หุ้นวิชั่น – ทีมข่าวหุ้นวิชั่นรายงาน บล.ฟิลลิป ระบุ 1H68 คาดกำไรปกติ PRM จะอ่อนกว่าปีก่อน จากเรือใหญ่เข้าอู่หลายลำและขายเรือ FSU 1 ลำ จะมีกำไรจากการขายเรือ แต่ใน 2H68 จะกลับโตทั้ง y-y และ h-h จากเรือทำงานได้เต็มที่มากขึ้น รวมถึง Crew Boat ใหม่ 4 ลำที่รับใน 1H68 และมีเรือใหญ่เข้าอู่เพียง 1 ลำในช่วง 4Q68 ทั้งปี เรือเข้าอู่ 19 ลำ จากปีก่อน 28 ลำ คาดกำไรโต 10.3% y-y ที่ 2,338 ล้านบาท อิง P/E ที่ 9 เท่า ราคาพื้นฐานที่ 9.35 บาท และยังมี Div. Yield ที่ 8.3% ยังคงแนะนำ “ซื้อ”
- 1Q68 แนวโน้มกำไรปกติอ่อนลง y-y จากเรือใหญ่เข้าอู่ซ่อมบำรุง ซึ่งยังไม่รวมกำไรขายเรือ
เรือที่เข้าอู่ซ่อมบำรุงในช่วงของ 4Q67 เริ่มทยอยกลับเข้าทำงานใน 1Q68 เรือ AWB (นวธานี) เรือโรงแรมลอยน้ำกลับมาทำงาน 26 ม.ค., เรือ VLCC ที่ขนส่งน้ำมันดิบกลับมาทำงาน 5 ก.พ., เรือ Aframax ที่นำไปดัดแปลงตั้งแต่กลางปี 2567 เป็นเรือ FSO (ขนส่งและจัดเก็บน้ำมันดิบสำหรับแท่นขุดเจาะน้ำมัน) กลับมาทำงาน 26 ก.พ. และรับเรือ Crew Boat ใหม่ 3 ลำเข้าทำงานกับ ADNOC 2 ลำเมื่อ 6 ม.ค. และ 1 ลำเมื่อ 22 มี.ค. แต่แนวโน้มกำไรคาดไม่ดีเท่าปีก่อน จากเรือใหญ่ AWB และ VLCC ที่เข้า Dry Dock คาบเกี่ยวมาจาก 4Q67 และ 1Q-2Q68 เรือ Aframax ยังให้บริการขนส่งน้ำมันดิบก่อนออกไปดัดแปลงเป็นเรือ FSO ตั้งแต่ 3Q67 แม้จะกลับมาเป็นเรือ FSO แต่ให้เช่าแบบเรือเปล่า (Bare Boat) ที่รายได้ต่ำลงกว่าขนส่งน้ำมันดิบ
อีกทั้งจะขายเรือ FSU ในเดือน มี.ค. เร็วกว่าแผนที่จะขาย ก.ย. ทำให้รายได้หายไปราวครึ่งเดือน ซึ่งที่กล่าวมาข้างต้นทำให้ 1Q68 แนวโน้มกำไรปกติอ่อนตัว y-y แต่ดีขึ้น q-q เงินบาทที่กลับมาแข็งค่าจากสิ้นปี 2567 ที่ 34 บาท/ดอลลาร์ เป็นราว 33.60-33.80 บาท คาดมีการบันทึกขาดทุน Fx และกำไรขายเรือ ซึ่งในปี 2566 มีการขายเรือ FSU กำไรที่ 312 ล้านบาท ซึ่งเป็นเรือแบบเดียวกับที่ขายในเดือน มี.ค. แต่เรืออายุเรือมากกว่า คาดกำไรน้อยกว่าปี 2566 แต่จะยังมีนัยสำคัญอยู่ คาดกำไรสุทธิโต y-y และ q-q
- คาดจะเห็นรายได้และกำไรเติบโตใน 2H68
2Q68 จะมีผลกระทบจากเรือ FSU ที่ขายได้ใน 1Q68 แต่จะมีเรือแบบเดียวกันลำใหม่เข้าทำงานใน พ.ค. ทำให้วันทำงานหายไปราว 1 เดือน แม้เรือลำใหม่จะสามารถเก็บน้ำมันได้มากกว่าเรือเก่าที่ขายไป ซึ่งเก็บได้เพียง 2 ใน 3 ของความจุเรือ เรื่องความปลอดภัยจากอายุเรือ และเรือ Aframax ยังวิ่งขนส่งน้ำมันดิบ แม้ปีนี้มาเป็นเรือ FSO แต่ค่าเช่าถูกลง และตามแผนจะมีรับเรือ Crew Boat อีก 1 ลำเดือน มิ.ย. คาดกำไรปกติจะมีขึ้นกว่า 1Q68 แต่ยังต่ำกว่าปีก่อน
ครึ่งปีหลัง 2568 จะเห็นทิศทางที่ดีขึ้นกว่าในครึ่งปีแรกและช่วงเดียวกันของปีก่อน จากเรือที่ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพมากขึ้น, เรือ FSU ลำใหม่สามารถเก็บน้ำมันได้สูงกว่าลำเดิมที่ในปี 2567 มีอัตราการใช้งาน (U Rate) เพียง 65% เมื่อเทียบกับอีก 4 ลำที่ U Rate เฉลี่ยที่ 81% คาดจะเห็น U Rate ดีขึ้นกว่าปีก่อน และเรือใหญ่ VLCC เข้า Dry Dock เพียง 1 ลำใน 4Q68 เมื่อรวมเรือประเภทอื่นมีเข้า Dry Dock ที่ 9 ลำเทียบกับทั้งปีที่ 19 ลำ และน้อยกว่าปี 2567 ที่เข้า Dry Dock ที่ 28 ลำ เรือสามารถทำให้ งานได้มากขึ้น จึงเป็นเหตุผลที่มองว่ารายได้และกำไรในครึ่งปีหลังจากดีขึ้น h-h และ y-y
- ยังมี upside หากแผนลงทุนโครงการใหม่ทำได้สำเร็จ
ในปี 2567 PRM ได้มีการลงทุนราว 4,500 ล้านบาท ทั้งเพิ่มกองเรือและ M&A ในปี 2568 วางกรอบเงินลงทุนราว 3,000 ล้านบาท โดยลงทุนในกลุ่มเรือ 1) เรือขนส่งน้ำมันสำเร็จรูปและเคมี (PCT) ราว 1,000 ล้านบาท ที่อยู่ระหว่างการเจรจาหาผู้เช่า ซึ่ง PRM ได้โควต้าเรือใหม่มาจากอู่ต่อเรือที่จีน 2 ลำ และ 2) เรือสนับสนุนงานสำรวจและผลิตปิโตรเลียมกลางทะเล (OSV) ราว 2,000 ล้านบาท เพราะเรือกลุ่มนี้มีหลายประเภท เช่น เรือลากจูง (Anchor Tug) เรือสนับสนุนงานก่อสร้างในทะเล (DB2: Derrick Barge 2) เป็นต้น หรืออาจพิจารณาต่อเรือใหม่เพิ่ม จากปัจจุบันในบริการเรือ AWB, Crew Boat และ FSO รวมถึงการทำ M&A ถ้าโครงการประสบความสำเร็จ จะเป็น upside เพิ่มเติม
- ยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาพื้นฐาน 9.35 บาท
บริษัทมีข้อดี คือ มีรายได้ประจำ (recurring income) ที่กว่า 70% ของรายได้ เกิดจากการทำสัญญาระยะยาว 2-10 ปีเพื่อต้องการลดความเสี่ยงด้านรายได้จากการลงทุนที่สูง ทางฝ่ายยังคงคาดในปี 2568 คาดรายได้ +7.5% ที่ 9,451 ล้านบาท และกำไรที่ 2,338 ล้านบาท +10.3% (ยังไม่รวมกำไรขายเรือในเดือน มี.ค.) PRM ได้ทำการซื้อหุ้นคืนรอบแรกที่ 172.89 ล้านหุ้น คิดเป็น 6.92% และอยู่ระหว่างซื้อคืนรอบที่ 2 อีก 75 ล้านหุ้น คิดเป็น 3% โดยมีแผนลดทุนหุ้นซื้อคืนจะทำให้ทุนชำระแล้วเหลือ 2,252.11 ล้านหุ้น ปรับ P/E ลงเป็น 9 เท่า มีพรีเมียมจากการซื้อขายเฉลี่ย 3 ปีย้อนหลังที่ 8.5 เท่า จากกำไรปีนี้ที่ยังเติบโตได้ ราคาพื้นฐาน 9.35 บาท อีกทั้งหากอิง Payout Ratio จ่ายปันผลที่ 54% เท่าปีก่อน คาดปันผลของปีนี้ที่ 0.56 บาท (จ่ายปีละ 2 ครั้ง) มีผลตอบแทนจากเงินปันผลสูง 8.3% ยังคงคำแนะนำ “ซื้อ”