ปรับแต่งการตั้งค่าการให้ความยินยอม

เราใช้คุกกี้เพื่อช่วยให้คุณสามารถไปยังส่วนต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพและทำหน้าที่บางอย่าง คุณจะพบข้อมูลโดยละเอียดเกี่ยวกับคุกกี้ทั้งหมดภายใต้หมวดหมู่ความยินยอมแต่ละประเภทด้านล่าง คุกกี้ที่ได้รับการจัดหมวดหมู่ว่า "จำเป็น" จะถูกจัดเก็บไว้ในเบราว์เซอร์ของคุณ เนื่องจากมีความจำเป็นต่อการทำงานของฟังก์ชันพื้นฐานของเว็บไซต์... 

ใช้งานอยู่เสมอ

คุกกี้ที่จำเป็นมีความสำคัญต่อฟังก์ชันพื้นฐานของเว็บไซต์ และเว็บไซต์จะไม่สามารถทำงานได้ตามวัตถุประสงค์หากไม่มีคุกกี้เหล่านี้

คุกกี้เหล่านี้ไม่จัดเก็บข้อมูลที่สามารถระบุตัวบุคคลได้

ไม่มีคุกกี้ที่จะแสดง

คุกกี้แบบฟังก์ชันนอลช่วยทำหน้าที่บางอย่าง เช่น แบ่งปันเนื้อหาของเว็บไซต์บนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย รวบรวมความคิดเห็น และฟีเจอร์อื่นๆ ของบุคคลที่สาม

ไม่มีคุกกี้ที่จะแสดง

คุกกี้วิเคราะห์ใช้เพื่อทำความเข้าใจวิธีการที่ผู้เยี่ยมชมโต้ตอบกับเว็บไซต์ คุกกี้เหล่านี้ช่วยให้ข้อมูลเกี่ยวกับตัวชี้วัด เช่น จำนวนผู้เข้าชม อัตราตีกลับ แหล่งที่มาของการเข้าชม ฯลฯ

ไม่มีคุกกี้ที่จะแสดง

คุกกี้ประสิทธิภาพใช้เพื่อทำความเข้าใจและวิเคราะห์ดัชนีประสิทธิภาพหลักของเว็บไซต์ซึ่งจะช่วยให้สามารถมอบประสบการณ์การใช้งานที่ดีขึ้นแก่ผู้เยี่ยมชม

ไม่มีคุกกี้ที่จะแสดง

คุกกี้โฆษณาใช้เพื่อส่งโฆษณาที่ได้รับการปรับแต่งตามการเข้าชมก่อนหน้านี้ และวิเคราะห์ประสิทธิภาพของแคมเปญโฆษณา

ไม่มีคุกกี้ที่จะแสดง

การลงทุน


มือไม้สั่น! ราคาทองพุ่ง รูปพรรณขายออก 50,200 บ.

มือไม้สั่น! ราคาทองพุ่ง รูปพรรณขายออก 50,200 บ.

            หุ้นวิชั่น – วันที่  28 มีนาคม 2568 สมาคมค้าทองคำ ได้แจ้งราคาทองคำซึ่ง ราคาปรับขึ้นลงจำนวน 2 ครั้ง ดังนี้ ครั้งที่ 1 ราคาปรับขึ้น 600 บาท ,ครั้งที่ 2 ราคาปรับลง 50 บาท            รวมเช้าวันนี้ “ราคาปรับขึ้น 650 บาท” โดยราคาทองแท่ง ปัจจุบันรับซื้ออยู่ที่ 49,300.00 บาท ราคาขายออกอยู่ที่ 49,400.00 บาท ส่วนราคาทองรูปพรรณ รับซื้ออยู่ที่ 48,405.88 บาท และราคาขายออกอยู่ที่ 50,200.00 บาท

SCB คาดค่าเงินบาทวันนี้ กรอบ 33.75-34.00 บ./ดอลลาร์

SCB คาดค่าเงินบาทวันนี้ กรอบ 33.75-34.00 บ./ดอลลาร์

           หุ้นวิชั่น - กลุ่มงานตลาดการเงิน ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 33.75-34.00 บาท/ดอลลาร์ ค่าเงินบาทกลับมาแข็งค่าเล็กน้อย สอดคล้องเงินยูโรและเงินปอนด์ที่แข็งค่าเทียบกับเงินดอลลาร์ ด้านรัฐบาลอังกฤษกำลังเร่งเจรจาด่วนกับรัฐบาลสหรัฐฯ เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกเก็บภาษีนำเข้าเพิ่ม เศรษฐกิจสหรัฐฯ โตสูงกว่าคาดที่ 4% ในไตรมาส 4 ปีที่แล้ว โดยกำไรของบริษัทเพิ่มขึ้น 5.9% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบกว่า 2 ปี เงินเฟ้อกรุงโตเกียวเดือนมีนาคม เร่งตัวขึ้นมาอยู่ที่ 9%YOY สูงกว่าที่ตลาดคาด เพิ่มโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BoJ)

ราคาน้ำมันดิบดีด ขานรับสต็อกต่ำกว่าคาด

ราคาน้ำมันดิบดีด ขานรับสต็อกต่ำกว่าคาด

           หุ้นวิชั่น – ทีมข่าวหุ้นวิชั่น รายงาน บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด ระบุว่า สัญญาน้ำมันดิบ WTI ปรับตัวเพิ่มขึ้น 27 เซนต์ หรือ +0.39% ปิดที่ 69.92 ดอลลาร์/บาร์เรล โดยราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นติดต่อกันเป็นวันที่สอง เนื่องจากนักลงทุนยังคงตอบรับต่อข้อมูลสต็อกน้ำมันดิบของสหรัฐฯ ที่ลดลงมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ รวมถึงแนวโน้มอุปทานน้ำมันที่ตึงตัว ขณะเดียวกันนักลงทุนยังคงประเมินผลกระทบจากมาตรการภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ ที่อาจส่งผลต่อเศรษฐกิจโลก

จัดทัพหุ้นท่องเที่ยว

จัดทัพหุ้นท่องเที่ยว

          หุ้นวิชั่น - มูลค่าการซื้อขายตลาดหุ้นไทยเริ่มลดลงสอดคล้องกับมูลค่าซื้อขายตลาดหุ้นประเทศอื่นๆ ที่ลดลงระดับ 20%-40%  เนื่องจากนักลงทุนชะลอ การลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง ระหว่างเฝ้ารอ ดูทรัมป์กำลังตัดสินใจตั้งกำแพงภาษีตอบโต้หลายประเทศ  สงครามการค้าระอุ กดดันตลาดหุ้นทั่วโลก           ล่าสุด ครม. เคาะไฟเขียว พ.ร.บ.ธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร มุ่งเน้นลงทุนเพื่อการท่องเที่ยวไทย กำหนด “กาสิโน” ไม่เกิน 10% ของพื้นที่ทั้งหมด หุ้นได้ประโยชน์ในมุมมอง BLS Research ประกอบด้วย  BTS , VGI , STECON ,BA , MBK และกลุ่มโรงแรม ส่วนกลุ่มธนาคารอาจได้ประโยชน์ทางอ้อมจากการปล่อยกู้โครงการใหญ่           เช่นเดียวกับ บล.หยวนต้าคาด เป็นปัจจัยบวกเชิง Sentiment ต่อ VGI, BTS, MBK, ERW, CENT ส่วน บล.กรุงศรี ชี้ หุ้น BTS, VGI, BA, STECON ได้รับอานิสงส์พร้อมกับกลุ่มธนาคาร BBL, KBANK, KTB           ภายใต้มูลค่าซื้อขายเบาบางนี้  มุมมอง บล.เอเซีย พลัส แนะนำ TRADING หุ้นมีปัจจัยบวกเฉพาะตัว จากมาตรการคงค่าไฟฟ้า GPSC, BGRIM เก็งข่าวมาตรการเราเที่ยวด้วยกัน รัฐจ่ายคนละครึ่ง ERW, MINT, CENTEL และหุ้นอิงราคาน้ำมัน PTTEP, PTT, BCP, TOP           หันมาดูตัวเลข นักท่องเที่ยวต่างชาติฯ ตั้งแต่ 1 ม.ค. – 23 มี.ค. 68 โต 2.9% YOY มาที่ 8,885,747 คน หรือเฉลี่ย 108,363 คนต่อวัน (เพิ่ม 5.4% จากค่าเฉลี่ยรายวัน 4Q67) ยังถือว่าอัตราการขยายตัวน้อยกว่าสมมติฐานฝ่ายวิจัยที่เพิ่ม 8.6%YOY (38.6 ล้านคน) และภาครัฐ (39-40 ล้านคน เพิ่มประมาณ 10% YOY) หลังนักท่องเที่ยวจีนเดินทางเข้าไทยยังน้อยกว่าที่ประเมิน (สัปดาห์ที่ 17 มี.ค. – 23 มี.ค. 68 อยู่ที่ 67,580 คน ติดลบ 4% WOW และหดตัว 50% YOY) จากความกังวลด้านความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวจีน และการแข่งขันด้านการท่องเที่ยวจากประเทศอื่น โดยเฉพาะ ญี่ปุ่น           สถานการณ์ของนักท่องเที่ยวจีนยังต้องติดตามการฟื้นตัว หากพิจารณาช่วงเกิดเหตุเรือล่มที่ภูเก็ต (ก.ค. 61) นักท่องเที่ยวจีนมาไทยติดลบติดต่อกัน 5 เดือน จึงเริ่มกลับมาขยายตัว YOY ช่วง ธ.ค. 61 โดยสมมติฐานนักท่องเที่ยวฯ ทั้งปีเริ่มดูท้าทาย แต่ยังอยากติดตามปัจจัยหนุนช่วงนอกฤดูกาลท่องเที่ยวจากวันหยุดอีสเตอร์ที่ปีนี้เลื่อนไปอยู่ เม.ย. (ปีก่อนอยู่ มี.ค.)           รวมถึงติดตามการเดินทางของนักท่องเที่ยวจีนช่วงวันแรงงาน (หยุด 5 วัน 1–5พ.ค. 68) และ 3Q เข้าสู่ SEASONALITY ของสมุย ซึ่งแนวโน้มนักท่องเที่ยวฯ น่าจะเข้ามามากขึ้น รับประโยชน์จากกระแส WHITE LOTUS ว่าจะเข้ามาสนับสนุนได้มากน้อยเพียงใด           ทั้งนี้ กรณีที่นักท่องเที่ยวฯ ฟื้นช้ากว่าคาด อาจส่งผลให้นักท่องเที่ยวฯ เข้าไทยลงมาอยู่ที่ 37-37.5 ล้านคน เติบโต 4.1%-5.5%  เมื่อเทียบกับปีก่อน สำหรับผลต่อการดำเนินงานกลุ่มท่องเที่ยว มองว่าบริษัทที่มีสัดส่วนรายได้ในไทยสูง จะได้รับผลกระทบจากภาพนักท่องเที่ยวฯข้างต้น เรียงจากมากไปน้อยดังนี้ AOT ตามด้วย ERW, CENTEL และ MINT (สัดส่วนรายได้ 50% มาจากโรงแรมในEU)           ราคาหุ้นในกลุ่มท่องเที่ยว YTD ปรับฐานเฉลี่ย 20% (VS SET INDEX ลบ 15%) ซึมซับปัจจัยลบไปบางส่วนแล้ว ขณะที่มาตรการกระตุ้นท่องเที่ยวไทย อย่าง เราเที่ยวด้วยกัน รัฐจ่ายคนละครึ่ง (50% : 50%)ครอบคลุมค่าที่พัก ค่าเครื่องบิน ร้านอาหาร เริ่ม พ.ค. - ก.ย. ประกอบกับร่าง พ.ร.บ. สถานบันเทิงครบวงจร  ที่ ครม. เห็นชอบ  น่าจะช่วยสร้าง SENTIMENT ที่ดีต่อหุ้นในกลุ่มท่องเที่ยวหลังปรับฐานมาอย่างต่อเนื่อง           โดยคงเลือก MINT และ CENTEL เป็นหุ้นเด่น จากโครงสร้างธุรกิจกระจายตัวและในหลายประเทศ (อย่าง CENTEL มีโรงแรมในญี่ปุ่น) ลดทอนผลกระทบจากการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวที่ช้ากว่าสมมติฐาน           ส่วน ERW มองว่าราคาหุ้นปัจจุบันซื้อขายที่ PER ราว 13 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่ 35 เท่า ถือว่าไม่แพงแล้ว ขณะที่ AOT จะรับประโยชน์จากการกระตุ้นท่องเที่ยวไทยน้อยกว่ากลุ่มโรงแรม เพราะค่าบริการผู้โดยสารขาออกในประเทศ (130 บาทต่อคน) ไม่สูงเท่าระหว่างประเทศ (730 บาทต่อคน)           ในที่สุดครม.  ได้มีมติเห็นชอบ ร่าง พ.ร.ก. แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ. หลักทรัพย์ฯ เพิ่ม อำนาจให้ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ในการทำคดีหุ้น ทั้งด้านการเพิ่มประสิทธิภาพเกี่ยวกับการกำกับดูแลการขายชอร์ต เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมโปร่งใส ด้านการกำกับผู้ประกอบวิชาชีพในตลาดทุนเพื่อยกระดับการทำหน้าที่ตรวจสอบและป้องกันการทุจริตของบริษัทจดทะเบียน การรายงานข้อมูลการก่อภาระผูกพันในหลักทรัพย์เพื่อให้ผู้ลงทุนได้รับข้อมูลที่สำคัญ ครบถ้วนและเพียงพอเพื่อประกอบการตัดสินใจลงทุน ด้านมาตรการทางกฎหมายเพื่อยับยั้งความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการทำธุรกรรมของบริษัทจดทะเบียน           สำหรับกรณีการเป็นพนักงานสอบสวนในคดีที่มี high impact  ก.ล.ต. มีอำนาจในการทำคดีและเมื่อสรุปสำนวนเสร็จสิ้น จะนำส่งสำนวนและความเห็นไปยังพนักงานอัยการเพื่อพิจารณาสั่งฟ้องซึ่งเป็นไปตามหลักการ check and balance ตามกระบวนการยุติธรรม การดำเนินการดังกล่าว ก.ล.ต. สามารถบูรณาการพนักงานสอบสวนหรือเจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือพนักงานสอบสวนคดีพิเศษหรือเจ้าหน้าที่คดีพิเศษ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการร่วมสอบสวนคดีโดยใช้ความเชี่ยวชาญมาช่วยให้กระบวนการบังคับใช้กฎหมายในกรณี high impact รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากขึ้น           ก็ต้องจับตากันต่อไปว่า เมื่อเสริมเขี้ยวเล็บให้กับ  ก.ล.ต. แล้ว จะกล้าฟันมากน้อยแค่ไหน การลงทุน มีความเสี่ยง ผู้ลงทุน ควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจ ข่าวหัวม่วง By ทีมงานหุ้นวิชั่น  

abs

เจมาร์ท สร้างความสามารถในการแข่งขัน ด้วยการสร้าง Synergy Ecosystem

ตลท.เชื่อ พรก. เพิ่มอำนาจ ก.ล.ต. ส่งผลดีต่อตลาดทุนไทย

ตลท.เชื่อ พรก. เพิ่มอำนาจ ก.ล.ต. ส่งผลดีต่อตลาดทุนไทย

          สืบเนื่องจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ในวันนี้ (27 มีนาคม 2568) มีมติเห็นชอบร่าง พ.ร.ก. แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ. หลักทรัพย์ฯ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (ชุดยกระดับการกำกับดูแลกิจการและมาตรการบังคับใช้กฎหมาย) ตามที่กระทรวงการคลังเสนอนั้น           นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์ฯ เชื่อมั่นว่า ร่างกฎหมายดังกล่าว จะส่งผลดีต่อตลาดทุนโดยรวม เพราะนอกจากจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในเรื่องของการกำกับดูแลการซื้อขายและการตรวจสอบการทำธุรกรรมของบริษัทจดทะเบียนแล้ว ยังจะช่วยให้การดำเนินการทางคดีและการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับการกระทำความผิดในตลาดทุนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถลงโทษผู้กระทำความผิดได้รวดเร็วมากขึ้น อันจะช่วยป้องปรามให้ผู้ที่คิดจะกระทำความผิดเกิดความเกรงกลัว โดยมาตรการต่าง ๆ ที่กำหนดเพิ่มเติมในร่างกฎหมายดังกล่าว สามารถจะเสริมสร้างความเชื่อมั่น (Trust & Confidence) ให้แก่ผู้ลงทุน ซึ่งถือเป็นวาระสำคัญเร่งด่วนของตลาดทุนไทยในขณะนี้

ก.ล.ต. ขานรับครม.ผ่านร่าง พ.ร.ก. แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ. หลักทรัพย์ฯ

ก.ล.ต. ขานรับครม.ผ่านร่าง พ.ร.ก. แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ. หลักทรัพย์ฯ

          ตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ในการประชุมเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2568 ได้มีมติเห็นชอบ ร่าง พ.ร.ก. แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ. หลักทรัพย์ฯ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (ชุดยกระดับการกำกับดูแลกิจการและมาตรการบังคับใช้กฎหมาย) ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ           นางพรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวว่า การปรับปรุงกฎหมายในครั้งนี้ เป็นการปรับปรุงในหลาย ๆ มิติ ทั้งด้านการเพิ่มประสิทธิภาพเกี่ยวกับการกำกับดูแลการขายชอร์ตเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมโปร่งใส ด้านการกำกับผู้ประกอบวิชาชีพในตลาดทุนเพื่อยกระดับการทำหน้าที่ตรวจสอบและป้องกันการทุจริตของบริษัทจดทะเบียน การรายงานข้อมูลการก่อภาระผูกพันในหลักทรัพย์เพื่อให้ผู้ลงทุนได้รับข้อมูลที่สำคัญ ครบถ้วนและเพียงพอเพื่อประกอบการตัดสินใจลงทุน ด้านมาตรการทางกฎหมายเพื่อยับยั้งความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการทำธุรกรรมของบริษัทจดทะเบียน ตลอดจนเพิ่มประสิทธิภาพและยกระดับในการบังคับใช้กฎหมาย โดยเพิ่มอำนาจในการทำคดีของ ก.ล.ต.           “ที่ผ่านมา ก.ล.ต. ได้มีการดำเนินการในหลายด้านเพื่อยกระดับในการกำกับดูแล ให้มีความโปร่งใสและเป็นธรรมต่อทุกภาคส่วน รวมทั้งเตรียมความพร้อมบุคลากรด้านการบังคับใช้กฎหมายอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการปรับปรุงกฎหมายภายใต้การกำกับดูแลของ ก.ล.ต. เป็นส่วนหนึ่งในการยกระดับการกำกับดูแล โดยการออกเป็น พ.ร.ก. ตามที่ ครม. เห็นชอบจะช่วยให้การดำเนินการได้รวดเร็วมากขึ้น และเสริมสร้างความเชื่อมั่นในตลาดทุนให้แข็งแกร่งขึ้น ซึ่งเป็นรากฐานในการช่วยบรรเทาผลกระทบต่อตลาดทุนได้กรณีมีเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ อีกทั้งการเสริมสร้างตลาดทุนไทยให้แข็งแกร่งยังเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศอีกด้วย           สำหรับกรณีการเป็นพนักงานสอบสวนในคดีที่มี high impact  ก.ล.ต. มีอำนาจในการทำคดีและเมื่อสรุปสำนวน เสร็จสิ้น จะนำส่งสำนวนและความเห็นไปยังพนักงานอัยการเพื่อพิจารณาสั่งฟ้องซึ่งเป็นไปตามหลักการ check and balance ตามกระบวนการยุติธรรม การดำเนินการดังกล่าว ก.ล.ต. สามารถบูรณาการพนักงานสอบสวนหรือเจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือพนักงานสอบสวนคดีพิเศษหรือเจ้าหน้าที่คดีพิเศษ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการร่วมสอบสวนคดีโดยใช้ความเชี่ยวชาญมาช่วยให้กระบวนการบังคับใช้กฎหมายในกรณี high impact รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากขึ้น” เลขาธิการ ก.ล.ต. กล่าว

6 เรื่องต้องรู้! ก่อนลงทุนหุ้นเติบโต

6 เรื่องต้องรู้! ก่อนลงทุนหุ้นเติบโต

           หุ้นวิชั่น - การเติบโตของยอดขายและกำไร เป็นตัวชี้วัดสำคัญที่สะท้อนถึงความสำเร็จและศักยภาพของธุรกิจในระยะยาว โดยการเติบโตของยอดขายแสดงถึงความสามารถของบริษัทในการขยายตลาดและเพิ่มส่วนแบ่งการตลาด ในขณะที่การเติบโตของกำไรสะท้อนถึงความสามารถในการจัดการต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต โดยสองปัจจัยดังกล่าวมีความสำคัญต่อการสร้างความมั่นคงและความยั่งยืนของธุรกิจในระยะยาว วิธีเลือกหุ้นเติบโตในระยะยาว หากเลือกหุ้นเติบโตเข้ามาในพอร์ตการลงทุน นอกจากจะเพิ่มโอกาสในการสร้างผลตอบแทนที่ดีแล้ว ยังลดความเสี่ยงจากการลงทุนในระยะยาวด้วย สำหรับคุณสมบัติโดดเด่นของหุ้นที่มีการเติบโตของยอดขายและกำไร มีดังนี้ วิเคราะห์การเติบโตของรายได้และกำไร อัตราการเติบโตสูง มีการเติบโตของรายได้และกำไรที่สูงกว่าเฉลี่ยของตลาด โดยมักจะเกิดจากการขยายตัวของตลาดหรือการเพิ่มส่วนแบ่งการตลาด การเพิ่มส่วนแบ่งการตลาด บริษัทเหล่านี้มักจะใช้กลยุทธ์เพื่อเพิ่มส่วนแบ่งการตลาด เช่น การสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ หรือการขยายไปสู่ตลาดใหม่ การลงทุนในนวัตกรรมและการขยายตัว การลงทุนใน R&D มีการลงทุนอย่างมากในด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ และปรับปรุงผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่ การขยายตัวของธุรกิจ มีการขยายธุรกิจไปยังตลาดใหม่ ๆ หรือการเพิ่มความสามารถในการผลิตเพื่อรองรับการเติบโต การบริหารเงินทุน การไม่จ่ายเงินปันผลหรือจ่ายน้อย บริษัทเหล่านี้มักจะไม่จ่ายเงินปันผลหรือจ่ายน้อย เนื่องจากเลือกที่จะนำกำไรกลับมาใช้ในการขยายธุรกิจ การมีงบดุลที่แข็งแกร่ง มักจะมีงบดุลที่แข็งแกร่งและมีเงินสดเพียงพอสำหรับการลงทุนในอนาคต การประเมินมูลค่าสูง อัตราส่วน P/E Ratio สูง หุ้นเหล่านี้มักจะมีอัตราส่วนราคาต่อกำไร (P/E Ratio) สูง เนื่องจากนักลงทุนคาดหวังการเติบโตในอนาคต ความเสี่ยงสูง มีความเสี่ยงสูงเนื่องจากมูลค่าหุ้นขึ้นอยู่กับความคาดหวังในอนาคต หากไม่บรรลุเป้าหมาย การลดลงของราคาหุ้นอาจเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ความเป็นผู้นำในอุตสาหกรรม การเป็นผู้นำหรือผู้บุกเบิก บริษัทเหล่านี้มักจะเป็นผู้นำหรือผู้บุกเบิกในอุตสาหกรรมนั้น ๆ โดยมีการสร้างผลิตภัณฑ์หรือบริการใหม่ ๆ ที่มีนวัตกรรม หุ้นเติบโต ควรลงทุนนานแค่ไหน            สำหรับการลงทุนในหุ้นการเติบโตมักต้องใช้ระยะเวลานาน เนื่องจากเป็นการลงทุนที่มุ่งเน้นการเติบโตในระยะยาว โดยทั่วไปแล้ว นักลงทุนควรเตรียมพร้อมที่จะถือครองหุ้นเหล่านี้เป็นเวลาอย่างน้อย 3 ปี หรือมากกว่านั้น เพื่อให้ได้รับผลตอบแทนที่ดีจากความสามารถในการเติบโตของบริษัท หมายความว่า ต้องใช้ความอดทนและความสามารถในการรับความเสี่ยงในระยะยาว หุ้นเติบโต vs ระยะเป้าหมายสำหรับการลงทุน นักลงทุนอาจพิจารณาก่อนว่าแท้จริงแล้ว ระยะเวลาเป้าหมายการลงทุนของเราเป็นอย่างไร สอดคล้องกับการลงทุนในหุ้นเติบโตหรือไม่ อาจพิจารณาดังนี้ เป้าหมายการลงทุนระยะสั้น ไม่เหมาะสมสำหรับหุ้นการเติบโต เนื่องจากมีความเสี่ยงสูงและอาจมีการเปลี่ยนแปลงของราคาอย่างรวดเร็ว เป้าหมายการลงทุนระยะกลาง (3 - 7 ปี) เป็นระยะเวลาที่นักลงทุนสามารถเริ่มเห็นผลตอบแทนจากการเติบโตของบริษัทได้ แต่ยังคงต้องมีความอดทนและความสามารถในการรับความเสี่ยง เป้าหมายการลงทุนระยะยาว (7 ปีขึ้นไป) เป็นระยะเวลาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการลงทุนในหุ้นการเติบโต เนื่องจากช่วยให้สามารถรับผลตอบแทนที่ดีจากการเติบโตอย่างต่อเนื่องของบริษัท และลดความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของตลาดในระยะสั้น 6 เรื่องที่ต้องทำความเข้าใจก่อนลงทุนหุ้นเติบโต ความเข้าใจในอุตสาหกรรมและตลาด การวิเคราะห์อุตสาหกรรม เข้าใจถึงแนวโน้มและโอกาสในการเติบโตของอุตสาหกรรมที่บริษัทดำเนินธุรกิจ การวิเคราะห์ตลาด รู้จักผู้เล่นหลักในตลาดและสถานะของบริษัทที่สนใจลงทุน วิเคราะห์ทางการเงิน งบการเงิน สามารถวิเคราะห์งบการเงินของบริษัทเพื่อประเมินความแข็งแกร่งทางการเงินและศักยภาพในการเติบโต อัตราส่วนการเงิน เข้าใจอัตราส่วนสำคัญ เช่น อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin), P/E Ratio หรือ D/E Ratio การประเมินความเสี่ยง ความเสี่ยงจากการแข่งขัน เข้าใจถึงความเสี่ยงจากการแข่งขันในอุตสาหกรรมและความสามารถของบริษัทในการแข่งขัน ความเสี่ยงจากเศรษฐกิจ เข้าใจถึงความเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจในประเทศที่บริษัทดำเนินธุรกิจ การวิเคราะห์เชิงเทคนิค การวิเคราะห์แนวโน้มราคา สามารถวิเคราะห์แนวโน้มราคาและรูปแบบการเคลื่อนไหวของหุ้นเพื่อทำนายการเคลื่อนไหวในอนาคต การวิเคราะห์ปริมาณการซื้อขาย เข้าใจถึงปริมาณการซื้อขายและความสนใจของนักลงทุนในหุ้นนั้น ๆ การวิเคราะห์ข่าวสารและเหตุการณ์ การติดตามข่าวสารติดตามข่าวสารและเหตุการณ์ที่อาจมีผลกระทบต่อบริษัทและอุตสาหกรรม การประเมินผลกระทบ สามารถประเมินผลกระทบของข่าวสารและเหตุการณ์ต่อการเติบโตของบริษัทได้ การบริหารความเสี่ยง การกระจายการลงทุน รู้จักการกระจายการลงทุนเพื่อลดความเสี่ยง การกำหนดเป้าหมายการลงทุน กำหนดเป้าหมายการลงทุนและแผนการบริหารความเสี่ยงอย่างชัดเจน พฤติกรรมราคาของหุ้นเติบโตเป็นอย่างไร การเติบโตของบริษัทมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงราคาหุ้นอย่างมาก เนื่องจากนักลงทุนมักใช้ข้อมูลเกี่ยวกับการเติบโตของบริษัทในการประเมินมูลค่าหุ้นและตัดสินใจลงทุน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นในตลาด ดังนี้ การเพิ่มขึ้นของราคาหุ้น รายได้และกำไรที่เพิ่มขึ้น เมื่อบริษัทมีการเติบโตของรายได้และกำไร นักลงทุนมักจะมองว่าบริษัทมีศักยภาพสูง ส่งผลให้ความต้องการซื้อหุ้นเพิ่มขึ้นและราคาหุ้นปรับตัวสูงขึ้น ความคาดหวังในอนาคต การเติบโตอย่างต่อเนื่องทำให้นักลงทุนคาดหวังว่าบริษัทจะสามารถสร้างผลตอบแทนในอนาคตได้ดี ซึ่งช่วยดันราคาหุ้นให้สูงขึ้น ความผันผวนของราคาหุ้น การตอบสนองต่อผลประกอบการ หากบริษัทประกาศผลประกอบการที่ดีกว่าคาด ราคาหุ้นอาจปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่หากผลประกอบการต่ำกว่าคาด ราคาหุ้นอาจลดลงอย่างมาก ความเสี่ยงจากความคาดหวังสูง หุ้นที่เติบโตมักมีราคาสูงกว่ามูลค่าพื้นฐาน ทำให้เกิดความผันผวนเมื่อบริษัทไม่สามารถบรรลุเป้าหมายที่นักลงทุนคาดหวัง การเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรม การเติบโตในตลาดใหม่ หากบริษัทสามารถขยายธุรกิจไปยังตลาดใหม่ได้สำเร็จ ราคาหุ้นมักจะปรับตัวเพิ่มขึ้นตาม การแข่งขันในอุตสาหกรรม หากบริษัทสูญเสียส่วนแบ่งตลาดหรือไม่สามารถรักษาการเติบโตได้ ราคาหุ้นอาจลดลง ความสัมพันธ์กับปัจจัยภายนอก เศรษฐกิจโลก การเติบโตของบริษัทอาจได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลก เช่น ความต้องการสินค้าลดลง หรือปัญหาในห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งส่งผลต่อราคาหุ้น ข่าวสารและเหตุการณ์สำคัญ ข่าวเกี่ยวกับการเติบโต เช่น การเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ หรือการเข้าซื้อกิจการ สามารถกระตุ้นให้ราคาหุ้นปรับตัวสูงขึ้น ผลกระทบระยะยาว การสะสมมูลค่า การเติบโตอย่างมั่นคงในระยะยาวช่วยให้ราคาหุ้นเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และสร้างผลตอบแทนที่ดีแก่ผู้ถือหุ้น ความเสี่ยงในระยะยาว หากบริษัทไม่สามารถรักษาการเติบโตได้ ราคาหุ้นอาจลดลงอย่างต่อเนื่องและส่งผลเสียต่อนักลงทุน โดย ฐิติเมธ โภคชัย ฝ่ายพัฒนาความรู้ผู้ลงทุน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

abs

มุ่งมั่นเป็นผู้นำ เชื่อมโยงทุกโครงข่ายระบบคมนาคมขนส่งอย่างยั่งยืน

บล.หยวนต้า แนะ DBS19 จากปันผลสูง หลบภัยเทรดวอร์

บล.หยวนต้า แนะ DBS19 จากปันผลสูง หลบภัยเทรดวอร์

          หุ้นวิชั่น-ทีมข่าวหุ้นวิชั่น รายงาน บล.หยวนต้า ระบุ ตลาดหุ้นสิงคโปร์ปรับตัวขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่ต่อเนื่อง โดยหลักได้รับแรงหนุนจากกลุ่มธนาคารที่ได้ประโยชน์โดยตรงจากแนวโน้มนเศรษฐกิจของสิงคโปร์ที่ดีขึ้น ซึ่งการเลือกตั้งในช่วงเดือนพฤศจิกายนปีนี้ จะส่งผลให้รัฐบาลออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อรักษาฐานเศรษฐกิจ           นอกจากนี้ การดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางสิงคโปร์ (MAS) ยังมีแนวโน้มนโยบายการเงินผ่อนคลาย โดยการปล่อยให้ค่าเงินสิงคโปร์ดอลลาร์อ่อนค่า จึงเป็นปัจจัยบวกกับธนาคารที่มีรายได้จากต่างประเทศสูง           DBS เป็นหนึ่งในหุ้นที่นำ AI มาปรับใช้ โดยบริษัทเพิ่งประกาศว่าจะลดจำนวนพนักงานที่เป็นสัญญาจ้างหรือลงพนักงานชั่วคราวลงถึง 4,000 ตำแหน่งภายใน 3 ปี ซึ่งคิดเป็นเกือบ 50% ของพนักงานชั่วคราวทั้งหมด และนำ AI มาแทนที่ในการตอบคำถามหรือให้บริการแก่ลูกค้า ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนได้อีกมาก           DBS ยังเป็นหนึ่งในหุ้นปันผลสูงที่รองรับความเสี่ยงจากสงครามการค้าที่มีโอกาสจะเข้มข้นขึ้นในไตรมาสที่ 2 ปี 2025 โดย Bloomberg Consensus คาดการณ์ Dividend Yield ปี 2025 สูงถึง 6.6% และจ่ายทุกไตรมาส

SCB คาดค่าเงินบาทวันนี้ กรอบ 33.90-34.15 บ./ดอลลาร์

SCB คาดค่าเงินบาทวันนี้ กรอบ 33.90-34.15 บ./ดอลลาร์

          หุ้นวิชั่น - กลุ่มงานตลาดการเงิน ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 33.90-34.15 บาท/ดอลลาร์ ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงหลังนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศขึ้นภาษีนำเข้ารถยนต์ 25% ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 2 เม.ย. โดยจะบวกเพิ่มจากภาษีที่มีอยู่แล้ว และคาดว่าจะสร้างรายได้ให้สหรัฐฯ กว่าแสนล้านดอลลาร์ ยอดคำสั่งซื้อสินค้าคงทนสหรัฐฯ ในเดือน ก.พ. โต 9%MOM สูงกว่าตลาดคาดที่ -1.0% แต่คำสั่งซื้อหลัก (สินค้าทุนไม่รวมอาวุธและเครื่องบิน) โต -0.3%MOM ต่ำกว่าคาด เงินเฟ้ออังกฤษในเดือน ก.พ. ลดลงมาที่ 8%YOY ต่ำกว่าตลาดคาด ทำให้โอกาสลดดอกเบี้ยมากขึ้น

ก.ล.ต.เตือนผถห.กู้ PLE 2 รุ่น ใช้สิทธิประชุมฯ วันที่ 28 มี.ค.68

ก.ล.ต.เตือนผถห.กู้ PLE 2 รุ่น ใช้สิทธิประชุมฯ วันที่ 28 มี.ค.68

          สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ขอให้ผู้ถือหุ้นกู้ PLE จำนวน 2 รุ่น ใช้สิทธิในการประชุมผู้ถือหุ้นกู้ ศึกษาข้อมูล ซักถามผู้ออกหุ้นกู้หรือผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ เพื่อให้ได้ข้อมูลครบถ้วนและเพียงพอต่อการตัดสินใจลงมติ ในวันที่ 28 มีนาคม 2568           ตามที่บริษัท เพาเวอร์ไลน์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) (PLE) ในฐานะผู้ออกหุ้นกู้ PLE256A และ PLE272A  จะจัดให้มีการประชุมผู้ถือหุ้นกู้ ครั้งที่ 1/2568 ในวันที่ 28 มีนาคม 2568 เวลา 10.00 น. ด้วยวิธีการประชุม ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (E-meeting) โดยมีเรื่องเพื่อพิจารณาอนุมัติ ดังนี้ (1) ผ่อนผันให้การที่ผู้ออกหุ้นกู้ไม่สามารถดำรงอัตราส่วนของ “หนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อส่วนของ ผู้ถือหุ้น” ในอัตราส่วนไม่เกิน 4 : 1 สิ้นสุด ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2567 ไม่ให้ถือเป็นเหตุผิดนัด (2) แก้ไขอัตราส่วนทางการเงินที่ผู้ออกหุ้นกู้มีหน้าที่ต้องดำรงไว้ตามข้อกำหนดสิทธิ จาก อัตราส่วนไม่เกิน 4 : 1 เป็น อัตราส่วนไม่เกิน 5 : 1           ทั้งนี้ ก.ล.ต. ได้กำหนดให้ผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้วิเคราะห์ข้อดี ข้อเสีย ประโยชน์ และผลกระทบที่ผู้ถือหุ้นกู้จะได้รับ จากการมีมติอนุมัติ หรือไม่อนุมัติ ให้ชัดเจนในแต่ละทางเลือก พร้อมเหตุผลประกอบโดยมีความเห็นของผู้แทน ผู้ถือหุ้นกู้ประกอบด้วย ก.ล.ต. จึงขอให้ผู้ถือหุ้นกู้ศึกษาข้อมูลอย่างรอบคอบ และใช้สิทธิของผู้ถือหุ้นกู้ในการรักษาประโยชน์ของตนเอง พร้อมทั้งสอบถามข้อมูลต่าง ๆ จากผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ เพื่อให้มีข้อมูลครบถ้วนประกอบการตัดสินใจออกเสียงในการประชุมผู้ถือหุ้นกู้ด้วย หมายเหตุ : บริษัทหลักทรัพย์ บลูเบลล์ จำกัด เป็นผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ PLE256A และ PLE272A

abs

SSP : ผู้นำด้านพลังงานหมุนเวียน ทางเลือกใหม่เพื่ออนาคต

“ปุ้มปุ้ย” ยืนหนึ่งคว้า 2 รางวัล ย้ำความเชื่อมั่นองค์กร-แบรนด์

“ปุ้มปุ้ย” ยืนหนึ่งคว้า 2 รางวัล ย้ำความเชื่อมั่นองค์กร-แบรนด์

                      หุ้นวิชั่น- แบรนด์ ”ปุ้มปุ้ย“ คว้ารางวัล Thailand’s Most Admired Brand 2025 ครองอันดับ 1 ในหมวดสินค้าบริโภค กลุ่มปลากระป๋องราดพริก และรางวัล Thai Brand Award ที่ได้รับความไว้วางใจมากที่สุด จากผลสำรวจและวิจัยพฤติกรรมผู้บริโภคของนิตยสาร BrandAge กับสถาบันการศึกษาชั้นนำของประเทศ ในทุกภูมิภาคทั่วประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ จนได้ผลสำรวจที่แม่นยำ             นางปวิตา โตทับเที่ยง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานความยั่งยืนและสื่อสารองค์กร บริษัท ผลิตภัณฑ์อาหารกว้างไพศาล จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปุ้มปุ้ยเองรู้สึกยินดีและภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งสำหรับรางวัล Thailand’s Most Admired Brand 2025 คองอันดับ 1 หมวดสินค้าบริโภค กลุ่มปลากระป๋องราดพริก และรางวัล Thai Brand Award ในฐานะแบรนด์ที่เป็นที่รู้จักทั้งในและต่างประเทศ และขอบคุณในความไว้วางใจจากผู้บริโภคที่ทำให้เราได้รับถึง 2 รางวัลอันทรงคุณค่านี้ ปุ้มปุ้ยจะมุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์คุณภาพ และดำเนินธุรกิจบนพื้นฐานของความยั่งยืน พร้อมเติบโตเคียงข้างคนไทยและสังคมไทยตลอดไป             นางปวิตา กล่าวต่อว่า ปัจจัยที่ทำให้ปุ้มปุ้ยยังครองตลาดปลาแมคเคอเรลทอดราดพริก คือการรักษาคุณภาพ รสชาติของสินค้า และความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่มีอย่างต่อเนื่องมากว่า 46 ปี นอกจากนั้นเรายังได้ศึกษาความต้องการของตลาดและพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคที่มีหลากหลายในปัจจุบัน และได้ออกปุ้มปุ้ยปลาแมคเคอเรลทอดราดพริก สูตรน้ำตาลน้อย ซึ่งลดน้ำตาลลงถึง 36% และลดโซเดียมลงถึง 29% เป็นทางเลือกใหม่ให้กับกลุ่มลูกค้าคนรักสุขภาพ แต่ยังคงรสชาติความอร่อยที่ถูกปากคนไทย “ให้ทุกมื้อมีความอร่อย” ตามแบบฉบับ และคุณภาพของปุ้มปุ้ยเช่นเดิม โดยหัวใจหลักในการขับเคลื่อนแบรนด์ให้เติบโต คือความมุ่งมั่น พัฒนาผลิตภัณฑ์ เพื่อตอบสนองผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง และปัจจุบันถือได้ว่าเป็นแบรนด์ปลากระป๋องปรุงรสที่ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศ จนกลายเป็นแบรนด์ที่ผู้บริโภคไว้วางใจตลอดมาและสามารถครองตำแหน่ง ปลาแมคเคอเรลทอดราดพริกอันดับ 1 มาอย่างยาวนาน

ตลท.สัมมนาสัญจร จ. นครราชสีมา 30 มี.ค. นี้

ตลท.สัมมนาสัญจร จ. นครราชสีมา 30 มี.ค. นี้

           ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ตลาดหลักทรัพย์ไลฟ์เอ็กซ์เช้นจ์ (LiVEx) เชิญผู้ประกอบการและนักธุรกิจโคราชและจังหวัดใกล้เคียง ร่วมงานสัมมนา “Unlocking Opportunities for Business Growth - เปิดโอกาสให้ธุรกิจภาคตะวันออกเฉียงเหนือคิดการใหญ่” ที่จะช่วยสร้างโอกาสให้กับผู้ประกอบการภาคตะวันออกเฉียงเหนือเข้าถึงแหล่งเงินทุนผ่านตลาดทุน จากวิทยากร ผู้เชี่ยวชาญและผู้บริหารบริษัทจดทะเบียน มาแลกเปลี่ยนประสบการณ์และเส้นทางการระดมทุน  ผ่าน 2 หัวข้อ 1) โอกาสของธุรกิจและการระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ SET-mai-LiVex 2) เส้นทางสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน (Showcases by CEO Listed Companies) นอกจากนี้ ยังมีบริการให้คำปรึกษาทางธุรกิจ จากเจ้าหน้าที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ และผู้เชี่ยวชาญอีกด้วย            พบกันวันอาทิตย์ที่ 30 มีนาคม 2568 เวลา 13.00 - 17.00 น. ณ โคราช ฮอลล์ 2 ชั้น 4 ศูนย์การค้าเซ็นทรัล โคราช จังหวัดนครราชสีมา ผู้ประกอบการลงทะเบียนล่วงหน้าโดยไม่มีค่าใช้จ่าย https://set-event-registration.setgroup.or.th/e/unlocking-opportunities-for-business-growth-korat2025 สอบถาม SET Contact Center 02 009 9000

บล.หยวนต้า แนะ TAIWAN19 รับตลาดหุ้นไต้หวันฟื้นตัว

บล.หยวนต้า แนะ TAIWAN19 รับตลาดหุ้นไต้หวันฟื้นตัว

              หุ้นวิชั่น-ทีมข่าวหุ้นวิชั่น บล.หยวนต้า ระบุ TAIWAN19 เป็น DR ที่อ้างอิง Yuanta/P-shares Taiwan Top 50 ETF ซึ่งลงทุนในหุ้น 50 ตัวแรกของไต้หวัน ซึ่งมีสัดส่วนการลงทุนใน TSMC เกินกว่า 50%               มองว่าตลาดหุ้นไต้หวันมีโอกาสฟื้นตัวตามทิศทางหุ้นในกลุ่ม Semiconductor ทั่วโลก หลังจากที่คุณทรัมป์ระบุว่าอาจยกเว้นภาษีเท่าเทียมให้กับบางประเทศ สะท้อนถึงทิศทางนโยบายภาษีที่อาจจะผ่อนคลายกว่าที่คาด อีกทั้งก่อนหน้านี้ตลาดหุ้นไต้หวัน โดยเฉพาะ TSMC ก็ปรับตัวลงมารับปัจจัยดังกล่าวไปแล้วพอสมควร TSMC มีปัจจัยหนุนเฉพาะตัวหลังจากที่บริษัทรายงานว่าเตรียมเปิดรับออเดอร์ชิปขนาด 2 นาโนเมตรในวันที่ 1 เมษายนนี้ หลังจากมีการรายงานว่า TSMC มีอัตราการผลิตสำเร็จ (Yield Rate) สำหรับชิป 2 นาโนเมตรสูงกว่า 60% แล้ว ซึ่งชิปชนิดนี้จะถือเป็นก้าวสำคัญของอุตสาหกรรม Semiconductor และจะมีความต้องการสูงขึ้นมากในอุปกรณ์หลายประเภท โดยเฉพาะโทรศัพท์มือถือและโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ อย่าง Cloud และ Data Center มีการคาดการณ์ว่า TSMC จะสามารถผลิตชิป 2 นาโนเมตรในระดับดัชนีอุตสาหกรรม (Mass Production) ได้ภายในปี 2569 และคาดว่า Apple จะเป็นลูกค้ารายแรกที่จะนำชิปดังกล่าวไปใช้ในชิปประมวลผล A20 Processor ซึ่งจะใช้ใน iPhone 18 ที่จะเปิดตัวในปี 2569

abs

ออกแบบและติดตั้งระบบเครือข่ายและระบบสื่อสารอย่างครบวงจร

SCB คาดค่าเงินบาทวันนี้ กรอบ 33.75-34.00 บ./ดอลลาร์

SCB คาดค่าเงินบาทวันนี้ กรอบ 33.75-34.00 บ./ดอลลาร์

        หุ้นวิชั่น - กลุ่มงานตลาดการเงิน ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 33.75-34.00 บาท/ดอลลาร์ เงินบาทกลับมาแข็งค่าขึ้น หลังดัชนีเงินดอลลาร์อ่อนค่าลงจากความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐฯ มีนาคม ลดลงมาที่ 9 ต่ำสุดในรอบ 4 ปี จากความกังวลเกี่ยวกับราคาที่สูงขึ้นและแนวโน้มเศรษฐกิจ รัสเซียและยูเครนได้ตกลงหยุดยิงในทะเลดำ และจะร่วมกันกำหนดรายละเอียดเพื่อหยุดการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานต่อไป นายชิเงรุ อิชิบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น เตรียมออกมาตรการบรรเทาผลกระทบของเงินเฟ้อต่อผู้บริโภค โดยใช้งบประมาณปีปัจจุบันและงบประมาณปีถัดไปร่วมกัน

บล.กรุงศรี แนะเก็งกำไร BIDU80 รับ AI ใหม่ ERNIE 4.5-X1

บล.กรุงศรี แนะเก็งกำไร BIDU80 รับ AI ใหม่ ERNIE 4.5-X1

          หุ้นวิชั่น-ทีมข่าวหุ้นวิชั่น รายงาน บล.กรุงศรี ระบุ Baidu Inc. (BIDU80) “AI ใหม่ ERNIE 4.5 และ X1 คาดสร้างความคาดหวังเชิงบวกต่อธุรกิจ ขณะที่หุ้นที่ยังมี Laggard กว่าเทคอื่น”           ตลาดหุ้นจีนและฮ่องกงมีทิศทางปรับตัวขึ้นตั้งแต่เริ่มต้นปี 2568 แรงหนุนขับเคลื่อนจากมาตรการกระตุ้นการบริโภค และการฟื้นตัวเศรษฐกิจจีน ผสานกับจิตวิทยาบวกเพิ่มเติมจากแนวทางการใช้ภาษีเท่าเทียม (Reciprocal Tax) ที่เน้นการเจรจาต่อรองมากขึ้น ทำให้คาดว่าผลกระทบจาก Trade War จะค่อนข้างจำกัด โดยประเมินตลาดหุ้นฮ่องกงและจีนที่ย่อตัวหรือพักตัวในกรอบ เป็นโอกาสในการเข้าลงทุน           สำหรับสัปดาห์นี้เน้นวางกลยุทธ์ เก็งกำไรในหุ้น Laggard เลือกหุ้น BIDU ผู้ให้บริการ Search Engine หลักของจีน ซึ่งมีรายได้หลักจาก Baidu Core (โฆษณาจาก Search Engine + Cloud Services + อื่นๆ) ราว 75-80% ส่วนรายได้ที่เหลือ 20-25% จาก Streaming Platform ในชื่อ iQIYI ในภาพธุรกิจความท้าทายของ Baidu มาจากความเสี่ยงของรายได้หลักSearch Engine ที่ถูกทดแทน (Disrupt) จาก AI โดยรายได้โฆษณางวด 4Q67 อ่อนลง -7%y-y อย่างไรก็ตามประเด็นดังกล่าวอยู่ในความคาดหมายตลาดมาระดับหนึ่งแล้ว บ่งชี้จากระดับ Valuation ที่มีส่วนลดจากหุ้นเทคฯ อื่นอย่างมีนัยฯ PER25F ซื้อขาย 9.49 เท่า (vs กลุ่มที่ซื้อขายเฉลี่ย 24.86 เท่า)           ขณะที่บริษัทเริ่มหารายได้ทดแทนจาก AI โดย Baidu เปิดตัว ERNIE Bot ที่ครองตลาด 11.5% ในจีน และจุดเปลี่ยนล่าสุด คือ การเปิดตัว AI ใหม่สองรุ่น ได้แก่ ERNIE 4.5 และ ERNIE X1 โดย ERNIE X1 เน้นความสามารถในการให้เหตุผล (reasoning) และถูกวางตำแหน่งให้เป็นคู่แข่งกับโมเดล R1 ของ DeepSeek และ GPT-4.5 โดยมีต้นทุนถูกกว่า ปัจจุบัน           Consensus ประเมินกำไรเติบโต 3% ในปี 2568 และเร่งขึ้นเป็น 8% ในปี 2569 ราคาเป้าหมายที่ 105.67 HKD มี Upside +13% จากราคาปัจจุบัน ส่วนด้านปัจจัยเทคนิค BIDU และ BIDU80 อยู่ในแนวโน้ม Sideways up ล่าสุดราคาย่อลงมาที่บริเวณด้านล่างของกรอบ และเริ่มมีแรงซื้อกลับ ให้น้ำหนักการฟื้นตัวขึ้นไปทดสอบแนวต้านที่จุดยอดเดิมอีกครั้ง และระหว่างสัปดาห์ไม่ควรย่อหลุดกรอบ Sideways up นี้ลงมา

บล.กรุงศรี แนะเก็งกำไร BYDCOM80 รับงบปี 67 โต

บล.กรุงศรี แนะเก็งกำไร BYDCOM80 รับงบปี 67 โต

            หุ้นวิชั่น-ทีมข่าวหุ้นวิชั่น รายงาน บล.กรุงศรี แนะเก็งกำไร BYDCOM80 เนื่องจาก BYD บริษัทผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV) รายใหญ่ของจีน เพิ่งรายงานงบการเงินบริษัทมีกำไรสุทธิปี 2567 โต 34% YoY ที่ 4.025 หมื่นล้านหยวน และรายได้โต 29.02% YoY ที่ 7.771 แสนล้านหยวน แรงหนุนจากอุปสงค์ที่แข็งแกร่งของรถยนต์ EV ทั้งในตลาดจีนและต่างประเทศ อิงจากยอดขายรถยนต์ 4.27 ล้านคัน +41% YoY โดยยอดขายรถยนต์ในต่างประเทศ +72% YoY            ส่วนปี 2568 อิง Bloomberg คาดกำไรปีนี้โต 31% YoY แรงหนุนอีกส่วนคือเมื่อวันที่ 18 มี.ค. บริษัทประกาศเทคโนโลยีใหม่ที่สามารถชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ได้รวดเร็วเกือบเท่าเวลาที่ใช้ในการเติมน้ำมันรถ และ Valuation ถูกอิง PER ต่ำ 21 เท่า โดยรวมมองเป็นจิตวิทยาบวกต่อ DR

abs

Hoonvision

บล.หยวนต้า แนะ MWG19 ยอดขาย 2 เดือนแรกแจ่ม

บล.หยวนต้า แนะ MWG19 ยอดขาย 2 เดือนแรกแจ่ม

             หุ้นวิชั่น-ทีมข่าวหุ้นวิชั่น รายงาน บล.หยวนต้า ระบุ MWG (MWG19) บริษัทเพิ่งรายงานยอดขายสำหรับ 2 เดือนแรกของปี อยู่ที่ 24.52 ล้านล้านดอง เติบโตเด่นที่ 14% YoY โดยการเติบโตหลักยังคงมาจาก Mobile World (จำหน่ายโทรศัพท์มือถือ) และ Dien May Xanh (จำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในบ้าน) ซึ่งในส่วนของธุรกิจเครื่องใช้ไฟฟ้าเห็นการเติบโตชัดเจนหลังบริษัทจับมือเป็น Strategic Partner กับ Xiaomi และยังสอดคล้องกับมุมมองของเราว่าภาคอสังหาริมทรัพย์ของเวียดนามมีโอกาสฟื้นตัวในปีนี้จาก 1) การผ่อนคลายมาตรการการซื้ออสังหาริมทรัพย์ของต่างชาติ และ 2) ส่งเสริมการพัฒนาที่อยู่อาศัยราคาประหยัด โดยตั้งเป้าสร้างที่พักอาศัยราคาประหยัดอีกจำนวน 1 ล้านแห่งภายในปี 2030 เพื่อรองรับความต้องการของผู้มีรายได้น้อย              Bloomberg Consensus ปรับประมาณการ EPS ปี 2025 ของ MWG ขึ้นต่อเนื่องในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา รวมแล้วถูกปรับเพิ่มขึ้นมา 7% สะท้อน Momentum ที่เป็นบวกต่อเนื่องและอาจจะหนุนให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นต่อได้หลังจากที่ก่อนหน้านี้ราคาหุ้นปรับตัวตามตลาด สำหรับกำไรสุทธิปี 2025 Consensus คาดเติบโตสูงสุด 43% YoY ประเมินราคาเป้าหมายที่ 74,575 ดอง/หุ้น คิดเป็น 9.90 บาท/DR มี Upside ราว 23%

SCB คาดค่าเงินบาทวันนี้ กรอบ 33.90-34.10 บ./ดอลลาร์

SCB คาดค่าเงินบาทวันนี้ กรอบ 33.90-34.10 บ./ดอลลาร์

         หุ้นวิชั่น - กลุ่มงานตลาดการเงิน ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 33.90-34.10 บาท/ดอลลาร์ เงินบาทอ่อนค่าขึ้นหลังนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศเรียกเก็บภาษีนำเข้า 25% กับทุกประเทศที่ซื้อน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจากเวเนซุเอลา โดยจีนก็จะได้รับผลกระทบเพราะเป็นผู้ซื้อหลัก ดัชนี PMI ภาคการผลิตสหรัฐฯ ออกมาที่ 8 ต่ำกว่าตลาดคาด และสะท้อนการหดตัว ขณะที่ดัชนี PMI ภาคบริการออกมาดีกว่าคาดที่ 54.3 ดัชนี PMI ยูโรโซน ออกมาที่ 4 สูงสุดในรอบ 7 เดือน โดยได้รับแรงหนุนจากการฟื้นตัวของภาคการผลิตในเยอรมนี ขณะที่ดัชนี PMI ของญี่ปุ่นออกมาที่ 48.3 ต่ำกว่าตลาดคาด

SCB คาดค่าเงินบาทวันนี้ กรอบ 33.85-34.10 บ./ดอลลาร์

SCB คาดค่าเงินบาทวันนี้ กรอบ 33.85-34.10 บ./ดอลลาร์

          หุ้นวิชั่น - กลุ่มงานตลาดการเงิน ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 33.85-34.10 บาท/ดอลลาร์ เงินบาทยังอ่อนค่าขึ้นตามดัชนีเงินดอลลาร์ที่แข็งค่า หลังนักลงทุนยังกังวลเกี่ยวกับการขึ้น Tariffs ของสหรัฐฯ โดยล่าสุดมีข่าวว่าเตรียมขึ้นภาษีตอบโต้ในวันที่ 2 เมษายน แต่อาจมีบางประเทศที่ไม่เผชิญภาษีที่สูงขึ้น นายออสแตน กูลสบี ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขาชิคาโก กล่าวว่า เงินเฟ้อจาก Tariffs อาจอยู่ชั่วคราว ตัวเลขส่งออกไทยเดือนกุมภาพันธ์เร่งตัวขึ้นที่ 0% สูงกว่าตลาดคาด ผลจากการเร่งส่งออกทองคำและอัญมณีไปอินเดีย และเร่งส่งออกไปสหรัฐฯ ก่อนมีกำแพงภาษี

อ่านเกมส์ ศึกกลุ่มรับเหมาก่อสร้างไทย พร้อมโอกาสเติบโต [HoonVision x FynnCorp]

อ่านเกมส์ ศึกกลุ่มรับเหมาก่อสร้างไทย พร้อมโอกาสเติบโต [HoonVision x FynnCorp]

Key Highlights: แนวโน้มกลุ่มอุตสาหกรรมก่อสร้าง ยังมีปัจจัยหนุนจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานภาครัฐที่เติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะโครงการรถไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ผู้รับเหมารายใหญ่ ยังคงได้เปรียบในการแข่งขัน ในด้านผู้เล่นใหญ่ในอุตสาหกรรม ช.การช่าง (CK) ครองมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Cap) ถึง 80% และเป็นบริษัทที่ทำกำไรสุทธิได้สูงสุดของกลุ่ม ขณะที่ อิตาเลียนไทยฯ (ITD) ทำรายได้สูงสุด ในกลุ่มก่อสร้างโครงการภาครัฐ CK ถือเป็นผู้เล่นที่โดดเด่นในกลุ่ม และ ยูนิค เอ็นจิเนียริ่ง (UNIQ) โดดเด่นเรื่อง Dividend Yield สูง กลุ่มธุรกิจก่อสร้างยังมีแนวโน้มขยายตัว เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2568 เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ได้อนุมัติการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 4 โครงการใหญ่ รวมมูลค่ากว่า 2 แสนล้านบาท ได้แก่ โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงบางขุนนนท์ - มีนบุรี (สุวินทวงศ์) ของบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) และโครงการ Data Center 3 โครงการจากบริษัทในไทย จีน และสิงคโปร์ สะท้อนการเติบโตของเทคโนโลยี AI และส่งเสริมการก้าวเข้าสู่การเป็นดิจิทัลฮับของไทย นอกจากนี้ ยังส่งผลดีต่อธุรกิจที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะ ธุรกิจก่อสร้าง ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC) ประเมินการก่อสร้างภาครัฐในปี 2568 มีแนวโน้มขยายตัว 3% จากการได้รับงบประมาณเพิ่มขึ้นของหน่วยงานหลักที่ลงทุนภาคก่อสร้าง ได้แก่ กรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท กรมชลประทาน กรมโยธาธิการและผังเมือง และการเปิดประมูล การเริ่มก่อสร้างโครงการเมกะโปรเจกต์ต่างๆ ขณะที่ SCB EIC คาดการก่อสร้างภาคเอกชนจะขยายตัวเล็กน้อย จากแรงกดดันของตลาดที่อยู่อาศัยฟื้นตัวช้า โดยเฉพาะตลาดโครงการระดับราคาปานกลาง - ล่าง ท่ามกลางภาวะ Oversupply ของอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ อย่างไรก็ตาม ผู้เล่นรายใหญ่ในอุตสาหกรรม ยังคงได้รับปัจจัยบวกเนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีความสามารถในการเข้าประมูลรับงานก่อสร้างจากโครงการภาครัฐ ซึ่งมีมูลค่าสูง มีสัดส่วนมากกว่าการก่อสร้างภาคเอกชน และเป็นโครงการลงทุนต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นโครงการรถไฟฟ้า มอเตอร์เวย์ รวมถึง Megaprojects ด้านการคมนาคมที่จะเปิดประมูลในปี 2568 นี้ รวมมูลค่าโครงการกว่า 4 แสนล้านบาท CK ครองส่วนแบ่งตลาดใหญ่ ในกลุ่มผู้เล่นในอุตสาหกรรมก่อสร้าง สามารถแบ่งได้ตามกุล่มที่รับงานก่อสร้างโครงการภาครัฐเป็นหลัก กลุ่มที่รับงานภาคเอกชนเป็นหลัก กลุ่มที่รับงานก่อสร้างอื่นๆ กลุ่มควบคุมงานก่อสร้าง รวมไปถึงรับงานเฉพาะด้าน หากพิจารณาผู้เล่นที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ที่รับงานโครงการภาครัฐเป็นหลัก ได้แก่ ITD, CK, NWR, RT, UNIQ, CIVIL, SQ ซึ่งจากข้อมูล มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Capitalization) ในปัจจุบัน พบว่า CK ครองตลาดถึง 80% ตามมาด้วย UNIQ (6%), ITD (5%), CIVIL (4%), SQ (3%) ขณะที่บริษัทขนาดเล็กอย่าง RT และ NWR มีสัดส่วน 1% ITD ทำรายได้สูงสุด แต่ CK ทำกำไรนำโด่ง แม้ว่า ITD มีรายได้รวมในปี 2567 สูงสุดที่ 72,454.98 ล้านบาท ตามมาด้วย CK (38,763.91 ล้านบาท) และ UNIQ (10,448.46 ล้านบาท) ซึ่ง ITD และ CK เป็นกลุ่มผู้ประกอบการขนาดใหญ่ที่มีประสบการณ์ มีเป้าหมายการรับงานโครงการขนาดใหญ่ รวมถึงในต่างประเทศ และการลงทุนสร้างงานในลักษณะสัมปทานโครงการ จึงส่งผลให้มีโอกาสในการทำรายได้มากกว่าผู้เล่นในกลุ่ม แต่เมื่อดูที่กำไรสุทธิ พบว่า CK มีกำไรส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นสูงสุด มูลค่า 1,445.50 ล้านบาท ตามมาด้วย UNIQ (183.04 ล้านบาท), CIVIL (114.88 ล้านบาท) และ RT (71.15 ล้านบาท) CIVIL - RT ใช้เงินทุนคุ้มค่า, UNIQ แจกปันผลสูงสุด เมื่อดูอัตราส่วนผลตอบแทนจากส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) และผลตอบแทนจากสินทรัพย์ (ROA) พบว่า CIVIL และ RT มี ROE สูงสุดที่ 6.2% และ 6.02% ตามลำดับในปี 2567 สะท้อนถึงประสิทธิภาพการใช้เงินทุนในการสร้างผลตอบแทนให้ผู้ถือหุ้นได้ดีเมื่อเทียบกับคู่แข่ง ส่วน RT, UNIQ และ CK เด่นในด้าน ROA สะท้อนว่าบริษัทใช้สินทรัพย์ที่มีในการสร้างกำไรได้อย่างมีประสิทธิภาพกว่าผู้เล่นในกลุ่ม ส่วนในแง่ของเงินปันผล UNIQ มี Dividend Yield สูงสุดที่ 3.95% ตามมาด้วย CK (2.09%) และ CIVIL (1.26%) สะท้อนว่าบริษัทเหล่านี้จ่ายเงินปันผลสูงในกลุ่มเมื่อเทียบกับราคาหุ้นในปัจจุบัน กล่าวโดยสรุป CK ถือว่าเป็นผู้เล่นที่โดดเด่นในภาพรวม โดยติดสามอันดับแรก ทั้งในแง่ผลการดำเนินงาน การสร้างผลตอบแทน และการจ่ายปันผล จากการที่เป็นบริษัทขนาดใหญ่ในกลุ่ม ส่วน UNIQ อาจดึงดูดนักลงทุนที่ต้องการรายได้จากเงินปันผล และแม้ไม่ได้เป็นผู้เล่นใหญ่สุดในกลุ่ม แต่บริษัทมีความสามารถในการบริหาร ควบคุมต้นทุนดีขึ้นต่อเนื่องจากการซื้อเป็นจำนวนมาก ปัจจัยเสี่ยง การแข่งขันที่รุนแรงจากผู้รับเหมาก่อสร้างจากจีน ส่งผลให้ผู้เล่นของไทยเผชิญการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้น และอาจเป็นแบบนี้ต่อไปในอนาคต นอกจากนั้น ยังเป็นการส่งเสริมให้มีการใช้สินค้าวัสดุก่อสร้างจากจีน จึงส่งผลกระทบต่อเนื่องทั้ง Supply Chain ของธุรกิจก่อสร้างในประเทศ การฟื้นตัวช้าของตลาดที่อยู่อาศัย จากอุปสงค์ที่มีการโอนกรรมสิทธฺ์ทั่วประเทศยังคงลดลงในปีที่ผ่านมาแม้จะมีแรงสนับสนุนจากมาตรการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ในการลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนอง อย่างไรก็ตาม REIC คาดการณ์ตลาดที่อยู่อาศัยในปี 2568 จะฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องทั้งในด้านปริมาณและมูลค่าที่ 1.6% และ 1.4% ตามลำดับ ความล่าช้าของการเปิดประมูลโครงการก่อสร้างของภาครัฐ ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายได้ กระแสเงินสด และต้นทุนของบริษัทในกลุ่มอุตสาหกรรม หมายเหตุ: การวิเคราะห์ข้างต้นเป็นการดูอัตราส่วนทางการเงินเบื้องต้นเทียบกับคู่แข่งในช่วงระยะเวลาเดียว (2024) ดังนั้น ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อประกอบการตัดสินใจลงทุน อ่านรายละเอียดเพิ่ม ที่ https://app.visible.vc/shared-update/458bb195-88b7-4a0c-8827-d715d087bcb1

ก.ล.ต. กล่าวโทษ OKX-ผู้สนับสนุนการกระทำความผิด 9 ราย ประกอบธุรกิจศูนย์ฯ ไม่ได้รับอนุญาต

ก.ล.ต. กล่าวโทษ OKX-ผู้สนับสนุนการกระทำความผิด 9 ราย ประกอบธุรกิจศูนย์ฯ ไม่ได้รับอนุญาต

          ก.ล.ต. กล่าวโทษ Aux Cayes FinTech Co. Ltd. ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มบนเว็บไซต์ www.okx.com/th (OKX) และผู้สนับสนุนการกระทำความผิด 9 ราย ต่อกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) กรณีกระทำการเข้าข่ายการประกอบธุรกิจศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลโดยไม่ได้รับอนุญาต ตาม พ.ร.ก. สินทรัพย์ดิจิทัลฯ โดยมีบุคคลทั้ง 9 รายเป็นผู้สนับสนุนการกระทำของ OKX           สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้รับแจ้งเบาะแสและตรวจสอบ พบว่าตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม 2564 OKX ได้ให้บริการจัดระบบการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล เพื่ออำนวยความสะดวกให้เกิดการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัล โดยเก็บค่าธรรมเนียมร้อยละ 0.1 ของมูลค่าธุรกรรมที่ลูกค้าซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล และมีการชักชวนและประชาสัมพันธ์ให้มาใช้บริการผ่านเว็บไซต์ OKX รวมถึงยังมีกิจกรรมส่งเสริมการขายอันเป็นการชักชวน ผ่านช่องทางการสื่อสารต่าง ๆ เช่น Telegram ชื่อ “OKX TH” Twitter (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น X) ชื่อ “OKX Thai Community” Line OpenChat ชื่อ “Thai Community” เป็นต้น           การกระทำของ OKX เข้าข่ายประกอบธุรกิจศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลตามมาตรา 3 แห่งพระราชกำหนดสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561 (พ.ร.ก. สินทรัพย์ดิจิทัลฯ) ซึ่ง OKX ดำเนินการโดยไม่ได้รับอนุญาต จึงเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 26 อันมีความผิดและระวางโทษตามมาตรา 66 แห่ง พ.ร.ก. สินทรัพย์ดิจิทัลฯ           นอกจากนี้ ยังปรากฏว่า OKX ได้รับการช่วยเหลือและสนับสนุนการประชาสัมพันธ์การให้บริการและกิจกรรมส่งเสริมการขายจากบุคคลทั้ง 9 ราย ได้แก่ (1) นายศรัณย์ บุญมีศรีสง่า ผ่านเพจเฟซบุ๊ก ชื่อ “ลองลงทุน” Youtube ชื่อ “ลองลงทุน” และ Discord Server ชื่อ “LONGLONGTHUN Community” (2) นายณัฐ จูงวงศ์ ผ่านเพจเฟซบุ๊ก ชื่อ “พ่อบ้านคริปโต” Youtube ชื่อ “พ่อบ้านคริปโต” Discord Server ชื่อ “Moonstation” และ Line OpenChat ชื่อ “Exclusive MoonStation” (3) นายกฤษณะ กฤษณานุวัตร์ ผ่านเพจเฟซบุ๊ก ชื่อ “Srisiam” และ Youtube ชื่อ “Srisiam” (4) นายสมิทธิ เจริญมิน ผ่านเพจเฟซบุ๊ก ชื่อ “น้ายามพาเทรด” และ Youtube ชื่อ “น้ายามพาเทรด” (5) นายกิตติทัศน์ เบญจเจริญพัฒน์ ผ่านเพจเฟซบุ๊ก ชื่อ “I Learn A Lot : แชร์มุมมองด้านการลงทุน” Youtube ชื่อ “I Learn A Lot” และ Line OpenChat ชื่อ “Exclusive Wave125i” (6) นายสรวิศ สงวนโภคัย ผ่านเพจเฟซบุ๊ก ชื่อ “Art of Crypto” Youtube ชื่อ “Art of Crypto” และ Telegram ชื่อ “Art of Crypto” (7) นายอัครวัฒน์ รุจิเรืองชัย ผ่านเพจเฟซบุ๊ก ชื่อ “Crypto Teller : บอกกล่าวเล่าคริปโต” Youtube ชื่อ “cryptoteller007” และ Discord Server ชื่อ “Mookata Trader Community” (8) นายรชต เชื้อสายบัว ผ่านเพจเฟซบุ๊ก ชื่อ “กราฟฟิ้ววว” Line OpenChat ชื่อ “กราฟฟิ้ววว เดอะ คอมมูนิตี้” และ Discord Server ชื่อ “ห้องลับจับคลื่น” (9) นายวรุตม์ วนิชยาโกศล ผ่านเพจเฟซบุ๊ก ชื่อ “Insight On-Chain : ส่องข้อมูลออนเชน” และ Line OpenChat ชื่อ “Insight On-Chain มาคุยกัน”           การกระทำของบุคคลทั้ง 9 ราย ทำให้ OKX เป็นที่รู้จักและมีบุคคลสนใจไปใช้บริการ OKX มากขึ้น จึงเข้าข่ายเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่ OKX ในการประกอบธุรกิจศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลโดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นการปฏิบัติฝ่าฝืนมาตรา 26 อันมีความผิดและระวางโทษตามมาตรา 66 แห่งพ.ร.ก. สินทรัพย์ดิจิทัลฯ ประกอบมาตรา 86 แห่งประมวลกฎหมายอาญา           ก.ล.ต. จึงกล่าวโทษ OKX และผู้สนับสนุนการกระทำความผิดทั้ง 9 ราย ต่อ บก.ปอศ. เพื่อพิจารณาดำเนินการตามกฎหมายต่อไป           ทั้งนี้ ภายหลังการกล่าวโทษของ ก.ล.ต. กระบวนการบังคับใช้กฎหมายทางอาญาต่อไปเป็นการสอบสวนของพนักงานสอบสวน การสั่งฟ้องคดีของพนักงานอัยการ และการพิจารณาของศาลยุติธรรม ตามลำดับ โดย ก.ล.ต. จะติดตามความคืบหน้าในการดำเนินคดี และจะร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเต็มที่ เพื่อสนับสนุนการบังคับใช้กฎหมายตาม พ.ร.บ. สินทรัพย์ดิจิทัลฯ ในกระบวนการภายหลัง ก.ล.ต. ได้กล่าวโทษแล้ว           พร้อมกันนี้ ก.ล.ต. ขอเตือนประชาชนและผู้ลงทุนให้ระมัดระวังการใช้บริการกับผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลที่ไม่ได้รับอนุญาต เนื่องจากจะไม่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย และยังมีความเสี่ยงที่จะถูกหลอกลวง (scam) รวมถึงความเสี่ยงในการเป็นเส้นทางผ่านเงินของผู้กระทำความผิดที่ต้องการฟอกเงิน โดยสามารถตรวจสอบรายชื่อผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับใบอนุญาตได้ที่ www.sec.or.th หรือแอปพลิเคชัน “SEC Check First” และสามารถตรวจสอบรายชื่อบุคคลที่มิใช่ผู้ประกอบธุรกิจภายใต้การกำกับดูแลของ ก.ล.ต. ได้ที่ investor alert ลิงก์ https://market.sec.or.th/public/idisc/th/InvestorAlert           ทั้งนี้ หากมีเบาะแสเกี่ยวกับการดำเนินการที่น่าสงสัย โปรดแจ้งที่ “ศูนย์รับเรื่องร้องเรียนและแจ้งเบาะแส” โทร. 1207 หรือผ่านช่องทาง Facebook page “สำนักงาน กลต.” หรือ Sec Live Chat ที่เว็บไซต์ ก.ล.ต. เพื่อการตรวจสอบในเชิงลึกต่อไป

ก.ล.ต. กล่าวโทษ XT.COM ประกอบธุรกิจศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลโดยไม่ได้รับอนุญาต

ก.ล.ต. กล่าวโทษ XT.COM ประกอบธุรกิจศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลโดยไม่ได้รับอนุญาต

             ก.ล.ต. กล่าวโทษผู้ให้บริการแพลตฟอร์มศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลบนเว็บไซต์ www.xt.com (XT.COM) ต่อกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) ในความผิดกรณี XT.COM กรณีกระทำการเข้าข่ายประกอบธุรกิจศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามพระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561 (พ.ร.ก. สินทรัพย์ดิจิทัลฯ)              สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ตรวจสอบพบว่า XT.COM ได้ให้บริการระบบการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล เพื่ออำนวยความสะดวกให้เกิดการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัล โดยเก็บค่าธรรมเนียม และมีการชักชวนและประชาสัมพันธ์ให้มาใช้บริการของ XT.COM ในประเทศไทย ผ่านทางโซเชียลมีเดียเป็นภาษาไทย ได้แก่ Facebook Telegram และ YouTube รวมทั้งการออกบูธ XT.COM ในงานที่จัดขึ้นในประเทศไทยด้วย              การกระทำของ XT.COM เข้าข่ายประกอบธุรกิจศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลตามมาตรา 3 แห่ง พ.ร.ก. สินทรัพย์ดิจิทัลฯ ซึ่ง XT.COM ดำเนินการโดยไม่ได้รับอนุญาต จึงเป็นการปฏิบัติฝ่าฝืนมาตรา 26 อันมีความผิดและระวางโทษตามมาตรา 66 แห่ง พ.ร.ก. สินทรัพย์ดิจิทัลฯ ก.ล.ต. จึงกล่าวโทษ XT.COM ต่อ บก.ปอศ. เพื่อพิจารณาดำเนินการตามกฎหมายต่อไป              ทั้งนี้ ภายหลังการกล่าวโทษของ ก.ล.ต. กระบวนการบังคับใช้กฎหมายทางอาญาต่อไปเป็นการสอบสวนของพนักงานสอบสวน การสั่งฟ้องคดีของพนักงานอัยการ และการพิจารณาของศาลยุติธรรม ตามลำดับ โดย ก.ล.ต. จะติดตามความคืบหน้าในการดำเนินคดี และจะร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเต็มที่ เพื่อสนับสนุนการบังคับใช้กฎหมายตาม พ.ร.บ. สินทรัพย์ดิจิทัลฯ ในกระบวนการภายหลัง ก.ล.ต. ได้กล่าวโทษแล้ว              พร้อมกันนี้ ก.ล.ต. ขอเตือนประชาชนและผู้ลงทุนให้ระมัดระวังการใช้บริการกับผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลที่ไม่ได้รับอนุญาต เนื่องจากจะไม่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย และยังมีความเสี่ยงที่จะถูกหลอกลวง (scam) รวมถึงความเสี่ยงในการเป็นเส้นทางผ่านเงินของผู้กระทำความผิดที่ต้องการฟอกเงิน โดยสามารถตรวจสอบรายชื่อผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับใบอนุญาตได้ที่ www.sec.or.th และแอปพลิเคชัน SEC Check First และสามารถตรวจสอบรายชื่อบุคคลที่มิใช่ผู้ประกอบธุรกิจภายใต้การกำกับดูแลของ ก.ล.ต. ได้ที่ investor alert ลิงก์ https://market.sec.or.th/public/idisc/th/InvestorAlert              ทั้งนี้ หากมีเบาะแสเกี่ยวกับการดำเนินการที่น่าสงสัย โปรดแจ้งที่ “ศูนย์รับเรื่องร้องเรียนและแจ้งเบาะแส” โทร. 1207 หรือผ่านช่องทาง Facebook page “สำนักงาน กลต.” หรือ Sec Live Chat ที่เว็บไซต์ ก.ล.ต. เพื่อการตรวจสอบในเชิงลึกต่อไป

ก.ล.ต. เตือนผถห.กู้ NRF254A ใช้สิทธิประชุมวันที่ 25 มี.ค.68

ก.ล.ต. เตือนผถห.กู้ NRF254A ใช้สิทธิประชุมวันที่ 25 มี.ค.68

          สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ขอให้ผู้ถือหุ้นกู้ NRF254A ใช้สิทธิในการประชุมผู้ถือหุ้นกู้ ศึกษาข้อมูล ซักถามผู้ออกหุ้นกู้หรือผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ เพื่อให้ได้ข้อมูลครบถ้วนและเพียงพอต่อการตัดสินใจลงมติ ในวันที่ 25 มีนาคม 2568           ตามที่บริษัท เอ็นอาร์ อินสแตนท์ โปรดิวซ์ จำกัด (มหาชน) (NRF) ในฐานะผู้ออกหุ้นกู้ NRF254A จะจัดให้มี  การประชุมผู้ถือหุ้นกู้ ครั้งที่ 3/2568 ในวันที่ 25 มีนาคม 2568 เวลา 14.00 น. ด้วยวิธีการประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (E-meeting) โดยมีเรื่องเพื่อพิจารณาขอผ่อนผันหรือขออนุมัติ เพื่อไม่ให้ถือเป็นเหตุผิดนัดตามข้อกำหนดสิทธิ ดังนี้ (1) ผ่อนผันให้การที่บริษัทไม่สามารถดำเนินการปิดสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นกู้ 14 วัน ล่วงหน้าก่อนวันประชุม (2) ผ่อนผันให้บริษัทและนายทะเบียนนำส่งหนังสือเชิญประชุม โดยใช้รายชื่อผู้ถือหุ้นกู้ที่มีสิทธิเข้าร่วมประชุมและออกเสียงในการประชุมผู้ถือหุ้นกู้ครั้งที่ 1/2568 เป็นรายชื่อผู้ถือหุ้นกู้ที่มีสิทธิเข้าร่วมประชุมและออกเสียงในการประชุมผู้ถือหุ้นกู้ครั้งที่ 3/2568 (3) อนุมัติให้การที่ผู้ออกหุ้นกู้นำที่ดิน อาคาร และเครื่องจักรของโรงงานผลิตเครื่องปรุงรสของบริษัทไปจำนองกับธนาคารแห่งหนึ่ง เพื่อเป็นหลักประกันการขอวงเงินสินเชื่อ การ Refinance หรือการเจรจาผ่อนผัน หรือการเปลี่ยนแปลงเพื่อการปรับโครงสร้างหนี้กับธนาคาร           ทั้งนี้ ก.ล.ต. ได้กำหนดให้ผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้วิเคราะห์ข้อดี ข้อเสีย ประโยชน์ และผลกระทบที่ผู้ถือหุ้นกู้จะได้รับจากการมีมติอนุมัติ หรือไม่อนุมัติ ให้ชัดเจนในแต่ละทางเลือก พร้อมเหตุผลประกอบโดยมีความเห็นของผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ประกอบด้วย ก.ล.ต. จึงขอให้ผู้ถือหุ้นกู้ศึกษาข้อมูลอย่างรอบคอบ และใช้สิทธิของผู้ถือหุ้นกู้ในการรักษาประโยชน์ของตนเอง พร้อมทั้งสอบถามข้อมูลต่าง ๆ จากผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ เพื่อให้มีข้อมูลครบถ้วนประกอบการตัดสินใจออกเสียงในการประชุมผู้ถือหุ้นกู้ด้วย หมายเหตุ : ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) เป็นผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ NRF254A ครบกำหนดชำระวันที่ 20 เมษายน 2570

ก.ล.ต.เห็นชอบปรับปรุงเกณฑ์ NC ของ DA Custodian

ก.ล.ต.เห็นชอบปรับปรุงเกณฑ์ NC ของ DA Custodian

          สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (คณะกรรมการ ก.ล.ต.) มีมติเห็นชอบการปรับปรุงหลักเกณฑ์เงินกองทุน (Net Capital) สำหรับ DA Custodian เพื่อส่งเสริมให้เกิดผู้ให้บริการภายในประเทศมากขึ้น รวมทั้งเห็นชอบการปรับปรุงหลักเกณฑ์อัตราค่าความเสี่ยงสำหรับ investment token และโทเคนดิจิทัลที่ไม่มี custody risk ยกระดับระบบนิเวศของโทเคนดิจิทัลให้มีประสิทธิภาพ           ตามที่ ก.ล.ต. มีแนวทางในการส่งเสริมผู้ให้บริการรับฝากสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Asset Custodial Wallet Provider : DA Custodian) ให้มีจำนวนมากขึ้น โดยสนับสนุนผู้ให้บริการดังกล่าวให้มีต้นทุนที่เหมาะสม ซึ่งจะช่วยเพิ่มทางเลือกให้กับผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลที่ต้องการฝากทรัพย์สินลูกค้ากับ DA Custodian ในประเทศ รวมถึงมีแนวทางในการส่งเสริมและยกระดับระบบนิเวศของโทเคนดิจิทัล ทั้งการออกเสนอขายในตลาดแรกและ การซื้อขายเปลี่ยนมือในตลาดรอง โดยลดภาระของผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลในการดำรงเงินกองทุนสำหรับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการเก็บรักษาทรัพย์สินลูกค้า (custody risk) กรณีที่ทรัพย์สินดังกล่าวเป็นโทเคนดิจิทัลเพื่อการลงทุน (investment token) และโทเคนดิจิทัลที่ไม่มี custody risk           คณะกรรมการ ก.ล.ต. ในการประชุมเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2568 ได้มีมติเห็นชอบแนวทางการปรับปรุงหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการดำรงเงินกองทุน หรือ “หลักเกณฑ์ NC” ของผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล โดยมีสาระสำคัญดังนี้           (1) การปรับปรุงหลักเกณฑ์เกี่ยวกับ NC ของ DA Custodian โดยปรับลดอัตรา NC cold wallet สำหรับให้บริการรับฝากสินทรัพย์ดิจิทัล (DA Custodian) ให้อยู่ที่ 1% (ลดลงจาก 2%) เพื่อส่งเสริมให้เกิดผู้ให้บริการภายในประเทศมากขึ้นและลดภาระต้นทุนให้ผู้ประกอบธุรกิจ ปรับเพิ่มสัดส่วนการเก็บรักษาทรัพย์สินของลูกค้าใน cold wallet ให้ไม่น้อยกว่า 95% (จากเดิม 90%) และกำหนดห้ามผู้ประกอบธุรกิจประเภท DA Custodian มอบหมายระบบงานในการเก็บรักษาทรัพย์สินลูกค้าต่อไปยังผู้ให้บริการรายอื่น (ห้าม sub-custody) รวมทั้งปรับปรุงข้อกำหนดอื่น ๆ ของหลักเกณฑ์ ให้สอดคล้องกับผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลอื่นที่เก็บรักษาทรัพย์สินลูกค้า*           (2) การปรับปรุงหลักเกณฑ์อัตราค่าความเสี่ยงสำหรับโทเคนดิจิทัลที่ไม่มี custody risk โดยกำหนดยกเว้นอัตรา NC custody risk สำหรับโทเคนดิจิทัล** ที่ผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลเก็บรักษาไว้ใน hot และ cold wallet หากเหรียญดังกล่าวเป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนด*** รวมถึงไม่ต้องนำไปฝากไว้กับผู้ประกอบธุรกิจประเภท DA Custodian           ทั้งนี้ ก.ล.ต. จะดำเนินการยกร่างประกาศ เพื่อเปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้ที่เกี่ยวข้อง และออกประกาศบังคับใช้หลักเกณฑ์ดังกล่าวต่อไป หมายเหตุ : * ได้แก่ การใช้ same coin ในการดำรงเงินกองทุน การปรับปรุงนิยามของกรมธรรม์ และการดำเนินการกรณีที่ไม่สามารถดำรงเงินกองทุนได้ ** โทเคนดิจิทัล ให้หมายความตามนิยาม "โทเคนดิจิทัล" ใน พ.ร.ก. สินทรัพย์ดิจิทัลฯ https://www.sec.or.th/TH/Documents/ActandRoyalEnactment/RoyalEnactment/enactment-digitalasset2561.pdf *** เช่น ผู้ให้บริการที่เกี่ยวข้องจะต้องมีบริการที่สามารถติดต่อประสานงานได้ในประเทศไทย หรือระบุเงื่อนไขการออกเหรียญใหม่ (re-issue) อย่างชัดเจนในแบบ filing เป็นต้น

USDT และ USDC กับตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลในไทย [HoonVision x Tokenx]

USDT และ USDC กับตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลในไทย [HoonVision x Tokenx]

          USDT และ USDC: เปิดศักราชใหม่ของการลงทุนสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศไทย           หุ้นวิชั่น - จากการที่ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) ได้ประกาศอนุมัติให้เหรียญ Stablecoin ที่ได้รับความนิยมระดับโลกอย่าง USDT (Tether) และ USDC (Circle) สามารถจับคู่ซื้อขายกับสินทรัพย์ดิจิทัลอื่นๆ บนแพลตฟอร์มที่ได้รับการกำกับดูแลในประเทศไทยได้ ในวันที่ 16 มีนาคม 2568   การเปิดให้ Stablecoin ดังกล่าวซื้อขายได้ เป็นการตอบสนองต่อกระแสความนิยมที่เพิ่มขึ้นทั่วโลกและความต้องการจากตลาดนักลงทุนไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแง่การเพิ่มสภาพคล่องและอำนวยความสะดวกในการลงทุน           โดยก่อนหน้านี้ กลต. อนุญาตให้ซื้อขายได้เฉพาะสกุลเงินดิจิทัลชั้นนำเช่น Bitcoin (BTC), Ethereum (ETH), XRP และ Stellar (XLM) หรือเหรียญที่ใช้เฉพาะในระบบชำระเงินของธนาคารแห่งประเทศไทยเท่านั้น แล้ว USDC, USDT น่าเชื่อถือหรือไม่?           Stablecoin เป็นส่วนสำคัญของตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลทั่วโลก โดยมีมูลค่าตลาดรวมพุ่งสูงถึงประมาณ 1.9 – 2.1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วงปลายปี 2024 ซึ่งเติบโตกว่า 46% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ตอกย้ำการขยายตัวอย่างรวดเร็วของตลาดนี้ ปัจจุบัน ภาพประกอบ : ข้อมูลสถิติ stablecoin แต่ละเหรียญ (ราคา , ปริมาณการเทรดใน 24 ชั่วโมง (เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2024), จำนวน exchange ที่รองรับ และ market cap) USDT (Tether) เป็นเหรียญ Stablecoin ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ทั้งในด้านมูลค่าตลาดและปริมาณการใช้งาน โดยครองส่วนแบ่งตลาดราว 69–70% ของมูลค่าตลาด Stablecoin ทั้งหมด  มีมูลค่าตลาดประมาณ 1.39 แสนล้านดอลลาร์ (ประมาณ 4.9 ล้านล้านบาท)  มีกระดานเทรดรองรับ 358 กระดาน USDC (USD Coin) ซึ่งมีส่วนแบ่งตลาดประมาณ 20% อันดับสองของโลก  และเป็น Stablecoin มีมูลค่าตลาดอยู่ที่ 4.3 หมื่นล้านดอลลาร์ และมีกระดานเทรดรองรับถึง 397 กระดาน           ส่วน Stablecoin อื่นๆ เช่น DAI, BUSD, และเหรียญที่มีขนาดเล็กกว่า รวมกันคิดเป็นสัดส่วนที่เหลือราว 10% ของตลาด           สำหรับประเทศไทย ยังไม่มีข้อมูลสถิติอย่างเป็นทางการที่ระบุสัดส่วนประชากรไทยที่ถือครอง Stablecoin โดยตรง อย่างไรก็ดี ไทยได้รับการจัดให้เป็นหนึ่งในประเทศที่มีการยอมรับคริปโทเคอร์เรนซีสูงติดอันดับโลกในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา (ปี 2023 ไทยอยู่ในอันดับที่ 10 ของดัชนีการยอมรับคริปโทระดับโลก ก่อนจะปรับมาอยู่อันดับ 16 ในปี 2024) มีรายงานว่าในปี 2023 คนไทยราว 13 ล้านคน (ประมาณ 18% ของประชากร) เคยใช้สกุลเงินดิจิทัลบางประเภทในการลงทุนหรือทำธุรกรรม           เปรียบเทียบ USDT vs USDC (ความน่าเชื่อถือและการใช้งาน): แม้ USDT และ USDC จะเป็น Stablecoin ชั้นนำที่ผูกกับเงินดอลลาร์สหรัฐเหมือนกัน แต่ทั้งสองมีความแตกต่างในด้านความน่าเชื่อถือ การกำกับดูแล และการยอมรับใช้งานในตลาด           USDT (Tether): เป็น Stablecoin รุ่นบุกเบิก (ก่อตั้งปี 2014) และมีส่วนแบ่งการตลาดสูงสุด โดยได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในตลาดเอเชียและการเทรดระดับโลก เนื่องจากสภาพคล่องสูงและมีคู่เทรดแทบทุกแพลตฟอร์ม นอกจากนี้ USDT ยังได้รับการยอมรับใช้บนเครือข่ายบล็อกเชนที่หลากหลาย (เช่น Ethereum, Tron, BSC เป็นต้น) ทำให้ผู้ใช้สามารถโอน USDT ได้สะดวกด้วยค่าธรรมเนียมต่ำ (กรณี Tron-USDT ได้รับความนิยมมากในเอเชียเพราะค่าธรรมเนียมถูก) อย่างไรก็ตาม USDT เคยมีประวัติด้านลบเรื่อง ความโปร่งใสในการสำรองสินทรัพย์ โดยในปี 2021 บริษัท Tether ถูกสั่งปรับเป็นเงิน 41 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากกรณีให้ข้อมูลชวนเข้าใจผิดว่ามีทุนสำรองหนุนหลังเหรียญครบ 100% ตลอดเวลา แต่ภายหลังสืบสวนพบว่าช่วงหนึ่งมีทุนสำรองจริงเพียง 27.6% ของจำนวนเหรียญที่ออก  กรณีนี้ทำให้ USDT ถูกวิจารณ์เรื่องความโปร่งใสและสร้างความกังวลในหมู่นักลงทุน ถึงแม้ปัจจุบัน Tether จะยืนยันว่าได้ปรับปรุงการเปิดเผยข้อมูลและมีทุนสำรองเต็มมูลค่าเหรียญแล้วก็ตาม อีกด้านหนึ่ง USDT มีประวัติราคาที่ผันผวนหลุดจาก $1 น้อยมาก (ยกเว้นช่วงวิกฤตสั้นๆ ที่ผู้ลงทุนเทขายเหรียญอื่นแล้วเข้าถือ USDT มากขึ้นจนราคา USDT สูงกว่า $1 เล็กน้อย) และไม่เคยเกิดกรณีเหรียญล้มละลาย จึงยังรักษาความเชื่อมั่นจากผู้ใช้ส่วนใหญ่ไว้ได้ กรณี USDT กับข้อพิพาทกฎหมาย MiCA ของยุโรป: หนึ่งในประเด็นสำคัญระดับสากลคือการที่ สกุลเงิน USDT ต้องเผชิญกับกฎระเบียบใหม่ของสหภาพยุโรปภายใต้กฎหมาย Markets in Crypto-Assets (MiCA) ซึ่งเป็นกรอบกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัลที่จะมีผลบังคับใช้ทั่วทั้งสหภาพยุโรป MiCA กำหนดให้ผู้ออก Stablecoin ต้องได้รับอนุญาตและปฏิบัติตามมาตรฐานด้านเงินทุนและสินทรัพย์สำรองที่เข้มงวด รวมถึงการจำกัดปริมาณการใช้ Stablecoin บางประเภทในการทำธุรกรรมรายวันเพื่อป้องกันความเสี่ยงเชิงระบบในภูมิภาคนี้ ในช่วงต้นปี 2025 ที่ผ่านมา แพลตฟอร์มซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลหลายแห่งในยุโรป (เช่น com และ Coinbase) ได้ประกาศ เพิกถอน USDT ออกจากการให้บริการในยุโรป ชั่วคราว เพื่อเตรียมความพร้อมให้เป็นไปตามข้อกำหนดของ MiCA           USDC (USD Coin): เป็น Stablecoin ที่ออกในปี 2018 โดยบริษัท Circle (ร่วมกับ Coinbase ภายใต้เครือข่าย Centre) ซึ่งวางตำแหน่งให้ USDC เป็นเหรียญที่เน้น ความโปร่งใสและการปฏิบัติตามกฎระเบียบ มากกว่า USDT โดย Circle มีการเปิดเผยรายงานการตรวจสอบสินทรัพย์สำรองโดยบุคคลที่สามเป็นประจำทุกเดือน และเก็บสินทรัพย์สำรองในสถาบันการเงินที่ได้รับการกำกับดูแลอย่างเข้มงวดใน คุณสมบัติเหล่านี้ทำให้ USDC ได้รับความเชื่อถือในฐานะ Stablecoin ที่มีความน่าเชื่อถือสูง และมักถูกเลือกใช้ในบริบทที่ต้องการความโปร่งใสหรือเกี่ยวข้องกับสถาบันการเงิน (เช่น บริษัทจดทะเบียนหรือโครงการ DeFi ที่ให้ความสำคัญกับการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์) อย่างไรก็ดี USDC เองก็เคยประสบเหตุการณ์ สูญเสียมูลค่าผูกพันช่วงสั้นๆ ในเดือนมีนาคม 2023 เมื่อธนาคาร Silicon Valley Bank ซึ่งถือเงินสำรองบางส่วนของ USDC ประสบปัญหาล้มละลาย ส่งผลให้ USDC หลุดpeg ลงไปประมาณ 87 เซนต์ก่อนที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ จะเข้ามาประกันเงินฝากและทำให้ USDC กลับสู่ $1 ได้ในเวลาไม่นาน () () เหตุการณ์ดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าแม้ USDC จะมีการกำกับดูแลที่ดีกว่า แต่ก็ยังอาจได้รับผลกระทบจากความเสี่ยงของระบบการเงินดั้งเดิมได้เช่นกัน ในแง่การใช้งาน USDC เป็นที่นิยมมากในฝั่งสหรัฐอเมริกาและยุโรป และเริ่มมีบทบาทในตลาดเอเชียมากขึ้น โดยเฉพาะในการใช้งานด้าน DeFi และการชำระเงินระหว่างประเทศที่ต้องการความน่าเชื่อถือ           โดยสรุป USDT มีจุดแข็งเรื่องเครือข่ายการใช้งานกว้างขวางและสภาพคล่องสูง ขณะที่ USDC โดดเด่นเรื่องความโปร่งใสและการปฏิบัติตามกฎระเบียบ ผู้ใช้งานมักเลือก Stablecoin ที่เหมาะกับความต้องการของตน เช่น นักเทรดอาจนิยม USDT เพราะมีความคุ้นชิน และรู้จักมานาน ส่วนองค์กรธุรกิจหรือโครงการที่เน้นความน่าเชื่อถืออาจเลือกใช้ USDC มากกว่า ทั้งนี้ ทั้งสองเหรียญต่างก็ถือว่ามีประวัติรักษามูลค่าใกล้เคียง $1 ได้อย่างมีเสถียรภาพสูงมาก ยกเว้นเหตุการณ์ผิดปกติระยะสั้นในบางครั้งเท่านั้น ผลกระทบเชิงบวกของรองรับ USDT และ USDC สามารถจับคู่ซื้อขายกับสินทรัพย์ดิจิทัลอื่นๆ ที่เปิดกว้างมากขึ้น           ในระยะสั้น ทาง USDT และ USDC นั้น สามารถเป็น สะพานเชื่อมระหว่างระบบการเงินไทยกับตลาดการเงินดิจิทัลโลก ช่วยให้นักลงทุนไทยจะสามารถเข้าถึงสินทรัพย์ดิจิทัลได้สะดวกขึ้น เนื่องจาก USDT และ USDC ช่วยลดปัญหาความผันผวนของมูลค่าสินทรัพย์ดิจิทัล จึงเหมาะสำหรับใช้เป็นตัวกลางการซื้อขายและเก็บรักษามูลค่า นอกจากนี้ยังเปิดกว้างการเข้าถึง digital asset ของประเทศไทยที่ออกได้ในอนาคต ในกรณีที่ผู้ออกโทเคนดิจิทัลยอมรับการชำระเงินเป็นสกุล USD ซึ่งจะทำให้การมูลค่าเงินจาก คริปโตเคอเรนซี่ เข้ามายัง digital asset มากขึ้น           นอกจากนี้ Stablecoin ยังอาจถูกใช้เป็น เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน ในช่วงที่ค่าเงินบาทผันผวน สมมติหากผู้ประกอบการหรือประชาชนกังวลว่าบาทจะอ่อนค่า ก็อาจแปลงสินทรัพย์บางส่วนไปถือเป็น Stablecoin สกุลเงินดอลลาร์เพื่อรักษามูลค่า (คล้ายกับการถือเงินตราต่างประเทศ) อย่างไรก็ดี การทำเช่นนี้ต้องอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยยอมรับได้           ในขณะที่นักลงทุนจากต่างประเทศจะมองประเทศไทยเป็นตลาดที่น่าสนใจมากขึ้น ด้วยระบบที่มีความยืดหยุ่นและรองรับการใช้งานของ Stablecoin ซึ่งได้รับความนิยมในระดับสากล ส่งผลให้มีเงินทุนไหลเข้ามาลงทุนในไทยมากขึ้น โดยนักลงทุนต่างชาติไม่จำเป็นจะต้องเจอความเสี่ยงของอัตราแลกเปลี่ยนในกรณีที่ลงทุนในสินทรัพย์ดิจัทัลของประเทศไทย           ซึ่ง USDT และ USDC น่าจะมีโอกาสที่จะเป็นสินทรัพย์ดิจิทัลที่นักลงทุนไทยถือครองมากขึ้น เพื่อใช้เป็นที่พักเงินระหว่างการเทรดหรือเพื่อโอนมูลค่าระหว่างแพลตฟอร์ม เนื่องจากความผันผวนต่ำและความสะดวกในการแลกเปลี่ยน นอกจากนี้ แนวโน้มการเติบโตของ Stablecoin ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังมีความโดดเด่น สอดคล้องกับกระแสทั่วโลกที่ Stablecoin กลายเป็นเครื่องมือสำคัญทั้งในการซื้อขายคริปโทและการชำระเงินดิจิทัล โดยเฉพาะในตลาดเกิดใหม่อย่างเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แอฟริกา และลาตินอเมริกา ซึ่งมีความต้องการ Stablecoin สูง           ในระยะกลางและยาว stablecoin ทั้ง USDT, USDC ยังช่วยเปิดประตูสู่นวัตกรรมทางการเงินใหม่ๆ เช่น การชำระเงินด้วยสินทรัพย์ดิจิทัล การให้บริการฝากหรือกู้ยืมสินทรัพย์ดิจิทัลที่มี Stablecoin เป็นสื่อกลาง ตลอดจนการพัฒนาโทเคนดิจิทัลที่มีสินทรัพย์อ้างอิง (Asset-backed Tokens) อย่างไรก็ตาม การใช้งานดังกล่าวต้องดำเนินการภายใต้การกำกับดูแลอย่างใกล้ชิดของธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อให้มั่นใจว่าการใช้ Stablecoin เป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงจากความผันผวนของค่าเงินนั้น จะไม่ส่งผลกระทบเชิงลบต่อเสถียรภาพทางการเงินของประเทศ หากมีการนำ Stablecoin มาใช้อย่างแพร่หลายในระบบการเงินไทย ย่อมก่อให้เกิด ผลดีหลายประการต่อภาคการเงินและการลงทุน ประการแรก Stablecoin สามารถช่วย เพิ่มประสิทธิภาพในการโอนเงินและการชำระเงิน โดยเฉพาะธุรกรรมระหว่างประเทศ เช่น การโอนเงินข้ามประเทศหรือการชำระค่าสินค้านำเข้า–ส่งออก สามารถทำได้รวดเร็วขึ้นและค่าธรรมเนียมถูกลง เมื่อเทียบกับการโอนผ่านธนาคารแบบดั้งเดิมและระบบ SWIFT นอกจากนี้ Stablecoin ยัง ทำงานตลอด 24/7 ไม่มีวันหยุด จึงอำนวยความสะดวกให้ภาคธุรกิจสามารถทำธุรกรรมได้ตลอดเวลา ไม่ต้องรอเวลาทำการของธนาคาร ความท้าทายที่ควรจับตาจากการนำ USDT และ USDC มาใช้กว้างขวางมากขึ้น           ความเสี่ยงของ Stablecoin ในบริบทประเทศไทย (ฟอกเงินและบัญชีม้า):           สำหรับประเทศไทย ปัญหา “บัญชีม้า” ที่คนร้ายใช้บัญชีธนาคารของผู้อื่นหรือบัญชีปลอมในการรับโอนเงินก็อาจเชื่อมโยงกับการใช้ Stablecoin ได้ เช่น คนร้ายอาจหลอกให้เหยื่อโอนเงินเข้าบัญชีม้า แล้วรีบนำเงินนั้นไปซื้อ USDT/USDC และโอนออกนอกประเทศในรูปคริปโท ทำให้การติดตามเงินทำได้ยากขึ้น ความเสี่ยงเหล่านี้จำเป็นต้องได้รับการจัดการผ่านมาตรการตรวจสอบและกำกับดูแลที่เหมาะสม ซึ่งไทยเองเริ่มตระหนักถึงปัญหานี้ เช่น ผู้เชี่ยวชาญได้เตือนว่าการใช้ Stablecoin ที่ไม่อยู่ในระบบสถาบันการเงินแบบดั้งเดิมอาจทำให้หน่วยงานยากจะติดตามที่มาของเงิน และไม่สามารถรู้ได้ว่าใครเป็นเจ้าของเงินจริงๆ ในธุรกรรมนั้น จึงต้องมีการกำกับและบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังเพื่อป้องกันการใช้ Stablecoin เป็นช่องทางฟอกเงินหรือหลอกลวงทางการเงิน ตัวอย่างกรณีล่าสุดคือกรณีอื้อฉาวของ บริษัท The ICON Group ที่ถูกกล่าวหาว่าฟอกเงินและติดสินบนเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่ามีธุรกรรมผิดปกติเป็นมูลค่ามหาศาลกว่า 247 ล้าน USDT (ประมาณ 8,223 ล้านบาท) ถูกโอนออกจากกระเป๋าที่เกี่ยวข้องก่อนที่ผู้บริหารของบริษัทจะถูกจับกุมเพียง 1 ชั่วโมง กรณีนี้ชี้ให้เห็นว่าอาชญากรสามารถใช้ Stablecoin (เช่น USDT) โยกย้ายเงินจำนวนมากได้อย่างรวดเร็วเมื่อใกล้ถูกจับกุม           นอกจากนี้ รายงานของสหประชาชาติ ยังได้เตือนว่า Stablecoin อย่าง USDT กลายเป็นเครื่องมือที่ได้รับความนิยมในกลุ่มอาชญากรและองค์กรอาชญากรรมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เนื่องจากความสะดวกรวดเร็วในการโอน, ความเป็นส่วนตัวของธุรกรรม, และค่าธรรมเนียมต่ำ เมื่อเทียบกับการโอนผ่านธนาคารแบบดั้งเดิม ทำให้เงินผิดกฎหมายสามารถถูกฟอกและย้ายข้ามประเทศได้โดยยากต่อการตรวจสอบ นอกจากนี้ Stablecoin ยังถูกใช้มากในธุรกิจผิดกฎหมายออนไลน์ เช่น การพนันออนไลน์ และ “ธนาคารใต้ดิน” เพื่อเลี่ยงมาตรการควบคุมของ           อีกด้านหนึ่ง ความเสี่ยงด้านอาชญากรรมการเงิน ก็เป็นความท้าทายสำคัญ ดังที่กล่าวในหัวข้อก่อนหน้า Stablecoin ที่ทำธุรกรรมบนบล็อกเชนแบบไม่มีตัวกลางอาจถูกใช้ฟอกเงินหรือสนับสนุนกิจกรรมผิดกฎหมายได้ ไทยจึงจำเป็นต้องเสริมสร้างระบบการตรวจสอบและกำกับดูแล เช่น กำหนดให้ผู้ให้บริการในประเทศต้องทำ KYC/AML ลูกค้าอย่างเข้มงวด และประสานงานกับหน่วยงานปราบปรามการฟอกเงินในการติดตามธุรกรรมที่น่าสงสัย ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าปัจจุบัน ธุรกรรม Stablecoin มีความเป็นส่วนตัวสูงและติดตามตัวตนได้ยาก ซึ่งหน่วยงานไทยจะต้องหาแนวทางตรวจสอบที่มา-ปลายทางของเงินให้ได้ มิฉะนั้นจะไม่ทราบเลยว่าใครเป็นเจ้าของเงินหรือเงินนั้นมาจากกิจกรรมที่ถูกกฎหมายหรือไม่  ความท้าทายนี้ต้องการเครื่องมือกำกับดูแลใหม่ ๆ ที่อาจเกินขีดความสามารถของกฎหมายการเงินแบบเดิม แหล่งอ้างอิง : รายงานและประกาศจากธนาคารแห่งประเทศไทย​ , สำนักงาน ก.ล.ต., สถาบันการเงินระหว่างประเทศ, Markets in Crypto-Assets (MiCA รวมถึง ข้อมูลจากบทวิเคราะห์จาก CoinDesk, Cointelegraph ผู้เขียน สุทธิรัตน์ หาญพานิชย์ Head of Business Development, Token X

“พิชัย” แจ้งข่าวดี! ส่งออกไทย ก.พ.68 โต 14% รัฐบาล

“พิชัย” แจ้งข่าวดี! ส่งออกไทย ก.พ.68 โต 14% รัฐบาล "แพทองธาร" 5 เดือนโตเฉลี่ย 11.8%

             หุ้นวิชั่น - วันที่ 21 มีนาคม 2568 ณ กระทรวงพาณิชย์ นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เผยตัวเลขส่งออกไทยเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ขยายตัว 14% คิดเป็นมูลค่า 26,707.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 906,520 ล้านบาท ต่อเนื่องจากเดือนมกราคมที่โต 13.6% ทำให้เฉลี่ย 2 เดือนแรกของปี 2568 การส่งออกขยายตัวแล้วถึง 13.8% มูลค่า 51,984.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นบวกต่อเนื่อง 8 เดือน              นายพิชัยกล่าวว่า การส่งออกเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจที่สำคัญของไทย โดยรัฐบาลตั้งเป้าขยายตัวเศรษฐกิจเกิน 3% และต้องการให้การส่งออกไทยเติบโตอย่างน้อย 3.5% ปัจจุบันการส่งออกขยายตัวถึง 13.8% ซึ่งเป็นสัญญาณบวก และคาดว่าเดือนมีนาคมรวมถึงเดือนถัดไปจะขยายตัวต่อเนื่องจากการลงทุนที่เพิ่มขึ้น              นายพิชัยกล่าวว่า เครื่องยนต์เศรษฐกิจของไทย กำลังไปได้ดีทุกตัว โดยในปีที่แล้วไทยมียอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนสูงถึง 1.13 ล้านล้านบาท ขณะนี้หลายโรงงานใกล้เสร็จและพร้อมเริ่มการผลิตเพื่อส่งออก โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมแผงวงจรพิมพ์ หรือ PCB และข้อมูลจาก BOI ระบุว่า 2 เดือนแรกของปี 2568 มียอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว การส่งออก 2 เดือนแรกโต 13.8% การลงทุนขยายตัวสูงกว่าปีก่อน การท่องเที่ยวปีที่แล้วมีนักท่องเที่ยว 36 ล้านคน ปีนี้คาดว่าแตะ 39-40 ล้านคน ถึงแม้ตัวเลขเศรษฐกิจจะดีขึ้น แต่ปัญหาหนี้ยังเป็นอุปสรรคสำคัญ จึงสนับสนุนแนวคิดการแก้หนี้ เพื่อให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างมีเสถียรภาพ และอาจขยายตัวถึง 5-6%              ตลอด 5 เดือนที่ผ่านมา ตั้งแต่รัฐบาล ท่านนายกรัฐมนตรี นางสาวแพทองธาร ชินวัตร เข้ามาบริหารประเทศ การส่งออกไทยเติบโตต่อเนื่อง โดยมีอัตราการขยายตัวเฉลี่ย 11.8% โดยเดือนตุลาคม 2567 ขยายตัว 14.6% เดือนพฤศจิกายน 2567 ขยายตัว 8.2% เดือนธันวาคม 2567 ขยายตัว 8.7% เดือนมกราคม 2568 ขยายตัว 13.6% และเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ขยายตัว 14% ซึ่งการส่งออกไทยกำลังฟื้นตัวจากการลงทุนที่เพิ่มขึ้น ไทยเป็นประเทศเล็กและเปิด จำเป็นต้องพึ่งพาการส่งออก ในอดีตตัวเลขไม่ดีเพราะการลงทุนหดตัว แต่ขณะนี้การลงทุนเพิ่มขึ้น ทำให้การส่งออกขยายตัว              นายพิชัย กล่าวว่า การนำเข้าของไทยในช่วงที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นมากกว่าการส่งออก เนื่องจากเป็นการนำเข้าสินค้าทุนและสินค้าขั้นกลาง เพื่อนำมาผลิตเพื่อส่งออกและขยายการผลิตในอนาคต ซึ่งเป็นสัญญาณบวกในเชิงเศรษฐศาสตร์ หากเราสามารถแก้ปัญหาหนี้ของประชาชนและภาคธุรกิจได้สำเร็จ เชื่อว่าเศรษฐกิจไทยมีโอกาสขยายตัวเกิน 5% และเดินหน้าเติบโตอย่างแข็งแกร่งในระยะยาว              ด้านนายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) โฆษกกระทรวงพาณิชย์ กล่าวเพิ่มเติม รายละเอียดดังนี้ มูลค่าการค้ารวมมูลค่าการค้าในรูปเงินดอลลาร์สหรัฐ เดือนกุมภาพันธ์ 2568 การส่งออก มีมูลค่า 26,707.1ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 14.0 เทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน การนำเข้า มีมูลค่า24,718.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 4.0ดุลการค้า เกินดุล 1,988.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภาพรวมการส่งออก 2 เดือนแรกของปี 2568 การส่งออกมีมูลค่า 51,984.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 13.8 เทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน การนำเข้า มีมูลค่า 51,876.0 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 6.0 ดุลการค้า เกินดุล 108.0 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มูลค่าการค้าในรูปเงินบาท เดือนกุมภาพันธ์2568 การส่งออก มีมูลค่า 906,520 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 9.4เทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน การนำเข้า มีมูลค่า848,824 ล้านบาท หดตัวร้อยละ 0.2 ดุลการค้า เกินดุล 57,696 ล้านบาท ภาพรวมการส่งออก 2 เดือนแรกของปี 2568 การส่งออก มีมูลค่า 1,768,887 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 10.6 เทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน การนำเข้า มีมูลค่า1,786,936 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 3.1 ดุลการค้า ขาดดุล 18,049 ล้านบาท การส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร              มูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร ขยายตัวร้อยละ 3.9 (YoY) ขยายตัวต่อเนื่อง 8 เดือน โดยสินค้าเกษตร หดตัวร้อยละ 1.6 หดตัวต่อเนื่อง 2 เดือน และสินค้าอุตสาหกรรมเกษตรขยายตัวร้อยละ 9.9 ขยายตัวต่อเนื่อง 8 เดือน โดยมีสินค้าสำคัญที่ขยายตัว ได้แก่ ยางพารา ขยายตัวร้อยละ 35.7 ขยายตัวต่อเนื่อง 16 เดือน (ขยายตัวในตลาดจีน ญี่ปุ่น มาเลเซีย เกาหลีใต้ และเวียดนาม)น้ำตาลทราย ขยายตัวร้อยละ 25.8 ขยายตัวต่อเนื่อง 2 เดือน (ขยายตัวในตลาดอินโดนีเซีย เวียดนาม ลาว จีน และมาเลเซีย) ไก่สด แช่เย็น แช่แข็ง และแปรรูป ขยายตัวร้อยละ 9.3 ขยายตัวต่อเนื่อง 5 เดือน (ขยายตัวในตลาดญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร จีน เนเธอร์แลนด์ และ ไอร์แลนด์) ผลิตภัณฑ์ข้าวสาลีและอาหารสำเร็จรูปอื่น ๆ ขยายตัวร้อยละ 27.7 ขยายตัวต่อเนื่อง 14 เดือน (ขยายตัวในตลาดจีน สหรัฐฯ เมียนมา กัมพูชา และออสเตรเลีย) อาหารสัตว์เลี้ยง ขยายตัวร้อยละ 14.4 ขยายตัวต่อเนื่อง 17 เดือน (ขยายตัวในตลาดสหรัฐฯ ญี่ปุ่น อิตาลี เวียดนาม และสหราชอาณาจักร) และผลไม้กระป๋องและแปรรูป ขยายตัวร้อยละ 22.5 ขยายตัวต่อเนื่อง 17 เดือน (ขยายตัวในตลาดสหรัฐฯ จีน เนเธอร์แลนด์ ญี่ปุ่น และแคนาดา)              ขณะที่สินค้าสำคัญที่หดตัว อาทิ ข้าว หดตัวร้อยละ 34.3 หดตัวต่อเนื่อง 4 เดือน (หดตัวในตลาดสหรัฐฯ แอฟริกาใต้ โกตดิวัวร์ แองโกลา และเซเนกัล แต่ขยายตัวในตลาดอิรัก จีน ฮ่องกง เกาหลีใต้ และแคนาดา) ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง หดตัวร้อยละ 15.8 หดตัวต่อเนื่อง 2 เดือน (หดตัวในตลาดจีน อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น ไต้หวัน และฟิลิปปินส์แต่ขยายตัวในตลาดสหรัฐฯ มาเลเซีย เกาหลีใต้ เวียดนาม และลาว) ผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งและแห้ง หดตัวร้อยละ 3.7 หดตัวต่อเนื่อง 2 เดือน (หดตัวในตลาดจีน เกาหลีใต้ สหรัฐฯ เนเธอร์แลนด์ และสหราชอาณาจักร แต่ขยายตัวในตลาดอินโดนีเซีย มาเลเซีย เวียดนาม ฮ่องกง และอินเดีย) และเนื้อสัตว์และของปรุงแต่งที่ทำจากเนื้อสัตว์ หดตัวร้อยละ 6.7 หดตัวต่อเนื่อง 4 เดือน (หดตัวในตลาดญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร สิงคโปร์ ลาว และออสเตรเลีย แต่ขยายตัวในตลาดกัมพูชา เมียนมา ฮ่องกง เยอรมนี และเนเธอร์แลนด์) ทั้งนี้ 2 เดือนแรกของปี 2568 การส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร ขยายตัวร้อยละ 2.1 การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม              มูลค่าการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม ขยายตัวร้อยละ 17.2 (YoY) ขยายตัวต่อเนื่อง 11 เดือน โดยมีสินค้าสำคัญที่ขยายตัว อาทิ รถยนต์ อุปกรณ์ และส่วนประกอบ ขยายตัวร้อยละ 4.5 กลับมาขยายตัวในรอบ 3 เดือน (ขยายตัวในตลาดฟิลิปปินส์ เวียดนาม สหรัฐฯ เม็กซิโก และอินโดนีเซีย) เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ขยายตัวร้อยละ 51.3 ขยายตัวต่อเนื่อง 11 เดือน (ขยายตัวในตลาดสหรัฐฯ จีน เยอรมนี เนเธอร์แลนด์ และฮ่องกง)อัญมณีและเครื่องประดับ (ไม่รวมทองคำ) ขยายตัวร้อยละ 106.3 ขยายตัวต่อเนื่อง 4 เดือน (ขยายตัวในตลาดอินเดีย สหรัฐฯ เยอรมนี สิงคโปร์ และสหราชอาณาจักร) ผลิตภัณฑ์ยาง ขยายตัวร้อยละ16.9 ขยายตัวต่อเนื่อง 8 เดือน (ขยายตัวในตลาดสหรัฐฯ จีน ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และมาเลเซีย) เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ ขยายตัวร้อยละ 32.8 ขยายตัวต่อเนื่อง 8 เดือน (ขยายตัวในตลาดสหรัฐฯ เวียดนาม ออสเตรเลีย อินเดีย และไต้หวัน) เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ ขยายตัวร้อยละ 21.5 ขยายตัวต่อเนื่อง 12 เดือน (ขยายตัวในตลาดสหรัฐฯ ญี่ปุ่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย และสิงคโปร์) แผงวงจรไฟฟ้า ขยายตัวร้อยละ 24.8 ขยายตัวต่อเนื่อง 2 เดือน (ขยายตัวในตลาดฮ่องกง ไต้หวัน สิงคโปร์ สหรัฐฯ และเวียดนาม)              ขณะที่สินค้าสำคัญที่หดตัว อาทิ เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ หดตัวร้อยละ 13.2 หดตัวต่อเนื่อง 4 เดือน (หดตัวในตลาดอินเดีย มาเลเซีย อินโดนีเซีย ออสเตรเลีย และเมียนมา แต่ขยายตัวในตลาดสหรัฐฯ ญี่ปุ่น จีน เวียดนาม และลาว) เครื่องโทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ หดตัวร้อยละ 10.1 หดตัวต่อเนื่อง 4 เดือน (หดตัวในตลาดญี่ปุ่น เนเธอร์แลนด์ สาธารณรัฐเช็ก จีน และฮ่องกง แต่ขยายตัวในตลาดสหรัฐฯ เม็กซิโก สิงคโปร์ เมียนมา และไอร์แลนด์) อุปกรณ์กึ่งตัวนำ ทรานซิสเตอร์และไดโอด หดตัวร้อยละ 46.1 หดตัวต่อเนื่อง 12 เดือน(หดตัวในตลาดสหรัฐฯ ฮ่องกง เกาหลีใต้ อินเดีย และเวียดนาม แต่ขยายตัวในตลาดญี่ปุ่น จีน ไต้หวัน สิงคโปร์ และมาเลเซีย) ทั้งนี้ 2 เดือนแรกของปี 2568 การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม ขยายตัวร้อยละ 17.1 ตลาดส่งออกสำคัญ              การส่งออกไปตลาดสำคัญส่วนใหญ่ขยายตัว โดยเฉพาะการส่งออกไปตลาดจีนที่ขยายตัวเร่งขึ้นตามการฟื้นตัวของภาคการผลิต ตลาดเอเชียใต้ขยายตัวสูงต่อเนื่องตามการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับ (โลหะมีค่า) ไปยังอินเดีย ประกอบกับยังมีการเร่งนำเข้าใน              ตลาดสหรัฐฯ จากความกังวลมาตรการกำแพงภาษีในอนาคต ภาพรวมการส่งออกไปยังกลุ่มตลาดต่าง ๆ สรุปได้ดังนี้ (1) ตลาดหลัก ขยายตัวร้อยละ 7.7 โดยขยายตัวต่อเนื่องในตลาดสหรัฐฯ ร้อยละ 18.3 จีนร้อยละ 22.4 และสหภาพยุโรป (27) ร้อยละ 4.5 แต่หดตัวในตลาดญี่ปุ่น ร้อยละ 3.1 อาเซียน (5) ร้อยละ 0.5 และ CLMVร้อยละ 1.8 (2) ตลาดรอง ขยายตัวร้อยละ 21.2 โดยขยายตัวในตลาดเอเชียใต้ ร้อยละ 129.5ตะวันออกกลาง ร้อยละ 6.7 แอฟริกา ร้อยละ 6.8 ลาตินอเมริกา ร้อยละ 17.9 รัสเซียและกลุ่ม CIS ร้อยละ 30.2 และสหราชอาณาจักร ร้อยละ 3.7 แต่หดตัวในตลาดทวีปออสเตรเลีย ร้อยละ 7.7 และ (3) ตลาดอื่น ๆ ขยายตัวร้อยละ 184.6              ตลาดสหรัฐฯ ขยายตัวร้อยละ 18.3 (ขยายตัวต่อเนื่อง 17 เดือน) สินค้าสำคัญที่ขยายตัว เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ และผลิตภัณฑ์ยาง สินค้าสำคัญที่หดตัว เช่น อุปกรณ์กึ่งตัวนำ ทรานซิสเตอร์ และไดโอด หม้อแปลงไฟฟ้าและส่วนประกอบ และเครื่องรับวิทยุ โทรทัศน์ และส่วนประกอบ ทั้งนี้ 2 เดือนแรกของปี 2568 ขยายตัวร้อยละ 20.3              ตลาดจีน ขยายตัวร้อยละ 22.4 (ขยายตัวต่อเนื่อง 5 เดือน) สินค้าสำคัญที่ขยายตัว เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ยางพาราและผลิตภัณฑ์ยาง สินค้าสำคัญที่หดตัว เช่น ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง เม็ดพลาสติก และผลไม้สดแช่เย็น แช่แข็งและแห้ง ทั้งนี้ 2 เดือนแรกของปี 2568ขยายตัวร้อยละ 17.9              ตลาดญี่ปุ่น หดตัวร้อยละ 3.1 (กลับมาหดตัวในรอบ 3 เดือน) สินค้าสำคัญที่หดตัว เช่น รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องรับวิทยุ โทรทัศน์ และส่วนประกอบ และเครื่องใช้ไฟฟ้าและส่วนประกอบอื่น ๆ สินค้าสำคัญที่ขยายตัว เช่น ยางพาราเหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ และทองแดงและของทำด้วยทองแดง ทั้งนี้ 2 เดือนแรกของปี 2568 หดตัวร้อยละ 0.6              ตลาดสหภาพยุโรป (27) ขยายตัวร้อยละ 4.5(ขยายตัวต่อเนื่อง 9 เดือน) สินค้าสำคัญที่ขยายตัวเช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบเครื่องใช้ไฟฟ้าและส่วนประกอบอื่น ๆ และไก่แปรรูปสินค้าสำคัญที่หดตัว เช่น รถจักรยานยนต์และส่วนประกอบหม้อแปลงไฟฟ้าและส่วนประกอบ และเครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ ทั้งนี้ 2 เดือนแรกของปี 2568 ขยายตัวร้อยละ 9.1              ตลาดอาเซียน (5) หดตัวร้อยละ 0.5 (กลับมาหดตัวหลังจากขยายตัวในเดือนก่อน) สินค้าสำคัญที่หดตัว เช่น สินค้าอุตสาหกรรมอื่น ๆ เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ และเครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ สินค้าสำคัญที่ขยายตัว เช่น อัญมณีและเครื่องประดับ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ และน้ำตาลทราย ทั้งนี้ 2 เดือนแรกของปี 2568 ขยายตัวร้อยละ 2.2              ตลาด CLMV หดตัวร้อยละ 1.8 (กลับมาหดตัวในรอบ 14 เดือน) สินค้าสำคัญที่หดตัว เช่น อัญมณีและเครื่องประดับ น้ำมันสำเร็จรูป และทองแดงและของทำด้วยทองแดง สินค้าสำคัญที่ขยายตัว เช่น รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ และเคมีภัณฑ์ ทั้งนี้ 2 เดือนแรกของปี 2568 ขยายตัวร้อยละ 1.7              ตลาดเอเชียใต้ ขยายตัวร้อยละ 129.5 (ขยายตัวต่อเนื่อง 5 เดือน) สินค้าสำคัญที่ขยายตัว เช่นอัญมณีและเครื่องประดับ ผลิตภัณฑ์อลูมิเนียม และเคมีภัณฑ์ สินค้าสำคัญที่หดตัว เช่น ทองแดงและของทำด้วยทองแดง เส้นใยประดิษฐ์ และเหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ ทั้งนี้ 2 เดือนแรกของปี 2568 ขยายตัวร้อยละ 120.8              ตลาดทวีปออสเตรเลีย หดตัวร้อยละ 7.7 (หดตัวต่อเนื่อง 3 เดือน) สินค้าสำคัญที่หดตัว เช่น รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ และรถจักรยานยนต์และส่วนประกอบ สินค้าสำคัญที่ขยายตัว เช่น เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบของเครื่องจักรกล และเครื่องซักผ้าและเครื่องซักแห้งและส่วนประกอบ ทั้งนี้ 2 เดือนแรกของปี 2568 หดตัวร้อยละ 17.3              ตลาดตะวันออกกลาง ขยายตัวร้อยละ 6.7 (กลับมาขยายตัวหลังจากหดตัวในเดือนก่อน) สินค้าสำคัญที่ขยายตัว เช่น รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ข้าว และเครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ สินค้าสำคัญที่หดตัว เช่น อัญมณีและเครื่องประดับ อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป และเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ทั้งนี้ 2 เดือนแรกของปี 2568 ขยายตัวร้อยละ 2.3              ตลาดแอฟริกา ขยายตัวร้อยละ 6.8 (ขยายตัวต่อเนื่อง 4 เดือน) สินค้าสำคัญที่ขยายตัว เช่น รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป และเครื่องยนต์สันดาปภายใน สินค้าสำคัญที่หดตัว เช่น ข้าว เคมีภัณฑ์ และเม็ดพลาสติก ทั้งนี้ 2 เดือนแรกของปี 2568 ขยายตัวร้อยละ 10.1              ตลาดลาตินอเมริกา ขยายตัวร้อยละ 17.9 (ขยายตัวต่อเนื่อง 11 เดือน) สินค้าสำคัญที่ขยายตัว เช่นหม้อแปลงไฟฟ้าและส่วนประกอบ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ และเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ สินค้าสำคัญที่หดตัว เช่น ผลิตภัณฑ์พลาสติก เคมีภัณฑ์ และเครื่องนุ่งห่ม ทั้งนี้ 2 เดือนแรกของปี 2568 ขยายตัวร้อยละ 19.7              ตลาดประชาคมรัฐเอกราช (CIS) ขยายตัวร้อยละ 30.2 (กลับมาขยายตัวหลังจากหดตัวในเดือนก่อน) สินค้าสำคัญที่ขยายตัว เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ รถยนต์อุปกรณ์และส่วนประกอบ และเครื่องใช้ไฟฟ้าและส่วนประกอบอื่น ๆ สินค้าสำคัญที่หดตัว เช่น อัญมณีและเครื่องประดับ ผลิตภัณฑ์ยาง และเครื่องจักรกลและส่วนประกอบ ทั้งนี้ 2 เดือนแรกของปี 2568 ขยายตัวร้อยละ 12.2              ตลาดสหราชอาณาจักร ขยายตัวร้อยละ 3.7(ขยายตัวต่อเนื่อง 8 เดือน) สินค้าสำคัญที่ขยายตัวเช่น ไก่แปรรูป เครื่องโทรสาร โทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ และเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ สินค้าสำคัญที่หดตัว เช่น รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์ยาง และเครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ ทั้งนี้ 2 เดือนแรกของปี 2568 ขยายตัวร้อยละ 6.7 แนวโน้มการส่งออกในระยะถัดไป กระทรวงพาณิชย์คาดการณ์ว่าการส่งออกในไตรมาสแรกของปี 2568 จะยังคงมีทิศทางการเติบโตที่น่าพอใจ โดยได้รับแรงหนุนจากหลายปัจจัยสำคัญ ทั้งความเชื่อมั่นในภาคการผลิตที่มีแนวโน้มปรับตัวในเชิงบวก ความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง รวมถึงสถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เริ่มคลี่คลายลง อย่างไรก็ตาม ยังคงมีความท้าทายที่ต้องเฝ้าติดตามอย่างต่อเนื่อง อาทิ นโยบายการค้าของสหรัฐฯ และมาตรการตอบโต้จากประเทศต่างๆ ซึ่งสร้างความไม่แน่นอนให้กับระบบการค้าโลก ขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการผลิตสินค้าเกษตรของไทย ตลอดจนกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลกระทบต่อการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมวางแนวทางการดำเนินงานร่วมกับภาคเอกชน เพื่อรับมือกับสภาวการณ์ที่มีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วได้อย่างมีประสิทธิภาพ

บล.กรุงไทยฯ เผย NIKE80X ปรับขึ้น ผลงานออกมาดีกว่าคาด

บล.กรุงไทยฯ เผย NIKE80X ปรับขึ้น ผลงานออกมาดีกว่าคาด

           หุ้นวิชั่น-ทีมข่าวหุ้นวิชั่น รายงาน บล.กรุงไทย เอ็กซ์สปริง ระบุ Nike (NIKE80X) ปรับขึ้นหลังผลประกอบการออกมาไม่ได้แย่อย่างคาด โดยรายได้หดตัว 9% และกำไรสุทธิลดลง 30% แต่ผู้บริหารมองไตรมาสถัดไปยังไม่ฟื้น รายได้ 3Q68 (สิ้นสุด ก.พ.68) หดตัว 9.3%YoY มาที่ USD 1.13 หมื่นล้าน แต่ดีกว่าคาด โดย - รายได้ Footwear หดตัว -12%YoY ระดับเดิมจากไตรมาสก่อน มาที่ USD 7.21 พันล้าน แต่ดีกว่าคาด - รายได้ Apparel หดตัวมากขึ้น -3%YoY มาที่ USD 3.19 พันล้าน แต่ดีกว่าคาด - หากแบ่งตามภูมิภาคอเมริกาเหนือยอดขายลดลง 4%YoY แต่มีสัญญาณปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อย ด้านตลาดจีนหดตัว 17%YoY และยุโรปหดตัว 10%YoY อัตรากำไรขั้นต้นลดลงเหลือ 41.5% ลดลงจาก 44.8% ในปีก่อน และออกมาต่ำกว่าคาดm กำไรสุทธิต่อหุ้นหดตัว -30%YoY หดตัวมากขึ้นจากไตรมาสก่อนมาที่ USD 0.54 แต่ยังออกมาดีกว่าคาด ทั้งนี้ผู้บริหารมองยอดขาย Q4 หดตัวลดลง mid-teen ซึ่งสะท้อนการหดตัวมากขึ้นจาก Q3 นี้ รวมถึงอัตรากำไรขั้นต้นลดลงอีก ซึ่งเป็นผลกระทบจากทั้งภาษีการค้า และความเชื่อมั่นการบริโภคที่ลดลง

บล.หยวนต้า แนะ VENTURE19 คาดกำไรกลับมาโต

บล.หยวนต้า แนะ VENTURE19 คาดกำไรกลับมาโต

              หุ้นวิชั่น-ทีมข่าวหุ้นวิชั่น รายงาน บล.หยวนต้า ระบุ Venture Corp. (VENTURE19) เป็นผู้ให้บริการด้านการผลิตและประกอบอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งบริษัทเชี่ยวชาญในด้านวิทยาศาสตร์ชีวภาพและเทคโนโลยีทางการแพทย์ รวมไปถึงเครื่องมือและอุปกรณ์ใน AI Data Center               ราคาหุ้นของบริษัทก่อนหน้านี้ค่อนข้างอ่อนแอ และ Underperform ตลาดหุ้นสิงคโปร์ โดยสาเหตุหลักมาจากผลประกอบการที่หดตัวมาเป็นระยะเวลา 2 ปีติดต่อกัน จากอุปสงค์ของลูกค้าในต่างประเทศที่ชะลอตัวลง อย่างไรก็ตามนักวิเคราะห์มองว่าราคาหุ้นที่ปรับตัวลงมา สะท้อนปัจจัยดังกล่าวไปพอสมควรแล้ว               ขณะที่แนวโน้มในปี 2568 Bloomberg Consensus คาดกำไรสุทธิจะกลับมาเติบโต 6.6% YoY จากคำสั่งซื้อของลูกค้าใหม่ โดยเฉพาะในกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับ Data Center ธนาคารกลางสิงคโปร์มีแนวโน้มผ่อนคลายนโยบายการเงิน หรือก็คือการปล่อยให้ค่าเงินอ่อนค่า ซึ่งจะเป็นปัจจัยบวกกับ Venture ที่มีรายได้จากต่างประเทศสูงถึง 74% และส่วนใหญ่อยู่ในเอเชีย จึงมีความเสี่ยงจากสงครามการค้าต่ำ               บริษัทจ่ายปันผลสม่ำเสมอ โดยปี 2025 คาด Dividend Yield อยู่ที่ราว 5.7% ส่วนปันผลสำหรับรอบผลประกอบการปี 2024 จะขึ้น XD ในวันที่ 2 พ.ค. คาดว่าปันผลจะอยู่ที่ 0.1238 บาทต่อ DR คิดเป็น Dividend Yield ราว 3.8%               บริษัทเป็น Net Cash มีเงินสดเหลือในการใช้ซื้อหุ้นคืน โดย ณ วันที่ 18 มี.ค. บริษัทประกาศผลการซื้อหุ้นคืน โดยได้ซื้อคืนไปแล้วทั้งหมด 1.8 ล้านหุ้น จากที่บริษัทประกาศไว้ที่ 14.5 ล้านหุ้น หมายความว่ายังมีโควตาให้ซื้อหุ้นคืนอีกมาก

ขึ้นอีกแล้ว! ราคาทองเช้าวันนี้ ทองรูปพรรณ ขายออก 49,300 บ.

ขึ้นอีกแล้ว! ราคาทองเช้าวันนี้ ทองรูปพรรณ ขายออก 49,300 บ.

           หุ้นวิชั่น – เช้าวันที่  20 มีนาคม 2568 สมาคมค้าทองคำ ได้แจ้งราคาทองคำซึ่ง ราคาปรับขึ้นลงจำนวน 4 ครั้ง ดังนี้ ครั้งที่ 1 ราคาปรับขึ้น 200 บาท ,ครั้งที่ 2 ราคาปรับลง 50 บาท ,ครั้งที่ 3 ราคาปรับขึ้น 50 บาท และครั้งที่ 4 ราคาปรับขึ้น 50 บาท            รวมเช้าวันนี้ "ราคาปรับขึ้น 300 บาท" โดยราคาทองแท่ง ปัจจุบันรับซื้ออยู่ที่ 48,400.00 บาท ราคาขายออกอยู่ที่ 48,500.00 บาท ส่วนราคาทองรูปพรรณ รับซื้ออยู่ที่ 47,526.60 บาท และราคาขายออกอยู่ที่ 49,300.00 บาท

บล.กรุงไทยฯ แนะ XIAOMI80 ผลงาน Q4/67 น่าประทับใจ

บล.กรุงไทยฯ แนะ XIAOMI80 ผลงาน Q4/67 น่าประทับใจ

               หุ้นวิชั่น-ทีมข่าวหุ้นวิชั่น รายงาน บล.กรุงไทย เอ็กซ์ สปริง ระบุ Xiaomi (XIAOMI80) ผลประกอบการ Q4 ออกมาน่าประทับใจ ขณะที่มองแนวโน้มยอดขาย smartphone และ EV เติบโตได้ต่อเนื่องจากมาตรการ Trade-In ของรัฐ และการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ อย่างไรก็ตาม แนะนำเพียงซื้อเก็งกำไร หลังราคาปรับขึ้นมาซื้อขายที่ Forward PE 42x                Xiaomi เผยรายได้รวม 4Q67 เติบโต 49% YoY เร่งตัวขึ้นจากไตรมาสก่อนและดีกว่าคาดโดยแบ่งเป็นรายได้ Smartphone เติบโต 16% YoY ซึ่งมาจากยอดส่งมอบสมาร์ทโฟนที่ 42.7 ล้านเครื่อง เพิ่มขึ้น 5% YoY ด้าน IoT และ Lifestyle เติบโต 52% YoY ขณะที่ EV โตมาที่ 1.67 หมื่นล้านหยวนจาก 9.7 พันล้านหยวน ในไตรมาสก่อนและดีกว่าคาด ด้านอัตรากำไรขั้นต้นปรับลดลงเป็น 20.6% แต่ดีกว่าคาด ส่งผลให้กำไรปกติเติบโต 69% YoY มาที่ 8.32 พันล้านหยวน ซึ่งดีกว่าคาด                ทั้งนี้ บริษัทปรับเป้ายอดขาย EV ปี 68 ขึ้นเป็น 350,000 คัน จาก 300,000 คัน ภายหลังผลตอบรับที่ดีจาก Xiaomi SU7 Ultra ที่เปิดตัวช่วงเดือน ก.พ.

บล.หยวนต้า แนะ TENCENT80 ผลงาน Q4/67 ดีเกินคาด-กำไรปี 68 โตต่อ

บล.หยวนต้า แนะ TENCENT80 ผลงาน Q4/67 ดีเกินคาด-กำไรปี 68 โตต่อ

                หุ้นวิชั่น-ทีมข่าวหุ้นวิชั่น รายงาน บล.หยวนต้า ระบุ Tencent รายงานผลประกอบการไตรมาส 4/67 โดยรายได้เติบโตขึ้น 11% YoY สูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 66 เป็นจำนวน 1.72 แสนล้านหยวน (2.38 หมื่นล้านเหรียญ) ดีกว่าที่ตลาดคาด 1.69 แสนล้านหยวน ส่วนกำไรสุทธิอยู่ที่ 5.13 หมื่นล้านหยวน (+90% YoY) ดีกว่าคาดที่ 4.63 หมื่นล้านหยวน โดยหลักได้แรงหนุนจากธุรกิจเกมภายในประเทศที่เติบโตเด่น 23% YoY เนื่องจากการผ่อนคลายมาตรการควบคุมการเล่นเกมในจีนเมื่อปีที่แล้ว ขณะที่ธุรกิจเกมในต่างประเทศก็เติบโตได้ดีที่ระดับ 15% YoY                 ส่วนธุรกิจอื่นๆ เช่น ธุรกิจโฆษณาออนไลน์เติบโต 17% YoY และธุรกิจคลาวด์เติบโต 3% YoY หลังจากรายงานผลประกอบการออกมาดี บริษัทก็ได้ประกาศแผนซื้อหุ้นคืนมูลค่า 8 หมื่นล้านฮ่องกงดอลลาร์ หรือประมาณ 1 หมื่นล้านเหรียญ                 ค่าใช้จ่ายลงทุน (CapEx) ของ Tencent ในปี 67 อยู่ที่ 7.68 หมื่นล้านหยวน เพิ่มขึ้นถึง 3.2 เท่าจากปีก่อนหน้านี้ ซึ่งบริษัทระบุว่าส่วนหนึ่งนำไปใช้กับเซิร์ฟเวอร์และหน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) สะท้อนการลงทุนในด้าน AI ของบริษัทที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก และน่าจะเป็น Growth Driver ที่สำคัญในอนาคต                 แนวโน้มปี 68 Bloomberg Consensus คาดกำไรสุทธิเติบโตต่อ 7% YoY หนุนจากการเติบโตในทุกธุรกิจหลัก โดยแม้ Bloomberg จะประเมินราคาเป้าหมาย ณ สิ้นปีที่ 540 ฮ่องกงดอลลาร์ต่อหุ้น ทำให้ไม่มี Upside แล้วเมื่อเทียบกับราคาปิดที่ผ่านมา แต่ยังมีโอกาสถูกปรับเพิ่มประมาณการได้อีกหลังจากที่รายงานผลประกอบการดีเกินคาด

SCB คาดค่าเงินบาทวันนี้ กรอบ 33.45-33.70 บ./ดอลลาร์

SCB คาดค่าเงินบาทวันนี้ กรอบ 33.45-33.70 บ./ดอลลาร์

            หุ้นวิชั่น - กลุ่มงานตลาดการเงิน ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 33.45-33.70 บาท/ดอลลาร์ ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น หลังธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) คงดอกเบี้ยนโยบายที่ 25-4.50% ตามคาด คงระดับ Median dot plot ไว้เท่าเดิม ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจลง เงินเฟ้อขึ้น ทำให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลง ธนาคารกลางญี่ปุ่นคงดอกเบี้ยนโยบายที่ 50% และส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยอีกภายในครึ่งแรกของปีนี้ รายงานการประชุม กนง. ชี้ว่าเศรษฐกิจไทยโตต่ำกว่าที่เคยประเมินไว้ แต่การลดดอกเบี้ยไม่ใช่จุดเริ่มต้นของวัฐจักรการผ่อนคลายนโยบาย และสามารถรองรับความไม่แน่นอนในระยะข้างหน้าได้

บล.กรุงไทยฯ แนะ TENCENT80 กำไร Q4 ดีกว่าคาด หนุนรายได้โต

บล.กรุงไทยฯ แนะ TENCENT80 กำไร Q4 ดีกว่าคาด หนุนรายได้โต

          หุ้นวิชั่น-ทีมข่าวหุ้นวิชั่น รายงาน บล.กรุงไทย เอ็กซ์สปริง ระบุ Tencent (TENCENT80) กำไร Q4 ออกมาดีกว่าคาด 8% หนุนจากรายได้รวมกลับมาโต double digit - รายได้รวมอยู่ที่ 1.72 แสนล้านหยวนเติบโต 11%YoY เร่งตัวขึ้นเป็นไตรมาสที่สามและออกมาดีกว่าคาด - รายได้เกมในประเทศ (สัดส่วน 19%) เติบโต 23%YoY เร่งตัวขึ้นเป็นไตรมาสที่สามมาที่ 3.32 หมื่นล้านหยวนและดีกว่าคาดจาก HoK, Peacekeeper Elite และ Valorant รวมถึงเกมใหม่อย่าง Dungeon and Fighter และ Delta Force - รายได้เกมต่างประเทศ (สัดส่วน 9%) เติบโตเร่งตัวขึ้น 15%YoY มาที่ 1.60 หมื่นล้านหยวนและดีกว่าคาด จาก Brawl Stars และ PUBG Mobile รวมถึงการตอบรับการเปิดตัวเกม Path of Exile 2 ช่วง ธ.ค. - รายได้ Social Network หรือ WeChat (สัดส่วน 17%) เติบโต 6%YoY ตามคาดมาที่ 2.98 หมื่นล้านหยวน ตามรายได้ app based game, การเปิดตัวฟีเจอร์ส่งของขวัญ และ music subscription - รายได้ Marketing services หรือ Online Ads เดิม (สัดส่วน 18%) เติบโต 18%YoY มาที่ 3.50 หมื่นล้านหยวน ตามประสิทธิภาพการยิงโฆษณาด้วยการใช้ AI - รายได้ Fintech & Business Service (สัดส่วน 31%) เติบโต 3%YoY มาที่ 5.61 หมื่นล้านหยวน จากปริมาณการทำธุรกรรม และบริการ Cloud โดยมีจำนวนผู้ใช้งานต่อเดือน WeChat และ Weixin โต 3%YoY มาที่ 1.39 พันล้านบัญชี ซึ่งดีกว่าคาดเล็กน้อย กำไรปกติ (non-IFRS) เติบโตกว่า 30%YoY มาที่ 5.53 หมื่นล้านหยวนซึ่งดีกว่าคาด - Tencent ประกาศจ่ายปันผล HKD 4.5 ต่อหุ้นเพิ่มขึ้น 32%YoY

จับตาราคาทองพุ่งไม่หยุด 51,000 บ. มาแน่!

จับตาราคาทองพุ่งไม่หยุด 51,000 บ. มาแน่!

               หุ้นวิชั่น - ราคาทองคำยังคงทำสถิติสูงสุดใหม่ (All Time High) อย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน และยังมีลุ้นปรับตัวขึ้นต่อ คาดปีนี้เห็นราคาทองคำแตะ 51,000 บาทแน่นอน จากแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐชะลอตัว สงครามทั้งในยูเครนและตะวันออกกลาง ส่งผลให้นักลงทุนเข้าซื้อทองคำมากขึ้นในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ขณะเดียวกันติดตามถ้อยแถลงของประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในคืนวันนี้ ถึงแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐ และดอกเบี้ย โดยนักลงทุนคาดว่าเฟดจะลดดอกเบี้ยมากกว่า 2 ครั้งในปีนี้ หนุนราคาทองคำพุ่งขึ้นต่อ                  นายจิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี นายกสมาคมค้าทองคำ เปิดเผยกับ ทีมข่าวหุ้นวิชั่น ถึงทิศทางราคาทองคำ ว่า ราคาทองคำจากนี้ยังมีโอกาสปรับตัวขึ้นได้ต่อ หลังจากล่าสุด ราคาทองคำแท่งในประเทศ 96.5% ตามประกาศ สมาคมค้าทองคำ พุ่งขึ้นมาแตะ 48,350 บาท และทองรูปพรรณ 96.5% ขายออกอยู่ราว 49,200 บาท เนื่องจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งเป็นผลจากนโยบายกีดกันทางการค้าของรัฐบาลทรัมป์ที่เพิ่มภาษีนำเข้าสินค้าจากหลายประเทศ และภาวะสงครามทั้งในยูเครนและตะวันออกกลาง ส่งผลให้นักลงทุนเข้าซื้อทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย สนับสนุนราคาทองมีแนวโน้มเป็นขาขึ้น ทั้งนี้มองราคาทองคำต่อจากนี้ อาจเห็นการปรับฐานลงมาก่อน แล้วค่อยปรับตัวขึ้นได้ต่ออีกครั้ง โดยคาดว่าระดับราคาทองคำราว 50,000 บาท จะเห็นได้ภายในปีนี้อย่างแน่นอน                นายวรุต รุ่งขํา ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จํากัด (YLG) กล่าวว่า ทิศทางราคาทองคำเป็นขาขึ้นอย่างชัดเจน สอดคล้องกับทองคำในตลาดโลก โดยทองคำไทย ทำ All Time High ที่ 48,400 บาท ทั้งนี้ทองคำได้แรงหนุนในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย จากสงครามการค้าของสหรัฐ มีความรุนแรงมากขึ้น ล่าสุด นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ประกาศเก็บภาษีนำเข้าในอัตราสูง วันที่ 2 เม.ย.นี้ รวมถึงความตึงเครียดในตะวันออกกลาง โดย ล่าสุด อิสราเอล ได้โจมตีฉนวนกาซาครั้งใหญ่                นอกจากนี้องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ได้ปรับลดคาดการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ของสหรัฐลง ส่งผลให้นักลงทุนคาดว่าการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในคืนนี้ (19 มี.ค.68) อาจเห็นการปรับลดคาดการณ์ GDP ลง จากเดิมคาดเติบโตได้ราว 2.1% และมองว่าจะเป็นการเปิดทางส่งสัญญาณปรับลดดอกเบี้ยปีนี้มากกว่า 2 ครั้ง จากเดิมที่คาดว่าจะปรับลดแค่ 2 ครั้ง กระตุ้นให้ราคาทองคำในช่วงสั้นปรับตัวขึ้น เกาะติดประชุมเฟดคืนนี้ ชี้ชะตาทองคำ พุ่งหรือร่วง?                สำหรับกลยุทธ์การลงทุน มองราคาทองคำมีโอกาสปรับตัวขึ้นได้ต่อเนื่อง โดยแนะติดตามผลประชุมเฟด หากออกมาตามคาด หรือปรับลดดอกเบี้ยมากกว่า 2 ครั้ง จะเป็นบวกต่อราคาทองคำแท่งขยับขึ้นแตะระดับ 48,600 บาท ส่วน Gold spot แตะ 3,047 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์  แต่หากผ่านแนวต้านไปได้คาดราคาทองคำจะปรับขึ้นทดสอบแนวต้านที่ 3,060 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ หรือคิดเป็นราคาทองคำไทยที่ 48,800 บาท                อย่างไรก็ตามถ้าไม่เป็นไปตามคาดการณ์ หรือยืนยันที่จะลดดอกเบี้ยที่ 2 ครั้ง อาจมีแรงขายทำกำไรสลับออกมา ให้แนวรับไว้ที่ 3,000-2,977 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ คิดเป็นทองคำไทยที่ 47,850-47,500 บาท  แนะเข้าซื้อเมื่ออ่อนตัวลง เนื่องจากยังมีปัจจัยหนุนจากสงครามการค้า และสงครามในตะวันออกกลาง YLG จ่อปรับเป้าราคาทองคำขึ้น หากเฟดหั่นดอกเบี้ยมากกว่า 2 ครั้ง                ปัจจุบัน YLG ยังคงเป้าหมายราคาทองคำในปีนี้ที่ 49,450 บาท หรือ 3,100 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์  ในขณะที่วาณิชธนกิจอื่น ปรับเป้าหมายราคาทองคำขึ้นแตะระดับ 3,200-3,500 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ หรือคิดเป็นราว 51,000 บาท กันแล้ว โดย YLG ยังรอดูผลการประชุมเฟดคืนนี้ก่อนว่าจะมีการปรับลดดอกเบี้ยมากกว่า 2 ครั้ง รวมถึงแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐจะเข้าสู่ภาวะถดถอยหรือไม่ หากออกมาตามนี้ ก็จะพิจารณาปรับเป้าหมายขึ้นตามไปด้วย

เปิดสถิติการจ่ายปันผลของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย ปี 2567

เปิดสถิติการจ่ายปันผลของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย ปี 2567

           หุ้นวิชั่น - เปิดสถิติการจ่ายปันผลของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย ปี 2567  พบว่า ริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ จ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นรวมกว่า 593,610 ล้านบาท จากการจ่าย เงินปันผล 864 ครั้ง จากบริษัทจดทะเบียน 590 บริษัท Key Findings: • ในปี 2567 บริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย (ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ) จำนวน 590 บริษัท มีการจ่ายเงินปันผลรวม 864 ครั้ง รวมเงินปันผลจ่ายให้แก่ผู้ถือหุ้นรวมกว่า 593,610 ล้านบาท • ในช่วงเทศกาลจ่ายเงินปันผล คือ ในช่วงเดือนมีนาคม - พฤษภาคม 2567 บริษัทจดทะเบียนจ่ายเงินปันผลรวม 538 ครั้ง หรือคิดเป็น 62.3% ของจำนวนการจ่ายเงินปันผลทั้งหมดในปี 2567 โดยเดือนพฤษภาคมมีการจ่ายเงินปันผลมากที่สุดทั้งจากจำนวนครั้งและมูลค่าเงินปันผลจ่าย • หมวดธุรกิจที่มีการจ่ายเงินปันผลมูลค่าสูงสุด 3 อันดับแรก ในปี 2567 ยังคงเป็นหมวดเดียวกันกับปี 2566 ได้แก่ หมวดพลังงานและสาธารณูปโภค หมวดธนาคาร และหมวดเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร โดยบริษัทจดทะเบียนในหมวดพลังงานและสาธารณูปโภค (Energy and utilities sector) จ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นด้วยมูลค่ามากที่สุดมีมูลค่ารวมกว่า 170,148 ล้านบาท • หากพิจารณาความสามารถในการจ่ายเงินปันผลของบริษัทจดทะเบียนจากผลประกอบการ ประจำปี 2567 พบว่า บริษัทจดทะเบียนไทย 925 บริษัท ที่รายงานผลประกอบการ มีกำไรสุทธิลดลงจากปีก่อน แต่ก็อยู่ในระดับสูง โดยมีกำไรสุทธิรวมกว่า 869,000 ล้านบาท และพบว่า 67.8% ของบริษัทจดทะเบียนทั้งหมด (627 บริษัท) ยังคงมีกำไรสุทธิจากการดำเนินธุรกิจ • อย่างไรก็ตาม การจ่ายเงินปันผลในปี 2568 นอกจากจะขึ้นอยู่กับผลประกอบการปี 2567 ก็ยังขึ้นอยู่กับผลประกอบการที่เกิดขึ้นในปี 2568 ที่อาจได้รับผลกระทบจากปัจจัยต่างๆ ทั้งในและนอกประเทศ รวมทั้งนโยบายการจ่ายเงินปันผลและมติที่ประชุมผู้ถือหุ้นของแต่ละบริษัทอีกด้วย • จากข้อมูลสถิติการจ่ายเงินปันผลของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย เป็นข้อมูลเบื้องต้นให้นักลงทุนได้ทราบช่วงเวลาในการจ่ายเงินปันผล เพื่อใช้ประกอบการวางแผนคัดเลือกหุ้นปันผลและเลือกจังหวะเวลาในการเข้าซื้อหุ้นปันผลเข้าพอร์ตการลงทุน            จากข้อมูลสถิติการจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (ตลาดหุ้นไทย) พบว่า ในปี 2567 มีการจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นรวมสูงถึง 593,610 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2566 เล็กน้อย และหากพิจารณาการจ่ายเงินปันในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา พบว่า มูลค่าการจ่ายเงินปันผลของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยเติบโตเฉลี่ยปีละ 4.01% (ภาพที่ 1) ด้วยปัจจัยสนับสนุนสำคัญจากผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในปี 2566 - 2567 ที่มีรายได้รวมสูงปีละกว่า 18 ล้านล้านบาท และมีกำไรสุทธิอยู่ถึง 941,000 ล้านบาทและ 870,000 ล้านบาท (ภาพที่ 2) ตามลำดับ            โดยการจ่ายเงินปันผลดังกล่าวเป็นการจ่ายปันผล 864 ครั้ง จากบริษัทจดทะเบียน 590 บริษัท (บริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่จ่ายเงินปันผลปีละครั้ง บางบริษัทจ่าย 2 - 4 ครั้งในแต่ละปี ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับนโยบายการจ่ายเงินปันผลของแต่ละบริษัท) ตามตารางที่ 1 ในช่วงเทศกาลจ่ายเงินปันผล คือ ในช่วงเดือนมีนาคม - พฤษภาคม 2567 บริษัท จดทะเบียนจ่ายเงินปันผลรวม 538 ครั้ง หรือคิดเป็น 62.3% ของจำนวนการจ่าย เงินปันผลทั้งหมดในปี 2567 โดยเดือนพฤษภาคมมีการจ่ายเงินปันผลมากที่สุดทั้งจากจำนวนครั้งและมูลค่าเงินปันผลจ่าย            ในช่วงเทศกาลจ่ายเงินปันผล พบว่า ในช่วงเดือนมีนาคม - พฤษภาคม 2567 มีการจ่ายเงินปันผลรวม 538 ครั้ง คิดเป็น 62.3% ของจำนวนการจ่ายเงินปันผลทั้งหมดในปี 2567 โดยในเดือนพฤษภาคม 2657 เป็นเดือนที่การจ่ายเงินปันผลมากที่สุดรวม 464 ครั้ง คิดเป็น 53.7% ของจำนวนการจ่ายเงินปันผลทั้งหมดในปี 2567            ในแต่ละปีจะมีเทศกาลจ่ายเงินปันผลอีกหนึ่งรอบในช่วงเดือนสิงหาคม - กันยายนของทุกปี พบว่า ในช่วงเดือนสิงหาคม - กันยายน 2567 มีการจ่ายเงินปันผลรวม 210 ครั้ง หรือประมาณ 24.3% ของจำนวนการจ่ายเงินปันผลในปี 2567 (ภาพที่ 3)            หากพิจารณามูลค่าเงินปันผลที่บริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยจ่ายให้แก่ผู้ถือหุ้น ในปี 2567 (ภาพที่ 4) พบว่า ในช่วงเดือนมีนาคม - พฤษภาคม 2567 มีการจ่ายเงินปันผลรวม 366,148 ล้านบาท คิดเป็น 61.7% ของมูลค่าเงินปันผลทั้งหมดที่จ่ายให้ผู้ถือหุ้นในปี 2567 โดยเดือนที่มีการจ่ายเงินปันผลสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ เดือนพฤษภาคม 2567 ที่มีการจ่ายเงินปันผลด้วยมูลค่าสูงสุด 216,566 ล้านบาท คิดเป็น 36.5% ของมูลค่าเงินปันผลทั้งหมดที่จ่ายให้ผู้ถือหุ้นในปี 2567 ตามมาด้วยเดือนเมษายน 2567 ที่มีการจ่ายเงินปันผลด้วยมูลค่าสูงสุด 145,256 ล้านบาท คิดเป็น 24.5% และเดือนกันยายน 2567 มีการจ่ายเงินปันผลด้วยมูลค่าสูงสุด 145,100 ล้านบาท คิดเป็น 24.4% ตามลำดับ 3 หมวดธุรกิจที่มีการจ่ายเงินปันผลด้วยมูลค่าสูงสุดในปี 2567 ได้แก่ หมวดพลังงานและสาธารณูปโภค หมวดธนาคาร และหมวดเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร            เมื่อพิจารณาการจ่ายเงินปันผลของบริษัทจดทะเบียน ในปี 2567 จำแนกตามหมวดธุรกิจ พบว่า 3 หมวดธุรกิจที่มีการจ่ายเงินปันผลด้วยมูลค่าสูงสุด ยังคงเป็นหมวดธุรกิจเดียวกันกับปี 2566 ได้แก่ หมวดพลังงานและสาธารณูปโภค หมวดธนาคาร หมวดเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ตารางที่ 2)            โดยบริษัทจดทะเบียนในหมวดพลังงานและสาธารณูปโภค (Energy and utilities sector) จ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นด้วยมูลค่ามากที่สุด รวมกว่า 170,148 ล้านบาท ตามมาด้วยบริษัทจดทะเบียนในหมวดธนาคาร (Banking sector) ที่จ่ายเงินปันผลด้วยมูลค่ารวม 107,093 ล้านบาท และหมวดเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (Information & Communication Technology sector) ที่จ่ายเงินปันผลด้วยมูลค่ารวม 53,594 ล้านบาท แม้ว่า ในปี 2567 บริษัทจดทะเบียนมีกำไรสุทธิรวมน้อยกว่าปี 2566 แต่ก็อยู่ในระดับสูงถึง 869,000 ล้านบาท ขณะที่ SET Index ลดลงไปอยู่ในระดับใกล้เคียงกับช่วงการแพร่ระบาดของ COVID-19 ซึ่งแสดงให้เห็นว่า SET Index อาจลงมาอยู่ในระดับต่ำ อาจเป็นโอกาสของนักลงทุนในการเข้ามาเลือกซื้อหุ้นเพื่อรับเงินปันผล            สถิติการจ่ายเงินปันผลที่กล่าวมาข้างต้น อาจสรุปได้ว่า การลงทุนในหุ้นปันผลก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับนักลงทุนและผู้มีเงินออมที่เน้นการลงทุนระยะยาว ที่สำคัญคือ การคัดเลือกหุ้นปันผล และจังหวะเวลาในการเข้าซื้อหุ้นปันผล ซึ่งโดยปกติราคาหุ้นจะสูงหรือต่ำ ก็ขึ้นอยู่ปัจจัยพื้นฐาน (อาทิ ทิศทางเศรษฐกิจ ภาวะอุตสาหกรรม และผลประกอบการ เป็นต้น) และปัจจัยด้านจิตวิทยา ที่เกี่ยวข้องกับความคาดหวังของนักลงทุนและปริมาณความต้องการหุ้นของนักลงทุน จากการเคลื่อนไหวของ SET Index ตั้งแต่ตลาดเปิดทำการซื้อขายในปี 2518 ถึงปัจจุบัน พบว่า มีช่วงที่ SET Index แตะที่ระดับ 1,000 จุด ขึ้นไป อยู่ 3 ช่วงเวลา กล่าวคือ ในปี 2533 ที่ SET Index ทำสถิติสูงสุดระหว่างที่แตะ 1,143 จุดในวันที่ 25 กรกฎาคม 2533 ก่อนลดลงมาปิดสิ้นปีที่ 612.86 จุด และในช่วงที่ 2 ในช่วงปี 2538 - 2539 ช่วงก่อนวิกฤติต้มยำกุ้ง และในช่วงที่ 3 ตั้งแต่ปี 2554 ถึงปัจจุบัน (ภาพที่ 5) ที่ SET Index มีการเคลื่อนไหวอยู่ในระดับสูงกว่า 1,000 จุด ต่อเนื่องกว่า 15 ปี (ภาพที่ 5)            หากเปรียบเทียบผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นในไทย (ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ) พบว่า ข้อสังเกตที่น่าสนใจ กล่าวคือ 1) ในช่วงการแพร่ระบาดของ COVID-19 คือ ในปี 2563 ที่กำไรสุทธิบริษัทจดทะเบียนลดลงค่อนข้างเยอะเหลือเพียง 399,000 ล้านบาท ขณะที่ SET Index เคลื่อนไหวในช่วงกว้างอยู่ในช่วง 1,024.46 - 1,600.48 จุด และปิดที่ 1,449.35 จุด ก่อนที่กำไรสุทธิของบริษัทจดทะเบียนก็ฟื้นตัวมาอยู่ในระดับใกล้เคียงกับช่วงก่อนเกิดการแพร่ระบาด 2) ในปี 2567 แม้ว่าบริษัทจดทะเบียนมีกำไรสุทธิรวมลดลงน้อยกว่าปี 2566 แต่ก็อยู่ในระดับสูงถึง 869,000 ล้านบาท ขณะที่ SET Index ลดลงไปอยู่ในระดับใกล้เคียงกับช่วงการแพร่ระบาดของ COVID-19 ซึ่งแสดงให้เห็นว่า SET Index อาจลงมาอยู่ในระดับต่ำ ซึ่งอาจเป็นโอกาสของนักลงทุนในการเข้ามาเลือกซื้อหุ้นเพื่อรับเงินปันผล            หากพิจารณาผลประกอบการปี 2567 ของบริษัทจดทะเบียน พบว่า ส่วนใหญ่ (627 บริษัท) หรือ 67.8% ของบริษัท     จดทะเบียนทั้งหมดยังคงมีกำไรสุทธิจากการดำเนินธุรกิจในปี 2567 อย่างไรก็ตาม การจ่ายเงินปันผลนอกจากจะขึ้นอยู่กับผลประกอบการปี 2567 ก็ยังขึ้นอยู่กับผลประกอบการที่เกิดขึ้นในปี 2568 ที่อาจได้รับผลกระทบจากปัจจัยต่างๆ ทั้งในและนอกประเทศ รวมทั้งนโยบายการจ่ายเงินปันผล ตลอดจนมติที่ประชุมผู้ถือหุ้นของแต่ละบริษัทอีกด้วย            ดังนั้น จากข้อมูลสถิติการจ่ายเงินปันผลของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย เป็นข้อมูลเบื้องต้นให้นักลงทุนได้ทราบช่วงเวลาในการจ่ายเงินปันผล เพื่อใช้ประกอบการวางแผนคัดเลือกหุ้นปันผลและเลือกจังหวะเวลาในการเข้าซื้อหุ้นปันผลเข้าพอร์ตการลงทุน

บล.กรุงไทยฯ แนะซื้อเก็งกำไร “BIDU80” รับเปิดตัว AI Ernie X1

บล.กรุงไทยฯ แนะซื้อเก็งกำไร “BIDU80” รับเปิดตัว AI Ernie X1

          หุ้นวิชั่น-ทีมข่าวหุ้นวิชั่น รายงาน บล.กรุงไทย เอ็กซ์สปริง ระบุ Baidu เปิดตัวโมเดล AI Ernie X1 ที่มีความสามารถโดดเด่นในด้านการสนทนาเชิงตรรกะ และอัพเดตโมเดลหลักของบริษัทเป็น Ernie 4.5 ซึ่งเปิดให้ผู้ใช้สามารถใช้งานได้ฟรีทันที - มองการอัพเดต AI และเปิดให้ใช้บริการได้ฟรี เป็นปัจจัยบวกต่อธุรกิจ AI ของบริษัท และเพิ่มโอกาสการแย่งส่วนแบ่งตลาดคืน ขณะที่ราคาหุ้นปรับขึ้นช้ากว่าตลาดและมี risk reward น่าสนใจซื้อเก็งกำไร - Baidu เผยรายได้รวม 4Q67 ลดลง 2% YoY ซึ่งออกมาดีกว่าคาด โดยรายได้ธุรกิจหลักอย่าง online marketing หดตัว 7% YoY แต่ดีกว่าคาด ด้านรายได้ non-marketing เช่น AI เติบโตเร่งตัวขึ้นเป็น 18% YoY จาก 12% YoY ใน ไตรมาสก่อน อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายด้าน SG&A เพิ่มขึ้น 14% YoY ส่งผลให้ Adjusted EBITDA หดตัว 23% YoY และต่ำกว่าคาด Target: 105.7 HKD

UBS overwieghts หุ้นไทย

UBS overwieghts หุ้นไทย

          หุ้นวิชั่น - UBS Global Research ออกบทวิเคราะห์วันที่ 18 มีนาคม 2568 ได้ปรับเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในประเทศไทยเป็น overweight เนื่องจากปัจจัยสำคัญ อาทิ นโยบายรัฐบาล (เช่น มาตรการกระตุ้นทางการคลัง) การฟื้นตัวของการท่องเที่ยว และการฟื้นตัวของการบริโภคแบบ K-shaped จะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับตลาด รวมถึงการไถ่ถอนกองทุน LTF ที่หมดอายุในปี 2568 จะถูกชดเชยด้วยโครงการสิทธิประโยชน์ทางภาษีใหม่ ดังนั้น ความเสี่ยงด้านลบดูเหมือนได้ถูกสะท้อนในราคาไปแล้วเป็นส่วนใหญ่ โดยมองมูลค่าหุ้นไทยใกล้กับระดับต่ำสุดในช่วงโควิด

บล.หยวนต้า แนะ MUFG19 รับ BOJ ตึงดอกเบี้ย

บล.หยวนต้า แนะ MUFG19 รับ BOJ ตึงดอกเบี้ย

                 หุ้นวิชั่น-ทีมข่าวหุ้นวิชั่น รายงาน บล.หยวนต้า ระบุ ติดตามการประชุม BOJ ในวันนี้ แม้ตลาดคาดว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 0.50% เนื่องจากคณะกรรมการ BOJ น่าจะรอดูผลกระทบจากนโยบายการค้าของสหรัฐอเมริกา แต่ทิศทางการแถลงน่าจะยังตึงตัว เนื่องจากผลการเจรจาปรับขึ้นค่าแรงของสหภาพแรงงานที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น (Rengo) ซึ่งได้ประกาศตัวเลขเบื้องต้นออกมาที่ 5.46% เป็นจุดสูงสุดในรอบกว่า 34 ปี และจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เดือนเมษายน ซึ่งเป็นรอบงบประมาณใหม่ของรัฐบาลและหลายบริษัทในญี่ปุ่น                  นอกเหนือจากกลุ่มธนาคารที่ได้รับประโยชน์จากทิศทางนโยบายการเงินที่ตึงตัวแล้ว การปรับขึ้นค่าแรงในระดับสูงจะเป็นบวกต่อการบริโภคภายในประเทศ ซึ่งส่งผลดีต่อการปล่อยสินเชื่อของธนาคารในญี่ปุ่น MUFG ได้รับการปรับประมาณการ EPS ขึ้นมาต่อเนื่องนับตั้งแต่ที่รายงานกำไรไตรมาส 3 (สิ้นสุดธ.ค. 2567) ออกมาดีกว่าที่ตลาดคาดถึง 47% และคิดเป็น 99% ของเป้าหมายทั้งปี (สิ้นสุดมี.ค.2568) ซึ่งตั้งแต่รายงานผลประกอบการออกมา ประมาณการ EPS ที่ถูกปรับขึ้นมาเพียง 4.8% เราจึงมองว่ามีโอกาสถูกปรับขึ้นได้อีก                  Bloomberg Consensus ประเมินราคาเป้าหมายเฉลี่ยที่ 2,162.92 เยนต่อหุ้น มี Upside อีกเพียง 2.6% แต่หากอิงนักวิเคราะห์ 2 รายที่มีการปรับประมาณการล่าสุดให้ราคาเป้าหมายใกล้เคียงกันที่ 2,600 เยนต่อหุ้น ดังนั้นราคาเป้าหมายเฉลี่ยจึงอาจถูกปรับขึ้นได้อีกหากนักวิเคราะห์รายอื่นๆ มีการปรับประมาณการขึ้นมาตาม                  สำหรับ Mitsubishi UFJ Financial Group, Inc. (8306.T) บริษัทแม่ของธนาคารกรุงศรีอยุธยา ดำเนินธุรกิจสินเชื่อรายย่อยในประเทศไทย อีกทั้งเครือข่ายธนาคารทั่วโลก เช่น Vietinbank (VN) Bank Danamon (IDN) ติด 1 ใน 10 ธนาคารที่ใหญ่ที่สุดในโลก

SCB คาดค่าเงินบาทวันนี้ กรอบ 33.55-33.75 บ./ดอลลาร์

SCB คาดค่าเงินบาทวันนี้ กรอบ 33.55-33.75 บ./ดอลลาร์

             หุ้นวิชั่น - กลุ่มงานตลาดการเงิน ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 33.55-33.75 บาท/ดอลลาร์ ค่าเงินบาทยังเคลื่อนไหว Sideway พร้อมดัชนีเงินดอลลาร์หลังเลขผลผลิตภาคอุตสาหกรรม (industrial production) ออกมาที่ 7%MOM สูงกว่าตลาดคาด และเลขการก่อสร้างที่อยู่อาศัยออกมาสูงขึ้น นายวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย และ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เตรียมหารือทางโทรศัพท์กับวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซียบรรลุข้อตกลงหยุดยิงด้านพลังงานและโครงสร้างพื้นฐาน และเริ่มเจรจาการหยุดยิงระยะยาว แต่ปูตินตั้งเงื่อนไขให้สหรัฐฯ ระงับการสนับสนุนด้านอาวุธและข่าวกรองแก่ยูเครน สมาชิกสภานิติบัญญัติเยอรมนีผ่านร่างกฎหมายงบประมาณมูลค่า 5 แสนล้านยูโร

ราคาทองเช้าวันนี้ พุ่ง! +250 ทองรูปพรรณ ขายออก 49,050 บ.

ราคาทองเช้าวันนี้ พุ่ง! +250 ทองรูปพรรณ ขายออก 49,050 บ.

              หุ้นวิชั่น – เช้าวันที่  19 มีนาคม 2568 สมาคมค้าทองคำ ได้แจ้งราคาทองคำซึ่ง “ ราคาปรับขึั้น 250 บาท ” โดยการซื้อขายครั้งที่ 1 ราคาทองแท่ง ปัจจุบันรับซื้ออยู่ที่ 48,150.00 บาท ราคาขายออกอยู่ที่ 48,250.00 บาท ส่วนราคาทองรูปพรรณ รับซื้ออยู่ที่ 47,284.04 บาท และราคาขายออกอยู่ที่ 49,050.00 บาท

บล.กรุงไทยฯ แนะ XIAOMI80 กำไร Q4 โตดีกว่าคาด

บล.กรุงไทยฯ แนะ XIAOMI80 กำไร Q4 โตดีกว่าคาด

           หุ้นวิชั่น - ทีมข่าวหุ้นวิชั่น รายงาน บล.กรุงไทย เอ็กซ์สปริง ระบุ Xiaomi (XIAOMI80) กำไร Q4 โต 69%YoY ดีกว่าคาด 27% จากรายได้โต 49%YoY หนุนจากทั้งยอดขายรถ EV และ smartphone ที่ดีกว่าคาด            รายได้รวม 4Q67 อยู่ที่ 1.09 แสนล้านหยวน เติบโต 49%YoY เร่งตัวขึ้นจากไตรมาสก่อนและดีกว่าคาด โดยแบ่งเป็นรายได้ Smartphone ที่ 5.13 หมื่นล้านหยวน เติบโต 16%YoY และดีกว่าคาด ซึ่งมาจากยอดส่งมอบสมาร์ทโฟนที่ 42.7 ล้านเครื่องเพิ่มขึ้น 5%YoY, IoT และ Lifestyle ที่ 3.09 หมื่นล้านหยวน เติบโต 52%YoY และดีกว่าคาด เมื่อรวมทั้งปี 67 ยอดขายเครื่องปรับอากาศโต 50%YoY ตู้เย็นโต 30% และเครื่องซักผ้าโต 45% , Internet service (Ads) ที่ 9.34 พันล้านหยวนเติบโต 18%YoY และดีกว่าคาด จากยอด MAUs ทั่วโลกกว่า 702.3 ล้านจุดเติบโต 9.5%YoY, EV และอื่นๆ ที่ 1.67 หมื่นล้านหยวนจาก 9.7 พันล้านหยวนในไตรมาสก่อนและดีกว่าคาด            อัตรากำไรขั้นต้นปรับลดลงเป็น 20.6% แต่ดีกว่าคาด ซึ่งธุรกิจ EV มีอัตรากำไรขั้นต้น 20.4 เพิ่มขึ้น QoQ จาก 17.1% ขณะที่ Smartphone และ IoT มีอัตรากำไรขั้นต้นลดลงเป็น 20.6% จาก 20.8% ในไตรมาสก่อน            กำไรปกติเติบโต 69%YoY มาที่ 8.32 พันล้านหยวนซึ่งดีกว่าคาด            บริษัทปรับเป้ายอดขาย EV ปี 68 ขึ้นเป็น 350,000 คันจาก 300,000 คัน ภายหลังผลตอบรับที่ดีจาก Xiaomi SU7 Ultra ที่เปิดตัวช่วง ก.พ.

ด่วน! ทองคำแตะ 3,000 เหรียญสหรัฐ  อนาคตจะเป็นยังไง เช็กเลย!

ด่วน! ทองคำแตะ 3,000 เหรียญสหรัฐ อนาคตจะเป็นยังไง เช็กเลย!

           หุ้นวิชั่น -จุดเปลี่ยนของราคาทองคำ: ราคาทองคำล่าสุดทะยานขึ้นทะลุ 3,000 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ในระหว่างวัน นับเป็นเหตุการณ์สำคัญ แต่สิ่งที่น่าจับตามองคือปัจจัยทางเศรษฐกิจที่ผลักดันให้ราคาปรับตัวสูงขึ้น  แรงส่งของราคา: ทองคำพุ่งทะยานจากราคา2,500 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ไปแตะ 3,000 เหรียญสหรัฐในเวลาเพียง 210 วัน ส่งผลให้ราคาสูงกว่าค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 200 วันถึงสามเท่า ปัจจัยพื้นฐานของตลาด: แม้ว่าราคาทองคำอาจเข้าสู่ช่วงพักตัวหลังจากการปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ปัจจัยสนับสนุนยังคงแข็งแกร่ง ทั้งความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจโลก อัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้น อัตราดอกเบี้ยที่ปรับตัวลดลง และค่าเงินเหรียญสหรัฐที่อ่อนค่า ล้วนเป็นแรงหนุนสำคัญต่อความต้องการลงทุนในทองคำ            ราคาทองคำได้ทะลุ 3,000 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ในการซื้อขายระหว่างวันช่วงเช้าของวันศุกร์ที่ 14 มีนาคม และเกิดขึ้นอีกครั้งในวันจันทร์ที่ 17 มีนาคม แม้ว่าราคาทองคำจากสมาคมตลาดทองคำแห่งลอนดอนที่ทำการซื้อขายช่วงบ่าย (LBMA Gold Price PM) จะยังไม่ได้ทะลุระดับนี้อย่างเป็นทางการ โดยปิดที่ 2,996.50 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ในวันจันทร์ แต่เหตุการณ์นี้ได้ดึงดูดความสนใจจากนักลงทุนและสื่อมวลชนทั่วโลก นำมาซึ่งคำถามมากมายถึงนัยสำคัญของปรากฏการณ์ครั้งนี้            จอห์น รีด (John Reade) นักกลยุทธ์การตลาดอาวุโส ประจำยุโรปและเอเชีย สภาทองคำโลก (World Gold Council) ให้ความเห็นเกี่ยวกับจุดเปลี่ยนสำคัญของราคาทองคำว่า “การที่ราคาทองคำทะลุ 3,000 เหรียญสหรัฐนั้น สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยในยามที่ตลาดผันผวน จากราคา 1,000 เหรียญสหรัฐในช่วงวิกฤตการเงิน สู่ 2,000 เหรียญสหรัฐในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทองคำได้พิสูจน์แล้วว่าสามารถสร้างผลตอบแทนได้ดีในภาวะที่ตลาดมีความเสี่ยงสูง และให้ผลตอบแทนที่น่าพอใจเทียบเคียงได้กับสินทรัพย์ประเภทอื่น ๆ นับตั้งแต่ปี 2514”            จอห์น ยังชี้ให้เห็นว่า นับตั้งแต่ปี 2565 ราคาทองคำไม่ได้เคลื่อนไหวตามทิศทางของอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ และค่าเงินเหรียญสหรัฐเหมือนในอดีต เนื่องจากธนาคารกลางทั่วโลกได้เพิ่มปริมาณการซื้อทองคำเป็นสองเท่า ประกอบกับความต้องการลงทุนจากตลาดเกิดใหม่ที่เพิ่มสูงขึ้น            “ธนาคารกลางทั่วโลกเป็นผู้ซื้อทองคำรายใหญ่อย่างต่อเนื่องมาตลอด 15 ปีที่ผ่านมา แต่ในช่วงสามปีที่ผ่านมา ปริมาณการซื้อได้เพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก โดยมียอดซื้อมากกว่า 1,000 ตันต่อปี นับตั้งแต่ปี 2565 และล่าสุดในปี  2567 มียอดซื้อถึง 1,045 ตัน เราเชื่อว่าปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของการเพิ่มปริมาณขึ้นนี้ ทั้งในแง่ของการลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์สหรัฐ การคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ และความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่มีการแบ่งขั้วทางอำนาจ การซื้อทองคำของธนาคารกลางจะยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนความต้องการในตลาด และส่งผลต่อทิศทางของราคาทองคำในระยะยาว            “ในขณะเดียวกัน นักลงทุนจากตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) เริ่มมีอิทธิพลต่อตลาดทองคำมากขึ้น นอกจากแนวโน้มดังกล่าว การปรับตัวขึ้นของราคาทองคำในช่วงที่ผ่านมายังได้รับแรงหนุนจากความกังวลเกี่ยวกับนโยบายภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ และความตึงเครียดทางการค้าระหว่างประเทศที่ทวีความรุนแรง ส่งผลให้นักลงทุนหันมาให้ความสนใจทองคำในฐานะเครื่องมือกระจายความเสี่ยงที่สำคัญ            จอห์น กล่าวว่า “ประเด็นสำคัญที่ต้องจับตามองในขณะนี้คือ ราคาทองคำจะสามารถรักษาระดับเหนือ 3,000 เหรียญสหรัฐได้หรือไม่ แม้ว่าสถานการณ์ความเสี่ยงและความไม่แน่นอนที่เพิ่มสูงขึ้นจะช่วยเสริมความเชื่อมั่นในตลาดทองคำ แต่การที่ราคาจะรักษาระดับนี้ได้ จำเป็นต้องเห็นแรงซื้อที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากนักลงทุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากนักลงทุนในประเทศตะวันตก หรือไม่เช่นนั้นก็ต้องมีการเพิ่มปริมาณการซื้อครั้งใหญ่จากกลุ่มธนาคารกลาง”            สำหรับการวิเคราะห์เพิ่มเติมเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของราคาทองคำและการทำสถิติใหม่ที่ระดับ 3,000 เหรียญสหรัฐ สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่

บล.กรุงไทยฯ แนะเก็งกำไร POPMART80 รับจีนหนุนสินค้าลิขสิทธิ์

บล.กรุงไทยฯ แนะเก็งกำไร POPMART80 รับจีนหนุนสินค้าลิขสิทธิ์

          หุ้นวิชั่น-ทีมข่าวหุ้นวิชั่น รายงาน บล.กรุงไทย เอ็กซ์สปริง ระบุ มอง Pop Mart เป็นหนึ่งในผู้ได้ประโยชน์มาตรการกระตุ้นการบริโภค ในส่วนของการสนับสนุนสินค้าลิขสิทธิ์จีน และสอดคล้องกับนโยบายรัฐในการเผยแผ่วัฒนธรรมจีนไปต่างประเทศ           อย่างไรก็ตาม แนะนำเพียงเก็งกำไร เนื่องจากปัจจุบันหุ้นซื้อขายที่ Forward PE 41x ซึ่งสะท้อนว่าการเติบโตได้ถูกรับรู้ไปแล้ว แนะนำติดตามการรายงานงบ 26 มี.ค.นี้           รายได้ 1H24 เติบโต 62% YoY และกำไรโต 93% YoY ขณะที่ Consensus คาด 2H24 รายได้โตเร่งตัวขึ้นเป็น 118% YoY และกำไรโต 162% YoY นอกจากนี้ คาดกำไรปี 2025 โต 40% และปี 2026 โตต่อ 24%

บล.หยวนต้า แนะ VNM19 คาดเวียดนามกระตุ้นบริโภคเพิ่ม

บล.หยวนต้า แนะ VNM19 คาดเวียดนามกระตุ้นบริโภคเพิ่ม

           หุ้นวิชั่น-ทีมข่าวหุ้นวิชั่น รายงาน บล.หยวนต้า ระบุ เศรษฐกิจเวียดนามยังเติบโตดีในทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นการบริโภค การผลิต รวมไปถึงการส่งออก ขณะที่ในระยะถัดไปเรามองว่าเศรษฐกิจเวียดนามจะยังมีแรงหนุนต่อเนื่องจากการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐในปีนี้ เนื่องจากรัฐบาลตั้งเป้าหมาย GDP เติบโตถึง 8% ในปีนี้ ซึ่งมาตรการกระตุ้นที่ประกาศออกมาแล้วส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน จึงคาดว่าจะมีมาตรการกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศออกมาเพิ่มขึ้นอีกในปีนี้            VNM ถือเป็นหุ้นขนาดใหญ่ในเวียดนาม จึงมีโอกาสที่จะได้รับ Fund Flow จากนักลงทุนสถาบันต่างชาติค่อนข้างมากจากการยกระดับดัชนีจาก FTSE Frontier Market เป็น FTSE Emerging Market            Bloomberg Consensus คาดรายได้ปีนี้เติบโต 5% YoY จากทั้งยอดขายในประเทศ (82% ของยอดขายรวม) และยอดขายต่างประเทศ (18% ของยอดขายรวม)            ราคาหุ้นปัจจุบันยังถือว่าแพง โดยซื้อขายบน PER ปี 2025 เพียง 14.4 เท่า ใกล้เคียงกับระดับ -1.5SD ของค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี            Consensus ประเมินราคาเป้าหมายปี 2025 อยู่ที่ 76,811 ดองต่อหุ้น คิดเป็น 10.10 บาทต่อ DR หรือมี Upside ราว 19% อีกทั้งยังมีคาดการณ์เงินปันผลทั้งปี 2025 สูงถึง 6%            สำหรับ VNM19 หรือ Vietnam Dairy Products JSC (VNM.VN) ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์นม ที่ใหญ่ที่สุดในเวียดนาม สินค้าหลักของ Vinamilk คือ นมข้น นมผง นมสด นมถั่วเหลือง โยเกิร์ต ไอศกรีม ชีส น้ำผลไม้ กาแฟ และผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ที่มาจากนม

บล.กรุงศรี แนะ BYDCOM80 ขายรถ EV โต-จ่อเปิดตัวเทคฯ ขับเคลื่อนอัตโนมัติ

บล.กรุงศรี แนะ BYDCOM80 ขายรถ EV โต-จ่อเปิดตัวเทคฯ ขับเคลื่อนอัตโนมัติ

          หุ้นวิชั่น-ทีมข่าวหุ้นวิชั่น รายงาน บล.กรุงศรี ระบุ BYD Company Limited (BYDCOM80) “ยอดขายรถ EV เติบโต บวกกับเตรียมเปิดตัวเทคโนโลยีขับเคลื่อนอัตโนมัติใหม่” ตลาดหุ้นจีนอยู่ในแนวโน้มฟื้นตัวตั้งแต่เริ่มต้นปี 68 ภายใต้แรงขับเคลื่อนเพิ่มเติมจากมาตรการกระตุ้นบริโภค และการฟื้นตัวของตัวเลขเศรษฐกิจ คาดส่งผลบวกสร้าง Upside ต่อหุ้น BYD Company Limited เพิ่มจาก ฐานที่ตลาดคาดว่าในปี 68 จะมีกำไรเติบโต 30.0% และ ยอดขายเติบโต 22.5% มีแรงหนุนจาก 1. ช่วงเดือนเม.ย.-พ.ค.ของทุกปีจะเป็นฤดูกาลเปิดตัวรถยนต์ใหม่ ซึ่ง BYD มีแผนจะเปิดตัวรุ่นที่อัปเกรดเทคโนโลยี L2+AD เช่นเดียวกับคู่แข่งขัน ให้กับรถทุกรุ่นใหม่หลังจากนี้ (เพิ่มระบบจอดอัตโนมัติ, ระบบขับขี่อัตโนมัติบนทางหลวง, ระบบขับขี่อัตโนมัติในเมือง) ประเมินเป็นการช่วยปิดจุดอ่อน 2. โมเมนตัมยอดขายรถยนต์แบบ Wholesale ซึ่งเป็นรายได้หลักยังเป็นบวก ก.พ.68 อยู่ที่ 322,846 คัน เติบโต 7% m-m และ 164% y-y โดยยอดขายต่างประเทศสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 67,025 คัน (+1%m-m, +188%y-y) Bloomberg คาดว่าในปี 68 สัดส่วนยอดขายต่างประเทศจะเพิ่มเป็น 12% จาก 10% ของทั้งหมด ขณะที่ฐานยอดหลักจากในจีนมีปัจจัยเร่งจากการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐฯ เพิ่มเติม 3. ราคาหุ้น BYD-H (1211 HK) เพิ่มขึ้น 36% ตั้งแต่ต้นปี เทียบกับดัชนี HSI ที่ขึ้น 16% ทำให้บริษัทเลือกใช้โอกาสนี้ระดมทุน 5.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยเงินที่ได้รับจากการระดมทุนนี้จะถูกนำไปใช้ใน 3 ด้านหลัก คือ การขยายธุรกิจต่างประเทศ, การลงทุนในสายงานวิจัยและพัฒนา (R&D), การเสริมสภาพคล่อง           ชอบแนวทางการลงทุน R&D เพิ่มเติม เพราะช่วยรักษาความสามารถการแข่งขันและรองรับการเติบโตในอนาคต อิงจาก Bloomberg Consensus ให้ราคาเป้าหมายปี 68 ที่ 415.14 HKD คิดเป็น Upside +8.1%           สำหรับภาพทางเทคนิค BYD แนวโน้มหลักเป็นขาขึ้น กำลังขึ้นทดสอบจุดยอดเดิมที่ +/- 408 (สำหรับ 1211 HK) กรณีผ่านขึ้นไปได้มองแนวต้าน 430 จะเป็นเป้าหมายหลักของการขึ้นขาใหม่ แนะนำ “ซื้อเก็งกำไร”

ตลท. ร่วม ก.ล.ต. และ DSI พบนายกฯ เร่งฟื้นความเชื่อมั่นตลาดทุนไทย

ตลท. ร่วม ก.ล.ต. และ DSI พบนายกฯ เร่งฟื้นความเชื่อมั่นตลาดทุนไทย

                หุ้นวิชั่น - นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย พร้อมด้วย นางพรอนงค์ บุษราตระกูลเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และ พ.ต.ต. ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI ได้เข้าพบนายกรัฐมนตรีที่ทำเนียบรัฐบาลวันนี้ (17 มีนาคม 2568) เพื่อรายงานสถานการณ์ตลาดทุนไทยในปัจจุบัน พร้อมนำเสนอความคืบหน้าของมาตรการต่างๆ ที่จะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้แก่ตลาดทุนไทย                 ในโอกาสนี้ ได้รายงานความคืบหน้าเกี่ยวกับการดำเนินการในคดีต่าง ๆ ในตลาดทุน ซึ่งได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเต็มที่ พร้อมกันนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังได้นำเสนอโครงการที่ได้ดำเนินการเพื่อพัฒนาตลาดทุนและบริษัทจดทะเบียน ได้แก่ โครงการ JUMP+ ซึ่งเป็นโครงการส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าให้กับบริษัทจดทะเบียน เพื่อสร้างการเติบโตให้กับตลาดทุนไทย และรายงานความคืบหน้าการปรับปรุงมาตรการและเกณฑ์ต่างๆ โดยล่าสุดอยู่ระหว่างเปิดรับฟังความคิดเห็น “การทบทวนการกำกับดูแลการขายชอร์ต และ HFT” เพื่อให้มาตรการกำกับดูแลเหมาะสมกับสภาวะการซื้อขายในปัจจุบัน ซึ่งเปิดให้แสดงความคิดเห็นจนถึง 31 มีนาคม 2568

บล.หยวนต้า แนะ CN01 รับตลาดหุ้นจีนฟื้นตัว

บล.หยวนต้า แนะ CN01 รับตลาดหุ้นจีนฟื้นตัว

           หุ้นวิชั่น-ทีมข่าวหุ้นวิชั่น บล.หยวนต้า ระบุ คาดว่า ตลาดหุ้นจีนจะยังคงได้รับแรงหนุนจากการประชุมสองสภาที่ยังดำเนินอยู่ ซึ่งวันศุกร์ที่ผ่านมาสำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า กระทรวงการคลังจีน กระทรวงพาณิชย์ ธนาคารกลาง และหน่วยงานอื่น ๆ ของรัฐบาลจีน เตรียมจะจัดการแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนเกี่ยวกับมาตรการกระตุ้นการอุปโภคบริโภค หากมีการประกาศรายละเอียดเพิ่มเติมออกมาจริง คาดว่าจะทำให้ตลาดหุ้นจีนปรับตัวขึ้นได้ โดยเฉพาะดัชนี CSI300 ที่จะได้รับประโยชน์จากการฟื้นตัวของภาคเศรษฐกิจจริงมากกว่าดัชนี Hang Seng            นอกจากนี้ จีนยังจะมีการประกาศตัวเลขเศรษฐกิจหลายตัว โดยตัวเลขหลักที่ติดตามคือ ยอดค้าปลีกเดือน ม.ค.-ก.พ. Bloomberg Consensus คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 3.8% YoY เร่งตัวขึ้นจากเดือน ธ.ค. ที่ 3.7% YoY ส่วนตัวเลขเศรษฐกิจอื่นๆ เช่นผลผลิตภาคอุตสาหกรรม และการลงทุนในสินทรัพย์ถาวรก็มีแนวโน้มจะเติบโตได้ดี YoY ซึ่งหากออกมาดีตามที่ตลาดคาด มองว่าจะเป็นอีกปัจจัยหนุนดัชนี            สำหรับภาพระยะยาวยังคงมุมมองว่าเศรษฐกิจจีนจะค่อยๆ มีสัญญาณที่ดีขึ้นจากการพัฒนาเทคโนโลยี โดยเฉพาะ AI ในจีนที่จะเข้ามาช่วยพัฒนาประสิทธิภาพในการผลิต และการแข่งขันกับประเทศมหาอำนาจอื่นๆ โดยเฉพาะสหรัฐฯ ซึ่ง ณ ปัจจุบันมีเพียงภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ยังมีสัญญาณการฟื้นตัวช้ามาก แต่มองว่าน่าจะผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว

ก.ล.ต.ปรับปรุงหลักเกณฑ์ยกเว้นใบอนุญาตผู้จัดการเงินทุนสินทรัพย์ดิจิทัลฯ

ก.ล.ต.ปรับปรุงหลักเกณฑ์ยกเว้นใบอนุญาตผู้จัดการเงินทุนสินทรัพย์ดิจิทัลฯ

          สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ปรับปรุงหลักเกณฑ์เพื่อยกเว้นใบอนุญาตผู้จัดการเงินทุนสินทรัพย์ดิจิทัล ให้แก่บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) และบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ที่มีใบอนุญาตประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ประเภทการจัดการกองทุนรวม (MF) และกองทุนส่วนบุคคล (PF) ที่บริหารจัดการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล เพื่อให้ช่องทางของผู้ประกอบธุรกิจฝั่ง traditional เป็นหนึ่งในกลไกสนับสนุน การเติบโตของโทเคนดิจิทัลเพื่อการลงทุน (Investment token) รวมถึงเพิ่มความยืดหยุ่นและความหลากหลายในการลงทุนของ MF และ PF โดยมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 16 มีนาคม 2568           ตามที่ ก.ล.ต. ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นต่อหลักการและร่างประกาศเพื่อยกเว้นใบอนุญาตผู้จัดการเงินทุนสินทรัพย์ดิจิทัลให้แก่ บล. และ บลจ. ที่บริหารจัดการ MF และ PF ที่ลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล เพื่อเป็นการสนับสนุนให้ผู้ลงทุนสามารถเข้าถึงตลาด Investment token ได้มากขึ้นทั้งในตลาดแรกและตลาดรอง ผ่านช่องทางของผู้ประกอบธุรกิจฝั่ง traditional ซึ่งจะทำให้ระบบนิเวศของตลาด Investment token มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ตลอดจนช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นและความหลากหลายในการลงทุนของกองทุน MF และ PF โดยมีการกำกับดูแล บล. และ บลจ. ซึ่งลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลภายใต้หลักเกณฑ์ด้านหลักทรัพย์ ทั้งนี้ จากการเปิดรับฟังความคิดเห็นในเรื่องดังกล่าวแล้วเสร็จเมื่อช่วงไตรมาส 4 ของปี 2567 ผู้ที่เกี่ยวข้องและผู้แสดงความคิดเห็นส่วนใหญ่เห็นด้วยกับการปรับปรุงหลักเกณฑ์ตามที่ ก.ล.ต. เสนอ           ก.ล.ต. จึงได้ออกประกาศการปรับปรุงหลักเกณฑ์สำหรับ บล. และ บลจ. ดังกล่าวข้างต้น* โดยเผยแพร่ประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาและมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 16 มีนาคม 2568 เป็นต้นไป หมายเหตุ : * ประกาศที่เกี่ยวข้องจำนวน 1 ฉบับ ดังนี้ ประกาศคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ที่ กธ. 1/2568 เรื่อง การกำหนดลักษณะการจัดการเงินทุนที่ไม่ถือเป็นการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลประเภทการเป็นผู้จัดการเงินทุนสินทรัพย์ดิจิทัล (ฉบับที่ 2) https://publish.sec.or.th/nrs/10662s.pdf

ราคาน้ำมันดิบปิดบวก สงครามยูเครนใกล้จบ

ราคาน้ำมันดิบปิดบวก สงครามยูเครนใกล้จบ

              หุ้นวิชั่น - ทีมข่าวหุ้นวิชั่น รายงาน บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัดสัญญาน้่ามันดิบ WTI เพิ่มขึ้น 70 เซนต์ หรือ +1.0% ปิดที่ 70.58 ดอลลาร์/บาร์เรล และปิดตลาดในสัปดาห์นี้แทบไม่เปลี่ยนแปลง ขณะที่นักลงทุนประเมินแนวโน้มที่ลดลงของการยุติสงครามในยูเครนได้อย่างรวดเร็ว อาจท่าให้มีพลังงานจากรัสเซียกลับเข้าสู่ตลาดตะวันตกมากขึ้น

ราคาทองเช้าวันนี้ +100 ทองรูปพรรณ ขายออก 48,400 บ.

ราคาทองเช้าวันนี้ +100 ทองรูปพรรณ ขายออก 48,400 บ.

          หุ้นวิชั่น – เช้าวันที่  17 มีนาคม 2568 สมาคมค้าทองคำ ได้แจ้งราคาทองคำซึ่ง “ ราคาปรับขึั้น 100 บาท ” โดยการซื้อขายครั้งที่ 1 ราคาทองแท่ง ปัจจุบันรับซื้ออยู่ที่ 47,500.00 บาท ราคาขายออกอยู่ที่ 47,600.00 บาท ส่วนราคาทองรูปพรรณ รับซื้ออยู่ที่ 46,647.32 บาท และราคาขายออกอยู่ที่ 48,400.00 บาท

รู้มั้ย ภาษีเงินปันผล ขอคืนได้ ทำยังไง ได้เท่าไร เช็กได้เลย!

รู้มั้ย ภาษีเงินปันผล ขอคืนได้ ทำยังไง ได้เท่าไร เช็กได้เลย!

          หุ้นวิชั่น - ข้อควรรู้ในกรณีที่ ลงทุนในกิจการ (ลงทุนในหุ้น) และได้รับเงินปันผล คือ นักลงทุน สามารถขอเครดิตภาษีเงินปันผลได้ หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ สามารถขอภาษีเงินปันผลคืนได้นั่นเอง           “ หุ้นวิชั่น” ได้รวบรวมข้อแนะนำดีๆ เพื่อนักลงทุน นำไปคำนวณฐานภาษี กรณีรับเงินปันผลจากหุ้นมาว่า คุ้มค่าหรือไม่ ถ้าขอคืนภาษี           เครดิตภาษีเงินปันผล เป็นสิทธิประโยชน์ของผู้ถือหุ้นที่สามารถขอคืนภาษีจากกรมสรรพากรตามมาตรา 47 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ทั้งนี้เพื่อขจัดความซ้ำซ้อนในการจัดเก็บภาษีเงินได้ และให้เกิดความเป็นธรรมต่อผู้เสียภาษี กล่าวคือ เมื่อผู้ถือหุ้นลงทุนในบริษัทจำกัด (ทั้งในและนอกตลาดหลักทรัพย์) และได้รับเงินปันผล เงินปันผลที่ได้จะถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ 10%           โดยมากบริษัทจะจ่ายเงินปันผลจากกำไรสุทธิ หรือกำไรสะสมของกิจการ นั่นหมายความว่า บริษัทต้องจ่ายภาษีเงินได้นิติบุคคลก่อน ส่วนที่เหลือจะเป็นกำไรสุทธิหลังหักภาษีแล้ว จึงมาจ่ายเป็นเงินปันผล ส่งผลให้กำไรสุทธิของบริษัทต้องจ่ายภาษีถึง 2 ครั้ง (Double Tax) โดยครั้งแรก คือ ภาษีเงินได้นิติบุคคล และครั้งที่ 2 คือ ภาษีหัก ณ ที่จ่ายของเงินปันผล หรือหากจะนำมารวมเป็นรายได้ของบุคคลธรรมดาตามมาตรา 40(4) ก็ต้องมาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาอีก ถือเป็นการเสียภาษีซ้ำซ้อน และไม่เกิดความเป็นธรรมต่อผู้เสียภาษี ดังนั้นนักลงทุนจึงสามารถขอเครดิตภาษีเงินปันผลคืนได้           ตัวอย่าง ในปีที่ผ่านมา บริษัทมุ่งก้าวหน้า จำกัด (มหาชน) มีกำไรก่อนภาษี 100 บาท โดยบริษัทมุ่งก้าวหน้า จำกัด (มหาชน) จ่ายภาษีเงินได้นิติบุคคล 20% ของกำไรก่อนภาษี หรือเท่ากับ 20 บาท ทำให้บริษัทมีกำไรสุทธิ (กำไรหลังหักภาษี) เท่ากับ 80 บาท สมมติว่า บริษัทมุ่งก้าวหน้า จำกัด (มหาชน) มีนโยบายจ่ายเงินปันผลทั้งหมดจากกำไรสุทธิให้แก่ผู้ถือหุ้น เงินปันผลดังกล่าวจะถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้อีก 10% หรือเท่ากับ 8 บาท (10% ของ 80 บาท เท่ากับ 8 บาท) ทำให้นักลงทุนจะได้รับเงินปันผลไป 72 บาท ซึ่งจะเห็นว่าจากกำไร 100 บาทของกิจการ ได้เสียภาษีไปแล้ว 28 บาท           สิ่งที่เป็นประเด็นคือ เงินก้อนเดิมเสียภาษีถึง 2 ครั้ง ทำให้เงินปันผลลดลงจาก 100 บาท เป็น 80 บาท และเหลือ 72 บาทในที่สุด เท่ากับค่าภาษีประมาณ 28% ซึ่งถ้าปกติผู้ถือหุ้นเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในอัตรา 10% เขาก็ควรจะเสียภาษีเพียงแค่ 10 บาทเท่านั้น ดังนั้นจึงมีทางเลือกให้ผู้ถือหุ้นว่าจะใช้เลือกใช้เครดิตภาษีเงินปันผลหรือไม่ก็ได้           ทั้งนี้กฎหมายได้ให้ทางเลือกว่า จะเลือกหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ 10% แล้วไม่ต้องนําเงินปันผลมารวมคำนวณเป็นเงินได้ประจำปี หรือจะนําเงินปันผลมารวมคำนวณเป็นเงินได้และเสียภาษีตามอัตราก้าวหน้าก็ได้ อย่างไรก็ตาม หากเลือกที่จะนําเงินปันผลมารวมคำนวณแล้ว ต้องนําเงินปันผลทุกก้อนที่ได้รับจากทุกบริษัทมารวมคํานวณด้วย จะเลือกเฉพาะเงินปันผลของบริษัทใดบริษัทหนึ่งมาคำนวณไม่ได้           แต่เนื่องจากบริษัทแต่ละบริษัทเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในอัตราที่ไม่เท่ากัน ดังนั้นปัจจัยที่ผู้ลงทุนจะใช้พิจารณาว่า เงินปันผลที่ได้รับนั้นสามารถนํามาเครดิตภาษีได้หรือไม่ก็คือ ให้เปรียบเทียบอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของผู้ลงทุน เทียบกับอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลของบริษัทที่เราลงทุน โดยสามารถดูข้อมูลอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลได้จากหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายของเงินปันผลที่ทางศูนย์รับฝากหลักทรัพย์จัดส่งให้           จากตัวอย่างข้างต้น ภาษีของเงินปันผลที่ถูกหักไปคิดเป็นประมาณ 28% ของกำไรของกิจการ หากผู้ถือหุ้นเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในอัตรา 10% ซึ่งน้อยกว่า 28% กรณีนี้เราก็ควรขอเครดิตภาษีเงินปันผลคืน แต่หากผู้ถือหุ้นเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในอัตรา 30% ขึ้นไป ซึ่งมากกว่า 28% เราก็ไม่ควรขอเครดิตภาษีเงินปันผลคืน เพราะกฎหมายได้ให้ทางเลือกว่าเราจะนำเงินปันผลมารวมหรือไม่รวมคำนวณเป็นเงินได้ก็ได้           อย่างไรก็ตาม หากต้องการความถูกต้อง ให้ลองคำนวณดูทั้ง 2 แบบ คือ ทั้งรวมและไม่รวมเงินปันผล แล้วพิจารณาภาระภาษีที่เกิดขึ้น วิธีไหนที่ทำให้เราสามารถประหยัดภาษีได้มากกว่า เราก็เลือกแบบนั้น เพียงเท่านี้ ท่านก็จะได้รับผลประโยชน์ที่ถูกมองข้ามกลับคืนมาไม่มากก็น้อย ที่มา- บทความจากธนาคารไทยพาณิชย์

บล.หยวนต้า มองดอกเบี้ยคงตัว-เยนแข็งค่า หนุน SMFG19

บล.หยวนต้า มองดอกเบี้ยคงตัว-เยนแข็งค่า หนุน SMFG19

              หุ้นวิชั่น-ทีมข่าวหุ้นวิชั่น รายงาน บล.หยวนต้า ระบุ แม้การประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ในสัปดาห์หน้า ตลาดยังคาดว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 0.50% แต่ฝ่ายวิเคราะห์ฯ มองว่าคณะกรรมการจะยังส่งสัญญาณตึงตัว หลังจากเงินเฟ้อของญี่ปุ่นเร่งตัวขึ้นมา 3 เดือนติดต่อกัน และอยู่สูงกว่ากรอบเป้าหมายของ BOJ ค่อนข้างมาก อีกทั้งแนวโน้มเงินเฟ้อยังมีโอกาสปรับตัวสูงขึ้นต่อ จาก 1. ผลกระทบจากนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ที่จะส่งผลให้ต้นทุนของผู้ผลิตเพิ่มสูงขึ้น และ 2. การเจรจาขึ้นค่าจ้างแรงงานของสมาพันธ์สหภาพแรงงานที่ใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น (Rengo) โดยจะมีการเปิดเผยรายงานเบื้องต้นเกี่ยวกับเงื่อนไขที่ตกลงกันในวันนี้ (14 มีนาคม) ซึ่งก่อนหน้านี้สหภาพเคยออกมากล่าวว่าอยากให้ค่าจ้างเฉลี่ยถูกปรับขึ้น 6.09% ซึ่งจะเป็นการปรับขึ้นที่เร็วที่สุดในรอบ 32 ปี และถือเป็นการกดดันให้ภาคธุรกิจปรับขึ้นค่าจ้างในระดับที่ใกล้เคียงกับ 6% ประเด็นดังกล่าวจะส่งผลให้เงินเฟ้อของญี่ปุ่นมีโอกาสเร่งตัวขึ้นอีก               เมื่อวานนี้คุณ Ueda ผู้ว่า BOJ ได้ออกมาให้ความเห็นว่า การบริโภคในประเทศยังมีแนวโน้มฟื้นตัวจากค่าจ้างที่แท้จริง (Real Wage) ที่จะปรับตัวขึ้นหลังการขึ้นค่าจ้าง ซึ่งทั้งการบริโภคที่ดีขึ้น และแนวโน้มดอกเบี้ยที่จะคงตัวในระยะถัดไปถือเป็นบวก โดยตรงต่อตลาดธนาคาร นอกจากนี้แนวโน้มค่าเงินเยนที่แข็งค่าขึ้นจะทำให้การลงทุนใน DR มีโอกาสได้กำไรจากค่าเงินด้วย Bloomberg Consensus คาดกำไรทั้งปี FY2025 (สิ้นสุด มี.ค.68) เติบโตเด่นถึง 28% YoY ตามการขยายตัวของพอร์ตสินทรัพย์ ส่วนราคาเป้าหมาย Consensus ประเมินที่ 4,410.77 เยน/หน่วย คิดเป็นราคา DR ที่ 10.00 บาท/DR มี Upside ราว 15%               สำหรับ SMFG19 หรือ Sumitomo Mitsui Financial Group, Inc. ดำเนินธุรกิจด้านการเงินการธนาคาร หนึ่งในธนาคารที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น ครอบคลุมการให้บริการสินเชื่อ หลักทรัพย์ บัตรเครดิต ในหลายประเทศทั่วโลก

YLG เผยปีนี้ทองโลก-ไทยปรับขึ้น ยันปีนี้ได้ไปต่อ

YLG เผยปีนี้ทองโลก-ไทยปรับขึ้น ยันปีนี้ได้ไปต่อ

            หุ้นวิชั่น - วายแอลจีชี้เผยในปีนี้ ทองคำโลกปรับขึ้นมาแล้วจากต้นปี 13.80% ขณะที่ทองไทยปรับขึ้น 12.03% ล่าสุดขึ้นทำ All Time High ที่ 2,993.86 ดอลลาร์สหรัฐต่อทรอยออนซ์ มั่นใจภาพรวมปีนี้ยังเป็นขาขึ้น  เปิดปัจจัยหนุนทองคำร้อนแรง เหตุนักลงทุนกังวลนโยบายสงครามการค้า และติดตามการเจรจาสันติภาพยูเครน รวมไปถึงธนาคารกลางทั่วโลกที่เข้าซื้อต่อเนื่อง และกองทุน SPDR กลับมาซื้อเพิ่ม ชี้ช่องลงทุนสำหรับภาวะทองแพง ลงทุนผ่านตลาดฟิวเจอร์ส ที่ใช้เงินลงทุนเพียง 10% ของราคาจริง สามารถทำกำไรได้ทั้งในช่วงทองคำขาขึ้นและขาลง             นางสาวฐิภา นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG) ตัวแทนซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้าในตลาดล่วงหน้า (ฟิวเจอร์ส) เปิดเผยว่า ราคาทองคำในปี 2568 ร้อนแรงอย่างต่อเนื่อง โดยในปีนี้ ตั้งแต่ต้นปี-ปัจจุบัน (YTD) (วันที่ 14 มี.ค. เวลา 14.00 น.) ราคาทองคำโลกปรับตัวขึ้นมาแล้วถึง 362.08 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ หรือ +13.80% ล่าสุดเพิ่งทดสอบระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์รอบใหม่ที่ 2,993.86 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ ซึ่งเข้าใกล้กับเป้าหมายที่วายแอลจีเคยให้ไว้ที่ 3,000 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ และมีเป้าหมายถัดไปที่ 3,100 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ ขณะเดียวกันราคาทองคำแท่ง 96.5% ในประเทศ ปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรงไม่แพ้กัน โดยล่าสุดได้ขึ้นไปทดสอบระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์รอบใหม่ที่ 47,550 บาทต่อบาททองคำ แม้จะลดช่วงบวกลงมาบ้างหลังจากเงินบาทแข็งค่า แต่ตั้งแต่ต้นปี-ปัจจุบัน YTD (วันที่ 14 มี.ค. เวลา 14.00 น.) ราคาทองคำแท่ง 96.5% ในประเทศปรับตัวขึ้นมาแล้วถึง 5,100 บาทต่อบาททองคำ หรือ +12.03% และมองว่าภาพรวมปีนี้ทองคำจะยังเป็นขาขึ้น แม้จะมีแรงเทขายทำกำไรสลับออกมาบ้างในระยะสั้น             โดยราคาทองคำที่ปรับขึ้นมานั้นได้รับแรงหนุนหลักมาจากแรงซื้อในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย เนื่องด้วยนักลงทุนมีความกังวลต่อประเด็นสงครามการค้าที่เพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากภายหลังการปรับขึ้นอัตราภาษีนำเข้า 25% ต่อเหล็กและอะลูมิเนียมของสหรัฐ สหภาพยุโรป (EU) และแคนาดาได้มีการตอบโต้ ด้วยการประกาศปรับขึ้นอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐ มูลค่า 2.6 หมื่นล้านยูโร และ 3.0 หมื่นล้านดอลลาร์แคนาดา ตามลำดับ และล่าสุด EU ได้เรียกเก็บภาษี 50% ต่อวิสกี้ที่นำเข้าจากสหรัฐ แต่หลังจากนั้นไม่นาน นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ได้ตอบโต้กลับทันที โดยเผยผ่าน Truth Social ว่าจะเรียกเก็บภาษีต่อผลิตภัณฑ์สุราและแอลกอฮอล์ จาก EU สูงถึง 200%             สถานการณ์ดังกล่าว ทำให้ในช่วงสามสัปดาห์ข้างหน้าจนกว่าจะเริ่มใช้มาตรการภาษีแบบตอบโต้ (Reciprocal Tariff) จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงในประเด็นสงครามการค้า ที่มีส่วนเพิ่มมุมมองเชิงลบต่อเศรษฐกิจสหรัฐตามไปด้วย อีกทั้งจากการเปิดเผยข้อมูลเงินเฟ้อ ในเดือนก.พ. ของสหรัฐ ที่พบว่าชะลอตัวลงสู่ระดับต่ำกว่าคาดการณ์ ทั้งในฝั่งผู้บริโภค (CPI) และฝั่งผู้ผลิต (PPI) ส่งผลให้นักลงทุนกลับมาคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ย 3 ครั้งในปี 2568 มากกว่าที่ส่งสัญญาณไว้ที่ 2 ครั้ง ซึ่งกดดันการพยายามฟื้นตัวขึ้นของค่าเงินดอลลาร์และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ             นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยบวกจากธนาคารกลางทั่วโลกเดินหน้าซื้อทองต่อเนื่องในปีนี้ นำโดยธนาคารกลางจีน(PBOC) ที่ถือครองทองคำเพิ่มในเดือนก.พ.เป็นเดือนที่ 4 ติดต่อกัน โดยเข้าซือเพิ่มขึ้น 0.16 ล้านทรอยออนซ์ รวมถึงกองทุน SPDR Gold Trust กลับมาเพิ่มการถือครองทองคำในปี 2568 สู่ระดับ 33.29 ตัน สะท้อนกระแสเงินทุนที่ไหลกลับเข้าสู่กองทุน ETF หลังจากกระแสเงินทุนไหลออกต่อเนื่อง 2 ปีติดต่อกันในปี 2566 - 2567             อย่างไรก็ตามในส่วนของราคาทองคำในตลาดฟิวเจอร์ส ในปีนี้ถือว่าน่าสนใจไม่แพ้กัน เนื่องจากนักลงทุนสามารถใช้เป็นทางเลือกในช่วงที่ราคาทองคำปรับตัวขึ้นมาอยู่ในระดับสูง เพราะใช้เงินลงทุนเพียง 10% ของราคาทองคำ และสามารถทำกำไรได้ทุกสภาวะตลาด โดยล่าสุดวายแอลจีได้ออกโปรโมชั่นสำหรับลูกค้าที่เปิดบัญชีกับ YLG Futures รับสิทธิ์ใช้งาน Trading View Essential Plan ที่จะมอบสิทธิพิเศษให้กับลูกค้า 5 ด้าน 1.กราฟและอินดิเคเตอร์ครบครัน รวมถึง Volume Profile 2.เครื่องมือวาดรูปและฟีเจอร์ทางเทคนิค 3.การแจ้งเตือนราคา 4.ไอเดียเทรดจากคอมมูนิตี้ 5.ไม่มีโฆษณาและอีกจำนวนมาก             นอกจากนี้ วายแอลจีมองว่าการลงทุนสะสมทองคำรายเดือนแบบถัวเฉลี่ยต้นทุน DCA (Dollar-Cost-Average) เป็นอีกหนึ่งวิธีที่น่าสนใจ เพราะจะทำให้นักลงทุนสามารถสร้างวินัยการสะสมทองคำ และเข้าถึงราคาทองได้หลากหลาย อีกทั้งปัจจุบันยังสามารถตั้งเวลาซื้อขายล่วงหน้าได้อีกด้วย สำหรับนักลงทุนมือใหม่วายแอลจีแนะนำแอปพลิเคชัน Get Gold by YLG ที่วายแอลจีเปิดให้บริการสำหรับนักลงทุนที่ต้องการลงทุนซื้อขายทองคำโดยใช้เงินลงทุนเพียง 100 บาท ได้รับการตอบรับอย่างดี เนื่องจากตอบโจทย์การลงทุนของคนรุ่นใหม่ที่สามารถซื้อ-ขายทองคำ Gold Spot แบบเรียลไทม์ 24 ชั่วโมง เข้าถึงง่ายด้วยสมาร์ตโฟน และมีความน่าเชื่อถือ ด้านความปลอดภัย สามารถทำกำไรได้จริง             โดยผู้สมัครสามารถยืนยันตัวตนพร้อมยื่นเอกสารผ่านแอปพลิเคชัน รู้ผลอนุมัติได้ภายในวันเดียว และสามารถทำการซื้อ-ขาย ทองคำได้ทันที เปิดให้ลงทุนเริ่มที่ 100 บาท ไปจนถึง 80 กิโลกรัมต่อ 1 วัน ผู้ที่สนใจเริ่มต้นลงทุนทองคำ คลิก : https://www.ylgcorporation.co.th สามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชันได้ที่ App Store และ Play Store หรือ LINE : @ylggetgold โทร. 0-2678-9888 #2

ราคาทองเช้าวันนี้ เด้งรวม 550 บ. ลุ้นไปต่อ?

ราคาทองเช้าวันนี้ เด้งรวม 550 บ. ลุ้นไปต่อ?

             หุ้นวิชั่น – เช้าวันที่  14 มีนาคม 2568 สมาคมค้าทองคำ ได้แจ้งราคาทองคำซึ่ง “ได้ปรับตัวขึ้นจำนวน 2 ครั้ง  รวม  550 บาท” โดยการซื้อขายครั้งที่ 1 ราคาทองแท่ง ปรับตัวขึ้น 500 บาท และครั้งที่ 2 ปรับตัวขึ้น 50 บาท  โดยปัจจุบันรับซื้ออยู่ที่ 47,450.00 บาท ราคาขายออกอยู่ที่ 47,400.00 บาท ส่วนราคาทองรูปพรรณ รับซื้ออยู่ที่ 46,601.84 บาท และราคาขายออกอยู่ที่ 48,350.00 บาท

SCB คาดค่าเงินบาทวันนี้ กรอบ 33.55-33.75 บ./ดอลลาร์

SCB คาดค่าเงินบาทวันนี้ กรอบ 33.55-33.75 บ./ดอลลาร์

          หุ้นวิชั่น - กลุ่มงานตลาดการเงิน ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 33.55-33.75 บาท/ดอลลาร์ ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นช่วงข้ามคืนจากราคาทองคำที่ปรับสูงขึ้นเร็ว ด้านดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) สหรัฐฯ ออกมาที่ 2%YOY ต่ำกว่าที่ตลาดคาด ส่งผลให้ US Treasury yields ปรับลดลง แต่ดัชนีเงินดอลลาร์สหรัฐยังสูง นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ขู่ว่าจะขึ้นภาษีนำเข้าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จากยุโรปเป็น 200% หากกลุ่มสหภาพยุโรปไม่ยอมยกเลิกแผนเก็บภาษี 50% สำหรับวิสกี้อเมริกันในทันที การหยุดยิงระหว่างรัสเซียและยูเครนมีสัญญาณคืบหน้า โดยนายวลาดิมีร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซียต้องการหารือร่วมกับนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ก่อน

ก.ล.ต. พร้อมออกเกณฑ์รองรับจัดตั้ง-จัดการ Thai ESGX

ก.ล.ต. พร้อมออกเกณฑ์รองรับจัดตั้ง-จัดการ Thai ESGX

          หุ้นวิชั่น - ก.ล.ต. พร้อมดำเนินการออกเกณฑ์รองรับการจัดตั้งและจัดการกองทุน Thai ESGX ที่สอดรับกับแนวนโยบายของภาครัฐ โดยเปิดให้ บลจ. ยื่นขอจัดตั้งกองทุนรวมได้ภายในเมษายน 2568 รองรับการสับเปลี่ยนหน่วยลงทุน LTF และเงินลงทุนใหม่ ในช่วงพฤษภาคมถึงมิถุนายน 2568 พร้อมเน้นย้ำ บลจ. และตัวแทนขายหน่วยลงทุน ให้ความสำคัญกับการให้ข้อมูลผู้ลงทุนเกี่ยวกับเงื่อนไขในการรับสิทธิประโยชน์ทางภาษีตามมาตรการที่ภาครัฐกำหนด           ตามที่คณะรัฐมนตรี ในการประชุมเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2568 มีมติเห็นชอบหลักการร่างกฎกระทรวง ฉบับที่ .. (พ.ศ. ....) ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ร่างกฎกระทรวงฯ) ตามมาตรการ การให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเพื่อสนับสนุนการลงทุนในหุ้นกลุ่มความยั่งยืน (ESG) และเพิ่มเสถียรภาพตลาดทุนไทย ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ได้แก่ การให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับเงินลงทุนใหม่ในกองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืนแบบพิเศษ (Thai ESGX) และการสับเปลี่ยนหน่วยลงทุนกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF)ไป Thai ESGX ในช่วงเวลาที่กำหนด 2 เดือน ตามเงื่อนไขที่กรมสรรพากรกำหนด           นางพรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวว่า “คณะกรรมการกำกับตลาดทุน (ก.ต.ท.) ในการประชุมครั้งที่ 3/2568 เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2568 มีมติเห็นชอบหลักการปรับปรุงหลักเกณฑ์เพื่อรองรับการจัดตั้งและจัดการ Thai ESGX ที่สอดรับกับแนวนโยบายของภาครัฐ โดย ก.ล.ต. จะเร่งเดินหน้าออกประกาศรองรับการจัดตั้งและจัดการ Thai ESGX ให้บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) สามารถยื่นขอจัดตั้งกองทุนรวมดังกล่าวได้ภายในเดือนเมษายน 2568 เพื่อรองรับการสับเปลี่ยนหน่วยลงทุน LTF และเงินลงทุนใหม่สำหรับการลงทุนในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงมิถุนายน 2568           นอกจากนี้ ก.ล.ต. ได้มีการหารือร่วมกับ บลจ. และตัวแทนขายหน่วยลงทุนทุกแห่ง เพื่อซักซ้อมความเข้าใจและเน้นย้ำให้ผู้ประกอบธุรกิจให้ความสำคัญในการสื่อสารกับผู้ถือหน่วยลงทุน LTF เกี่ยวกับเงื่อนไขสิทธิประโยชน์ทางภาษีใหม่ภายใต้ Thai ESGX และหากผู้ถือหน่วยลงทุน LTF รายใดแจ้งความประสงค์ที่จะใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษี บลจ. และตัวแทนขายหน่วยลงทุนจะต้องให้ข้อมูลเกี่ยวกับเงื่อนไขของการสับเปลี่ยนหน่วยลงทุน LTF ไป Thai ESGX ที่ต้องดำเนินการให้ครบทุกกองทุน ทุก บลจ. เพื่อให้เป็นไปตามเงื่อนไขในการรับสิทธิประโยชน์ทางภาษีตามมาตรการที่ภาครัฐกำหนดด้วย”           ทั้งนี้ เพื่อให้สอดรับกับแนวนโยบายของภาครัฐ ก.ต.ท. มีมติเห็นชอบหลักการให้ Thai ESGX ลงทุนในทรัพย์สินที่ผู้ออกเป็นภาครัฐไทยหรือกิจการที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย ที่มีคุณสมบัติด้านความยั่งยืนตามหลักเกณฑ์เดียวกับกองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน (Thai ESG) ที่ต้องลงทุนในผลิตภัณฑ์กลุ่มความยั่งยืน โดยเฉลี่ยรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของ NAV โดย Thai ESGX ต้องลงทุนในหุ้นกลุ่มความยั่งยืนโดยเฉลี่ยรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 65 ของ NAV รวมทั้ง ต้องเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืนของกองทุนรวมตามหลักเกณฑ์กองทุนรวมเพื่อความยั่งยืน (SRI Fund) เพื่อที่ผู้ลงทุนจะได้รับข้อมูลที่เพียงพอประกอบการตัดสินใจลงทุน นอกจากนี้ Thai ESGX จะได้รับสิทธิยกเว้นค่าธรรมเนียมคำขอจัดตั้งและแก้ไขโครงการจาก ก.ล.ต. เช่นเดียวกับ SRI Fund ด้วย* สิทธิประโยชน์ทางภาษีตามร่างกฎกระทรวงฯ เพื่อสนับสนุนการลงทุนในหุ้นกลุ่มความยั่งยืนและเพิ่มเสถียรภาพตลาดทุนไทย สำหรับผู้ลงทุนใน Thai ESGX โดยแบ่งวงเงินสิทธิประโยชน์ทางภาษีออกเป็น 2 วงเงิน** ประกอบด้วย วงเงินที่ 1 สำหรับผู้ลงทุนทั่วไปที่สนใจลงทุนใน Thai ESGX ในช่วงเดือนพฤษภาคม – มิถุนายน 2568 วงเงินลดหย่อนภาษีสูงสุดไม่เกินร้อยละ 30 ของเงินได้พึงประเมิน เฉพาะในส่วนที่ไม่เกิน 300,000 บาท โดยต้องถือครองหน่วยลงทุนไม่น้อยกว่า 5 ปี (วันชนวัน นับแต่วันที่ลงทุน) วงเงินที่ 2 สำหรับผู้ถือหน่วยลงทุนที่สับเปลี่ยนหน่วยลงทุน LTF เดิม ที่ถือทั้งหมดใน LTF ทุกกองทุนในทุก บลจ. (ไม่รวม class หน่วยภาษีอื่นภายใต้กองทุนเดียวกัน เช่น class SSF) มาเป็นหน่วยลงทุนของ Thai ESGX ในช่วงเดือนพฤษภาคม – มิถุนายน 2568 วงเงินลดหย่อนภาษีสูงสุด 500,000 บาท โดยทยอยลดหย่อน 5 ปี ตั้งแต่ปีภาษี 2568 – 2572 ในปีแรก (2568) วงเงินลดหย่อนภาษีสูงสุด 300,000 บาท และปีที่ 2 – 5 (2569 - 2572) วงเงินลดหย่อนภาษีสูงสุดปีละ 50,000 บาท           ทั้งนี้ ผู้ลงทุนสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมของ Thai ESGX ได้ที่เว็บไซต์ ก.ล.ต. www.sec.or.th หรือ https://www.sec.or.th/Documents/News/Attach/11616/QA%20Thai%20ESGX%20110368.pdf หมายเหตุ : * หลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับกองทุนรวมเพื่อความยั่งยืน (SRI Fund) กำหนดให้ บลจ. ที่บริหารจัดการ SRI Fund ต้องเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวข้องให้ครบถ้วนภายใต้มาตรฐานการเปิดเผยข้อมูลเดียวกัน เพื่อให้ผู้ลงทุนสามารถเปรียบเทียบข้อมูลระหว่าง SRI Fund ได้อย่างสะดวก และมีข้อมูลที่เพียงพอประกอบการตัดสินใจลงทุน อีกทั้งยังช่วยลดความเสี่ยงด้านการฟอกเขียว (greenwashing) โดย ก.ล.ต. ได้ประกาศยกเว้นค่าธรรมเนียมประกอบด้วยค่าธรรมเนียมคำขออนุมัติจัดตั้ง 100,000 บาท ต่อกองทุนรวม และค่าธรรมเนียมคำขอแก้ไขเพิ่มเติมโครงการจัดการกองทุนรวม ไม่เกิน 5,000 บาท ต่อกองทุนรวม ** เงินหรือผลประโยชน์ที่ได้จากการขายคืนหน่วยลงทุน จะได้รับยกเว้นไม่ต้องนำมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษี ถ้าการลงทุนเป็นไปตามเงื่อนไขที่กรมสรรพากรประกาศกำหนด

ราคาทองเช้าวันนี้ ดีดรวม 250 บ. จับตาไปต่อ?

ราคาทองเช้าวันนี้ ดีดรวม 250 บ. จับตาไปต่อ?

                   หุ้นวิชั่น – เช้าวันที่  13 มีนาคม 2568 สมาคมค้าทองคำ ได้แจ้งราคาทองคำซึ่ง "ได้ปรับตัวขึ้นจำนวน 2 ครั้ง  รวม  250 บาท" โดยการซื้อขายครั้งที่ 1 ราคาทองแท่ง ปรับตัวขึ้น 200 บาท และครั้งที่ 2 ปรับตัวขึ้น 50 บาท  โดยปัจจุบันรับซื้ออยู่ที่ 46,850.00 บาท ราคาขายออกอยู่ที่ 46,950.00 บาท ส่วนราคาทองรูปพรรณ รับซื้ออยู่ที่ 46,010.60 บาท และราคาขายออกอยู่ที่ 47,750.00 บาท ฮั่วเซ่งเฮง ระบุ แนวโน้มราคาทองคำ (เช้า) ประจำวันที่ 13 มีนาคม 2568 ราคาทองคำปรับตัวขึ้น จากความกังวลเกี่ยวกับสงครามการค้า จากที่ทรัมป์ใช้มาตรการเรียกเก็บภาษีเหล็กและอะลูมิเนียมที่นำเข้าสู่สหรัฐฯ ในอัตรา 25% ขณะที่แคนาดาและสหภาพยุโรป (EU) ตอบโต้ด้วยการเรียกเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ ทั้งนี้นักลงทุนคาดการณ์ว่า มาตรการภาษีศุลกากรจะส่งผลให้เงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้น นอกจากนี้ราคาทองคำยังได้รับปัจจัยหนุนจากดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ชะลอตัวลงมากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ โดยดัชนี CPI เดือนก.พ.เพิ่มขึ้น 2.8% เมื่อเทียบรายปี ส่วนกองทุน SPDR ซื้อทอง 3.44 ตัน

SCB คาดค่าเงินบาทวันนี้ กรอบ 33.70-33.90 บ./ดอลลาร์

SCB คาดค่าเงินบาทวันนี้ กรอบ 33.70-33.90 บ./ดอลลาร์

          หุ้นวิชั่น - กลุ่มงานตลาดการเงิน ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 33.70-33.90 บาท/ดอลลาร์ เงินบาทเคลื่อนไหว sideways หลังเงินเฟ้อทั่วไป (CPI) สหรัฐฯ ออกมาที่ 2% MOM ต่ำกว่าตลาดคาด ส่วนเงินเฟ้อพื้นฐานออกมาที่ 0.2% MOM ตามคาด แต่ Treasury yields และดัชนีเงินดอลลาร์กลับมาสูงขึ้นจากความกังวลเรื่อง Tariffs สหภาพยุโรปประกาศมาตรการตอบโต้ที่สหรัฐฯ ขึ้นภาษีนำเข้าเหล็กและอะลูมิเนียมจากยุโรปไปก่อนหน้านี้ ธนาคารกลางแคนาดาลดดอกเบี้ย 25 bps มาอยู่ที่ 75% โดยสงครามการค้ากับสหรัฐฯ อาจกระทบเศรษฐกิจรุนแรง

9 หมื่นล. LTF ไม่เข้า TESGX รอขายคืนกดหุ้นไทยต่อ

9 หมื่นล. LTF ไม่เข้า TESGX รอขายคืนกดหุ้นไทยต่อ

          “ฝ่ายวิเคราะห์ CGSI ระบุว่า ความตึงเครียดระหว่างพรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทย ยังกระทบต่อ sentiment ของตลาด อีกทั้งกองทุน LTF ที่ไม่ได้ย้ายไป TESGX ซึ่งน่าจะเหลืออีกประมาณ 9 หมื่นล้านบาท สามารถขายคืนได้ตลอดเวลา จึงยังคงสร้างแรงกดดันต่อตลาดหุ้นไทย”           หุ้นวิชั่น- ฝ่ายวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) หรือ CGSI ระบุในบทวิเคราะห์ ว่า เมื่อวันที่ 11 มี.ค.68 รัฐบาลประกาศจะให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีสูงสุดไม่เกิน 500,000 บาทแก่ผู้ถือหน่วย ลงทุนของกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) ที่ย้ายการลงทุนใน LTF มาอยู่ในกองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน แบบพิเศษที่จัดตั้งขึ้นใหม่คือ “TESGX” โดยกำหนดให้สามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีในปีนี้ได้ 300,000 บาท ส่วนอีก 200,000 บาทจะใช้สิทธิลดหย่อนได้ปีละ 50,000 บาทเป็นเวลา 4 ปี           อย่างไรก็ตาม ผู้ถือหน่วยลงทุน จะต้องแจ้งบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนและโอนหน่วยลงทุน LTF ที่เหลือไปยังกองทุน TESGX ใหม่ ภายในเดือนมิ.ย. 68 นอกจากนี้กระทรวงการคลังยังให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีสูงสุดไม่เกิน 300,000 บาทแก่นักลงทุนที่ซื้อหน่วยลงทุนในกองทุน TESGX ช่วงเดือนพ.ค.-มิ.ย.68 และถือจนครบ 5 ปี           กระทรวงการคลังประเมินว่า น่าจะมีเงินลงทุนในกองทุน LTF 1.8 แสนล้านบาทหรือ 5 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ประมาณ 75% ย้ายเข้ามาลงทุนใน TESGX และคาดว่าจะมีเม็ดเงินใหม่เข้าสู่กองทุนอีกราว 3 หมื่นล้านบาท เท่ากับกระทรวงการคลังคาดว่าจะมีเงินลงทุนในกองทุน TESGX ราว 1.65 แสนล้านบาท ขณะที่กองทุน TESGX จะต้องลงทุนอย่างน้อย 65% ในหุ้นที่ปฏิบัติตามหลักการ ESG อย่างเคร่งครัดและมากกว่า 80% ในสินทรัพย์ที่กองทุนสามารถลงทุนได้ คล้ายกันกับ TESG ส่วนที่เหลืออีก 20% จะลงทุนในโทเคนดิจิทัลเพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม/เพื่อความยั่งยืน           ฝ่ายวิเคราะห์ CGSI  คาดว่า น่าจะมีเงินลงทุนใน LTF เพียงครึ่งเดียวที่จะย้ายมาลงทุนใน TESGX ใหม่ ส่วนเม็ดเงินใหม่ที่จะเข้ามาลงทุนใน TESGX น่าจะอยู่ที่ประมาณ 1 หมื่นล้านบาท โดยเชื่อว่าการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี/กองทุนอาจเป็นความพยายามของรัฐที่จะชดเชยประเด็นความล่าช้าในการแจกเงินให้กับคนไทยที่มีอายุ 16-20 ปี จำนวน 2.7 ล้านคนภายใต้โครงการดิจิทัล วอลเล็ตเฟส 3 ซึ่งรัฐบาลวางแผนจะแจกเงินในช่วงไตรมาส 2/68 และไตรมาส 3/68 นี้ ขณะที่การแจกเงินเฟส 4 ให้กับคนไทยที่มีอายุ ระหว่าง 21-60 ปียังไม่แน่นอน           ฝ่ายวิเคราะห์ CGSI ระบุว่า ความตึงเครียดระหว่างพรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทย ยังกระทบต่อ sentiment ของตลาด อีกทั้งกองทุน LTF ที่ไม่ได้ย้ายไป TESGX ซึ่งน่าจะเหลืออีกประมาณ 9 หมื่นล้านบาท สามารถขายคืนได้ตลอดเวลา จึงยังคงสร้างแรงกดดันต่อตลาดหุ้นไทย           ทั้งนี้ เชื่อว่าถึงแม้สิทธิประโยชน์ทางภาษีล่าสุดที่รัฐบาลเพิ่งประกาศออกมาน่าจะช่วยให้ sentiment ของตลาดดี ขึ้น แต่ยังคงเป้าดัชนี SET สิ้นปีนี้อยู่ที่ 1,380 จุด เท่ากับ P/E 14 เท่า ในปี 69 หรือ -2SD ของค่าเฉลี่ย 10 ปี เพื่อสะท้อนปัจจัยลบทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ ดังนั้นจึงยังแนะนำให้ลงทุนในหุ้นที่มีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงและหุ้นในกลุ่มปลอดภัย           นอกจากนี้ ยังมองว่าหุ้นที่มีราคาร่วงลงแรงก่อนหน้านี้น่าจะฟื้นตัวได้เร็วกว่าเมื่อ sentiment ตลาดกลับมาฟื้นตัว อย่างไรก็ตาม ความตึงเครียดทางการเมืองและการที่สหรัฐฯอาจปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากไทยยังเป็น downside risk ส่วนสิทธิประโยชน์ทางภาษีใหม่น่าจะช่วยหนุนตลาด

ก.ล.ต.เผยแพร่ Q&A กองทุน Thai ESGX

ก.ล.ต.เผยแพร่ Q&A กองทุน Thai ESGX

Q : Thai ESGX คืออะไร ? A : กองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืนแบบพิเศษ (Thailand ESG Extra Fund : Thai ESGX) เป็นกองทุนรวมที่ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี รองรับการสับเปลี่ยนหน่วยลงทุน LTF และเงินลงทุนใหม่ สำหรับการลงทุนในช่วงเวลาที่กำหนด 2 เดือน      ทั้งนี้ Thai ESGX ต้องลงทุนในทรัพย์สินที่ออกโดยผู้ออกหรือกิจการในประเทศไทยที่มีคุณสมบัติด้านความยั่งยืนตามหลักเกณฑ์เดียวกันกับกองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน (Thai ESG) โดยเฉลี่ยรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของ NAV โดยจะต้องลงทุนในหุ้นกลุ่มความยั่งยืน โดยเฉลี่ยรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 65 ของ NAV   ประเภทสินทรัพย์ที่ Thai ESGX ต้องลงทุนในสัดส่วนไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของ NAV ประกอบด้วย (1) หุ้นกลุ่มความยั่งยืนใน SET หรือ mai ไม่น้อยกว่าร้อยละ 65 ของ NAV (2) ตราสารหนี้ในกลุ่มความยั่งยืน (3) โทเคนดิจิทัลเพื่อส่งเสริมความยั่งยืน Q : มีเงื่อนไขสิทธิประโยชน์ทางภาษี อย่างไร ? A : สิทธิประโยชน์ทางภาษีแบ่งออกเป็น 2 วงเงินใหม่ โดยไม่รวมกับกองทุนและประกันเพื่อรองรับการเกษียณการทำงานอื่น ๆ ภายใต้เงื่อนไข ดังนี้ Thai ESGX (วงเงินลดหย่อนที่ 1) สำหรับเงินใหม่ที่บุคคลธรรมดาลงทุนในกองทุน Thai ESGX เฉพาะปี 2568 สูงสุด 300,000 บาท วงเงินลดหย่อน : ไม่เกิน 30% ของเงินได้พึงประเมิน สูงสุดไม่เกิน 300,000 บาท (เฉพาะปี 2568) ระยะเวลาลงทุน : เปิดระยะให้ลงทุนภายใน 2 เดือน (คาดว่าเริ่มเปิดขายหน่วยได้ทุกวันทำการของเดือน พ.ค. - มิ.ย. 68) การถือครอง : ไม่น้อยกว่า 5 ปี (วันชนวัน นับแต่วันที่ลงทุน) Thai ESGX (วงเงินลดหย่อนที่ 2) สำหรับผู้ลงทุนที่สับเปลี่ยนหน่วยลงทุน LTF เดิม ที่ถือทั้งหมด ใน LTF ทุกกองทุนในทุก บลจ. มาเป็นหน่วยลงทุนของ Thai ESGX เพื่อรับเงินสิทธิลดหย่อนสำหรับ LTF เดิม สูงสุด 500,000 บาท วงเงินลดหย่อน : สูงสุด 500,000 บาท รวม ทยอยลดหย่อน 5 ปี ตั้งแต่ปีภาษี 2568 – 2572 ปีแรก (2568) : สูงสุด 300,000 บาท ปีที่ 2 - 5 (2569 - 2572) : สูงสุด ปีละ 50,000 บาท หน่วยลงทุนที่มีสิทธิ : หน่วยลงทุนที่ผู้ถือหน่วย LTF ถือครอง ณ วันที่ ครม. มีมติอนุมัติมาตรการข้างต้น (ไม่รวม class หน่วยภาษีอื่นภายใต้กองทุนเดียวกัน เช่น class SSF)       หมายเหตุ : ผู้ถือหน่วย LTF ที่ประสงค์ใช้สิทธิลดหย่อน ต้องสับเปลี่ยนจาก LTF ทุกกองทุน ในทุก บลจ. มา Thai ESGX ในช่วงระยะเวลาการสับเปลี่ยนที่กำหนด หากสับเปลี่ยนมาไม่ครบ จะไม่มีสิทธิใช้วงเงินลดหย่อนที่ 2 ได้  การถือครอง : Thai ESGX ที่สับเปลี่ยนจาก LTF รวมทั้งหมด ต้องถือครองไม่น้อยกว่า 5 ปี (วันชนวัน นับจากวันที่ส่งคำสั่งสับเปลี่ยนหน่วยลงทุน LTF เดิม มายังกองทุน Thai ESGX)       หมายเหตุ : การขายหน่วยลงทุนก่อนครบระยะเวลา 5 ปี จะต้องคืนเงินภาษีที่ได้รับการยกเว้นและมีเบี้ยปรับตามที่กฎหมายหรือกฎเกณฑ์กำหนด นอกจากนี้ หากมีกำไรจากการขายหน่วยจะต้องนำกำไรนั้นมาคำนวณภาษีเงินได้ตามหลักเกณฑ์ทางภาษีด้วย ระยะเวลาในการสับเปลี่ยน : ภายใน 2 เดือน (คาดว่าเป็นช่วงเดียวกันกับการเปิดขายหน่วย Thai ESGX (วงเงินลดหย่อนที่ 1) คือ เริ่มเปิดให้สับเปลี่ยนหน่วย LTF มาเป็น Thai ESGX ได้ทุกวันทำการของเดือน พ.ค. - มิ.ย. 68) ทั้งนี้ การใช้สิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่กรมสรรพากรกำหนด   Q : ใครได้ประโยชน์ทางภาษีจากการลงทุนใน Thai ESGX ? A : วงเงินลดหย่อนที่ 1 สำหรับเงินใหม่ที่บุคคลธรรมดาลงทุนในกองทุน Thai ESGX ในช่วงเวลาที่เปิดขายหน่วยไม่เกิน 2 เดือน (คาดว่า พ.ค. - มิ.ย. ปี 2568) ลดหย่อนสูงสุด 300,000 บาท ผู้ลงทุนทุกคนที่เป็นผู้เสียภาษีรายได้บุคคลธรรมดาซึ่งรวมถึงผู้ถือหน่วย LTF ที่อยากลงทุนเพิ่มเติมนอกเหนือจากการได้รับสิทธิจากวงเงินลดหย่อนที่ 2 ด้วย วงเงินลดหย่อนที่ 2 สำหรับการสับเปลี่ยนหน่วยลงทุน LTF เดิม มากองทุน Thai ESGX เพื่อรับเงินลดหย่อนสำหรับ LTF เดิม ลดหย่อนสูงสุด 500,000 บาท - ผู้ถือหน่วยกองทุนรวม LTF ที่มีชื่อเป็นผู้ถือหน่วยลงทุน ณ วันที่ คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติ ที่ได้สับเปลี่ยนหน่วยลงทุน LTF ทั้งหมดในทุกกองทุน ทุก บลจ. ของผู้ถือหน่วยลงทุนรายนั้น ๆ มาเป็นหน่วยลงทุน Thai ESGX Q: กรณีผู้ถือหน่วยกองทุนรวม LTF ประสงค์จะย้ายไปกองทุนรวม Thai ESGX หากมีเงินลงทุนมากกว่า 500,000 บาท จะมีผลอย่างไร ? A: หากต้องการใช้สิทธิลดหย่อนวงเงินที่ 2 จะต้องสับเปลี่ยนหน่วยลงทุน LTF ทั้งหมดในทุกกองทุน ทุก บลจ. ของผู้ถือหน่วยลงทุนรายนั้น ๆ มาเป็นหน่วยลงทุน Thai ESGX โดยหน่วยลงทุนที่สับเปลี่ยนมาแล้วรวมทั้งหมด ต้องถือครองตามเงื่อนไข ไม่น้อยกว่า 5 ปีด้วย (วันชนวัน นับจากวันที่ส่งคำสั่งสับเปลี่ยนหน่วยลงทุน LTF เดิม มากองทุน Thai ESGX)   Q : Thai ESGX วงเงินลดหย่อนที่ 1 (300,000 บาท) ให้สิทธิเฉพาะปี 2568 ? A : ใช่ Thai ESGX วงเงินลดหย่อนที่ 1 ให้สิทธิลดหย่อนเฉพาะในปี 2568 วงเงินลดหย่อนจากการลงทุนในช่วงระยะเวลา 2 เดือน ที่กำหนดในปี 2568 จะเป็นวงเงินสิทธิประโยชน์ทางภาษีแยกจากการลงทุนในกองทุน Thai ESG ปกติ ทั้งนี้ Thai ESGX จะสามารถเปิดขายได้้อีกครั้งตั้งแต่ปี 2569 เป็นต้นไป โดย Thai ESG และ Thai ESGX จะใช้วงเงินลดหย่อนเดียวกัน Q : สรุปแล้วในปีภาษี 2568 ผู้ลงทุนมีวงเงินที่สามารถลดหย่อนสำหรับการลงทุนในกอง ESG อย่างไรบ้าง      A : ทั้งนี้ ในปี 2568 มีกองทุนรวมกลุ่ม Thai ESG ที่ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี 3 วงเงิน รวมสูงสุดไม่เกิน 900,000 บาท ดังนี้ เงินลงทุนใหม่สำหรับผู้ลงทุนทุกรายที่ลงทุนในหน่วยลงทุนของ Thai ESG ในปัจจุบัน โดยลดหย่อนไม่เกิน 30% ของเงินได้พึงประเมิน สูงสุดไม่เกิน 300,000 บาท เงินลงทุนใหม่สำหรับผู้ลงทุนทุกรายที่ลงทุนใน Thai ESGX ในช่วงระยะเวลา 2 เดือนที่เปิดขายในปี 2568 โดยลดหย่อนไม่เกิน 30% ของเงินได้พึงประเมิน สูงสุดไม่เกิน 300,000 บาท สำหรับผู้ถือหน่วย LTF ที่สับเปลี่ยนหน่วยลงทุนจาก LTF ทุกกองทุนไป Thai ESGX โดยมีวงเงินลดหย่อน ดังนี้ ปีแรก (2568) : สูงสุด 300,000 บาท ปีที่ 2 - 5 (2569 - 2572) : สูงสุดปีละ 50,000 บาท ***************

บล.กรุงศรี เปิดโอกาสการลงทุนระยะสั้น หุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝง

บล.กรุงศรี เปิดโอกาสการลงทุนระยะสั้น หุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝง

            หุ้นวิชั่น - บล.กรุงศรี เปิดโอกาสในการลงทุนระยะสั้น คุ้มครองเงินต้น 100% หุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝง Shark-Fin Bull Notes อ้างอิง SET 50 อายุ 6 เดือน อัตราดอกเบื้ย 2.75 % ต่อปี จองซื้อขั้นต่ำ 5 ล้านบาท จองซื้อได้ วันนี้ - 13 มีนาคม 2568 (ก่อน 12.00 น.) สนใจโทร.02-659-7880 หรือ 7881

ดัชนีความเชื่อมั่น สู่เกณฑ์ ‘ซบเซา จับตาการกระตุ้น ศก. - ตลาดทุน

ดัชนีความเชื่อมั่น สู่เกณฑ์ ‘ซบเซา จับตาการกระตุ้น ศก. - ตลาดทุน

              หุ้นวิชั่น - นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย เปิดเผยดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (FETCO Investor Confidence Index) ผลสำรวจในเดือนกุมภาพันธ์ 2568 (สำรวจระหว่างวันที่ 20-28 กุมภาพันธ์ 2568)  พบว่า “ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (FETCO Investor Confidence Index: ICI) ในอีก 3 เดือนข้างหน้าปรับลงมาอยู่ในเกณฑ์ “ซบเซา” ที่ระดับ 66.11 นักลงทุนมองว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ เป็นปัจจัยหนุนความเชื่อมั่นมากที่สุด รองลงมาคือการไหลเข้าของเงินทุน และการประกาศลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของ กนง. ปัจจัยที่ฉุดความเชื่อมั่นนักลงทุนมากที่สุด ได้แก่ สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ สถานการณ์เงินเฟ้อ และการถดถอยของเศรษฐกิจในประเทศ ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (FETCO Investor Confidence Index) สำรวจในเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ได้ผลสำรวจโดยสรุป ดังนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นรวมทุกกลุ่มนักลงทุนในอีก 3 เดือนข้างหน้า (พฤษภาคม 2568) อยู่ในเกณฑ์ “ซบเซา” (ช่วงค่าดัชนี 40-79) ที่ระดับ 11 ความเชื่อมั่นกลุ่มนักลงทุนบุคคล กลุ่มบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ และกลุ่มนักลงทุนต่างประเทศอยู่ในเกณฑ์ “ซบเซา” ในขณะที่กลุ่มกลุ่มนักลงทุนสถาบัน อยู่ในเกณฑ์ “ทรงตัว” หมวดธุรกิจที่น่าสนใจมากที่สุด คือ หมวดธนาคาร (BANK) หมวดธุรกิจที่ไม่น่าสนใจมากที่สุด คือ หมวดยานยนต์ (AUTO) ปัจจัยหนุนที่มีอิทธิพลต่อตลาดหุ้นไทยมากที่สุด คือ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ปัจจัยฉุดที่มีอิทธิพลต่อตลาดหุ้นไทยมากที่สุด คือ สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ             “ผลสำรวจ ณ เดือนกุมภาพันธ์ 2568 รายกลุ่มนักลงทุน พบว่า ความเชื่อมั่นกลุ่มนักลงทุนบุคคล ปรับลด 37.9% อยู่ที่ระดับ 50.00 กลุ่มบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ปรับเพิ่ม 25.0% อยู่ที่ระดับ 75.00 กลุ่มนักลงทุนสถาบันในประเทศปรับเพิ่ม 3.8% อยู่ที่ระดับ 115.38 และกลุ่มนักลงทุนต่างประเทศปรับลด 33.3% อยู่ที่ระดับ 66.67               ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2568 SET Index ปรับตัวอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งเดือนเนื่องจากได้รับผลกระทบจากหลายปัจจัย อาทิ ความกังวลต่อสงครามการค้าที่อาจจะรุนแรงขึ้น หลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศเริ่มเก็บภาษีนำเข้าจากแคนาดา เม็กซิโกและจีน ในวันที่ 4 มีนาคม 2568 ผลกระทบจากการปรับเปลี่ยนรายชื่อหุ้นไทยใน MSCI  การทยอยไถ่ถอนกองทุน LTF ที่ครบกำหนด และผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนซึ่งมีหลายบริษัทเปิดเผยออกมาต่ำกว่าคาดการณ์ แม้ว่า กนง จะมีการประกาศลดดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% เหลือ 2.0% ต่อปี โดย SET Index ณ สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ปิดที่ 1,203.72 ปรับตัวลดลง 8.4% จากเดือนก่อนหน้า ปริมาณซื้อขายเฉลี่ยต่อวันในเดือนกุมภาพันธ์ 2568 อยู่ที่ 52,041 ล้านบาท นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 6,623 ล้านบาท โดยตั้งแต่ต้นปี 2568 นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิรวม 18,127 ล้านบาท               ปัจจัยต่างประเทศที่น่าติดตามได้แก่ ทิศทางของสงครามการค้าและผลกระทบต่อภูมิภาคเอเชีย การทำข้อตกลงยุติสงครามรัสเซีย-ยูเครน ในส่วนของปัจจัยในประเทศที่น่าติดตาม ได้แก่ นโยบายการเงินการคลังของภาครัฐในการกระตุ้นเศรษฐกิจและตลาดทุน อาทิ แผนการออกกองทุนใหม่ที่จะให้มีการโยกกองทุนเพื่อการออมระยะยาว (LTF) มาอยู่ในกองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน (Thai ESG)”

บลจ.วรรณ ปรับพอร์ตสู้ตลาดขาลง แนะ ONE-GLOBFIN

บลจ.วรรณ ปรับพอร์ตสู้ตลาดขาลง แนะ ONE-GLOBFIN

           บลจ.วรรณ ปรับพอร์ตช่วงตลาดย่อตัว แนะเก็งกำไรระยะสั้นด้วย หุ้นกลุ่มการเงิน กับ ONE-GLOBFIN เนื่องจากหุ้นการเงินมูลค่าไม่แพง ปันผลสูงน่าสนใจ โดยเฉพาะกลุ่มการเงินในยุโรป และช่วยในการกระจายการลงทุนออกจากหุ้นเทคโนโลยี กอปรกับมีแนวโน้มได้ประโยชน์จากการผ่อนคลายกฎเกณฑ์การควบคุมด้านการเงิน ทั้งนี้ หากนักลงทุนต้องการลดความเสี่ยงในสินทรัพย์เสี่ยง แนะนำ ONE-FFI            นายพจน์ หะริณสุต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนวรรณ จำกัด(บลจ.วรรณ) เปิดเผยว่า แนะนำการลงทุนแบบกระจายสินทรัพย์ เพื่อรักษาความสมดุลระหว่างผลตอบแทนและความเสี่ยงระดับปานกลาง โดยมองว่า ในช่วงที่ตลาดปรับตัวลงบลจ.วรรณมีมุมมองเชิงบวกต่อหุ้นในกลุ่มการเงิน ซึ่งมองความโดดเด่นจาก 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ ปัจจัยแรก เป็นหุ้นกลุ่มที่มีขนาดใหญ่เป็นลำดับที่ 2 ในดัชนี MSCI ACWI มีน้ำหนัก 17.63% รองจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ปัจจัยสอง เป็นกลุ่มที่มีความหลากหลายในแง่ธุรกิจ ครอบคลุมตั้งแต่ กลุ่มธนาคาร, ประกันภัย, ประกันชีวิต, สินเชื่อส่วนบุคคล, ตลาดทุน, เทคโนโลยีทางการเงิน (Fintech) และกองทุนอสังหาฯ และ ปัจจัยสาม ประกอบด้วยบริษัทที่เติบโตเร็ว อีกทั้งมีการจ่ายปันผลสูง มีลักษณะผสมระหว่างหุ้นเติบโตและหุ้นคุณค่า ซึ่งจะช่วยสร้างผลตอบแทนที่ดีต่อการลงทุน            “ความน่าสนใจของหุ้นกุลุ่มการเงินในช่วงนี้ ปัจจัยหลักๆ คือ ราคาไม่แพง เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าถูกที่สุดในดัชนี MSCI ACWI โดยซื้อขายในระดับราคา P/E ต่ำกว่าดัชนี MSCI ACWI ถึง -30% ทำให้มีโอกาสที่ราคาจะปรับตัวสูงขึ้นได้มากในระยะข้างหน้า (Potential upsides) ที่ผ่านมา จ่ายเงินปันผลสูงเทียบกับตลาดหุ้นภาพรวม โดยเฉพาะกลุ่มการเงินในยุโรป ที่มีอัตราการจ่ายปันผลคาดการณ์สูงกว่าดัชนี MSCI ACWI กว่า 3 เท่าในอีก 1-2 ปีข้างหน้า โดยมีอัตราจ่ายปันผลอยู่ที่ 7.1% -7.5% เทียบกับ MSCI ACWI ที่มีอัตราจ่ายปันผลเพียง 2.1% - 2.5% และเมื่อคิดผลตอบแทนรวมกับการซื้อหุ้นคืน มีแนวโน้มสร้างผลตอบแทนสูงถึง 10-15% ต่อปี อีกทั้ง มีศักยภาพในการเติบโตสูง โดยเฉพาะ หุ้นกลุ่มการเงินในประเทศกำลังพัฒนา ที่มีอัตราการเข้าถึงบริการทางด้านการเงินต่ำ ซึ่งมองว่าน่าสนใจ และกระจายอยู่ในหลายประเทศ เช่น ตุรกี, อียิปต์, คาซัคสถาน, อาร์เจนตินา และบราซิล” นายพจน์กล่าว            นอกจากนี้ หุ้นกลุ่มการเงิน มีแนวโน้มได้รับประโยชน์จากนโยบาย Trump 2.0 ได้แก่ การผ่อนคลายกฎเกณฑ์ควบคุมการควบรวมกิจการ, ลดอัตราทุนสำรองตาม Basel III และยกเลิกการควบคุมค่าธรรมเนียมการชำระหนี้ล่าช้า (Late fees rule) ซึ่งจะช่วยหนุนกำไรหุ้นกลุ่มตลาดทุน, กลุ่มธนาคาร และกลุ่มสินเชื่อส่วนบุคคล ให้ปรับตัวดีขึ้น และสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนผ่านการจ่ายปันผล, การควบรวมกิจการและการซื้อหุ้นคืนมากขึ้น            นายพจน์กล่าวเพิ่มเติมว่า จากปัจจัยบวกดังกล่าวข้างต้น บลจ.วรรณ แนะนำกองทุนภายใต้การบริหาร กองทุนเปิด วรรณ โกลบอล ไฟแนนเชียล ชนิดไม่จ่ายเงินปันผล เหมาะสำหรับผู้ลงทุนทั่วไป (ONE-GLOBFIN-RA)  ซึ่งเป็นประเภท Feeder Fund กระจายการลงทุนไปยังหุ้นกลุ่ม Financial Services โดยลงทุนในกองทุนหลัก BlackRock Global Funds-World Financials Funds ชนิดหน่วยลงทุน Class D2 ในสกุลเงินดอลล่าร์สหรัฐ (USD) โดยเฉลี่ยในรอบปีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนโดย ข้อมูล ณ วันที่ 31 ม.ค. 2025 กองทุนหลักมีสัดส่วนการลงทุนรายภูมิภาคโดยลงทุนใน            สหรัฐฯ 57.59% ยุโรป 30.07% และอื่นๆ 12.74%  นอกจากนี้ ผู้ลงทุนที่สนใจลงทุนใน ONE-GLOBFIN-RA ยังได้รับโปรโมชั่นส่งเสริมการขาย โดยผู้ถือหน่วยลงทุน ที่มียอดเงินลงทุนทุกๆ 10,000 บาท รับหน่วยลงทุนกองทุน 1AM-DAILY-RA มูลค่า 20 บาท ตั้งแต่วันนี้ ถึง 31 มีนาคมนนี้            อย่างไรก็ดี สำหรับผู้ลงทุนที่ต้องการลดความเสี่ยงในสินทรัพย์เสี่ยงเช่น หุ้น ในช่วงที่ ทิศทางการลดอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ มีแนวโน้มที่จะดำเนินการอย่างค่อยเป็นค่อยไปจากความไม่แน่นอนนโยบายการเก็บภาษีนำเข้า ซึ่งอาจส่งผลให้เงินเฟ้อลดลงอย่างช้าๆ หนุนให้พันธบัตรสหรัฐฯ (Bond yield) ยังทรงตัวสูง บลจ.วรรณ แนะนำกองทุน วรรณ ตราสารหนี้ต่างประเทศ (ONE-FFI) เน้นลงทุนโดยตรงในพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (US Treasury) อายุเฉลี่ยต่ำกว่า 1 ปี  โดยจุดเด่นของกองทุน คือ ลงทุนในตราสารหนี้ที่มีโอกาสในการผิดนัดชำระหนี้ต่ำที่สุด สภาพคล่องสูง มีความน่าเชื่อถือสูง อีกทั้ง เปิดโอกาสรับผลตอบแทนส่วนเพิ่มจากแนวโน้มค่าเงินบาทที่อ่อนค่าเมื่อเทียบกับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ [PR News]

เฮ! ครม.ไฟเขียวกอง ThaiESG Extra คาดชะลอแรงขายกดดัน SET

เฮ! ครม.ไฟเขียวกอง ThaiESG Extra คาดชะลอแรงขายกดดัน SET

          หุ้นวิชั่น-ทีมข่าวหุ้นวิชั่น รายงาน บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ ระบุ จากกรณี คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติจัดตั้งกองทุน ThaiESG Extra รองรับเม็ดเงินจากกองทุนระยะยาวเพื่อการลดหย่อนภาษี (LTF) ที่ครบกำหนดไถ่ถอนให้มีทางเลือกลงทุนต่อได้ โดยจะเปิดให้ซื้อหน่วยลงทุนได้ในเดือน พ.ค.-มิ.ย.68 ThaiESG Extra จะเปิดรับเม็ดเงินจาก 2 ส่วน คือ จาก LTF ที่ครบกำหนดไถ่ถอน ซึ่งจะได้รับสิทธิลดหย่อนภาษีในปีแรก 3 แสนบาท และอีกปีละ 5 หมื่นบาทใน 4 ปีถัดไป (รวมไม่เกิน 5 แสนบาท) และจากเม็ดเงินใหม่ซึ่งจะได้สิทธิลดหย่อนภาษไม่เกิน 3 แสนบาท           ทั้งนี้มองเป็นบวกต่อตลาดหุ้นไทยในแง่ของการชะลอแรงขายกดดัน SET ให้ปรับตัวลง โดยจากการสำรวจข้อมูลของ 95 กองทุน LTF พบว่า 10 หุ้นที่กองทุน LTF ถือมากที่สุดและมี ESG Rating ระดับ A ถึง AAA (อ้างอิงพอร์ตลงทุน 5 อันดับแรก ณ 31 ม.ค. 68) ได้แก่ ADVANC, GULF, CPALL, DELTA, AOT, PTT, SCB, KTB, MTC และ CRC คาดหากมีการอนุมัติให้แปลงเป็นกองทุน Thai ESG X หุ้นเหล่านี้จะไม่ได้เผชิญแรงขายมากนัก เมื่อเทียบกับหุ้นที่ไม่มี ESG Rating แต่กองทุน LTF ถืออยู่ เช่น TRUE, CPNREIT, TIDLOR, BH, CHG, BCP, SPA, DOHOME, SISB, BBIK, BA เป็นต้น

ก.ล.ต.แจงไม่มีการอนุมัติเหรียญ USDT ใช้ในการชำระค่าสินค้า-บริการ

ก.ล.ต.แจงไม่มีการอนุมัติเหรียญ USDT ใช้ในการชำระค่าสินค้า-บริการ

             หุ้นวิชั่น - ตามที่มีข้อมูลปรากฏในสื่อโซเชียล เกี่ยวกับการเพิ่มบัญชีรายชื่อคริปโทเคอร์เรนซีที่ ก.ล.ต. ประกาศกำหนด อีก 2 สกุล คือ USDC และ USDT มีเนื้อหาว่า ...ก.ล.ต. อนุมัติ USDT เพิ่มเติมในบัญชีรายชื่อคริปโทฯ เป็น stablecoin ที่ใช้แลกเปลี่ยนชำระสินค้าได้อย่างถูกกฎหมาย... นั้น              นายเอนก อยู่ยืน รองเลขาธิการ ก.ล.ต. และโฆษก กล่าวว่า "ก.ล.ต. ไม่ได้มีการอนุมัติเหรียญ USDT เพื่อใช้ในการชำระค่าสินค้าและบริการแต่อย่างใด ทั้งนี้ การปรับปรุงหลักเกณฑ์บัญชีรายชื่อคริปโทเคอร์เรนซีที่ ก.ล.ต. ประกาศกำหนด โดยเพิ่มเติมอีก 2 สกุล ได้แก่ USD Coin (USDC) และ Tether (USDT) จากปัจจุบันมีจำนวน 5 รายชื่อ [จากเดิมที่มีจำนวน 5 รายชื่อ ได้แก่ Bitcoin (BTC), Ethereum (ETH), Ripple (XRP), Stellar (XLM), คริปโทเคอร์เรนซีที่ใช้ในการทดสอบการชำระราคาที่มีการกำหนดเงื่อนไขอัตโนมัติ (Programmable Payment) ภายใต้ Enhanced Regulatory Sandbox ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)] โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ 1. ผู้ออกเสนอขายโทเคนดิจิทัล (Issuer) รับคริปโทเคอร์เรนซีเป็นการตอบแทน และผู้ให้บริการระบบเสนอขายโทเคนดิจิทัล (ICO Portal) รับคริปโทเคอร์เรนซีจากผู้ลงทุนหรือ Issuer ในการทำธุรกรรม และ 2. เพื่อให้ศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลซื้อขายหรือแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัลกับ คริปโทเคอร์เรนซีได้เพิ่มเติมอีก 2 สกุล           ทั้งนี้ สามารถอ่านรายละเอียดข่าวเพิ่มเติมได้ที่ "ก.ล.ต. ปรับปรุงหลักเกณฑ์บัญชีรายชื่อคริปโทเคอร์เรนซีที่ ก.ล.ต. ประกาศกำหนด โดยเพิ่ม USDC และ USDT  ในบัญชีรายชื่อคริปโทเคอร์เรนซี"

GCAP GOLD มองราคาทองคำผันผวน แนะรอซื้อเล่นสั้น

GCAP GOLD มองราคาทองคำผันผวน แนะรอซื้อเล่นสั้น

          บริษัท จีแคป จำกัด หรือ GCAP GOLD ประเมินทิศทางราคาทองคำมีความผันผวน โดยได้มีการปรับตัวจาก $2,859 ขึ้นมาแตะระดับสูงสุดที่ $2,930 เนื่องจากตลาดมีความกังวลเกี่ยวกับปัจจัยการบังคับใช้มาตรการภาษีของสหรัฐฯ กับ แคนาดา เม็กซิโก และจีน ประกอบกับตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการเกษตรของสหรัฐฯ ที่ออกมาต่ำกว่าคาด และอัตราการว่างงานที่ขยับจาก 4.0% ขึ้นมาเป็น 4.1% ก่อนที่จะมาปรับตัวลงในช่วงปิดตลาดที่ระดับ $2,910 หลังจากประธานเฟด ได้ออกมาพูดว่า “เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังแข็งแกร่งและอยู่ในสภาวะปกติ จึงยังไม่เร่งรีบลดอัตราดอกเบี้ย” โดยเฟด อยู่ระหว่างการประเมินนโยบายเชิงรุกของประธานาธิบดีทรัมป์ ว่าจะมีทิศทางเป็นอย่างไร ก่อนที่จะมีการพิจารณาดำเนินการเรื่องอัตราดอกเบี้ยอีกครั้ง           นอกจากนี้ยังคงต้องติดตามประเด็นภาษีการค้าอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อต้นสัปดาห์ (10 มี.ค.) ทางจีนได้เริ่มบังคับใช้ภาษี 10% กับสินค้าเกษตรรวมถึงอาหารจากสหรัฐฯ ซึ่งคงต้องรอดูท่าทีของสหรัฐฯ ว่าจะออกมาตรการตอบโต้เพิ่มเติมหรือไม่ และอาจนำไปสู่มาตรการภาษีอื่นๆ ในระยะเวลาอันใกล้ หากเกิดการตอบโต้ขึ้น จึงเป็นปัจจัยเชิงบวกต่อราคาทองคำอีกด้านหนึ่งที่ต้องจับตา และในวันเดียวกันทางประธานาธิบดีเซเลนสกีผู้นำยูเครน มีการเดินทางไปยังประเทศซาอุดีอาระเบีย และจะมีการหารือระหว่างเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ และยูเครน ซึ่งอาจเป็นการปูทางสู่การพบกันระหว่างประธานาธิบดีทรัมป์และประธานาธิบดีเซเลนสกีอีกครั้ง           และในช่วงกลางสัปดาห์ (12 มี.ค.) ต้องติดตามการประกาศตัวเลขเงินเฟ้อ (CPI) ของสหรัฐฯ ซึ่งตัวเลขคาดการณ์มองว่าจะปรับตัวจาก 3.0% ลงมาอยู่ที่ 2.9% หากลดลงตามคาด ก็จะส่งผลในเชิงบวกต่อราคาทองคำ           ดังนั้นแนะนำกลยุทธ์การลงทุนสำหรับราคาทองคำในตลาดโลก รอย่อแล้วหาจังหวะ OPEN LONG  Gold spot ในกรอบราคา $2,880-$2,865 ส่วนราคาทองคำไทยไม่ควรหลุดกรอบ 46,000-45,900 บาท ซึ่งการลงทุนระยะสั้นในรอบสัปดาห์สามารถพิจารณาจุดดังกล่าวเป็นแนวเข้าซื้อ แต่หากราคาหลุดแนวรับดังกล่าว ควรลดสถานะ Long เพื่อหาจังหวะตั้งรับใหม่ในโซนราคาที่ต่ำกว่า โดยเว้นช่วงห่างไม้ละ 300-500 บาท ส่วนเป้าหมายในการทำกำไรเบื้องต้นประเมินไว้ที่ 46,700-46,800 บาท

SCB คาดค่าเงินบาทวันนี้ กรอบ 33.85-34.10 บ./ดอลลาร์

SCB คาดค่าเงินบาทวันนี้ กรอบ 33.85-34.10 บ./ดอลลาร์

          หุ้นวิชั่น - กลุ่มงานตลาดการเงิน ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 33.85-34.10 บาท/ดอลลาร์ ค่าเงินบาทอ่อนค่าขึ้นหลังเกิดภาวะ Risk-off ที่นักลงทุนโลกกังวลว่า Tariffs และการปลดเจ้าหน้าที่รัฐจะส่งต่อผลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ทำให้ตลาดหุ้นโลกปรับลดลงแรง ดัชนีเงินดอลลาร์แข็งค่า กดดันเงินภูมิภาคอ่อนค่า อีลอน มัสก์ เรียกร้องให้มีการปรับลดงบประมาณสวัสดิการสังคม ประกันสังคม และเมดิแคร์ (Medicare) ซึ่งขัดกับคำกล่าวของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐที่ระบุว่าจะไม่แตะโครงการเหล่านี้ ทางการจีนเข้าดูแลเงินหยวนน้อยลง โดยเห็นส่วนต่าง Daily fixing แคบลง  

ราคาทองเช้าวันนี้ -100 ทองรูปพรรณ ขายออก 47,250 บ.

ราคาทองเช้าวันนี้ -100 ทองรูปพรรณ ขายออก 47,250 บ.

           หุ้นวิชั่น – เช้าวันที่  11 มีนาคม 2568 สมาคมค้าทองคำ ได้แจ้งราคาทองคำซึ่ง “ ราคาปรับลง 100 บาท ” โดยการซื้อขายครั้งที่ 1 ราคาทองแท่ง ปัจจุบันรับซื้ออยู่ที่ 46,350.00 บาท ราคาขายออกอยู่ที่ 46,450.00 บาท ส่วนราคาทองรูปพรรณ รับซื้ออยู่ที่ 45,510.32 บาท และราคาขายออกอยู่ที่ 47,250.00 บาท

MFC เปิดตัวกอง “MPINFRA-UI

MFC เปิดตัวกอง “MPINFRA-UI" ลงทุน Private Infrastructure ชูจุดเด่นรับผลตอบแทนสม่ำเสมอ

           หุ้นวิชั่น - บลจ.เอ็มเอฟซี ส่งกองทุนใหม่ "MPINFRA-UI" ลงทุน Private Infrastructure โครงสร้างพื้นฐานทั่วโลก โอกาสรับผลตอบแทนสม่ำเสมอ ช่วยกระจายความเสี่ยงให้พอร์ตลงทุน ท่ามกลางตลาดหุ้นผันผวน ดอกเบี้ยแกว่ง มั่นใจลงทุนผ่านกองทุนหลักระดับโลก Ares Core Infrastructure Fund (ACI) เสนอขาย IPO ระหว่าง 10-21 มี.ค. 68 นายธนโชติ รุ่งสิทธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนเอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน) หรือ MFC ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการกองทุนคุณภาพทั้งในและต่างประเทศ เปิดเผยว่า ท่ามกลางความผันผวนของตลาดหุ้นทั่วโลก "บลจ.เอ็มเอฟซี" มองโอกาสการลงทุนใน "Private Infrastructure" ซึ่งเป็นสินทรัพย์นอกตลาด โดยลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานทั่วโลกที่มีความจำเป็นต่อการดำรงชีวิตและกิจกรรมทางเศรษฐกิจ เช่น โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ระบบขนส่งมวลชน, ถนน, ท่าเรือ และดิจิทัลโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งสามารถสร้างกระแสเงินสดที่สม่ำเสมอและมีเสถียรภาพจากการทำสัญญาระยะยาวกับคู่สัญญาที่น่าเชื่อถือ            "Private Infrastructure" ถือเป็นสินทรัพย์ที่มีเสถียรภาพและสร้างรายได้อย่างมั่นคง แม้ในช่วงเศรษฐกิจและตลาดหุ้น มีความผันผวนก็ยังสามารถสู้กับเงินเฟ้อได้เป็นอย่างดี เนื่องจากค่าบริการโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ค่าผ่านทาง, ค่าน้ำ หรือค่าไฟ มักปรับตัวตามอัตราเงินเฟ้อ นอกจากนี้ข้อดีของการกระจายการลงทุนใน Private Infrastructure มีโอกาสสร้างโอกาสรับผลตอบแทนสูงและมีความผันผวนที่ต่ำกว่าเมื่อเทียบกับกลยุทธ์การลงทุนที่มุ่งเน้นรายได้แบบอื่น ๆ เนื่องจากไม่ได้เคลื่อนไหวตามตลาดหุ้นหรือตลาดตราสารหนี้มากนัก แม้ตลาดหุ้นจะผันผวนหนักมูลค่าการลงทุนใน Private Infrastructure ก็ไม่ได้รับผลกระทบมากเท่ากับสินทรัพย์อื่น ๆ            นายธนโชติ กล่าวอีกว่า บลจ.เอ็มเอฟซี เตรียมเสนอขายกองทุน MFC Core Private Infrastructure Fund Not for Retail Investors หรือ “กองทุน MPINFRA-UI” มีนโยบายการลงทุนใน Private Infrastructure ผ่านกองทุนหลักระดับโลก Ares Core Infrastructure Fund (ACI) ในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ (USD) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของ NAV ซึ่งกองทุนหลัก มีสถานะเป็นกองทรัสต์ตามกฎหมายของรัฐ Delaware ประเทศสหรัฐอเมริกา และมีลักษณะเป็น Business Development Company (BDC) ภายใต้กฎหมาย Investment Company Act of 1940 โดยมี Ares Capital Management II LLC เป็นที่ปรึกษา (Adviser)            จุดเด่นของ กองทุน “MPINFRA-UI” ลงทุนในสินทรัพย์โครงสร้างพื้นฐานทั่วโลก ผ่านกองทุนหลักที่เน้นลงทุนในสินทรัพย์โครงสร้างพื้นฐานหลัก (Core Infrastructure Assets) ได้แก่ โครงการผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานลม, พลังงานแสงอาทิตย์และการจัดเก็บพลังงานสำรองและโครงสร้างพื้นฐานด้านสภาพภูมิอากาศอื่นๆ โดยกองทุนสามารถคาดการณ์รายได้จากกระแสเงินสดได้ในระดับที่สูงกว่าจากสัญญาระยะยาว (อายุสัญญาเฉลี่ย 15ปี) กับคู่สัญญาที่น่าเชื่อถือ เช่น รัฐบาลกลาง, รัฐบาลท้องถิ่น และบริษัทขนาดใหญ่ (Rating เฉลี่ย A+)            สำหรับกองทุนหลักบริหารโดยผู้เชี่ยวชาญด้านสินทรัพย์ทางเลือก “Ares Management” ซึ่งเป็นผู้จัดการกองทุนด้านสินทรัพย์ทางเลือกระดับโลก ก่อตั้งในปี 1997 และมีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการ (AUM) 4.64 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่ง Ares Infrastructure Opportunities เป็นทีมงานที่เชี่ยวชาญและมีทักษะที่กว้างขวาง ผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนกว่า 34 คน โดยมีประสบการณ์เฉลี่ย 23 ปี ที่มีเป้าหมายลงทุนในสินทรัพย์ที่สร้างรายได้ที่มั่นคงและคาดการณ์ได้ รวมถึงเพิ่มมูลค่าของเงินลงทุน เพื่อส่งมอบให้นักลงทุน พร้อมกับการมี Downside Protection ปัจจุบันพอร์ตการลงทุนมีการกระจายหลาย Sector ทั้งสินทรัพย์ด้านพลังงานลม, พลังงานแสงอาทิตย์และการจัดเก็บพลังงานสำรอง            นายธนโชติ กล่าวอีกว่า กองทุน MPINFRA-UI มีเป้าหมายจ่ายผลตอบแทนให้กับผู้ลงทุนทุกเดือนผ่าน Auto Redemption สูงสุด 12 ครั้ง/ปี และมีโอกาสรับผลตอบแทนสูงอย่างสม่ำเสมอ และสามารถเปิดให้ลงทุนได้ทุกเดือนและขายคืนได้ทุกไตรมาส (ตามเงื่อนไขกองทุน) จึงมีความคล่องตัวกว่ากองทุน Private Infrastructure ทั่วไป และยังเป็นกระจายความเสี่ยงในพอร์ตการลงทุนโดยรวมของนักลงทุน            กองทุน MPINFRA-UI (ระดับความเสี่ยง 8+) เป็นกองทุนรวมที่มีความเสี่ยงสูงหรือซับซ้อน ลงทุนในสินทรัพย์โครงสร้างพื้นฐานนอกตลาดหรือบริษัทที่ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ระยะเวลาลงทุนที่นานกว่าสินทรัพย์ทั่วไป จึงเสนอขายสำหรับ ผู้ลงทุนสถาบันและผู้ลงทุนรายใหญ่พิเศษเท่านั้น กำหนดเปิดขาย IPO ระหว่างวันที่ 10-21 มีนาคม 2568 วงเงินซื้อครั้งแรกขั้นต่ำ 500,000 บาทและการซื้อครั้งถัดไปขั้นต่ำ 10,000 บาท ทั้งนี้ กองทุน MPINFRA-UI ไม่ถูกจํากัดความเสี่ยงด้านการลงทุนเช่นเดียว กับกองทุนรวมทั่วไป            และลงทุนกระจุกตัวในผู้ออกตราสาร หากมีปัจจัยลบที่ส่งผลกระทบต่อการลงทุนดังกล่าว ผู้ลงทุนอาจสูญเสีย เงินลงทุนจํานวนมาก จึงเหมาะกับผู้ลงทุนที่รับผลขาดทุนระดับสูงได้เท่านั้น ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนการตัดสินใจลงทุน กองทุนไม่ได้ป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งผู้ลงทุนอาจขาดทุนหรือได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน และ/หรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรก ผู้ที่สนใจสอบถามข้อมูลและขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่ บลจ. เอ็มเอฟซี โทร. 0-2649-2000 ติดต่อ ฝ่ายวางแผนการลงทุน กด 2 หรือ Contact Center กด 0 สาขาแจ้งวัฒนะ โทร. 0-2835-3055-57 สาขาปิ่นเกล้า โทร. 0-2014-3150-2 สาขาขอนแก่น โทร. 043-204-014-16 สาขาเชียงใหม่ โทร. 0-5321-8480-82 สาขาระยอง โทร. 033-100-340 สาขาหาดใหญ่ โทร. 074-232-324–25 หรือศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.mfcfund.com

SCB คาดค่าเงินบาทวันนี้ กรอบ 33.60-33.80 บ./ดอลลาร์

SCB คาดค่าเงินบาทวันนี้ กรอบ 33.60-33.80 บ./ดอลลาร์

          หุ้นวิชั่น - กลุ่มงานตลาดการเงิน ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 33.60-33.80 บาท/ดอลลาร์ ค่าเงินบาทเคลื่อนไหว Sideways โดยมีแรงกดดันด้านแข็งค่าหลังเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรสหรัฐฯ ออกมาที่ 151,000 ตำแหน่ง ต่ำกว่าคาด และอัตราว่างงานที่ 1% สูงขึ้นและมากกว่าคาด ทำให้ US Treasury yields ลดลง ค่าเงินดอลลาร์อ่อน แต่ Yields กลับมาสูงขึ้นและเงินดอลลาร์แข็งค่า หลังนายเจอโรม พาวเวลประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด)  กล่าวว่า เศรษฐกิจยังดี เงินเฟ้อจีนออกมาที่ -7%YOY ติดลบครั้งแรกในรอบ 13 เดือน เงินเฟ้อไทยเดือนกุมภาพันธ์ออกมาที่ 08% ต่ำกว่าตลาดคาดที่ 1.1% และเดือนก่อนที่ 1.32%

หุ้นกู้ TAA ผู้นำสายการบินราคาประหยัด [HoonVision x FynnCorp]

หุ้นกู้ TAA ผู้นำสายการบินราคาประหยัด [HoonVision x FynnCorp]

          หุ้นวิชั่น - บจ.ไทยแอร์เอเชีย (TAA) ยังคงครองส่วนแบ่งการตลาดภายในประเทศเป็นอันดับหนึ่งอยู่ที่ 40% ด้วยจำนวนผู้โดยสารตลอดปี 67 อยู่ที่ 20.8 ล้านคน เพิ่มขึ้น 10% จากปีก่อน / ผลการดำเนินงานปรับตัวดีขึ้นสอดคล้องไปกับภาคการท่องเที่ยว ด้วยรายได้ขยายตัวเกือบ 20% ในปี 67 / TAA เสนอขายหุ้นกู้ อายุ 2 ปี 6 เดือน อัตราดอกเบี้ยคงที่ 5.5% ต่อปี จ่ายดอกเบี้ยทุก 3 เดือน เปิดให้จองซื้อในระหว่างวันที่ 8-10 เมษายน 2568 ภาพรวมธุรกิจ            บจ. ไทยแอร์เอเชีย (TAA) ก่อตั้งขึ้นในปี 2546 เพื่อดำเนินธุรกิจสายการบินราคาประหยัด และเริ่มให้บริการเที่ยวบินเป็นครั้งแรกในปี 2547 โดยมีบริษัท เอเชีย เอวิเอชั่น จำกัด (มหาชน) (AAV) ซึ่งก่อตั้งในปี 2549 และประกอบธุรกิจโดยการถือหุ้นในบริษัทอื่น (Holding Company) ถือหุ้นใน บจ. ไทยแอร์เอเชีย เพียงแห่งเดียว            TAA มีรายได้หลักจากการให้บริการขนส่งผู้โดยสารแบบประจำ (Scheduled Passenger Services) และการให้บริการเสริม (Ancillary Services) ตามความประสงค์ของผู้ใช้บริการ เช่น ค่าบริการฝากสัมภาระใต้ท้องเครื่อง ค่าเลือกที่นั่ง ค่าอาหารและเครื่องดื่มบนเครื่อง รวมถึงบริการพื้นที่ระวางสินค้า (AirAsia Cargo) และอื่นๆ            จุดเด่นของ TAA คือ บริการการเดินทางแบบชั้นบินประเภทเดียว ฝูงบินแบบเครื่องบินตระกูลเดียว การให้บริการแบบไม่มีการเชื่อมต่อ (Point-to-point) อัตราการใช้เครื่องบินต่อลำในระดับสูง การประหยัดต่อขนาด ช่องทางการจัดจำหน่ายหลากหลาย เครือข่ายเส้นทางการบินที่ครอบคลุม ทำให้มีต้นทุนต่ำกว่าคู่แข่งในอุตสหกรรม            โดยมีฐานปฏิบัติการบิน (Hub) ในไทย ได้แก่ กรุงเทพฯ (ท่าอากาศยานดอนเมืองและท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ) ภูเก็ต และเชียงใหม่ ที่เน้นให้บริการเส้นทางการบินที่หลากหลายและเพิ่มความถี่เที่ยวบินทั้งภายในและระหว่างประเทศ ซึ่งใช้เวลาเดินทางต่อเที่ยวบินไม่เกิน 5 ชั่วโมงจากแต่ละ Hub ในไทย ผลการดำเนินงานเติบโตต่อเนื่องจากภาคการท่องเที่ยว            ข้อมูลจากสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) รายงานภาพรวมการขนส่งทางอากาศในไตรมาส 4 ขยายตัวต่อเนื่อง ด้วยจำนวนผู้โดยสารและปริมาณเที่ยวบินเพิ่มสูงขึ้นตามการติบโตของภาคการท่องเที่ยวในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวของไทย ประกอบกับนโยบายยกเว้นวีซ่าของรัฐบาลไทยที่ครอบคลุม 93 ประเทศ สะท้อนจากจำนวนผู้โดยสารประมาณ 38 ล้านคนในไตรมาส 4 ปี 2567เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า 5 ล้านคน (+15.2% QoQ) และปริมาณเที่ยวบินสอดคล้องกับจำนวนผู้โดยสาร ด้วยจำนวน 238,415 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้น 11.07% QoQ สถิติการขนส่งทางอากาศ (4Q2567)            โดยการขนส่งทางอากาศที่เติบโตนั้น สอดคล้องไปกับรายได้จากการขายและบริการของ TAA ที่ขยายตัวขึ้นเกือบ 21% QoQ ในไตรมาส 4/2567 ส่งผลให้ในภาพรวมของปี 2567 รายได้จากการขายและบริการของบริษัทอยู่ที่ 49,435.6 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19.9% YoY โดยแบ่งเป็นรายได้จากค่าโดยสาร (Ticket revenue) 82.8% และรายได้จากบริการเสริม (Ancillary revenue) 17.2% และมีกำไรสุทธิ 3,482.1 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.52 เท่า จากปีก่อน ซึ่ง บจ.ไทยแอร์เอเชีย ยังคงครองส่วนแบ่งการตลาดภายในประเทศเป็นอันดับหนึ่งอยู่ที่ 40%            โดยผลการดำเนินงานที่เติบโตดังกล่าว สะท้อนการฟื้นตัวที่โดดเด่น ด้วยการให้บริการผู้โดยสารทั้งสิ้น 20.8 ล้านคน เพิ่มขึ้น 10% จากปีก่อน (18.9 ล้านคน) และอัตราการขนส่งผู้โดยสาร 91% (Load factor) เน้นเป็นผู้โดยสารภายในประเทศเป็นหลัก (63%) ด้วยค่าโดยสารเฉลี่ยเพิ่มขึ้น จาก 1,780 บาท ในปี 2566 สู่ 1,967 บาท ในปี 2567 นอกจากนี้ ได้มีการเพิ่มเครื่องบินอีก 4 ลำ ทำให้ฝูงบินเพิ่มเป็น 60 ลำ และเป็นเครื่องบินปฏิบัติการ ณ สิ้นปี 2567 อยู่ที่ 56 ลำ จาก 52 ลำ ณ สิ้นปี 2566 เนื่องจากเป็นการวิเคราะห์หุ้นกู้เป็นหลัก จึงอิงงบการเงินของ บริษัท ไทยแอร์เอเชีย จำกัด ซึ่งเป็นผู้ออกหุ้นกู้ ตั้งเป้ารายได้โต 15% ในปี 68 พร้อมเครื่องบินใหม่อีก 6 ลำ            จากเป้าหมายของจำนวนนักท่องเที่ยวโดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ที่ประมาณ 40 ล้านคนในปี 2568 บริษัทจึงคาดการณ์รายได้หลักจะเติบโตระดับใกล้เคียงกับปีก่อนที่ประมาณ 15% YoY ด้วยจำนวนผู้โดยสาร 23-24 ล้านคน โดยจะรักษาอัตราขนส่งผู้โดยสารใกล้ระดับ 90% รวมถึงเป้าหมายการเพิ่มระดับความตรงต่อเวลา (On-Time Performance: OTP) ให้กลับมาอยู่ในระดับ 90% ซึ่งเป็นมาตรฐานที่เคยทำได้โดดเด่น ซึ่งในปี 2567 ทำได้อยู่ที่ระดับ 79% (เที่ยวบินจะถือว่า ตรงเวลา เมื่อออกเดินทางไม่เกินกว่า 15 นาทีตามกำหนดการ)            นอกจากนี้ บริษัทมีแผนเพิ่มขนาดฝูงบินเป็น 66 ลำในปี 2568 โดยมีกำหนดรับมอบเครื่องบินลำแรกภายในสิ้นเดือนมีนาคมนี้ เพื่อรองรับการเติบโต รวมถึงการเปิดเส้นทางการบินใหม่ทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศ ซึ่งในไตรมาสที่ผ่านมา มีการเปิดเส้นทางการบินใหม่ จากเส้นทางดอนเมืองสู่ลำปาง เส้นทางบินข้ามภูมิภาคจากภูเก็ตสู่อุดรธานี และจากดอนเมือง สู่ อินเดีย (คยา, ไฮเดอราบัค, โกลกาตา) เวียดนาม (ฟูก๊วก) เนปาล (กาฐมาณฑุ) กัมพูชา (เสียมเรียบ) หุ้นกู้ TAA            อันดับเครดิตองค์กรอยู่ที่ระดับ BBB- แนวโน้มอันดับเครดิต Stable ซึ่งเป็นการปรับเพิ่มของทริสเรทติ้งเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2567 เนื่องจากทริสคาดว่าผลการดำเนินงานและสถานะทางการเงินของบริษัทจะดีขึ้นจากความต้องการเดินทางทางอากาศดีขึ้นต่อเนื่อง ท่ามกลางอัตราค่าโดยสารยังอยู่ในระดับสูง ซึ่งจะช่วยสนับสนุนความสามารถในการทำกำไรของ TAA อย่างไรก็ตาม การจัดอันดับเครดิตได้พิจารณาถึงธรรมชาติที่แปรปรวนตามวงจรของธุรกิจสายการบิน ทั้งเรื่องราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ความเสี่ยงทางด้านเศรษฐกิจ            แผนเสนอขายหุ้นกู้ TAA เสนอขายหุ้นกู้ต่อผู้ลงทุนสถาบัน หรือ ผู้ลงทุนรายใหญ่ เป็นหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ มีประกัน อายุ 2 ปี 6 เดือน อัตราดอกเบี้ยคงที่ 5.5% ต่อปี จ่ายดอกเบี้ยทุก 3 เดือน โดยผู้ออกหุ้นกู้มีสิทธิไถ่ถอนหุ้นกู้ก่อนครบกำหนดได้ตั้งแต่วันที่ 11 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป และเปิดให้จองซื้อในระหว่างวันที่ 8-10 เมษายน 2568            วัตถุประสงค์ในการออกหุ้นกู้ครั้งนี้ เพื่อใช้ชำระคืนหนี้จากการออกหุ้นกู้ TAA254A ที่จะครบกำหนดไถ่ถอนในวันที่ 27 เมษายน 2568 จำนวน 1,500 ล้านบาท และใช้ชำระคืนหนี้เงินกู้ยืมจากสถาบันการเงิน 300 ล้านบาท รวมถึงเป็นเงินลงทุนและค่าใช้จ่ายในกิจการที่เกี่ยวข้องอีก 200 ล้านบาท ทำให้มูลค่าเสนอขายหุ้นกู้ครั้งนี้อยู่ที่ไม่เกิน 2,000 ล้านบาท            หุ้นกู้คงค้าง ณ ปัจจุบันของ TAA อยู่ที่ 5,700 ล้านบาท (เงินต้น) โดยเป็นหุ้นกู้ที่ครบกำหนดชำระในปี 2568 รวม 1,500 ล้านบาท ซึ่ง TAA ออกหุ้นกู้มาแล้วทั้งหมด 10 รุ่น ตั้งแต่ปี 2560 และจากกราฟด้านล่าง จะเห็นว่าบริษัทมีเงินสดที่เพิ่มขึ้นมาตั้งแต่สิ้นปี 2566 โดยหลักมาจากเงินสดจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้นมากกว่าเงินที่นำไปลงทุนหรือชำระหนี้ ขณะเดียวกัน หนี้สินจากหุ้นกู้ก็เพิ่มสูงขึ้นตามมาจากการออกหุ้นกู้ใหม่เพื่อชำระคืนหุ้นกู้เดิม (Roll over) ปัจจัยเสี่ยง            บริษัทไม่ได้กำหนดอัตราส่วนทางการเงินที่ต้องดำรงไว้ในข้อกำหนดสิทธิ (Financial Covenants) สำหรับการเสนอขายครั้งนี้ ซึ่งส่งผลให้มีความเสี่ยงที่ไม่สามารถควบคุมระดับการก่อหนี้ได้ แต่บริษัทเองก็มีการจำกัดการก่อหนี้ด้วยการกำหนด Internal Financial Covenants ให้สอดคล้องกับ Financial Covenants ที่มีกับสถาบันการเงิน ซึ่งหากบริษัทไม่สามารถรักษาระดับหรือไม่ได้รับการผ่อนผันจากสถาบันการเงิน อาจทำให้บริษัทถูกเรียกชำระคืนเงินกู้ก่อนกำหนดได้ และอาจเข้าข่ายผิดนัดหุ้นกู้ (Cross Default)            ความเสี่ยงของส่วนของผู้ถือหุ้นเป็นลบ ตั้งแต่สถานการณ์ COVID-19 ในปี 2562 ที่ส่งผลต่อผลการดำเนินงานที่ลดลงสะสมมา และแม้ว่าผลการดำเนินงานได้ปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2566 แต่ก็ยังมีความผันผวนจากต้นทุนหลักในการดำเนินงานของบริษัทส่วนใหญ่ เช่น ต้นทุนน้ำมัน ค่าเช่าเครื่องบิน และค่าบำรุงรักษาเป็นสกุลเงินต่างประเทศ และกระแสเงินสดยังไม่ได้อยู่ในระดับเพียงพอที่จะชำระหนี้ระยะสั้นได้ จึงต้องพึ่งพาเงินทุนจากการออกหุ้นกู้เป็นหลัก จึงอาจมีความเสี่ยงหากไม่สามารถระดมทุนได้ตามแผน

กรณีศึกษาจาก Ondo Finance และ Mastercard และ โอกาสของสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศไทย [HoonVision x TokenX]

กรณีศึกษาจาก Ondo Finance และ Mastercard และ โอกาสของสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศไทย [HoonVision x TokenX]

           เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2568 ที่ผ่านมา ได้มีการประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญระหว่าง Ondo Finance และ Mastercard ในการนำ Real-World Assets (RWA) มาโทเค็นและเชื่อมเข้าสู่เครือข่าย Multi-Token Network (MTN) กำลังสร้างกระแสความตื่นตัวครั้งใหญ่ให้กับวงการการเงิน และสินทรัพย์ดิจิทัลทั่วโลก            โดยสินทรัพย์แรกที่เปิดตัวในโครงการนี้คือกองทุนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐระยะสั้น (OUSG) ของ Ondo ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อให้ธุรกิจและผู้ถือโทเค็นสามารถรับผลตอบแทนรายวัน พร้อมการทำธุรกรรมได้แบบ 24/7 โดยแทบไม่ต้องพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานคริปโตใด ๆ เพิ่มเติม Ondo Finance            เป็นสตาร์ตอัปด้านการเงินแบบโทเค็น (Tokenized Finance) ที่เน้นพัฒนาวิธีการลงทุนผ่านสินทรัพย์ในโลกความเป็นจริง (Real-World Assets หรือ RWA) ในรูปแบบโทเค็น โดยมีจุดเด่นอยู่ที่การออกโทเค็นกองทุนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ OUSG ซึ่งได้รับความสนใจจากสถาบันการเงินและนักลงทุนทั่วโลก Mastercard Multi-Token Network (MTN)            คือโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินที่ Mastercard พัฒนาขึ้น เพื่อให้ธนาคารและผู้ให้บริการการเงินสามารถเชื่อมต่อกับแอปพลิเคชันบนบล็อกเชนได้ในรูปแบบดิจิทัล ชูจุดเด่นในเรื่องความโปร่งใส การชำระเงินรวดเร็ว และขยายความสามารถในการทำธุรกรรมได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่ติดข้อจำกัดเรื่องช่วงเวลาทำการหรือความแตกต่างของเขตเวลา OUSG (Ondo Short-Term U.S. Government Bond Fund)            เป็นหนึ่งในกองทุนของ Ondo Finance ที่อยู่ในระบบ Blockchain โดยกองทุนตัวนี้ มุ่งลงทุนในตราสารหนี้ภาครัฐความเสี่ยงต่ำและสภาพคล่องสูง เช่น พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุสั้น (ตั๋วเงินคลัง หรือ Treasury Bills) และสินทรัพย์เทียบเท่าเงินสดอื่น ๆ โดยผ่านการแปลงเป็นโทเค็นดิจิทัลบนเครือข่ายบล็อกเชน. ปัจจุบันพอร์ตการลงทุนของ OUSG นำเงินส่วนใหญ่ไปลงทุนใน กองทุนสภาพคล่องดิจิทัลสกุลเงินดอลลาร์ของ BlackRock (BUIDL)            โดยจุดเด่นของ OUSG คือ OUSG ลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะสั้น ซึ่งถือว่ามีความเสี่ยงต่ำและมีสภาพคล่องสูง จึงเหมาะสำหรับนักลงทุนที่ต้องการลดความผันผวน และ มีกลไกการคำนวณและสะสมดอกเบี้ยเป็นรายวัน ทำให้นักลงทุนรับรู้การเติบโตของมูลค่ากองทุนได้ต่อเนื่อง ไม่ต้องรอเป็นรายเดือนหรือรายไตรมาส            แต่ OUSG แม้ว่าจะดำเนินการด้วยระบบ blockchain ก็ยังมีข้อจำกัดในบางประการเช่นกัน เมื่อนำมาเชื่อมต่อกับโลกแห่งการเงินในปัจจุบัน นั่นคือ  การซื้อขายหรือการไถ่ถอนอาจถูกจำกัดด้วย settlement windows ที่ต้องไปเชื่อมต่อเครือข่ายการเงินแบบดั้งเดิม จุดแตกต่างของ OUSG บน MTN ของ Master Card ธุรกรรม 24/7 ที่ไม่มีข้อจำกัดเรื่องเวลา: การผสานเข้ากับ MTN ของ Mastercard ช่วยให้ OUSG สามารถทำธุรกรรมได้ตลอด 24 ชั่วโมงทุกวัน ไม่จำกัดด้วยเวลาทำการของธนาคารหรือ settlement windows เชื่อมต่อกับระบบการเงินดั้งเดิมให้ง่ายขึ้น: MTN ช่วยเป็นสะพานเชื่อมระหว่างสินทรัพย์โทเค็นกับเครือข่ายการชำระเงินเอกชน (private payment rails) ของธนาคาร ซึ่งทำให้การชำระเงินและการเคลียร์ธุรกรรมเป็นไปอย่างรวดเร็วมากยิ่งขึ้น เปิดโอกาสในการเข้าถึงมากขึ้น แล้วเหตุใดจึงนับเป็น “หมุดหมายสำคัญ” ในวงการการเงิน ? เชื่อมต่อโลกการชำระเงินแบบดั้งเดิมกับบล็อกเชนสาธารณะ ความร่วมมือระหว่าง Ondo และ Mastercard ถือเป็นครั้งแรก ๆ ที่ระบบเครือข่ายการชำระเงินภาคเอกชน (Private Payment Rails) สามารถโต้ตอบกับโทเค็นซึ่งทำงานบนบล็อกเชนสาธารณะได้อย่างราบรื่น เปิดประตูสู่ระบบการเงิน 24 ชั่วโมง นวัตกรรมนี้ช่วยให้สถาบันการเงินและธุรกิจต่าง ๆ ก้าวสู่การบริหารสินทรัพย์ (treasury management) ที่ไม่ถูกจำกัดด้วยเวลาทำการของธนาคาร ไม่ต้องกังวลเรื่อง Time Zone จึงมีโอกาสเพิ่มประสิทธิภาพการหมุนเวียนเงินสด (Cash Flow) ได้มากขึ้น ต้นแบบการใช้งานจริง (Real Use Case) ของ RWA Tokenization ในขณะที่สินทรัพย์โทเค็นรูปแบบต่าง ๆ อาจเคยมีปัญหาด้านกฎระเบียบและเทคโนโลยีมาโดยตลอด การเคลื่อนไหวครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าสถาบันการเงินที่เป็นที่ยอมรับอย่าง Mastercard เริ่มเปิดรับและสนับสนุนการนำ RWA มาสู่บล็อกเชนในลักษณะที่ถูกกำกับดูแลตามมาตรฐานทางการเงิน ประโยชน์ต่อภาคการเงินและธุรกิจ ธุรกิจและธนาคารเข้าถึง “ผลตอบแทนรายวัน” ได้ง่ายขึ้น จากเดิมที่อาจต้องอาศัยบัญชีพิเศษหรือโบรกเกอร์เพื่อลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ แต่เมื่อทุกอย่างอยู่ในรูปแบบโทเค็น สามารถส่งเงินสดและรับโทเค็น OUSG ได้ทันที ลดข้อจำกัดด้านเวลาและสถานที่ การทำธุรกรรมบนบล็อกเชนที่เชื่อมต่อกับเครือข่าย MTN ช่วยให้ชำระเงินหรือแลกเปลี่ยนมูลค่าได้ทุกวันทุกเวลา ลดเวลาในการรอคิวชำระบัญชี (Settlement Windows) การบริหารความเสี่ยงและความโปร่งใสที่ดีขึ้น เนื่องจากบล็อกเชนเป็นระบบแบบบัญชีสาธารณะ (Public Ledger) สามารถตรวจสอบรายการโอนเข้าออกได้ และมี Smart Contract คอยควบคุมเงื่อนไขการโอนหรือล็อกสินทรัพย์ เกี่ยวข้องอย่างไรกับประเทศไทย            จากกรณีศึกษาที่กล่าวมา  Ondo Finance มีส่วนคล้ายกับการศึกษา Stable Coin ของประเทศไทย โดยในช่วงต้นปีที่ผ่านมา จากการที่กระทรวงการคลังศึกษาความเป็นไปได้ ในการนำเทคโนโลยี Tokenization พัฒนา Stablecoin ใหม่ มีพันธบัตรรัฐบาลที่ออกใหม่ Asset-Backed มูลค่า 1 หมื่นล้านบาท พร้อมตั้งแพลตฟอร์มเทรดใหม่เสร็จภายในปีนี้ เฟสต่อไปเตรียมเปิดให้ Stablecoin ใช้ซื้อสินค้าได้ ซึ่งความคล้ายเคียงของ OUSG และ Stable Coin ของประเทศไทยนั้นคือโดน back ด้วยพันธบัตรเหมือนกัน            ดังนั้น การเปิดกว้างต่อ Stablecoin ที่มีพันธบัตรรัฐบาลไทยเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน อาจเป็นก้าวสำคัญสู่ยุคใหม่ของระบบการเงินไทย ซึ่งในอนาคตอาจเชื่อมโยงเข้ากับเครือข่ายบล็อกเชนระดับโลกเช่นเดียวกับกรณี Ondo Finance และ Mastercard การยกระดับเทคโนโลยีและการกำกับดูแลอย่างเหมาะสม จะช่วยให้ผู้ประกอบการรายเล็กและใหญ่ รวมถึงนักลงทุนทั่วไป มีโอกาสเข้าถึงสินทรัพย์ดิจิทัลคุณภาพได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยเราสามารถเห็นโอกาสต่างๆดังต่อไปนี้ เช่น การพัฒนาระบบการเงินดิจิทัล: แนวทาง Stablecoin ที่มีพันธบัตรรัฐบาลเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน จะเป็นหนึ่งในนวัตกรรมของประเทศไทยสำหรับสินทรัพย์ดิจิทัล โดยจะเป็นก้าวสำคัญในการที่ภาครัฐเป็นผู้ออกโทเคนเอง ส่งเสริมสภาพคล่องและการเข้าถึงตลาด: หาก Stablecoin ในไทยประสบความสำเร็จ จะเปิดโอกาสให้นักลงทุนและผู้ประกอบการเข้าถึงสินทรัพย์ดิจิทัลที่มีคุณภาพได้ตลอด 24 ชั่วโมง การเชื่อมต่อระหว่างระบบการเงินดั้งเดิมและดิจิทัล: โมเดลที่ได้จาก Ondo Finance และ Mastercard แสดงให้เห็นว่าการผสานเทคโนโลยีบล็อกเชนกับระบบการชำระเงินแบบดั้งเดิมสามารถเพิ่มประสิทธิภาพและลดข้อจำกัดในด้านเวลาการทำธุรกรรมได้            บทเรียนจากกรณีศึกษาในต่างประเทศเช่น Ondo Finance และ Mastercard จึงอาจจะเป็นกรณีศึกษาที่สำคัญให้ประเทศไทยสามารถมองหาโอกาสและวางกลยุทธ์ในการพัฒนาระบบการเงินที่มีความทันสมัยและครอบคลุมทั้งด้านเทคโนโลยีและความปลอดภัย เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือกับยุคสินทรัพย์ดิจิทัลในศตวรรษที่ 21 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้เขียน สุทธิรัตน์ หาญพานิชย์ Head of Business Development, Token X

SCB คาดค่าเงินบาทวันนี้ กรอบ 33.70-33.85 บ./ดอลลาร์

SCB คาดค่าเงินบาทวันนี้ กรอบ 33.70-33.85 บ./ดอลลาร์

            หุ้นวิชั่น - กลุ่มงานตลาดการเงิน ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 33.70-33.85 บาท/ดอลลาร์ ค่าเงินบาทเริ่มกลับมาอ่อนค่าวันที่ผ่านมา ด้านธนาคารกลางยุโรป (ECB) ลดดอกเบี้ย Deposit facility rate 25 bps มาอยู่ที่ 50% แต่กล่าวว่าเงินเฟ้อมีแนวโน้มกลับเข้าเป้า 2% ช้าลง ทำให้ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลยุโรปปรับสูงขึ้นเร็ว ทางการจีนส่งสัญญาณทำมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่ม โดยจะดำเนินมาตรการขาดดุลการคลังสูงขึ้นผ่านการออกบอนด์มากขึ้น นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศเลื่อนขึ้นภาษีนำเข้าสินค้ากลุ่มที่อยู่ใต้ USMCA จากแคนาดาและเม็กซิโกออกไปถึงวันที่ 2 เมษายน

IRPC เคาะดอกเบี้ยหุ้นกู้-หุ้นกู้ดิจิทัล 3.80%-4.35% ต่อปี จองซื้อ 20-21-24 มี.ค.นี้

IRPC เคาะดอกเบี้ยหุ้นกู้-หุ้นกู้ดิจิทัล 3.80%-4.35% ต่อปี จองซื้อ 20-21-24 มี.ค.นี้

          บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) หรือ IRPC ประกาศดอกเบี้ยหุ้นกู้และหุ้นกู้ดิจิทัล ที่จะเสนอขายต่อประชาชนเป็นการทั่วไป อัตราดอกเบี้ยคงที่ระหว่าง 3.80% – 4.35% ต่อปี คาดว่าเปิดจองซื้อระหว่างวันที่ 20 - 21 และ 24 มีนาคมนี้ ผ่าน 10 สถาบันการเงินชั้นนำ ด้วยอันดับความน่าเชื่อถือหุ้นกู้ที่ระดับ “A-“ แนวโน้ม “คงที่” หรือ “Stable” จากทริสเรทติ้ง เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2568 พร้อมเดินหน้ายกระดับประสิทธิภาพและเสริมความแข็งแกร่ง ในธุรกิจหลัก ได้แก่ ปิโตรเลียม ปิโตรเคมี และพัฒนาต่อยอดธุรกิจใหม่ที่บริษัทฯ มีความเชี่ยวชาญ ผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรด้วยนวัตกรรมวัสดุและพลังงานที่ยั่งยืน           นายพิจินต์ อภิวันทนาพร รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บัญชีและการเงิน บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) หรือ IRPC เปิดเผยว่า IRPC กำหนดอัตราดอกเบี้ยสำหรับหุ้นกู้และหุ้นกู้ดิจิทัล ประเภทไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีประกัน และมีผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้รวม 5 ชุด ประกอบด้วย หุ้นกู้อายุ 4 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ 3.80% ต่อปี หุ้นกู้อายุ 6 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ 4.10% ต่อปี หุ้นกู้อายุ 7 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ 4.25% ต่อปี หุ้นกู้อายุ 9 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ 4.35% ต่อปี และหุ้นกู้ดิจิทัลอายุ 5 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ 3.95% ต่อปี เสนอขายแก่ประชาชนเป็นการทั่วไป หุ้นกู้ทุกชุดมีกำหนดชำระดอกเบี้ยทุก 6 เดือน ตลอดอายุหุ้นกู้ โดยคาดว่าจะเปิดจองซื้อระหว่างวันที่ 20 – 21 และ 24 มีนาคมนี้ ผ่าน 10 สถาบันการเงินชั้นนำ ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ธนาคารทหารไทยธนชาต ธนาคาร ยูโอบี ธนาคารออมสิน และบริษัทหลักทรัพย์เกียรตินาคินภัทร สำหรับหุ้นกู้ดิจิทัล เสนอขายผ่านวอลเล็ตซื้อขายหุ้นกู้ บนแอปพลิเคชัน ‘เป๋าตัง’ ของธนาคารกรุงไทย เท่านั้น           ด้านสถาบันการเงินผู้จัดการการจำหน่ายหุ้นกู้ เชื่อมั่นว่าหุ้นกู้ IRPC เป็นอีกหนึ่งโอกาสการลงทุนที่น่าสนใจ และคาดว่าจะได้รับการตอบรับที่ดีจากนักลงทุน โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดโดยรวมมีความผันผวนจากการลงทุนในหลักทรัพย์อื่น ๆ การลงทุนในหุ้นกู้ของ IRPC จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ เนื่องจากให้ผลตอบแทนที่คงที่สม่ำเสมอ ภายใต้ความเสี่ยงที่ยอมรับได้ โดยอันดับความน่าเชื่อถือหุ้นกู้อยู่ที่ระดับ “A-” แนวโน้ม “คงที่” หรือ “Stable” จากบริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568           สำหรับผู้ลงทุนทั่วไปที่สนใจจองซื้อหุ้นกู้ IRPC สามารถจองซื้อขั้นต่ำ 100,000 บาท และทวีคูณ 100,000 บาท ผ่านหลากหลายช่องทาง ทั้งผ่านสาขาหรือออนไลน์แอปพลิเคชันของผู้จัดการการจัดจำหน่ายหุ้นกู้ที่มีให้บริการ นอกจากนี้ได้เพิ่มทางเลือกให้ผู้ลงทุนในรูปแบบหุ้นกู้ดิจิทัล อายุ 5 ปี สามารถจองซื้อขั้นต่ำ 1,000 บาท และทวีคูณ 1,000 บาท ผ่าน วอลเล็ตซื้อขายหุ้นกู้บนแอปฯ “เป๋าตัง” โดยหุ้นกู้ดิจิทัลบนแอปฯ เป๋าตัง อำนวยความสะดวกให้ผู้ลงทุนซื้อขายได้แบบเรียลไทม์ตลอด 24 ชั่วโมง           ทั้งนี้ บริษัทฯ อยู่ระหว่างการยื่นแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายตราสารหนี้ และร่างหนังสือชี้ชวนซึ่งยังไม่มีผลบังคับใช้ เนื่องจากอยู่ระหว่างการพิจารณาของสำนักงาน ก.ล.ต. ผู้ลงทุนสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้จากแบบแสดงรายการ ข้อมูลการเสนอขายตราสารหนี้ และร่างหนังสือชี้ชวนที่ www.sec.or.th หรือ สามารถติดต่อผู้จัดการการจัดจำหน่ายตามรายละเอียดด้านล่าง ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (ยกเว้นสาขาไมโคร) โทร. 1333 หรือจองซื้อผ่านแอปพลิเคชัน Bangkok Bank Mobile Banking ได้อีก 1 ช่องทางสำหรับผู้ลงทุนทั่วไปที่เป็นบุคคลธรรมดา ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) โทร. 1572 หรือจองซื้อผ่านแอปพลิเคชัน krungsri สำหรับผู้ลงทุนทั่วไปที่เป็นบุคคลธรรมดา ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) โทร. 02-111-1111 โดยจองซื้อผ่านวอลเล็ตซื้อขายหุ้นกู้ บนแอปพลิเคชัน ‘เป๋าตัง’ ของธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เท่านั้น (เฉพาะหุ้นกู้ดิจิทัลเท่านั้น) ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) โทร. 02-888-8888 กด 869 หรือจองซื้อผ่านเว็บไซต์ K-My Invest (www.kasikornbank.com/kmyinvest) สำหรับผู้ลงทุนทั่วไปที่เป็นบุคคลธรรมดาสัญชาติไทย (ซึ่งรวมถึงบริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ในฐานะหน่วยงานขายของธนาคารกสิกรไทย) ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) โทร. 02-777-6784 หรือจองซื้อผ่านแอปพลิเคชัน SCB EASY สำหรับผู้ลงทุนทั่วไปที่เป็นบุคคลธรรมดาสัญชาติไทย (ซึ่งรวมถึงบริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด ในฐานะหน่วยงานขายของธนาคารไทยพาณิชย์) ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) โทร. 1428 กด #4 ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) 02-626-7777 หรือจองซื้อผ่านแอปพลิเคชัน CIMB THAI สำหรับผู้ลงทุนทั่วไปที่เป็นบุคคลธรรมดา ธนาคารยูโอบี จำกัด (มหาชน) โทร. 02-285-1555 บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) โทร. 02-165-5555 หรือจองซื้อผ่านแอปพลิเคชัน Dime! สำหรับ ผู้ลงทุนทั่วไปที่เป็นบุคคลธรรมดา (ซึ่งรวมถึงธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) ในฐานะหน่วยงานขายของบริษัทหลักทรัพย์เกียรตินาคินภัทร) ธนาคารออมสิน โทร. 02-299-9245, 02-299-9246 หรือจองซื้อผ่านทางแอปพลิเคชัน MyMo สำหรับผู้ลงทุนทั่วไปที่เป็นบุคคลธรรมดาเท่านั้น โทร. 1115 กด 5 และ 1143 คำเตือน: การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาและทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน [PR News]

ก.ล.ต. ปรับปรุงหลักเกณฑ์บัญชีรายชื่อคริปโทเคอร์เรนซีฯ

ก.ล.ต. ปรับปรุงหลักเกณฑ์บัญชีรายชื่อคริปโทเคอร์เรนซีฯ

           หุ้นวิชั่น - สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ปรับปรุงหลักเกณฑ์บัญชีรายชื่อคริปโทเคอร์เรนซีที่ ก.ล.ต. ประกาศกำหนด เพื่อให้ผู้ออกเสนอขายโทเคนดิจิทัล (Issuer) รับคริปโทเคอร์เรนซีเป็นการตอบแทน และผู้ให้บริการระบบเสนอขายโทเคนดิจิทัล (ICO Portal) รับคริปโทเคอร์เรนซีจากผู้ลงทุนหรือ Issuer ในการทำธุรกรรม และเพื่อให้ศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลซื้อขายหรือแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัลกับคริปโทเคอร์เรนซีได้เพิ่มเติมอีก 2 สกุล ได้แก่ USD Coin (USDC) และ Tether (USDT) โดยมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่16 มีนาคม 2568 เป็นต้นไป            ตามที่ ก.ล.ต. ได้กำหนดบัญชีรายชื่อคริปโทเคอร์เรนซีที่ Issuer, ICO Portal, และศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลสามารถรับเป็นการตอบแทนหรือทำธุรกรรม หรือใช้ซื้อขายหรือแลกเปลี่ยนในศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล โดยปัจจุบันมีจำนวน 5 รายชื่อ ได้แก่ Bitcoin (BTC), Ethereum (ETH), Ripple (XRP), Stellar (XLM) และคริปโทเคอร์เรนซี ที่ใช้ในการทดสอบการชำระราคาที่มีการกำหนดเงื่อนไขอัตโนมัติ (Programmable Payment) ภายใต้ Enhanced Regulatory Sandbox ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)            ดังนั้น เพื่อให้หลักเกณฑ์มีความยืดหยุ่นในการประกอบธุรกิจมากขึ้น ก.ล.ต. จึงเปิดรับฟังความคิดเห็นหลักการเกี่ยวกับการปรับปรุงรายชื่อคริปโทเคอร์เรนซีที่ ก.ล.ต. ประกาศกำหนด ซึ่งดำเนินการแล้วเสร็จเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2568 โดยมีผู้แสดงความคิดเห็นส่วนใหญ่เห็นด้วยกับหลักการและร่างประกาศดังกล่าว            ก.ล.ต. จึงออกประกาศเพื่อปรับปรุงหลักเกณฑ์บัญชีรายชื่อคริปโทเคอร์เรนซีที่ ก.ล.ต. ประกาศกำหนด* เพื่อรองรับให้ Issuer สามารถรับคริปโทเคอร์เรนซีเป็นการตอบแทน ICO Portal รับคริปโทเคอร์เรนซีจากผู้ลงทุนหรือ Issuer ในการทำธุรกรรม และผู้ประกอบธุรกิจศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล ซื้อขายหรือแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัลกับคริปโทเคอร์เรนซีได้เพิ่มเติมอีก 2 สกุล ได้แก่ เหรียญ USDT และ USDC ทั้งนี้ การออกประกาศกำหนดหลักเกณฑ์ดังกล่าว* มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 16 มีนาคม 2568  เป็นต้นไป

เปิดผลสำรวจ! 61% จาก 41 ซีอีโอไทย ชี้ธุรกิจรอดยากในทศวรรษหน้า หากไม่ปรับตัว

เปิดผลสำรวจ! 61% จาก 41 ซีอีโอไทย ชี้ธุรกิจรอดยากในทศวรรษหน้า หากไม่ปรับตัว

              หุ้นวิชั่น - PwC ประเทศไทย เผยรายงานผลสำรวจล่าสุดพบซีอีโอไทยแสดงความเชื่อมั่นต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยและโลกลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับปี 67 ขณะที่มองการดำเนินธุรกิจด้วยความระมัดระวังในปี 2568 ส่งผลให้แผนการเพิ่มจำนวนพนักงานลดลง และมากกว่าครึ่งยังไม่มีแผนขยายการลงทุนในต่างประเทศ ขณะที่การลงทุนใน GenAI และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกลายเป็นอีกหนึ่งกุญแจสำคัญที่ซีอีโอไทยคาดหวังว่าจะช่วยพลิกโฉมรูปแบบธุรกิจใหม่ในอนาคต ‘รายงานผลสำรวจซีอีโอทั่วโลกประจำปี ครั้งที่ 28 ฉบับประเทศไทย: ปฏิรูปรูปแบบธุรกิจ เพื่อพิชิตโลกอนาคต’ ของ PwC ประเทศไทย ยังได้แนะนำให้ผู้บริหารระดับสูงต้องมีการปรับเปลี่ยนธุรกิจครั้งใหญ่เพื่อเพิ่มคุณค่าใหม่จากการดำเนินงาน               นาย พิสิฐ ทางธนกุล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท PwC ประเทศไทย เปิดเผยว่า ซีอีโอไทยมีความเชื่อมั่นต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยและโลกลดลงเล็กน้อย โดย 44% เชื่อว่าเศรษฐกิจโลกจะปรับตัวดีขึ้นในปี 2568 (ลดลง 1% จากปีก่อน) และ 51% กล่าวว่าเศรษฐกิจภายในประเทศจะดีขึ้นในปีนี้  (ลดลง 1% จากปีก่อน) ขณะที่ 27% แสดงความเชื่อมั่นในระดับสูงหรือสูงมากต่อรายได้ของบริษัทในปีนี้ และเพิ่มขึ้นเป็น 44% สำหรับแนวโน้มในช่วงสามปีข้างหน้า นอกจากนี้ ซีอีโอไทย 61% กล่าวว่าธุรกิจของตนจะไม่สามารถอยู่รอดได้ในทศวรรษหน้า หากยังดำเนินธุรกิจด้วยแนวทางเดิม ๆ ซึ่งลดลงจากการสำรวจเมื่อปีก่อนที่ 67%               “ซีอีโอไทยมีแนวโน้มที่จะดำเนินกลยุทธ์์ด้วยความระมัดระวังมากขึ้นในปีนี้ แม้ว่าจะมีความเชื่อมั่นต่อการเติบโตของรายได้และความสามารถในการดำเนินธุรกิจของตนเอง เนื่องจากยังขาดความเชื่อมั่นต่อทิศทางการเติบโตของเศรษฐกิจภายในประเทศและโลกด้วยปัจจัยหลายอย่างที่ยังคงกดดัน sentiment โดยรวมของการลงทุนและการขยายกิจการใหม่ ๆ อย่างไรก็ดี มีซีอีโอไทยจำนวนไม่น้่อยที่กำลังปรับเปลี่ยนธุรกิจตัวเองเพื่อความอยู่รอด โดยในปีที่ผ่านมา เราเห็นหลายธุรกิจตื่นตัวในเรื่องของ AI การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อีกทั้งแสวงหาโอกาสในการสร้างคุณค่าด้วยวิธีการใหม่ ๆ มากขึ้นและโฟกัสไปที่การสร้างรายได้จากธุรกิจหลัก” นาย พิสิฐ กล่าว              ทั้งนี้ รายงานฉบับประเทศไทย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ ‘รายงานผลสำรวจซีอีโอทั่วโลกประจำปี ครั้งที่ 28 ของ PwC’ ได้รวบรวมความคิดเห็นของประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ทั่วโลกจำนวนทั้งสิ้น 4,701 ราย ซึ่งรวมถึงซีอีโอจากประเทศไทย จำนวน 41 ราย ในระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม ถึง 8 พฤศจิกายน 2567             สำหรับปัจจัยความเสี่ยงที่สร้างความกังวลให้กับผู้นำธุรกิจไทยนั้นพบว่า ความผันผวนของเศรษฐกิจมหภาค และความเสี่ยงทางไซเบอร์เป็นภัยคุกคามอันดับแรกที่ส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจ (24% เท่ากัน) ตามมาด้วยเงินเฟ้อ และการหยุดชะงักของเทคโนโลยี (20% เท่ากัน) และการขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะที่จำเป็น และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (15% เท่ากัน)             นอกจากนี้ ซีอีโอไทยยังคงมีความระมัดระวังต่อการดำเนินธุรกิจในระยะข้างหน้า เห็นได้จากแผนการสรรหาบุคลากรที่ลดลง โดยมีเพียง 29% ที่วางแผนจะเพิ่มจำนวนพนักงานในช่วง 12 เดือนข้างหน้า ลดลงจากปีก่อนที่ 33% และยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกและภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่ 42% และ 46% ตามลำดับ ยิ่งไปกว่านั้น ซีอีโอไทยมากกว่าครึ่ง (56%) ยังไม่มีแผนที่จะจัดสรรเงินทุนให้กับการดำเนินงานในต่างประเทศในอีก 12 เดือนข้างหน้า และ 41% ไม่มีแผนที่จะควบรวมกิจการขนาดใหญ่ในช่วงสามปีข้างหน้า “ในขณะที่ปี 2568 จะเป็นปีที่ซีอีโอบริหารงานด้วยความระมัดระวัง สิ่งสำคัญที่พวกเขาจะต้องเร่งดำเนินการเพื่อประสบความสำเร็จในสภาพแวดล้อมที่ท้าทายนี้ คือ จะต้องกล้าที่จะปฏิรูปรูปแบบธุรกิจเพื่ือเปลี่ยนแปลงวิธีการสร้าง ส่งมอบ และสรรหาคุณค่าใหม่” นาย พิสิฐ กล่าว  GenAI และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ             ในช่วงปีที่ผ่านมา ซีอีโอไทยตื่นตัวต่อกระแสการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์แบบรู้สร้าง (generative AI: GenAI) ที่เข้ามาส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจเป็นอย่างมาก โดย 30% รายงานว่ามีรายได้เพิ่มขึ้น ขณะที่ 37% พบว่ามีความสามารถในการทำกำไรสูงขึ้น และ 20% ระบุว่าจำนวนพนักงานของธุรกิจเพิ่มขึ้นจากที่ซีอีโอ 33% คาดการณ์ว่าจำนวนพนักงานจะลดลงในปี 2567 แต่อย่างไรก็ดี ยังมีซีอีโอไทย 27% ที่รายงานว่ามีความไว้วางใจใน AI น้อยหรือไม่ไว้วางใจเลย ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายในการประยุกต์ใช้ AI ที่ยังคงมีอยู่             นอกจากนี้ ซีอีโอไทยยังคงให้ความสำคัญกับประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง หลังผู้นำธุรกิจเริ่มมองเห็นโอกาสทางการตลาดและความต้องการสินค้าและบริการอย่างยั่งยืนที่สูงขึ้นของผู้บริโภค โดย 76% กล่าวว่า พวกเขาได้ลงทุนโครงการที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในปีที่ผ่านมา ขณะที่ 37% กล่าวว่า สามารถยอมรับอัตราผลตอบแทนสำหรับการลงทุนที่เป็นมิตรต่อสภาพภูมิอากาศที่ต่ำกว่าอัตราผลตอบแทนขั้นต่ำที่ยอมรับได้สำหรับการลงทุนอื่น ๆ และถึงแม้ว่าจะมีซีอีโอไทยเพียง 22% ที่กล่าวว่า องค์กรของตนมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการผนวกโครงการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเข้ากับกลยุทธ์ทางธุรกิจ             “ผลกระทบจากการเปลี่ยนผ่านไปสู่ดิจิทัล การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การเข้ามาของเทคโนโลยีเกิดใหม่ และเมกะเทรนด์อื่น ๆ กำลังเป็นตัวเร่งให้ผู้นำธุรกิจทั่วโลกรวมทั้งไทยจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนวิธีการสร้างคุณค่า และตอบสนองความคาดหวังที่เปลี่ยน แปลงไปของลูกค้า กำลังแรงงาน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่น ๆ นอกจากนี้ จะต้องนำแนวปฏิบัติการใช้งาน AI อย่างมีความรับผิดชอบมาผนวกกับกลยุทธ์การทำธุรกิจในทุกมิติ ซึ่งถึงแม้ว่าในบางกรณีอาจจะไม่ได้สร้างผลตอบแทนในทันที แต่ก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้หากต้องการที่จะประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืนในระยะยาว” นาย พิสิฐ กล่าว 

XSpring AM โชว์ผลงานปี 67 พลิกกำไรโต 192% ค่าธรรมเนียม -ค่าคอมฯพุ่งเท่าตัว

XSpring AM โชว์ผลงานปี 67 พลิกกำไรโต 192% ค่าธรรมเนียม -ค่าคอมฯพุ่งเท่าตัว

          XSpring AM เทคออฟโชว์ผลงานปี 67 พลิกกำไรโต 192%  ค่าธรรมเนียมการจัดการกองทุนและค่าคอมมิชชั่นพุ่งเท่าตัว เตรียมเปิดขายกองทุน “X-FIXED6M1R” ตอบโจทย์นักลงทุนในตราสารหนี้           นายยศกร ฟอลเล็ต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เอ็กซ์สปริง จำกัด หรือ XSpring AM เปิดเผยว่า ปี 2567 XSpring AM ดำเนินธุรกิจโดยมุ่งเน้นการเพิ่มรายได้ที่หลากหลายพร้อมกับการควบคุมค่าใช้จ่ายที่ทำได้เป็นอย่างดี ซึ่งถือเป็นปีแห่งการพลิกฟื้นธุรกิจทำให้มีรายได้รวม 190 ล้านบาท เติบโต 64% และพลิกมีกำไร 14 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 192% จากปี 2566 ที่มีรายได้ 116 ล้านบาท และมีผลขาดทุน 15 ล้านบาท โดยรายได้ส่วนใหญ่มาจากธุรกิจการเป็นนายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน (LBDU) และธุรกิจกองทุนส่วนบุคคลที่เติบโตขึ้นกว่า 28% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยไฮไลท์สำคัญของปีที่ผ่านมา บริษัทได้เสนอขายกองทุนเปิดเอ็กซ์สปริง ไพรเวทอิควิตี้ โครงสร้างพื้นฐานทั่วโลก ห้ามขายผู้ลงทุนรายย่อย (UI) ซึ่งเป็นความร่วมมือกับทาง Macquarie Asset Management บริษัทผู้นำด้านการจัดการสินทรัพย์โครงสร้างพื้นฐานระดับโลกซึ่งมีประสบการณ์การบริหารจัดการสินทรัพย์ประเภทดังกล่าวมากว่า 30 ปี  ทั้งนี้ ยังถือเป็นการเปิดเสนอขายกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานทั่วโลกของทาง Macquarie Asset Management เป็นครั้งแรกในประเทศไทย นอกจากนี้บริษัทยังได้เสนอขายกองทุนเปิดเอ็กซ์สปริง ตราสารหนี้พลัส (X-PLUS) ซึ่งเป็นกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น ลงทุนในตราสารหนี้คุณภาพ สภาพคล่องสูง เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของนักลงทุนตามสภาวะตลาดในแต่ละช่วงเวลาให้ครบทุกมิติ           ท่ามกลางความท้าทายในปี 2568 XSpring AM มั่นใจว่าจะสามารถขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโตได้ตามเป้าหมาย โดยสร้างมูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (AUM) ให้เติบโตเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดดสู่ 15,000 ล้านบาท จาก 6,600 ล้านบาท ในปี 2567 แบ่งเป็นกองทุนส่วนบุคคล 4,400 ล้านบาท และกองทุนรวมอีก 4,000 ล้านบาท ส่วนธุรกิจนายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน (LBDU) คาดว่าปีนี้จะเห็นเม็ดเงินภายใต้การบริหารเพิ่มมากขึ้น แตะระดับ 3,400 ล้านบาท จากปีก่อนหน้าที่อยู่ราว 2,820 ล้านบาท ทั้งนี้ ในปี 2568 ตั้งเป้ารายได้ที่ 260 ล้านบาท ซึ่งจะมุ่งเน้นการออกกองทุนร่วมกับบริษัทจัดการกองทุนชั้นนำในต่างประเทศด้วยกลยุทธ์การลงทุนที่หลากหลาย โดยมีแผนออกกองทุนใหม่อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี พร้อมรักษาการลงทุนในกองทุนส่วนบุคคลด้วยการลงทุนตรงในโครงการอสังหาริมทรัพย์           โดยในเดือนนี้ XSpring AM เตรียมเปิดตัว กองทุนรวมตราสารหนี้ประเภทเทอมฟันด์ X-FIXED6M1R Rollover ทุก 6 เดือน เปิดให้จองซื้อ (IPO) ระหว่างวันที่ 10 - 17 มีนาคม 2568 และเริ่มลงทุนในวันที่ 18 - 19 มีนาคม 2568 สำหรับนักลงทุนสถาบัน นักลงทุนรายใหญ่ และนักลงทุนรายใหญ่พิเศษเท่านั้น กำหนดการลงทุนครั้งแรกขั้นต่ำ 50,000 บาท และครั้งถัดไปเพียง 1,000 บาท ซึ่งกองทุนนี้จะลงทุนในตราสารหนี้ของผู้ออกตราสารในประเทศที่มีอันดับความน่าเชื่อถือระดับ Investment Grade และคัดเลือกบริษัทที่มีสถานะการเงินแข็งแกร่ง รวมถึงให้อัตราผลตอบแทนที่คุ้มค่ากับความเสี่ยง ตราสารหนี้ที่ลงทุนจะมีอายุประมาณ 6 เดือน เพื่อให้สอดคล้องกับรอบ Rollover ของกองทุน ซึ่งเมื่อครบ 6 เดือน หากผู้ลงทุนไม่ได้ทำรายการขายคืน เงินลงทุนจะถูกนำไปลงทุนต่อโดยอัตโนมัติ แต่หากต้องการไถ่ถอนต้องแจ้งล่วงหน้าก่อนวันครบรอบ Rollover           นอกจากนี้ XSpring AM ยังมีแผนขยายฐานลูกค้ากลุ่มใหม่บนช่องทางดิจิทัลมากขึ้น เพื่อเพิ่มทางเลือก และความสะดวกสบายด้านการลงทุนให้กับนักลงทุน โดยเฉพาะกลุ่มนักลงทุนรายย่อย ผ่าน XSpring Application เพื่อส่งเสริมการเข้าถึงการลงทุนในรูปแบบดิจิทัลที่มีประสิทธิภาพ สะดวก และรวดเร็ว           สำหรับทิศทางการลงทุนในปี 2568 XSpring AM มองว่า ความไม่แน่นอนในตลาดทุน และตลาดเงิน อันเนื่องมาจากผลกระทบของนโยบายทรัมป์ 2.0  เป็นแรงส่งให้เกิดความผันผวนของตลาด และสะท้อนภาพความเปราะบางของตลาดหุ้นทั่วโลก รวมถึงตลาดหุ้นไทยที่ยังมีความไม่แน่นอน แม้ กนง. มีมติลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% จาก 2.25% เป็น 2.00% ต่อปี ในการประชุมครั้งล่าสุด ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อตลาดหุ้นและตลาดตราสารหนี้ไทย แต่ในเชิงเทคนิคดัชนีหุ้นไทยยังมีโอกาสปรับลดลงมาอยู่ในกรอบ 1,150 – 1,220 จุด มีแนวรับอยู่ที่ 1,160 จุด แม้จะปรับตัวลงมาแล้วกว่า - 13.73% ตั้งแต่ต้นปีก็ตาม ทั้งนี้หากพิจารณาในเชิงมูลค่า (Valuation) พบว่า P/E ของตลาดหุ้นไทยแม้จะปรับตัวลงมาแล้ว แต่ก็ยังคงสูงกว่าตลาดหุ้นอื่น ๆ ในภูมิภาค อีกทั้งตลาดยังไม่มีปัจจัยสนับสนุนใหม่ ๆ ที่จะทำให้ EPS กลับมาโตโดดเด่นได้อีกครั้ง ทำให้ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาตลาดหุ้นไทยจึงไม่ใช่ตลาดหุ้นที่ได้รับความสนใจจากเม็ดเงินลงทุนต่างประเทศ (Foreign Fund Flows)  ในทางกลับกัน นักลงทุนต่างประเทศเลือกที่จะนำเงินไปพักในตราสารหนี้เป็นลำดับแรก เพื่อรอจังหวะที่ดีในการลงทุน ควบคู่ไปกับการสร้างผลตอบแทนบนความเสี่ยงที่ต่ำกว่า           “ในช่วงที่ตลาดการเงินทั่วโลกต้องเผชิญกับความผันผวนทั้งปัจจัยเศรษฐกิจภายใน และปัจจัยความขัดแย้งภายนอกประเทศ ซึ่งหนุนให้ราคาสินทรัพย์ต่าง ๆ เกิดความผันผวนอย่างในปัจจุบัน เรามองเป็นโอกาสที่ดีในการจับจังหวะการลงทุน ผ่านการจัดสรรสัดส่วนพอร์ตการลงทุนให้มีความเหมาะสม ตามความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนรับได้ โดยการจัดสรรเงินลงทุนไปในหลาย ๆ สินทรัพย์ นอกจากจะช่วยลดความผันผวนของพอร์ตแล้ว ยังทำให้โอกาสการขาดทุนต่ำลง พร้อมกันนั้นยังเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนอย่างยั่งยืนในระยะยาว มากกว่าการถือครองเงินสด โดย XSpring AM จะนำเอาความเชี่ยวชาญในการออกแบบกองทุน นำเสนอผลิตภัณฑ์ด้านการลงทุนประเภทใหม่ ๆ ที่มีความหลากหลาย และแตกต่างจากผลิตภัณฑ์ในตลาด เพื่อสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับนักลงทุนตามสภาวะเศรษฐกิจและกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลก ซึ่งเรามีที่ปรึกษาการลงทุน หรือ Wealth Advisor และทีมสายงานวิจัยและกลยุทธ์การลงทุน ที่มีความชำนาญอย่างมากในการให้คำแนะนำ รวมถึงร่วมนำเสนอผลิตภัณฑ์ด้านการลงทุนที่ตอบโจทย์ และตรงกับความต้องการของนักลงทุน ซึ่งจะทำให้บริษัทสามารถเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง และยั่งยืน” นายยศกร กล่าวสรุป [PR News]

SCB คาดค่าเงินบาทวันนี้ กรอบ 33.50-33.70 บ./ดอลลาร์

SCB คาดค่าเงินบาทวันนี้ กรอบ 33.50-33.70 บ./ดอลลาร์

          หุ้นวิชั่น - กลุ่มงานตลาดการเงิน ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 33.50-33.70 บาท/ดอลลาร์ ค่าเงินบาทแข็งค่าต่อเนื่องตามเงินยูโรที่แข็งค่าแรง หลังคณะกรรมาธิการยุโรปเตรียมออกมาตรการส่งเสริมการใช้จ่ายด้านกลาโหม ซึ่งคาดว่าจะระดมทุนได้ 8 แสนล้านยูโร เลข ISM ภาคการบริการสหรัฐฯ ออกมาที่ 5 สูงกว่าตลาดคาดที่ 52.5 จากดัชนีย่อยด้านจ้างงานและยอดสั่งซื้อที่ปรับดีขึ้น ขณะที่เลขจ้างงาน ADP Employment change ออกมาที่ 7.7 หมื่น สหรัฐฯ ประกาศเลื่อนการขึ้นภาษีนำเข้ากลุ่มยานยนต์จากประเทศแคนาดาและเม็กซิโกออกไป 1 เดือน

SCB คาดค่าเงินบาทวันนี้ กรอบ 33.65-33.90บ./ดอลลาร์

SCB คาดค่าเงินบาทวันนี้ กรอบ 33.65-33.90บ./ดอลลาร์

          หุ้นวิชั่น  - กลุ่มงานตลาดการเงิน ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 33.65-33.90บาท/ดอลลาร์ ค่าเงินบาทยังแข็งค่าต่อเนื่องตามดัชนีเงินดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนค่า โดยการขึ้น Tariffs ของสหรัฐฯ ทำให้จีนและแคนาดาประกาศขึ้น Tariffs ตอบโต้ ส่วนเม็กซิโกกล่าวว่าจะประกาศในวันอาทิตย์ นักลงทุนมองว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ อาจชะลอลง ทำให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจลดดอกเบี้ยมากขึ้น เงินยูโรแข็งค่าต่อหลังเยอรมนีประกาศเตรียมกู้เงินเพิ่มเติมเพื่อใช้สำหรับกลาโหมและลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน จีนตั้งเป้า GDP growth ปีนี้ 5% และขาดดุลการคลังราว 4% ต่อ GDP  

โกลเบล็ก เสิร์ฟหุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝง KIKO-Basket-KIKO ผลตอบแทน 7-15% ต่อปี

โกลเบล็ก เสิร์ฟหุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝง KIKO-Basket-KIKO ผลตอบแทน 7-15% ต่อปี

          หุ้นวิชั่น - กรุงเทพฯ – บล.โกลเบล็ก จำกัด (GBS) เดินหน้าเจาะกลุ่มนักลงทุนรายใหญ่ ส่งหุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝง KIKO และ Basket-KIKO อ้างอิงการลงทุนในหุ้น SET 50 ให้ผลตอบแทน 7-15% ต่อปี ระยะเวลาการลงทุน 3-6 เดือน           นายธนพิศาล คูหาเปรมกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์โกลเบล็ก จำกัด (GBS) เปิดเผยว่า การให้บริการ Structured Product& Single Stock Futures  ช่วงปีที่ผ่านมา ได้มีการเสนอขายหุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝง KIKO และ Basket – KIKO โดยอ้างอิงหุ้นใน SET 50 ให้กับนักลงทุนรายใหญ่ ซึ่งได้ผลตอบรับอย่างดี ส่งผลให้ในช่วงปีแรกมียอดขาย 400 ล้านบาท ทั้งนี้เป็นผลมาจากจุดเด่น การให้ผลตอบแทนที่สูงถึง 7% -15% ต่อปี ภายในระยะเวลา 3-6 เดือน โดยได้รับดอกเบี้ยทุกๆ เดือน ไม่มีค่าธรรมเนียมในการซื้อขาย สำหรับปัจจัยที่ทำให้ KIKO และ Basket – KIKO ของบริษัทฯ ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี เนื่องจาก บริษัทฯ มีการคัดเลือกหุ้นอ้างอิงที่มีอัตราการได้รับหุ้นค่อนข้างต่ำ และเมื่อเกิดการ Knock –Out หรือหมดอายุ ลูกค้าก็สามารถนำเงินจำนวนดังกล่าวมาลงทุนใหม่อีกครั้งหนึ่ง ส่งผลให้กลุ่มลูกค้าได้รับผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ยอย่างสม่ำเสมอ           “หุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝงประเภท KIKO และ Basket-KIKO เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีความซับซ้อน(Complex product) สามารถสร้างผลตอบแทนได้มากกว่าหุ้นกู้ทั่วไป แต่ก็มีความเสี่ยงสูงกว่าหุ้นกู้ทั่วไป ผลตอบแทนจะอ้างอิงหุ้นสามัญที่อยู่ใน SET 50 ที่คัดสรรจากผู้เชี่ยวชาญทีม Research ของบล. โกลเบล็ก  โดยนักลงทุนสามารถซื้อได้ทุกวันทำการ ระยะเวลาลงทุนประมาณ 6 เดือน ได้รับอัตราผลตอบแทนเป็นดอกเบี้ยประมาณ 7-15% ต่อปี จ่ายดอกเบี้ยทุก ๆ เดือน ไม่มีค่าธรรมเนียมในการซื้อขาย”           อย่างไรก็ตามในปี 2568 บริษัทฯ มีแผนที่จะออก Quanto-KIKO โดยอ้างอิงกับหลักทรัพย์ต่างประเทศ ซึ่งจะเป็นการลงทุนและรับผลตอบแทนในรูปสกุลเงินบาท ซึ่งนักลงทุนจะได้รับดอกเบี้ยสูงขึ้นไปพร้อมๆ กับระดับ Knock - In ที่ลึกขึ้น ส่วนนักลงทุนที่ชอบลงทุนและสามารถรับความเสี่ยงได้น้อย บริษัทฯ ยังมีหุ้นกู้อนุพันธ์แฝง Bull Principal Protected Note ที่มีอัตราการคุ้มครองเงินต้น 100% โดยอัตราดอกเบี้ยสูงถึง 2.60% ต่อปี ระยะเวลาการลงทุน 3 เดือน เพื่อรองรับนักลงทุนได้เลือกลงทุนในความเสี่ยงต่ำ ทั้งนี้หากนักลงทุนมีความต้องการลงทุนในรูปแบบใด สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม และเงื่อนไขการลงทุนได้ที่ บล.โกลเบล็ก จำกัด โทร 02-672-5999           คำเตือน : หุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝงเป็นตราสารที่มีความซับซ้อนและมีความเสี่ยงสูง นักลงทุนควรทำความเข้าใจ เงื่อนไขผลตอบแทน ความเสี่ยง และขอคำแนะนำเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจลงทุน

SCB คาดค่าเงินบาทวันนี้ กรอบ 33.90-34.30 บ./ดอลลาร์

SCB คาดค่าเงินบาทวันนี้ กรอบ 33.90-34.30 บ./ดอลลาร์

            หุ้นวิชั่น - กลุ่มงานตลาดการเงิน ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 33.90-34.30 บาท/ดอลลาร์ ค่าเงินบาทกลับมาแข็งค่าขึ้นพร้อมสกุลเงินภูมิภาค และเงินยูโรที่แข็งค่าเร็วจากความเชื่อมั่นนักลงทุนที่สูงขึ้นตามคาดการณ์ว่าจะมีการใช้จ่ายด้านยุทโธปกรณ์มากขึ้น ซึ่งจะดีต่อเศรษฐกิจ ดัชนีเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าเพิ่มเติม หลังสถาบันจัดการด้านอุปทานของสหรัฐ (ISM) เปิดเผยตัวเลข ดัชนีภาคการผลิตของสหรัฐออกมาที่ 3 ซึ่งต่ำกว่าที่ตลาดคาด ขณะที่ดัชนีราคาสูงขึ้น นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ลงนามขึ้นภาษีนำเข้าจากจีนเพิ่มเป็น 20% และเตรียมขึ้นภาษีนำเข้าจากแคนาดาและเม็กซิโกในวันพรุ่งนี้ ทำให้ตลาดหุ้นปรับลดลง

ก.ล.ต.เตือนผถห.กู้ PRIME253B ใช้สิทธิประชุมฯ วันที่ 5 มี.ค.68

ก.ล.ต.เตือนผถห.กู้ PRIME253B ใช้สิทธิประชุมฯ วันที่ 5 มี.ค.68

         สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ขอให้ผู้ถือหุ้นกู้ PRIME253B ใช้สิทธิในการประชุมผู้ถือหุ้นกู้ ศึกษาข้อมูล ซักถามผู้ออกหุ้นกู้หรือผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ เพื่อให้ได้ข้อมูลครบถ้วนและเพียงพอต่อการตัดสินใจลงมติ ในวันที่ 5 มีนาคม 2568 ซึ่งเป็นการประชุมที่เลื่อนมาจากการประชุมครั้งก่อน เนื่องจากองค์ประชุมไม่ครบ          ตามที่บริษัท ไพร์ม โรด เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) (PRIME) ได้จัดประชุมผู้ถือหุ้นกู้ PRIME253B เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2568 มีจำนวนผู้ถือหุ้นกู้เข้าร่วมประชุมไม่ครบองค์ประชุมตามข้อกำหนดสิทธิ จึงได้จัดประชุมผู้ถือหุ้นกู้รุ่นดังกล่าวอีกครั้งในวันที่ 5 มีนาคม 2568 เวลา 14.00 น. ด้วยวิธีการประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (E-meeting) โดยมีเรื่องเพื่อพิจารณา ดังนี้ (1) ขยายระยะเวลาครบกำหนดไถ่ถอนหุ้นกู้ออกไปอีก 1 ปี เป็นครบกำหนดวันที่ 8 มีนาคม 2569 (2) แบ่งชำระคืนเงินต้นหุ้นกู้จำนวน 2 งวด โดยงวดแรกไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 ของมูลค่าหุ้นกู้ กำหนดชำระภายในวันที่ 31 กรกฎาคม 2568 และส่วนที่เหลือจะชำระคืนในวันครบกำหนดไถ่ถอนหุ้นกู้ที่ขยายออกไป (3) เพิ่มอัตราดอกเบี้ย จากเดิมร้อยละ 5.95 ต่อปี เป็นร้อยละ 6.45 ต่อปี ในช่วงระยะเวลาที่ได้ขยายอายุหุ้นกู้ออกไป          ทั้งนี้ ก.ล.ต. ได้กำหนดให้ผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้วิเคราะห์ข้อดี ข้อเสีย ประโยชน์ และผลกระทบที่ผู้ถือหุ้นกู้จะได้รับจากการมีมติอนุมัติ หรือไม่อนุมัติ ให้ชัดเจนในแต่ละทางเลือก พร้อมเหตุผลประกอบโดยมีความเห็นของผู้แทน ผู้ถือหุ้นกู้ประกอบด้วย ก.ล.ต. จึงขอให้ผู้ถือหุ้นกู้ศึกษาข้อมูลอย่างรอบคอบ และใช้สิทธิของผู้ถือหุ้นกู้ในการรักษาประโยชน์ของตนเอง พร้อมทั้งสอบถามข้อมูลต่าง ๆ จากผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ เพื่อให้มีข้อมูลครบถ้วนประกอบการตัดสินใจออกเสียงในการประชุมผู้ถือหุ้นกู้ด้วย หมายเหตุ : บริษัทหลักทรัพย์ บลูเบลล์ จำกัด เป็นผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ PRIME253B ครบกำหนดไถ่ถอนวันที่ 8 มีนาคม 2568

SCB คาดค่าเงินบาทวันนี้ กรอบ 34.05-34.30 บ./ดอลลาร์

SCB คาดค่าเงินบาทวันนี้ กรอบ 34.05-34.30 บ./ดอลลาร์

         หุ้นวิชั่น - กลุ่มงานตลาดการเงิน ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 34.05-34.30 บาท/ดอลลาร์ เงินบาทอ่อนค่าขึ้นต่อเนื่องหลังโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครนเข้าพบโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา และเกิดการถกเถียงกันอย่างรุนแรง ส่งผลให้ดัชนีเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่า ต่อมากลุ่มผู้นำยุโรปแสดงจุดยืนสนับสนุนยูเครนต่อต้านรัสเซีย เงินเฟ้อสหรัฐฯ (Overall PCE) ออกมาที่ 3%MOM และ 2.5%YOYเท่าตลาดคาด ส่วน Core PCE ออกมาที่ 0.3%MOM และ 2.6%YOY เท่าตลาดคาดเช่นกัน ดัชนี PMI ภาคการผลิตของจีนออกมาที่ 2 สูงกว่าคาดที่ 49.9 และ ดัชนี PMI ภาคบริการออกมาที่ 50.4 เท่าตลาดคาด

จับตาเทรนด์ Tokenization ในไทย ทางเลือกใหม่ของนักลงทุนสายอสังหาฯ

จับตาเทรนด์ Tokenization ในไทย ทางเลือกใหม่ของนักลงทุนสายอสังหาฯ

Tokenization คืออะไร และมีประโยชน์อย่างไร          Tokenization คือ การเปลี่ยนสินทรัพย์ (Asset) ให้กลายเป็นโทเคนดิจิทัลบนบล็อกเชน (Blockchain) โดยโทเคนเหล่านี้จะแทนสิทธิ์ในการเป็นเจ้าของหรือผลประโยชน์อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ เช่น หุ้นในโครงการ อัตราผลตอบแทน หรือสิทธิในการใช้ทรัพย์สิน เป็นต้น การโอนหรือแลกเปลี่ยนโทเคนเหล่านี้จะถูกบันทึกแบบกระจายศูนย์ (Distributed Ledger) ทำให้โปร่งใส ตรวจสอบได้ และลดต้นทุนการทำธุรกรรม ข้อดีของการ Tokenize สินทรัพย์ เพิ่มสภาพคล่อง (Liquidity): เมื่อมีการทำโทเคนสำหรับสินทรัพย์ซึ่งปกติอาจสภาพคล่องต่ำ (เช่น อสังหาฯ งานศิลปะ หรือสินค้าการเกษตร) โทเคนเหล่านี้สามารถซื้อขายได้ในตลาดรองดิจิทัลอย่างรวดเร็ว 24/7 มีผู้สนใจได้ทั่วโลก ลดข้อจำกัดในการเข้าถึง: นักลงทุนรายย่อยสามารถเข้าถึงสินทรัพย์ที่เดิมทีต้องใช้เม็ดเงินลงทุนสูง หรือมีโครงสร้างซับซ้อน เช่น กองทุน Private Equity, กองอสังหาริมทรัพย์ในทำเลแพง หรืออื่น ๆ แบ่งหน่วยลงทุนได้: ผู้ถือโทเคนอาจถือแค่บางส่วนของสินทรัพย์ ไม่จำเป็นต้องถือทั้งก้อน ซึ่งทำให้การลงทุนเปิดกว้างและกระจายความเสี่ยงได้สะดวกยิ่งขึ้น          ด้วยเหตุนี้ การ Tokenize จึงเป็นการเปิดโอกาสให้แก่สินทรัพย์ทางเลือก (Alternative Asset) เช่น อสังหาริมทรัพย์, สิทธิบัตร, ลิขสิทธิ์, งานศิลปะ และสินทรัพย์อีกหลายรูปแบบ ให้สามารถเข้ามาลงทุน และสามารถแลกเปลี่ยนได้อย่างคล่องตัวกว่าเดิม โดยเทรนด์การนำมาประยุกต์นี้เรียกว่า Real World Asset Tokenization หรือ การแปลงสินทรัพย์ในโลกให้อยู่ในรูปแบบโทเคน          โดยในประเทศไทยนั้น การทำ Tokenization ได้เริ่มมีการใช้กับโปรเจ็คต่างๆ ในการ สร้างเหรียญ Investment Token ที่รับรองโดย ก.ล.ต. ออกมาเป็นทางเลือกให้กับนักลงทุน ในการลงทุนในสินทรัพย์ประเภทต่างๆ มากขึ้นเรื่อยๆ ตัวอย่างของ Tokenization กับโปรเจ็คต่างๆในโลกนี้ 1) Real Estate Backed Tokenization อสังหาริมทรัพย์เป็นตัวอย่างการใช้งานแรกๆ ของการนำมาประยุกต์ใช้งาน ซึ่งมีหลายตัวอย่าง เช่น RealT (สหรัฐอเมริกา): เป็นแพลตฟอร์มซื้อขายโทเคนที่อิงกับอสังหาริมทรัพย์ มีการแบ่งหน่วยบ้านหรืออาคารให้เป็นโทเคนบนบล็อกเชน Ethereum ผู้ซื้อโทเคนจะได้รับส่วนแบ่งค่าเช่า (Rental Income) ตามสัดส่วนที่ถือ AspenCoin (รีสอร์ทหรูใน Aspen): ออกเหรียญโทเคนเพื่อเป็นหลักฐานการถือสิทธิในโครงการรีสอร์ทระดับไฮเอนด์ โดยผู้ลงทุนสามารถรับผลตอบแทนจากการดำเนินงานของโรงแรมหรือรีสอร์ท Propy: แพลตฟอร์มซื้อขายอสังหาริมทรัพย์บนบล็อกเชน เคยมีการขายบ้านหลังแรกโดยใช้ Smart Contract บนแพลตฟอร์มนี้ 2) IP Tokenization Intellectual Property (IP) หรือทรัพย์สินทางปัญญา เช่น ลิขสิทธิ์เพลง สิทธิบัตร สิ่งประดิษฐ์ ฯลฯ สามารถนำมา Tokenize เพื่อเพิ่มสภาพคล่องและเปิดให้บุคคลภายนอกสามารถลงทุนในผลงานเหล่านี้ได้ ยกตัวอย่าง มีโปรเจกต์ที่เปิดขาย Token ที่อิงกับค่าสิทธิในการใช้งานเพลง (Music Royalties) ซึ่งเมื่อเพลงได้รับค่าลิขสิทธิ์ ผู้ถือโทเคนก็จะได้รับส่วนแบ่งตามสัดส่วน เช่น Nas แรปเปอร์ระดับตำนาน ได้นำเพลง “Ultra Black” และ “Rare” มาขายสิทธิรายได้ในรูปแบบโทเคน NFT บนแพลตฟอร์ม Royal โดยเปิดให้คนทั่วไปซื้อโทเคนในระดับต่าง ๆ (Gold, Platinum, Diamond) ซึ่งแต่ละระดับจะได้ส่วนแบ่งรายได้ (Streaming Royalties) ไม่เท่ากัน 3) Commodity-backed Tokenization สินค้าโภคภัณฑ์ (Commodities) เช่น ทองคำ น้ำมัน หรือผลิตภัณฑ์เกษตร สามารถถูก Tokenize เพื่อใช้แทน “สัญญา” หรือ “กรรมสิทธิ์” ในตัวสินค้า ตัวอย่าง: PAX Gold (PAXG): โทเคนที่อิงกับทองคำแท่งซึ่งฝากไว้อย่างปลอดภัยในห้องเก็บทองคำ ผู้ถือ 1 โทเคน = เป็นเจ้าของทอง 1 ออนซ์ และ Tether Gold (XAUT): คล้ายกันคือ เป็นโทเคนที่มีทองคำเป็นสินทรัพย์อ้างอิง ผู้ถือโทเคนถือสิทธิ์ทองคำในปริมาณที่แน่นอน 4) ตัวอย่างอื่นๆ ที่สามารถทำ Tokenization สำหรับสินทรัพย์ต่าง ๆ อีกมาก เช่น Art-backed Tokens: โทเคนที่ผูกกับมูลค่าของงานศิลปะระดับโลก ทำให้คนทั่วไปสามารถ “ร่วมถือครอง” ผลงานชิ้นเดียวในโลกได้ Carbon Credit Token: โทเคนที่สร้างขึ้นเพื่อเทรดเครดิตคาร์บอน ตอบโจทย์ธุรกิจที่ต้องการลดคาร์บอนไดออกไซด์ ช่วยเปิดตลาดให้โปร่งใสและมีประสิทธิภาพมากขึ้น Real Estate Tokenization ในประเทศไทย ทำไม Real Estate Tokenization ถึงเป็นที่น่าสนใจในประเทศไทย?          อสังหาริมทรัพย์เป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่าสูงและส่วนใหญ่มีสภาพคล่องต่ำ นักลงทุนต้องใช้เงินก้อนใหญ่ในการซื้อ-ขาย และยังมีปัญหาด้านขั้นตอนเอกสารและค่าธรรมเนียม แต่เมื่อนำ Blockchain และ Smart Contract มาใช้ เราจะสามารถ: แบ่งหน่วยลงทุน: นักลงทุนทั่วไปที่มีทุนไม่มาก ก็สามารถลงทุนบางส่วนในโครงการอสังหาริมทรัพย์ ทั้งบ้าน คอนโดมิเนียม หรืออสังหาฯ เชิงพาณิชย์ ทำธุรกรรมเร็วขึ้น: ลดการพึ่งพาตัวกลาง (เช่น โบรกเกอร์ หรือตัวแทน) จึงลดค่าธรรมเนียมและขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน เปิดตลาดรองขนาดใหญ่: มีตลาดรองสำหรับแลกเปลี่ยนโทเคนอสังหาฯ ได้ทั่วโลก 24/7 ทำให้ผู้ถือโทเคนสามารถขายหน่วยลงทุนได้ง่าย ไม่ต้องรอผู้ซื้อเงินหนาเพียงรายเดียว          ตัวอย่าง Investment Token สำหรับ อสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย Real X (1)          RealX หรือชื่อเต็ม RealX Investment Token (โทเคนดิจิทัลเพื่อการลงทุนเรียลเอ็กซ์) เป็นโทเคนที่ถูกพัฒนาโดยบริษัท เรียล เอสเตท เอกซ์โพเนนเชียล จำกัด และได้บริษัท โทเคน เอกซ์ จำกัด เป็นผู้พัฒนาระบบเสนอขายโทเคน          RealX ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นโทเคนที่มีสินทรัพย์ค้ำประกันเป็นอสังหาริมทรัพย์หรือคอนโดในเครือ ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หมายความว่านักลงทุนรุ่นใหม่ที่สนใจการลงทุนในสินทรัพย์อ้างอิงหรือมีกระแสรายรับจากอสังหาริมทรัพย์ไม่จำเป็นต้องมีเงินหลักล้านก็สามารถเริ่มลงทุนผ่านโทเคนนี้ได้ โดยเริ่มเพียงหลักร้อยบาท และทางบริษัทฯ ผู้ออกโทเคนก็ได้คัดสรรคอนโดที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองเพื่ออ้างอิงมูลค่าผลตอบแทนจากกระแสรายรับจากอสังหาริมทรัพย์เข้ากับโทเคน          โทเคน RealX มีสินทรัพย์ค้ำประกันก็คือคอนโดในเครือ ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ ที่ตั้งอยู่ในย่านใจกลางเมืองกรุงเทพฯ จำนวน 3 โครงการ ได้แก่ 1.พาร์ค ออริจิ้น ทองหล่อ (138 ห้อง) 2.พาร์ค ออริจิ้น พญาไท (123 ห้อง) 3.พาร์ค ออริจิ้น พร้อมพงศ์ (100 ห้อง)          ซึ่งคอนโดทั้ง 3 โครงการนี้ตั้งอยู่ใจกลางเมือง แถมผู้ถือโทเคน RealX ไม่จำเป็นต้องเสียเวลาดูแลคอนโดด้วยตัวเอง เพราะทางมีทีมงานคอยช่วยดูแลให้          จุดเด่นที่นักลงทุนน่าจะให้ความสนใจโทเคน RealX ก็คือเรื่องของผลตอบแทน ซึ่งทางทางบริษัทฯ ผู้ออกโทเคนก็ได้ระบุไว้ว่าผลตอบแทนจากการลงทุนจะมาจาก 2 ส่วน ได้แก่ ผลตอบแทนรายไตรมาสจากค่าเช่าสุทธิของคอนโดฯ ทั้ง 3 โครงการเป็นระยะเวลา 10 ปี นับจากเริ่มต้นโครงการ โดยในปีที่ 1–5 บริษัท พาร์ค ลักชัวรี่ จำกัด ที่อยู่ในเครือออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จะรับประกันรายรับสุทธิของโครงการที่ 4% 4.25% 4.50% 4.75% และ 5% ต่อปีของมูลค่าเสนอขายโทเคนดิจิทัลฯ ตามลำดับ ได้รับผลตอบแทนเป็นรายไตรมาสจากการทยอยจำหน่ายคอนโดทั้ง 3 โครงการในปีที่ 6–10 (รวมกรณีขยายอายุโครงการ) รวมกับผลตอบแทนรายไตรมาสจากค่าเช่าสุทธิ          *อย่างไรก็ตาม เนื่องจากการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลมีความเสี่ยง ผู้ออกโทเคนจึงได้เน้นย้ำว่าผลตอบแทนอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ Sirihub (2)          สิริ ฮับ โทเคน (SiriHub Token) เป็นโทเคนดิจิทัลเพื่อการลงทุนที่ออกโดย บริษัท เอสพีวี 77 จำกัด ภายใต้พระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561 และเสนอขายโทเคนดิจิทัลในตลาดแรกผ่าน บริษัท เอ็กซ์สปริง ดิจิทัล จำกัด ซึ่งเป็นผู้ให้บริการระบบเสนอขายโทเคนดิจิทัล หรือ ICO Portal ที่ได้รับความเห็นชอบจาก ก.ล.ต. และจะเข้าจดทะเบียนซื้อขายในศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล ได้แก่ บริษัท อีอาร์เอ็กซ์ จำกัด ซึ่งได้รับใบอนุญาตการประกอบธุรกิจเป็นศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลจากกระทรวงการคลังภายใต้การกำกับดูแลโดย ก.ล.ต. โดยมีโทเคนดิจิทัลเพื่อการลงทุน 2 กลุ่ม ได้แก่ SiriHubA และ SiriHubB สินทรัพย์อ้างอิง          กลุ่มอาคารสำนักงาน สิริ แคมปัส ซึ่งเป็นสำนักงานใหญ่ของบริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) โดยมีสัญญาเช่าระยะยาว 12 ปี ทำให้มีกระแสรายรับสม่ำเสมอ ส่วนแบ่งรายได้ ผู้ลงทุนจะได้รับส่วนแบ่งรายได้ทุกไตรมาส ในอัตราร้อยละ 4.5 ต่อปี สำหรับโทเคน SiriHubA และร้อยละ 8.0 ต่อปี สำหรับโทเคน SiriHubB และจะได้รับส่วนแบ่งจากรายได้ส่วนสุดท้าย จากการจำหน่ายทรัพย์สินเมื่อสิ้นสุดโครงการ 4 ปี Summer Point Token (Sum X) (3) เป็นเหรียญล่าสุดในประเทศไทย กำหนดวันจองซื้อในเดือน กุมภาพันธ์ 2568          โทเคนดิจิทัลเพื่อการลงทุนซัมเมอร์พ้อยท์ (Summer Point Token) เป็นโทเคนดิจิทัลที่มีอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทยเป็นสินทรัพย์อ้างอิง ซึ่งมีการออกและเสนอขายภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (“สำนักงาน ก.ล.ต.”) ของประเทศไทย และเป็นไปตามกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ หรือนวัตกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างครบถ้วนและถูกต้อง โทเคนดิจิทัลเพื่อการลงทุนลำดับที่ 4 ของประเทศไทย ที่เสนอขายผ่าน Token X ผู้ให้บริการระบบเสนอขายโทเคนดิจิทัลที่ได้รับความเห็นชอบจาก สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) มี ผู้ออกโทเคนดิจิทัล เป็น บริษัท เดอะ อิชชูเออร์ จำกัด (The ISSUER) บริหารอสังหาริมทรัพย์ โดย บริษัท บูทิค คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) โดยมี ผู้ให้บริการระบบเสนอขาย โทเคนดิจิทัล (ICO Portal) คือ บริษัท โทเคน เอกซ์ จำกัด (Token X) อัตราผลตอบแทนทั้งโครงการเฉลี่ยต่อปี (IRR) เฉลี่ยร้อยละ 2 ต่อปี ตลอดอายุโครงการโทเคนดิจิทัล มูลค่าและจำนวนโทเคนดิจิทัล ที่เสนอขาย : มูลค่าการเสนอขายไม่เกิน 450,000,000 บาท โดยมีจำนวนโทเคนดิจิทัลที่เสนอขายไม่เกิน 900,000,000 โทเคน ราคาที่เสนอขาย : 50 บาท ต่อโทเคน มูลค่าการจองซื้อขั้นต่ำต่อครั้ง : มูลค่าจองซื้อขั้นต่ำ 500 บาท (1,000 โทเคน) จองซื้อ” Summer Point Token พร้อมกัน 24 กุมภาพันธ์ - วันที่ 14 มีนาคม 2568 โอกาสรับอัตราผลตอบแทนทั้งโครงการเฉลี่ยต่อปี 2%* เริ่มต้นเพียง 500 บาทเท่านั้น          โดยสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม หรือ จองซื้อได้ที่ https://summerpointtoken.finance/  หรือ Application Token X (ดาวน์โหลดได้ที่ App Store หรือ GooglePlay) แหล่งอ้างอิง Bitkub (https://www.bitkub.com/th/blog/what-is-realx-be38886d69a) digital (https://spv77.digital/) Summerpoint Token ผู้เขียน สุทธิรัตน์ หาญพานิชย์ Head of Business Development, Token X

“มะม่วงไทย” ดาวรุ่งผลไม้ส่งออก เกาหลีใต้ก้าวขึ้นอันดับที่ 1 ตลาดส่งออกของไทย

“มะม่วงไทย” ดาวรุ่งผลไม้ส่งออก เกาหลีใต้ก้าวขึ้นอันดับที่ 1 ตลาดส่งออกของไทย

              หุ้นวิชั่น - นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อํานวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.)โฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่ามะม่วงเป็นหนึ่งในผลไม้ส่งออกสำคัญของไทย รองจากทุเรียน ลำไย และมังคุด ไทยเป็นผู้ส่งออกมะม่วงชั้นนำของโลก ด้วยจุดเด่นด้านรสชาติและสายพันธุ์หลากหลาย ทำให้มะม่วงไทยได้รับความนิยมในตลาดต่างประเทศ               เกาหลีใต้ก้าวขึ้นอันดับที่ 1 ตลาดส่งออกมะม่วงสดของไทย จากอันดับที่ 2 รองจากมาเลเซีย ในปีก่อนหน้า โดยในปี 2567 ไทยส่งออกมะม่วงสดไปเกาหลีใต้ด้วยมูลค่า 2,931 ล้านบาท ขยายตัว 132.7% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ปัจจัยสำคัญมาจากมาตรการของรัฐบาลเกาหลีใต้ ที่ขยายปริมาณโควตานำเข้าผลไม้เขตร้อน และลดภาษีนำเข้าสินค้าเกษตรชั่วคราว เพื่อลดค่าใช้จ่ายของผู้บริโภคและลดปัญหาขาดแคลนสินค้าในประเทศ โดยปรับอัตราภาษีมะม่วงและมังคุดเหลือ 0% จากเดิม 30% และทุเรียนเหลือ 5% จากเดิม 45% ทำให้มะม่วงไทยได้เปรียบด้านราคาและขยายตลาดได้มากขึ้น สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคเกาหลีใต้ที่นิยมรับประทานผลไม้สดหลังอาหารหรือเป็นอาหารว่าง และกระแสข้าวเหนียวมะม่วง ในเกาหลีใต้ที่ได้รับความนิยมจากสื่อโซเชียลมีเดียและการส่งเสริมวัฒนธรรมอาหารไทยให้เป็นที่รู้จัก ในต่างประเทศ               เห็นได้ว่าเกาหลีใต้มีแนวโน้มนำเข้าผลไม้จากไทยเพิ่มขึ้น เช่น มะม่วง อาโวคาโด และกล้วย สำหรับตลาดอื่น ๆ เช่น มาเลเซีย ยังคงเป็นตลาดสำคัญสำหรับมะม่วงสดจากไทย เนื่องจากความนิยมบริโภคผลไม้สดและนำไปทำเครื่องดื่มปั่น Mango Shake ขณะที่ญี่ปุ่นต้องการมะม่วงสดเพิ่มขึ้นตามกระแสรักสุขภาพ และการนำมะม่วงไปใช้ในอุตสาหกรรมขนมหวาน เป็นต้น                ผอ.สนค. กล่าวเพิ่มเติมว่า “มะม่วงไทยมีรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ ไม่สามารถทดแทนด้วยมะม่วงจากแหล่งอื่น การเติบโตของการส่งออกผลไม้สดของไทยเป็นผลจากการที่กระทรวงพาณิชย์ดำเนินมาตรการบริหารจัดการผลไม้มาอย่างต่อเนื่องทุกปี โดยเตรียมความพร้อมตั้งแต่ก่อนผลผลิตออกสู่ตลาด มีการส่งเสริมผ่านหลายโครงการสำคัญทั้งในและต่างประเทศ อาทิ จำหน่ายผลไม้ไปประเทศเพื่อนบ้านผ่านงานมหกรรมการค้าชายแดน นโยบายผลักดันซอฟต์พาวเวอร์ โดยส่งเสริมเมนูผลไม้ไทยตามฤดูกาลผ่านร้านอาหารไทย   ซีเล็คท์ (Thai Select) ทั่วโลก การร่วมงานแสดงสินค้าในต่างประเทศ โครงการจับคู่ธุรกิจสินค้าผลไม้ เพื่อขยายตลาดส่งออก รวมถึงการลดภาระค่าขนส่งของผู้ประกอบการ และกระจายสินค้าให้มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น”                แม้ว่าปัจจุบันเกาหลีใต้จะอนุญาตนำเข้าผลไม้จากไทยได้เพียง 6 ชนิด คือ มะม่วง มังคุด ทุเรียน กล้วย มะพร้าว และสับปะรด แต่ชาวเกาหลีใต้มีการรับรู้เกี่ยวกับรสชาติและคุณภาพของผลไม้ไทยเป็นอย่างดีผ่านสื่อโซเชียลและนักท่องเที่ยวที่เคยเดินทางมาไทย โดยเฉพาะมะม่วง มังคุด และทุเรียน ผลไม้ไทยได้รับการยอมรับจากชาวเกาหลีใต้ว่าเป็นสินค้าพรีเมียมคุณภาพสูง หากไทยสามารถรักษามาตรฐานคุณภาพ และความสดใหม่ของผลิตภัณฑ์ได้ต่อเนื่อง ก็จะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นและเพิ่มโอกาสในการขยายตลาดได้มากขึ้น นอกจากนี้ ไทยอยู่ระหว่างการเจรจาความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ (Economic Partnership Agreement) กับเกาหลีใต้ ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการส่งออกมะม่วงและผลไม้ของไทยให้เติบโตได้เป็นอย่างดี                ปัจจุบัน มะม่วงไทยได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geographical Indication) หรือ GI แล้ว 12 ชนิด ได้แก่ มะม่วงน้ำดอกไม้สีทองพิษณุโลก มะม่วงน้ำดอกไม้สีทองบางคล้า มะม่วงน้ำดอกไม้ คุ้งบางกระเจ้า มะม่วงน้ำดอกไม้สระแก้ว มะม่วงเบาสงขลา มะม่วงน้ำดอกไม้สีทองบ้านโหล๋น มะม่วง ยายกล่ำนนทบุรี มะม่วงน้ำดอกไม้สมุทรปราการ มะม่วงมันหนองแซงสระบุรี มะม่วงเขียวเสวยแปดริ้ว มะม่วงขายตึกแปดริ้ว และมะม่วงแรดแปดริ้ว หากไทยส่งเสริมและประชาสัมพันธ์มะม่วง GI ของไทย ให้เป็นที่รู้จัก ผ่านเมนูอาหารและการท่องเที่ยวที่ไทยมีศักยภาพอยู่แล้ว ก็จะเพิ่มโอกาสในการขยายตลาด เนื่องจากเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคในด้านคุณภาพ อีกทั้งสร้างจุดเด่นที่แตกต่างของสินค้า และยังช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนให้เติบโต               สำหรับในปี 2567 การส่งออกผลไม้สดของไทย มีมูลค่า 183,823 ล้านบาท โดยไทยส่งออกมะม่วงสด (พิกัด 08045021) เป็นมูลค่า 4,716 ล้านบาท ขยายตัว 45.68% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ตลาดส่งออก 5 อันดับแรก ได้แก่ (1) เกาหลีใต้ 2,931 ล้านบาท (สัดส่วน 62.2% ของมูลค่าการส่งออกมะม่วงสดของไทย ขยายตัว 132.7% จากปีก่อนหน้า) (2) มาเลเซีย 1,191 ล้านบาท (สัดส่วน 25.3% หดตัว 12.8%) (3) ญี่ปุ่น 139 ล้านบาท (สัดส่วน 3.0% ขยายตัว 32.8%) (4) เวียดนาม 131 ล้านบาท (สัดส่วน 2.8% หดตัว 15.7%) และ (5) สปป.ลาว 38 ล้านบาท (สัดส่วน 0.8% ขยายตัว 29.3%) ตามลำดับ

SCB คาดค่าเงินบาทวันนี้ กรอบ 33.00-34.20 บ./ดอลลาร์

SCB คาดค่าเงินบาทวันนี้ กรอบ 33.00-34.20 บ./ดอลลาร์

            หุ้นวิชั่น - กลุ่มงานตลาดการเงิน ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 33.00-34.20 บาท/ดอลลาร์ ค่าเงินบาทอ่อนค่าขึ้นจากดัชนีเงินดอลลาร์สหรัฐที่แข็งค่าเร็ว หลังนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศว่าจะขึ้นภาษีนำเข้าจากแคนาดาและเม็กซิโกในวันที่ 4 มีนาคม และจะขึ้นภาษีนำเข้าจากจีนเพิ่มเติมอีก 10% ในวันเดียวกัน จำนวนผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นเป็น 242,000 ราย ในสัปดาห์ก่อน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดของปีนี้ คลัง หารือสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) และธปท. เร่งจัดทำแผน Master plan เพื่อดันให้เศรษฐกิจปีนี้โต 3-3.5% โดยเน้นที่ภาคท่องเที่ยวและการเกษตร

SCB นำร่อง ลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้สูงสุด 0.25% มีผล 3 มี.ค.นี้

SCB นำร่อง ลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้สูงสุด 0.25% มีผล 3 มี.ค.นี้

         หุ้นวิชั่น - ธนาคารไทยพาณิชย์ ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้สูงสุด 0.25% ต่อปี เพื่อให้สอดคล้องกับทิศทางการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ที่มีมติให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% จาก 2.25% มาอยู่ที่ 2.00% ต่อปี เพื่อให้ภาวะการเงินลดความตึงตัว สอดคล้องกับแนวโน้มเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าที่ กนง. ประเมินไว้และสามารถรองรับความไม่แน่นอนข้างหน้าได้อย่างเหมาะสม โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 3 มีนาคม 2568 เป็นต้นไป          นายกฤษณ์ จันทโนทก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยปีนี้มีแนวโน้มเติบโตไม่สูงนักจากปัจจัยท้าทายภายนอกและความเปราะบางภายในประเทศ การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายครั้งนี้จะมีส่วนช่วยลดต้นทุนทางการเงิน สนับสนุนการใช้จ่ายและการลงทุนให้เกิดสภาพคล่อง ซึ่งจะส่งผลดีต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในระยะต่อไป โดยจะช่วยบรรเทาความตึงตัวของภาวะการเงินในปัจจุบัน และช่วยให้ภาคธุรกิจและประชาชนสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ที่ต้องเผชิญกับปัญหาการแข่งขันและข้อจำกัดด้านสภาพคล่องของธุรกิจ รวมถึงลูกค้ารายย่อยที่รายได้ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่และต้องรับภาระหนี้สูง          ทั้งนี้ เพื่อเป็นการตอบสนองต่อการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ธนาคารไทยพาณิชย์จึงได้พิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินเบิกเกินบัญชี (MOR : Minimum Overdraft Rate) จากปัจจุบันอยู่ที่ 7.325% เป็น 7.075% ต่อปี อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายย่อยชั้นดี (MRR : Minimum Retail Rate) จากปัจจุบันอยู่ที่ 7.175% เป็น 7.075% ต่อปี และอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินกู้แบบมีระยะเวลา (MLR : Minimum Loan Rate) จากปัจจุบันอยู่ที่ 6.925% เป็น 6.825% ต่อปี ธนาคารพร้อมให้การสนับสนุนลูกค้าอย่างต่อเนื่อง พร้อมคำนึงถึงศักยภาพและโอกาสในการปรับตัวของลูกค้าในอนาคต สำหรับลูกค้าที่ประสงค์จะขอรับความช่วยเหลือหรือคำปรึกษาสามารถติดต่อธนาคารได้ที่ศูนย์บริการลูกค้าธนาคารไทยพาณิชย์ SCB Call Center 02-777-7777

SCB คาดค่าเงินบาทวันนี้ กรอบ 33.70-33.90 บ./ดอลลาร์

SCB คาดค่าเงินบาทวันนี้ กรอบ 33.70-33.90 บ./ดอลลาร์

           หุ้นวิชั่น - กลุ่มงานตลาดการเงิน ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 33.70-33.90 บาท/ดอลลาร์ ค่าเงินบาทอ่อนค่าหลัง กนง. มีมติลดดอกเบี้ย แต่กลับมาแข็งค่าขึ้นหลังไม่ส่งสัญญาณลดดอกเบี้ยต่อ อย่างไรก็ดี SCB FM มองว่ามีโอกาสที่ กนง. จะลดดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งในปีนี้ สอดคล้องกับมุมมองของตลาด สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ได้ผ่านแผนการจัดเก็บภาษีและการใช้จ่าย ซึ่งปูทางไปสู่การขยายเวลาการลดภาษีชั่วคราว ผ่านการตัดลดงบประมาณในโครงการสวัสดิการสังคม US Treasury yields ลดลงต่อเนื่อง เพราะเศรษฐกิจที่ชะลออาจทำให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ลดดอกเบี้ยได้

กนง.เซอร์ไพรส์ ลดดอกเบี้ย 0.25% เหลือ 2.00% เหตุเศรษฐกิจไทย โตต่ำกว่าคาด

กนง.เซอร์ไพรส์ ลดดอกเบี้ย 0.25% เหลือ 2.00% เหตุเศรษฐกิจไทย โตต่ำกว่าคาด

            หุ้นวิชั่น - นายสักกะภพ พันธ์ยานุกูล เลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) แถลงผลการประชุม กนง. ในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2568 คณะกรรมการฯ มีมติ 6 ต่อ 1 เสียง ให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายร้อยละ 0.25 จากร้อยละ 2.25 เป็นร้อยละ 2.00 ต่อปี โดยให้มีผลทันที ทั้งนี้ 1 เสียง เห็นควรให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย             เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าที่ประเมินไว้จากภาคการผลิตอุตสาหกรรมที่ถูกกดดันจากปัญหาเชิงโครงสร้างและการแข่งขันจากสินค้าต่างประเทศ รวมทั้งมีความเสี่ยงสูงขึ้นจากนโยบายการค้าของประเทศเศรษฐกิจหลัก แม้ว่าเศรษฐกิจจะได้รับแรงสนับสนุนจากอุปสงค์ภายในประเทศและการท่องเที่ยว กรรมการส่วนใหญ่เห็นควรให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายร้อยละ 0.25 ต่อปีในการประชุมครั้งนี้ เพื่อให้ภาวะการเงินสอดคล้องกับแนวโน้มเศรษฐกิจ เงินเฟ้อ และเสถียรภาพระบบการเงิน รวมทั้งรองรับความเสี่ยงด้านต่ำที่ชัดเจนขึ้น ขณะที่กรรมการ 1 ท่าน เห็นควรให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เนื่องจากให้น้ำหนักมากกว่ากับการรักษาขีดความสามารถของนโยบายการเงินเพื่อรองรับความไม่แน่นอนที่สูงขึ้นในระยะข้างหน้า             เศรษฐกิจไทยในปี 2567 ขยายตัวต่ำกว่าที่ประเมินไว้จากการระบายสินค้าคงคลังที่สูง แม้อุปสงค์ในประเทศ การท่องเที่ยว และการส่งออกสินค้าขยายตัวดี มองไปข้างหน้า เศรษฐกิจมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าที่ประเมินไว้ จากภาคการผลิตที่เผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างและการแข่งขันจากสินค้านำเข้าที่รุนแรงขึ้น โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ ปิโตรเคมี และวัสดุก่อสร้าง ขณะที่ภาคบริการยังขยายตัวได้ ด้านอุปสงค์ในประเทศมีแนวโน้มขยายตัวจากการบริโภคภาคเอกชน ส่วนการส่งออกคาดว่าจะขยายตัวได้จากสินค้ากลุ่มเทคโนโลยีและเกษตรแปรรูปเป็นหลัก ทั้งนี้ คณะกรรมการฯ เห็นควรให้ติดตามภาคการผลิตที่อาจถูกกดดันต่อเนื่อง โดยเฉพาะ SMEs ที่เผชิญปัญหาความสามารถในการแข่งขัน รวมถึงผลกระทบจากนโยบายการค้าของประเทศเศรษฐกิจหลักต่อแนวโน้มเศรษฐกิจไทย             อัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มทรงตัวใกล้เคียงขอบล่างของกรอบเป้าหมายจากปัจจัยด้านอุปทานโดยเฉพาะราคาน้ำมันดิบโลกที่มีแนวโน้มลดลง รวมถึงปัจจัยเชิงโครงสร้าง อาทิ การแข่งขันด้านราคาที่สูงจากสินค้านำเข้า โดยอัตราเงินเฟ้อที่ทรงตัวในระดับดังกล่าวไม่ได้มีสัญญาณนำไปสู่ภาวะเงินฝืดหรือภาวะที่เงินเฟ้อติดลบต่อเนื่อง และยังมีส่วนช่วยบรรเทาค่าครองชีพและต้นทุนของผู้ประกอบการ ด้านอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ในระยะปานกลางยังทรงตัวในกรอบเป้าหมาย ทั้งนี้ อัตราเงินเฟ้อมีความเสี่ยงด้านต่ำจากแนวโน้มราคาน้ำมันดิบโลกและการอุดหนุนราคาพลังงานในประเทศ             ภาวะการเงินยังตึงตัว แม้การขยายตัวและคุณภาพของสินเชื่อในภาพรวมเริ่มมีสัญญาณทรงตัวบ้าง แต่สินเชื่อ SMEs โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่เผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างยังหดตัวต่อเนื่อง ด้านการขยายตัวของสินเชื่ออุปโภคบริโภคส่วนใหญ่ปรับลดลง ส่วนหนึ่งจากครัวเรือนที่รายได้ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่และมีภาระหนี้สูง คณะกรรมการฯ เห็นว่าการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในครั้งนี้ช่วยลดความตึงตัวของภาวะการเงินโดยไม่กระทบต่อความเสี่ยงด้านเสถียรภาพระบบการเงินในระยะยาว แต่เห็นควรให้ติดตามแนวโน้มการขยายตัวและคุณภาพสินเชื่อของกลุ่มเปราะบาง รวมถึงนัยต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ด้านอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทเทียบดอลลาร์ สรอ. เคลื่อนไหวผันผวนจากความไม่แน่นอนของนโยบายประเทศเศรษฐกิจหลัก คณะกรรมการฯ เห็นควรให้ติดตามพัฒนาการในตลาดการเงินโลกและการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทอย่างใกล้ชิด             ภายใต้กรอบการดำเนินนโยบายการเงินที่มีเป้าหมายรักษาเสถียรภาพราคา ควบคู่กับดูแลเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน และรักษาเสถียรภาพระบบการเงิน คณะกรรมการฯ ประเมินว่าอัตราดอกเบี้ยที่ปรับลดลงอยู่ในระดับที่สอดคล้องกับแนวโน้มเศรษฐกิจที่ประเมินในครั้งนี้ และสามารถรองรับความไม่แน่นอนในระยะข้างหน้าได้อย่างเหมาะสม โดยเห็นว่าแนวโน้มเศรษฐกิจที่ปรับลดลงเป็นผลจากปัจจัยเชิงโครงสร้างซึ่งจำเป็นต้องใช้นโยบายเพิ่มขีดความสามารถของเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมในการยกระดับศักยภาพอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ คณะกรรมการฯ จะติดตามพัฒนาการแนวโน้มเศรษฐกิจการเงินอย่างใกล้ชิด

CPNREIT จ่ายปันผล 0.266 บ./หน่วย ขึ้น XD-XN 27 ก.พ.นี้

CPNREIT จ่ายปันผล 0.266 บ./หน่วย ขึ้น XD-XN 27 ก.พ.นี้

          ตอบแทนความไว้วางใจให้กับผู้ถือหุ้นอยู่เสมอ สำหรับ “ทรัสต์เพื่อการลงทุนในสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ CPN รีเทล โกรท (CPNREIT)” ล่าสุด บอร์ดอนุมัติจ่ายเงินงวดไตรมาส 4/67 แก่ผู้ถือหน่วยที่อัตรา 0.266 บาทต่อหน่วย นับเป็นอัตราผลตอบแทน (Yield) ที่โดดเด่นกว่า 8.6% (เมื่อเทียบกับราคาตลาด ณ สิ้นปี 2567 ที่ 12.30 บาทต่อหน่วย) ตอกย้ำการเป็นกองทรัสต์ค้าปลีกที่ใหญ่ที่สุดในไทยที่ให้ผลตอบแทนสม่ำเสมอ งานนี้           ให้ผู้ถือหน่วยรีบเก็บเข้าพอร์ตก่อนขึ้นเครื่องหมาย XD และ XN ในวันที่ 27 กุมภาพันธ์นี้ และรอรับเงินเข้าพอร์ตในวันที่ 17 มีนาคม 2568 งานนี้ “นภารัตน์ ศรีวรรณวิทย์” กรรมการ บจ. ซีพีเอ็น รีท แมเนจเมนท์ ในฐานะผู้จัดการกองทรัสต์ CPNREIT ถือโอกาสขอบคุณผู้ถือหน่วยที่เชื่อมั่นในกองทรัสต์ และพร้อมตั้งเป้าสร้างการเติบโตผ่าน           3 แนวทางหลัก ได้แก่ การเติบโตของทรัพย์สินที่กองทรัสต์ลงทุนปัจจุบัน, การลงทุนในทรัพย์สินที่มีคุณภาพและอยู่ในทำเลที่มีศักยภาพ และปรับปรุงทรัพย์สินให้จัดหาประโยชน์ได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาการจ่ายประโยชน์ตอบแทนให้กับผู้ถือหน่วยทรัสต์อย่างยั่งยืน

GCAP GOLD มองทองคำปี 68 ทะลุ $3,000

GCAP GOLD มองทองคำปี 68 ทะลุ $3,000

             หุ้นวิชั่น - นายชัยวัฒน์ สามัคคีนิชย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท จีแคป จำกัด หรือ GCAP GOLD ผู้นำด้านทองคำรายใหญ่ของไทย ทีมีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในการนำเข้าส่งออกทองคำแท่งของไทยกว่า 80 ปี เปิดเผยถึงภาพรวมการเคลื่อนไหวของราคาทองคำในปี 2568 ว่า แนวโน้มทิศทางราคาทองคำในตลาดโลกรวมถึงราคาทองในประเทศไทย ในปีนี้ยังมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ต่อเนื่อง    โดยคาดว่าจะมีโอกาสปรับตัวขึ้นไปทำ New High ที่ระดับสูงสุดใหม่ ที่ระดับ $3,000-$3,150              โดยมีปัจจัยหนุนที่สำคัญจากการกลับมาดำเนินนโยบายของทรัมป์ ที่เน้นสงครามการค้าและมาตรการกำแพงภาษี ทำให้มองได้ว่าจะเกิดผลกระทบต่อตลาดทองคำต่อจากนี้ คือในช่วงระยะแรก         จะส่งผลต่อความวิตกกังวลของนักลงทุนในตลาด ซึ่งในช่วงระยะนี้จะทำให้ราคาทองคำจะดีดตัวขึ้น      โดยภาวะดังกล่าวเป็นสิ่งที่ตลาดกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้              นอกจากนี้  GCAP GOLD ยังคงแนะนำให้นักลงทุนติดตามนโยบายหรือรอดูผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในไตรมาสที่สอง ทั้งนี้ ความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นยังเป็นปัจจัยสนับสนุนราคาทองคำ - ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจไม่จบลงง่าย ๆ และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะตะวันออกกลางหลังจากที่ทรัมป์ประกาศนโยบายเข้าไปบริหารฉนวนกาซา ท่ามกลางการคัดค้านจากบรรดาชาติอาหรับ ส่วนฝั่งทะเลจีนใต้ก็ยังเป็นความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่หนุนทองคำมาโดยตลอด นอกจากนี้ ยังมีจุด Hotspot อื่นๆ ที่คาดไม่ถึง ซึ่งรอเวลาและโอกาสในการปะทุอยู่ ดังนั้นความเสี่ยงดังกล่าวยังคงเป็นปัจจัยหนุนราคาทองคำ - ความต้องการทองคำของธนาคารกลางทั่วโลกยังมีเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ในปี 2567 ธนาคารกลางทั่วโลกซื้อทองคำรวม 1,045 เมตริกตัน ความไม่แน่นอนทั้งทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจในปี 2568 ยังคงอยู่ในระดับสูง ดังนั้นธนาคารกลางต่างๆ ยังมีแนวโน้มที่จะซื้อทองคำและใช้เป็นสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์ต่อไป - ช่วงครึ่งปีแรก ค่าเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่า จากภาวะเศรษฐกิจในประเทศที่ยังเปราะบาง ประกอบกับตลาดหุ้นที่ปรับลดประมาณการผลประกอบการ และภาคการท่องเที่ยวยังไม่ฟื้นตัวมากนัก ส่งผลให้ค่าเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าลง โดยแนวโน้มการอ่อนค่าอาจจะไปได้ถึง 37-38 บาทต่อดอลลาร์ ขณะที่แนวรับของเงินบาทคาดว่าจะไม่แข็งค่าหลุดระดับ 32.50 บาทต่อดอลลาร์              จากปัจจัยข้างต้น GCAP GOLD มองว่า ช่วงไตรมาสแรก เป็นช่วงวัดใจของราคาทอง ว่าจะขึ้นแตะระดับ $3,000 ได้ทันทีก่อนเข้าสู่รอบปรับฐานหรือไม่ ซึ่งราคาที่ระดับดังกล่าวประเมินเป็นราคาทองคำไทย เบื้องต้นที่ 48,000-49,000 บาท และหากค่าเงินบาทอ่อนค่าลง จะยิ่งส่งผลให้ราคาทองคำในประเทศปรับตัวสูงขึ้นได้อีก              อย่างไรก็ตาม สำหรับนักลงทุนที่ต้องการเข้าซื้อทองคำ ทาง GCAP GOLD แนะนำให้รอจังหวะย่อเพื่อปรับฐาน เนื่องจากทุกครั้งที่ราคาปรับขึ้นแรงมักมีการพักตัวตามมา โดยมองแนวรับหลักอยู่ที่ $2,730 / $2,550 ส่วนราคาทองคำแท่งไทยอาจเห็นการปรับฐานที่ระดับราคา 44,500-42,500 บาท

SCB คาดค่าเงินบาทวันนี้ กรอบ 33.65-33.90 บ./ดอลลาร์

SCB คาดค่าเงินบาทวันนี้ กรอบ 33.65-33.90 บ./ดอลลาร์

          หุ้นวิชั่น - กลุ่มงานตลาดการเงิน ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 33.65-33.90 บาท/ดอลลาร์ เงินบาทอ่อนค่าเร็วและแรงกว่าสกุลเงินอื่นในภูมิภาค โดยพบว่ามีเงินไหลออกจากตลาดหุ้นไทยต่อเนื่องจากปลายสัปดาห์ก่อน และตลาดเงินให้โอกาสการลดดอกเบี้ยของ กนง. วันนี้สูงขึ้น แม้นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่และ SCB FM ยังมองว่าจะคงดอกเบี้ย ส่งออกไทยมกราคมเร่งตัวขึ้น 6%YOY สูงกว่าตลาดคาด ผลจากการส่งออกทองคำ วัฏจักรอิเล็กทรอนิกส์ขาขึ้น และการเร่งส่งออกก่อนมี Tariffs สหรัฐฯ เตรียมเพิ่มความเข้มงวดของมาตรการควบคุมเซมิคอนดักเตอร์

บล.ดีบีเอส ห่วงสงครามการค้ากดดันหุ้นโลก ชู 4 ธีมลงทุนเด่น

บล.ดีบีเอส ห่วงสงครามการค้ากดดันหุ้นโลก ชู 4 ธีมลงทุนเด่น

          หุ้นวิชั่น - บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส มองนโยบายทรัมป์ เพิ่มความเสี่ยง สงครามการค้าเข้มข้นขึ้น ลดน้ำหนักลงทุนตลาดหุ้นโลกช่วงไตรมาสแรกปีนี้เป็น “Neutral” ยกเว้นหุ้นสหรัฐที่ยังคง “Overweight” ส่วนตลาดหุ้นไทยปี 2568 ให้เป้าหมายดัชนีที่ 1440 จุด ระบุการปรับตัวลงของราคาหุ้น เป็นโอกาสสะสมหุ้นพื้นฐานดี ยก 4 ธีมลงทุน ”การลงทุนฟื้นตัว-ท่องเที่ยวโตต่อ-China+1 & New S-Curve-ธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ & บริการคลาวด์” พร้อม 10 หุ้นเด่นเสิร์ฟนักลงทุน           นางสาวอาภาภรณ์ แสวงพรรค ผู้อำนวยการบริหาร ฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) กล่าวในงานสัมมนาหัวข้อ ”สงครามการค้า…หายนะ หรือโอกาสพลิกชีวิต” ระบุตลาดหุ้นไทยในช่วง YTD ปีนี้ยัง “Underperform” ตลาดหุ้นโลก ขณะที่ไตรมาสแรกปีนี้ DBS CIO ลดน้ำหนักการลงทุนตลาดหุ้นโลกเป็น “Neutral” ยกเว้นตลาดหุ้นสหรัฐที่ยังคง “Overweight”           นโยบายทรัมป์ มีความเสี่ยงที่จะส่งผลกระทบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลกชะลอตัวลงหากสงครามการค้ารุนแรงขึ้น และทำให้ปริมาณการค้าโลกลดลง โดยคาดว่าจะมีการย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศที่ไม่ถูกสหรัฐเก็บภาษีนำเข้า หรือเก็บในอัตราที่ต่ำกว่า ส่วนตลาดทุนและตลาดเงินจะผันผวนมากขึ้น           ส่วนผลดีต่อไทย จะเพิ่มโอกาสขยายตลาดส่งออกไปสหรัฐ โดยเฉพาะในสินค้าที่ไทยถูกเรียกเก็บภาษีนำเข้าในอัตราที่ต่ำกว่า/หรือไม่ถูกเรียกเก็บ ขณะที่ผู้ประกอบการในสหรัฐอาจมองหาซับพลายเออร์จากไทยแทนจีน แคนาดา และเม็กซิโกโดยเฉพาะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ชิ้นส่วนยานยนต์ รวมถึงน่าจะมีการย้ายฐานการผลิตมาไทยมากขึ้น โดยเฉพาะบริษัทจีน           ทั้งนี้ไทยอาจได้รับผลกระทบทางลบ ถ้าเศรษฐกิจโลกชะลออาจฉุดส่งออกไทย สินค้าจากจีนมาตีตลาดไทย ผลกระทบการเมืองระหว่างประเทศจากการที่ไทยถูกกดดันให้เลือกข้าง และอาจถูกจับตามองจากสหรัฐ หากสินค้าจีนมาผลิตหรือประกอบที่ไทยแล้วส่งออกไปสหรัฐ           อย่างไรก็ตามมองว่า เศรษฐกิจไทยปี 2568 ยังมีปัจจัยกระตุ้นจาก มาตรการกระตุ้นของรัฐบาลที่หนุนการบริโภค (โครงการ Easy E-Receipt, แจกเงินหมื่นบาท ฯลฯ) ภาคท่องเที่ยวเติบโตต่อเนื่อง ภาครัฐและภาคเอกชนลงทุนมากขึ้น รวมถึงการย้ายฐานการผลิตมาไทย  (China+1) และการเติบโตของอุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับดิจิตอล           ส่วนปัจจัยเสี่ยง มาจากหนี้ภาคครัวเรือนยังคงสูงมาก ขณะที่อัตราดอกเบี้ยลดลงอย่างจำกัดการเมืองในประเทศเข้ามากดดันเป็นระยะ ค่าเงินบาทผันผวน ผลกระทบจากนโยบายทรัมป์ ทำให้เศรษฐกิจประเทศคู่ค้าของไทยอ่อนแอลง และไทยอาจเสียภาษีนำเข้าไปสหรัฐเพิ่มในบางสินค้า ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ที่จะมีผลต่อราคาพลังงาน และภาคส่งออก รวมถึงปัญหาสภาพภูมิอากาศแปรปรวนก็มีผลต่อภาคธุรกิจและเศรษฐกิจโดยรวม นอกจากนั้นยังมีประเด็นเรื่องการเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์ของบางอุตสาหกรรมตามโยบายของรัฐบาลและระเบียบของโลก การปรับโครงสร้างองค์กร ปรับแผนกลยุทธ์ธุรกิจและการลงทุนของบริษัทจดทะเบียนในตลาด เพื่อรองรับสถานการณ์และการเปลี่ยนแปลงของโลก ยังผลให้ราคาหุ้นบางกลุ่มอุตสาหกรรม และราคาหุ้นเฉพาะตัวมีความผันผวนด้วย           นางสาวอาภาภรณ์ กล่าวอีกว่า บล.ดีบีเอส คาดการณ์กำไรตลาดหุ้นไทยปี 2568 โต 11% จากฐานที่ต่ำในปี 2567 โดยให้เป้าหมายดัชนีปีนี้ไว้ที่ 1440 จุด มีอัพไซด์ 10% เมื่อเทียบจากสิ้นปีที่ผ่านมา โดยให้ค่าพี/อีอยู่ที่  16.3 เท่า ส่วนปี 2569 ให้เป้าหมายดัชนีที่ระดับ 1540 จุด ทั้งนี้ Downside risk คือ กำไรตลาดหุ้นเติบโตน้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้ และความเสี่ยงในตลาดสูงเกินกว่าที่ประเมินไว้ทำให้ต้องลดเป้าหมาย P/E ลง           อย่างไรก็ดี ในระยะสั้น 1-2 เดือนข้างหน้า มีปัจจัยสำคัญที่ติดตาม คือ การประกาศเรียกเก็บภาษีนำเข้าและภาษีตอบโต้ของทรัมป์กับประเทศต่างๆ ในต้นเดือน เม.ย. 2568  ภาวะเศรษฐกิจสหรัฐและอัตราเงินเฟ้อหลังทรัมป์เข้ามาเป็นประธานาธิบดี การปรับลดดอกเบี้ยของเฟด ส่วนปัจจัยที่ควรระวัง คือ ผลกระทบจากการขึ้นเครื่องหมาย XD ของหุ้นขนาดใหญ่ในช่วงปลายเดือนก.พ. และเดือนมี.ค. 2568 ซึ่งเหล่านี้อาจทำให้ตลาดหุ้นไทยมีความผันผวนได้           สำหรับการลงทุนระยะกลาง-ยาว บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส แนะนำ 4  ธีมการลงทุน และ 10 หุ้นเด่นสำหรับปี 2568 โดยธีมแรก เป็นอัตราดอกเบี้ยในประเทศลดช้า & การลงทุนฟื้นตัว ส่วนหุ้นเด่นเป็น ธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ เช่น BBL, KTB, TTB, KBANK ส่วนธีม 2 คือ ท่องเที่ยวเติบโตต่อเนื่อง & มาตรการกระตุ้นท่องเที่ยวในประเทศเพิ่มเติม หุ้นเด่นเป็น กลุ่มโรงแรมและอาหาร คือ MINT, ERW สำหรับธีม 3  ยก China+1 & New S-Curve หุ้นเด่นเป็น กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม คือ AMATA ส่วนธีมที่ 4 ดาต้าเซ็นเตอร์ & บริการคลาวด์ หุ้นเด่นเป็น กลุ่มสื่อสาร โรงไฟฟ้า ความปลอดภัยทางไซเบอร์ หุ้นเด่น ADVANC, GULF & INTUCH           ด้านนายพงศ์ภัทร สิริพิพัฒน์ ผู้อำนวยการ ฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส มองประเด็นเรื่องสงครามการค้าพึ่งชกกันหมัดแรก ยังต้องรอดูยก 2 ยก 3 ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่ผ่านมาเริ่มชะลอตัว ส่วนด้านเงินเฟ้อทยอยเพิ่ม PCE ของสหรัฐล่าสุดสูงสุดในรอบ 8 เดือน ซึ่งยังไม่ได้รับรู้ผลกระทบของการขึ้นภาษีนำเข้า ส่วน Reciprocal tariff มีโอกาสเป็นตัวเร่งเงินเฟ้อช่วงถัดไป เฟดมีโอกาสชะลอการลดดอกเบี้ยหรือหากแย่มากในระยะยาวอาจจะเป็นขึ้นดอกเบี้ยแทน           แนวโน้ม SET50 รอลุ้นหาจุดกลับตัว แต่ตอนนี้ยังแกว่งทางลง ซึ่งมีแนวรับหลักที่ 1225-1200 และ 1130 ที่ปกติจะมีช่วงดีดกลับมากพอควร รอลุ้นสัญญาณการเกิด Divergence หลัง RSI ทำจุดต่ำสุดที่ลึกมีลุ้นการเกิด แต่ RSI ต้องไม่ทำจุดต่ำสุดใหม่           ทองคำ หากยืนเหนือ 2950 ได้ มีแนวต้านหลักถัดไป 2988/3040 ที่ต้องระมัดระวังการชะลอตัว การลงอย่าหลุด 2860-2850 หากลงหลุดต่ำกว่าจะกลับมาแกว่งตัวลง มีแรงซื้อจากความเสี่ยงทรัมป์ แต่ระยะกลาง-ยาว หากเฟดคุมเงินเฟ้อขึ้นดอกเบี้ยจะเป็นความเสี่ยง           ค่าเงินบาท ที่บริเวณ 33.10-33 มีลุ้นเด้งสั้น ทิศทางหลักอิงทางแข็งค่าหลังดอลลาร์กลับไปอ่อน การขึ้นกำแพงภาษีตอนนี้ยังไม่มากเท่ากับตอนที่ทรัมป์หาเสียง ช่วยลดขาดดุลการค้าได้ไม่มากพอ การประชุมกนง. หากลดดอกเบี้ยบาทอาจอ่อนค่าสั้น           นายวิชญ์นนท์ วงษ์ไชยคณากร ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่าย Digital Business บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส กล่าวว่า ดีบีเอส วิคเคอร์ส มุ่งมั่นพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อรองรับทุกผลิตภัณฑ์การลงทุน ไม่เพียงแต่การซื้อขาย แต่ยังรวมถึงเครื่องมือวิเคราะห์ที่ช่วยให้นักลงทุนสามารถตัดสินใจได้อย่างแม่นยำ และมีประสิทธิภาพ           บริษัทหลักทรัพย์ ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด พร้อมนำเสนอโอกาสการลงทุนที่ครบวงจร รองรับทุกกลยุทธ์ของนักลงทุน ทั้งในประเทศ และต่างประเทศ โดยมีผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น หุ้น อนุพันธ์ และกองทุนรวมภายในประเทศ รวมถึงหุ้นต่างประเทศ และหุ้นกู้อนุพันธ์ต่างประเทศ เพื่อเปิดโอกาสให้ลูกค้าเข้าถึงการลงทุนที่มีประสิทธิภาพในทุกตลาดทั่วโลก           นอกจากผลิตภัณฑ์ที่ครบถ้วน ดีบีเอส วิคเคอร์ส ยังให้ความสำคัญกับข้อมูลประกอบการลงทุน และเครื่องมือวิเคราะห์ที่ทันสมัย เพื่อช่วยให้นักลงทุนตัดสินใจได้อย่างแม่นยำ โดยมีการสนับสนุนข้อมูลเชิงลึกผ่านบทวิเคราะห์ ข่าวสารการลงทุน และแพลตฟอร์มวิเคราะห์อัจฉริยะ ได้แก่ BrainBOX, TipRanks และ CLOVERS ที่ช่วยให้การวิเคราะห์ทั้งทางเทคนิค และพื้นฐานเป็นเรื่องง่าย พร้อมด้วยแอปพลิเคชันการลงทุนที่รองรับทุกความต้องการ อาทิ DBS WealthBOX และ DBSV mTrading Thailand           DBSV mTrading Thailand มาพร้อมฟังก์ชันเด่น Trending Stocks จาก TipRanks ซึ่งรวบรวมคำแนะนำจากมุมมองของนักวิเคราะห์ทั่วโลก พร้อมราคาเป้าหมาย อีกทั้ง ยังมีข้อมูลพื้นฐาน งบการเงินย้อนหลังมากกว่า 10 ปี และโปรแกรมกราฟทางเทคนิคจาก TradingView           ล่าสุด เพิ่มฟังก์ชัน CLOVERS ซึ่งเป็นเครื่องมือแสดงภาพรวมของหุ้นตามข้อมูลพื้นฐาน โดยใช้ตัวชี้วัดหลัก 7 ด้าน จากนักวิเคราะห์ผู้เชี่ยวชาญ นำเสนอในรูปแบบใหม่ที่เข้าใจง่าย           สำหรับนักลงทุนที่สนใจลงทุนกับดีบีเอส วิคเคอร์ส สามารถติดต่อ หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ฝ่าย Digital Business โทร. 02-857-7922 [PR News]

กองทรัสต์ “ALLY” กวาดรายได้ปี 2567 ที่ 1.6 พันลบ. เคาะจ่ายปันผล 0.1310 บ./หุ้น

กองทรัสต์ “ALLY” กวาดรายได้ปี 2567 ที่ 1.6 พันลบ. เคาะจ่ายปันผล 0.1310 บ./หุ้น

          ทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์และสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ อัลไล หรือ ALLY ปิดรายได้รวมสำหรับปี 2567 อยู่ที่ 1,616.8 ล้านบาท และมีกำไรจากการลงทุนสุทธิ 591.4 ล้านบาท ตอกย้ำความแข็งแกร่งด้วยอัตราเช่าพื้นที่กว่า 93.1% ประกาศจ่ายปันผลจากผลการดำเนินงานงวดไตรมาส 4/67 ให้ผู้ถือหน่วยทรัสต์ 0.1310 บาทต่อหน่วย รับยิลด์ 10% พร้อมประเมินแนวโน้มธุรกิจค้าปลีกไตรมาสแรกสดใส รับประโยชน์จากนักท่องเที่ยว และโครงการ  Easy E-Receipt 2.0 หนุนการบริโภคภายในประเทศเพิ่ม           นายกวินทร์ เอี่ยมสกุลรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อัลไล รีท แมนเนจเมนท์ จำกัด ในฐานะผู้จัดการกองทรัสต์อัลไล หรือ ALLY เปิดเผยว่า สำหรับผลการดำเนินงานปี 2567 ของทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์และสิทธิการเช่า อัลไล (ALLY) โดยทำรายได้รวม 1,616.8 ล้านบาท และมีกำไรจากการลงทุนสุทธิ 591.4 ล้านบาท โดยในช่วงกลางปี 2567 กองทรัสต์ได้เข้าลงทุนในกรรมสิทธิ์โครงการศูนย์การค้าแฮปปี้อเวนิว ดอนเมือง โดยนับเป็นการลงทุนในกรรมสิทธิ์ (Freehold) โครงการแรก ส่งผลให้ ณ สิ้นปี 2567 กองทรัสต์ ALLY มีโครงการศูนย์การค้าภายใต้การบริหารจัดการ จำนวน 14 โครงการ โดยมีพื้นที่เช่าสุทธิ 164,495 ตารางเมตร และมีมูลค่าทรัพย์สินรวมแตะ 13,700 ล้านบาท ถือเป็นกองทรัสต์ประเภทรีเทลที่มีมูลค่าทรัพย์สินรวมสูงเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศ นอกจากนี้ กองทรัสต์ได้บริหารโครงการอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงรับผลดีจากการปรับลดลงของค่าไฟฟ้า Ft ตามนโยบายรัฐบาลส่งผลให้ของค่าใช้จ่ายรวมปรับลดลงกว่า 2.7% จากปีก่อน (YoY)           ขณะที่ไตรมาส 4/2567 กองทรัสต์มีรายได้รวม 400.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.3% จากไตรมาสก่อน และมีกำไรจากการลงทุนสุทธิ 139.1 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.1% จากไตรมาสก่อน กองทรัสต์ จึงพิจารณาจ่ายประโยชน์ตอบแทนจากผลการดําเนินงานในไตรมาส 4/2567 ที่อัตรา 0.1310 บาทต่อหน่วย โดยมีกําหนดการวันปิดสมุดทะเบียนพักการโอนหน่วยทรัสต์ (Book Closing) เพื่อสิทธิในการรับประโยชน์ตอบแทนในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2568 และจ่ายประโยชน์ตอบแทนแก่ผู้ถือหน่วยทรัสต์ในวันที่ 28 มีนาคม 2568 เมื่อรวมกับการจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนในช่วง 9 เดือนแรกปี 2567 กองทรัสต์จะจ่ายประโยชน์ตอบแทนที่อัตรารวม 0.5250 บาทต่อหน่วย คิดเป็นอัตราผลตอบแทน (Yield) อยู่ที่ 10% เมื่อเทียบกับราคาตลาด 5.25 บาทต่อหน่วย           โดย ณ สิ้นไตรมาส 4/2567 กองทรัสต์ ALLY มีอัตราการเช่าพื้นที่ (Occupancy Rate) อยู่ที่ 93.1% และอัตราค่าเช่าเฉลี่ย 590 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน อัตราการขึ้นค่าเช่าอยู่ที่ 1.2% นอกจากนี้ กองทรัสต์ สามารถต่อสัญญากับผู้เช่ารายเดิมได้กว่า 91.2% และทำสัญญากับผู้เช่ารายใหม่อีกกว่า 30 ราย บนพื้นที่กว่า 3,700 ตารางเมตร ในธุรกิจความงามและสุขภาพ ธุรกิจอาหาร ธุรกิจของตกแต่งบ้าน และสถาบันการศึกษา เป็นต้น           นายกวินทร์ กล่าวว่า กองทรัสต์ยังคงเดินหน้าดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน โดยที่ผ่านมาได้ดำเนินการด้าน Waste Management ผ่านโครงการ ALLY Care The Whale ในการจัดขยะรีไซเคิล เพื่อเป็นการดูแลด้านสิ่งแวดล้อมและลดก๊าซเรือนกระจก โดยได้รับการรับรองผ่านโครงการสนับสนุนกิจกรรมลดก๊าซเรือนกระจก (Low Emission Support Scheme : LESS) จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) ผ่าน 4 โครงการนําร่อง ได้แก่ โครงการ เดอะ คริสตัล เอสบีราชพฤกษ์, โครงการ เดอะคริสตัล เอกมัย-รามอินทรา, โครงการ คริสตัล ดีไซน์เซ็นเตอร์และโครงการเดอะไพร์ม หัวลำโพง สามารถลดก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 16,022 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า สำหรับการพัฒนาความยั่งยืนด้านการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Action) ในช่วงปี 2567 ที่ผ่านมา และในปี 2568 กองทรัสต์พร้อมดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอกย้ำการเป็น “กรีนคอมมูนิตี้มอลล์”           นอกจากนี้ กองทรัสต์มองแนวโน้มไตรมาสแรกของปี 2568 คาดว่าธุรกิจค้าปลีกจะได้รับประโยชน์จากนักท่องเที่ยวที่หลั่งไหลเข้ามาในช่วงฤดูท่องเที่ยว โดยเฉพาะอย่างยิ่งห้างสรรพสินค้าในทำเลทองที่ดึงดูดนักท่องเที่ยว ประกอบกับโครงการของรัฐบาล เช่น แคมเปญ " Easy E-Receipt 2.0 " ที่เปิดตัวในไตรมาสแรกของปี 2568 จะช่วยกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศได้มากขึ้น ส่งผลให้ผู้ประกอบการมีการกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยผ่านโปรโมชั่นและแคมเปญการตลาดที่น่าสนใจ ซึ่งศูนย์การค้าภายใต้การบริหารของ ALLY ก็จะได้รับอานิสงส์ไปด้วย โดยได้ออกโปรโมชัน ทำแคมเปญการตลาด เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายและเพิ่มทราฟฟิก (Traffic) ผู้ใช้บริการในโครงการศูนย์การค้าฯ มากมายตลอดโครงการดังกล่าว ในขณะเดียวกัน การก่อสร้างโครงการสะพานข้ามคลองมหาสวัสดิ์ถนนราชพฤกษ์เพื่อแก้ไขปัญหาจราจร รองรับการเติบโตพื้นที่กรุงเทพฯ-นนทบุรี ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จในช่วงกลางปี 2568 จะส่งผลบวกกับโครงการศูนย์การค้าในย่านราชพฤกษ์ ได้แก่ โครงการเดอะคริสตัล ราชพฤกษ์ โครงการเดอะคริสตัล ชัยพฤกษ์ และโครงการสมกรเพลส ราชพฤกษ์ [PR News]

ก.ล.ต.ผนึกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประชุมฯ ยกระดับมาตรการสกัดกั้นบัญชีม้า

ก.ล.ต.ผนึกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประชุมฯ ยกระดับมาตรการสกัดกั้นบัญชีม้า

          หุ้นวิชั่น - สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) สมาคมการค้าผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลไทย (TDO) ผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประชุมเชิงปฏิบัติการ (workshop) กำหนดมาตรการเพิ่มเติมในการจัดการปัญหาบัญชีม้า เพื่อยกระดับการป้องกันการหลอกลวงลงทุน รวมทั้งปราบปรามการฟอกเงินและอาชญากรรมทางเทคโนโลยีให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2568           การประชุมเชิงปฏิบัติการ (workshop) ในครั้งนี้ ก.ล.ต. และสมาคมการค้าผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลไทย (TDO) พร้อมทั้งผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ผนึกกำลังกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ธนาคารแห่งประเทศไทย กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และสมาคมธนาคารไทย ร่วมกำหนดมาตรการและมาตรฐานการประกอบธุรกิจในอุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัล (industry standard) เพิ่มเติม เพื่อจัดการปัญหากรณีเงินของผู้เสียหายถูกโอนย้ายออกผ่านช่องทางบัญชีม้าสินทรัพย์ดิจิทัล ทั้งนี้ ผู้ที่เป็นบัญชีม้าจะถูกจำกัดการทำธุรกรรม บางลักษณะที่เสี่ยงต่อการฟอกเงิน           นางสาวจอมขวัญ คงสกุล รองเลขาธิการ ก.ล.ต. เปิดเผยว่า ที่ผ่านมา ก.ล.ต. ได้ประสานการทำงานร่วมกับ TDO และ ผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันการใช้สินทรัพย์ดิจิทัลเป็นช่องทางในการฟอกเงินของกลุ่มมิจฉาชีพ เช่น การจัดทำแนวทางเฝ้าระวังและตรวจสอบบัญชีต้องสงสัย โดยการร่วมประชุมในวันนี้ นอกจากจะยกระดับ industry standard เพื่อจัดการบัญชีม้าสินทรัพย์ดิจิทัลแล้ว ยังกำหนดมาตรการสำหรับจัดการบัญชีม้าแต่ละประเภทกรอบเวลาเร่งรัดดำเนินการ รวมทั้งวางแนวทางแลกเปลี่ยนข้อมูลและวางแนวทางประสานงานระหว่างผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ภาคธนาคาร ตำรวจ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการสกัดกั้นไม่ให้เงินของผู้เสียหายถูกโอนย้ายออกผ่านช่องทางบัญชีม้าสินทรัพย์ดิจิทัล นอกจากนี้ ก.ล.ต. ยังมีมาตรการป้องกันการหลอกลงทุนตั้งแต่ต้นทาง เช่น การแจ้งเตือนและให้ความรู้ความเข้าใจกับประชาชนเกี่ยวกับกลโกงหลอกลงทุน และประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการปิดกั้นบัญชีโซเชียลมีเดียที่มีพฤติกรรมหลอกลงทุน           “อย่างไรก็ดี ก.ล.ต. มีการตรวจสอบระบบงานทำความรู้จักลูกค้าของผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลผ่านการติดตามทั้งในรูปของ on-site inspection และ off-site monitoring อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลดำเนินการตามหลักเกณฑ์ มาตรการ และ มาตรฐานการประกอบธุรกิจดังกล่าวด้วย” รองเลขาธิการ ก.ล.ต. กล่าว

SCB คาดค่าเงินบาทวันนี้ กรอบ 33.40-33.65 บ./ดอลลาร์

SCB คาดค่าเงินบาทวันนี้ กรอบ 33.40-33.65 บ./ดอลลาร์

         หุ้นวิชั่น - กลุ่มงานตลาดการเงิน ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 33.40-33.65 บาท/ดอลลาร์ ค่าเงินบาทแข็งค่าวานนี้ตามเงินยูโรที่แข็งค่าหลังการเลือกตั้งในเยอรมนีออกมาตามที่ตลาดคาด ทั้งนี้ บาทกลับมาอ่อนค่าจากที่ทรัมป์จะจำกัดการลงทุนของจีนในภาคเทคโนโลยี พลังงาน และภาคส่วนยุทธ์ของสหรัฐฯ อีกทั้ง จะขึ้นภาษีนำเข้าจากแคนาดาและเม็กซิโกตามที่บอกไว้ ผู้นำพรรคสหภาพประชาธิปไตยคริสเตียน (CDU) ที่ชนะการเลือกตั้งเยอรมนี เตรียมถกกับพรรคสังคมประชาธิปไตยแห่งเยอรมนี (SPD) เพื่อจัดตั้งรัฐบาล และผลักดันแผนงบประมาณด้านยุทโธปกรณ์ ธนาคารกลางเกาหลีลดดอกเบี้ยนโยบาย 25bps มาอยู่ที่ 2.75%

IMPACT กางแผนปั้นเมืองทองธานี สู่ Tourism Destination

IMPACT กางแผนปั้นเมืองทองธานี สู่ Tourism Destination

         IMPACT ลุยสร้างโรงแรมใหม่เสริมเมืองทองธานี สู่ Tourism Destination ตั้งเป้ามี 3,000 ห้องภายในปี 2030 เสริมจุดเด่นรับอุตสาหกรรม MICE และท่องเที่ยวครบวงจร ด้านรถไฟฟ้าสายสีชมพูส่วนต่อขยายเข้าเมืองทองธานี ปัจจัยหนุนดึงคนเข้างาน ขยายฐานลูกค้าใหม่เพิ่ม          อุตสาหกรรมไมซ์ เป็นหนึ่งในเครื่องจักรสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ด้วยภูมิรัฐศาสตร์ของไทยบนภูมิภาคนี้ ส่งผลให้ไทยคือจุดหมายปลายสำคัญของนักเดินทางกลุ่มไมซ์ โดยปี 2568 สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ (TCEB) ตั้งเป้าจำนวนนักเดินทางไมซ์ที่ 34 ล้านคน คาดว่าจะสร้างรายได้ 2 แสนล้านบาท สอดรับกับแผนการดำเนินงานของ IMPACT ที่จะเสริมทัพธุรกิจเพิ่มจุดแข็งรอบด้าน ความพร้อมในการรองรับการจัดงานนิทรรศการ คอนเสิร์ต ด้วยการลงทุนสร้างโรงแรมเพิ่มหนุนการเติบโตของธุรกิจทั้งปัจจุบันและอนาคต          นายพอลล์ กาญจนพาสน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น แมเนจเม้นท์ จำกัด ผู้บริหารอสังหาริมทรัพย์กองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์อิมแพ็คโกรท (IMPACT GROWTH REIT) หรือ IMPACT เปิดเผยว่า การปั้นเมืองทองธานี ให้เป็น Tourism Destination คือแผนสำคัญสำหรับปี 2568 และเป้าหมายสำคัญคือการสร้าง Smart City ที่จะต้องมีความพร้อมในหลายด้าน          “การที่มีระบบขนส่งสาธารณะจะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ช่วยดึงดูด และทำให้คนตัดสินใจเดินทางมายังเมืองทองธานีง่ายขึ้น นอกจากนี้ เราวางแผนที่จะเพิ่มระบบ CCTV ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องฮาร์ดแวร์เท่านั้น แต่รวมถึงเทคโนโลยีที่เพิ่มประสิทธิภาพด้านความปลอดภัย และการลงทุนหลักของเรานอกจากร่วมลงทุนในรถไฟฟ้าสายสีชมพูส่วนต่อขยาย 2 สถานีมายังเมืองทองธานีแล้ว เรายังวางแผนลงทุน พัฒนาโรงแรมแห่งใหม่ระดับ 4-5 ดาว ขนาด 1,000 ห้อง ประเมินใช้เงินลงทุนประมาณ 4,000 – 5,000 ล้านบาท คาดแล้วเสร็จในปี 2571  นอกจากนี้ IMPACT ยังวางเป้าหมายขยายการลงทุนสร้างโรงแรมเพิ่มเติมเป็น 3,000 ห้อง ภายในปี 2573 และ 5,000 ห้องภายในปี 2578          ปัจจุบันเมื่อมีการจัดงานสเกลใหญ่ใน IMPACT พร้อมๆ กัน เราไม่สามารถรองรับผู้ต้องการเข้าพักโรงแรมได้ทั้งหมด  แต่การลงทุนด้านโรงแรมจะเพิ่มศักยภาพในการเป็นพื้นที่จัดงานขนาดใหญ่ ทั้งจากลูกค้าในประเทศและต่างประเทศ นี่คือโอกาสด้านรายได้สำคัญ ทำให้ IMPACT ก้าวสู่สเต็ปของการเป็น Destination Tourism แต่ถ้าโรงแรม ร้านอาหารไม่เพียงพอ จะทำให้เราสูญเสียโอกาส เรามั่นใจมากว่าแผนการลงทุนครั้งนี้จะเป็นการหนุนให้ดีมานด์เพิ่มขึ้น”          สำหรับ โครงการ Sky Entrance เชื่อมต่อสถานีรถไฟฟ้าสายสีชมพูส่วนต่อขยาย จำนวน 2 สถานี คือ สถานี อิมแพ็ค เมืองทองธานี และสถานีทะเลสาปเมืองทอง เชื่อมการเดินทางให้เข้าสู่งานประชุม งานแสดงสินค้าได้สะดวกขึ้น ยังเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าเมื่อมองในภาพรวมของประชากรย่านเมืองทองธานีที่จะได้รับประโยชน์ด้วย โดย กำหนดการสถานีรถไฟฟ้าสายสีชมพูส่วนต่อขยาย คาดจะเปิดให้บริการภายในช่วงเดือนพฤษภาคมปีนี้          ปีที่ผ่านมา นับเป็นอีกหนึ่งปีที่อุตสาหกรรม MICE ในไทยประสบความสำเร็จอย่างมาก ตั้งแต่เดือนมกราคม-ธันวาคม 2567 จำนวนผู้เข้ามาใช้บริการ IMPACT เกือบ 10 ล้านคน หลังการเปิดใช้รถไฟฟ้าสายสีชมพูส่วนต่อขยายคาดว่าจะเพิ่มจำนวนผู้มาใช้บริการเพิ่มขึ้น          ขณะที่ นายพอลล์ กาญจนพาสน์ มองภาพรวมของอุตสาหกรรมไมซ์ว่า ยังมีแนวโน้มที่จะเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากการสนับสนุนของภาครัฐ และแผนธุรกิจของ IMPACT ที่จะดึงดูดให้นักลงทุนเข้ามาจัดงานแสดงสินค้า การประชุมในไทยเพิ่มขึ้น          “สถานการณ์เศรษฐกิจทั้งไทยและโลก อาจมีผลกระทบต่อการจัดงานบ้าง เพราะงบประมาณส่วนนี้อยู่ในงบการตลาด  ดังนั้น เราต้องโฟกัสจากกลุ่มที่น่าจะมีโอกาส นั่นคือ จีน อินเดีย 2 ประเทศนี้มีปัจจัยหลายด้านที่ทำให้เราต้องโฟกัส ทั้งการขยายตัวด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี โดยเฉพาะจีนที่เราต้องสร้างความสัมพันธ์ระยะยาว ไม่ใช่การพูดคุยแค่กลุ่ม Exhibitor เท่านั้น แต่เราต้องเชื่อมสัมพันธ์ไปถึง Exhibition Hall ให้เกิดความสัมพันธ์แบบไปกลับ หรือการหา Exhibitor ให้กันและกัน จีนเป็นประเทศใหญ่ เป็นไปไม่ได้ที่จะจัดงานเมืองเดียวแล้วสามารถดึงดูดคนให้มารวมกันที่เดียวกัน เราต้องขยายโอกาสออกไปยังเมืองต่างๆ ด้วย และอาจมีแผนที่จะตั้งศูนย์ธุรกิจที่จีนในอนาคต”          ด้าน เอ็นเตอร์เทนเมนต์ คอมเพล็กซ์ โครงการมูลค่าแสนล้านบาทของรัฐบาล นายพอลล์ กาญจนพาสน์ กล่าวว่า อิมแพ็คให้ความสนใจเช่นกัน ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของรัฐบาล “อิมแพ็ค มีความสนใจในโครงการนี้ ซึ่งเราเองมีความพร้อมในหลายๆ ด้าน แต่คงไม่ใช่เรื่องที่เราจะโฟกัสเป็นอันดับแรก ส่วนแผนการดำเนินธุรกิจ ที่มีการพัฒนาในทุกด้านเพื่อรองรับธุรกิจหลัก นั่นคือ ศูนย์การประชุมแสดงสินค้า นิทรรศการ และคอนเสิร์ต” [PR News]

SCB คาดค่าเงินบาทวันนี้ กรอบ 33.40-33.65 บ./ดอลลาร์

SCB คาดค่าเงินบาทวันนี้ กรอบ 33.40-33.65 บ./ดอลลาร์

         หุ้นวิชั่น - กลุ่มงานตลาดการเงิน ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 33.40-33.65 บาท/ดอลลาร์ ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นจากดัชนีเงินดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนค่าลงหลังเลข PMI ออกมาที่ 50.4 ต่ำกว่าตลาดคาด เงินเฟ้อทั่วไปญี่ปุ่นเดือนมกราคมออกมาที่ 4.0%YOY ตามที่ตลาดคาด ด้านผู้ว่าฯ ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) กล่าวว่า พร้อมเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นหาก Yields ปรับสูงขึ้นเร็วผิดปกติ PMI ยุโรปออกมาที่ 50.2 ต่ำกว่าคาดเล็กน้อย ส่วนการเลือกตั้งในเยอรมนี พบว่านายฟรีดริช เมอซ์ ซึ่งเป็นพรรคผู้นำฝ่ายค้านเดิมมีคะแนนนำ ส่วนพรรครัฐบาลเดิมคะแนนอยู่อันดับ 3

เจาะ GEN X-Y-Z และ Baby Boomer ลงทุนยุค Social Media Finfluencer

เจาะ GEN X-Y-Z และ Baby Boomer ลงทุนยุค Social Media Finfluencer

           หุ้นวิชั่น - การใช้งาน Social media เติบโตอย่างมากในทศวรรษที่ผ่านมา จากผู้ใช้งาน 26% ของประชากรโลกในปี 2557 เพิ่มเป็น 60% ในปี 2567 นำมาสู่การพัฒนารูปแบบการให้ความรู้ด้านการเงินการลงทุนในรูปแบบใหม่ผ่าน Finfluencer หรือผู้มีอิทธิพลด้านการเงินการลงทุนบน Social media ที่สามารถนำเสนอข้อมูลในรูปแบบที่เข้าถึงง่ายและน่าสนใจ โดยการศึกษาของ CFA Institute ในปี 2567 พบว่า 45% ของเนื้อหาเป็นการแนะนำแนวทางการลงทุน และ 25% มีการเปิดเผยสถานภาพทางวิชาชีพหรือผลประโยชน์ที่ได้รับ ทั้งนี้ IOSCO ได้เสนอแนะแนวทางพัฒนาการให้ข้อมูลบนช่องทาง Social media เพื่อให้การนำเสนอข้อมูลมีความน่าเชื่อถือมากขึ้น            จากการสำรวจของฝ่ายวิจัยตลาดหลักทรัพย์ฯ ในต้นปี 2568 พบว่าผู้ลงทุนแต่ละ Generation มีช่องทางการรับข้อมูลที่แตกต่างกัน โดย 8% ของผู้ลงทุน Gen Z รับข้อมูลผ่านสื่อสาธารณะและ Social media เป็นหลัก โดยมีเพียง 21.95% รับข้อมูลผ่านนักวิเคราะห์และที่ปรึกษาการลงทุน ส่วน Baby Boomer และ Gen X นิยมรับข้อมูลจากบทวิเคราะห์ของบริษัทหลักทรัพย์มากกว่าและได้รับอิทธิพลจาก Finfluencer น้อยกว่า Gen Y และ Gen Z            ทั้งนี้ เนื้อหาด้านการเงินที่ผู้ลงทุนได้รับผ่าน Social media ส่วนใหญ่เป็นข่าวสารการลงทุน (5%) และการแนะนำการลงทุน (44.4%) อย่างไรก็ตาม ช่องทางออนไลน์อาจถูกใช้ในการหลอกลวงการลงทุน โดย 73% ของผู้ที่เคยเกี่ยวข้องกับการถูกหลอกลวงระบุว่าถูกชักชวนผ่านช่องทางนี้ ซึ่งอาจทำให้เกิดความเสียหายในวงกว้างได้            ตลาดหลักทรัพย์ฯ จัดโครงการให้ความรู้หลากหลายรูปแบบอย่างต่อเนื่อง อาทิ ห้องเรียนนักลงทุน Happy Money และ INVESTORY รวมถึงการให้ความรู้ผ่าน Social media และการส่งเสริม Influencer ที่มีความรู้ความเข้าใจด้านการเงิน การลงทุน เพื่อยกระดับคุณภาพการนำเสนอข้อมูลและสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ผู้ลงทุน            การส่งเสริมความรู้ความเข้าใจด้านการเงินการลงทุนที่เหมาะสมแก่ประชาชนมีความสำคัญ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันจากข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง บิดเบือน หรือหลอกลวงบนโลกออนไลน์ โดยเฉพาะในเรื่องการเงินการลงทุน ทั้งนี้ หลักสำคัญที่ควรคำนึงคือ ‘อะไรที่ฟังดูดีเกินจริง ให้ระวังไว้ก่อนว่าอาจไม่เป็นความจริง’ ประเด็นที่น่าสนใจจากงานศึกษา "Gen Z and Investing: Social Media, Crypto, FOMO, and Family" Social media เป็นช่องทางที่ Gen Z กว่า 48% ใช้รับข้อมูลการเงินการลงทุน ในขณะที่ 26% ของผู้ลงทุน Generation X รับข้อมูลการเงินการลงทุนจาก Social media Finfluencer เป็นหนึ่งในปัจจัยหลักที่ทำให้ Gen Z ตัดสินใจเริ่มลงทุน ผู้ลงทุน Gen Z ให้ความสำคัญกับความสามารถในการนำเสนอข้อมูล ประวัติการลงทุน (track record) และความโปร่งใสของผู้ให้ข้อมูล ผู้ลงทุน Gen Z 65% ลงทุนผ่านแอพพลิเคชัน มีเพียง 15% ที่ใช้ช่องทางลงทุนรูปแบบเดิม ผลิตภัณฑ์ที่ Gen Z เริ่มลงทุนเป็นอย่างแรก ได้แก่ คริปโทเคอร์เรนซี (44%) หุ้นรายตัว (32%) และกองทุน (21%) Finfluencer = Financial + Influencer            ปัจจุบัน การใช้งานเครือข่ายสังคมออนไลน์ (Social media) เป็นที่แพร่หลายอย่างมากจนเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของหลายๆ คน จากข้อมูลช่วงต้นปี 2557 มีจำนวนผู้ใช้งาน Social media คิดเป็น 26% ของจำนวนประชากรโลก ต่อมาในปี 2567 หรือราว 10 ปีให้หลัง ผู้ใช้งาน Social media เพิ่มขึ้นเป็น 60% ของจำนวนประชากรโลก และในประเทศไทยมีผู้ใช้งาน Social media อยู่ที่ราว 49.1 ล้านคน คิดเป็น 68% ของประชากร สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของ Social media ในการเข้าถึงข้อมูลของประชาชน จากเดิมที่ต้องพึ่งพาสื่อสิ่งพิมพ์ โทรทัศน์ หรือการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญโดยตรง            ในยุค Social media นี้ มีผู้ที่สร้างคอนเทนต์ที่ถูกใจผู้คนจนมีชื่อเสียงและมีผู้ติดตามจำนวนมาก หรือที่เรียกว่า “Influencer” เกิดขึ้นในหลายสาขา ทั้งด้านการทำธุรกิจ วิจารณ์อาหาร การท่องเที่ยว บันเทิงทั่วไป ไลฟ์สไตล์ ซึ่งมักทำคอนเทนต์ที่เป็นประโยชน์และตอบสนองความต้องการของผู้ติดตามได้อย่างดี รวมทั้งสาขาการเงินการลงทุน หรือเรียกว่า “Finfluencer” หรือผู้สร้างคอนเทนต์เกี่ยวกับการเงินการลงทุน ครอบคลุมตั้งแต่การบริหารการเงินส่วนบุคคล ไปจนถึงการลงทุนในสินทรัพย์หลากหลายประเภท เช่น หุ้น หุ้นกู้ พันธบัตร อนุพันธ์ กองทุนรวม ทองคำ สินทรัพย์ดิจิทัล และสินทรัพย์ทางการเงินอื่นๆ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและความสนใจด้านการเงินการลงทุนให้กับผู้ติดตามและสาธารณชน            จุดแข็งของ Finfluencer คือการนำเสนอข้อมูลที่มีความซับซ้อนในรูปแบบและภาษาที่เข้าใจง่าย มีความน่าสนใจ ทำให้ความรู้ทางการเงินสามารถเข้าใจได้ง่ายขึ้น และเข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ได้ดีกว่าแหล่งข้อมูลแบบดั้งเดิมที่ซับซ้อนและเข้าถึงได้ยาก Social Media และพฤติกรรมการรับรู้ข้อมูลของนักลงทุน            งานศึกษาของ FINRA Investor Education Foundation และ CFA Institute ในปี 2566 พบว่า ผู้ลงทุน Gen Z มีพฤติกรรมการรับข้อมูลและการลงทุนที่แตกต่างจาก Generation อื่น โดยมีแนวโน้มรับข้อมูลจาก Social media และ Finfluencer มากที่สุด มากกว่าข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญหรือบุคคลใกล้ตัว และพิจารณาความน่าเชื่อถือจากความสามารถในการนำเสนอข้อมูลและให้ความสำคัญกับประวัติการลงทุนที่ประสบความสำเร็จ (track record) รวมทั้งมีแนวโน้มที่จะเริ่มลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงสูงอย่างคริปโทเคอร์เรนซีมากกว่าสินทรัพย์ทางการเงินดั้งเดิม และมักลงทุนผ่านแอพพลิเคชั่น            งานศึกษาอีกชิ้นในปี 2567 ศึกษามุมมองของผู้ลงทุนที่มีต่อ Finfluencer พบว่า 45% ของเนื้อหาที่ Finfluencer นำเสนอมีการแนะนำแนวทางการลงทุน (Guidance) 36% โฆษณาเกี่ยวกับการลงทุน (Investment promotion) และ 32% ให้คำแนะนำการลงทุน (Recommendation) โดยผลิตภัณฑ์การลงทุนที่ Finfluencer กล่าวถึงมากที่สุดตามลำดับ ได้แก่ หุ้น, Index fund, ETFs, อสังหาริมทรัพย์ และคริปโทเคอร์เรนซี ในขณะที่มี Finfluencer 25% เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับสถานภาพทางวิชาชีพหรือผลประโยชน์ที่ได้รับ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ เช่น ค่าตอบแทนในการนำเสนอข้อมูล หรือส่วนได้เสียกับผลิตภัณฑ์ที่มีการกล่าวถึง จะช่วยให้ผู้ลงทุนมีข้อมูลประกอบการตัดสินใจที่ครบถ้วนมากขึ้น สะท้อนโอกาสในการพัฒนาความโปร่งใสของข้อมูล            องค์กรกำกับดูแลตลาดทุนในระดับสากล หรือ  International Organization of Securities Commission (IOSCO) ได้เสนอแนะแนวทางการพัฒนาการให้ข้อมูลผ่านช่องทางออนไลน์ โดยมีข้อเสนอแนะที่น่าสนใจ เช่น เสนอแนะให้หน่วยงานกำกับดูแลระบุขอบเขตกิจกรรมที่ถือเป็นการแนะนำการลงทุนที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลให้ชัดเจน การกำหนดให้เปิดเผยค่าตอบแทนที่ผู้ให้บริการทางการเงินว่าจ้างให้มีการนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์หรือบริการ การให้ความรู้แก่ผู้ลงทุนเกี่ยวกับความเสี่ยง ตลอดจนจัดให้มีความร่วมมือกับแพลตฟอร์ม Social media เพื่อติดตามการใช้ Social media ให้เป็นไปตามเงื่อนไขการใช้บริการ            สำหรับผู้ลงทุนในประเทศไทย ฝ่ายวิจัย ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้จัดทำแบบสำรวจเกี่ยวกับการรับข้อมูลของผู้ลงทุน โดยสำรวจจากผู้ลงทุน 707 รายในช่วงวันที่ 15-26 มกราคม 2568 พบว่า ผู้ลงทุนรุ่นก่อนอย่าง Baby Boomer และ Gen X นิยมรับข้อมูลจากบทวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์หรือคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญเป็นหลัก ในขณะที่ Gen Y และ Gen Z นิยมรับข้อมูลสาธารณะทั้งจากสื่อมวลชนและ Finfluencer ใน Social media โดยทั้ง Gen Y และ Gen Z มีแนวโน้มได้รับอิทธิพลจากFinfluencer ในการตัดสินใจลงทุนสูงกว่าผู้ลงทุน Gen X และ Baby boomer อีกด้วย            นอกจากนี้ ผู้ลงทุนยังให้ข้อมูลอีกว่า เนื้อหาทางการเงินที่ได้รับชมผ่าน Social media มีข้อมูลครอบคลุมตั้งแต่เรื่องพื้นฐานความรู้ทางการเงิน ข่าวสารการเงินการลงทุน การวางแผนการเงิน แนวทางการวิเคราะห์การลงทุนด้วยตนเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าชื่นชมในความพยายามที่จะถ่ายทอดความรู้เหล่านี้ให้แก่ประชาชนในวงกว้าง            ในอีกด้านหนึ่ง การรับข้อมูลผ่านสื่อออนไลน์ก็อาจเป็นความเสี่ยงต่อผู้ลงทุนได้เช่นกัน จากการสำรวจพบว่าช่องทางออนไลน์เป็นช่องทางที่ถูกใช้กระทำผิดเกี่ยวกับการหลอกลวงลงทุนมากที่สุด โดยสำหรับผู้ที่ตอบว่าเคยถูกหลอกลวงหรือมีคนใกล้ชิดถูกหลอกลวงลงทุน มี 73% ระบุว่าถูกชักชวนผ่านช่องทางออนไลน์ เน้นย้ำให้เห็นถึงความสำคัญของการดูแลการให้ข้อมูลผ่านช่องทางดังกล่าว ตลอดจนความสำคัญของการสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ผู้ลงทุน ตลาดหลักทรัพย์ฯ กับโครงการส่งเสริมความรู้การลงทุน            ตลาดหลักทรัพย์ฯ เล็งเห็นถึงความสำคัญของการสร้างทักษะการเงินการลงทุน สร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้แก่ผู้ลงทุน รวมถึงการสร้างความตระหนักรู้ให้ผู้ลงทุนมีภูมิคุ้มกันที่จะสามารถดูแลตนเองจากข้อมูลที่ถูกบิดเบือน ไม่ถูกต้อง หรือหลอกลวงเกี่ยวกับการลงทุน จึงจัดให้มีโครงการเผยแพร่ความรู้ในหลากหลายช่องทาง อาทิ โครงการ "ห้องเรียนนักลงทุน" ส่งเสริมความรู้ความเข้าใจด้านการลงทุนผ่านช่องทางออนไลน์ เนื้อหาครอบคลุมทุกผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่ความรู้พื้นฐาน การวิเคราะห์หลักทรัพย์ การจัดพอร์ตรวมถึงกลยุทธ์การลงทุน ผ่านรูปแบบการ เรียนรู้ที่หลากหลาย ทั้งบทความ คลิปความรู้ อินโฟกราฟิกผ่านเว็บไซต์ https://www.setinvestnow.com/th/home และ SET Social Media โดยในปี 2567 มีผู้เข้าชมกว่า 27 ล้านวิว รวมถึงการเรียนรู้ผ่าน SET e-learning ที่มีผู้เข้าเรียนหลักสูตรการเงินและการลงทุนกว่า 5 ล้าน enrollments โครงการ "Happy Money" เพื่อส่งเสริมความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการวางแผนการเงินสำหรับทุกกลุ่มเป้าหมาย ตั้งแต่ผู้เริ่มทำงานครอบคลุมทั้งแรงงานในระบบ และนอกระบบ รวมถึงผู้สูงอายุอย่างต่อเนื่อง ผ่านโครงการต่างๆ ได้แก่ โครงการ Happy Money, Happy Jobbers ชีวิตอิสระ งานโปรเงินปัง , โครงการ Happy Money, Happy Young Old ปูนนี้ (ก็) มีใช้ , โครงการ Happy Money พี่เลี้ยงการเงิน เป็นต้น โดยปัจจุบันได้ร่วมมือกับองค์กรพันธมิตรสะสมกว่า 600 แห่ง เผยแพร่ความรู้ด้านการวางแผนการเงิน ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายวัยทำงานกว่า 3 ล้านคน พร้อมทั้งสร้างการรับรู้และเผยแพร่ความรู้ผ่านสื่อการเรียนรู้ที่หลากหลายทั้งบทความ คลิปความรู้ อินโฟกราฟิก แก่ประชาชนไทยในวงกว้างด้วยการเข้าถึงองค์ความรู้ Financial Literacy ผ่านเว็บไซต์ or.th และ SET Social Media โดยในปี 2567 มีผู้เข้าชมแล้วกว่า 20 ล้านวิว อีกทั้งยังส่งเสริมการใช้งาน Happy Money Application ผ่านมือถือ เพื่อมุ่งให้ผู้ใช้งานเกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทางการเงิน และนำไปสู่การอยู่ดีมีสุขทางการเงิน โครงการ “INVESTORY Investment Learning Design Bootcamp” สนับสนุนให้ครูระดับมัธยมศึกษาออกแบบโมเดลการเรียนรู้การเงินการลงทุน เพื่อถ่ายทอดความรู้ให้แก่นักเรียนในรูปแบบ active learning และเผยแพร่โมเดลการเรียนรู้ดังกล่าวสู่สาธารณะ เพื่อให้เกิดหลักสูตรการลงทุนสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาให้แก่ระบบการศึกษาของประเทศ การให้ความรู้ผ่านช่องทาง Facebook และ TikTok “SET Thailand” มีผู้ติดตามรวมกว่า 1.5 ล้านคน รวมทั้งร่วมมือกับองค์กรพันธมิตรในการรณรงค์ให้ประชาชนรู้เท่าทันรูปแบบการหลอกลวงการลงทุน ร่วมกันตรวจสอบข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง และสร้างเครือข่ายความร่วมมือในการให้ข้อมูลที่ถูกต้องและต่อต้านการเผยแพร่ข้อมูลที่บิดเบือน            ตลาดหลักทรัพย์ฯ มีแผนงานพัฒนาระบบนิเวศเพื่อการเรียนรู้ทางการเงิน สร้างคนรุ่นใหม่ ประกอบด้วย ผู้ลงทุน ผู้ประกอบวิชาชีพ ภาคการศึกษา และ Influencer ที่มีความรู้ความเข้าใจด้านการเงินการลงทุน ควบคู่ไปกับการรณรงค์ตามโครงการ “ร่วมมือ-จับปลอมหลอกลงทุน” ซึ่งตลาดหลักทรัพย์ฯ ดำเนินการร่วมกับภาคส่วนต่างๆ ในตลาดทุนมาอย่างต่อเนื่องเพื่อเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่จะช่วยกันทำให้ประชาชนวงกว้างสามารถเข้าถึงความรู้เกี่ยวกับการเงินการลงทุนที่ถูกต้อง และตระหนักรู้เกี่ยวกับการหลอกลวงลงทุน ทั้งนี้ สำนักงาน ก.ล.ต. มีแผนงานปี 2568 – 2570 ที่จะสร้างพันธมิตรกับ Finfluencer ในการให้ความรู้และการดูแลให้เหมาะสมกับความเสี่ยงอีกด้วย            อนึ่ง เพื่อป้องกันจากภัยหลอกลวงลงทุน หลักสำคัญคือการตั้งสติพิจารณาข้อมูลและตรวจสอบที่มา โดยเฉพาะข้อเสนอที่ให้ผลตอบแทนสูงเกินจริง ระมัดระวังการให้ข้อมูลส่วนตัว พร้อมทั้ง            สอบทานข้อมูลผู้แนะนำผ่านระบบ SEC Check First ของสำนักงาน ก.ล.ต. ทั้งนี้ หากพบการหลอกลวงควรบันทึกหลักฐานและแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทันที โดยสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ "ร่วมมือจับปลอมหลอกลงทุน" ของตลาดหลักทรัพย์ฯ บทสรุป            การศึกษาเกี่ยวกับพฤติกรรมการรับข้อมูลของผู้ลงทุนนี้แสดงให้เห็นว่า Social media เข้ามามีบทบาทในโลกการลงทุนมากขึ้น ทำให้ข้อมูลต่างๆ สามารถเข้าถึงประชาชนในวงกว้างได้โดยง่าย จึงควรสร้างภูมิคุ้มกันให้ผู้ลงทุนมีวิจารณญาณในการรับข้อมูลผ่านสื่อดังกล่าว ที่ผ่านมาตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและพันธมิตรได้ร่วมกันจัดโครงการและกิจกรรมให้ความรู้ผ่านช่องทางต่างๆ โดยมุ่งหวังที่จะเสริมสร้างความรู้และทักษะที่จำเป็นให้ประชาชนสามารถตัดสินใจโดยใช้ข้อมูลที่ถูกต้องครบถ้วน ป้องกันการตกเป็นเหยื่อของข้อมูลที่ถูกบิดเบือนที่อาจสร้างความเสียหายและความเข้าใจคลาดเคลื่อนให้แก่ผู้ลงทุน ตลอดจนกลโกงการลงทุน ทั้งนี้ หากมีผู้ใดมาทำการชักชวนให้ลงทุน ขอให้ผู้ลงทุนตระหนักไว้เสมอว่า “อะไรที่ฟังดูดีเกินจริง ให้ระวังไว้ก่อนว่าอาจไม่เป็นความจริง” โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการเงินการลงทุน ที่มา ฝ่ายวิจัย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

หุ้นกู้ชั่วนิรันดร์ รู้ทันก่อนลงทุน [HoonVision x FynnCorp]

หุ้นกู้ชั่วนิรันดร์ รู้ทันก่อนลงทุน [HoonVision x FynnCorp]

Key Highlights: หุ้นกู้ชั่วนิรันดร์ เป็นหุ้นกู้ที่ไม่มีกำหนดอายุไถ่ถอน ชำระคืนเพียงครั้งเดียวเมื่อเลิกกิจการ ซึ่งมีเงื่อนไขที่แตกต่างจากหุ้นกู้ทั่วไปที่ผู้สนใจลงทุนควรศึกษา ปัจจุบัน หุ้นกู้ประเภทนี้มีทั้งหมด 18 รุ่น รวมมูลค่าคงค้างในตลาดหุ้นกู้มากกว่า 133,000 ล้านบาท ในปี 2568 มีผู้ออกเพิ่มอีก 1 ราย คือ SIRI วัตถุประสงค์เพื่อชำระคืนหนี้หุ้นกู้เดิม ภาพรวม Perpetual Bonds ในไทย           หุ้นกู้ชั่วนิรันดร์ (Perpetual Bond) หรือ หุ้นกู้ด้อยสิทธิที่มีลักษณะคล้ายทุน (Subordinated Perpetual Bond) จะเป็นหุ้นกู้ประเภทที่ไม่มีกำหนดอายุไถ่ถอน ชำระคืนเพียงครั้งเดียวเมื่อเลิกกิจการ แต่ผู้ออกหุ้นกู้มีสิทธิไถ่ถอนก่อนครบกำหนดได้ และยังมีสิทธิที่จะเลื่อนชำระดอกเบี้ยได้อย่างไม่มีเงื่อนไข โดยจะเลื่อนชำระดอกเบี้ยพร้อมสะสมดอกเบี้ยจ่ายไปชำระในวันใดๆก็ได้ ไม่จำกัดระยะเวลาและจำนวนครั้งขึ้นอยู่กับผู้ออกหุ้นกู้           จากข้อมูลของสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) พบว่า มี Perpetual Bond อยู่ในตลาดหุ้นกู้ปัจจุบันจำนวน 18 รุ่น ด้วยมูลค่าคงค้าง (Outstanding Value) รวม 133,379.7 ล้านบาท จากผู้ออกทั้งหมด 13 บริษัท ได้แก่ PTTGC, IVL, CPF, MINT, UOBT, CPF, BGRIM, SPW, SIRI, DUSIT, ANAN, BAFS และ PF ซึ่งในปี 2567 ที่ผ่านมา มีผู้ออกหุ้นกู้ชั่วนิรันดร์จำนวน 3 ราย ได้แก่ IVL BGRIM และ PTTGC ตามลำดับ และในปี 2568 มีผู้ออกเพิ่มอีก 1 ราย คือ SIRI           โดยในปัจจุบัน บริษัทที่จะออกหุ้นกู้ Perpetual จะต้องได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Issuer/ Company Rating) อยู่ในระดับที่ลงทุนได้ (Investment Grade) หรือ ตั้งแต่ระดับ AAA จนถึง BBB- รวมถึงความน่าเชื่อถือของตราสาร (Issue Rating) ต้องได้รับการจัดอันดับเช่นกันหากเป็นการเสนอขายต่อผู้ลงทุนรายใหญ่ (HNW) หรือผู้ลงทุนรายย่อย เพื่อให้ผู้ลงทุนมีข้อมูลประกอบในการตัดสินใจ และโดยทั่วไปอันดับความน่าเชื่อถือของหุ้นกู้ perpetual หรือ Issue rating จะต่ำกว่า Company Rating อย่างน้อย 2 อันดับ จากความเสี่ยงที่เป็นหุ้นกู้ด้อยสิทธิและการเลื่อนจ่ายดอกเบี้ยออกไปได้ Current Perpetual Bonds           นอกจากนี้ หากบริษัทผู้ออกหุ้นกู้ประเภทนี้ ถูกปรับลดอันดับเครดิตจนต่ำกว่า Investment Grade จะไม่สามารถออกหุ้นกู้ชั่วนิรันดร์ใหม่มาไถ่ถอนรุ่นเดิมได้ ดังจะเห็นได้จากที่มีผู้ออกบางรายไม่ได้ roll over ต่อ ข้อสังเกตก่อนลงทุน Perpetual Bond ระยะเวลาไถ่ถอน หุ้นกู้ชั่วนิรันดร์ไม่มีกำหนดระยะเวลาไถ่ถอนจนกว่าจะเลิกบริษัท จึงทำให้มีลักษณะ "คล้ายทุน" แต่โดยทั่วไป ผู้ออกจะมีสิทธิไถ่ถอนคืนก่อนกำหนด (Call option) เมื่อหุ้นกู้นั้นมีอายุครบ 5 ปี นับจากวันออกหุ้นกู้ หรือภายหลังจากนั้นในวันชำระดอกเบี้ยแต่ละงวด การนับหนี้เป็นทุน เหตุผลหนึ่งในการออกหุ้นกู้ชั่วนิรันดร์ของบริษัท มาจากหลักเกณฑ์การนับหนี้ที่เกิดจากการออกหุ้นกู้ประเภทนี้เป็นทุนครึ่งหนึ่งตามเกณฑ์ของสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating Agency) ซึ่งจะส่งผลดีต่อสถานะทางการเงินที่สะท้อนผ่าน อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (Debt to equity: D/E ratio) ที่ต่ำลงได้ โดยแต่ละสถาบันจัดอันดับจะมีเกณฑ์การนับหนี้เป็นทุน (Equity Credit) แตกต่างกัน ซึ่งในไทยจะมี 2 แห่ง ได้แก่ Tris Rating และ Fitch Rating โดยTris Rating จะนับเป็นทุน 5 ปีแรก หลังจากนั้นเป็นหนี้ 100%           ดังนั้น จะเห็นว่า บริษัทผู้ออกในไทยมักจะไถ่ถอน Perpetual bond เมื่อครบกำหนดอายุ 5 ปี เพื่อไม่ให้ระดับหนี้สินสูงเกินไปหรือหลีกเลี่ยงอัตราดอกเบี้ยที่สูง อย่างไรก็ตาม แม้ว่าบริษัทผู้ออกหุ้นกู้ในไทยส่วนใหญ่ จะใช้การจัดอันดับเครดิตจาก Tris แต่นักลงทุนควรศึกษากฎเกณฑ์เพิ่มเติมของสถาบันผู้จัดอันดับเครดิตของผู้ออกนั้นๆ ที่อาจมีเกณฑ์การนับหนี้เป็นทุนแตกต่างออกไป ซึ่งจะทำให้มีระยะไถ่ถอนมากกว่า 5 ปีได้ การเลื่อนจ่ายดอกเบี้ย ผู้ออก Perpetual bond มีสิทธิในการเลื่อนจ่ายดอกเบี้ยได้โดยไม่มีเงื่อนไขแม้จะมีกำไรก็ตาม แต่เมื่อใดก็ตามที่บริษัทไม่จ่ายดอกเบี้ยให้กับผู้ถือหุ้นกู้ประเภทนี้ บริษัทจะไม่สามารถประกาศหรือจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหลักทรัพย์ได้ ทำให้ในทางปฏิบัติ หากไม่มีความจำเป็น บริษัทจะจ่ายดอกเบี้ยตามที่กำหนดไว้ เพื่อเป็นการรักษาความเชื่อมั่นของนักลงทุน ความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระ ด้วยความที่เป็นหุ้นกู้ที่ไม่มีกำหนดอายุ ทำให้บริษัทไม่ต้องรับผิดชอบในการชำระเงินต้นจนกว่าจะเลิกบริษัท แต่เมื่อถึงตอนนั้น อาจเกิดเหตุการณ์ที่ผู้ออกอาจมีเงินไม่เพียงพอในการไถ่ถอนได้ ส่งผลที่นักลงทุนจะได้รับเงินต้นคืนช้าหรือไม่ครบ ลำดับการรับชำระหนี้คืน จากการเป็นหุ้นกู้ด้อยสิทธิ (Subordinated bond) ซึ่งหากบริษัทเลิกกิจการหรือล้มละลาย สินทรัพย์ของบริษัทจะถูกขายทอดตลาด เพื่อนำเงินมาชำระคืนหนี้ โดยเจ้าหนี้การค้า เจ้าหนี้ทั่วไป จะได้รับชำระก่อนผู้ถือหุ้นกู้ และผู้ถือหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ (Senior bond) จะได้รับชำระหนี้คืนก่อนหุ้นกู้ด้อยสิทธิ ส่งผลให้หุ้นกู้ชั่วนิรันดร์อาจเป็นลำดับสุดท้ายในฐานะเจ้าหนี้ที่จะได้รับชำระเงินคืน ไม่มีเงื่อนไขการผิดนัดชำระไขว้ (Cross-default) หากผู้ออกหุ้นกู้ชั่วนิรันดร์มีการผิดนัดชำระหนี้อื่น จะไม่นับว่าเป็นเหตุผิดนัดของหุ้นกู้ประเภทนี้ High risks with high returns จากความเสี่ยงที่กล่าวมาข้างต้น รวมถึงการมีสภาพคล่องในตลาดรองต่ำ ส่งผลให้ผู้ออกเสนออัตราดอกเบี้ยของหุ้นกู้ประเภทนี้สูงกว่าตราสารหนี้ทั่วไปเพื่อชดเชยความเสี่ยงของผู้ลงทุน โดยตารางด้านล่างแสดงถึงอัตราคูปองของหุ้นกู้ Perpetual ในปัจจุบัน ซึ่งจะมีอัตราที่สูงกว่าหากเทียบกับหุ้นกู้ปกติที่ออกโดยบริษัทผู้ออกเดียวกัน Perpetual Bond เสนอขายในปัจจุบัน: SIRI           บริษัทแสนสิริ (SIRI) - พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ โครงการที่อยู่อาศัยประเภทบ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์โฮม และคอนโดมิเนียม ครอบคลุมถึง ธุรกิจบริการอสังหาริมทรัพย์ และอื่นๆ           SIRI ออกหุ้นกู้ระยะยาวมาแล้วทั้งหมด 63 รุ่น มาตั้งแต่ปี 2552 และปัจจุบัน มีแผนเสนอขายหุ้นกู้ด้อยสิทธิที่มีลักษณะคล้ายทุนต่อผู้ลงทุนทั่วไป เปิดให้จองซื้อในระหว่างวันที่ [20] และ [23-25] มิถุนายน 2568 [(รวมถึงวันเสาร์ที่ [21] และวันอาทิตย์ที่ [22] มิถุนายน พ.ศ. 2568 มีวัตถุประสงค์เพื่อชำระคืนหนี้หุ้นกู้เดิม (Roll over) โดยมีอัตราดอกเบี้ยปรับทุก 5 ปี นับจากวันแรกที่บริษัทสามารถใช้สิทธิไถ่ถอนหุ้นกู้ ดังนี้ อัตราดอกเบี้ยตั้งแต่ 1- 5 ปี  เท่ากับอัตรา [7.00-7.50%] ต่อปี อัตราดอกเบี้ยหุ้นกู้ที่มีอายุครบ 5 ปี แล้ว - 25 ปี  เท่ากับผลรวมของ (ก) อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 5 ปี และ (ข) Initial Credit Spread และ (ค) 0.25% ต่อปี อัตราดอกเบี้ยหุ้นกู้ที่มีอายุครบ 25 ปี แล้ว - 50 ปีเท่ากับผลรวมของ (ก) อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 5 ปี (ข) Initial Credit Spread และ (ค) อัตรา 1.00% ต่อปี อัตราดอกเบี้ยหุ้นกู้ที่มีอายุครบ 50 ปี แล้วเป็นต้นไป เท่ากับผลรวมของ (ก) อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 5 ปี (ข) Initial Credit Spread และ (ค) อัตรา 2.00% ต่อปี อ้างอิงข้อมูล: ฝ่ายตราสารหนี้ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (SEC) https://www.sec.or.th/TH/Template3/Articles/2567/081167.pdf สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) https://thaibma.or.th/EN/Investors/Individual/Blog/2021/270921.aspx รายละเอียดเพิ่ม คลิก https://app.visible.vc/shared-update/827c35e6-616f-4ab0-8b38-507f4ba4699a

พฤอา
242526272812345678910111213141516171819202122232425262728293031123456