ปรับแต่งการตั้งค่าการให้ความยินยอม

เราใช้คุกกี้เพื่อช่วยให้คุณสามารถไปยังส่วนต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพและทำหน้าที่บางอย่าง คุณจะพบข้อมูลโดยละเอียดเกี่ยวกับคุกกี้ทั้งหมดภายใต้หมวดหมู่ความยินยอมแต่ละประเภทด้านล่าง คุกกี้ที่ได้รับการจัดหมวดหมู่ว่า "จำเป็น" จะถูกจัดเก็บไว้ในเบราว์เซอร์ของคุณ เนื่องจากมีความจำเป็นต่อการทำงานของฟังก์ชันพื้นฐานของเว็บไซต์... 

ใช้งานอยู่เสมอ

คุกกี้ที่จำเป็นมีความสำคัญต่อฟังก์ชันพื้นฐานของเว็บไซต์ และเว็บไซต์จะไม่สามารถทำงานได้ตามวัตถุประสงค์หากไม่มีคุกกี้เหล่านี้

คุกกี้เหล่านี้ไม่จัดเก็บข้อมูลที่สามารถระบุตัวบุคคลได้

ไม่มีคุกกี้ที่จะแสดง

คุกกี้แบบฟังก์ชันนอลช่วยทำหน้าที่บางอย่าง เช่น แบ่งปันเนื้อหาของเว็บไซต์บนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย รวบรวมความคิดเห็น และฟีเจอร์อื่นๆ ของบุคคลที่สาม

ไม่มีคุกกี้ที่จะแสดง

คุกกี้วิเคราะห์ใช้เพื่อทำความเข้าใจวิธีการที่ผู้เยี่ยมชมโต้ตอบกับเว็บไซต์ คุกกี้เหล่านี้ช่วยให้ข้อมูลเกี่ยวกับตัวชี้วัด เช่น จำนวนผู้เข้าชม อัตราตีกลับ แหล่งที่มาของการเข้าชม ฯลฯ

ไม่มีคุกกี้ที่จะแสดง

คุกกี้ประสิทธิภาพใช้เพื่อทำความเข้าใจและวิเคราะห์ดัชนีประสิทธิภาพหลักของเว็บไซต์ซึ่งจะช่วยให้สามารถมอบประสบการณ์การใช้งานที่ดีขึ้นแก่ผู้เยี่ยมชม

ไม่มีคุกกี้ที่จะแสดง

คุกกี้โฆษณาใช้เพื่อส่งโฆษณาที่ได้รับการปรับแต่งตามการเข้าชมก่อนหน้านี้ และวิเคราะห์ประสิทธิภาพของแคมเปญโฆษณา

ไม่มีคุกกี้ที่จะแสดง

PTT ไตรมาส 3/67 มีกำไร 16,324 ล้านบาท

           ปตท. และบริษัทย่อยรายงานกำไรสุทธิไตรมาส 3/67 ที่ 16,324 ล้านบาท ลดลง 47.8% จากปีก่อนหน้า โดย EBITDA ลดลง 51.6% สาเหตุหลักมาจากขาดทุนสต็อกน้ำมันและต้นทุนขายที่เพิ่มขึ้นในธุรกิจก๊าซฯ สำหรับไตรมาส 4/67 คาดการณ์เศรษฐกิจโลกขยายตัวต่อเนื่อง หนุนโดยการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในประเทศเศรษฐกิจหลัก ขณะที่เศรษฐกิจไทยยังเติบโตได้ดีจากการท่องเที่ยวและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ

           บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)หรือ PTT รายงานผลการดำเนินงานของ ปตท. และบริษัทย่อยในไตรมาส 3 ปี 2567 (3Q2567) ปตท. และบริษัทย่อยมีกำไรจากการดำเนินงานก่อนค่าเสื่อมราคา ค่าตัดจำหน่าย ต้นทุนทางการเงิน และภาษีเงินได้ (EBITDA) จำนวน 68,892 ล้านบาท ลดลง 73,400 ล้านบาท หรือร้อยละ 51.6 จากไตรมาส 3 ปี 2566 (3Q2566) ซึ่งอยู่ที่ 142,292 ล้านบาท

สาเหตุการลดลง EBITDA

  • กลุ่มธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น:

           ธุรกิจการกลั่นมีผลการดำเนินงานลดลงจากผลขาดทุนสต็อกน้ำมันที่เพิ่มขึ้น โดยใน 3Q2567 มีผลขาดทุนสต็อกน้ำมันประมาณ 20,000 ล้านบาท ขณะที่ใน 3Q2566 มีกำไรประมาณ 20,000 ล้านบาท

กำไรขั้นต้นจากการกลั่น (Market GRM) ลดลงจาก 11.3 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรลใน 3Q2566 เป็น 2.9 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรลใน 3Q2567 โดยหลักจากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูปกับน้ำมันดิบที่ปรับลดลง

  • กลุ่มธุรกิจปิโตรเคมี:

           ผลการดำเนินงานเพิ่มขึ้นตามส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์กับวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้น

  • กลุ่มธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ:

           ผลการดำเนินงานลดลงจากการรับรู้ผลขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง (Mark-to-market) ของสินค้าระหว่างการขนส่ง

  • กลุ่มธุรกิจน้ำมันและการค้าปลีก:

           ผลการดำเนินงานลดลงตามกำไรขั้นต้นเฉลี่ยต่อลิตรและปริมาณขายเฉลี่ยที่ลดลง

  • กลุ่มธุรกิจก๊าซธรรมชาติ:

           ผลการดำเนินงานลดลงในธุรกิจโรงแยกก๊าซฯ จากต้นทุนขายที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากการเริ่มใช้นโยบาย Single Pool ในการคำนวณราคาก๊าซฯ และปริมาณขายที่ลดลง แม้ว่าราคาขายเฉลี่ยจะเพิ่มขึ้น

           ผลการดำเนินงานของบริษัท PTTLNG ลดลง เนื่องจากการลดสัดส่วนการถือหุ้นในโครงการ LNG Receiving Terminal แห่งที่ 2 (LMPT2)

กำไรสุทธิ:
           กำไรสุทธิของ ปตท. และบริษัทย่อยใน 3Q2567 อยู่ที่ 16,324 ล้านบาท ลดลง 14,973 ล้านบาท หรือร้อยละ 47.8 จากกำไรสุทธิ 31,297 ล้านบาทใน 3Q2566

สาเหตุการลดลงของกำไรสุทธิ:

  • EBITDA ลดลงตามที่กล่าวข้างต้น
  • รายการที่ไม่ได้เกิดขึ้นประจำ (Non-recurring Items) ใน 3Q2567 เป็นขาดทุนประมาณ 9,500 ล้านบาท

           ส่วนแบ่งผลขาดทุนจากการด้อยค่าสินทรัพย์ของบริษัท PTT Asahi Chemical (PTTAC) ประมาณ 4,300 ล้านบาท

           ผลขาดทุนจากการด้อยค่าสินทรัพย์ในกลุ่มบริษัท Vencorex ของบริษัท PTT Global Chemical (GC) ประมาณ 3,800 ล้านบาท

           ขณะที่ใน 3Q2566 มีการรับรู้ Non-recurring Items เป็นกำไรประมาณ 40 ล้านบาท

           แม้ว่ากำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนและกำไรจากตราสารอนุพันธ์จะเพิ่มขึ้น รวมถึงภาษีเงินได้ลดลง แต่ผลกระทบจากปัจจัยข้างต้นทำให้กำไรสุทธิของ ปตท. และบริษัทย่อยลดลงในไตรมาสนี้

เศรษฐกิจโลกในไตรมาสที่ 4 ปี 2567 (4Q2567)

           เศรษฐกิจโลกในไตรมาส 4 ปี 2567 มีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งจากภาวะการเงินที่ผ่อนคลายขึ้นในประเทศเศรษฐกิจหลัก เช่น สหรัฐฯ ยูโรโซน และจีน ตามผลสะสมของการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายต่อเนื่อง ท่ามกลางอัตราเงินเฟ้อที่คาดว่าจะกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายชัดเจนมากขึ้น ประกอบกับตลาดแรงงานที่ยังคงแข็งแกร่ง ซึ่งช่วยหนุนการฟื้นตัวของการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน

           นอกจากนี้ ยังมีแรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลจีน เพื่อลดผลกระทบจากวิกฤตภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ยังไม่คลี่คลาย อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องติดตามความไม่แน่นอนทางการเมืองจากการเลือกตั้งในสหรัฐฯ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อ รวมถึงมาตรการกีดกันทางการค้าในหลายประเทศ และสงครามในตะวันออกกลางที่อาจรุนแรงขึ้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานโลก

           ตามรายงานของ S&P Global ณ เดือนตุลาคม 2567 ความต้องการใช้น้ำมันของโลกในปี 2567 คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 1.0 MMBD ไปอยู่ที่ระดับ 104.6 MMBD ตามการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก ประกอบกับสหรัฐฯ มีแนวโน้มปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายอย่างต่อเนื่อง

           ในขณะเดียวกัน ตลาดยังคงจับตามองนโยบายควบคุมการผลิตจากกลุ่ม OPEC+ ซึ่งจะสิ้นสุดการลดกำลังการผลิตในเดือนธันวาคม 2567 อย่างไรก็ตาม อุปทานจากกลุ่ม Non-OPEC+ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น คาดว่าราคาน้ำมันดิบในปี 2567 จะเฉลี่ยอยู่ที่ระดับ 75 – 85 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล และค่าการกลั่นอ้างอิงสิงคโปร์คาดว่าจะเฉลี่ยอยู่ที่ 4.2 – 5.2 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล

ราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีใน 4Q2567
มีแนวโน้มปรับตัวลดลง โดยมีปัจจัยกดดันจากอุปทานในตลาดที่เพิ่มขึ้นจากกำลังการผลิตใหม่ในจีน และโรงปิโตรเคมีที่จะกลับมาดำเนินการหลังการซ่อมบำรุง

  • ราคากลุ่มผลิตภัณฑ์โอเลฟินส์:
    คาดว่าราคา HDPE และ PP จะเคลื่อนไหวในกรอบ 933-1,033 เหรียญสหรัฐฯ ต่อตัน และ 952-1,052 เหรียญสหรัฐฯ ต่อตัน ตามลำดับ โดยปรับตัวลดลงเล็กน้อยจากไตรมาสก่อนหน้า
  • ราคากลุ่มผลิตภัณฑ์อะโรเมติกส์:
    คาดว่าราคา BZ และ PX จะเฉลี่ยที่ 900 – 1,000 เหรียญสหรัฐฯ ต่อตัน และ 876 – 976 เหรียญสหรัฐฯ ต่อตัน ตามลำดับ แม้ราคาน้ำมันแนฟทาจะปรับเพิ่มขึ้น
  • ราคาโพรเพน (Propane):
    คาดว่าจะเคลื่อนไหวในกรอบ 580 – 680 เหรียญสหรัฐฯ ต่อตัน โดยได้รับแรงหนุนจากอุปสงค์ในอินเดียช่วงเทศกาลดิวาลีและการเข้าสู่ฤดูหนาว

เศรษฐกิจไทยใน 4Q2567
           เศรษฐกิจไทยคาดว่าจะขยายตัวเร่งขึ้นจากแรงขับเคลื่อนของภาคการท่องเที่ยวในช่วงฤดูท่องเที่ยว การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ปรับตัวดีขึ้นตามการฟื้นตัวของการค้าโลก และการใช้จ่ายภาครัฐจากงบประมาณประจำปี

           นอกจากนี้ การบริโภคภาคเอกชนคาดว่าจะขยายตัวดีขึ้นจากมาตรการแจกเงินสด 10,000 บาทแก่ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและผู้พิการ แม้การลงทุนภาคเอกชนจะยังคงอ่อนแอจากภาคการผลิตและตลาดอสังหาริมทรัพย์

           อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยยังมีปัจจัยเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง มาตรการตอบโต้ทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ – จีน และอุทกภัยจากปรากฏการณ์ลานีญา

 

แชร์:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

กฟผ. ยันเดินหน้าเหมืองแม่เมาะ สัญญา 8/1 โปร่งใสทุกขั้นตอน

กฟผ. ยันเดินหน้าเหมืองแม่เมาะ สัญญา 8/1 โปร่งใสทุกขั้นตอน

เปิด 5 หุ้นผันผวนต่ำ หลังทรัมป์ขย้ำภาษีนำเข้า

เปิด 5 หุ้นผันผวนต่ำ หลังทรัมป์ขย้ำภาษีนำเข้า

GULF การเงินแกร่งกว่าเดิม ชี้ราคาพื้นฐานปีนี้ 63 บาท

GULF การเงินแกร่งกว่าเดิม ชี้ราคาพื้นฐานปีนี้ 63 บาท

KSS คาด SET วันนี้ “Down” ชู BDMS เด่นสุด

KSS คาด SET วันนี้ “Down” ชู BDMS เด่นสุด

ข่าวล่าสุด

ทั้งหมด