะมอบความสุขและความประทับใจเหนือความคาดหมาย ณ ริเวอร์  พาร์ค ไอคอนสยาม โดยบริษัทจะจัดงานแถลงข่าว เพื่อให้รายละเอียดเพิ่มเติมของงานทั้งหมดอย่างเป็นทางการในเร็ววันนี้            “เราคาดว่าจะมีผู้ชมการแสดงและผู้ชมถ่ายทอดสดงานเคานต์ดาวน์ รวมมากกว่า 20 ล้านคนจากทั่วประเทศและทั่วโลก ซึ่งจะเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ยิ่งใหญ่ให้แก่ประเทศไทย ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจโดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวให้เติบโตอย่างก้าวกระโดด ตอกย้ำศักยภาพให้ ประเทศไทยยืนหนึ่ง เป็น Global Countdown Destination ของคนทั่วโลก” นายสุพจน์กล่าวปิดท้าย

พฤอา
242526272812345678910111213141516171819202122232425262728293031123456