ปตท. เตรียมเสนอแผนธุรกิจปี 2568 ต่อคณะกรรมการบริษัทกลางเดือนธันวาคมนี้ โดยให้ความสำคัญกับการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) และการขุดสำรวจของ PTTEP พร้อมตั้งที่ปรึกษาการเงินเพื่อเจรจากับพันธมิตรเสริมความแข็งแกร่งในธุรกิจปิโตรเคมีและโรงกลั่น สำหรับโรงงานร่วมทุนกับ Foxconn ได้หยุดดำเนินการชั่วคราว โดยเจรจากับ Foxconn ให้เป็นแกนหลักดำเนินธุรกิจ โดยเน้นการขยายสถานีชาร์จ EV ทั่วประเทศ
ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT เปิดเผยว่า สำหรับภาพรวมระยะสั้น ปตท.ต้องเผชิญปัจจัยที่ผันผวนในหลายด้าน แต่บริษัทให้ความสำคัญกับธุรกิจไฮโดรเจนและการจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) อย่างจริงจัง ในปี 2568 บริษัทมีแผนเดินหน้าหลายโครงการ โดยเฉพาะธุรกิจขุดเจาะและสำรวจ (E&P) ซึ่งคาดว่าปริมาณการผลิตและขายจะเติบโตจากปี 2567
นอกจากนี้ ธุรกิจแก๊สธรรมชาติและโรงแยกแก๊สธรรมชาติจะมีอัตราการใช้กำลังการผลิต (Utilization Rate) สูงขึ้นจากปีก่อน สำหรับธุรกิจปิโตรเคมี คาดว่าผลประกอบการจะดีขึ้น เนื่องจากการด้อยค่าของสินทรัพย์ (Impairment) มีแนวโน้มลดลง ซึ่งบริษัทจะเน้นเพิ่มความสามารถในการทำกำไร ในส่วนของ สูตรราคาก๊าซฯ Single Pool ปัจจุบันอยู่ระหว่างการทำงานร่วมกับภาครัฐ และคาดว่าจะได้ข้อสรุปในปีหน้า เนื่องจากเป็นประเด็นที่ส่งผลต่อผลประกอบการของปีนี้ด้วย อีกทั้งบริษัทตั้งเป้าลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานลง 8% ในนี้ ส่วนปี 2568 และคาดว่าจะลดลงได้อีกจากการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วย
ธุรกิจของ PTTEP มีการขยายหาแหล่งขุดเจาะน้ำมันทั้งในและนอกประเทศเพื่อความมั่นคงทางพลังงาน โดยให้ความสำคัญกับการลดต้นทุน ซึ่งปัจจุบันต้นทุนต่อหน่วยอยู่ที่ประมาณ 20 กว่าดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ สำหรับธุรกิจแก๊สธรรมชาติ ต้นทุนต้องมีการบริหารจัดการเพื่อให้แข่งขันได้ ส่วนธุรกิจ LNG มีบทบาทสำคัญในการจัดหาแหล่งผลิตที่ต้นทุนต่ำ ซึ่งถือเป็นอนาคตสำคัญในอีก 2-3 ปีข้างหน้า
ธุรกิจโรงไฟฟ้าเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่ต้องส่งเสริมเรื่องความมั่นคงด้านพลังงาน และรองรับโอกาสใหม่ เช่น ดาต้าเซ็นเตอร์ ที่เป็นจุดเด่นของประเทศไทย ในธุรกิจปิโตรเคมีและโรงกลั่น มีการเจรจากับพันธมิตรเพื่อเสริมความแข็งแกร่ง โดยได้แต่งตั้งที่ปรึกษาทางการเงินเข้ามาศึกษาเกี่ยวกับเรื่องนี้ แม้ว่าธุรกิจปิโตรเคมีอยู่ในช่วงขาลง (Downcycle) มากว่าหนึ่งปี แต่ในปี 2568 คาดว่าผลิตภัณฑ์อะโรเมติกส์จะทรงตัว ขณะที่โอเลฟินส์อาจดีขึ้นเล็กน้อยตามดีมานด์และซัพพลาย และปัจจัยเสี่ยง (Downside) จะลดลง หากเศรษฐกิจโลกเติบโต
ธุรกิจ OR มีการขยายบริการอีวีอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งหยุดธุรกิจที่ไม่ทำกำไร และปรับพอร์ตธุรกิจ โดยเน้นการขยายจุดชาร์จอีวีให้ครอบคลุมทั่วประเทศ และส่งเสริมการใช้แบรนด์เดียวกันทั้งในส่วนของ PTT และ OR ขยายไปยังสถานที่ต่าง ๆ นอกเหนือจากสถานีบริการของ ปตท. ในส่วนของธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่ผ่านมาบริษัทได้ร่วมมือกับ Foxconn Group เพื่อจัดตั้งโรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย อย่างไรก็ตาม โรงงานดังกล่าวได้หยุดดำเนินการชั่วคราว โดยอยู่ระหว่างเจรจากับ ฟ็อกซ์คอนน์ กรุ๊ป เพื่อให้เป็นแกนหลักในการดำเนินธุรกิจต่อ เนื่องจากมีความเชี่ยวชาญมากกว่า โดยเรื่องของรถยนต์ไฟฟา(อีวี) ต้องมีการพิจารณาให้ดี เพราะที่ผ่านมามีการแข่งขันสูงของราคารถ อย่างรถจีน หรืออย่างรถเทสล่าที่ผ่านมา ก็มีการลดราคาลงไป ดังนั้นต้องเลือกก่อนว่า โครงการไหนสามารถดำเนินการได้ต่อ อย่างลงทุนที่ชาร์จอีวี มองว่าเป็นโอกาสมากกว่า หรือแม้แต่ ไฮโดรเจน ที่ให้ความสำคัญไปถึงเรื่องของการใช้ในอุตสาหกรรม
ธุรกิจ CCS ปตท.จะเดินหน้าโครงการดังกล่าวและเปิดโอกาสให้บริการแก่ลูกค้าภายนอกกลุ่ม ปตท. โดยมุ่งเน้นการพัฒนาเทคโนโลยีและศึกษากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการกักเก็บคาร์บอนในหลุมใต้ทะเล รวมถึงการผลักดันให้มีสิทธิประโยชน์ทางภาษี ซึ่งคาดว่าจะสามารถเริ่มกักเก็บคาร์บอนได้หลังปี 2030
ด้านธุรกิจสุขภาพภายใต้การดำเนินงานของ อินโนบิก ซึ่งมีการลงทุนในไต้หวัน บริษัทมุ่งเน้นการต่อยอดธุรกิจด้านยา อุปกรณ์การแพทย์ และอาหารเสริม โดยคาดว่าจะเห็นความชัดเจนในการหาพันธมิตรเข้ามาเสริม ในปีหน้า สำหรับโครงการของCFP ของไทยออยล์ มีการตั้งทีมให้คำแนะนำ โดยช่วยพิจารณาในแง่กฎหมาย ธุรกิจ ทุกเรื่องเพราะเป็นการลงทุนขนาดใหญ่ โดย TOP มีแผนจะจัดการส่วนนี้ ผลกระทบต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วน โดยโรงงาน ของไทยออยล์ มีการเดินหน้าต่อ โดยผู้รับเหมาเป็นแบบนี้จะทำอย่างไรก็ต้องดำเนินการต่อ การแก้ปัญหาก็ต้องแก้ในการดำเนินการให้เสร็จ และทำให้ดีและถูกต้องที่สุด และส่วนของโรงไฟฟ้า ที่ดำเนินการให้โครงการ CFP ก็ต้องผลิตให้โรงกลั่นก็ดำเนินการเสร็จพร้อมกัน
สำหรับแผนธุรกิจปี 2568 จะนำเข้าที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทในเดือนธันวาคม 2567 เพื่อกำหนดงบประมาณและแผนการลงทุน โดยคาดว่าจะให้ความสำคัญกับธุรกิจ Upstream อย่าง PTTEP ในการหาแหล่งแก๊สธรรมชาติใหม่ ๆ เพื่อความมั่นคงทางพลังงานต่อไป