ปรับแต่งการตั้งค่าการให้ความยินยอม

เราใช้คุกกี้เพื่อช่วยให้คุณสามารถไปยังส่วนต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพและทำหน้าที่บางอย่าง คุณจะพบข้อมูลโดยละเอียดเกี่ยวกับคุกกี้ทั้งหมดภายใต้หมวดหมู่ความยินยอมแต่ละประเภทด้านล่าง คุกกี้ที่ได้รับการจัดหมวดหมู่ว่า "จำเป็น" จะถูกจัดเก็บไว้ในเบราว์เซอร์ของคุณ เนื่องจากมีความจำเป็นต่อการทำงานของฟังก์ชันพื้นฐานของเว็บไซต์... 

ใช้งานอยู่เสมอ

คุกกี้ที่จำเป็นมีความสำคัญต่อฟังก์ชันพื้นฐานของเว็บไซต์ และเว็บไซต์จะไม่สามารถทำงานได้ตามวัตถุประสงค์หากไม่มีคุกกี้เหล่านี้

คุกกี้เหล่านี้ไม่จัดเก็บข้อมูลที่สามารถระบุตัวบุคคลได้

ไม่มีคุกกี้ที่จะแสดง

คุกกี้แบบฟังก์ชันนอลช่วยทำหน้าที่บางอย่าง เช่น แบ่งปันเนื้อหาของเว็บไซต์บนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย รวบรวมความคิดเห็น และฟีเจอร์อื่นๆ ของบุคคลที่สาม

ไม่มีคุกกี้ที่จะแสดง

คุกกี้วิเคราะห์ใช้เพื่อทำความเข้าใจวิธีการที่ผู้เยี่ยมชมโต้ตอบกับเว็บไซต์ คุกกี้เหล่านี้ช่วยให้ข้อมูลเกี่ยวกับตัวชี้วัด เช่น จำนวนผู้เข้าชม อัตราตีกลับ แหล่งที่มาของการเข้าชม ฯลฯ

ไม่มีคุกกี้ที่จะแสดง

คุกกี้ประสิทธิภาพใช้เพื่อทำความเข้าใจและวิเคราะห์ดัชนีประสิทธิภาพหลักของเว็บไซต์ซึ่งจะช่วยให้สามารถมอบประสบการณ์การใช้งานที่ดีขึ้นแก่ผู้เยี่ยมชม

ไม่มีคุกกี้ที่จะแสดง

คุกกี้โฆษณาใช้เพื่อส่งโฆษณาที่ได้รับการปรับแต่งตามการเข้าชมก่อนหน้านี้ และวิเคราะห์ประสิทธิภาพของแคมเปญโฆษณา

ไม่มีคุกกี้ที่จะแสดง

การลงทุน


SCB คาดค่าเงินบาทวันนี้ กรอบ 34.00-34.25 บ./ดอลลาร์

SCB คาดค่าเงินบาทวันนี้ กรอบ 34.00-34.25 บ./ดอลลาร์

            หุ้นวิชั่น - กลุ่มงานตลาดการเงิน ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 34.00-34.25 บาท/ดอลลาร์ ค่าเงินบาททยอยกลับมาแข็งค่าได้พร้อมสกุลเงินหลักอื่น ๆ เช่น ยูโร เยน และหยวน ขณะที่ ดัชนีเงินดอลลาร์อ่อนค่าลง เพราะตลาดกังวลเรื่องผลกระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ จนทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด)  อาจลดดอกเบี้ยมากขึ้น US Treasury yields ลดลง ยุโรปและจีนประกาศเตรียมออกมาตรการตอบโต้การขึ้น Tariffs ของสหรัฐฯ ขณะที่ประเทศอื่นส่วนใหญ่พร้อมเจรจา สถาบันจัดการด้านอุปทานของสหรัฐ (ISM)  เผยดัชนีภาคบริการสหรัฐฯ ออกมาที่ 8 ต่ำกว่าตลาดคาด โดย sub index ด้านการจ้างงานหดตัวและยอดสั่งซื้อชะลอลง

หุ้นหลบภัยภาษีสหรัฐฯ  

หุ้นหลบภัยภาษีสหรัฐฯ  

          วิเคราะห์ข้อมูลจากสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์ กันอย่างตรงไปตรงมาจะพบว่า สินค้าส่งออกที่อาจได้รับผลกระทบจากการออกมาตรการ Reciprocal Tariff (ภาษีตอบโต้) ของสหรัฐฯ ซึ่งไทยถูกกำหนดภาษีในอัตราร้อยละ 37  และมีผลบังคับใช้ในวันที่ 9 เมษายน 2568           ทั้งนี้ ก่อนอื่นต้องขอชี้แจ้งว่า  ข้อมูลอัตราภาษี Reciprocal Tariff ของไทยตาม chart ที่ whitehouse เผยแพร่ใน X ระบุร้อยละ 36 ขณะที่ข้อมูลตาม Annex I ของ  Executive Order ระบุอัตราภาษี Reciprocal Tariff ของไทย ร้อยละ 37 ซึ่งโดยหลักการ ควรพิจารณาใช้ข้อมูลจากตัวคำสั่ง EO (ที่มีการระบุอัตราภาษีใน annex 1) ที่เผยแพร่ลง Website ของ White House           สัดส่วนกลุ่มธุรกิจที่ส่งออกไปสหรัฐฯ มีดังนี้  เครื่องโทรศัพท์รวมถึงสมาร์ทโฟนและเครื่องโทรศัพท์อื่น ๆ (สัดส่วนร้อยละ 12.5 ต่อการส่งออกไปสหรัฐฯ รวม)  ทั้งนี้ อัตราภาษีที่ไทยถูกจัดเก็บยังต่ำกว่าประเทศคู่แข่งอื่น เช่น เวียดนาม (ครองส่วนแบ่งอันดับ 2) (ร้อยละ 46) เครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ (สัดส่วนร้อยละ 11.1 ต่อการส่งออกไปสหรัฐฯ รวม)   โดยอัตราภาษีที่ไทยถูกจัดเก็บยังต่ำกว่าประเทศคู่แข่งอื่น เช่น เวียดนาม (ครองส่วนแบ่งอันดับ 4) (ร้อยละ 46) ยางรถยนต์ (สัดส่วนร้อยละ 6.4 ต่อการส่งออกไปสหรัฐฯ รวม) ซึ่ง อัตราภาษีที่ไทยถูกจัดเก็บยังต่ำกว่าประเทศคู่แข่งอื่น เช่น เวียดนาม (ครองส่วนแบ่งอันดับ 5) (ร้อยละ 46) กลุ่มธุรกิจ เซมิคอนดักเตอร์ (สัดส่วนร้อยละ 4.5 ต่อการส่งออกไปสหรัฐฯ รวม)  ทั้งนี้ อัตราภาษีที่ไทยถูกจัดเก็บยังต่ำกว่าประเทศคู่แข่งอื่น เช่น เวียดนาม (ครองส่วนแบ่งอันดับ 1) (ร้อยละ 46) หม้อแปลงไฟฟ้า (สัดส่วนร้อยละ 3.8 ต่อการส่งออกไปสหรัฐฯ รวม)  ซึ่ง อัตราภาษีที่ไทยถูกจัดเก็บยังต่ำกว่าประเทศคู่แข่งอื่น เช่น เวียดนาม (ครองส่วนแบ่งอันดับ 5) (ร้อยละ 46)           กลุ่มธุรกิจที่อยู่ในเป้าหมายเหล่านี้ อยู่ในข่ายจะโดนภาษีตอบโต้ของทรัมป์ ซึ่งต่อไปนี้ ต้องจับการแก้ไขปัญหาของรัฐบาลไทย   ล่าสุดได้ออกมายอมรับแล้วว่า ​การประกาศปรับขึ้นภาษีนำเข้าของรัฐบาลสหรัฐฯ ย่อมส่งผลกระทบต่อประเทศคู่ค้าทุกรายอย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก โดยเฉพาะต่อกำลังซื้อของผู้บริโภคสหรัฐฯ ที่อาจไม่สามารถรับกับราคาสินค้าที่ปรับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและในระดับสูงได้           ดังนั้น ในระยะยาว ผู้ประกอบการส่งออกไทยควรมองหาตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดเดียว ซึ่งรัฐบาลไทยได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในเรื่องนี้ และได้วางมาตรการรองรับในการเยียวยาและบรรเทาผลกระทบที่อาจมีต่อผู้ประกอบการส่งออกของไทยที่มีตลาดสหรัฐฯ เป็นตลาดหลัก ​นี่คือ การสื่อสารเบื้องต้นของรัฐบาลไทย           บล. CGSI ระบุว่า รัฐบาลไทยคาดว่า reciprocal tariff จะกระทบมูลค่าการส่งออกสินค้าของไทยประมาณ 7-8 พันล้าน เหรียญสหรัฐ คิดเป็นประมาณ 13-15% ของมูลค่าการส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐฯ หรือ 2.3% ของมูลค่าการส่งออกของไทยในปี 2567 ขณะที่รัฐบาลมีแผนนำเข้าสินค้าเกษตรและพลังงานจากสหรัฐฯมากขึ้น รวมทั้งส่งเสริมให้บริษัทไทยเข้าไปลงทุนในสหรัฐฯ ทั้งนี้มองว่า การปรับลดภาษีนำเข้าสินค้าเกษตรอาจทำได้ยาก เพราะรัฐบาลต้องปกป้องผลประโยชน์ของเกษตรกรในประเทศ           หากตั้งสมมติฐานว่าภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯทำให้มูลค่าการส่งออกสินค้าและมูลค่าการนำเข้าสินค้าของไทยลดลง 10% จากปีก่อน  ผลลบสุทธิต่อ GDP ไทยน่าจะมีประมาณ 0.5% อย่างไรก็ตามเมื่อมูลค่าการส่งออกสินค้าลดลงก็มักจะฉุดการบริโภคภาคเอกชนลดลงตาม โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อยอย่างเช่นพนักงานโรงงานที่อาจไม่ต้องทำงานล่วงเวลา ซึ่งส่วนนี้น่าจะส่งผลกระทบต่อ GDP ประมาณ 0.4- 0.7% ดังนั้นเมื่อรวมผลกระทบจากทั้งสองส่วน เชื่อว่าผลกระทบโดยรวมต่อ GDP ไทยในปี 2568 น่าจะอยู่ที่ 0.9-1.2% หากปัจจัยอื่นไม่เปลี่ยนแปลง           ผลกระทบที่แท้จริงจาก reciprocal tariff ของสหรัฐฯอาจรุนแรงกว่าที่คาดการณ์ไว้ จึงประมาณการว่า EPS ของตลาดหุ้นไทยน่าจะได้รับผลกระทบประมาณ 10% จึงปรับลดเป้าดัชนี SET สิ้นปีนี้ จากเดิม 1,380 จุด (P/E 14 เท่า ในปี 69) มาที่ 1,200 จุด ซึ่งยังเท่ากับ P/E 13.4 เท่า ในปี 68 หรือ -1SD ของค่าเฉลี่ย 10 ปี           สำหรับหุ้นปลอดภัยที่เน้นธุรกิจในประเทศ (domestic defensive) และหุ้นปันผลสูงหุ้น คัดมา 12 หุ้น ประกอบด้วย BH, CBG, CPALL, CPN, HANA, KTB, MINT, MTC, PTTEP, SCB, PR9 และ SIRI การลงทุน มีความเสี่ยง ผู้ลงทุน ควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจ ลงทุน ข่าวหัวม่วง และทีมงานหุ้นวิชั่น

ส่องพฤติกรรมนักลงทุนต่างชาติปี 2567 ในตลาดหุ้นไทย

ส่องพฤติกรรมนักลงทุนต่างชาติปี 2567 ในตลาดหุ้นไทย

          หุ้นวิชั่น - ฝ่ายวิจัย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย รายงานว่าจากการศึกษาข้อมูลการถือครองหุ้นและการซื้อขายหุ้นของนักลงทุนต่างประเทศ ในปี 2567 ที่ผ่านมา พบว่า จากการศึกษาข้อมูลการถือครองหุ้นและการซื้อขายหุ้นของนักลงทุนต่างประเทศ ในปี 2567 ที่ผ่านมา พบว่า  มูลค่าการถือครองหุ้นของนักลงทุนต่างประเทศในตลาดหุ้นไทย ณ สิ้นปี 2567 ปรับเพิ่มขึ้นจากสิ้นปีก่อน โดย ณ สิ้นปี 2567 นักลงทุนต่างประเทศมีมูลค่าการถือครองหุ้นรวมกว่า 5.83 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 5.11 ล้านล้านบาท ณ สิ้นปี 2566 หรือเพิ่มขึ้น 14.2% สาเหตุสำคัญจากราคาหลักทรัพย์ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นของบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่และและการถือครองหุ้นเพิ่มขึ้นในบริษัทจดทะเบียนบางบริษัท สัดส่วนมูลค่าการถือครองหุ้นของนักลงทุนต่างประเทศต่อมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวมทั้งตลาด (market cap) ณ สิ้นปี 2567 อยู่ที่ระดับ 33.82% เพิ่มขึ้นจาก ณ สิ้นปี 2566 ที่ระดับ 29.39% ในปี 2567 นักลงทุนต่างประเทศมีมูลค่าการซื้อขายหุ้นรวมกว่า 11.36 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 1.95 เท่าของมูลค่าการถือครองหุ้นของนักลงทุนต่างประเทศ และเมื่อพิจารณามูลค่าการซื้อขายสุทธิ ที่จำแนกตามกลุ่มหลักทรัพย์ตามสิทธิการออกเสียงในการประชุมผู้ถือหุ้น พบว่า o ตลอดทั้งปี 2567 นักลงทุนต่างประเทศขายสุทธิ 146,906 ล้านบาท o นักลงทุนต่างประเทศขายสุทธิ 149,837 ล้านบาท ใน local shares และขายสุทธิ 38,786 ล้านบาท ใน foreign shares แต่ซื้อสุทธิใน NVDR 41,417 ล้านบาท           ดังนั้น จากข้อมูลของนักลงทุนต่างประเทศทั้งจากการถือครองหุ้นและการซื้อขายหุ้น อาจสรุปได้ว่า ณ สิ้นปี 2567 พอร์ตการถือครองหุ้นของนักลงทุนต่างประเทศในตลาดหุ้นไทยมีขนาดเพิ่มขึ้น โดยมีสาเหตุสำคัญจากราคาหลักทรัพย์ที่ปรับเพิ่มขึ้นของบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ และการถือครองหุ้นเพิ่มขึ้นในบริษัท    จดทะเบียนบางบริษัท ขณะที่ข้อมูลการซื้อขายของนักลงทุนต่างประเทศจำแนกกลุ่มหลักทรัพย์ตามสิทธิในการออกเสียงในที่ประชุมผู้ถือหุ้น สะท้อนว่านักลงทุนต่างประเทศซื้อขายเพื่อทำกำไรระยะสั้นผ่าน local shares และขายสุทธิใน foreign shares เพื่อปรับเปลี่ยนโครงสร้างผู้ถือหุ้น ณ สิ้นปี 2567 นักลงทุนต่างประเทศมีมูลค่าการถือครองหุ้นรวม 5.83 ล้านล้านบาทเพิ่มขึ้นจาก 5.11 ล้านล้านบาท ณ สิ้นปี 2566 หรือเพิ่มขึ้น 14.2% สวนทางกับ SET Index ที่ปรับตัวลดลง 1.1%           จากการศึกษาข้อมูลการถือครองหุ้นของนักลงทุนต่างประเทศ ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (ตลาดหุ้นไทย) พบว่า ณ สิ้นปี 2567 นักลงทุนต่างประเทศถือครองหุ้นของบริษัทจดทะเบียน 868 หลักทรัพย์ มีมูลค่าการถือครองหุ้นรวม 5.83 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 33.82% ของมูลค่าหลักทรัพย์รวมทั้งตลาด (ตารางที่ 1) ขณะที่ ณ สิ้นปี 2566 นักลงทุนต่างประเทศถือครองหุ้นของบริษัทจดทะเบียน 832 หลักทรัพย์ มีมูลค่าการถือครองหุ้นรวม 5.11 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 29.39% ของมูลค่าหลักทรัพย์รวมทั้งตลาด           หากเปรียบเทียบข้อมูลการถือครองหุ้นของนักลงทุนต่างประเทศ ณ สิ้นปี 2567 เทียบกับ ณ สิ้นปี 2566 (ตารางที่ 2) พบว่า ณ สิ้นปี 2567 นักลงทุนต่างประเทศถือครองหลักทรัพย์ใหม่ 55 หลักทรัพย์ ซึ่ง 34 จากทั้งหมด 55 หลักทรัพย์ (ประมาณ 62%) เป็นหลักทรัพย์ที่เพิ่งเข้าจดทะเบียนซื้อขายใหม่ในปี 2567 และอีก 21 หลักทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ที่มีการซื้อขายในตลาดอยู่แล้ว ในทางกลับกันพบว่า มีหลักทรัพย์ 14 หลักทรัพย์ที่นักลงทุนต่างประเทศมีการถือครองหุ้นอยู่ ณ สิ้นปี 2566 แต่กลับไม่มีในพอร์ตของนักลงทุนต่างประเทศ ณ สิ้นปี 2567 ซึ่งทั้งหมดเป็นหลักทรัพย์ของบริษัทจดทะเบียนที่เพิกถอนจากการเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนในปี 2567 สำหรับหลักทรัพย์ที่นักลงทุนต่างประเทศถือครองหุ้นต่อเนื่อง 813 หลักทรัพย์ พบว่า 222 หลักทรัพย์มีมูลค่าการถือครองหุ้นเพิ่มขึ้น ขณะที่ 591 หลักทรัพย์มีมูลค่าการถือครองหุ้นลดลง และเมื่อพิจารณาสาเหตุหลักที่ทำให้มูลค่าการถือครองหุ้นโดยรวมเพิ่มขึ้น พบว่า ส่วนใหญ่เป็นผลจากราคาหลักทรัพย์ที่ปรับเพิ่มขึ้นของบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่และการถือครองเพิ่มขึ้นในบริษัทจดทะเบียนบางบริษัท           หากพิจารณาการปลี่ยนแปลงของมูลค่าการถือครองหุ้นของนักลงทุนต่างประเทศ พบว่า มูลค่าการถือครองหุ้นของนักลงทุนต่างประเทศ ณ สิ้นปี 2567 มีมูลค่าเพิ่มขึ้น 14.2% จากสิ้นปี 2566 สาเหตุสำคัญจากราคาหลักทรัพย์ที่ปรับเพิ่มขึ้นของบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่และการถือครองเพิ่มขึ้นในบริษัทจดทะเบียนบางบริษัท สวนทางกับ SET Index ที่ลดลง 1.1% ส่งผลให้สัดส่วนมูลค่าการถือครองหุ้นของนักลงทุนต่างประเทศต่อมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวมทั้งตลาด (market cap) ณ สิ้นปี 2567 อยู่ที่ระดับ 33.82% เพิ่มขึ้นจาก ณ สิ้นปี 2566 ที่อยู่ที่ระดับ 29.39%           ในปี 2567 นักลงทุนต่างประเทศมีมูลค่าการซื้อขายรวมกว่า 11.36 ล้านล้านบาท หรือสูงถึง 1.95 เท่าของมูลค่าการถือครองหุ้นของนักลงทุนต่างประเทศ โดยตลอดทั้งปี 2567 นักลงทุนต่างประเทศขายสุทธิ 146,906 ล้านบาท ซึ่งเกือบทั้งหมดเป็นการขายสุทธิใน local shares แต่ซื้อสุทธิในส่วนของ NVDR           ในปี 2567 นักลงทุนต่างประเทศมีมูลค่าการซื้อขายรวมในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (ตลาดหุ้นไทย) รวมกว่า 11.36 ล้านล้านบาท คิดเป็น 50.04% ของมูลค่าการซื้อขายรวมทั้งหมดในตลาดหุ้นไทย (ตารางที่ 3 และภาพที่ 1) โดยนักลงทุนต่างประเทศมีสัดส่วนมูลค่าการซื้อขายสูงสุด (เมื่อเทียบกับนักลงทุนประเภทอื่นๆ) ต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2565 หรือสูงสุดต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 เมื่อนับจากปี 2565 และพบว่าสัดส่วนมูลค่าการซื้อขายของนักลงทุนต่างประเทศในตลาดหุ้นไทยมีสัดส่วนสูงกว่าครึ่งหนึ่งของมูลค่าการซื้อขายรวมของทั้งตลาดต่อเนื่องเป็นปีที่ 2           หากเปรียบเทียบมูลค่าการซื้อขายของนักลงทุนต่างประเทศ ในปี 2567 (11.36 ล้านล้านบาท) กับมูลค่าการถือครองหุ้นของนักลงทุนต่างประเทศ ณ สิ้นปี  2567 (5.83 ล้านล้านบาท) พบว่า นักลงทุนต่างประเทศมีมูลค่าการซื้อขายประมาณ 1.95 เท่าของมูลค่าการถือครองหุ้น  (ลดลงจากปี 2566 ที่อยู่ระดับ 2.5 เท่า)           เมื่อพิจารณามูลค่าการซื้อขายหลักทรัพย์ของนักลงทุนต่างประเทศ ในปี 2567 จำแนกกลุ่มหลักทรัพย์ตามสิทธิในการออกเสียงในที่ประชุมผู้ถือหุ้น (voting right) พบว่า 56.8% ของมูลค่าการซื้อขายของนักลงทุนต่างประเทศในปี 2567 เป็นการซื้อขาย local shares และ  42.3% เป็นการซื้อขาย NVDR และมีการซื้อขาย foreign shares เพียง 0.9% เท่านั้น ซึ่งแสดงให้เห็นว่า นักลงทุนต่างประเทศยังมีพฤติกรรมการซื้อขายเหมือนกับปีที่ผ่านๆ มา กล่าวคือ นักลงทุนต่างประเทศซื้อขายในตลาดหุ้นไทยส่วนใหญ่มีวัตถุประสงค์เพื่อทำกำไรระยะสั้น (ภาพที่ 2)           เมื่อพิจารณามูลค่าการซื้อขายสุทธิของนักลงทุนต่างประเทศ พบว่า ในปี 2567 นักลงทุนต่างประเทศขายสุทธิรวม 146,906 ล้านบาทในตลาดหุ้นไทย (ตารางที่ 3) ซึ่งพบว่า นักลงทุนต่างประเทศขายสุทธิ 149,837 ล้านบาท ใน local shares และขายสุทธิ 38,786 ล้านบาท ใน foreign shares แต่ในขณะเดียวกันมีการซื้อสุทธิในส่วนของ NVDR 41,717 ล้านบาท (ภาพที่ 3) แสดงให้เห็นว่า นักลงทุนขายสุทธิในส่วนของเงินลงทุนระยะสั้น แต่ซื้อสุทธิสำหรับการลงทุนระยะสั้นและระยะกลางใน NVDR ขณะที่ขายสุทธิใน Foreign shares เล็กน้อยเนื่องจากมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างผู้ถือหุ้น           ดังนั้น จากข้อมูลของนักลงทุนต่างประเทศทั้งจากการถือครองหุ้นและการซื้อขายหุ้น สรุปได้ว่า ณ สิ้นปี 2567 พอร์ตการลงทุนของนักลงทุนต่างประเทศในตลาดหุ้นไทยมีขนาดเพิ่มขึ้นโดยมีสาเหตุสำคัญจากราคาหลักทรัพย์ที่ปรับเพิ่มขึ้นของบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่และการถือครองเพิ่มขึ้นในบริษัทจดทะเบียนบางบริษัท ขณะที่ข้อมูลการซื้อขายของนักลงทุนต่างประเทศจำแนกกลุ่มหลักทรัพย์ตามสิทธิในการออกเสียงในที่ประชุมผู้ถือหุ้น สะท้อนว่า นักลงทุนต่างประเทศซื้อขายเพื่อทำกำไรระยะสั้นผ่าน local shares และขายสุทธิใน foreign shares เพื่อปรับเปลี่ยนโครงสร้างผู้ถือหุ้น  

ส่อง 24 หุ้นส่งออกสหรัฐฯ โดนเต็มๆ ทรัมป์ขึ้นภาษีนำเข้ารอบใหม่

ส่อง 24 หุ้นส่งออกสหรัฐฯ โดนเต็มๆ ทรัมป์ขึ้นภาษีนำเข้ารอบใหม่

           หุ้นวิชั่น-ทีมข่าวหุ้นวิชั่น รายงาน บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ ระบุ หนักกว่าที่คิด! "วันปลดปล่อยอเมริกา" ทรัมป์กางรายชื่อประเทศเก็บภาษีนำเข้าใหม่! ไทยโดนภาษีหนักกว่าจีนที่ 36% ขณะที่เวียดนามโดนภาษี 46%            InnovestX มองผลกระทบจากมาตรการภาษีนำเข้าใหม่ของสหรัฐฯ ต่อตลาดหุ้นไทย ดังนี้ โดยมองมาตรการภาษีตอบโต้สหรัฐฯ ที่เก็บไทยในอัตรา 36% จะกระทบทางตรงต่อสินค้าสำคัญของไทยที่ส่งออกไปยังสหรัฐ ดังนี้ 1. ยานยนต์และชิ้นส่วนรถยนต์ - มองเป็นลบต่อกลุ่มยานยนต์ โดยประเทศไทยส่งออกรถยนต์ไปสหรัฐคิดเป็น 9% ของการส่งออกรถยนต์ และคิดเป็น 6% ของการผลิตรถยนต์ (AH SAT STANLY NYT) และกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ (KCE, DELTA, HANA) 2. เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ - มองเป็นลบต่อกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ (DELTA HANA KCE) 3. ยางและผลิตภัณฑ์ยาง - มองเป็นลบต่อกลุ่มยางและถุงมือยาง (STA STGT มีส่งออกไปสหรัฐโดยตรง ขณะที่ NER จะได้รับผลกระทบทางอ้อมจากลูกค้าจีนที่ส่งออกยางไปยังสหรัฐ) 4. สินค้าเกษตร ได้แก่ ข้าว อาหารสุนัขและแมว ทูน่าและผลิตภัณฑ์ทูน่า กุ้งและผลิตภัณฑ์กุ้ง มะพร้าวและผลิตภัณฑ์มะพร้าว สัปปะรดกระป๋อง - มองเป็นลบต่อ TU CFRESH COCOCO PLUS MALEE AAI ITC 5. อัญมณีและเครื่องประดับ - มองเป็นลบต่อผู้ส่งออกเครื่องประดับอย่าง PDJ            ขณะที่มองส่งผลกระทบทางอ้อมต่อการลงทุนและเศรษฐกิจไทย อาจส่งผลให้เกิดการชะลอการลงทุนและการชะลอการขอสินเชื่อเพื่อส่งออก และเกิด Sentiment ลบต่อบรรยากาศการลงทุน 1. นิคมอุตสาหกรรม- มองนโยบายครั้งนี้อาจส่งผลกระทบให้ลูกค้าชะลอการตัดสินใจซื้อที่ดิน ในกรณีที่ร้ายแรงที่สุดอาจส่งผลกระทบต่อ Backlog บางส่วน หุ้น ที่เกี่ยวข้อง AMATA WHA FTREIT (ความต้องการในการเช่าโรงงานและคลังสินค้าลดลง) 2. ธนาคาร - ส่งผลกระทบทางอ้อมในแง่อัตราการเติบโตของสินเชื่อและคุณภาพสินทรัพย์เล็กน้อย

abs

ปตท. แข็งแกร่งร่วมกับสังคมไทย และเติบโตในระดับโลกอย่างยั่งยืน

หวยเกษียณผ่านวาระแรก คาดเงินลงทุนไหลเข้า 1.3 หมื่นล.

หวยเกษียณผ่านวาระแรก คาดเงินลงทุนไหลเข้า 1.3 หมื่นล.

          หุ้นวิชั่น - ทีมข่าวหุ้นวิชั่น รายงาน บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) (KSS) ระบุว่า ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้ลงมติรับหลักการร่างแก้ไข พ.ร.บ. กองทุนการออมแห่งชาติ (หวยเกษียณ) ในวาระที่ 1 ซึ่งประเมินว่าเป็นสัญญาณบวกต่อเม็ดเงินลงทุนระยะยาวในประเทศ เนื่องจากเราประเมินว่าโครงการดังกล่าวจะมีเม็ดเงินปีละ 1.3 หมื่นล้านบาท (ออกฉลากงวดละ 5 ล้านใบ ใบละ 50 บาท ปีละ 52 งวด) โดยเม็ดเงินดังกล่าว ตามนโยบาย กอช. จะถูกแบ่งมาลงทุนในหุ้นได้ 20% แม้ว่าเม็ดเงินใหม่ต่อปีจะอยู่ราว 2.6 พันล้านบาท แต่จะมีลักษณะของการเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในแต่ละปีโดยอิงเกณฑ์ดังนี้ i.) เงินลงทุนหวยเกษียณของผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 60 ปี จะไม่สามารถถอนออกมาได้จนกว่าจะอายุ 60 ปี ii.) ผู้ที่มีอายุเกิน 60 ปี จะถอนเงินออกมาได้ต้องรอระยะเวลา 5 ปี           ในระยะสั้น คาดว่าตลาดจะเริ่มมีการเก็งกำไรในหุ้น Deep Value ซึ่ง KSS แนะนำให้เป็นหุ้นเด่นในช่วง 2Q25F เนื่องจากเป็นหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานมั่นคงในระยะกลาง 2-3 ปีข้างหน้า และปัจจุบันมีส่วนลดจากค่าเฉลี่ยมาก พร้อมให้ Dividend Yield ในระดับสูง (>2%) 10 หุ้น Big Caps ที่น่าสนใจ SCGP, HMPRO, CPALL, MINT, GPSC, BDMS, BH, BBL, KBANK, AOT 8 หุ้น Mid Caps ที่น่าสนใจ JMT, ERW, WHA, PLANB, SPALI, CENTEL, BCH, AMATA (*/+) Infra Tech: กระแสธุรกิจใหม่ของโลกยังคงเดินหน้าในส่วนของธุรกิจดิจิทัล โดย Gartner ซึ่งเป็นบริษัท วิจัยและให้คำปรึกษาชั้นนำของโลกด้านไอที ได้คาดการณ์ล่าสุดในเดือนมีนาคม 2568 ว่า มูลค่า การใช้จ่ายใน GenAI ระดับโลกจะเป็นดังนี้ ด้านบริการ: มูลค่า 2.77 หมื่นล้านดอลลาร์ เติบโต 162.6% ซอฟต์แวร์: มูลค่า 3.71 หมื่นล้านดอลลาร์ เติบโต 93.9% อุปกรณ์ (ดีไวซ์): มูลค่า 3.98 แสนล้านดอลลาร์ เติบโต 99.5% เซิร์ฟเวอร์: มูลค่า 1.8 แสนล้านดอลลาร์ เติบโต 33.1% โดยรวมแล้ว คาดว่าตลาดจะมีมูลค่ารวม 643,860 ล้านดอลลาร์ เติบโต 76.4% สำหรับประเทศไทย ซึ่งอยู่ในฐานะ AI Adopter และนำเทคโนโลยีมาต่อยอดในภาคธุรกิจจริง (Real Sector) เราประเมินว่าการใช้จ่ายด้านบริการ, ซอฟต์แวร์ และอุปกรณ์ที่เร่งตัวขึ้นยังคงเป็นสัญญาณบวก และในฐานะที่ภาครัฐต้องการเป็นศูนย์กลางโครงสร้างพื้นฐาน คาดว่าจะนำมาสู่เม็ดเงินลงทุนเพิ่มเติมจาก ผู้ประกอบการระดับโลก หุ้นที่ได้รับจิตวิทยาบวกจากธีมนี้ ได้แก่ โรงไฟฟ้า: GULF สื่อสาร: ADVANC, TRUE ดิจิทัล: BBIK, BE8 รับเหมาก่อสร้าง: STECON, INSET หุ้นที่พร้อมนำเทคโนโลยีมาต่อยอด: CPALL, SCC, PTT

รถมือสองราคาขึ้นหนุนเช่าซื้อ KKP–TISCO–TTB ได้อานิสงส์

รถมือสองราคาขึ้นหนุนเช่าซื้อ KKP–TISCO–TTB ได้อานิสงส์

          หุ้นวิชั่น - ทีมข่าวหุ้นวิชั่น รายงานว่า ดัชนีราคารถยนต์มือสอง ก.พ. 25 เพิ่มขึ้น +5% YoY, +3% MoM ธปท. ประกาศดัชนีราคารถยนต์มือสอง เดือน ก.พ. 25 เพิ่มขึ้น +3% MoM ธปท. ประกาศดัชนีราคารถยนต์มือสอง เดือน ก.พ. 25 อยู่ที่ 77.11 (+5% YoY, +3% MoM) โดยแบ่งเป็นดัชนีราคารถยนต์นั่งมือสองที่ 99.07 (+14% YoY, +6% MoM) และดัชนีราคารถยนต์บรรทุกมือสองที่ 65.00 (-2% YoY, 0% MoM) (ที่มา: ธปท.)           DAOL: มองเป็นบวกจากดัชนีราคารถยนต์มือสองที่ฟื้นตัวได้ดีต่อเนื่องในเดือน ก.พ. 25 เกิดจากปัจจัยทางฤดูกาลที่ปกติไตรมาส 1 จะฟื้นตัวได้ดีที่สุด นอกจากนี้ยังได้ผลดีจากมาตรการคุณสู้ เราช่วย ที่ส่งผลให้เกิด Supply รถยึดที่ลดลง โดยธนาคารที่มีสินเชื่อเช่าซื้อเรียงตามสัดส่วนสินเชื่อเช่าซื้อจากมาก-น้อยคือ เช่น KKP (48% ของสินเชื่อรวม), TISCO (46% ของสินเชื่อรวม), TTB (31% ของสินเชื่อรวม), BAY (21% ของสินเชื่อรวม), SCB (7% ของสินเชื่อรวม) แต่อย่างไรก็ดี นอกจากนี้เรายังคงต้องติดตามปริมาณรถยึดที่ยังมีโอกาสเพิ่มขึ้นจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน 2H ที่ปกติราคารถมือสองจะลดลงมากกว่า 1H ซึ่งอาจจะทำให้มูลค่าของผลขาดทุนรถยึดมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นได้           ยังคงน้ำหนักการลงทุนเป็น “มากกว่าตลาด” โดยเลือก TTB (ซื้อ/เป้า 2.22 บาท), KTB (ซื้อ/เป้า 27.50 บาท) และ BBL (ซื้อ/เป้า 186.00 บาท) เป็น Top pick แต่ KKP, TISCO และ TTB จะได้ sentiment เชิงบวกต่อราคาหุ้นจากประเด็นดังกล่าว           ที่มา : บล.ดาโอ

ราคาทองพุ่ง! ขึ้น 650 บ. ปมทรัมป์ปรับขึ้นภาษีแรง

ราคาทองพุ่ง! ขึ้น 650 บ. ปมทรัมป์ปรับขึ้นภาษีแรง

                หุ้นวิชั่น – วันที่  3 เมษายน 2568 สมาคมค้าทองคำ ได้แจ้งราคาทองคำซึ่ง ราคาปรับขึ้น  650 บาท โดยราคาทองแท่ง ปัจจุบันรับซื้ออยู่ที่ 51,150.00 บาท ราคาขายออกอยู่ที่ 51,250.00 บาท ส่วนราคาทองรูปพรรณ รับซื้ออยู่ที่ 49,588.36 บาท และราคาขายออกอยู่ที่ 51,400.00 บาท

abs

เจมาร์ท สร้างความสามารถในการแข่งขัน ด้วยการสร้าง Synergy Ecosystem

8 หุ้นอรหันต์

8 หุ้นอรหันต์

          หุ้นวิชั่น - ประเมินผลกระทบเบื้องต้นจากแผ่นดินไหวราว 3 หมื่นล้านบาท (SCB EIC) แต่ตัวเลขจริงจะขึ้นอยู่กับความสำเร็จในการฟื้นความเชื่อมั่น ในระยะสั้น เหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งนี้มีแนวโน้มสร้างผลกระทบต่อความกังวลด้านความปลอดภัยและการใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะความกังวลที่เกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานอาคาร จนอาจทำให้กิจกรรมบางส่วนหยุดชะงักเพื่อรอตรวจสอบ รวมถึงประชาชนอาจชะลอการใช้จ่ายบริการ ช็อปปิง และการท่องเที่ยว หลังเกิดเหตุครั้งนี้ ส่วนรายจ่ายที่หายไปบางส่วนอาจได้รับการชดเชยจากรายจ่ายซ่อมแซมที่อยู่อาศัย และการใช้จ่ายภาครัฐที่อาจเพิ่มขึ้น จากการออกมาตรการบรรเทาผลกระทบและฟื้นฟูหลังภัยพิบัติ ผ่านการจัดสรรงบฉุกเฉินเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยและซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐานที่เสียหาย ทำให้ขนาดผลกระทบอาจลดความรุนแรงลงได้ ความสูญเสียทางเศรษฐกิจไทยจำนวน 3 หมื่นล้าน มาจากนักท่องเที่ยวต่างชาติที่อาจมีแนวโน้มลดลงจากความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัย และการชะลอตัวของภาคอสังหาริมทรัพย์ ทั้งนี้ผลกระทบสุทธิต่อเศรษฐกิจอาจยังไม่แน่นอน ส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับระยะเวลาความเชื่อมั่นจะฟื้นฟูกลับมาได้ทั้งของคนในประเทศ นักท่องเที่ยว และนักลงทุนต่างชาติ ปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจไม่รุนแรงมากและมีผลชั่วคราวคือ การที่ภาครัฐเร่งช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ และเรียกความเชื่อมั่นสาธารณะกลับมาผ่านการออกแนวนโยบาย           เร่งช่วยเหลือ – เร่งประสานความร่วมมือด้านประกันภัยเพื่อเร่งรัดการชดเชยความเสียหายแก่ประชาชนและภาคธุรกิจ ตลอดจนการออกมาตรการช่วยเหลือทางการเงินให้ลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบ เพื่อบรรเทาผลกระทบเฉพาะหน้าและเพื่อรักษาสภาพคล่อง พร้อมออกมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ เพื่อช่วยลดผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวจากการชะลอตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติ           เรียกเชื่อมั่น – เร่งตรวจสอบความปลอดภัยของโรงแรม ที่อยู่อาศัยและแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นอาคารสูงอย่างละเอียด จากหน่วยงานภายนอกที่มีความน่าเชื่อถือ พร้อมประชาสัมพันธ์เชิงรุกให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลที่เกี่ยวข้องได้ง่าย โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติและสื่อต่างประเทศ รวมถึงการเร่งพัฒนาระบบแจ้งเตือนภัยฉุกเฉินที่สามารถแจ้งเตือนเหตุให้ประชาชน/นักท่องเที่ยวต่างชาติที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยได้ทันท่วงที ที่สำคัญภาครัฐต้องสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพรวดเร็ว โปร่งใสและเชื่อถือได้ แม้จะควบคุม After shock ของเหตุการณ์แผ่นดินไหวไม่ได้ แต่นโยบายสื่อสารที่ชัดเจน จะช่วยลด After shock ทางความรู้สึกของประชาชน และช่วยลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจที่อาจตามมาได้ ด้าน บล.หยวนต้ามองว่า หุ้นไทย เชิงกลยุทธ์แม้จะมีโอกาสเกิด Sell in May ในเดือน พ.ค. แต่เชื่อว่าผลกระทบจะมีไม่มากหลังจากที่ ครม. เห็นชอบร่างกองทุน Thai ESGX เพื่อให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับผู้ที่เปลี่ยนจากกองทุน LTF เป็น Thai ESGX อีกทั้งยังให้สิทธิเพิ่มเติมสำหรับผู้ลงทุน Thai ESGX ใหม่ ซึ่งจะดึงดูดเม็ดเงินใหม่เข้ามา และจะเกิดขึ้นในเดือน พ.ค. – มิ.ย. นี้ การจับจังหวะลงทุนในเดือน พ.ค. ยังคงเป็นกลยุทธ์ที่ดี เพราะต้นเดือน พ.ค. ยังคงมีปัจจัยกดดันจากประเด็นที่กล่าวไปข้างต้น ซึ่งจะเป็นจังหวะในการเข้าสะสม ในช่วงครึ่งหลังของเดือน พ.ค.* โดยเฉพาะเมื่อประเมินรายกลุ่มอุตสาหกรรมจะพบว่ามีหลายกลุ่มที่ปรับตัวขึ้นได้ดีกว่าตลาด เป็นที่มาของการจัดพอร์ตหุ้น 8 อรหันต์ กลุ่มอาหารเครื่องดื่ม เป็นกลุ่มที่ปรับตัวขึ้นเด่น และมีนัยยะสำคัญทางสถิติมากที่สุด เนื่องจากความน่าจะเป็นในการปรับตัวขึ้นสูงถึง 89% เฉลียที่ 1.8% ซึ่งโดยส่วนใหญ่จะได้แรงสนับสนุนจากกลุ่มเครื่องดื่มเป็นหลัก ที่มักจะ มีแรงเก็งกำไรกลับเข้ามาหลังจากหมดฤดูร้อน (กลาง พ.ค.) เนื่องจากเป็น ช่วงที่รายงานผลประกอบการไปแล้ว และบริษัทมักจะให้ Guidance ที่ดีต่อผลประกอบการในไตรมาส 2 ที่จะเติบโตดี QoQ จากการเข้าสู่ High Season เช่น ICHI, COCOCO และ PLUS กลุ่มธนาคาร มักจะปรับตัวขึ้นได้หลังจากทยอยขึ้นเครื่องหมาย XD ไปเล้ว ตั้งแต่เดือน เม.ย. จึงมองว่าเป็นจังหวะทีดีในการเข้าสะสมเพิ่มสำหรับนักลงทุนระยะยาว เช่น KBANK และ SCB กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ มักจะขึ้นเครื่องหมาย XD ในช่วงเดือน พ.ค. เช่นกัน ดังนั้นจึงเป็นจังหวะสะสมสำหรับนักลงทุนระยะยาว โดยกลุ่มอสังหาฯ ยังมีปัจจัยหนุนเฉพาะตัวในปีนี้จากการผ่อนคลายเกณฑ์ LTV ของธนาคารพาณิชย์ แนะนำ SIRI, AP และ SPALI ขณะที่ บล.กรุงศรี ระบุว่า ราคาหุ้นCPALL เริ่มมีสัญญาณการฟื้นตัว ประเมินแรงหนุนจาก เป็นหุ้นพื้นฐานมั่นคงที่ Deep Value เป็นเป้าหมายแรกๆ ในช่วงตลาดเริ่มตั้งฐานเพื่อฟื้นตัว จาก PER ต่ำกว่าระดับค่าเฉลี่ย 15 ปี -1.43 S.D., PBV ต่ำกว่าระดับค่าเฉลี่ย 15 ปี -1.6 S.D., Dividend Yield > 3.0%, ยอดขายสาขาเดิม YTD (ม.ค. - ก.พ.) ราว 3% ดีสุดในกลุ่ม สะท้อนความมั่นคง การปรับตัวเก่ง รวมถึงรับปัจจัยบวกจากคณะรัฐมนตรี กรณีประกาศแนวทางลดค่าไฟฟ้าเหลือ 3.99 บาท หนุน CPALL ต้นทุนค่าไฟฟ้า = 2.4% ของรายได้, คาดระดับค่าไฟดังกล่าวที่ลดลงจะเปิด Upside กำไร 4% +/- ทำให้นักวิเคราะห์พื้นฐาน KSS ประเมิน CPALL เป็นหนึ่งในหุ้นที่มีศักยภาพดำเนินโครงการซื้อหุ้นคืน โดย Net D/E = 1.45 เท่า, Div Yield > 3%, FCF ปีละ 4.1 หมื่นล้านบาท (9.2% ของมูลค่าตลาด) ด้วยแรงขับเคลื่อนด้านบวกดังกล่าว เคาะราคาเป้าหมายพื้นฐาน 80 บาท การลงทุน มีความเสี่ยง ผู้ลงทุน ควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจ ลงทุน ข่าวหัวม่วง และทีมงานหุ้นวิชั่น

ไอ้โม่งทุบ PRM

ไอ้โม่งทุบ PRM

            ข่าวสังคม การลงทุน ประจำวันที่ 3 เมษายน 2568  มาเริ่มกันที่    การแข่งขันฟุตบอลพรีเมียร์ลีก  ศึกเมอร์ซีย์ ไซด์ ดาร์บี้  ระหว่าง ลิเวอร์พูล-เอฟเวอร์ตัน  ถือว่า มีแฟนบอลทั่วโลกเฝ้าติดตามกันอย่างล้นหลาม   และคงได้ทราบผลกันไปแล้ว             ขณะที่ “คาราบาว” ตอกย้ำตัวจริงที่จริงจังเรื่องฟุตบอล สนับสนุน Carabao Cup 10 ปี นานที่สุดในประวัติศาสตร์ ดันแบรนด์ไทยสู่การเป็นแบรนด์ระดับโลก พร้อมสร้างมูลค่าเพิ่มให้ทัวร์นาเมนต์  คาราบาวได้เป็นพาร์ทเนอร์กับ English Football League (EFL) ในฐานะการเป็นผู้สนับสนุนหลักของทัวร์นาเมนต์ ที่ก่อนหน้านี้เรียกกันว่า English Football League Cup หรือเรียกสั้น ๆ ว่า League Cup และปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น Carabao Cup นับว่าเป็นการตอกย้ำการเป็น “ตัวจริงที่จริงจังเรื่องฟุตบอล” ของคาราบาว จากการเป็นผู้สนับสนุน Carabao Cup ตั้งแต่ปี 2017 จนถึง 2027 รวม 10 ปี ถือได้ว่ายาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์              ราคาหุ้น PRM  ปรับตัวลงแรงถึง 10.94%  นายวิริทธิ์พล จุไรสินธุ์ ผู้อำนวยการสายงานการเงินและบัญชี PRM เปิดเผยว่า  คาดเป็นผลจากแรงเทขายของนักลงทุน หลังเมื่อวานนี้ (1 เม.ย.2568) พบมีรายการซื้อขายบิ๊กล็อต (BIG Lot) จำนวน 21 ล้านหุ้น  มูลค่า 141.48 ล้านบาท ราคาเฉลี่ย 6.55 บาทต่อหุ้น ขณะที่เช้าวันนี้ พบบิ๊กล็อต อีกจำนวน 49 ล้านหุ้น มูลค่า 297.92 ล้านบาท ราคาเฉลี่ย 6.08 บาทต่อหุ้น เบื้องต้นยังไม่ทราบว่าใครเป็นคนซื้อ หรือขาย             บล.กรุงศรี ประเมินกำไรปกติของ AAV  มี Downside -40-71% มากสุด เมื่อทียบกับหุ้นสายการบินอื่น หลังถูกกดดันจากยอดนักท่องเที่ยวรายสัปดาห์หดตัว Y-Y ต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังมีเหตุการณ์ตึกถล่มในประเทศไทยจากแผ่นดินไหวที่พม่าฉุดความเชื่อมั่นนักท่องเที่ยว ทำให้เป้าหมายยอดนักท่องเที่ยวปีนี้ที่ 38 ล้านคน (+7%y-y) มีโอกาสเกิด Downside สูง เบื้องต้นประเมิน หากยอดนักท่องเที่ยวจีนยังหดตัว 40-50%y-y ต่อเนื่องในช่วงที่เหลือของปี รวมผลกระทบตึกถล่มฉุดยอดนักท่องเที่ยวลดลงช่วง 1-3 เดือนนี้ จะทำให้ยอดนักท่องเที่ยวปี 2568 ลดลงมาที่ 35.4 ล้านคน ทรงตัว y-y ด้านราคาตั๋วเครื่องบินอาจไม่สูงอย่างที่คิด โดยการฟื้นของเที่ยวบินเริ่มสูงกว่าการฟื้นของผู้โดยสารตั้งแต่เดือน ก.พ.-มี.ค.2568 ทำให้ราคาตั๋วเครื่องบินปีนี้ มีโอกาสเกิด Downside เช่นกัน             นายพีระพงศ์ จรูญเอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI  ผู้พัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ครบวงจร แจ้งว่า  เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2568 ที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้ลงนามในสัญญาร่วมทุนกับ  บริษัท เอสคอน เจแปน (ประเทศไทย) จำกัด บริษัทอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของประเทศญี่ปุ่น เพื่อร่วมพัฒนาโครงการ ออริจิ้น เพลส แจ้งวัฒนะ (Origin Place Chaengwattana) คอนโดฯ ใหม่ ห้องเพดานสูง 4.2 เมตร* แห่งแรก ในย่านเเจ้งวัฒนะ ที่พัฒนาภายใต้บริษัท ออริจิ้น เวอร์ติเคิล คอร์ปอเรชั่น จำกัด หรือ ORIGIN VERTICAL นับเป็นโครงการลำดับที่ 3 ที่ได้ร่วมทุนกัน เพื่อแสดงถึงความเชื่อมั่นต่อศักยภาพในความแข็งแกร่งในการพัฒนาโครงการของออริจิ้น แม้ว่าพึ่งผ่านสถานการณ์แผ่นดินไหว มาเพียง 4 วัน             ผศ.ดร.วันชัย สุทธะนันท์ ประธานกรรมการ และ ภก.สุวิทย์ งามภูพันธ์  ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.บางกอกแล็ป แอนด์ คอสเมติค หรือ BLC ผู้นำธุรกิจผลิต และจำหน่าย ผลิตภัณฑ์ยา และผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพแบบครบวงจร พร้อมด้วยคณะกรรมการบริษัทฯ ร่วมประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2568 ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (E-AGM) โดยพิจารณาวาระสำคัญรับทราบผลการดำเนินงานงวดปี 2567 และมติขออนุมัติจ่ายเงินปันผลสำหรับงวดผลการดำเนินงานประจำปี 2567 ในอัตราหุ้นละ 0.15 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 90,000,000 บาท คิดเป็นอัตราที่ 56.92% ซึ่งสูงกว่านโยบายการจ่ายเงินปันผลของบริษัทฯ โดยจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลไปแล้ว ในอัตราหุ้นละ 0.06 บาท เป็นเงิน 36,000,000 บาท เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2567 และจะจ่ายเพิ่มเติมตามมติที่ประชุมผู้ถือหุ้นครั้งนี้ ในอัตราหุ้นละ 0.09 บาท เป็นเงิน 54,000,000 บาท             โดยกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิได้รับเงินปันผล (Record date) วันที่ 11 เมษายน 2568 และกำหนดจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นในวันที่ 30 เมษายน 2568 เพื่อตอบแทนและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ถือหุ้น พร้อมโชว์แผนการดำเนินธุรกิจปี 2568 เดินหน้าสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่อง มุ่งสู่การเป็นผู้นำด้าน Pharmaceutical Ecosystem อย่างครบวงจร ข่าวหัวม่วง และทีมงานหุ้นวิชั่น

LiVEx Investor Day 2025  เชื่อมโอกาสเข้าถึงแหล่งทุน

LiVEx Investor Day 2025 เชื่อมโอกาสเข้าถึงแหล่งทุน

            หุ้นวิชั่น - ในโอกาสครบรอบการดำเนินงาน 3 ปี ตลาดหลักทรัพย์ไลฟ์เอ็กซ์เช้นจ์ (LiVEx) ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร ได้แก่ กองทุนส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุน (CMDF) หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) อุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และสมาคมการค้าสตาร์ทอัพไทย จัดงาน LiVEx Investor Day 2025 เชิญผู้ลงทุนที่พร้อมลงทุนในธุรกิจรับฟังการนำเสนอแผนธุรกิจใน Business Pitching (Non-Deal Roadshow) จาก SMEs และ Startups 11 บริษัท โดยมุ่งเน้นที่กลุ่มผู้ประกอบการ New S Curve และเสวนาแลกเปลี่ยนมุมมอง และบูธจากผู้ประกอบการ 34 บริษัท             นายประพันธ์ เจริญประวัติ ผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์ไลฟ์เอ็กซ์เช้นจ์ (LiVEx) และกรรมการผู้จัดการ บริษัท ไลฟ์ฟินคอร์ป จำกัด ภายใต้กลุ่มตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ สนับสนุนการเติบโตของธุรกิจ New S Curve ซึ่งมีอุตสาหกรรมที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน นับเป็นกลไกทางเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ แต่ปัจจุบัน หลายธุรกิจยังเผชิญกับความท้าทายด้านความรู้ความเข้าใจในทางธุรกิจและตลาดทุน และต้องการการสนับสนุนในแง่มุมต่าง ๆ เช่น เงินทุน และเครือข่ายทางธุรกิจ LiVEx จึงมุ่งมั่นสนับสนุนให้ธุรกิจมีโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนและเครือข่ายพันธมิตรที่พร้อมช่วยสนับสนุนการเติบโต             “ปัจจุบัน LiVEx มีหลักทรัพย์จดทะเบียน 7 บริษัท มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Capitalization)  รวม 5,210.62  ล้านบาท และมีมูลค่าระดมทุนรวม (Issuer size) 287.5 ล้านบาท (ข้อมูล ณ 1 เมษายน 2568)  ซึ่งคาดว่าปีนี้จะมีธุรกิจสินเชื่อการเงิน ดิจิทัลเทคโนโลยี และสุขภาพการแพทย์ เข้าระดมทุนเพิ่มเติม สำหรับการจัดงาน LiVEx Investor Day 2025 ครั้งนี้ LiVEx ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร สร้างเวทีให้ผู้ลงทุนและผู้ประกอบการมาพบปะและรับฟังแผนธุรกิจ วิสัยทัศน์ กลยุทธ์ และโอกาสการเติบโต ซึ่งจะช่วยให้ผู้ลงทุนมองเห็นภาพรวมของธุรกิจ สร้างความมั่นใจก่อนลงทุน” นายประพันธ์กล่าว             งาน LiVEx Investor Day 2025 จัดขึ้นวันพุธที่ 2 เมษายน 2568 เวลา 17.00-22.00 น. ณ โรงแรมคาร์ลตัน กรุงเทพฯ สุขุมวิท โดยภายในงานมีบูธแนะนำธุรกิจ ทั้งกลุ่มธุรกิจ Health & Wellness, Nutrition Innovation & Products, Digital Platform Services, Software &  Digital Solution, Energy Services & Solutions, และ  Media & Digital Marketing  พร้อมทั้งเวทีสำหรับผู้ประกอบการเพื่อนำเสนอศักยภาพและแผนการเติบโตของธุรกิจต่อกลุ่มผู้ลงทุน LiVEx เปิดการซื้อขายหลักทรัพย์ครั้งแรกเมื่อ 31 มีนาคม 2565 และดำเนินงานครบรอบ 3 ปีในปี 2568 ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการซื้อขายหลักทรัพย์ของ SMEs และ Startups ช่วยให้ธุรกิจเข้าถึงแหล่งทุนเพื่อสร้างการเติบโต พร้อมเป็นสปริงบอร์ด (Springboard) ให้ธุรกิจก้าวไปเป็นบริษัทขนาดใหญ่ใน SET และ mai ในอนาคต ภายใต้ 3 แนวคิดหลัก ได้แก่ 1) Light-touch Supervision  2) Investor Protection 3) Information-Based) ทั้งนี้ กลุ่มตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ยังให้บริการ LiVE Platform แพลตฟอร์มที่รวบรวมองค์ความรู้ เครื่องมือ ในการเตรียมความพร้อมธุรกิจ SMEs และ Startups สู่ตลาดทุน เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ

abs

มุ่งมั่นเป็นผู้นำ เชื่อมโยงทุกโครงข่ายระบบคมนาคมขนส่งอย่างยั่งยืน

โบรกฯ มองดัชนี Q2 ต่ำสุด 1,080 จุด Thai ESGX ความหวังฟื้น! 

โบรกฯ มองดัชนี Q2 ต่ำสุด 1,080 จุด Thai ESGX ความหวังฟื้น! 

          หุ้นวิชั่น-ทีมข่าวหุ้นวิชั่น รายงาน ภาวะตลาดหุ้นไทยไตรมาส 2/2568 ยังคงเผชิญกับแรงกดดันจากปัจจัยภายนอกประเทศอย่างต่อเนื่อง ไม่แพ้ไตรมาส 1/2568 ที่นอกจากจะมีแรงกดดันจากปัจจัยภายนอกประเทศ โดยเฉพาะในเรื่องของสงครามการค้าฯ และสงครามในตะวันออกกลาง ในประเทศเองก็เผชิญกับแผ่นดินไหวเป็นครั้งแรกในรอบ 100 ปี ส่งผลให้ตลาดหลักทรัพย์ฯ สั่งปิดทำการซื้อขายทุกตลาด ทั้ง SET mai TFEX ในช่วงบ่ายของวันที่ 28 มี.ค.2568 ก่อนแจ้งเปิดการซื้อขายตามปกติในวันจันทร์ที่ 31 มี.ค.2568 แต่ด้วยความกังวลจากเหตุการณ์ดังกล่าว ส่งผลให้ช่วงเปิดตลาดภาคเช้าดัชนีฯ ปรับตัวลงทันที โดยทำระดับต่ำสุดเอาไว้ที่ 1,155.05 จุด ต่ำสุดในรอบ 5 ปี (นับตั้งแต่เดือนมี.ค.2563) ถือเป็นสถิติไตรมาสแรกที่ดูไม่สวยเท่าใดนัก           ทั้งนี้ในไตรมาส 2/2568 นักวิเคราะห์ฯ ได้มีการประเมินกรอบดัชนีหุ้นไทย ต่ำสุดไว้ที่ 1,080-1,100 จุด และมีแนวต้านสูงสุดที่ 1,350 จุด ซึ่งปัจจัยกดดันยังเป็นเรื่องของสงครามการค้าฯ ที่มีโอกาสทวีความรุนแรงมากขึ้น แต่ก็ยังมีปัจจัยหนุน อย่างการเสนอขายของกองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืนแบบพิเศษ (Thailand ESG Extra Fund : Thai ESGX) คาดว่าจะมีเม็ดเงินเข้ามาพยุงหุ้นไทยในช่วงไตรมาส 2 นี้           พร้อมแนะกลยุทธ์นักลงทุน ลงทุนในหุ้นรายตัว ที่ผลการดำเนินงานยังมีการเติบโตดี รวมถึงหุ้นปันผลสูง และหุ้น Value Play บล.พาย มอง SET ไตรมาส 2 ไร้สัญญาณบวก           นายวทัญ จิตต์สมนึก ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.พาย กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยในไตรมาส 2/2568 ยังไม่เห็นสัญญาณบวก เนื่องจากเศรษฐกิจไทย (GDP) ที่ยังเติบโตในระดับต่ำ โดยเครื่องยนต์ที่เป็นแรงขับเคลื่อนหลักยังดูอ่อนแอ ทั้งการบริโภคที่โตต่ำราว 3-4% จากหนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูง ซึ่งคิดเป็น 89% ของ GDP ส่งผลกระทบมายังการลงทุนภาคเอกชนชะลอตัวออกไป           ขณะที่การส่งออก และการท่องเที่ยว เผชิญแรงกดดันจากมาตรการทางภาษีของประธานาธิบดีสหรัฐ นายโดนัลด์ ทรัมป์ อย่างต่อเนื่อง ล่าสุด เรียกเก็บภาษีนำเข้ารถยนต์ในอัตราสูงถึง 25% จากปัจจุบันที่ระดับ 2.5% มีผลบังคับใช้ในวันที่ 2 เม.ย. และจะเริ่มดำเนินการเก็บภาษีในวันที่ 3 เม.ย.นี้ รวมถึงประกาศเก็บภาษีตอบโต้กับทุกประเทศ ทำให้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างมีนัยสำคัญ           ประกอบกับในช่วงก่อนหน้านี้ เดือนม.ค.-ก.พ.2568 สหรัฐมีการเร่งการนำเข้า ทำให้ตัวเลขการส่งออกเติบโตดี แต่มองว่าจากนี้ไปการส่งออกที่เคยเติบโตเป็นตัวเลข 2 หลัก อาจไม่ถึงแล้ว           ส่วนภาคการท่องเที่ยว เจอผลกระทบจากแผ่นดินไหว ส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวชะลอการเข้ามาประเทศชั่วคราว ขณะที่ภาพรวม 3 เดือนแรกโตได้เพียง 3% จากทั้งปีตั้งเป้าจำนวนนักท่องเที่ยวไว้ที่ 38-39 ล้านคน มองว่าอาจไปไม่ถึงเป้าหมายดังกล่าว           “การลงทุนในไตรมาส 2/2568 เป็นภาวะซึมๆ จากมาตรการทางการค้าของสหรัฐที่คอยกดดันภาพรวม และเศรษฐกิจไทยที่เติบโตในระดับต่ำ โดยสภาพัฒน์ ได้คาดการณ์ GDP ปีนี้เติบโตเหลือเพียง 2.1% และอาจเห็นการปรับลดคาดการณ์ของสำนักวิจัยอื่นเพิ่มเติมด้วย” *Sector หลักไร้แรงขับเคลื่อน กลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี ที่เป็น Sector ใหญ่ในตลาดหุ้นไทย ภาพรวมในไตรมาส 2/2568 ยังไม่ดี เป็นไปตามทิศทางเศรษฐกิจโลก และผลกระทบจากสงครามการค้าฯ ซึ่งจะคาดหวังให้เป็นตัวที่ผลักดันตลาดนั้นเป็นไปได้ยากมาก กลุ่มสื่อสาร คาดผลการดำเนินงานทรงตัว เป็นไปตาม GDP กลุ่มธนาคารพาณิชย์ มองกลาง-ลบเล็กน้อย แม้ว่าราคาหุ้นไม่แพง และมีปันผลดี แต่การเติบโตไม่เด่น โดยเฉพาะในแง่ของสินเชื่อธนาคารที่ไม่โต จากการเข้มงวดการปล่อยสินเชื่อ ซึ่งการเติบโตจะมาจากการลดค่าใช้จ่าย การตั้งสำรองฯ ที่ลดลง กลุ่มค้าปลีก ยังดูเหนื่อย แนะนำให้ดูเป็นรายตัว เช่น กลุ่มค้าปลีกวัสดุก่อสร้าง ตกแต่งบ้าน จากความต้องการซ่อมบ้านหลังแผ่นดินไหว กลุ่มท่องเที่ยว ยังยากที่จะเติบโต จากคาดจำนวนนักท่องเที่ยวเข้าไทยน้อยลงกว่าเป้าหมาย           ให้กรอบแนวรับไว้ที่ 1,100 จุด และแนวต้าน 1,250 จุด เนื่องจากกังวลว่านโยบายภาษีของทรัมป์จะรุนแรงขึ้น แต่ก็มีความหวังจากกองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืนแบบพิเศษ (Thailand ESG Extra Fund : Thai ESGX) ที่เตรียมเสนอขายในไตรมาส 2/2568 เข้ามาพยังหุ้นไทย *ชู 4 หุ้นเด่น ผลงานโต นายวทัญ แนะกลยุทธ์การลงทุน เน้นลงทุนหุ้นเป็นรายตัว ที่มีผลประกอบการดี และมีปันผล ประกอบด้วย กลุ่มธนาคารพาณิชย์ ได้แก่ BBL ราคาเป้าหมายที่ 172 บาท, KBANK ราคาเป้าหมาย 180 บาท Commerce ได้แก่ CPALL ราคาเป้าหมาย 80 บาท ศูนย์การค้า ได้แก่ CPN ราคาเป้าหมาย 80 บาท บล.หยวนต้า ลุ้น SET ฟื้นครึ่งหลัง Q2           นายณัฐพล คำถาเครือ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) กล่าวว่า ในไตรมาส 2/2568 ตลาดหุ้นไทยยังโดนกดดันจากสงครามการค้าฯ, การขึ้นเครื่องหมาย XD ของหุ้นขนาดใหญ่หลายตัว และ Sell in May ซึ่งเป็นความเชื่อที่ว่าตลาดหุ้นในเดือนพ.ค.มักจะปรับตัวลงบ่อยครั้ง ทำให้ SET น่าจะเคลื่อนไหว “ทรงตัว” ในช่วงครึ่งไตรมาส และน่าจะปรับตัวขึ้นได้ในครึ่งหลังของไตรมาส 2 นี้ เป็นผลจากคาดการณ์ที่ว่า บริษัทจดทะเบียนไทย (บจ.) จะรายงานผลการดำเนินงาน หรือกำไรออกมาดี รับอานิสงค์จากมาตรการ  Easy E-Receipt และการส่งออกในไตรมาส 1/2568 ที่เติบโต ขณะเดียวกันยังมีแรงหนุนจากกองทุน Thai ESGX ที่คาดหวังจะมีเม็ดเงินใหม่เข้ามาราว 1-2 หมื่นล้านบาท ในช่วงเดือนพ.ค.-มิ.ย.นี้ ให้กรอบแนวรับไว้ที่ 1,100-1,150 จุด และแนวต้าน 1,250-1,300 จุด มองว่าหากผ่านพ้นสงครามการค้าฯ ไปได้ มีโอกาสที่ SET จะเด้งสูง และตลาดหลักทรัพย์ฯ ออกเกณฑ์ควบคุม Naked Short Selling คาดช่วงจำกัดดาวไซด์ แนะลงทุน 6 หุ้น ธีมปันผลสูง (Dividend Plays) และ Value Play  ได้แก่ 3BBIF CPALL GULF LH PTTGC BAM บล.ทิสโก้ ลุ้น SET เด้งหลังสงกรานต์ ชี้ต้นเดือนเม.ย.จังหวะเหมาะสะสมหุ้น            นายอภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล, CISA ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด กล่าวว่า นับตั้งแต่ต้นปีดัชนีหุ้นไทยปรับตัวลงมาแล้วกว่า -17% ในช่วงหลังจากนี้บล.ทิสโก้มองว่าดัชนีหุ้นไทยจะเริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้น จากปัจจัยสนับสนุนทั้งในและต่างประเทศ คือ การซื้อหุ้นคืน - นับตั้งแต่ต้นปี มีบริษัทจดทะเบียนไทยหลายแห่งประกาศซื้อคืนหุ้นรวมวงเงินกว่า 6 หมื่นล้านบาท ซึ่งสูงกว่ามูลค่าในปีที่แล้วทั้งปี บล. ทิสโก้มองส่งผลดีต่อราคาหุ้นโดยตรงและแนวโน้มการซื้อหุ้นคืนในปีนี้คาดว่าจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง TESGX - ถึงแม้บล. ทิสโก้ไม่ได้คาดว่าจะมีเม็ดเงินจาก LTF สูงถึง 3 ใน 4 หรือ 75% แปลงเป็น TESGX และมีเม็ดเงินลงทุนใหม่ราว 2-3 หมื่นล้านบาทไหลเข้า TESGX เหมือนกับที่ทางการประเมินไว้ แต่ก็น่าจะช่วยพยุงตลาดได้ไม่มากก็น้อยในระยะสั้น แนวโน้มสภาพคล่องเพิ่มขึ้น – นอกจากธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) จะลดปริมาณการลดสภาพคล่องในระบบลง (QT Tapering) จากเดิมเดือนละ 5 หมื่นล้านดอลลาร์ฯ เหลือเดือนละ 5 พันล้านดอลลาร์ฯ สภาพคล่องมีแนวโน้มสูงขึ้นชั่วคราวในช่วงไตรมาส 2 นี้หลังจากที่หนี้สหรัฐฯ เพิ่มขึ้นชนเพดานแล้ว ทำให้รัฐบาลสหรัฐฯ มีแต่การใช้จ่ายเงินออกไปจากบัญชีเงินฝากหลัก (TGA)  ภาพนี้จะคล้ายกับช่วงปี 2566 ที่หนี้สหรัฐฯ ขึ้นชนเพดาน ทำให้สภาพคล่องในระบบสูงขึ้นและสามารถขับเคลื่อนหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นกว่า 8% ในช่วงไตรมาส 2 ของเวลาดังกล่าว การผลักดันร่างกฎหมายลดภาษีของสหรัฐฯ - พรรครีพับลิกันเตรียมผลักดันร่างกฎหมายลดภาษีมูลค่า 5 ล้านล้านดอลลาร์ฯ ควบคู่กับการตัดงบประมาณ 2 ล้านล้านดอลลาร์ฯ ในระยะ 10 ปี คาดว่าจะเห็นความคืบหน้าในช่วงไตรมาส 2 นี้ และมีผบบังคับใช้ในช่วงปลายปีนี้           “ปกติในช่วงครึ่งแรกเดือนเม.ย. จะเป็นช่วงที่มีวันหยุดต่อเนื่อง ทำให้นักลงทุนมักเลือกชะลอการลงทุนชั่วคราว อย่างไรก็ดีหลังผ่านพ้นช่วงหยุดยาว บล.ทิสโก้ คาดว่านักลงทุนจะกลับเข้าสู่ตลาดมากขึ้นในช่วงครึ่งเดือนหลัง ส่งผลให้ตลาดหุ้นไทยหลังสงกรานต์มักกลับมาคึกคักขึ้น  จากการศึกษาความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นไทยในช่วงหลังสงกรานต์นับตั้งแต่ปี 2549 เป็นต้นมา SET Index มีโอกาสสูงถึง 74% ที่จะปรับตัวขึ้น และให้ผลตอบแทนเป็นบวกเฉลี่ย +1.4% ผสานกับช่วงครึ่งเดือนแรกคาดจะมีความชัดเจนเกี่ยวกับการขึ้นภาษีศุลกากรตอบโต้ของทรัมป์และซึมซับในราคาหุ้นมากแล้ว เพราะฉะนั้นนักลงทุนอาจหาจังหวะทยอยสะสมในช่วงครึ่งเดือนแรก เพื่อหวังผลในช่วงครึ่งเดือนหลัง” นายอภิชาติ กล่าว           ทั้งนี้ บล.ทิสโก้แนะนำเลือกลงทุนหุ้นที่แนวโน้มงบไตรมาส 1/2568 เติบโต ได้รับผลกระทบจำกัดจากสงครามการค้า แนะนำ BJC, CPN, EKH ผสานกับหุ้นที่คาดว่าจะมีปัจจัยบวกเฉพาะตัวหนุนราคาหุ้น Outperform ในระยะสั้น เด่น AEONTS, HMPRO, PTTEP, SCCC ดังนั้น           หุ้นเด่นที่บล.ทิสโก้ แนะนำในเดือน เม.ย. คือ AEONTS, BJC, CPN, EKH, HMPRO, PTTEP และ SCCC  ด้านแนวรับสำคัญของดัชนีหุ้นไทยเดือนนี้อยู่ที่ 1,150 - 1,100 จุด และแนวต้านสำคัญของเดือนนี้อยู่ที่ 1,190 - 1,200 จุด ตามลำดับ           สำหรับปัจจัยที่ต้องจับตามองในช่วงนี้ คือ ในวันที่ 2 เม.ย.2568 สหรัฐฯ จะประกาศภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) โดยประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศกลุ่มเสี่ยงที่จะถูกเก็บภาษีดังกล่าว เพราะเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ และมีส่วนต่างของภาษีกับสหรัฐฯ ในระดับค่อนข้างสูง โดยหากสหรัฐฯ บังคับใช้ Reciprocal Tariffs กับประเทศไทยด้วยการขึ้นภาษีโดยเฉลี่ยราว 5% (อิงมาจากส่วนต่างของอัตราภาษีที่ไทยเรียกเก็บสูงกว่าสหรัฐฯ โดยเฉลี่ย) คาดจะส่งผลกระทบเชิงลบ (Downside Risk) ต่อ GDP ไทยในปีนี้ราว 0.3-0.5% จาก GDP ปีนี้ที่ บล.ทิสโก้คาดว่าจะโต 2.8%           อย่างไรก็ดีสัญญาณล่าสุดจากทรัมป์ระบุว่า Reciprocal Tariffs จะมีความยืดหยุ่นและในมุมมองของบล.ทิสโก้เชื่อว่าจะถูกใช้แบบเฉพาะในกลุ่มสินค้าหรือกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย (Targeted Tariffs) มากกว่าที่จะใช้เป็นวงกว้างในทุกกลุ่มสินค้า (Broad-based Tariffs) และอาจเปิดช่องในการเจรจาด้วยการทิ้งระยะเวลาการมีผลบังคับใช้อย่างน้อย 30 วันอย่างที่เคยทำมาในช่วงต้นปีนี้           ด้านทางเลือกการลงทุนหุ้นต่างประเทศ ภาพรวมตลาดหุ้นโลกในเดือนที่ผ่านมาเริ่มเผชิญแรงเทขายโดยเฉพาะในหุ้นสหรัฐฯ (NASDAQ -8% และ S&P500 -6%) และบล.ทิสโก้มองว่าในเดือน เม.ย. มีความไม่แน่นอนสำคัญคือการขึ้นภาษีเพื่อตอบโต้นานาประเทศของทรัมป์ในวันที่ 2 เม.ย. ทำให้บล.ทิสโก้มองว่าช่วงต้นเดือนจะเป็นจังหวะในการสะสมหุ้นพื้นฐานดีที่สามารถผ่านสงครามการค้าได้และมีความสามารถในการแข่งขันสูง เช่น BYD และบล.ทิสโก้ยังมีมุมมองเชิงบวกต่อตลาดหุ้นจีน (SHCOMP +0.45%) และฮ่องกง (HSI +0.78%) เมื่อเทียบกับตลาดหุ้นอื่นๆ ทำให้ DR แนะนำของบล.ทิสโก้ในเดือนนี้ ได้แก่ BYDCOM80 และ HK01 บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ คาด SET โอกาสฟื้นแตะ 1,300-1,350 จุด ใน Q2/68            นายสิทธิชัย ดวงรัตนฉายา หัวหน้านักลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด กล่าวว่า แม้ตลาดหุ้นไทยยังมีแรงกดดันจากปัจจัยเชิงโครงสร้างและความไม่แน่นอนด้านภาษีการค้า แต่ Valuation ที่ปรับตัวลงต่ำกว่าระดับก่อนเกิด COVID-19 ทำให้เริ่มกลับมาน่าสนใจในแง่มูลค่า โดยคาดว่า SET Index มีโอกาสฟื้นขึ้นที่ระดับ 1,300 -1,350 จุดในช่วงไตรมาส 2/2568           InnovestX แนะนำให้นักลงทุนเน้นลงทุนในหุ้นคุณภาพสูง มีรายได้หลักจากในประเทศ และได้อานิสงส์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ หุ้นเด่นที่แนะนำในไตรมาสนี้ ได้แก่ BCH กลุ่มโรงพยาบาลเชิงรับ พร้อมรายได้จากในประเทศ CPALL, CPF หุ้นบริโภคในประเทศที่ยังมีแนวโน้มฟื้นตัว KTB, TRUE กลุ่มธนาคารและเทคโนโลยีที่มีความแข็งแกร่ง           สำหรับต่างประเทศ แนะนำลงทุนในตลาดจีนและ Emerging Markets ที่ได้รับแรงหนุนจากนโยบายภาครัฐ โดยเน้นไปที่บริษัทที่มีเงินปันผลสูง มีสัดส่วนรายได้ภายในประเทศสูงและมีลักษณะเชิงรับ ได้แก่ Verizon, UnitedHealth, Iberdrola, Hong Kong Exchange, Trip.com, Tencent, Alibaba           นายรัฐศรัณย์ ธนไพศาลกิจ ผู้อำนวยการอาวุโส สายงาน Wealth Products & Strategy บล. อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด กล่าวว่า ไตรมาส 2/2568 ตลาดการลงทุนยังเผชิญความผันผวนสูงจากมาตรการภาษี Reciprocal Tariffs ของสหรัฐฯ ที่อาจกระทบเงินเฟ้อและเศรษฐกิจโลก แม้ภาคเทคโนโลยียังมีแนวโน้มแข็งแกร่ง แต่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ อาจถูกกดดันจากความเสี่ยงเรื่องเศรษฐกิจถดถอย (Recession) ที่เพิ่มสูงขึ้นจากสงครามการค้าที่ทวีความรุนแรง ทำให้ InnovestX แนะนำปรับลดสัดส่วนการลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ เนื่องจากมีความน่าสนใจลดลง และมีความเห็นเป็นกลางกับหุ้นไทยแต่เริ่มมอง downside จำกัดและมีโอกาสฟื้นตัวได้ระยะสั้น ขณะเดียวกันมีมุมมองด้านบวกสำหรับตลาดจีน โดยเฉพาะหุ้น A-Shares เนื่องจากได้รับแรงหนุนจากมาตรการภาครัฐและการหันกลับมาสนับสนุนภาคเอกชน และสำหรับตลาดเวียดนามจากประเด็นโอกาสการยกระดับตลาดหุ้นขึ้นสู่ Emerging market พร้อมแนะนำกระจายพอร์ตสู่สินทรัพย์ปลอดภัย เช่น ตราสารหนี้ ซึ่งมีแนวโน้มให้ผลตอบแทนที่มั่นคงในภาวะความผันผวนสูง           ทั้งนี้ หุ้นเชิงรับ (Defensive Stocks) อย่าง Healthcare และ Utility คาดว่าจะยังคงให้ผลตอบแทนดีกว่าหุ้นเติบโต (Growth Stocks) โดยนักลงทุนที่ต้องการกระจายความเสี่ยงสามารถพิจารณากองทุนตราสารหนี้ เช่น UGIS-N ควบคู่กับกองทุนหุ้นต่างประเทศ อย่างหุ้นจีน A-Sharesกองทุน KFCSI300-A และหุ้นเวียดนาม กองทุน PRINCIPAL VNEQ-A รวมถึงกองทุนหุ้นเชิงรับอย่าง  LHHEALTH-A ซึ่งเน้นกลุ่ม Healthcare เพื่อสร้างสมดุลพอร์ตในภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่แน่นอน บล.กรุงศรี มอง Q2/68 อาจเห็น SET เจอฐาน และค่อยๆ ฟื้นตัว           ทีมกลยุทธ์ บล.กรุงศรี ประเมิน SET ไตรมาส 2/2568 เจอฐาน และ ค่อยๆ ฟื้นตัว โดยมีกรอบแนวรับ 1,130-1,080จุด แนวต้าน 1,268-1,340 จุด แนะนำถือน้ำหนักหุ้นไทย 50% , หุ้นต่างประเทศลดลงเหลือ 20% พันธบัตร 20% และสินทรัพย์ทางเลือก 10% ปัจจัยหนุนการฟื้นตัวของตลาดหุ้นไทย มาตรการระยะสั้น : กองทุน ThaiESGX รองรับเงินจาก LTF ที่ครบก าหนด 1.6 แสนล้านบาท บรรเทา Overhang ในตลาด มาตรการระยะกลาง-ยาว: ThaiESGX พิเศษ (พ.ค.-มิ.ย. 2025), กองทุน TISA และ "หวยเกษียณ" สร้างฐานเงินลงทุนระยะยาว นโยบายการเงิน-การคลังที่สอดประสาน: ธปท. ลดดอกเบี้ยนโยบาย, มาตรการ "คุณสู้เราช่วย", การผ่อนปรน LTV การเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจผ่าน Digital Wallet เฟส 3 และเร่งประมูลโครงการขนาดใหญ่ การลงทุนจากต่างชาติในโครงการ Data Center (สิงคโปร์, จีน, สหรัฐ) หนุน New S Curve แนะนำลงทุน 3 ธีมหลัก Deep Value Stocks ที่มีส่วนลดเทียบค่าเฉลี่ยระยะยาวสูง มีความมั่นคง และมี ESG Score ที่ดี Thailand Structural Reform หุ้นที่ได้ประโยชน์จากมาตรการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง Thailand New Investment Cycle ในกลุ่มอุตสาหกรรม New S Curve โดยมีหุ้นเด่นในไตรมาส 2/2568 ได้แก่ BDMS, CPALL, MINT, KBANK, MTC, LH, ADVANC ส่วน Mid-Small Cap Play : BCH, BTS, JMT, ERW, AMATA ความเสี่ยงที่ต้องติดตาม Trade War 2.0 ที่อาจรุนแรงเกินคาด ส่งผลต่อเงินเฟ้อและการลดดอกเบี้ยของ Fed ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ตึงเครียดตั้งแต่ 22 มี.ค.2568 ประเด็นการส่งกลับชาวอุยกูร์ กระทบการเจรจา FTA กับสหรัฐและยุโรป หนี้ครัวเรือนระดับสูง 85-90% ของ GDP เป็นอุปสรรคต่อการฟื้นตัวของการบริโภค นักท่องเที่ยวจีนเสี่ยงต่ำกว่าเป้า จากประเด็นความปลอดภัยและปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์           ดัชนีเป้าหมายสำหรับ SET ในปีนี้ กำหนดไว้ที่ 1,418 จุด (ปรับลดจาก 1,660 จุด) โดยใช้สมมติฐานกำไรตลาดปี 2567 ที่ 90 บาทต่อหุ้น (ปรับลดจาก 95 บาท) ตามหลักอนุรักษ์นิยมเพื่อสะท้อนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ช้ากว่าคาด รวมถึงความเสี่ยงจากผลกระทบของมาตรการกีดกันการค้าต่อราคาน้ำมัน           นอกจากนี้ ได้มีการปรับลด Target PER เหลือ 15.7 เท่า จากเดิม 17.3 เท่า อันเนื่องมาจากภาพเม็ดเงินลงทุนภายในที่อยู่ในช่วงรอยต่อเพื่อฟื้นตัวจากโซนฐานแรงขับเคลื่อนหลักสำหรับตลาดในระยะถัดไป

จับตา ภาษีเท่าเทียมสหรัฐฯ คาดทำ ‘ราคาทอง’ ผันผวน

จับตา ภาษีเท่าเทียมสหรัฐฯ คาดทำ ‘ราคาทอง’ ผันผวน

           หุ้นวิชั่น - บล.กรุงศรี คาด Gold Spot "Sideways – Sideways up" แนวรับ 3125/3100 เหรียญฯ และแนวต้าน 3150/3175 เหรียญฯ รายงานตัวเลข PMI ภาคการผลิต และตำแหน่งงานเปิดใหม่ของสหรัฐฯ ออกมาต่ำกว่าคาด ปัจจัยกดดันเล็กๆ ต่อทิศทาง Dollar Index และทำภาพราคาทองคำผันผวนระหว่างวัน ส่วนปัจจัยหลักตลาดรอจับตารายละเอียดการใช้มาตรการภาษีเท่าเทียมของสหรัฐฯ ในคืนนี้มากกว่า ทำให้ด้านราคาทองคำซึ่งเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยยังมีแรงซื้อเข้ากระตุ้นกำไรต่อเนื่อง  แต่..ฝ่ายวิจัยแนะนำระมัดระวัง โดยกรณีเปิดเผยรายละเอียดออกมาดีกว่าที่ตลาดประเมินไว้อาจทำให้เกิดแรงขายในราคาทองคำได้            ส่วนภาพเทคนิค Gold spot พักตัวหลังไม่ผ่านแนวต้านที่ 3,150 แต่แนวโน้มหลักยังเป็นขาขึ้น โดยวันนี้หากไม่หลุด 3100 ลงมาอีกครั้ง ประเมินเป็นภาพพักตัวเพื่อขึ้นต่อ เป้าหมายต่อไปที่ 3175 กลยุทธ์แนะนำ เน้นถือ Long GOM25 ฝ่ายวิจัยแนะนำ เน้นถือ Long GOM25 เพื่อ Let profits run มากกว่า ไล่ราคาทองคำ ส่วนสถานะใหม่เลือกตั้งรับจังหวะย่อตัว ตัดขาดทุนหากหลุด 3095 เหรียญฯ ลงมา สำหรับราคาทองเช้าวันนี้ ปรับลดลง 200 บาท โดยปรับขึ้นลง จำนวน 5 ครั้ง ตามตารางดังนี้ **  

SCB คาดค่าเงินบาทวันนี้ กรอบ 34.05-34.35 บ./ดอลลาร์

SCB คาดค่าเงินบาทวันนี้ กรอบ 34.05-34.35 บ./ดอลลาร์

           หุ้นวิชั่น - กลุ่มงานตลาดการเงิน ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 34.05-34.35 บาท/ดอลลาร์ เงินบาทอ่อนค่าต่อจากความกังวลเรื่อง Tariffs ที่ส่งผลให้มีความต้องการถือเงินดอลลาร์มากขึ้น แม้ตัวเลขของสถาบันจัดการด้านอุปทานของสหรัฐ (ISM) ภาคการผลิตของสหรัฐฯ จะออกมาที่ 49.0 ต่ำกว่าตลาดคาด ขณะที่ดัชนีราคา (Price paid) ของสถาบัน ISM อยู่ที่ 69.4 สูงกว่าคาดมาก เงินเฟ้อยุโรปเดือนมีนาคม ชะลอลงมาอยู่ที่ 3% เท่ากับที่ตลาดคาด โดยเป็นผลจากราคาภาคบริการที่ชะลอลงแรง นายทอม บาร์กิน ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขาริชมอนด์ กล่าวว่าภาษีนำเข้าของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ อาจส่งผลให้ทั้งเงินเฟ้อและอัตราว่างงานสูงขึ้น

abs

SSP : ผู้นำด้านพลังงานหมุนเวียน ทางเลือกใหม่เพื่ออนาคต

5 หุ้นเด่น ไตรมาส 2

5 หุ้นเด่น ไตรมาส 2

          หุ้นวิชั่น - มาถึงวันนี้ ตลาดหุ้นไทยเรา ก้าวข้ามแผ่นดินไหวกันหรือยัง จากการประเมินของหน่วยงานภาครัฐน่าเชื่อได้ว่า คงจะผ่านไปแล้ว เหลือทิ้งไว้แต่เพียง  ซากหักพัง รอยร้าวของตัวอาคาร ที่ต้องซ่อมแซมกันต่อไป           สิ่งสำคัญคือ ความเชื่อมั่นใจ ของนักลงทุนว่า จะพลิกฟื้นกลับมาเร็วแค่ไหน  ความหวาดผวากังวลต่อเหตุการณ์แผ่นดินไหวหมดไปเหลือยัง แต่ที่แน่ๆและถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ของประเทศไทย เพราะต่อไปนี้การใช้ชีวิตคนไทย ปัจจัยเรื่องแผ่นดินไหว ต้องเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้           มาโฟกัสที่กลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในปี 2568 จะมีความท้าทายเพิ่มขึ้นจากความเสี่ยงในการโอนส่งมอบที่เพิ่มขึ้นหลังเหตุแผ่นดินไหว และบรรยากาศของโครงการแนวสูงที่ไม่เอื้อต่อการเติบโตโดยเฉพาะช่วงต้นปี Q2/68           นอกจากนี้ หนี้เสียในธุรกิจที่อยู่อาศัยยังคงเพิ่มขึ้น รวมถึงความเข้มงวดในการอนุมัติสินเชื่อใหม่ของสถาบันการเงิน อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการส่วนใหญ่เพิ่มความระมัดระวังในการเปิดโครงการใหม่ลดลง และเน้นการระบายสินค้าคงคลังมากขึ้น           บล.หยวนต้า มองราคาหุ้นกลุ่มอสังริมทรัพย์ ปัจจุบันมี PER ต่ำกว่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี และมี Div. Yield สูง 6-8% ต่อปี ซึ่งเหมาะสำหรับการถือครองในระยะยาว แนะนำเลือกลงทุนรายตัว   ชอบ SPALI (TP@18.50), AP (TP@9.80), SIRI (TP@2.02) โดยส่วนรายได้จากโครงการแนวสูงน้อยกว่า 35% จะได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่จำกัด นอกจากนี้การรักษาส่วนแบ่งในตลาดของบริษัทเหล่านี้ได้ดีกว่ากลุ่มฯ และสินค้าพร้อมขายหลากหลาย รองรับอุปสงค์ที่อาจเร่งตัวขึ้นหากมีมาตรการเพิ่มเติม           ความวัวไม่ทันหาย ความควายเข้ามาแทรก  บล.เอเซียพลัสระบุว่า  นักลงทุนต้องติดตามเฝ้าระวัง  TRADE WAR ความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าสหรัฐฯ เพิ่มความกังวล RECESSION อาจเป็นปัจจัยเอื้อต่อการปรับลดดอกเบี้ยได้ง่ายขึ้น  ขณะเมืองไทยยังมีความกังวลเพิ่มตามจากผลกระทบแผนดินไหว ซึ่งอาจเพิ่ม DOWNSIDE ต่อเศรษฐกิจไทย            ประเมิน 2H68 กนง.มีโอกาสลดดอกเบี้ยอีก 1 ครั้ง สู่ 1.75% หากตัวเลขเศรษฐกิจไทยยังไม่ฟื้นเท่าที่ควร ซึ่งการปรับลดดอกเบี้ย 25 BPS. จะหนุนระดับ MEYG ได้สูงถึง 5.8% คาดว่า TARGET SET INDEX จะขยับขึ้นมาได้ราว 50 - 60 จุด INTERNAL FACTOR           ราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้น หลังจากหลัง TRUMP ขู่เรียกเก็บภาษี 25 - 50% ต่อประเทศที่ซื้อน้ำมันจากรัสเซีย และดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตของจีนปรับตัวขึ้นดีกว่าคาด  ภาพรวม SET INDEX ในช่วงสั้นคาดได้รับ SENTIMENT เชิงบวกจากประเด็นดังกล่าว           ขณะที่ บล. InnovestX มองว่า ตลาดหุ้นทั่วโลกยังมีความผันผวนสูง โดยเฉพาะแรงกดดันจากแรงกดดันนโยบายการค้าของสหรัฐ และปรับลดเป้าหมาย SET Index ลงเหลือ 1,350 จุด จากเดิม 1,550 จุด เนื่องจากแนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจไทยที่เผชิญแรงกดดันจากปัจจัยภายนอก           แต่มองว่า SET Index มีโอกาสฟื้นตัวในไตรมาส 2/2568 จาก valuation ที่น่าดึงดูด และมาตรการจากภาครัฐ ทั้งนี้นักลงทุนควรเน้นกลยุทธ์กระจายความเสี่ยง ทั้งในเชิงภูมิภาคและหมวดอุตสาหกรรม โดยเฉพาะการลงทุนในหุ้นเชิงรับ (Defensive Stocks) ที่มีรายได้ในประเทศสูง รวมถึงหุ้นในต่างประเทศที่มีศักยภาพเติบโต อาทิ กลุ่ม AI และพลังงานสะอาด           ด้านผลกระทบจากแผ่นดินไหวเมื่อ 28 มีนาคม InnovestX ประเมินว่าเกิดขึ้นจำกัดในระยะสั้น โดยเฉพาะภาคท่องเที่ยวที่อาจสูญเสียรายได้ราว 10–15% ภายใน 2 สัปดาห์  และอาจกระทบต่อช่วงเทศกาลสงกรานต์ โดยใช้เวลาประมาณ 1 เดือนจึงฟื้นตัว คาดว่า GDP ปี 2568 ยังขยายตัวได้ที่ 2.5% เนื่องจากไม่มีความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ โดยมองว่านโยบาย Reciprocal Tariffs ของสหรัฐฯ เป็นความเสี่ยงหลักต่อเศรษฐกิจไทยในปีนี้ มากกว่าภัยธรรมชาติ           โดย InnovestX แนะนำให้นักลงทุนเน้นลงทุนในหุ้นคุณภาพสูง มีรายได้หลักจากในประเทศ และได้อานิสงส์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ หุ้นเด่นที่แนะนำในไตรมาส2  ได้แก่ 5 หุ้น ดังนี้  BCH  กลุ่มโรงพยาบาลเชิงรับ พร้อมรายได้จากในประเทศ CPALL, CPF หุ้นบริโภคในประเทศที่ยังมีแนวโน้มฟื้นตัว KTB, TRUE กลุ่มธนาคารและเทคโนโลยีที่มีความแข็งแกร่งสำหรับต่างประเทศ การลงทุน มีความเสี่ยง ผู้ลงทุน ควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจ ลงทุน ข่าวหัวม่วง และทีมงานหุ้นวิชั่น

บทพิสูจน์ ลงทุนแมน

บทพิสูจน์ ลงทุนแมน

          ###ข่าวสังคม การลงทุน ประจำวันที่ 2 เมษายน 2568  วันนี้ ยินดีต้อนรับ บมจ. แอลทีเอ็มเอช เข้าจดทะเบียนและเริ่มซื้อขายใน mai ภายใต้กลุ่มบริการ โดยใช้ชื่อย่อในการซื้อขายหลักทรัพย์ว่า “LTMH”   ประกอบธุรกิจสื่อ และแพลตฟอร์มสื่อ และกลุ่มธุรกิจออฟไลน์ ภายใต้แบรนด์ ลงทุนแมน           งวดปี 2567 บริษัทมีสัดส่วนรายได้จากธุรกิจสื่อออนไลน์ : ธุรกิจให้บริการที่ปรึกษาด้านการตลาดฯ : ธุรกิจการจัดงานอิเวนต์ : อื่นๆ คิดเป็นร้อยละ 75 : 15 : 8 : 2 ตามลำดับ บริษัทมียอดผู้ติดตามรวมแต่ละเพจผ่านช่องทางแพลตฟอร์มสื่อออนไลน์เป็นจำนวนถึง 8.39 ล้านคน (ณ วันที่ 28 กุมภาพันธ์2568)           LTMH มีทุนชำระแล้วหลัง IPO 100 ล้านบาท มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 0.50 บาท ประกอบด้วยหุ้นสามัญเดิม 150 ล้านหุ้นและหุ้นสามัญเพิ่มทุน 50 ล้านหุ้น เสนอขายต่อบุคคลตามดุลยพินิจของผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์ไม่น้อยกว่า 37.5 ล้านหุ้น ผู้มีอุปการคุณของบริษัทไม่เกิน 7 ล้านหุ้น กรรมการ ผู้บริหาร และพนักงานของบริษัทฯ ไม่เกิน 5.5 ล้านหุ้น โดยเสนอขายผู้ลงทุนทุกประเภทระหว่างวันที่ 25 - 27 มีนาคม 2568 ในราคาหุ้นละ 5 บาท คิดเป็นมูลค่าระดมทุน 250 ล้านบาท มูลค่าหลักทรัพย์ ณ ราคา IPO 1,000 ล้านบาท           ทั้งนี้ การกำหนดราคาเสนอขายหุ้น IPO คิดเป็นอัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิต่อหุ้น (P/E ratio) ที่ประมาณ 28.24 เท่า คำนวณกำไรสุทธิต่อหุ้นจากผลกำไรสุทธิในปี 2567 ซึ่งเท่ากับ 35.42 ล้านบาท หารด้วยจำนวนหุ้นสามัญทั้งหมดภายหลังการเสนอขายหุ้นครั้งนี้ (fully diluted) คิดเป็นกำไรสุทธิต่อหุ้น 0.18 บาท โดยมีบริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) เป็นที่ปรึกษาทางการเงินและผู้จัดการการจัดจำหน่ายหุ้นสามัญและรับประกันการจำหน่ายหุ้นสามัญ           ### บล. กสิกรไทย มีมุมมองเชิงบวกต่อ OR ซึ่งมี trigger point จากการที่บริษัทตั้งเป้าเชิงรุกเพื่อเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดจาก 34-35% มาอยู่ที่ 39% ภายในสิ้นปี 2568 โดยได้แรงหนุนจากแคมเปญการตลาดเชิงรุกที่จะปรับตามความเหมาะสมตลอดทั้งปี และการลดราคาขายปลีกน้ำมัน 1 บาท/ลิตร ซึ่งการปรับลดราคาดังกล่าวจะดำเนินการเป็น 2 ระยะ แบ่งเป็นครั้งละ 50 สตางค์/ลิตร ได้แก่ วันที่ 28 มี.ค. 25 และ วันที่ 4 เม.ย. 25 เพื่อให้เกิดผลกระทบเชิงบวกต่อประชาชน           รวมถึงคาดว่า OR มีโอกาสซื้อหุ้นคืนได้ หากต้องการ OR มีเงินสด ณ สิ้นปี 2024 ที่ 4.7 หมื่นล้านบาท  เชื่อว่าความสามารถ สำหรับการซื้อหุ้นคืนจะอยู่ที่ 5-6 พันล้านบาท คิดเป็นปริมาณหุ้นซื้อคืนประมาณ 3-4%           ### บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด ระบุว่า  ภาพตลาดหุ้นไทยในเดือนเมษายน คาดว่า SET Index จะอยู่ในโหมดทรงตัวด้วยวอลุ่มต่ำ โดยมีปัจจัยกดดันที่สำคัญจากต่างประเทศ เนื่องจากนักลงทุนน่าจะทยอยให้น้ำหนักต่อปัจจัยเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว และประเด็น Stagflation มากขึ้น สะท้อนผ่านสัญญาณตัวเลขต่างๆ ที่ออกมาล่าสุด ส่วนประเด็นแผ่นดินไหวในไทยนั้น ประเมินว่าจะส่งผลกระทบเพียงด้าน Sentiment ในระยะสั้น ยกเว้นบางกลุ่มที่อาจเผชิญกับความเชื่อมั่นที่ลดลงในระยะกลาง เช่น กลุ่มพัฒนาที่อยู่อาศัย และ กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง ที่เกี่ยวข้อง           ฝั่งของตลาดหุ้นเกิดใหม่และตลาดหุ้นไทย แม้การปรับลดลงของตลาดหุ้นโลกจะนำมาสู่แรงกดดันได้บ้าง แต่ด้วยความสัมพันธ์กับตลาดหุ้นโลกที่อยู่ต่ำในช่วงหลัง และระดับ Valuation ที่อยู่ในระดับต่ำ ประกอบกับแนวทางมาตรการการคลังและนโยบายการเงินที่เกื้อหนุนมากกว่า ทำให้ประเมินว่า Downside Risk ของตลาดหุ้นในฝั่งนี้จะอยู่ในระดับที่จำกัดกว่า มองกรอบการแกว่งตัวของดัชนี SET ในเดือนนี้ที่ 1,100 - 1,190 จุด อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ห้ามประมาทก็คือสัญญาณตัวเลขเศรษฐกิจไทยที่เริ่มอ่อนแอเช่นกัน โดยเฉพาะภาค การท่องเที่ยว และ การลงทุนภาคเอกชน           ในเชิงกลยุทธ์เชื่อว่า ตลอดไตรมาส 2 ท่ามกลางภาวะที่เศรษฐกิจโลกยังคงมีความเสี่ยงในระดับสูง จะยังเห็นการโยกย้ายเม็ดเงินออกจาก สินทรัพย์เสี่ยง เข้าสู่ สินทรัพย์ปลอดภัย ในภาพรวม ส่วนภายใต้กลุ่มสินทรัพย์เสี่ยงอย่างหุ้น ประเมินว่าจะเห็นการ Rotate เม็ดเงินออกจากหุ้นกลุ่ม Growth/Technology เข้าสู่ หุ้นกลุ่ม Value และ Defensive ซึ่งล้วนเป็นคุณลักษณะของหุ้นที่เลือกมาเป็น Top Picks ไตรมาส 2 ได้แก่ BCP, TOP, PTTGC, GPSC, CPF, BDMS, BH, TCAP, 3BBIF และ LHHOTEL           ###บล. กรุงศรี ชี้ว่า การประมูลใกล้เข้ามาแล้ว  มีมุมมองเชิงบวกต่อกลุ่มโทรคมนาคม เนื่องจากกำไรและกระแสเงินสดอิสระ (FCF) จะยังคงเติบโตต่อเนื่อง  ยังคงประมาณการว่ากำไรของกลุ่มจะเติบโต 10% YoY ในปี 2568 ร่างครั้งที่สองของการประมูลดูค่อนข้างสับสนในมุมมองของเรา โดยมีทางเลือกมากมายสำหรับการรับฟังความคิดเห็น เชื่อว่าเหตุผลที่ กสทช. ทำเช่นนี้ก็เพื่อลดแรงกดดันจากสาธารณชนเกี่ยวกับการประมูลแบบผู้ประกอบการน้อยราย ท้ายที่สุด           ยังคงยืนยันมุมมองว่า คลื่นความถี่ที่จะนำมาประมูลในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าจะช่วยเพิ่มกำไรให้กับ ADVANC และ TRUE เนื่องจากการแข่งขันที่น้อยลง คาดว่าราคาประมูลที่ชนะในการประมูลครั้งนี้จะใกล้เคียงกับราคาเริ่มต้น เนื่องจากการแข่งขันที่น้อยแนะนำ "ซื้อ" สำหรับทั้ง ADVANC (ราคาเป้าหมาย 311 บาท) และ TRUE (ราคาเป้าหมาย 15 บาท) โดยมีพื้นฐานจากกำไรและกระแสเงินสดอิสระที่แข็งแกร่งขึ้นในช่วงสามปีข้างหน้า เรายังคงประมาณการกำไรสำหรับทั้ง ADVANC และ TRUE สำหรับปีหน้า โดยมีความเสี่ยงด้านบวกจากการประมูล           ### อีกครั้ง ที่ บล.กสิกรไทย มีมุมมองเชิงบวกต่อ HMPRO จากการคาดการณ์ว่า จะมีอุปสงค์จากการซ่อมแซมตกแต่งเพิ่มเติม ภายหลังเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่ผ่านมา ซึ่งมีโอกาสคล้ายกับช่วงน้ำท่วมใหญ่ในปลายปี 2011 ที่ผ่านมา ส่งผลให้ SSSG ปรับตัวดีขึ้นในช่วง 1Q12           นอกจากนี้  มองว่าการซื้อหุ้นคืนที่ประกาศในสัปดาห์ที่ผ่านมา จะเป็น downside protection สำหรับราคาหุ้นในช่วงนี้ โดยแผนการซื้อหุ้นคืนมีจำนวนไม่เกิน 800 ล้านหุ้น และมีวงเงินไม่เกิน 7,000 ล้านบาท โดยจะเริ่มในวันที่ 1 เมษายนนี้ ส่งผลให้ ROE และ EPS มีโอกาสปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นได้จากจำนวนหุ้นที่ลดลง ข่าวหัวม่วง และทีมงานหุ้นวิชั่น

ทรีนีตี้ คัด 10 หุ้นเด่น น่าลงทุน Q2/68

ทรีนีตี้ คัด 10 หุ้นเด่น น่าลงทุน Q2/68

                      หุ้นวิชั่น – ทีมข่าวหุ้นวิชั่น รายงาน “ทรีนีตี้” ประเมินหุ้นเดือนเมษายนมี Downside risk จำกัด กรอบการแกว่งตัวของดัชนีจะอยู่ที่ 1150-1190 จุด พร้อมแนะจับตา 7 ปัจจัยสำคัญส่งผลต่อการลงทุน โดยเฉพาะนโยบายภาษีตอบโต้ของรัฐบาลทรัมป์ 2.0 นโยบายการเงินธนาคารกลางประเทศสำคัญ และภาวะเศรษฐกิจทั่วโลกเสื่อมถอย พร้อมคัดหุ้นเด่นไตรมาส 2 รับเงินไหลออกจากหุ้นกลุ่ม Growth และ Technology เข้าสู่หุ้นกลุ่ม Value และ Defensive ได้แก่ BCP, TOP, PTTGC, GPSC, CPF, BDMS, BH, TCAP, 3BBIF, LHHOTEL เป็นต้น            นายณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์  บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด เปิดเผยถึงทิศทางตลาดหุ้นไทยเดือนเมษายนว่า  สำหรับภาพตลาดหุ้นไทยในเดือนเมษายน คาดว่า SET Index จะอยู่ในโหมดทรงตัวด้วยวอลุ่มต่ำ โดยมีปัจจัยกดดันที่สำคัญจากต่างประเทศ จากการที่นักลงทุนน่าจะทยอยให้น้ำหนักต่อปัจจัยเศรษฐกิจโลกชะลอตัว และประเด็น Stagflation มากขึ้น สะท้อนผ่านสัญญาณตัวเลขต่างๆที่ออกมาล่าสุด ส่วนประเด็นแผ่นดินไหวในไทยนั้น ประเมินว่าจะส่งผลกระทบเพียงด้าน Sentiment ในระยะสั้น ยกเว้นบางกลุ่มที่อาจเผชิญกับความเชื่อมั่นที่ลดลงในระยะกลาง เช่น กลุ่มพัฒนาที่อยู่อาศัย กลุ่มรับเหมาก่อสร้างที่เกี่ยวข้อง เป็นต้น            อย่างไรก็ดี ในฝั่งของตลาดหุ้นเกิดใหม่และตลาดหุ้นไทยนั้น แม้การปรับลดลงของตลาดหุ้นโลกจะนำมาสู่แรงกดดันได้บ้าง แต่ด้วยความสัมพันธ์กับตลาดหุ้นโลกที่อยู่ต่ำในช่วงหลัง และระดับ Valuation ที่อยู่ต่ำ ประกอบกับแนวมาตรการการคลังและนโยบายการเงินที่เกื้อหนุนกว่า ทำให้เราประเมินว่า Downside risk ของตลาดหุ้นในฝั่งนี้จะอยู่ในระดับที่จำกัดกว่า มองกรอบการแกว่งตัวของดัชนี SET ในเดือนนี้ที่ 1150-1190 จุด แต่สิ่งที่ห้ามประมาทก็คือสัญญาณตัวเลขเศรษฐกิจไทยที่เริ่มอ่อนแอเช่นกัน โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวและการลงทุนภาคเอกชน            ในเชิงกลยุทธ์ หลังจากที่เราแนะนำเพิ่มน้ำหนักการลงทุน 1 ใน 3 ของเงินสดที่ถืออยู่ไปที่บริเวณดัชนี SET 1150-1160 จุด แนะถือครองหุ้นในส่วนดังกล่าว ทั้งนี้ เรายังคงเชื่อว่าตลอดทั้งไตรมาส 2 ท่ามกลางภาวะที่เศรษฐกิจโลกยังคงมีความเสี่ยงในระดับสูง จะยังเห็นการโยกย้ายเม็ดเงินออกจากสินทรัพย์เสี่ยงเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัยในภาพรวม ส่วนภายใต้สินทรัพย์เสี่ยงหุ้นด้วยกันนั้น ประเมินว่าจะเห็นการโยกย้ายเม็ดเงินออกจากจากหุ้นกลุ่ม Growth และ Technology เข้าสู่หุ้นกลุ่ม Value และ Defensive ต่อไป ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นคุณลักษณะของตลาดหุ้นไทยรวมถึงหุ้นที่เราเลือกมาเป็น Top pick ประจำไตรมาสที่ 2  ซึ่งได้แก่ BCP, TOP, PTTGC, GPSC, CPF, BDMS, BH, TCAP, 3BBIF, LHHOTEL ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญที่น่าติดตามในเดือนเมษายน ได้แก่ ความชัดเจนของการเรียกเก็บภาษี Reciprocal tariff ของสหรัฐฯในวันที่ 2 เมษายนนี้ และการตอบโต้ของประเทศที่ถูกเพิ่มภาษีดังกล่าว จับตาทิศทางตัวเลขเศรษฐกิจโลกว่าจะมีความอ่อนแอต่อเนื่องหรือไม่ และสัญญาณ Stagflation ที่ดูเหมือนจะทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นในช่วงหลัง การประชุมธนาคารกลางยุโรป (ECB) ในวันที่ 17 เมษายน ซึ่งล่าสุดตลาดคาดการณ์ว่ามีโอกาส 85% ที่ธนาคารจะมีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 25% หากเกิดขึ้น จะทำให้อัตราดอกเบี้ยเงินฝาก Deposit facility จะลงมาอยู่ที่ระดับ 2.25% การประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น (BoJ) ในวันที่ 30 เมษายนถึง 1 พฤษภาคม ล่าสุดนักลงทุนส่วนใหญ่คาดการณ์ว่าจะมีมติคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับเดิม 50% การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ของไทยในวันที่ 30 เมษายน ซึ่งเราคาดการณ์ว่าจะมีมติคงดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 00% ไปก่อน หลังจากเพิ่งปรับลดไปในรอบที่ผ่านมา การเข้ามาซื้อขายในตลาดของหุ้น GULFI ในช่วงต้นเดือน ความเป็นไปได้ของการออกมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ

abs

ออกแบบและติดตั้งระบบเครือข่ายและระบบสื่อสารอย่างครบวงจร

GCAP GOLD จับตา “ทรัมป์” รีดภาษีรอบใหม่ ลุ้นราคาทอง New High แตะ 51,200 บ.

GCAP GOLD จับตา “ทรัมป์” รีดภาษีรอบใหม่ ลุ้นราคาทอง New High แตะ 51,200 บ.

          หุ้นวิชั่น - ทีมข่าวหุ้นวิชั่น รายงาน นางสาวอารีรัตน์ มุราชัย นักวิเคราะห์ บริษัท จีแคป จำกัด หรือ GCAP GOLD ประเมินว่าทิศทางตลาดทองคำในสัปดาห์นี้ ยังคงเผชิญกับความผันผวน พร้อมแนะนำให้จับตาทิศทางทองคำหลังประกาศภาษีใหม่จาก “ทรัมป์” ในวันที่ 2 เมษายน นี้ ซึ่งส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อราคาทองคำ ทั้งนี้หากมีการประกาศภาษีที่รุนแรง ราคาทองคำอาจพุ่งสูงขึ้น นักลงทุนอาจหันมาถือทองคำมากขึ้นเพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาด           ดังนั้นประเมินว่า ราคาทองคำมีทิศทางเป็นขาขึ้นจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและแรงซื้อในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย โดย GCAP GOLD ได้ประเมินเป้าหมายของการปรับตัวขึ้นระยะสั้นเบื้องต้นไว้ที่ $3,150 / $3,200 และราคาทองคำไทยอาจทำ New High อยู่ที่ประมาณ 50,800 บาท และหากเงินบาทอ่อนค่าขึ้นเพิ่มเติมอาจจะเห็น 51,200 บาท           นอกจากนี้ ทั่วโลกยังเฝ้าจับตาการเคลื่อนไหวครั้งสำคัญของสหรัฐฯ ในวันที่ 2 เมษายน ที่จะถึงนี้ ซึ่งทางประธานาธิบดีทรัมป์ จะประกาศบังคับใช้ภาษีตอบโต้รอบใหม่ ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกเพราะเป็นช่วงเวลาที่มีความตึงเครียดทางการค้าอยู่ในระดับสูงอยู่แล้ว ยิ่งทำให้ตลาดมีความกังวลเกี่ยวกับการ ขึ้นภาษีและการตอบโต้จากประเทศอื่นๆ ตามมา           สิ่งที่ต้องจับตามองในมาตรการทางภาษีรอบใหม่ครั้งนี้ คือ ความเข้มข้นของภาษีตอบโต้จะมากน้อยเพียงใด และจะครอบคลุมสินค้าหรืออุตสาหกรรมใดบ้าง และการตอบโต้จากประเทศที่ได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่อย่างไรก็ตาม ความรุนแรงของการตอบโต้จะขึ้นอยู่กับระดับภาษีที่สหรัฐฯ ประกาศ และความพร้อมของแต่ละประเทศในการปกป้องเศรษฐกิจของตน อาทิ จีนอาจจะเลือกตอบโต้ด้วยภาษีสินค้านำเข้าสหรัฐฯ เช่น ถั่วเหลือง ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์, สหภาพยุโรปอาจตอบโต้ด้วยการขึ้นภาษีสินค้าสหรัฐฯ โดยเฉพาะสินค้าเกษตรและเครื่องบินพาณิชย์, เอเชียและประเทศเกิดใหม่ กลุ่มประเทศเอเชียที่พึ่งพาการส่งออกไปสหรัฐฯ อาจเผชิญแรงกดดันอย่างหนัก ทำให้บางประเทศอาจเลือกตอบโต้ด้วยมาตรการที่ส่งผลต่อบรรษัทข้ามชาติสหรัฐฯ ที่ดำเนินธุรกิจในประเทศนั้น ๆ           โดยกลุ่มประเทศ “Dirty 15” รายชื่อเบื้องต้นประกอบด้วย จีน เยอรมนี เม็กซิโก ญี่ปุ่น เวียดนาม เกาหลีใต้ ไต้หวัน อินเดีย ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย สวิตเซอร์แลนด์ ไอร์แลนด์ แคนาดา และอิตาลี ประเทศเหล่านี้มีดุลการค้ากับสหรัฐฯ เป็นบวกอย่างมาก ซึ่งหมายความว่าการส่งออกไปยังสหรัฐฯ มากกว่าการนำเข้า จึงตกเป็นเป้าหมายของมาตรการภาษีใหม่

ประมูล ICT ปลุกสื่อสาร โอกาสทองหุ้นไหน - เช็ก!

ประมูล ICT ปลุกสื่อสาร โอกาสทองหุ้นไหน - เช็ก!

          หุ้นวิชั่น - ทีมข่าวหุ้นวิชั่น รายงาน บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) (KSS) ระบุว่า การประมูลใกล้เข้ามาแล้ว เรายังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อกลุ่มโทรคมนาคม เนื่องจากกำไรและกระแสเงินสดอิสระ (FCF) จะยังคงเติบโตต่อเนื่อง เรายังคงประมาณการว่ากำไรของกลุ่มจะเติบโต 10% YoY ในปี 2568 ร่างครั้งที่สองของการประมูลดูค่อนข้างสับสนในมุมมองของเรา โดยมีทางเลือกมากมายสำหรับการรับฟังความคิดเห็น เราเชื่อว่าเหตุผลที่ กสทช. ทำเช่นนี้ก็เพื่อลดแรงกดดันจากสาธารณชนเกี่ยวกับการประมูลแบบผู้ประกอบการน้อยราย ท้ายที่สุด เรายังคงยืนยันมุมมองของเราว่าคลื่นความถี่ที่จะนำมาประมูลในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าจะช่วยเพิ่มกำไรให้กับ ADVANC และ TRUE เนื่องจากการแข่งขันที่น้อยลง เรายังคงคำแนะนำ "ซื้อ" สำหรับทั้ง ADVANC และ TRUE (หุ้นแนะนำ, ราคาเป้าหมาย 15 บาท)           การประมูลใกล้เข้ามาแล้ว คาดว่าจะเกิดขึ้นในเดือนมิถุนายนหรือกรกฎาคมปีนี้ โดย กสทช. ได้เผยแพร่ร่างแก้ไขของการประมูลที่จะเกิดขึ้น ซึ่งมีรายละเอียดเกี่ยวกับวิธีการประมูล ราคาเริ่มต้นสำหรับแต่ละคลื่นความถี่ เงื่อนไขเพิ่มเติมเกี่ยวกับแผนราคาและคุณภาพการให้บริการเพื่อประโยชน์ของผู้บริโภค เงื่อนไขการชำระเงินค่าใบอนุญาต และการพิจารณารวมใบอนุญาต 3500MHz เข้าในการประมูลครั้งนี้ ขั้นตอนต่อไปคือการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่วันนี้           แม้ว่าเงื่อนไขในร่างจะมีความสับสน แต่เรายังคงมุมมองว่าการประมูลครั้งนี้จะช่วยเพิ่มกำไรให้กับผู้ประกอบการ หลังจากอ่านร่างฉบับแก้ไขแล้ว เราพบว่าเงื่อนไขจำนวนมากถูกแบ่งออกเป็นอย่างน้อยสองทางเลือกสำหรับการรับฟังความคิดเห็น ซึ่งรวมถึงจำนวนคลื่นความถี่ที่จะนำมาประมูลและราคาเริ่มต้นของใบอนุญาต อย่างไรก็ตาม เรายังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อการประมูลที่จะเกิดขึ้น และย้ำว่าการได้มาซึ่งคลื่นความถี่ใหม่ในการประมูลครั้งนี้จะสามารถลดต้นทุนการดำเนินงานของ ADVANC และ TRUE ซึ่งหมายความว่าจะช่วยเพิ่มกำไรให้กับพวกเขา           สำหรับความแตกต่างระหว่างร่างครั้งแรกและร่างครั้งที่สองของเงื่อนไขการประมูล มีจุดสำคัญหลายประการ ได้แก่ จำนวนคลื่นความถี่ที่จะนำมาประมูล ซึ่งมีสองทางเลือก ได้แก่ ทางเลือกแรกคือคลื่นความถี่เดิม 6 ย่าน ได้แก่ 850MHz, 1500MHz, 1800MHz, 2100MHz, 2300MHz และ 26GHz ส่วนทางเลือกที่สองคือคลื่นความถี่ที่ใบอนุญาตจะหมดอายุในวันที่ 3 สิงหาคม 2568 ซึ่งมี 4 ย่าน ได้แก่ 850MHz, 1500MHz, 2100MHz (เฉพาะของ NT) และ 2300MHz นอกจากนี้ ราคาเริ่มต้นสำหรับคลื่นความถี่ทั้งหมดจะมี 4 ทางเลือก ได้แก่ อิงตามราคาเริ่มต้นจากการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะครั้งแรก คำนวณจากมูลค่าทางเศรษฐกิจตามวิธี DCF เปรียบเทียบกับราคาเริ่มต้นของการประมูลครั้งล่าสุด และอิงตามราคาที่จ่ายให้กับ NT           เงื่อนไขการชำระเงินค่าใบอนุญาตสำหรับ ผู้ประกอบการรายเดิม เช่น ADVANC และ TRUE ยังคงเหมือนเดิม โดยต้องชำระ 50% ของราคาประมูลสุดท้ายทันทีหลังจากชนะการประมูล อีก 25% ในปีที่สาม และอีก 25% ในปีที่สี่ ขณะที่ ผู้ประกอบการรายใหม่ ที่ชนะการประมูลจะได้รับเงื่อนไขที่ดีกว่า โดยชำระ 10% ของราคาประมูลสุดท้ายเป็นระยะเวลา 10 ปี อีกประเด็นสำคัญคือการพิจารณารวมคลื่นความถี่ 3500MHz ในการประมูล           แม้ว่าเงื่อนไขการประมูลในร่างที่เผยแพร่ล่าสุดจะมีความสับสน แต่เรายังคงคาดการณ์ว่าการประมูลจะเกิดขึ้นในเดือนมิถุนายนหรือกรกฎาคม 2568 (ล่าช้าไปหนึ่งเดือนจากกำหนดการเดิม) และจะไม่ก่อให้เกิดวัฏจักรการลงทุนใหม่ แต่จะช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานของผู้ประกอบการเราคาดการณ์ว่าจะมีการประหยัดต้นทุนจากปัจจัยดังต่อไปนี้ (i) ผู้ประกอบการจะประมูลเฉพาะคลื่นความถี่ของตนเอง โดย ADVANC จะประมูลคลื่นความถี่ 2100MHz และ TRUE จะประมูลคลื่นความถี่ 2300MHz และ (ii) จะมีการแข่งขันน้อย ทำให้ราคาประมูลสุดท้ายสำหรับใบอนุญาต/แบนด์วิธใกล้เคียงกับราคาเริ่มต้น ดังนั้น ต้นทุนในการได้มาซึ่งใบอนุญาตจะต่ำกว่าค่าเช่าที่จ่ายให้กับ NT           จากราคาเริ่มต้นสำหรับคลื่นความถี่ 2100MHz และ 2300MHz คาดว่าจะช่วยเพิ่มกำไรต่อหุ้น (EPS) สำหรับคลื่นความถี่ 2100MHz เราคาดว่า ADVANC จะจ่ายเพียง 1 หมื่นล้านบาท สำหรับ (1x30MHz) ซึ่งหมายถึงค่าตัดจำหน่ายเพียง 678 ล้านบาทต่อปี ซึ่งต่ำกว่าค่าเช่า 4 พันล้านบาท ที่จ่ายให้กับ NT ในปัจจุบันถึง 3.3 พันล้านบาท และคิดเป็นโอกาสในการปรับเพิ่มประมาณการกำไรปี 2568 ของ ADVANC ขึ้น 9% สำหรับ TRUE ค่าตัดจำหน่ายรายปีสำหรับคลื่นความถี่ 2300MHz จะอยู่ที่ 670 ล้านบาท เทียบกับค่าเช่า 6 พันล้านบาท ที่จ่ายให้กับ NT ซึ่งหมายถึงความเสี่ยงด้านบวกต่อประมาณการกำไรปี 2568 ถึง 44%           เราได้ทำการวิเคราะห์ความอ่อนไหวเพื่อประเมินว่าราคา ณ จุดใดจะไม่ช่วยเพิ่ม EPS ให้กับ ADVANC และ TRUE อีกต่อไป สำหรับ TRUE ราคาที่เป็นจุดเปลี่ยนคือ 9 หมื่นล้านบาท หรือ 9 เท่าของราคาเริ่มต้น ซึ่งดูเหมือนจะไม่น่าเป็นไปได้ ส่วน ADVANC ราคาที่เป็นจุดเปลี่ยนคือ 6.1 หมื่นล้านบาท หรือ 6 เท่าของราคาเริ่มต้น ซึ่งไม่น่าเป็นไปได้เช่นกัน           เราคาดว่าราคาประมูลที่ชนะในการประมูลครั้งนี้จะใกล้เคียงกับราคาเริ่มต้น เนื่องจากการแข่งขันที่น้อย           Action and Recommendation เราแนะนำ "ซื้อ" สำหรับทั้ง ADVANC (ราคาเป้าหมาย 311 บาท) และ TRUE (ราคาเป้าหมาย 15 บาท) โดยมีพื้นฐานจากกำไรและกระแสเงินสดอิสระที่แข็งแกร่งขึ้นในช่วงสามปีข้างหน้า เรายังคงประมาณการกำไรสำหรับทั้ง ADVANC และ TRUE สำหรับปีหน้า โดยมีความเสี่ยงด้านบวกจากการประมูล

สถานการณ์ตลาดน้ำมัน แนวโน้มสัปดาห์ 31 มี.ค. – 4 เม.ย. 68

สถานการณ์ตลาดน้ำมัน แนวโน้มสัปดาห์ 31 มี.ค. – 4 เม.ย. 68

สถานการณ์ตลาดน้ำมันประจำสัปดาห์วันที่ 24 - 28 มี.ค. 68 และแนวโน้มสัปดาห์วันที่ 31 มี.ค. – 4 เม.ย. 68 ราคาน้ำมันดิบเพิ่มขึ้นจากสหรัฐฯ เล็งเก็บภาษีประเทศที่นำเข้าน้ำมันรัสเซียและเวเนซุเอลา 30 มี.ค. 68 ประธานาธิบดีสหรัฐฯ นาย Donald Trump ให้สัมภาษณ์กับ NBC News ว่าหากรัสเซียไม่ยุติสงครามในยูเครน จะเรียกเก็บภาษีจากประเทศที่นำเข้าน้ำมันรัสเซียเพิ่มขึ้น 25 - 50% โดยอาจมีผลภายใน 1 เดือนหากไม่มีข้อตกลงหยุดยิง นอกจากนี้ ยังเตือนว่าหากประเทศใดซื้อน้ำมันจากรัสเซียจะถูกคว่ำบาตร โดยนาย Trump วางแผนจะพูดคุยกับประธานาธิบดี Vladimir Putin ของรัสเซียในสัปดาห์นี้ 29 มี.ค. 68 Reuters รายงานรัฐบาลสหรัฐฯ แจ้งยกเลิกใบอนุญาตให้บริษัทพลังงานข้ามชาติที่ส่งออกน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปจากเวเนซุเอลา เช่น Repsol, Eni, Reliance นอกจากนี้ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศให้ประเทศที่ซื้อน้ำมันจากเวเนซุเอลาต้องโดนกำแพงภาษี 25% สำหรับสินค้าที่ส่งออกมายังสหรัฐฯ มีผลบังคับใช้ 2 เม.ย. 68 นโยบายนี้จะส่งผลกระทบต่อจีนที่เป็นผู้ซื้อน้ำมันเวเนซุเอลารายใหญ่ที่สุด นำเข้าในเดือน ก.พ. 68 อยู่ที่ 503,000 บาร์เรลต่อวัน ซึ่งคิดเป็น 55% ของการส่งออกทั้งหมดของเวเนซุเอลา 25 มี.ค. 68 รัฐบาลสหรัฐฯ ประกาศรัสเซียและยูเครนบรรลุข้อตกลงหยุดยิงในน่านน้ำแถบทะเลดำ (Black Sea) โดยทั้งสองประเทศจะรับประกันความปลอดภัยในการเดินเรือ ยุติการใช้กำลัง และป้องกันการใช้เรือพาณิชย์เพื่อวัตถุประสงค์ทางทหารทุกประการ ที่มา บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)

abs

Hoonvision

ราคาทองไปต่อ ปรับขึ้นรวม 550 บ. รูปพรรณขายออก 51,400 บ.

ราคาทองไปต่อ ปรับขึ้นรวม 550 บ. รูปพรรณขายออก 51,400 บ.

               หุ้นวิชั่น – วันที่  1 เมษายน 2568 สมาคมค้าทองคำ ได้แจ้งราคาทองคำซึ่ง ราคาปรับขึ้นจำนวน 3 ครั้ง  “รวม 550 บาท” โดย ครั้งที่ 1 ปรับขึ้น 450 บาท ครั้งที่ 2 ปรับขึ้น 50 บาท ครั้งที่3 ปรับขึ้น 50 บาท ส่งผลให้ราคาทองแท่ง ปัจจุบันรับซื้ออยู่ที่ 50,500.00 บาท ราคาขายออกอยู่ที่ 50,600.00 บาท ส่วนราคาทองรูปพรรณ รับซื้ออยู่ที่ 49,588.36 บาท และราคาขายออกอยู่ที่ 51,400.00 บาท

โดน 3 หุ้นแบงก์แค่ไหน?

โดน 3 หุ้นแบงก์แค่ไหน?

          หุ้นวิชั่น - มาวิเคราะห์ความจริงกัน ว่าผลกระทบแผ่นดินไหวครั้งนี้ กระทบอุตสาหกรรมอะไรกันบ้าง และนักลงทุนควรต้องทำตัวกันอย่างไร           บล.เอเซียพลัส ระบุว่า ประเทศไทยเคยเกิดเหตุภัยพิบัติหนักๆ อยู่ 3 ครั้งใหญ่ ได้แก่ เหตุการณ์สึนามิ, น้ำท่วมใหญ่ และแผ่นดินไหวเชียงราย ซึ่งหากย้อนรอยเศรษฐกิจไทยในช่วงนั้น  เห็นได้ว่า ทั้ง 3 เหตุการณ์ส่งผลลบให้เศรษฐกิจเสียหายราว 4.55 แสนล้านบาท, 1.4 ล้านล้านบาท และ 2.2 พันล้านบาท ตามลำดับ           แผ่นดินไหวรอบนี้ หอการค้าคาดว่า จะฉุดเศรษฐกิจไทยระยะสั้น ประเมินความเสียหายราว 3-5 พันล้านบาท กระทบ GDP ราว 0.025% อย่างไรก็ตาม จะเห็นได้ว่าหากเหตุการณ์คลี่คลายลง เศรษฐกิจไทยก็พร้อมฟื้นตัวขึ้นทันที           ขณะที่หากพิจารณาในมุมตลาดหุ้นไทย (SET) จะเห็นได้ว่าเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งนี้ จะคล้ายคลึงกับการเกิดสึนามิปี 47 มากกว่าการเกิดอุทกภัยปี 54 เนื่องด้วยการเกิดอุทกภัยปี 54 ช่วงเวลาที่เกิดต่อเนื่องนานถึง 5 เดือน           ดังนั้น จะเห็นได้ว่าเหตุการณ์สึนามิปี 47 SET ปรับตัวลงเพียง 3 วันแรกเท่านั้น และหลังจากนั้นจะทยอยฟื้นตัวขึ้นในช่วง 1-3 เดือน ตาม FLOW ต่างชาติที่ทยอยไหลเข้า ซึ่งต้องติดตามว่าการ PANIC SELL ครั้งนี้จะคล้ายกับเหตุการณ์ในอดีตหรือไม่ เนื่องด้วย VOLUME การซื้อขายขณะนี้เบาบางกว่าในอดีต           ซึ่งหากพิจารณา VOLUME BAND ของ SET ในปัจจุบัน จะเห็นได้ว่า สัปดาห์ที่ผ่านมา นักลงทุนกังวล TRADE TARIFF ที่จะเกิดขึ้นวันที่ 2 เม.ย. 68 จึงทำให้ VOLUME ปัจจุบันอยู่ราว 2.2-3.0 หมื่นล้านบาท เท่านั้น ใกล้เคียงระดับลบ 1.5-2 SD           ขณะเดียวกัน แผ่นดินไหวใหญ่ครั้งนี้ จะส่งผลกระทบต่อแต่ละ SECTOR มาก-น้อยเพียงใด หรือมี SECTOR ไหนได้ประโยชน์จากเหตุการณ์นี้บ้าง มาดูกัน แน่นอน เป็นปัจจัยลบต่อกลุ่มพัฒนาที่อยู่อาศัย นอกจากกระทบต่อภาพรวมคอนโดฯ, การดำเนินงาน 2Q68 ทรุดตัว (ทั้งผลกระทบวันหยุดยาวเดือน เม.ย. และดีมานด์ชะงัก) และเพิ่ม DOWNSIDE ต่อประมาณการกำไรปีนี้ ย่อมสร้างแรงกระแทกต่อหุ้นในกลุ่มพัฒนาที่อยู่อาศัยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้           ทำให้การเคลื่อนไหวของราคาหุ้น UNDERPERFORM ตลาดฯ  จึงแนะนำลงทุนน้อยกว่าตลาดสำหรับกลุ่มฯ พร้อมหลีกเลี่ยงการลงทุนหุ้นกลุ่มนี้จนกว่าจะเห็นสถานการณ์ดีขึ้น หรือความเชื่อมั่นเริ่มกลับมา           โดยจะเร็วช้าขึ้นอยู่กับหลายฝ่าย ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนอย่างผู้ประกอบการ ซึ่งปัจจุบันทุกรายต่างเร่งแก้ปัญหา และ TAKE ACTION อย่างเร่งด่วน นอกจากเพื่อช่วยเหลือลูกบ้าน ยังเป็นการสร้างความเชื่อมั่นและมั่นใจให้กับโครงการ/แบรนด์สินค้า           เบื้องต้นประเมินผลกระทบไล่จากมากสุดมายังน้อยสุด คือ กลุ่มพอร์ตหลักคอนโดฯ กลุ่มผสม (แนวราบ/คอนโดฯ) ได้แก่ AP, SPALI, SIRI, SC และ PSH กลุ่มพอร์ตหลักแนวราบ ได้แก่ LH, QH, LALIN           ส่วนหุ้นกลุ่มธนาคาร ในเชิงโครงสร้างมองว่า สถานการณ์เศรษฐกิจไทยดูมีความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้น อาจนำไปสู่โอกาสในการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ขณะที่ภาวะแผ่นดินไหวส่งผลต่ออาคารสูง โดยเฉพาะคอนโด แม้อาคารส่วนใหญ่มีความปลอดภัยเชิงโครงสร้าง แต่การเรียกความเชื่อมั่นของผู้อยู่อาศัยต้องใช้เวลา           ทำให้ต้องจับตามูลค่าหลักประกันกลุ่มคอนโด HIGH RISE ทั้งที่บันทึกเป็นสินเชื่อและ NPA ในระยะสั้นมีแนวโน้มนำไปสู่ระดับการตั้งสำรองสูงขึ้น เพื่อรองรับความเสี่ยงด้านมูลค่าหลักประกัน (ส่วนของ NPA อาจบันทึกใน OPEX)           โดยแบงก์ที่มีสัดส่วนสินเชื่อบ้าน 3 อันดับแรก ได้แก่ 1 . SCB (32% ของสินเชื่อ) 2. TTB (26% ของสินเชื่อ)และ KTB (19% ของสินเชื่อ)           ส่วนประเด็นมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ของแต่ละธนาคาร อาทิ ลดค่างวด พักชำระเงินต้น และลดดอกเบี้ย เป็นมาตรการช่วยเหลือตามปกติช่วงเกิดภัยพิบัติ ดังที่เคยเกิดขึ้นเมื่อน้ำท่วมปีก่อน โดย ธปท. ให้คงการจัดชั้นลูกหนี้ไว้เช่นเดิม ชะลอการไหลตกชั้น           ส่วนกลุ่มท่องเที่ยว ภาพรวมอาคารโรงแรมให้บริการได้ตามปกติ แต่ยังต้องติดตามความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวต่างชาติในระยะถัดไป หลังปัจจุบันความไม่มั่นใจด้านความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวจีนยังสูงทำให้สถานการณ์นักท่องเที่ยวต่างชาติมาไทย จากสมมติฐานปัจจุบันที่ทำไว้ 38.6 ล้านคน (+9% YOY) โดยผลกระทบจากกรณีที่นักท่องเที่ยวต่างชาติมาไทยต่ำกว่าสมมติฐาน           เรียงตามสัดส่วนรายได้ในไทย ดังนี้ AOT > ERW > CENTEL และ MINT (สัดส่วนโรงแรมไทยไม่เกิน 20% ของรายได้ สัดส่วนหลักๆ 50% ของรายได้มาจากโรงแรมใน EU และอีก 20% มาจากธุรกิจร้านอาหาร) ในเชิงกลยุทธ์ หาก MINT ซึ่งได้รับผลกระทบต่ำสุด ย่อตัวตามการปรับพอร์ตของนักลงทุนเพื่อลดความเสี่ยง ประเมินเป็นโอกาสสะสม           กลุ่มเครื่องดื่ม คาดว่าผู้ผลิตที่มีโรงงานในหรือการจัดจำหน่ายสินค้าในเมียนมา อย่าง OSP และ CBG แม้โรงงานของทั้ง 2 บริษัทไม่ได้รับความเสียหาย แต่อาจกระทบต่อยอดขายจากกำลังซื้อในเมียนมาที่ลดลง เนื่องจากมีพื้นที่ได้รับความเสียหายหลายจังหวัด           ส่วนกลุ่มหุ้นที่ได้อานิสงส์เชิงบวกประกอบด้วย กลุ่มวัสดุก่อสร้าง หุ้นบริษัทในกลุ่มฯ ที่ได้ประโยชน์คือผู้ผลิตวัสดุก่อสร้างงานตกแต่ง ได้แก่ กระเบื้อง ผนัง และสี เช่น DCC, SCGD, DRT, TOA ขณะที่งานซ่อมแซมในเชิงโครงสร้างที่ต้องใช้ปูนซีเมนต์มีไม่มาก           รวมไปถึง กลุ่มค้าปลีก/ค้าส่ง คาดว่ากลุ่มผู้จำหน่ายสินค้าตกแต่ง ซ่อมแซมบ้าน ได้ประโยชน์ โดยเฉพาะ HMPRO ขณะที่กลุ่มค้าส่ง คาดได้ประโยชน์จากการที่ผู้คนอาจหลีกเลี่ยงการไปจับจ่ายในห้างสรรพสินค้าที่เป็นอาคารสูง และหันไปซื้อในร้านค้าส่ง อย่าง CPAXT รวมทั้งร้านสะดวกซื้ออย่าง CPALL การลงทุน มีความเสี่ยง ผู้ลงทุน ควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจ ลงทุน ข่าวหัวม่วง และทีมงานหุ้นวิชั่น

ข่าวสังคม การลงทุน

ข่าวสังคม การลงทุน

          ###ข่าวสังคม การลงทุน ประจำวันที่ 1 เมษายน 2568   เริ่มกันที่ “อัสสเดช คงสิริ”  กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ออกมาแถลงข่าวด่วน ก่อนเปิดเทรดวันแรกหลังจากเกิดสถานการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในประเทศไทย เมื่อวันศุกร์ที่ 28 มีนาคม 2568  เพื่อตอกย้ำว่า ภาคอุตสาหกรรมยังดำเนินการต่อได้ปกติ  มีความพร้อมในการแข่งขันได้ และสามารถส่งออกได้ ภาคการเงินดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง มีเสถียรภาพ สามารถใช้งานได้ปกติ           พร้อมบอกอีกว่า ช่วงนี้ นักลงทุนใจต้องแข็ง หากมั่นใจในพื้นฐานธุรกิจบริษัทจดทะเบียน ก็ต้องมีความแน่วแน่ อย่าฟังข่าวที่ยังไม่แน่ใจว่าจริงหรือไม่  ยืนยันว่า บริษัทจดทะเบียนแข็งแรงและแข่งขันได้ในระยะยาว           ### ขณะที่ “พรอนงค์ บุษราตระกูล”  เลขาธิการ ก.ล.ต.ชี้ว่า ตลาดทุนได้ผ่านทั้งวิกฤติด้านเศรษฐกิจและภัยธรรมชาติ โดยมีความยืดหยุ่นตัวได้ดี เมื่อวันศุกร์ที่ 28 มีนาคม 2568  ที่ได้ตัดสินใจปิดการซื้อขายหลักทรัพย์ของ ตลท. นั่น ระบบไม่ได้มีปัญหา แต่คำนึงถึงความปลอดภัยของคน และ มั่นใจว่า ระบบตลาดทุน และDigital Asset ยังดำเนินการได้ปกติ           ### ผศ. ดร. ธเนศ วีระศิริ นายกสภาวิศวกร  อาคารส่วนใหญ่มีการโยกตัว ถือเป็นเป็นเรื่องปกติ เมื่อเกิดแผ่นดินไหว โดยอาคารในปัจจุบันออกแบบอาคารให้มีความเหนียว และปัจจุบันสภาวิศวกร ยังมีความมั่นใจกับตัวอาคารในประเทศไทย ปัจจุบัน มีคำขอให้เข้าตรวจพื้นที่ กทม.แล้วประมาณ 13,000 แห่ง และได้ดำเนินการตรวจแล้วกว่า 10,000 แห่ง โดยพบว่า มีเพียง 2 แห่งเท่านั้นที่เป็นสีแดง           ### นายวีรพัฒน์ เกียรติเฟื่องฟู รองปลัดกระทรวงพลังงาน ในฐานะโฆษกกระทรวงพลังงาน แจ้งว่า ภายหลังการเกิดเหตุแผ่นดินไหว ในส่วนของโครงสร้างไฟฟ้า ได้รับผลกระทบเล็กน้อย แต่ไม่กระทบต่อการจ่ายไฟฟ้าให้กับประชาชน โดยมีบางโรงไฟฟ้ามีการหลุดออกจากระบบหลังจากเหตุแผ่นดินไหวซึ่งเป็นระบบป้องกันภัยอัตโนมัติ แต่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ก็ได้บริหารจัดการจึงทำให้ประชาชนในบางพื้นที่ได้รับผลกระทบในระยะเวลาอันสั้น           ส่วนในด้านความมั่นคงปลอดภัยของเขื่อนนั้น กฟผ. ได้ตรวจสอบด้วยเครื่องวัดอัตราเร่งของพื้นดิน ซึ่งไม่พบความผิดปกติใดๆ ในตัวเขื่อนและอาคารประกอบอื่นๆ ทั้งเขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนวชิราลงกรณ์ เขื่อนศรีนครินทร์ และเขื่อนต่างๆ ของ กฟผ. จึงมั่นใจได้ว่าโครงสร้างระบบไฟฟ้าและเขื่อนมีความมั่นคงปลอดภัย           ด้านโครงสร้างพื้นฐานน้ำมันและการส่งก๊าซธรรมชาติผ่านท่อนั้น ในส่วนของระบบการรับส่งก๊าซธรรมชาติและโรงแยกก๊าซธรรมชาติ หลังการตรวจสอบโดยละเอียดพบว่า ยังคงเป็นปกติและสามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง โดยไม่กระทบต่อการส่งก๊าซธรรมชาติให้แก่โรงไฟฟ้าและผู้ใช้ก๊าซธรรมชาติ ส่วนคลังน้ำมันและคลังปิโตรเลียมจำนวน 22 แห่งทั่วประเทศของบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ PTT OR ไม่ได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหวแต่อย่างใด           ### หม่อมหลวงปีกทอง ทองใหญ่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร  OR พร้อมคณะผู้บริหาร ร่วมมอบน้ำมันดีเซลจำนวน 2,000 ลิตร ให้แก่กรุงเทพมหานคร เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่ประสบเหตุตึกถล่ม           ก่อนหน้านี้ OR ได้สนับสนุนน้ำมันดีเซลจำนวน 600 ลิตร ให้แก่มูลนิธิเส้นด้ายเพื่อนำไปเติมให้รถแบคโฮสำหรับปฏิบัติภารกิจช่วยเหลือผู้ประสบภัย อีกทั้งยังได้มอบเครื่องดื่ม Café Amazon จำนวน 4,700 ชุด และเบเกอรี่ จำนวน 4,000 ชุด เพื่อเป็นกำลังใจในการค้นหาผู้สูญหายให้แก่ทีมกู้ภัย ทีม PTT Group SEALs ซึ่งเป็นตัวแทนกลุ่ม ปตท. ร่วมปฏิบัติหน้าที่กู้ภัยในครั้งนี้           ### บริษัท เด็กซ์ซอน เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) หรือ DEXON ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อเหตุแผ่นดินไหวซึ่งส่งผลให้อาคารสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แห่งใหม่ ในเขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร ล่าสุด DEXON ได้จัดส่งอุปกรณ์ตรวจสอบแบบไม่ทำลายขั้นสูง (Advanced Non-Destructive Testing – NDT) พร้อมทีมวิศวกรผู้เชี่ยวชาญเพื่อสนับสนุนทีมกู้ภัย           อุปกรณ์ที่สนับสนุนประกอบด้วย:  กล้องตรวจสอบระยะไกล (Remote Visual Inspection – RVI Camera) สำหรับตรวจสอบพื้นที่เข้าถึงยากหรือไม่ปลอดภัย โดยไม่ต้องให้เจ้าหน้าที่เข้าไปโดยตรง  CRAWLER รุ่น F200 สำหรับตรวจสอบโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่เสี่ยง โดยสามารถส่งข้อมูลแบบไร้สายได้แม้ในสภาพแวดล้อมที่จำกัด           ###ดร.สมบัติ กิจจาลักษณ์ กรรมการผู้จัดการ BEM  กำชับว่า จากเหตุการณ์แผ่นดินไหว อาจทำให้ประชาชนเกิดความกังวลด้านความปลอดภัยของการใช้บริการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน สายสีม่วง และทางพิเศษทั้ง 3 สายทางที่อยู่ภายใต้การดูแลของบริษัท ได้แก่ ทางพิเศษศรีรัช (ทางด่วนขั้นที่ 2), ทางพิเศษอุดรรัถยา และทางพิเศษประจิมรัถยา           ขอยืนยันว่ารถไฟฟ้าและทางพิเศษที่บริษัทดูแลนั้นได้ออกแบบและก่อสร้างตามมาตรฐานความปลอดภัยเพื่อรองรับสถานการณ์แผ่นดินไหว และที่ผ่านมาบริษัทมีการดูแลบำรุงรักษา ตรวจเช็คระบบและโครงสร้างอย่างสม่ำเสมอตามแผนงานเพื่อมอบความปลอดภัยสูงสุดให้แก่ผู้ใช้บริการ           ทีมวิศวกรและผู้เกี่ยวข้องได้ดำเนินการตรวจสภาพความพร้อม และประเมินความแข็งแรงของโครงสร้าง และความพร้อมใช้งานของระบบรถไฟฟ้าและขบวนรถไฟฟ้าอย่างละเอียดในทุกพื้นที่ของทางพิเศษและระบบรถไฟฟ้าแล้ว พบว่ายังอยู่ในสภาพสมบูรณ์  สบายใจได้           ###หม่อมหลวงณัฐสิทธิ์ ดิศกุล กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ BAFS ให้ความมั่นใจว่า  การเกิดแผ่นดินไหว ที่ประเทศเมียนมาร์ทำให้พื้นที่ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรุงเทพมหานครได้รับผลกระทบจากอุบัติภัยในครั้งนี้ พบว่า การให้บริการน้ำมันอากาศยาน ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและท่าอากาศยานดอนเมือง ไม่ได้รับผลกระทบจากอุบัติภัยแต่อย่างใด           บริษัทได้ตรวจสอบแล้วไม่พบการรั่วไหลของน้ำมันอากาศยาน อีกทั้งคุณภาพน้ำมันอากาศยานยังเป็นไปตามมาตรฐานสากล การให้บริการน้ำมันอากาศยานแก่สายการบินต่างๆ ที่ท่าอากาศยานทั้งสอง สามารถให้บริการตรงเวตามปกติ ข่าวหัวม่วง และทีมงานหุ้นวิชั่น

ตลท.-ก.ล.ต.ปลุกความเชื่อมั่น ยันปัจจัยพื้นฐานบจ.ไทยยังแกร่ง

ตลท.-ก.ล.ต.ปลุกความเชื่อมั่น ยันปัจจัยพื้นฐานบจ.ไทยยังแกร่ง

          หุ้นวิชั่น - ตลท. และ ก.ล.ต. ยืนยันตลาดทุนไทยยังมีเสถียรภาพ พร้อมเดินหน้าแผน BCP รับมือเหตุไม่คาดคิด ระบบยังพร้อมให้บริการ เดือนอย่าแพนิคเกินไป ด้านสภาวิศวกรชี้ อาคารส่วนใหญ่ยังปลอดภัย โครงสร้างพื้นฐานไม่ได้รับความเสียหายรุนแรง ได้ดำเนินการตรวจแล้วกว่า 10,000 แห่ง           นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่าถึงสถานการณ์แผ่นดินไหวในช่วงวันศุกร์ที่ผ่านมา จึงต้องมีการวิเคราะห์ข้อมูลให้ดี โดยประเทศไทยก็ได้มีการตรวจสอบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และได้ผ่านการทดสอบแล้ว รวมไปถึงสถาอุตสาหกรรมก็ได้ออกมาบอกชัดเจนว่าภาคอุตสาหกรรมยังดำเนินการต่อได้ปกติ ยังมีความพร้อมในการแข่งขันได้ และสามารถส่งออกได้ ภาคการเงินก็ยังดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง มีเสถียรภาพ สามารถใช้งานได้ปกติ ขณะที่ คปภ.ก็มีการเตียมความพร้อมที่จะช่วยเหลือประชาชน ในการประสานงานดำเนินการที่จะต้องการเคลมประกัน และยืนยันว่าบริษัทประกันมีความแข็งแกร่ง ด้านตลาดหลักทรัพย์และ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ก็มีการประสานกัน และยังได้ประสานกับทุกภาคส่วน เตรียมความพร้อม โดยระบบ ใช้งานได้ปกติ แต่ในเคสนี้ เป็นเรื่องบุคลากรที่ต้องอพยพ และได้เช็คระบบ เช็คบุคลากร ณ วันนี้ บุคลากรพร้อมที่จะดำเนินการให้บริการต่อ           “การจัดงานวันนี้เพื่อให้ข้อมูลและความมั่นใจเสถียรภาพเศรษฐกิจไทย ณ วันนี้ โดยมีภาวะต่างประเทศที่เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย จะแยกยังไง ว่าประเด็นไหนเป็นประเด็นที่เกี่ยวกับปัจจัยพื้นฐาน ประเด็นไหนเป็นปัจจัยที่เกี่ยวกับปัจจัยต่างประเทศ โดยเช้านี้ ญี่ปุ่นเปิดลบ 4% ไต้หวัน 2% กว่า มีหลายปัจจัยเข้ามากระทบ มีหลายอย่างที่ต้องวิเคราะห์ ช่วงนี้ ใจต้องแข็ง หากมั่นใจในพื้นฐานธุรกิจบริษัทจดทะเบียน ก็ต้องมีความแน่วแน่ อย่าฟังข่าวที่ยังไม่แน่ใจว่าจริงหรือไม่ การแพนิค น่าจะเดือดร้อนมากกว่าในระยะยาว ยืนยันว่า บริษัทจดทะเบียน ยังแข็งแรงและแข่งขันได้ในระยะยาว ปัจจัยพื้นฐานยังดี ”นายอัสสเดช กล่าว           อย่างไรก็ตาม ในส่วนของตลท.ก็พร้อมใช้ Circuit Breaker หรือการหยุดการซื้อขายชั่วคราว หากดัชนีหุ้นไทยปรับตัวลดลงมากตามเกณฑ์ที่กำหนด ซึ่งถือเป็นมาตรฐานที่มีไว้อยู่แล้ว เพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินต่างๆไม่เฉพาะสถานการณ์แผ่นดินไหวเท่านั้น           ขณะที่ ศาสตราจารย์ ดร. พรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า ตลาดทุนได้ผ่านมาหลายวิกฤติ ทั้งวิกฤติด้านเศรษฐกิจและภัยธรรมชาติ ที่ผ่านมาก็มีความยืดหยุ่นได้ดี หลังการเกิดแผ่นดินไหว ต้องมาดูแผน BCP แต่ภายในระยะเวลาไม่นาน ก็สามารถบริหารจัดการติดต่อกับผู้ประกอบธุรกิจและตลาดหลักทรัพย์ฯ Digital Assetและตัดสินใจร่วมกัน คำนึงถึงประโยชน์ของนักลงทุนโดยเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ได้ตัดสินใจปิดการซื้อขายของ ตลท. ยืนยันว่า ระบบไม่ได้มีปัญหา แต่คำนึงถึงความปลอดภัยของคน และช่วงที่ไม่มีความแน่นอน การซื้อขายอาจได้รับผลกระทบได้ อย่างไรก็ตาม มั่นใจว่าระบบ ตลาดทุน และDigital Asset ยังดำเนินการได้ปกติ และมีเสถียรภาพ           นอกจากนี้ยังได้มีการการผ่อนปรนในเรื่องที่ไม่สะดวก เช่น การรายงาน ครบรอบการส่งรายงานประจำปี one report สิ่งเหล่านี้ ก.ล.ต.ได้สื่อสารผู้ประกอบธุรกิจ และสาธารณะ ระบบ ตลาดทุนฯ สามารถที่จะมั่นใจ โดยเฉพาะการใช้แผนBCP อยากให้นักลงทุนไตรตรองข่าวสารอย่างถูกต้อง           อย่างไรก็ดี ณ วันนี้ อาจจะมีความกังวล Panic แต่ขณะนี้มีหลายปัจจัยเสี่ยงสงครามการค้า มันเป็นความเสี่ยงหลักสำคัญมากกว่า ตลาดทุนไทยอาจจะยังมีผลกระทบบ้าง แต่หากนักลงทุนแยกแยะข่าวต่างๆได้ เชื่อว่า แต่ระบบงานต่างๆ พร้อม รองรับทุกรูปแบบ ทั้ง ขึ้นชนซิลลิ่ง ติดฟลอร์ ขอให้ระบบซื้อขาย ข้อมูลข่าวสาร ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแล ก็พร้อมจะรองรับทุกรูปแบบ           ผศ. ดร. ธเนศ วีระศิริ นายกสภาวิศวกร เปิดเผยว่า อาคารส่วนใหญ่มีการโยกตัว ถือเป็นเป็นเรื่องปกติเมื่อเกิดแผ่นดินไหว โดยอาคารในปัจจุบันออกแบบอาคารให้มีความเหนียว และปัจจุบันสภาวิศวกร ยังมีความมั่นใจกับตัวอาคารในประเทศไทย ปัจจุบัน มีคำขอให้เข้าตรวจพื้นที่ กทม.แล้วประมาณ 13,000 แห่ง และได้ดำเนินการตรวจแล้วกว่า 10,000 แห่ง โดยพบว่า มีเพียง 2 แห่งเท่านั้นที่เป็นสีแดง ทั้งนี้ จากการตรวจสอบพบว่า โครงสร้างพื้นฐานของอาคารที่ร้องขอให้ไปตรวจสอบไม่ได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหวอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งอาคารออกแบบได้มีการออกแบบตามมาตรฐานวิศวกรรม

ราคาทองพุ่งต่อเนื่อง! รูปพรรณ ขายออก 50,750 บ.

ราคาทองพุ่งต่อเนื่อง! รูปพรรณ ขายออก 50,750 บ.

           หุ้นวิชั่น – วันที่  31 มีนาคม 2568 สมาคมค้าทองคำ ได้แจ้งราคาทองคำซึ่ง ราคาปรับขึ้นจำนวน 6   ครั้ง  รวม “ราคาปรับขึ้น 350 บาท” โดยราคาทองแท่ง ปัจจุบันรับซื้ออยู่ที่ 49,850.00 บาท ราคาขายออกอยู่ที่ 49,750.00 บาท ส่วนราคาทองรูปพรรณ รับซื้ออยู่ที่ 48,951.64 บาท และราคาขายออกอยู่ที่ 50,750.00 บาท

หุ้นกู้ CK หนึ่งในผู้รับเหมาก่อสร้างรายใหญ่ของประเทศ [HoonVision X FynnCorp]

หุ้นกู้ CK หนึ่งในผู้รับเหมาก่อสร้างรายใหญ่ของประเทศ [HoonVision X FynnCorp]

         หุ้นวิชั่น - CK เป็นผู้รับเหมาก่อสร้างชั้นนำของไทย ครอบคลุมโครงการต่าง ๆ ตั้งแต่ระบบขนส่งมวลชนจนถึงโครงการพลังงาน มีรายได้หลักจากสัญญาก่อสร้าง และรายได้เกินครึ่งมาจากต่างประเทศ          กระแสเงินสดจากการดำเนินงานยังแข็งแกร่ง และรายได้จากสัญญาก่อสร้างยังเติบโตต่อเนื่อง จากมูลค่างานในมือ (Backlog) เกือบ 300,000 ล้านบาท          บริษัทมีแผนเสนอขายหุ้นกู้ครั้งที่ 1/2568 ประเภทไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีประกัน ให้แก่นักลงทุนทั่วไป ช่วง [18 และ 21-22] เมษายน 2568 จ่ายดอกเบี้ยทุก 6 เดือน ทั้งหมด 4 ชุด หุ้นกู้ CK          กว่าประสบการณ์ 50 ปีในธุรกิจก่อสร้าง สู่การเป็นผู้นำตลาดในปัจจุบัน            บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) (CK) ก่อตั้งในปี 2515 เพื่อประกอบธุรกิจรับเหมาก่อสร้างจากหน่วยงานราชการ หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ รวมทั้งภาคเอกชน ลูกค้าหลักคือ หน่วยงานภาครัฐ เช่น กองทัพบก และกองทัพอากาศ และได้แปรสภาพเป็นบริษัทมหาชนจำกัดในปี 2537 ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นบริษัทที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดสูงสุดในกลุ่มธุรกิจก่อสร้างที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ด้วยมูลค่ากว่า 24,000 ล้านบาท            ขอบเขตงานของ CK ครอบคลุมถึงการก่อสร้างอาคารและงานโยธาทั่วไป ตั้งแต่ระบบขนส่งมวลชน ท่าอากาศยาน ถนน ทางด่วน สะพาน พลังงาน ท่าเรือ ไปจนถึง อาคาร ซึ่งบริษัทดำเนินธุรกิจทั้งในประเทศไทย และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวในนาม บริษัท ช.การช่าง (ลาว) จำกัด Source: The Company's Website            บริษัทดำเนินธุรกิจหลัก 2 ประเภท คือ ธุรกิจก่อสร้างและธุรกิจการพัฒนาโครงการสาธารณูปโภค ซึ่งในธุรกิจก่อสร้างนั้น บริษัทเป็นทั้งผู้รับเหมาโดยตรง (Main Contractor) ด้วยวิธีการประกวดราคาหรือเจรจาต่อรองจากเจ้าของโครงการโดยตรง และผู้รับเหมาช่วง (Sub Contractor) โดยการรับจ้างจากผู้รับเหมารายอื่นที่ได้รับงานโดยตรงจากเจ้าของโครงการ (Main Contractor) ซึ่งถือเป็นการสร้างพันธมิตรทางการค้าที่มีศักยภาพ            นอกจากเป็นผู้รับเหมาแล้ว บริษัทยังเป็นนักลงทุนในโครงการสาธารณูปโภค เช่น ในระบบคมนาคม ระบบขนส่งมวลชน ระบบสาธารณูปโภคน้ำ และระบบพลังงานไฟฟ้า โดยการเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (BEM), บริษัท ทีทีดับบลิว จำกัด (มหาชน) (TTW) และบริษัทซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) (CKP) นอกจากนี้ บริษัทยังเป็นผู้รับเหมาก่อสร้างหลักให้กับบริษัทเหล่านี้อีกด้วย            โดยโครงสร้างรายได้ของ CK มาจากการเป็นผู้รับเหมาโดยตรง คิดเป็น 96.62% ของรายได้รวมในปี 2567 และรายได้อื่นจากค่าบริหารโครงการ เงินปันผล และอื่นๆ อีก 3.38% ซึ่งบริษัทมีรายได้จากต่างประเทศ 50.11% และในประเทศ 49.89%            ณ สิ้นปี 2567 บริษัทมี Backlog (งานที่ยังไม่ส่งมอบ) รวมมูลค่า 298,557 ล้านบาท จาก 11 โครงการ รับรู้รายได้ไปแล้ว 69,983 ล้านบาท หนึ่งโครงการ คาดว่าจะแล้วเสร็จใน สิงหาคม 2568 และจะรับรู้รายได้เพิ่ม ประมาณ 1,200 ล้านบาท โครงการที่เหลือ คาดว่าจะทยอยแล้วเสร็จระหว่างปี 2570 - 2576 ผลการดำเนินงาน            รายได้จากสัญญาก่อสร้างเพิ่มขึ้น 2.67% YoY (+973 ล้านบาท) ในปี 2567 อยู่ที่ 37,457.87 ล้านบาท จากการรับรู้รายได้ของสัญญาก่อสร้างที่มีอยู่และโครงการใหม่ ส่วนรายได้อื่นอยู่ที่ 1,312.04 ล้านบาท ลดลง 10.8% YoY ขณะที่กำไรสุทธิลดลงเล็กน้อย 3.74% YoY จากค่าใช้จ่ายบริหารและต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้น            โดยรายได้จากสัญญาก่อสร้างนี้ รับรู้จากโครงการหลัก อย่างเช่น โครงการรถไฟฟ้าพลังน้ำหลวงพระบาง รถไฟฟ้าสายสีม่วงเตาปูน - ราษฎร์บูรณะ (สายสีม่วงใต้) โครงการก่อสร้างทางรถไฟสายเด่นชัย - เชียงราย - เชียงของ            โครงการที่อยู่ในช่วงปลายโครงการ เช่น สัญญางานก่อสร้างอาคารศูนย์การเรียนรู้เฉลิมพระเกียรติเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ โครงการก่อสร้างอุโมงค์ส่งน้ำบางมด - สำโรง            โครงการใหม่ที่อยู่ในช่วงเริ่มต้น เช่น โครงการก่อสร้างระบบบำบัดน้ำเสียธนบุรีและสวนสาธารณะพื้นที่แขวงบางขุนนนท์ กรุงเทพฯ รวมถึง โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม กระแสเงินสดจากการดำเนินงานแข็งแกร่ง            บริษัทมีรายได้จากสัญญาก่อสร้างเพิ่มขึ้นในปี 2567 ขณะเดียวกัน กระแสเงินสดจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 5,547.04 ล้านบาท สะท้อนการมีแหล่งรายได้และกระแสเงินสดจากสัญญาก่อสร้างอย่างต่อเนื่องในระยะยาว จากการที่บริษัทเน้นการประมูลโครงการก่อสร้างและสัมปทานจากหน่วยงานภาครัฐ โดยกระแสเงินสดดังกล่าว ยังครอบคลุมกระแสเงินสดที่ใช้ในการลงทุนและจัดหาเงิน ซึ่งมีมูลค่ารวม 3,136.02 ล้านบาท ส่งผลให้มีเงินสดเพิ่มขึ้นสุทธิ 2,404 ล้านบาท สะสมให้บริษัทมีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดอยู่ที่ 10,188 ล้านบาท ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2567 รายได้สัญญาก่อสร้างเติบโตต่อเนื่อง จากการลงนามโครงการใหม่            ในเดือนพฤศจิกายน 2567 บริษัททำสัญญากิจการร่วมค้ากับ บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) ภายใต้ชื่อ ซีเคเอสที-โออาร์ มูลค่าสัญญากว่า 58,950 ล้านบาท เพื่อรับจ้างงานก่อสร้างโยธาโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงบางขุนนนท์-มีนบุรี โดยบริษัทมีสัดส่วนการลงทุน 51% และมีระยะเวลาดำเนินการประมาณ 64 เดือน (5-6 ปี)            นอกจากนั้น ในปี 2567 บริษัทได้ลงนามสัญญารับจ้างจากบริษัทในเครืออย่าง BEM และ TTW จำนวน 6 โครงการ ด้วยสัญญามูลค่ารวม 125,707 ล้านบาท และได้ลงนามสัญญาอีก 1 โครงการจากการชนะการประกวดราคา มูลค่าประมาณ 552 ล้านบาท แนวโน้มในปี 2568            บริษัทมีโครงการที่จะเข้าร่วมประกวดราคาคิดเป็นมูลค่าประมาณเกือบ 4 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นโครงการที่มีมูลค่าสูงและการก่อสร้างซับซ้อน อย่างไรก็ตาม CK มีจุดเด่นด้วยประสบการณ์และความพร้อมทั้งด้านการเงิน บุคลากร การบริหารจัดการ ทำให้บริษัทมีศักยภาพเติบโตในธุรกิจอย่างต่อเนื่อง อันดับเครดิต A- จากการเป็นผู้รับเหมาก่อสร้างชั้นนำของประเทศ            ในด้านอันดับเครดิต พบว่าทริสเรทติ้งคงอันดับเครดิตองค์กรและจัดอันดับหุ้นกู้ที่ระดับ A- และแนวโน้มอันดับเครดิต Stable ณ วันที่ 3 มีนาคม 2568 สะท้อนความสามารถในการรับงานโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ที่ซับซ้อน ซึ่งบริษัทเชี่ยวชาญในงานก่อสร้างที่หลากหลาย ทำให้ได้รับสัญญาก่อสร้างและสร้างรายได้ประจำระยะยาว            อย่างไรก็ตาม บริษัทก็ยังมีภาระหนี้สินในระดับสูงจากอัตราส่วนหนี้สินรวมต่อส่วนของผู้ถือหุ้นรวม (D/E ratio) จาก 2.72 เท่า ในปี 2566 มาเป็น 3.27 เท่าในปี 2567 แต่หนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ย (IBD) ลดลงตามเงินกู้ยืมทั้งระยะสั้นและยาว รวมถึงอัตรากำไรค่อนข้างน้อยของธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง ท่ามกลางการแข่งขันรุนแรง ประวัติการปรับอันดับเครดิตองค์กร (Issuer Rating)            ข้อกำหนดการดำรงอัตราส่วนทางการเงิน ตามข้อกำหนดสิทธิ (Financial Covenant) บริษัทในฐานะผู้ออกหุ้นกู้ต้องรักษาอัตราส่วนของหนี้สินสุทธิที่มีภาระดอกเบี้ยต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (Net Interest-Bearing Debt to Equity) ตามงบการเงินรวมไม่เกิน 3 เท่า โดย ณ สิ้นปี 2567 บริษัทมีอัตราส่วนดังกล่าวอยู่ที่ 1.67 เท่า            หุ้นกู้คงค้างของบริษัท (Outstanding bonds) ในปัจจุบันอยู่ที่ 41,102 ล้านบาท จากหุ้นกู้ 24 รุ่น โดย CK ออกหุ้นกู้มาแล้ว 81 รุ่น ตั้งแต่ปี 2543 และไม่มีประวัติการผิดนัดชำระหรือดอกเบี้ยของหุ้นกู้ นอกจากนี้ บริษัทมีหุ้นกู้ที่จะครบกำหนดชำระในปี 2568 เป็นมูลค่า 7,200 ล้านบาท ในเดือน พฤษภาคม สิงหาคม และ พฤศจิกายน ตามลำดับ ขณะที่มีเงินสด รายการเทียบเท่าเงินสดในมือจำนวน 10,188 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2567 CK's Bond Outstanding Value (THB Million)            หุ้นกู้เสนอขายใหม่ บริษัทมีแผนเสนอขายหุ้นกู้ครั้งที่ 1/2568 ประเภทไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีประกัน ให้แก่นักลงทุนทั่วไป ช่วง [18 และ 21-22] เมษายน 2568 จ่ายดอกเบี้ยทุก 6 เดือน ทั้งหมด 4 ชุด ได้แก่ อายุ 3 ปี อัตราดอกเบี้ย [3.3 - 3.5%] ต่อปี อายุ 5 ปี อัตราดอกเบี้ย [3.6 - 3.8%] ต่อปี อายุ 7 ปี อัตราดอกเบี้ย [3.8 - 4.0%] ต่อปี อายุ 10 ปี อัตราดอกเบี้ย [4.0 - 4.2%] ต่อปี ปัจจัยเสี่ยง ความเสี่ยงจากภาระหนี้สินในระดับสูง แม้ CK จะมีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด 10,188 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่าหุ้นกู้ที่ครบกำหนดในปี 2568 ที่ 7,200 ล้านบาท แต่หนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ย (IBD) คิดเป็นกว่า 90% ของหนี้สินรวมในปี 2567 ถือเป็นระดับที่สูง ทำให้บริษัทต้องบริหารกระแสเงินสดอย่างรัดกุมสำหรับการชำระเงินต้นและดอกเบี้ย ความเสี่ยงจากการพึ่งพิงการออกตราสารหนี้เป็นหลัก หรือคิดเป็นประมาณ 75% ของหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ย ณ สิ้นปี 2567 รวมมูลค่ากว่า 41,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม บริษัทยังสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนอื่น เช่น เงินกู้ยืมจากสถาบันการเงิน กระแสเงินสดจากการดำเนินงาน ความเสี่ยงเรื่องต้นทุนที่บริษัทต้องแบกรับ จากการเปลี่ยนแปลงของราคาวัสดุก่อสร้าง ท่ามกลางความผันผวนของสภาวะเศรษฐกิจและตลาดวัสดุก่อสร้างที่เคลื่อนไหวตามอุปสงค์และอุปทาน รวมไปถึงปัญหาขาดแคลนแรงงานฝีมือ รวมถึงข้อจำกัดการจ้างแรงงานต่างด้าว

มือไม้สั่น! ราคาทองพุ่ง รูปพรรณขายออก 50,200 บ.

มือไม้สั่น! ราคาทองพุ่ง รูปพรรณขายออก 50,200 บ.

            หุ้นวิชั่น – วันที่  28 มีนาคม 2568 สมาคมค้าทองคำ ได้แจ้งราคาทองคำซึ่ง ราคาปรับขึ้นลงจำนวน 2 ครั้ง ดังนี้ ครั้งที่ 1 ราคาปรับขึ้น 600 บาท ,ครั้งที่ 2 ราคาปรับลง 50 บาท            รวมเช้าวันนี้ “ราคาปรับขึ้น 650 บาท” โดยราคาทองแท่ง ปัจจุบันรับซื้ออยู่ที่ 49,300.00 บาท ราคาขายออกอยู่ที่ 49,400.00 บาท ส่วนราคาทองรูปพรรณ รับซื้ออยู่ที่ 48,405.88 บาท และราคาขายออกอยู่ที่ 50,200.00 บาท

SCB คาดค่าเงินบาทวันนี้ กรอบ 33.75-34.00 บ./ดอลลาร์

SCB คาดค่าเงินบาทวันนี้ กรอบ 33.75-34.00 บ./ดอลลาร์

           หุ้นวิชั่น - กลุ่มงานตลาดการเงิน ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 33.75-34.00 บาท/ดอลลาร์ ค่าเงินบาทกลับมาแข็งค่าเล็กน้อย สอดคล้องเงินยูโรและเงินปอนด์ที่แข็งค่าเทียบกับเงินดอลลาร์ ด้านรัฐบาลอังกฤษกำลังเร่งเจรจาด่วนกับรัฐบาลสหรัฐฯ เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกเก็บภาษีนำเข้าเพิ่ม เศรษฐกิจสหรัฐฯ โตสูงกว่าคาดที่ 4% ในไตรมาส 4 ปีที่แล้ว โดยกำไรของบริษัทเพิ่มขึ้น 5.9% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบกว่า 2 ปี เงินเฟ้อกรุงโตเกียวเดือนมีนาคม เร่งตัวขึ้นมาอยู่ที่ 9%YOY สูงกว่าที่ตลาดคาด เพิ่มโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BoJ)

ราคาน้ำมันดิบดีด ขานรับสต็อกต่ำกว่าคาด

ราคาน้ำมันดิบดีด ขานรับสต็อกต่ำกว่าคาด

           หุ้นวิชั่น – ทีมข่าวหุ้นวิชั่น รายงาน บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด ระบุว่า สัญญาน้ำมันดิบ WTI ปรับตัวเพิ่มขึ้น 27 เซนต์ หรือ +0.39% ปิดที่ 69.92 ดอลลาร์/บาร์เรล โดยราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นติดต่อกันเป็นวันที่สอง เนื่องจากนักลงทุนยังคงตอบรับต่อข้อมูลสต็อกน้ำมันดิบของสหรัฐฯ ที่ลดลงมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ รวมถึงแนวโน้มอุปทานน้ำมันที่ตึงตัว ขณะเดียวกันนักลงทุนยังคงประเมินผลกระทบจากมาตรการภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ ที่อาจส่งผลต่อเศรษฐกิจโลก

จัดทัพหุ้นท่องเที่ยว

จัดทัพหุ้นท่องเที่ยว

          หุ้นวิชั่น - มูลค่าการซื้อขายตลาดหุ้นไทยเริ่มลดลงสอดคล้องกับมูลค่าซื้อขายตลาดหุ้นประเทศอื่นๆ ที่ลดลงระดับ 20%-40%  เนื่องจากนักลงทุนชะลอ การลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง ระหว่างเฝ้ารอ ดูทรัมป์กำลังตัดสินใจตั้งกำแพงภาษีตอบโต้หลายประเทศ  สงครามการค้าระอุ กดดันตลาดหุ้นทั่วโลก           ล่าสุด ครม. เคาะไฟเขียว พ.ร.บ.ธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร มุ่งเน้นลงทุนเพื่อการท่องเที่ยวไทย กำหนด “กาสิโน” ไม่เกิน 10% ของพื้นที่ทั้งหมด หุ้นได้ประโยชน์ในมุมมอง BLS Research ประกอบด้วย  BTS , VGI , STECON ,BA , MBK และกลุ่มโรงแรม ส่วนกลุ่มธนาคารอาจได้ประโยชน์ทางอ้อมจากการปล่อยกู้โครงการใหญ่           เช่นเดียวกับ บล.หยวนต้าคาด เป็นปัจจัยบวกเชิง Sentiment ต่อ VGI, BTS, MBK, ERW, CENT ส่วน บล.กรุงศรี ชี้ หุ้น BTS, VGI, BA, STECON ได้รับอานิสงส์พร้อมกับกลุ่มธนาคาร BBL, KBANK, KTB           ภายใต้มูลค่าซื้อขายเบาบางนี้  มุมมอง บล.เอเซีย พลัส แนะนำ TRADING หุ้นมีปัจจัยบวกเฉพาะตัว จากมาตรการคงค่าไฟฟ้า GPSC, BGRIM เก็งข่าวมาตรการเราเที่ยวด้วยกัน รัฐจ่ายคนละครึ่ง ERW, MINT, CENTEL และหุ้นอิงราคาน้ำมัน PTTEP, PTT, BCP, TOP           หันมาดูตัวเลข นักท่องเที่ยวต่างชาติฯ ตั้งแต่ 1 ม.ค. – 23 มี.ค. 68 โต 2.9% YOY มาที่ 8,885,747 คน หรือเฉลี่ย 108,363 คนต่อวัน (เพิ่ม 5.4% จากค่าเฉลี่ยรายวัน 4Q67) ยังถือว่าอัตราการขยายตัวน้อยกว่าสมมติฐานฝ่ายวิจัยที่เพิ่ม 8.6%YOY (38.6 ล้านคน) และภาครัฐ (39-40 ล้านคน เพิ่มประมาณ 10% YOY) หลังนักท่องเที่ยวจีนเดินทางเข้าไทยยังน้อยกว่าที่ประเมิน (สัปดาห์ที่ 17 มี.ค. – 23 มี.ค. 68 อยู่ที่ 67,580 คน ติดลบ 4% WOW และหดตัว 50% YOY) จากความกังวลด้านความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวจีน และการแข่งขันด้านการท่องเที่ยวจากประเทศอื่น โดยเฉพาะ ญี่ปุ่น           สถานการณ์ของนักท่องเที่ยวจีนยังต้องติดตามการฟื้นตัว หากพิจารณาช่วงเกิดเหตุเรือล่มที่ภูเก็ต (ก.ค. 61) นักท่องเที่ยวจีนมาไทยติดลบติดต่อกัน 5 เดือน จึงเริ่มกลับมาขยายตัว YOY ช่วง ธ.ค. 61 โดยสมมติฐานนักท่องเที่ยวฯ ทั้งปีเริ่มดูท้าทาย แต่ยังอยากติดตามปัจจัยหนุนช่วงนอกฤดูกาลท่องเที่ยวจากวันหยุดอีสเตอร์ที่ปีนี้เลื่อนไปอยู่ เม.ย. (ปีก่อนอยู่ มี.ค.)           รวมถึงติดตามการเดินทางของนักท่องเที่ยวจีนช่วงวันแรงงาน (หยุด 5 วัน 1–5พ.ค. 68) และ 3Q เข้าสู่ SEASONALITY ของสมุย ซึ่งแนวโน้มนักท่องเที่ยวฯ น่าจะเข้ามามากขึ้น รับประโยชน์จากกระแส WHITE LOTUS ว่าจะเข้ามาสนับสนุนได้มากน้อยเพียงใด           ทั้งนี้ กรณีที่นักท่องเที่ยวฯ ฟื้นช้ากว่าคาด อาจส่งผลให้นักท่องเที่ยวฯ เข้าไทยลงมาอยู่ที่ 37-37.5 ล้านคน เติบโต 4.1%-5.5%  เมื่อเทียบกับปีก่อน สำหรับผลต่อการดำเนินงานกลุ่มท่องเที่ยว มองว่าบริษัทที่มีสัดส่วนรายได้ในไทยสูง จะได้รับผลกระทบจากภาพนักท่องเที่ยวฯข้างต้น เรียงจากมากไปน้อยดังนี้ AOT ตามด้วย ERW, CENTEL และ MINT (สัดส่วนรายได้ 50% มาจากโรงแรมในEU)           ราคาหุ้นในกลุ่มท่องเที่ยว YTD ปรับฐานเฉลี่ย 20% (VS SET INDEX ลบ 15%) ซึมซับปัจจัยลบไปบางส่วนแล้ว ขณะที่มาตรการกระตุ้นท่องเที่ยวไทย อย่าง เราเที่ยวด้วยกัน รัฐจ่ายคนละครึ่ง (50% : 50%)ครอบคลุมค่าที่พัก ค่าเครื่องบิน ร้านอาหาร เริ่ม พ.ค. - ก.ย. ประกอบกับร่าง พ.ร.บ. สถานบันเทิงครบวงจร  ที่ ครม. เห็นชอบ  น่าจะช่วยสร้าง SENTIMENT ที่ดีต่อหุ้นในกลุ่มท่องเที่ยวหลังปรับฐานมาอย่างต่อเนื่อง           โดยคงเลือก MINT และ CENTEL เป็นหุ้นเด่น จากโครงสร้างธุรกิจกระจายตัวและในหลายประเทศ (อย่าง CENTEL มีโรงแรมในญี่ปุ่น) ลดทอนผลกระทบจากการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวที่ช้ากว่าสมมติฐาน           ส่วน ERW มองว่าราคาหุ้นปัจจุบันซื้อขายที่ PER ราว 13 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่ 35 เท่า ถือว่าไม่แพงแล้ว ขณะที่ AOT จะรับประโยชน์จากการกระตุ้นท่องเที่ยวไทยน้อยกว่ากลุ่มโรงแรม เพราะค่าบริการผู้โดยสารขาออกในประเทศ (130 บาทต่อคน) ไม่สูงเท่าระหว่างประเทศ (730 บาทต่อคน)           ในที่สุดครม.  ได้มีมติเห็นชอบ ร่าง พ.ร.ก. แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ. หลักทรัพย์ฯ เพิ่ม อำนาจให้ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ในการทำคดีหุ้น ทั้งด้านการเพิ่มประสิทธิภาพเกี่ยวกับการกำกับดูแลการขายชอร์ต เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมโปร่งใส ด้านการกำกับผู้ประกอบวิชาชีพในตลาดทุนเพื่อยกระดับการทำหน้าที่ตรวจสอบและป้องกันการทุจริตของบริษัทจดทะเบียน การรายงานข้อมูลการก่อภาระผูกพันในหลักทรัพย์เพื่อให้ผู้ลงทุนได้รับข้อมูลที่สำคัญ ครบถ้วนและเพียงพอเพื่อประกอบการตัดสินใจลงทุน ด้านมาตรการทางกฎหมายเพื่อยับยั้งความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการทำธุรกรรมของบริษัทจดทะเบียน           สำหรับกรณีการเป็นพนักงานสอบสวนในคดีที่มี high impact  ก.ล.ต. มีอำนาจในการทำคดีและเมื่อสรุปสำนวนเสร็จสิ้น จะนำส่งสำนวนและความเห็นไปยังพนักงานอัยการเพื่อพิจารณาสั่งฟ้องซึ่งเป็นไปตามหลักการ check and balance ตามกระบวนการยุติธรรม การดำเนินการดังกล่าว ก.ล.ต. สามารถบูรณาการพนักงานสอบสวนหรือเจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือพนักงานสอบสวนคดีพิเศษหรือเจ้าหน้าที่คดีพิเศษ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการร่วมสอบสวนคดีโดยใช้ความเชี่ยวชาญมาช่วยให้กระบวนการบังคับใช้กฎหมายในกรณี high impact รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากขึ้น           ก็ต้องจับตากันต่อไปว่า เมื่อเสริมเขี้ยวเล็บให้กับ  ก.ล.ต. แล้ว จะกล้าฟันมากน้อยแค่ไหน การลงทุน มีความเสี่ยง ผู้ลงทุน ควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจ ข่าวหัวม่วง By ทีมงานหุ้นวิชั่น  

ตลท.เชื่อ พรก. เพิ่มอำนาจ ก.ล.ต. ส่งผลดีต่อตลาดทุนไทย

ตลท.เชื่อ พรก. เพิ่มอำนาจ ก.ล.ต. ส่งผลดีต่อตลาดทุนไทย

          สืบเนื่องจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ในวันนี้ (27 มีนาคม 2568) มีมติเห็นชอบร่าง พ.ร.ก. แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ. หลักทรัพย์ฯ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (ชุดยกระดับการกำกับดูแลกิจการและมาตรการบังคับใช้กฎหมาย) ตามที่กระทรวงการคลังเสนอนั้น           นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์ฯ เชื่อมั่นว่า ร่างกฎหมายดังกล่าว จะส่งผลดีต่อตลาดทุนโดยรวม เพราะนอกจากจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในเรื่องของการกำกับดูแลการซื้อขายและการตรวจสอบการทำธุรกรรมของบริษัทจดทะเบียนแล้ว ยังจะช่วยให้การดำเนินการทางคดีและการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับการกระทำความผิดในตลาดทุนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถลงโทษผู้กระทำความผิดได้รวดเร็วมากขึ้น อันจะช่วยป้องปรามให้ผู้ที่คิดจะกระทำความผิดเกิดความเกรงกลัว โดยมาตรการต่าง ๆ ที่กำหนดเพิ่มเติมในร่างกฎหมายดังกล่าว สามารถจะเสริมสร้างความเชื่อมั่น (Trust & Confidence) ให้แก่ผู้ลงทุน ซึ่งถือเป็นวาระสำคัญเร่งด่วนของตลาดทุนไทยในขณะนี้

ก.ล.ต. ขานรับครม.ผ่านร่าง พ.ร.ก. แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ. หลักทรัพย์ฯ

ก.ล.ต. ขานรับครม.ผ่านร่าง พ.ร.ก. แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ. หลักทรัพย์ฯ

          ตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ในการประชุมเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2568 ได้มีมติเห็นชอบ ร่าง พ.ร.ก. แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ. หลักทรัพย์ฯ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (ชุดยกระดับการกำกับดูแลกิจการและมาตรการบังคับใช้กฎหมาย) ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ           นางพรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวว่า การปรับปรุงกฎหมายในครั้งนี้ เป็นการปรับปรุงในหลาย ๆ มิติ ทั้งด้านการเพิ่มประสิทธิภาพเกี่ยวกับการกำกับดูแลการขายชอร์ตเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมโปร่งใส ด้านการกำกับผู้ประกอบวิชาชีพในตลาดทุนเพื่อยกระดับการทำหน้าที่ตรวจสอบและป้องกันการทุจริตของบริษัทจดทะเบียน การรายงานข้อมูลการก่อภาระผูกพันในหลักทรัพย์เพื่อให้ผู้ลงทุนได้รับข้อมูลที่สำคัญ ครบถ้วนและเพียงพอเพื่อประกอบการตัดสินใจลงทุน ด้านมาตรการทางกฎหมายเพื่อยับยั้งความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการทำธุรกรรมของบริษัทจดทะเบียน ตลอดจนเพิ่มประสิทธิภาพและยกระดับในการบังคับใช้กฎหมาย โดยเพิ่มอำนาจในการทำคดีของ ก.ล.ต.           “ที่ผ่านมา ก.ล.ต. ได้มีการดำเนินการในหลายด้านเพื่อยกระดับในการกำกับดูแล ให้มีความโปร่งใสและเป็นธรรมต่อทุกภาคส่วน รวมทั้งเตรียมความพร้อมบุคลากรด้านการบังคับใช้กฎหมายอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการปรับปรุงกฎหมายภายใต้การกำกับดูแลของ ก.ล.ต. เป็นส่วนหนึ่งในการยกระดับการกำกับดูแล โดยการออกเป็น พ.ร.ก. ตามที่ ครม. เห็นชอบจะช่วยให้การดำเนินการได้รวดเร็วมากขึ้น และเสริมสร้างความเชื่อมั่นในตลาดทุนให้แข็งแกร่งขึ้น ซึ่งเป็นรากฐานในการช่วยบรรเทาผลกระทบต่อตลาดทุนได้กรณีมีเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ อีกทั้งการเสริมสร้างตลาดทุนไทยให้แข็งแกร่งยังเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศอีกด้วย           สำหรับกรณีการเป็นพนักงานสอบสวนในคดีที่มี high impact  ก.ล.ต. มีอำนาจในการทำคดีและเมื่อสรุปสำนวน เสร็จสิ้น จะนำส่งสำนวนและความเห็นไปยังพนักงานอัยการเพื่อพิจารณาสั่งฟ้องซึ่งเป็นไปตามหลักการ check and balance ตามกระบวนการยุติธรรม การดำเนินการดังกล่าว ก.ล.ต. สามารถบูรณาการพนักงานสอบสวนหรือเจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือพนักงานสอบสวนคดีพิเศษหรือเจ้าหน้าที่คดีพิเศษ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการร่วมสอบสวนคดีโดยใช้ความเชี่ยวชาญมาช่วยให้กระบวนการบังคับใช้กฎหมายในกรณี high impact รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากขึ้น” เลขาธิการ ก.ล.ต. กล่าว

6 เรื่องต้องรู้! ก่อนลงทุนหุ้นเติบโต

6 เรื่องต้องรู้! ก่อนลงทุนหุ้นเติบโต

           หุ้นวิชั่น - การเติบโตของยอดขายและกำไร เป็นตัวชี้วัดสำคัญที่สะท้อนถึงความสำเร็จและศักยภาพของธุรกิจในระยะยาว โดยการเติบโตของยอดขายแสดงถึงความสามารถของบริษัทในการขยายตลาดและเพิ่มส่วนแบ่งการตลาด ในขณะที่การเติบโตของกำไรสะท้อนถึงความสามารถในการจัดการต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต โดยสองปัจจัยดังกล่าวมีความสำคัญต่อการสร้างความมั่นคงและความยั่งยืนของธุรกิจในระยะยาว วิธีเลือกหุ้นเติบโตในระยะยาว หากเลือกหุ้นเติบโตเข้ามาในพอร์ตการลงทุน นอกจากจะเพิ่มโอกาสในการสร้างผลตอบแทนที่ดีแล้ว ยังลดความเสี่ยงจากการลงทุนในระยะยาวด้วย สำหรับคุณสมบัติโดดเด่นของหุ้นที่มีการเติบโตของยอดขายและกำไร มีดังนี้ วิเคราะห์การเติบโตของรายได้และกำไร อัตราการเติบโตสูง มีการเติบโตของรายได้และกำไรที่สูงกว่าเฉลี่ยของตลาด โดยมักจะเกิดจากการขยายตัวของตลาดหรือการเพิ่มส่วนแบ่งการตลาด การเพิ่มส่วนแบ่งการตลาด บริษัทเหล่านี้มักจะใช้กลยุทธ์เพื่อเพิ่มส่วนแบ่งการตลาด เช่น การสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ หรือการขยายไปสู่ตลาดใหม่ การลงทุนในนวัตกรรมและการขยายตัว การลงทุนใน R&D มีการลงทุนอย่างมากในด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ และปรับปรุงผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่ การขยายตัวของธุรกิจ มีการขยายธุรกิจไปยังตลาดใหม่ ๆ หรือการเพิ่มความสามารถในการผลิตเพื่อรองรับการเติบโต การบริหารเงินทุน การไม่จ่ายเงินปันผลหรือจ่ายน้อย บริษัทเหล่านี้มักจะไม่จ่ายเงินปันผลหรือจ่ายน้อย เนื่องจากเลือกที่จะนำกำไรกลับมาใช้ในการขยายธุรกิจ การมีงบดุลที่แข็งแกร่ง มักจะมีงบดุลที่แข็งแกร่งและมีเงินสดเพียงพอสำหรับการลงทุนในอนาคต การประเมินมูลค่าสูง อัตราส่วน P/E Ratio สูง หุ้นเหล่านี้มักจะมีอัตราส่วนราคาต่อกำไร (P/E Ratio) สูง เนื่องจากนักลงทุนคาดหวังการเติบโตในอนาคต ความเสี่ยงสูง มีความเสี่ยงสูงเนื่องจากมูลค่าหุ้นขึ้นอยู่กับความคาดหวังในอนาคต หากไม่บรรลุเป้าหมาย การลดลงของราคาหุ้นอาจเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ความเป็นผู้นำในอุตสาหกรรม การเป็นผู้นำหรือผู้บุกเบิก บริษัทเหล่านี้มักจะเป็นผู้นำหรือผู้บุกเบิกในอุตสาหกรรมนั้น ๆ โดยมีการสร้างผลิตภัณฑ์หรือบริการใหม่ ๆ ที่มีนวัตกรรม หุ้นเติบโต ควรลงทุนนานแค่ไหน            สำหรับการลงทุนในหุ้นการเติบโตมักต้องใช้ระยะเวลานาน เนื่องจากเป็นการลงทุนที่มุ่งเน้นการเติบโตในระยะยาว โดยทั่วไปแล้ว นักลงทุนควรเตรียมพร้อมที่จะถือครองหุ้นเหล่านี้เป็นเวลาอย่างน้อย 3 ปี หรือมากกว่านั้น เพื่อให้ได้รับผลตอบแทนที่ดีจากความสามารถในการเติบโตของบริษัท หมายความว่า ต้องใช้ความอดทนและความสามารถในการรับความเสี่ยงในระยะยาว หุ้นเติบโต vs ระยะเป้าหมายสำหรับการลงทุน นักลงทุนอาจพิจารณาก่อนว่าแท้จริงแล้ว ระยะเวลาเป้าหมายการลงทุนของเราเป็นอย่างไร สอดคล้องกับการลงทุนในหุ้นเติบโตหรือไม่ อาจพิจารณาดังนี้ เป้าหมายการลงทุนระยะสั้น ไม่เหมาะสมสำหรับหุ้นการเติบโต เนื่องจากมีความเสี่ยงสูงและอาจมีการเปลี่ยนแปลงของราคาอย่างรวดเร็ว เป้าหมายการลงทุนระยะกลาง (3 - 7 ปี) เป็นระยะเวลาที่นักลงทุนสามารถเริ่มเห็นผลตอบแทนจากการเติบโตของบริษัทได้ แต่ยังคงต้องมีความอดทนและความสามารถในการรับความเสี่ยง เป้าหมายการลงทุนระยะยาว (7 ปีขึ้นไป) เป็นระยะเวลาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการลงทุนในหุ้นการเติบโต เนื่องจากช่วยให้สามารถรับผลตอบแทนที่ดีจากการเติบโตอย่างต่อเนื่องของบริษัท และลดความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของตลาดในระยะสั้น 6 เรื่องที่ต้องทำความเข้าใจก่อนลงทุนหุ้นเติบโต ความเข้าใจในอุตสาหกรรมและตลาด การวิเคราะห์อุตสาหกรรม เข้าใจถึงแนวโน้มและโอกาสในการเติบโตของอุตสาหกรรมที่บริษัทดำเนินธุรกิจ การวิเคราะห์ตลาด รู้จักผู้เล่นหลักในตลาดและสถานะของบริษัทที่สนใจลงทุน วิเคราะห์ทางการเงิน งบการเงิน สามารถวิเคราะห์งบการเงินของบริษัทเพื่อประเมินความแข็งแกร่งทางการเงินและศักยภาพในการเติบโต อัตราส่วนการเงิน เข้าใจอัตราส่วนสำคัญ เช่น อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin), P/E Ratio หรือ D/E Ratio การประเมินความเสี่ยง ความเสี่ยงจากการแข่งขัน เข้าใจถึงความเสี่ยงจากการแข่งขันในอุตสาหกรรมและความสามารถของบริษัทในการแข่งขัน ความเสี่ยงจากเศรษฐกิจ เข้าใจถึงความเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจในประเทศที่บริษัทดำเนินธุรกิจ การวิเคราะห์เชิงเทคนิค การวิเคราะห์แนวโน้มราคา สามารถวิเคราะห์แนวโน้มราคาและรูปแบบการเคลื่อนไหวของหุ้นเพื่อทำนายการเคลื่อนไหวในอนาคต การวิเคราะห์ปริมาณการซื้อขาย เข้าใจถึงปริมาณการซื้อขายและความสนใจของนักลงทุนในหุ้นนั้น ๆ การวิเคราะห์ข่าวสารและเหตุการณ์ การติดตามข่าวสารติดตามข่าวสารและเหตุการณ์ที่อาจมีผลกระทบต่อบริษัทและอุตสาหกรรม การประเมินผลกระทบ สามารถประเมินผลกระทบของข่าวสารและเหตุการณ์ต่อการเติบโตของบริษัทได้ การบริหารความเสี่ยง การกระจายการลงทุน รู้จักการกระจายการลงทุนเพื่อลดความเสี่ยง การกำหนดเป้าหมายการลงทุน กำหนดเป้าหมายการลงทุนและแผนการบริหารความเสี่ยงอย่างชัดเจน พฤติกรรมราคาของหุ้นเติบโตเป็นอย่างไร การเติบโตของบริษัทมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงราคาหุ้นอย่างมาก เนื่องจากนักลงทุนมักใช้ข้อมูลเกี่ยวกับการเติบโตของบริษัทในการประเมินมูลค่าหุ้นและตัดสินใจลงทุน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นในตลาด ดังนี้ การเพิ่มขึ้นของราคาหุ้น รายได้และกำไรที่เพิ่มขึ้น เมื่อบริษัทมีการเติบโตของรายได้และกำไร นักลงทุนมักจะมองว่าบริษัทมีศักยภาพสูง ส่งผลให้ความต้องการซื้อหุ้นเพิ่มขึ้นและราคาหุ้นปรับตัวสูงขึ้น ความคาดหวังในอนาคต การเติบโตอย่างต่อเนื่องทำให้นักลงทุนคาดหวังว่าบริษัทจะสามารถสร้างผลตอบแทนในอนาคตได้ดี ซึ่งช่วยดันราคาหุ้นให้สูงขึ้น ความผันผวนของราคาหุ้น การตอบสนองต่อผลประกอบการ หากบริษัทประกาศผลประกอบการที่ดีกว่าคาด ราคาหุ้นอาจปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่หากผลประกอบการต่ำกว่าคาด ราคาหุ้นอาจลดลงอย่างมาก ความเสี่ยงจากความคาดหวังสูง หุ้นที่เติบโตมักมีราคาสูงกว่ามูลค่าพื้นฐาน ทำให้เกิดความผันผวนเมื่อบริษัทไม่สามารถบรรลุเป้าหมายที่นักลงทุนคาดหวัง การเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรม การเติบโตในตลาดใหม่ หากบริษัทสามารถขยายธุรกิจไปยังตลาดใหม่ได้สำเร็จ ราคาหุ้นมักจะปรับตัวเพิ่มขึ้นตาม การแข่งขันในอุตสาหกรรม หากบริษัทสูญเสียส่วนแบ่งตลาดหรือไม่สามารถรักษาการเติบโตได้ ราคาหุ้นอาจลดลง ความสัมพันธ์กับปัจจัยภายนอก เศรษฐกิจโลก การเติบโตของบริษัทอาจได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลก เช่น ความต้องการสินค้าลดลง หรือปัญหาในห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งส่งผลต่อราคาหุ้น ข่าวสารและเหตุการณ์สำคัญ ข่าวเกี่ยวกับการเติบโต เช่น การเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ หรือการเข้าซื้อกิจการ สามารถกระตุ้นให้ราคาหุ้นปรับตัวสูงขึ้น ผลกระทบระยะยาว การสะสมมูลค่า การเติบโตอย่างมั่นคงในระยะยาวช่วยให้ราคาหุ้นเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และสร้างผลตอบแทนที่ดีแก่ผู้ถือหุ้น ความเสี่ยงในระยะยาว หากบริษัทไม่สามารถรักษาการเติบโตได้ ราคาหุ้นอาจลดลงอย่างต่อเนื่องและส่งผลเสียต่อนักลงทุน โดย ฐิติเมธ โภคชัย ฝ่ายพัฒนาความรู้ผู้ลงทุน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

บล.หยวนต้า แนะ DBS19 จากปันผลสูง หลบภัยเทรดวอร์

บล.หยวนต้า แนะ DBS19 จากปันผลสูง หลบภัยเทรดวอร์

          หุ้นวิชั่น-ทีมข่าวหุ้นวิชั่น รายงาน บล.หยวนต้า ระบุ ตลาดหุ้นสิงคโปร์ปรับตัวขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่ต่อเนื่อง โดยหลักได้รับแรงหนุนจากกลุ่มธนาคารที่ได้ประโยชน์โดยตรงจากแนวโน้มนเศรษฐกิจของสิงคโปร์ที่ดีขึ้น ซึ่งการเลือกตั้งในช่วงเดือนพฤศจิกายนปีนี้ จะส่งผลให้รัฐบาลออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อรักษาฐานเศรษฐกิจ           นอกจากนี้ การดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางสิงคโปร์ (MAS) ยังมีแนวโน้มนโยบายการเงินผ่อนคลาย โดยการปล่อยให้ค่าเงินสิงคโปร์ดอลลาร์อ่อนค่า จึงเป็นปัจจัยบวกกับธนาคารที่มีรายได้จากต่างประเทศสูง           DBS เป็นหนึ่งในหุ้นที่นำ AI มาปรับใช้ โดยบริษัทเพิ่งประกาศว่าจะลดจำนวนพนักงานที่เป็นสัญญาจ้างหรือลงพนักงานชั่วคราวลงถึง 4,000 ตำแหน่งภายใน 3 ปี ซึ่งคิดเป็นเกือบ 50% ของพนักงานชั่วคราวทั้งหมด และนำ AI มาแทนที่ในการตอบคำถามหรือให้บริการแก่ลูกค้า ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนได้อีกมาก           DBS ยังเป็นหนึ่งในหุ้นปันผลสูงที่รองรับความเสี่ยงจากสงครามการค้าที่มีโอกาสจะเข้มข้นขึ้นในไตรมาสที่ 2 ปี 2025 โดย Bloomberg Consensus คาดการณ์ Dividend Yield ปี 2025 สูงถึง 6.6% และจ่ายทุกไตรมาส

SCB คาดค่าเงินบาทวันนี้ กรอบ 33.90-34.15 บ./ดอลลาร์

SCB คาดค่าเงินบาทวันนี้ กรอบ 33.90-34.15 บ./ดอลลาร์

          หุ้นวิชั่น - กลุ่มงานตลาดการเงิน ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 33.90-34.15 บาท/ดอลลาร์ ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงหลังนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศขึ้นภาษีนำเข้ารถยนต์ 25% ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 2 เม.ย. โดยจะบวกเพิ่มจากภาษีที่มีอยู่แล้ว และคาดว่าจะสร้างรายได้ให้สหรัฐฯ กว่าแสนล้านดอลลาร์ ยอดคำสั่งซื้อสินค้าคงทนสหรัฐฯ ในเดือน ก.พ. โต 9%MOM สูงกว่าตลาดคาดที่ -1.0% แต่คำสั่งซื้อหลัก (สินค้าทุนไม่รวมอาวุธและเครื่องบิน) โต -0.3%MOM ต่ำกว่าคาด เงินเฟ้ออังกฤษในเดือน ก.พ. ลดลงมาที่ 8%YOY ต่ำกว่าตลาดคาด ทำให้โอกาสลดดอกเบี้ยมากขึ้น

ก.ล.ต.เตือนผถห.กู้ PLE 2 รุ่น ใช้สิทธิประชุมฯ วันที่ 28 มี.ค.68

ก.ล.ต.เตือนผถห.กู้ PLE 2 รุ่น ใช้สิทธิประชุมฯ วันที่ 28 มี.ค.68

          สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ขอให้ผู้ถือหุ้นกู้ PLE จำนวน 2 รุ่น ใช้สิทธิในการประชุมผู้ถือหุ้นกู้ ศึกษาข้อมูล ซักถามผู้ออกหุ้นกู้หรือผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ เพื่อให้ได้ข้อมูลครบถ้วนและเพียงพอต่อการตัดสินใจลงมติ ในวันที่ 28 มีนาคม 2568           ตามที่บริษัท เพาเวอร์ไลน์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) (PLE) ในฐานะผู้ออกหุ้นกู้ PLE256A และ PLE272A  จะจัดให้มีการประชุมผู้ถือหุ้นกู้ ครั้งที่ 1/2568 ในวันที่ 28 มีนาคม 2568 เวลา 10.00 น. ด้วยวิธีการประชุม ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (E-meeting) โดยมีเรื่องเพื่อพิจารณาอนุมัติ ดังนี้ (1) ผ่อนผันให้การที่ผู้ออกหุ้นกู้ไม่สามารถดำรงอัตราส่วนของ “หนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อส่วนของ ผู้ถือหุ้น” ในอัตราส่วนไม่เกิน 4 : 1 สิ้นสุด ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2567 ไม่ให้ถือเป็นเหตุผิดนัด (2) แก้ไขอัตราส่วนทางการเงินที่ผู้ออกหุ้นกู้มีหน้าที่ต้องดำรงไว้ตามข้อกำหนดสิทธิ จาก อัตราส่วนไม่เกิน 4 : 1 เป็น อัตราส่วนไม่เกิน 5 : 1           ทั้งนี้ ก.ล.ต. ได้กำหนดให้ผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้วิเคราะห์ข้อดี ข้อเสีย ประโยชน์ และผลกระทบที่ผู้ถือหุ้นกู้จะได้รับ จากการมีมติอนุมัติ หรือไม่อนุมัติ ให้ชัดเจนในแต่ละทางเลือก พร้อมเหตุผลประกอบโดยมีความเห็นของผู้แทน ผู้ถือหุ้นกู้ประกอบด้วย ก.ล.ต. จึงขอให้ผู้ถือหุ้นกู้ศึกษาข้อมูลอย่างรอบคอบ และใช้สิทธิของผู้ถือหุ้นกู้ในการรักษาประโยชน์ของตนเอง พร้อมทั้งสอบถามข้อมูลต่าง ๆ จากผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ เพื่อให้มีข้อมูลครบถ้วนประกอบการตัดสินใจออกเสียงในการประชุมผู้ถือหุ้นกู้ด้วย หมายเหตุ : บริษัทหลักทรัพย์ บลูเบลล์ จำกัด เป็นผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ PLE256A และ PLE272A

“ปุ้มปุ้ย” ยืนหนึ่งคว้า 2 รางวัล ย้ำความเชื่อมั่นองค์กร-แบรนด์

“ปุ้มปุ้ย” ยืนหนึ่งคว้า 2 รางวัล ย้ำความเชื่อมั่นองค์กร-แบรนด์

                      หุ้นวิชั่น- แบรนด์ ”ปุ้มปุ้ย“ คว้ารางวัล Thailand’s Most Admired Brand 2025 ครองอันดับ 1 ในหมวดสินค้าบริโภค กลุ่มปลากระป๋องราดพริก และรางวัล Thai Brand Award ที่ได้รับความไว้วางใจมากที่สุด จากผลสำรวจและวิจัยพฤติกรรมผู้บริโภคของนิตยสาร BrandAge กับสถาบันการศึกษาชั้นนำของประเทศ ในทุกภูมิภาคทั่วประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ จนได้ผลสำรวจที่แม่นยำ             นางปวิตา โตทับเที่ยง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานความยั่งยืนและสื่อสารองค์กร บริษัท ผลิตภัณฑ์อาหารกว้างไพศาล จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปุ้มปุ้ยเองรู้สึกยินดีและภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งสำหรับรางวัล Thailand’s Most Admired Brand 2025 คองอันดับ 1 หมวดสินค้าบริโภค กลุ่มปลากระป๋องราดพริก และรางวัล Thai Brand Award ในฐานะแบรนด์ที่เป็นที่รู้จักทั้งในและต่างประเทศ และขอบคุณในความไว้วางใจจากผู้บริโภคที่ทำให้เราได้รับถึง 2 รางวัลอันทรงคุณค่านี้ ปุ้มปุ้ยจะมุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์คุณภาพ และดำเนินธุรกิจบนพื้นฐานของความยั่งยืน พร้อมเติบโตเคียงข้างคนไทยและสังคมไทยตลอดไป             นางปวิตา กล่าวต่อว่า ปัจจัยที่ทำให้ปุ้มปุ้ยยังครองตลาดปลาแมคเคอเรลทอดราดพริก คือการรักษาคุณภาพ รสชาติของสินค้า และความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่มีอย่างต่อเนื่องมากว่า 46 ปี นอกจากนั้นเรายังได้ศึกษาความต้องการของตลาดและพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคที่มีหลากหลายในปัจจุบัน และได้ออกปุ้มปุ้ยปลาแมคเคอเรลทอดราดพริก สูตรน้ำตาลน้อย ซึ่งลดน้ำตาลลงถึง 36% และลดโซเดียมลงถึง 29% เป็นทางเลือกใหม่ให้กับกลุ่มลูกค้าคนรักสุขภาพ แต่ยังคงรสชาติความอร่อยที่ถูกปากคนไทย “ให้ทุกมื้อมีความอร่อย” ตามแบบฉบับ และคุณภาพของปุ้มปุ้ยเช่นเดิม โดยหัวใจหลักในการขับเคลื่อนแบรนด์ให้เติบโต คือความมุ่งมั่น พัฒนาผลิตภัณฑ์ เพื่อตอบสนองผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง และปัจจุบันถือได้ว่าเป็นแบรนด์ปลากระป๋องปรุงรสที่ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศ จนกลายเป็นแบรนด์ที่ผู้บริโภคไว้วางใจตลอดมาและสามารถครองตำแหน่ง ปลาแมคเคอเรลทอดราดพริกอันดับ 1 มาอย่างยาวนาน

ตลท.สัมมนาสัญจร จ. นครราชสีมา 30 มี.ค. นี้

ตลท.สัมมนาสัญจร จ. นครราชสีมา 30 มี.ค. นี้

           ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ตลาดหลักทรัพย์ไลฟ์เอ็กซ์เช้นจ์ (LiVEx) เชิญผู้ประกอบการและนักธุรกิจโคราชและจังหวัดใกล้เคียง ร่วมงานสัมมนา “Unlocking Opportunities for Business Growth - เปิดโอกาสให้ธุรกิจภาคตะวันออกเฉียงเหนือคิดการใหญ่” ที่จะช่วยสร้างโอกาสให้กับผู้ประกอบการภาคตะวันออกเฉียงเหนือเข้าถึงแหล่งเงินทุนผ่านตลาดทุน จากวิทยากร ผู้เชี่ยวชาญและผู้บริหารบริษัทจดทะเบียน มาแลกเปลี่ยนประสบการณ์และเส้นทางการระดมทุน  ผ่าน 2 หัวข้อ 1) โอกาสของธุรกิจและการระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ SET-mai-LiVex 2) เส้นทางสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน (Showcases by CEO Listed Companies) นอกจากนี้ ยังมีบริการให้คำปรึกษาทางธุรกิจ จากเจ้าหน้าที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ และผู้เชี่ยวชาญอีกด้วย            พบกันวันอาทิตย์ที่ 30 มีนาคม 2568 เวลา 13.00 - 17.00 น. ณ โคราช ฮอลล์ 2 ชั้น 4 ศูนย์การค้าเซ็นทรัล โคราช จังหวัดนครราชสีมา ผู้ประกอบการลงทะเบียนล่วงหน้าโดยไม่มีค่าใช้จ่าย https://set-event-registration.setgroup.or.th/e/unlocking-opportunities-for-business-growth-korat2025 สอบถาม SET Contact Center 02 009 9000

บล.หยวนต้า แนะ TAIWAN19 รับตลาดหุ้นไต้หวันฟื้นตัว

บล.หยวนต้า แนะ TAIWAN19 รับตลาดหุ้นไต้หวันฟื้นตัว

              หุ้นวิชั่น-ทีมข่าวหุ้นวิชั่น บล.หยวนต้า ระบุ TAIWAN19 เป็น DR ที่อ้างอิง Yuanta/P-shares Taiwan Top 50 ETF ซึ่งลงทุนในหุ้น 50 ตัวแรกของไต้หวัน ซึ่งมีสัดส่วนการลงทุนใน TSMC เกินกว่า 50%               มองว่าตลาดหุ้นไต้หวันมีโอกาสฟื้นตัวตามทิศทางหุ้นในกลุ่ม Semiconductor ทั่วโลก หลังจากที่คุณทรัมป์ระบุว่าอาจยกเว้นภาษีเท่าเทียมให้กับบางประเทศ สะท้อนถึงทิศทางนโยบายภาษีที่อาจจะผ่อนคลายกว่าที่คาด อีกทั้งก่อนหน้านี้ตลาดหุ้นไต้หวัน โดยเฉพาะ TSMC ก็ปรับตัวลงมารับปัจจัยดังกล่าวไปแล้วพอสมควร TSMC มีปัจจัยหนุนเฉพาะตัวหลังจากที่บริษัทรายงานว่าเตรียมเปิดรับออเดอร์ชิปขนาด 2 นาโนเมตรในวันที่ 1 เมษายนนี้ หลังจากมีการรายงานว่า TSMC มีอัตราการผลิตสำเร็จ (Yield Rate) สำหรับชิป 2 นาโนเมตรสูงกว่า 60% แล้ว ซึ่งชิปชนิดนี้จะถือเป็นก้าวสำคัญของอุตสาหกรรม Semiconductor และจะมีความต้องการสูงขึ้นมากในอุปกรณ์หลายประเภท โดยเฉพาะโทรศัพท์มือถือและโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ อย่าง Cloud และ Data Center มีการคาดการณ์ว่า TSMC จะสามารถผลิตชิป 2 นาโนเมตรในระดับดัชนีอุตสาหกรรม (Mass Production) ได้ภายในปี 2569 และคาดว่า Apple จะเป็นลูกค้ารายแรกที่จะนำชิปดังกล่าวไปใช้ในชิปประมวลผล A20 Processor ซึ่งจะใช้ใน iPhone 18 ที่จะเปิดตัวในปี 2569

SCB คาดค่าเงินบาทวันนี้ กรอบ 33.75-34.00 บ./ดอลลาร์

SCB คาดค่าเงินบาทวันนี้ กรอบ 33.75-34.00 บ./ดอลลาร์

        หุ้นวิชั่น - กลุ่มงานตลาดการเงิน ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 33.75-34.00 บาท/ดอลลาร์ เงินบาทกลับมาแข็งค่าขึ้น หลังดัชนีเงินดอลลาร์อ่อนค่าลงจากความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐฯ มีนาคม ลดลงมาที่ 9 ต่ำสุดในรอบ 4 ปี จากความกังวลเกี่ยวกับราคาที่สูงขึ้นและแนวโน้มเศรษฐกิจ รัสเซียและยูเครนได้ตกลงหยุดยิงในทะเลดำ และจะร่วมกันกำหนดรายละเอียดเพื่อหยุดการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานต่อไป นายชิเงรุ อิชิบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น เตรียมออกมาตรการบรรเทาผลกระทบของเงินเฟ้อต่อผู้บริโภค โดยใช้งบประมาณปีปัจจุบันและงบประมาณปีถัดไปร่วมกัน

บล.กรุงศรี แนะเก็งกำไร BIDU80 รับ AI ใหม่ ERNIE 4.5-X1

บล.กรุงศรี แนะเก็งกำไร BIDU80 รับ AI ใหม่ ERNIE 4.5-X1

          หุ้นวิชั่น-ทีมข่าวหุ้นวิชั่น รายงาน บล.กรุงศรี ระบุ Baidu Inc. (BIDU80) “AI ใหม่ ERNIE 4.5 และ X1 คาดสร้างความคาดหวังเชิงบวกต่อธุรกิจ ขณะที่หุ้นที่ยังมี Laggard กว่าเทคอื่น”           ตลาดหุ้นจีนและฮ่องกงมีทิศทางปรับตัวขึ้นตั้งแต่เริ่มต้นปี 2568 แรงหนุนขับเคลื่อนจากมาตรการกระตุ้นการบริโภค และการฟื้นตัวเศรษฐกิจจีน ผสานกับจิตวิทยาบวกเพิ่มเติมจากแนวทางการใช้ภาษีเท่าเทียม (Reciprocal Tax) ที่เน้นการเจรจาต่อรองมากขึ้น ทำให้คาดว่าผลกระทบจาก Trade War จะค่อนข้างจำกัด โดยประเมินตลาดหุ้นฮ่องกงและจีนที่ย่อตัวหรือพักตัวในกรอบ เป็นโอกาสในการเข้าลงทุน           สำหรับสัปดาห์นี้เน้นวางกลยุทธ์ เก็งกำไรในหุ้น Laggard เลือกหุ้น BIDU ผู้ให้บริการ Search Engine หลักของจีน ซึ่งมีรายได้หลักจาก Baidu Core (โฆษณาจาก Search Engine + Cloud Services + อื่นๆ) ราว 75-80% ส่วนรายได้ที่เหลือ 20-25% จาก Streaming Platform ในชื่อ iQIYI ในภาพธุรกิจความท้าทายของ Baidu มาจากความเสี่ยงของรายได้หลักSearch Engine ที่ถูกทดแทน (Disrupt) จาก AI โดยรายได้โฆษณางวด 4Q67 อ่อนลง -7%y-y อย่างไรก็ตามประเด็นดังกล่าวอยู่ในความคาดหมายตลาดมาระดับหนึ่งแล้ว บ่งชี้จากระดับ Valuation ที่มีส่วนลดจากหุ้นเทคฯ อื่นอย่างมีนัยฯ PER25F ซื้อขาย 9.49 เท่า (vs กลุ่มที่ซื้อขายเฉลี่ย 24.86 เท่า)           ขณะที่บริษัทเริ่มหารายได้ทดแทนจาก AI โดย Baidu เปิดตัว ERNIE Bot ที่ครองตลาด 11.5% ในจีน และจุดเปลี่ยนล่าสุด คือ การเปิดตัว AI ใหม่สองรุ่น ได้แก่ ERNIE 4.5 และ ERNIE X1 โดย ERNIE X1 เน้นความสามารถในการให้เหตุผล (reasoning) และถูกวางตำแหน่งให้เป็นคู่แข่งกับโมเดล R1 ของ DeepSeek และ GPT-4.5 โดยมีต้นทุนถูกกว่า ปัจจุบัน           Consensus ประเมินกำไรเติบโต 3% ในปี 2568 และเร่งขึ้นเป็น 8% ในปี 2569 ราคาเป้าหมายที่ 105.67 HKD มี Upside +13% จากราคาปัจจุบัน ส่วนด้านปัจจัยเทคนิค BIDU และ BIDU80 อยู่ในแนวโน้ม Sideways up ล่าสุดราคาย่อลงมาที่บริเวณด้านล่างของกรอบ และเริ่มมีแรงซื้อกลับ ให้น้ำหนักการฟื้นตัวขึ้นไปทดสอบแนวต้านที่จุดยอดเดิมอีกครั้ง และระหว่างสัปดาห์ไม่ควรย่อหลุดกรอบ Sideways up นี้ลงมา

บล.กรุงศรี แนะเก็งกำไร BYDCOM80 รับงบปี 67 โต

บล.กรุงศรี แนะเก็งกำไร BYDCOM80 รับงบปี 67 โต

            หุ้นวิชั่น-ทีมข่าวหุ้นวิชั่น รายงาน บล.กรุงศรี แนะเก็งกำไร BYDCOM80 เนื่องจาก BYD บริษัทผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV) รายใหญ่ของจีน เพิ่งรายงานงบการเงินบริษัทมีกำไรสุทธิปี 2567 โต 34% YoY ที่ 4.025 หมื่นล้านหยวน และรายได้โต 29.02% YoY ที่ 7.771 แสนล้านหยวน แรงหนุนจากอุปสงค์ที่แข็งแกร่งของรถยนต์ EV ทั้งในตลาดจีนและต่างประเทศ อิงจากยอดขายรถยนต์ 4.27 ล้านคัน +41% YoY โดยยอดขายรถยนต์ในต่างประเทศ +72% YoY            ส่วนปี 2568 อิง Bloomberg คาดกำไรปีนี้โต 31% YoY แรงหนุนอีกส่วนคือเมื่อวันที่ 18 มี.ค. บริษัทประกาศเทคโนโลยีใหม่ที่สามารถชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ได้รวดเร็วเกือบเท่าเวลาที่ใช้ในการเติมน้ำมันรถ และ Valuation ถูกอิง PER ต่ำ 21 เท่า โดยรวมมองเป็นจิตวิทยาบวกต่อ DR

บล.หยวนต้า แนะ MWG19 ยอดขาย 2 เดือนแรกแจ่ม

บล.หยวนต้า แนะ MWG19 ยอดขาย 2 เดือนแรกแจ่ม

             หุ้นวิชั่น-ทีมข่าวหุ้นวิชั่น รายงาน บล.หยวนต้า ระบุ MWG (MWG19) บริษัทเพิ่งรายงานยอดขายสำหรับ 2 เดือนแรกของปี อยู่ที่ 24.52 ล้านล้านดอง เติบโตเด่นที่ 14% YoY โดยการเติบโตหลักยังคงมาจาก Mobile World (จำหน่ายโทรศัพท์มือถือ) และ Dien May Xanh (จำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในบ้าน) ซึ่งในส่วนของธุรกิจเครื่องใช้ไฟฟ้าเห็นการเติบโตชัดเจนหลังบริษัทจับมือเป็น Strategic Partner กับ Xiaomi และยังสอดคล้องกับมุมมองของเราว่าภาคอสังหาริมทรัพย์ของเวียดนามมีโอกาสฟื้นตัวในปีนี้จาก 1) การผ่อนคลายมาตรการการซื้ออสังหาริมทรัพย์ของต่างชาติ และ 2) ส่งเสริมการพัฒนาที่อยู่อาศัยราคาประหยัด โดยตั้งเป้าสร้างที่พักอาศัยราคาประหยัดอีกจำนวน 1 ล้านแห่งภายในปี 2030 เพื่อรองรับความต้องการของผู้มีรายได้น้อย              Bloomberg Consensus ปรับประมาณการ EPS ปี 2025 ของ MWG ขึ้นต่อเนื่องในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา รวมแล้วถูกปรับเพิ่มขึ้นมา 7% สะท้อน Momentum ที่เป็นบวกต่อเนื่องและอาจจะหนุนให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นต่อได้หลังจากที่ก่อนหน้านี้ราคาหุ้นปรับตัวตามตลาด สำหรับกำไรสุทธิปี 2025 Consensus คาดเติบโตสูงสุด 43% YoY ประเมินราคาเป้าหมายที่ 74,575 ดอง/หุ้น คิดเป็น 9.90 บาท/DR มี Upside ราว 23%

SCB คาดค่าเงินบาทวันนี้ กรอบ 33.90-34.10 บ./ดอลลาร์

SCB คาดค่าเงินบาทวันนี้ กรอบ 33.90-34.10 บ./ดอลลาร์

         หุ้นวิชั่น - กลุ่มงานตลาดการเงิน ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 33.90-34.10 บาท/ดอลลาร์ เงินบาทอ่อนค่าขึ้นหลังนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศเรียกเก็บภาษีนำเข้า 25% กับทุกประเทศที่ซื้อน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจากเวเนซุเอลา โดยจีนก็จะได้รับผลกระทบเพราะเป็นผู้ซื้อหลัก ดัชนี PMI ภาคการผลิตสหรัฐฯ ออกมาที่ 8 ต่ำกว่าตลาดคาด และสะท้อนการหดตัว ขณะที่ดัชนี PMI ภาคบริการออกมาดีกว่าคาดที่ 54.3 ดัชนี PMI ยูโรโซน ออกมาที่ 4 สูงสุดในรอบ 7 เดือน โดยได้รับแรงหนุนจากการฟื้นตัวของภาคการผลิตในเยอรมนี ขณะที่ดัชนี PMI ของญี่ปุ่นออกมาที่ 48.3 ต่ำกว่าตลาดคาด

SCB คาดค่าเงินบาทวันนี้ กรอบ 33.85-34.10 บ./ดอลลาร์

SCB คาดค่าเงินบาทวันนี้ กรอบ 33.85-34.10 บ./ดอลลาร์

          หุ้นวิชั่น - กลุ่มงานตลาดการเงิน ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 33.85-34.10 บาท/ดอลลาร์ เงินบาทยังอ่อนค่าขึ้นตามดัชนีเงินดอลลาร์ที่แข็งค่า หลังนักลงทุนยังกังวลเกี่ยวกับการขึ้น Tariffs ของสหรัฐฯ โดยล่าสุดมีข่าวว่าเตรียมขึ้นภาษีตอบโต้ในวันที่ 2 เมษายน แต่อาจมีบางประเทศที่ไม่เผชิญภาษีที่สูงขึ้น นายออสแตน กูลสบี ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขาชิคาโก กล่าวว่า เงินเฟ้อจาก Tariffs อาจอยู่ชั่วคราว ตัวเลขส่งออกไทยเดือนกุมภาพันธ์เร่งตัวขึ้นที่ 0% สูงกว่าตลาดคาด ผลจากการเร่งส่งออกทองคำและอัญมณีไปอินเดีย และเร่งส่งออกไปสหรัฐฯ ก่อนมีกำแพงภาษี

อ่านเกมส์ ศึกกลุ่มรับเหมาก่อสร้างไทย พร้อมโอกาสเติบโต [HoonVision x FynnCorp]

อ่านเกมส์ ศึกกลุ่มรับเหมาก่อสร้างไทย พร้อมโอกาสเติบโต [HoonVision x FynnCorp]

Key Highlights: แนวโน้มกลุ่มอุตสาหกรรมก่อสร้าง ยังมีปัจจัยหนุนจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานภาครัฐที่เติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะโครงการรถไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ผู้รับเหมารายใหญ่ ยังคงได้เปรียบในการแข่งขัน ในด้านผู้เล่นใหญ่ในอุตสาหกรรม ช.การช่าง (CK) ครองมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Cap) ถึง 80% และเป็นบริษัทที่ทำกำไรสุทธิได้สูงสุดของกลุ่ม ขณะที่ อิตาเลียนไทยฯ (ITD) ทำรายได้สูงสุด ในกลุ่มก่อสร้างโครงการภาครัฐ CK ถือเป็นผู้เล่นที่โดดเด่นในกลุ่ม และ ยูนิค เอ็นจิเนียริ่ง (UNIQ) โดดเด่นเรื่อง Dividend Yield สูง กลุ่มธุรกิจก่อสร้างยังมีแนวโน้มขยายตัว เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2568 เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ได้อนุมัติการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 4 โครงการใหญ่ รวมมูลค่ากว่า 2 แสนล้านบาท ได้แก่ โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงบางขุนนนท์ - มีนบุรี (สุวินทวงศ์) ของบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) และโครงการ Data Center 3 โครงการจากบริษัทในไทย จีน และสิงคโปร์ สะท้อนการเติบโตของเทคโนโลยี AI และส่งเสริมการก้าวเข้าสู่การเป็นดิจิทัลฮับของไทย นอกจากนี้ ยังส่งผลดีต่อธุรกิจที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะ ธุรกิจก่อสร้าง ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC) ประเมินการก่อสร้างภาครัฐในปี 2568 มีแนวโน้มขยายตัว 3% จากการได้รับงบประมาณเพิ่มขึ้นของหน่วยงานหลักที่ลงทุนภาคก่อสร้าง ได้แก่ กรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท กรมชลประทาน กรมโยธาธิการและผังเมือง และการเปิดประมูล การเริ่มก่อสร้างโครงการเมกะโปรเจกต์ต่างๆ ขณะที่ SCB EIC คาดการก่อสร้างภาคเอกชนจะขยายตัวเล็กน้อย จากแรงกดดันของตลาดที่อยู่อาศัยฟื้นตัวช้า โดยเฉพาะตลาดโครงการระดับราคาปานกลาง - ล่าง ท่ามกลางภาวะ Oversupply ของอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ อย่างไรก็ตาม ผู้เล่นรายใหญ่ในอุตสาหกรรม ยังคงได้รับปัจจัยบวกเนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีความสามารถในการเข้าประมูลรับงานก่อสร้างจากโครงการภาครัฐ ซึ่งมีมูลค่าสูง มีสัดส่วนมากกว่าการก่อสร้างภาคเอกชน และเป็นโครงการลงทุนต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นโครงการรถไฟฟ้า มอเตอร์เวย์ รวมถึง Megaprojects ด้านการคมนาคมที่จะเปิดประมูลในปี 2568 นี้ รวมมูลค่าโครงการกว่า 4 แสนล้านบาท CK ครองส่วนแบ่งตลาดใหญ่ ในกลุ่มผู้เล่นในอุตสาหกรรมก่อสร้าง สามารถแบ่งได้ตามกุล่มที่รับงานก่อสร้างโครงการภาครัฐเป็นหลัก กลุ่มที่รับงานภาคเอกชนเป็นหลัก กลุ่มที่รับงานก่อสร้างอื่นๆ กลุ่มควบคุมงานก่อสร้าง รวมไปถึงรับงานเฉพาะด้าน หากพิจารณาผู้เล่นที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ที่รับงานโครงการภาครัฐเป็นหลัก ได้แก่ ITD, CK, NWR, RT, UNIQ, CIVIL, SQ ซึ่งจากข้อมูล มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Capitalization) ในปัจจุบัน พบว่า CK ครองตลาดถึง 80% ตามมาด้วย UNIQ (6%), ITD (5%), CIVIL (4%), SQ (3%) ขณะที่บริษัทขนาดเล็กอย่าง RT และ NWR มีสัดส่วน 1% ITD ทำรายได้สูงสุด แต่ CK ทำกำไรนำโด่ง แม้ว่า ITD มีรายได้รวมในปี 2567 สูงสุดที่ 72,454.98 ล้านบาท ตามมาด้วย CK (38,763.91 ล้านบาท) และ UNIQ (10,448.46 ล้านบาท) ซึ่ง ITD และ CK เป็นกลุ่มผู้ประกอบการขนาดใหญ่ที่มีประสบการณ์ มีเป้าหมายการรับงานโครงการขนาดใหญ่ รวมถึงในต่างประเทศ และการลงทุนสร้างงานในลักษณะสัมปทานโครงการ จึงส่งผลให้มีโอกาสในการทำรายได้มากกว่าผู้เล่นในกลุ่ม แต่เมื่อดูที่กำไรสุทธิ พบว่า CK มีกำไรส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นสูงสุด มูลค่า 1,445.50 ล้านบาท ตามมาด้วย UNIQ (183.04 ล้านบาท), CIVIL (114.88 ล้านบาท) และ RT (71.15 ล้านบาท) CIVIL - RT ใช้เงินทุนคุ้มค่า, UNIQ แจกปันผลสูงสุด เมื่อดูอัตราส่วนผลตอบแทนจากส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) และผลตอบแทนจากสินทรัพย์ (ROA) พบว่า CIVIL และ RT มี ROE สูงสุดที่ 6.2% และ 6.02% ตามลำดับในปี 2567 สะท้อนถึงประสิทธิภาพการใช้เงินทุนในการสร้างผลตอบแทนให้ผู้ถือหุ้นได้ดีเมื่อเทียบกับคู่แข่ง ส่วน RT, UNIQ และ CK เด่นในด้าน ROA สะท้อนว่าบริษัทใช้สินทรัพย์ที่มีในการสร้างกำไรได้อย่างมีประสิทธิภาพกว่าผู้เล่นในกลุ่ม ส่วนในแง่ของเงินปันผล UNIQ มี Dividend Yield สูงสุดที่ 3.95% ตามมาด้วย CK (2.09%) และ CIVIL (1.26%) สะท้อนว่าบริษัทเหล่านี้จ่ายเงินปันผลสูงในกลุ่มเมื่อเทียบกับราคาหุ้นในปัจจุบัน กล่าวโดยสรุป CK ถือว่าเป็นผู้เล่นที่โดดเด่นในภาพรวม โดยติดสามอันดับแรก ทั้งในแง่ผลการดำเนินงาน การสร้างผลตอบแทน และการจ่ายปันผล จากการที่เป็นบริษัทขนาดใหญ่ในกลุ่ม ส่วน UNIQ อาจดึงดูดนักลงทุนที่ต้องการรายได้จากเงินปันผล และแม้ไม่ได้เป็นผู้เล่นใหญ่สุดในกลุ่ม แต่บริษัทมีความสามารถในการบริหาร ควบคุมต้นทุนดีขึ้นต่อเนื่องจากการซื้อเป็นจำนวนมาก ปัจจัยเสี่ยง การแข่งขันที่รุนแรงจากผู้รับเหมาก่อสร้างจากจีน ส่งผลให้ผู้เล่นของไทยเผชิญการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้น และอาจเป็นแบบนี้ต่อไปในอนาคต นอกจากนั้น ยังเป็นการส่งเสริมให้มีการใช้สินค้าวัสดุก่อสร้างจากจีน จึงส่งผลกระทบต่อเนื่องทั้ง Supply Chain ของธุรกิจก่อสร้างในประเทศ การฟื้นตัวช้าของตลาดที่อยู่อาศัย จากอุปสงค์ที่มีการโอนกรรมสิทธฺ์ทั่วประเทศยังคงลดลงในปีที่ผ่านมาแม้จะมีแรงสนับสนุนจากมาตรการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ในการลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนอง อย่างไรก็ตาม REIC คาดการณ์ตลาดที่อยู่อาศัยในปี 2568 จะฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องทั้งในด้านปริมาณและมูลค่าที่ 1.6% และ 1.4% ตามลำดับ ความล่าช้าของการเปิดประมูลโครงการก่อสร้างของภาครัฐ ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายได้ กระแสเงินสด และต้นทุนของบริษัทในกลุ่มอุตสาหกรรม หมายเหตุ: การวิเคราะห์ข้างต้นเป็นการดูอัตราส่วนทางการเงินเบื้องต้นเทียบกับคู่แข่งในช่วงระยะเวลาเดียว (2024) ดังนั้น ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อประกอบการตัดสินใจลงทุน อ่านรายละเอียดเพิ่ม ที่ https://app.visible.vc/shared-update/458bb195-88b7-4a0c-8827-d715d087bcb1

ก.ล.ต. กล่าวโทษ OKX-ผู้สนับสนุนการกระทำความผิด 9 ราย ประกอบธุรกิจศูนย์ฯ ไม่ได้รับอนุญาต

ก.ล.ต. กล่าวโทษ OKX-ผู้สนับสนุนการกระทำความผิด 9 ราย ประกอบธุรกิจศูนย์ฯ ไม่ได้รับอนุญาต

          ก.ล.ต. กล่าวโทษ Aux Cayes FinTech Co. Ltd. ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มบนเว็บไซต์ www.okx.com/th (OKX) และผู้สนับสนุนการกระทำความผิด 9 ราย ต่อกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) กรณีกระทำการเข้าข่ายการประกอบธุรกิจศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลโดยไม่ได้รับอนุญาต ตาม พ.ร.ก. สินทรัพย์ดิจิทัลฯ โดยมีบุคคลทั้ง 9 รายเป็นผู้สนับสนุนการกระทำของ OKX           สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้รับแจ้งเบาะแสและตรวจสอบ พบว่าตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม 2564 OKX ได้ให้บริการจัดระบบการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล เพื่ออำนวยความสะดวกให้เกิดการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัล โดยเก็บค่าธรรมเนียมร้อยละ 0.1 ของมูลค่าธุรกรรมที่ลูกค้าซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล และมีการชักชวนและประชาสัมพันธ์ให้มาใช้บริการผ่านเว็บไซต์ OKX รวมถึงยังมีกิจกรรมส่งเสริมการขายอันเป็นการชักชวน ผ่านช่องทางการสื่อสารต่าง ๆ เช่น Telegram ชื่อ “OKX TH” Twitter (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น X) ชื่อ “OKX Thai Community” Line OpenChat ชื่อ “Thai Community” เป็นต้น           การกระทำของ OKX เข้าข่ายประกอบธุรกิจศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลตามมาตรา 3 แห่งพระราชกำหนดสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561 (พ.ร.ก. สินทรัพย์ดิจิทัลฯ) ซึ่ง OKX ดำเนินการโดยไม่ได้รับอนุญาต จึงเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 26 อันมีความผิดและระวางโทษตามมาตรา 66 แห่ง พ.ร.ก. สินทรัพย์ดิจิทัลฯ           นอกจากนี้ ยังปรากฏว่า OKX ได้รับการช่วยเหลือและสนับสนุนการประชาสัมพันธ์การให้บริการและกิจกรรมส่งเสริมการขายจากบุคคลทั้ง 9 ราย ได้แก่ (1) นายศรัณย์ บุญมีศรีสง่า ผ่านเพจเฟซบุ๊ก ชื่อ “ลองลงทุน” Youtube ชื่อ “ลองลงทุน” และ Discord Server ชื่อ “LONGLONGTHUN Community” (2) นายณัฐ จูงวงศ์ ผ่านเพจเฟซบุ๊ก ชื่อ “พ่อบ้านคริปโต” Youtube ชื่อ “พ่อบ้านคริปโต” Discord Server ชื่อ “Moonstation” และ Line OpenChat ชื่อ “Exclusive MoonStation” (3) นายกฤษณะ กฤษณานุวัตร์ ผ่านเพจเฟซบุ๊ก ชื่อ “Srisiam” และ Youtube ชื่อ “Srisiam” (4) นายสมิทธิ เจริญมิน ผ่านเพจเฟซบุ๊ก ชื่อ “น้ายามพาเทรด” และ Youtube ชื่อ “น้ายามพาเทรด” (5) นายกิตติทัศน์ เบญจเจริญพัฒน์ ผ่านเพจเฟซบุ๊ก ชื่อ “I Learn A Lot : แชร์มุมมองด้านการลงทุน” Youtube ชื่อ “I Learn A Lot” และ Line OpenChat ชื่อ “Exclusive Wave125i” (6) นายสรวิศ สงวนโภคัย ผ่านเพจเฟซบุ๊ก ชื่อ “Art of Crypto” Youtube ชื่อ “Art of Crypto” และ Telegram ชื่อ “Art of Crypto” (7) นายอัครวัฒน์ รุจิเรืองชัย ผ่านเพจเฟซบุ๊ก ชื่อ “Crypto Teller : บอกกล่าวเล่าคริปโต” Youtube ชื่อ “cryptoteller007” และ Discord Server ชื่อ “Mookata Trader Community” (8) นายรชต เชื้อสายบัว ผ่านเพจเฟซบุ๊ก ชื่อ “กราฟฟิ้ววว” Line OpenChat ชื่อ “กราฟฟิ้ววว เดอะ คอมมูนิตี้” และ Discord Server ชื่อ “ห้องลับจับคลื่น” (9) นายวรุตม์ วนิชยาโกศล ผ่านเพจเฟซบุ๊ก ชื่อ “Insight On-Chain : ส่องข้อมูลออนเชน” และ Line OpenChat ชื่อ “Insight On-Chain มาคุยกัน”           การกระทำของบุคคลทั้ง 9 ราย ทำให้ OKX เป็นที่รู้จักและมีบุคคลสนใจไปใช้บริการ OKX มากขึ้น จึงเข้าข่ายเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่ OKX ในการประกอบธุรกิจศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลโดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นการปฏิบัติฝ่าฝืนมาตรา 26 อันมีความผิดและระวางโทษตามมาตรา 66 แห่งพ.ร.ก. สินทรัพย์ดิจิทัลฯ ประกอบมาตรา 86 แห่งประมวลกฎหมายอาญา           ก.ล.ต. จึงกล่าวโทษ OKX และผู้สนับสนุนการกระทำความผิดทั้ง 9 ราย ต่อ บก.ปอศ. เพื่อพิจารณาดำเนินการตามกฎหมายต่อไป           ทั้งนี้ ภายหลังการกล่าวโทษของ ก.ล.ต. กระบวนการบังคับใช้กฎหมายทางอาญาต่อไปเป็นการสอบสวนของพนักงานสอบสวน การสั่งฟ้องคดีของพนักงานอัยการ และการพิจารณาของศาลยุติธรรม ตามลำดับ โดย ก.ล.ต. จะติดตามความคืบหน้าในการดำเนินคดี และจะร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเต็มที่ เพื่อสนับสนุนการบังคับใช้กฎหมายตาม พ.ร.บ. สินทรัพย์ดิจิทัลฯ ในกระบวนการภายหลัง ก.ล.ต. ได้กล่าวโทษแล้ว           พร้อมกันนี้ ก.ล.ต. ขอเตือนประชาชนและผู้ลงทุนให้ระมัดระวังการใช้บริการกับผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลที่ไม่ได้รับอนุญาต เนื่องจากจะไม่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย และยังมีความเสี่ยงที่จะถูกหลอกลวง (scam) รวมถึงความเสี่ยงในการเป็นเส้นทางผ่านเงินของผู้กระทำความผิดที่ต้องการฟอกเงิน โดยสามารถตรวจสอบรายชื่อผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับใบอนุญาตได้ที่ www.sec.or.th หรือแอปพลิเคชัน “SEC Check First” และสามารถตรวจสอบรายชื่อบุคคลที่มิใช่ผู้ประกอบธุรกิจภายใต้การกำกับดูแลของ ก.ล.ต. ได้ที่ investor alert ลิงก์ https://market.sec.or.th/public/idisc/th/InvestorAlert           ทั้งนี้ หากมีเบาะแสเกี่ยวกับการดำเนินการที่น่าสงสัย โปรดแจ้งที่ “ศูนย์รับเรื่องร้องเรียนและแจ้งเบาะแส” โทร. 1207 หรือผ่านช่องทาง Facebook page “สำนักงาน กลต.” หรือ Sec Live Chat ที่เว็บไซต์ ก.ล.ต. เพื่อการตรวจสอบในเชิงลึกต่อไป

ก.ล.ต. กล่าวโทษ XT.COM ประกอบธุรกิจศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลโดยไม่ได้รับอนุญาต

ก.ล.ต. กล่าวโทษ XT.COM ประกอบธุรกิจศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลโดยไม่ได้รับอนุญาต

             ก.ล.ต. กล่าวโทษผู้ให้บริการแพลตฟอร์มศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลบนเว็บไซต์ www.xt.com (XT.COM) ต่อกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) ในความผิดกรณี XT.COM กรณีกระทำการเข้าข่ายประกอบธุรกิจศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามพระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561 (พ.ร.ก. สินทรัพย์ดิจิทัลฯ)              สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ตรวจสอบพบว่า XT.COM ได้ให้บริการระบบการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล เพื่ออำนวยความสะดวกให้เกิดการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัล โดยเก็บค่าธรรมเนียม และมีการชักชวนและประชาสัมพันธ์ให้มาใช้บริการของ XT.COM ในประเทศไทย ผ่านทางโซเชียลมีเดียเป็นภาษาไทย ได้แก่ Facebook Telegram และ YouTube รวมทั้งการออกบูธ XT.COM ในงานที่จัดขึ้นในประเทศไทยด้วย              การกระทำของ XT.COM เข้าข่ายประกอบธุรกิจศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลตามมาตรา 3 แห่ง พ.ร.ก. สินทรัพย์ดิจิทัลฯ ซึ่ง XT.COM ดำเนินการโดยไม่ได้รับอนุญาต จึงเป็นการปฏิบัติฝ่าฝืนมาตรา 26 อันมีความผิดและระวางโทษตามมาตรา 66 แห่ง พ.ร.ก. สินทรัพย์ดิจิทัลฯ ก.ล.ต. จึงกล่าวโทษ XT.COM ต่อ บก.ปอศ. เพื่อพิจารณาดำเนินการตามกฎหมายต่อไป              ทั้งนี้ ภายหลังการกล่าวโทษของ ก.ล.ต. กระบวนการบังคับใช้กฎหมายทางอาญาต่อไปเป็นการสอบสวนของพนักงานสอบสวน การสั่งฟ้องคดีของพนักงานอัยการ และการพิจารณาของศาลยุติธรรม ตามลำดับ โดย ก.ล.ต. จะติดตามความคืบหน้าในการดำเนินคดี และจะร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเต็มที่ เพื่อสนับสนุนการบังคับใช้กฎหมายตาม พ.ร.บ. สินทรัพย์ดิจิทัลฯ ในกระบวนการภายหลัง ก.ล.ต. ได้กล่าวโทษแล้ว              พร้อมกันนี้ ก.ล.ต. ขอเตือนประชาชนและผู้ลงทุนให้ระมัดระวังการใช้บริการกับผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลที่ไม่ได้รับอนุญาต เนื่องจากจะไม่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย และยังมีความเสี่ยงที่จะถูกหลอกลวง (scam) รวมถึงความเสี่ยงในการเป็นเส้นทางผ่านเงินของผู้กระทำความผิดที่ต้องการฟอกเงิน โดยสามารถตรวจสอบรายชื่อผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับใบอนุญาตได้ที่ www.sec.or.th และแอปพลิเคชัน SEC Check First และสามารถตรวจสอบรายชื่อบุคคลที่มิใช่ผู้ประกอบธุรกิจภายใต้การกำกับดูแลของ ก.ล.ต. ได้ที่ investor alert ลิงก์ https://market.sec.or.th/public/idisc/th/InvestorAlert              ทั้งนี้ หากมีเบาะแสเกี่ยวกับการดำเนินการที่น่าสงสัย โปรดแจ้งที่ “ศูนย์รับเรื่องร้องเรียนและแจ้งเบาะแส” โทร. 1207 หรือผ่านช่องทาง Facebook page “สำนักงาน กลต.” หรือ Sec Live Chat ที่เว็บไซต์ ก.ล.ต. เพื่อการตรวจสอบในเชิงลึกต่อไป

ก.ล.ต. เตือนผถห.กู้ NRF254A ใช้สิทธิประชุมวันที่ 25 มี.ค.68

ก.ล.ต. เตือนผถห.กู้ NRF254A ใช้สิทธิประชุมวันที่ 25 มี.ค.68

          สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ขอให้ผู้ถือหุ้นกู้ NRF254A ใช้สิทธิในการประชุมผู้ถือหุ้นกู้ ศึกษาข้อมูล ซักถามผู้ออกหุ้นกู้หรือผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ เพื่อให้ได้ข้อมูลครบถ้วนและเพียงพอต่อการตัดสินใจลงมติ ในวันที่ 25 มีนาคม 2568           ตามที่บริษัท เอ็นอาร์ อินสแตนท์ โปรดิวซ์ จำกัด (มหาชน) (NRF) ในฐานะผู้ออกหุ้นกู้ NRF254A จะจัดให้มี  การประชุมผู้ถือหุ้นกู้ ครั้งที่ 3/2568 ในวันที่ 25 มีนาคม 2568 เวลา 14.00 น. ด้วยวิธีการประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (E-meeting) โดยมีเรื่องเพื่อพิจารณาขอผ่อนผันหรือขออนุมัติ เพื่อไม่ให้ถือเป็นเหตุผิดนัดตามข้อกำหนดสิทธิ ดังนี้ (1) ผ่อนผันให้การที่บริษัทไม่สามารถดำเนินการปิดสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นกู้ 14 วัน ล่วงหน้าก่อนวันประชุม (2) ผ่อนผันให้บริษัทและนายทะเบียนนำส่งหนังสือเชิญประชุม โดยใช้รายชื่อผู้ถือหุ้นกู้ที่มีสิทธิเข้าร่วมประชุมและออกเสียงในการประชุมผู้ถือหุ้นกู้ครั้งที่ 1/2568 เป็นรายชื่อผู้ถือหุ้นกู้ที่มีสิทธิเข้าร่วมประชุมและออกเสียงในการประชุมผู้ถือหุ้นกู้ครั้งที่ 3/2568 (3) อนุมัติให้การที่ผู้ออกหุ้นกู้นำที่ดิน อาคาร และเครื่องจักรของโรงงานผลิตเครื่องปรุงรสของบริษัทไปจำนองกับธนาคารแห่งหนึ่ง เพื่อเป็นหลักประกันการขอวงเงินสินเชื่อ การ Refinance หรือการเจรจาผ่อนผัน หรือการเปลี่ยนแปลงเพื่อการปรับโครงสร้างหนี้กับธนาคาร           ทั้งนี้ ก.ล.ต. ได้กำหนดให้ผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้วิเคราะห์ข้อดี ข้อเสีย ประโยชน์ และผลกระทบที่ผู้ถือหุ้นกู้จะได้รับจากการมีมติอนุมัติ หรือไม่อนุมัติ ให้ชัดเจนในแต่ละทางเลือก พร้อมเหตุผลประกอบโดยมีความเห็นของผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ประกอบด้วย ก.ล.ต. จึงขอให้ผู้ถือหุ้นกู้ศึกษาข้อมูลอย่างรอบคอบ และใช้สิทธิของผู้ถือหุ้นกู้ในการรักษาประโยชน์ของตนเอง พร้อมทั้งสอบถามข้อมูลต่าง ๆ จากผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ เพื่อให้มีข้อมูลครบถ้วนประกอบการตัดสินใจออกเสียงในการประชุมผู้ถือหุ้นกู้ด้วย หมายเหตุ : ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) เป็นผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ NRF254A ครบกำหนดชำระวันที่ 20 เมษายน 2570

ก.ล.ต.เห็นชอบปรับปรุงเกณฑ์ NC ของ DA Custodian

ก.ล.ต.เห็นชอบปรับปรุงเกณฑ์ NC ของ DA Custodian

          สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (คณะกรรมการ ก.ล.ต.) มีมติเห็นชอบการปรับปรุงหลักเกณฑ์เงินกองทุน (Net Capital) สำหรับ DA Custodian เพื่อส่งเสริมให้เกิดผู้ให้บริการภายในประเทศมากขึ้น รวมทั้งเห็นชอบการปรับปรุงหลักเกณฑ์อัตราค่าความเสี่ยงสำหรับ investment token และโทเคนดิจิทัลที่ไม่มี custody risk ยกระดับระบบนิเวศของโทเคนดิจิทัลให้มีประสิทธิภาพ           ตามที่ ก.ล.ต. มีแนวทางในการส่งเสริมผู้ให้บริการรับฝากสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Asset Custodial Wallet Provider : DA Custodian) ให้มีจำนวนมากขึ้น โดยสนับสนุนผู้ให้บริการดังกล่าวให้มีต้นทุนที่เหมาะสม ซึ่งจะช่วยเพิ่มทางเลือกให้กับผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลที่ต้องการฝากทรัพย์สินลูกค้ากับ DA Custodian ในประเทศ รวมถึงมีแนวทางในการส่งเสริมและยกระดับระบบนิเวศของโทเคนดิจิทัล ทั้งการออกเสนอขายในตลาดแรกและ การซื้อขายเปลี่ยนมือในตลาดรอง โดยลดภาระของผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลในการดำรงเงินกองทุนสำหรับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการเก็บรักษาทรัพย์สินลูกค้า (custody risk) กรณีที่ทรัพย์สินดังกล่าวเป็นโทเคนดิจิทัลเพื่อการลงทุน (investment token) และโทเคนดิจิทัลที่ไม่มี custody risk           คณะกรรมการ ก.ล.ต. ในการประชุมเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2568 ได้มีมติเห็นชอบแนวทางการปรับปรุงหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการดำรงเงินกองทุน หรือ “หลักเกณฑ์ NC” ของผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล โดยมีสาระสำคัญดังนี้           (1) การปรับปรุงหลักเกณฑ์เกี่ยวกับ NC ของ DA Custodian โดยปรับลดอัตรา NC cold wallet สำหรับให้บริการรับฝากสินทรัพย์ดิจิทัล (DA Custodian) ให้อยู่ที่ 1% (ลดลงจาก 2%) เพื่อส่งเสริมให้เกิดผู้ให้บริการภายในประเทศมากขึ้นและลดภาระต้นทุนให้ผู้ประกอบธุรกิจ ปรับเพิ่มสัดส่วนการเก็บรักษาทรัพย์สินของลูกค้าใน cold wallet ให้ไม่น้อยกว่า 95% (จากเดิม 90%) และกำหนดห้ามผู้ประกอบธุรกิจประเภท DA Custodian มอบหมายระบบงานในการเก็บรักษาทรัพย์สินลูกค้าต่อไปยังผู้ให้บริการรายอื่น (ห้าม sub-custody) รวมทั้งปรับปรุงข้อกำหนดอื่น ๆ ของหลักเกณฑ์ ให้สอดคล้องกับผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลอื่นที่เก็บรักษาทรัพย์สินลูกค้า*           (2) การปรับปรุงหลักเกณฑ์อัตราค่าความเสี่ยงสำหรับโทเคนดิจิทัลที่ไม่มี custody risk โดยกำหนดยกเว้นอัตรา NC custody risk สำหรับโทเคนดิจิทัล** ที่ผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลเก็บรักษาไว้ใน hot และ cold wallet หากเหรียญดังกล่าวเป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนด*** รวมถึงไม่ต้องนำไปฝากไว้กับผู้ประกอบธุรกิจประเภท DA Custodian           ทั้งนี้ ก.ล.ต. จะดำเนินการยกร่างประกาศ เพื่อเปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้ที่เกี่ยวข้อง และออกประกาศบังคับใช้หลักเกณฑ์ดังกล่าวต่อไป หมายเหตุ : * ได้แก่ การใช้ same coin ในการดำรงเงินกองทุน การปรับปรุงนิยามของกรมธรรม์ และการดำเนินการกรณีที่ไม่สามารถดำรงเงินกองทุนได้ ** โทเคนดิจิทัล ให้หมายความตามนิยาม "โทเคนดิจิทัล" ใน พ.ร.ก. สินทรัพย์ดิจิทัลฯ https://www.sec.or.th/TH/Documents/ActandRoyalEnactment/RoyalEnactment/enactment-digitalasset2561.pdf *** เช่น ผู้ให้บริการที่เกี่ยวข้องจะต้องมีบริการที่สามารถติดต่อประสานงานได้ในประเทศไทย หรือระบุเงื่อนไขการออกเหรียญใหม่ (re-issue) อย่างชัดเจนในแบบ filing เป็นต้น

USDT และ USDC กับตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลในไทย [HoonVision x Tokenx]

USDT และ USDC กับตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลในไทย [HoonVision x Tokenx]

          USDT และ USDC: เปิดศักราชใหม่ของการลงทุนสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศไทย           หุ้นวิชั่น - จากการที่ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) ได้ประกาศอนุมัติให้เหรียญ Stablecoin ที่ได้รับความนิยมระดับโลกอย่าง USDT (Tether) และ USDC (Circle) สามารถจับคู่ซื้อขายกับสินทรัพย์ดิจิทัลอื่นๆ บนแพลตฟอร์มที่ได้รับการกำกับดูแลในประเทศไทยได้ ในวันที่ 16 มีนาคม 2568   การเปิดให้ Stablecoin ดังกล่าวซื้อขายได้ เป็นการตอบสนองต่อกระแสความนิยมที่เพิ่มขึ้นทั่วโลกและความต้องการจากตลาดนักลงทุนไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแง่การเพิ่มสภาพคล่องและอำนวยความสะดวกในการลงทุน           โดยก่อนหน้านี้ กลต. อนุญาตให้ซื้อขายได้เฉพาะสกุลเงินดิจิทัลชั้นนำเช่น Bitcoin (BTC), Ethereum (ETH), XRP และ Stellar (XLM) หรือเหรียญที่ใช้เฉพาะในระบบชำระเงินของธนาคารแห่งประเทศไทยเท่านั้น แล้ว USDC, USDT น่าเชื่อถือหรือไม่?           Stablecoin เป็นส่วนสำคัญของตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลทั่วโลก โดยมีมูลค่าตลาดรวมพุ่งสูงถึงประมาณ 1.9 – 2.1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วงปลายปี 2024 ซึ่งเติบโตกว่า 46% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ตอกย้ำการขยายตัวอย่างรวดเร็วของตลาดนี้ ปัจจุบัน ภาพประกอบ : ข้อมูลสถิติ stablecoin แต่ละเหรียญ (ราคา , ปริมาณการเทรดใน 24 ชั่วโมง (เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2024), จำนวน exchange ที่รองรับ และ market cap) USDT (Tether) เป็นเหรียญ Stablecoin ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ทั้งในด้านมูลค่าตลาดและปริมาณการใช้งาน โดยครองส่วนแบ่งตลาดราว 69–70% ของมูลค่าตลาด Stablecoin ทั้งหมด  มีมูลค่าตลาดประมาณ 1.39 แสนล้านดอลลาร์ (ประมาณ 4.9 ล้านล้านบาท)  มีกระดานเทรดรองรับ 358 กระดาน USDC (USD Coin) ซึ่งมีส่วนแบ่งตลาดประมาณ 20% อันดับสองของโลก  และเป็น Stablecoin มีมูลค่าตลาดอยู่ที่ 4.3 หมื่นล้านดอลลาร์ และมีกระดานเทรดรองรับถึง 397 กระดาน           ส่วน Stablecoin อื่นๆ เช่น DAI, BUSD, และเหรียญที่มีขนาดเล็กกว่า รวมกันคิดเป็นสัดส่วนที่เหลือราว 10% ของตลาด           สำหรับประเทศไทย ยังไม่มีข้อมูลสถิติอย่างเป็นทางการที่ระบุสัดส่วนประชากรไทยที่ถือครอง Stablecoin โดยตรง อย่างไรก็ดี ไทยได้รับการจัดให้เป็นหนึ่งในประเทศที่มีการยอมรับคริปโทเคอร์เรนซีสูงติดอันดับโลกในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา (ปี 2023 ไทยอยู่ในอันดับที่ 10 ของดัชนีการยอมรับคริปโทระดับโลก ก่อนจะปรับมาอยู่อันดับ 16 ในปี 2024) มีรายงานว่าในปี 2023 คนไทยราว 13 ล้านคน (ประมาณ 18% ของประชากร) เคยใช้สกุลเงินดิจิทัลบางประเภทในการลงทุนหรือทำธุรกรรม           เปรียบเทียบ USDT vs USDC (ความน่าเชื่อถือและการใช้งาน): แม้ USDT และ USDC จะเป็น Stablecoin ชั้นนำที่ผูกกับเงินดอลลาร์สหรัฐเหมือนกัน แต่ทั้งสองมีความแตกต่างในด้านความน่าเชื่อถือ การกำกับดูแล และการยอมรับใช้งานในตลาด           USDT (Tether): เป็น Stablecoin รุ่นบุกเบิก (ก่อตั้งปี 2014) และมีส่วนแบ่งการตลาดสูงสุด โดยได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในตลาดเอเชียและการเทรดระดับโลก เนื่องจากสภาพคล่องสูงและมีคู่เทรดแทบทุกแพลตฟอร์ม นอกจากนี้ USDT ยังได้รับการยอมรับใช้บนเครือข่ายบล็อกเชนที่หลากหลาย (เช่น Ethereum, Tron, BSC เป็นต้น) ทำให้ผู้ใช้สามารถโอน USDT ได้สะดวกด้วยค่าธรรมเนียมต่ำ (กรณี Tron-USDT ได้รับความนิยมมากในเอเชียเพราะค่าธรรมเนียมถูก) อย่างไรก็ตาม USDT เคยมีประวัติด้านลบเรื่อง ความโปร่งใสในการสำรองสินทรัพย์ โดยในปี 2021 บริษัท Tether ถูกสั่งปรับเป็นเงิน 41 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากกรณีให้ข้อมูลชวนเข้าใจผิดว่ามีทุนสำรองหนุนหลังเหรียญครบ 100% ตลอดเวลา แต่ภายหลังสืบสวนพบว่าช่วงหนึ่งมีทุนสำรองจริงเพียง 27.6% ของจำนวนเหรียญที่ออก  กรณีนี้ทำให้ USDT ถูกวิจารณ์เรื่องความโปร่งใสและสร้างความกังวลในหมู่นักลงทุน ถึงแม้ปัจจุบัน Tether จะยืนยันว่าได้ปรับปรุงการเปิดเผยข้อมูลและมีทุนสำรองเต็มมูลค่าเหรียญแล้วก็ตาม อีกด้านหนึ่ง USDT มีประวัติราคาที่ผันผวนหลุดจาก $1 น้อยมาก (ยกเว้นช่วงวิกฤตสั้นๆ ที่ผู้ลงทุนเทขายเหรียญอื่นแล้วเข้าถือ USDT มากขึ้นจนราคา USDT สูงกว่า $1 เล็กน้อย) และไม่เคยเกิดกรณีเหรียญล้มละลาย จึงยังรักษาความเชื่อมั่นจากผู้ใช้ส่วนใหญ่ไว้ได้ กรณี USDT กับข้อพิพาทกฎหมาย MiCA ของยุโรป: หนึ่งในประเด็นสำคัญระดับสากลคือการที่ สกุลเงิน USDT ต้องเผชิญกับกฎระเบียบใหม่ของสหภาพยุโรปภายใต้กฎหมาย Markets in Crypto-Assets (MiCA) ซึ่งเป็นกรอบกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัลที่จะมีผลบังคับใช้ทั่วทั้งสหภาพยุโรป MiCA กำหนดให้ผู้ออก Stablecoin ต้องได้รับอนุญาตและปฏิบัติตามมาตรฐานด้านเงินทุนและสินทรัพย์สำรองที่เข้มงวด รวมถึงการจำกัดปริมาณการใช้ Stablecoin บางประเภทในการทำธุรกรรมรายวันเพื่อป้องกันความเสี่ยงเชิงระบบในภูมิภาคนี้ ในช่วงต้นปี 2025 ที่ผ่านมา แพลตฟอร์มซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลหลายแห่งในยุโรป (เช่น com และ Coinbase) ได้ประกาศ เพิกถอน USDT ออกจากการให้บริการในยุโรป ชั่วคราว เพื่อเตรียมความพร้อมให้เป็นไปตามข้อกำหนดของ MiCA           USDC (USD Coin): เป็น Stablecoin ที่ออกในปี 2018 โดยบริษัท Circle (ร่วมกับ Coinbase ภายใต้เครือข่าย Centre) ซึ่งวางตำแหน่งให้ USDC เป็นเหรียญที่เน้น ความโปร่งใสและการปฏิบัติตามกฎระเบียบ มากกว่า USDT โดย Circle มีการเปิดเผยรายงานการตรวจสอบสินทรัพย์สำรองโดยบุคคลที่สามเป็นประจำทุกเดือน และเก็บสินทรัพย์สำรองในสถาบันการเงินที่ได้รับการกำกับดูแลอย่างเข้มงวดใน คุณสมบัติเหล่านี้ทำให้ USDC ได้รับความเชื่อถือในฐานะ Stablecoin ที่มีความน่าเชื่อถือสูง และมักถูกเลือกใช้ในบริบทที่ต้องการความโปร่งใสหรือเกี่ยวข้องกับสถาบันการเงิน (เช่น บริษัทจดทะเบียนหรือโครงการ DeFi ที่ให้ความสำคัญกับการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์) อย่างไรก็ดี USDC เองก็เคยประสบเหตุการณ์ สูญเสียมูลค่าผูกพันช่วงสั้นๆ ในเดือนมีนาคม 2023 เมื่อธนาคาร Silicon Valley Bank ซึ่งถือเงินสำรองบางส่วนของ USDC ประสบปัญหาล้มละลาย ส่งผลให้ USDC หลุดpeg ลงไปประมาณ 87 เซนต์ก่อนที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ จะเข้ามาประกันเงินฝากและทำให้ USDC กลับสู่ $1 ได้ในเวลาไม่นาน () () เหตุการณ์ดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าแม้ USDC จะมีการกำกับดูแลที่ดีกว่า แต่ก็ยังอาจได้รับผลกระทบจากความเสี่ยงของระบบการเงินดั้งเดิมได้เช่นกัน ในแง่การใช้งาน USDC เป็นที่นิยมมากในฝั่งสหรัฐอเมริกาและยุโรป และเริ่มมีบทบาทในตลาดเอเชียมากขึ้น โดยเฉพาะในการใช้งานด้าน DeFi และการชำระเงินระหว่างประเทศที่ต้องการความน่าเชื่อถือ           โดยสรุป USDT มีจุดแข็งเรื่องเครือข่ายการใช้งานกว้างขวางและสภาพคล่องสูง ขณะที่ USDC โดดเด่นเรื่องความโปร่งใสและการปฏิบัติตามกฎระเบียบ ผู้ใช้งานมักเลือก Stablecoin ที่เหมาะกับความต้องการของตน เช่น นักเทรดอาจนิยม USDT เพราะมีความคุ้นชิน และรู้จักมานาน ส่วนองค์กรธุรกิจหรือโครงการที่เน้นความน่าเชื่อถืออาจเลือกใช้ USDC มากกว่า ทั้งนี้ ทั้งสองเหรียญต่างก็ถือว่ามีประวัติรักษามูลค่าใกล้เคียง $1 ได้อย่างมีเสถียรภาพสูงมาก ยกเว้นเหตุการณ์ผิดปกติระยะสั้นในบางครั้งเท่านั้น ผลกระทบเชิงบวกของรองรับ USDT และ USDC สามารถจับคู่ซื้อขายกับสินทรัพย์ดิจิทัลอื่นๆ ที่เปิดกว้างมากขึ้น           ในระยะสั้น ทาง USDT และ USDC นั้น สามารถเป็น สะพานเชื่อมระหว่างระบบการเงินไทยกับตลาดการเงินดิจิทัลโลก ช่วยให้นักลงทุนไทยจะสามารถเข้าถึงสินทรัพย์ดิจิทัลได้สะดวกขึ้น เนื่องจาก USDT และ USDC ช่วยลดปัญหาความผันผวนของมูลค่าสินทรัพย์ดิจิทัล จึงเหมาะสำหรับใช้เป็นตัวกลางการซื้อขายและเก็บรักษามูลค่า นอกจากนี้ยังเปิดกว้างการเข้าถึง digital asset ของประเทศไทยที่ออกได้ในอนาคต ในกรณีที่ผู้ออกโทเคนดิจิทัลยอมรับการชำระเงินเป็นสกุล USD ซึ่งจะทำให้การมูลค่าเงินจาก คริปโตเคอเรนซี่ เข้ามายัง digital asset มากขึ้น           นอกจากนี้ Stablecoin ยังอาจถูกใช้เป็น เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน ในช่วงที่ค่าเงินบาทผันผวน สมมติหากผู้ประกอบการหรือประชาชนกังวลว่าบาทจะอ่อนค่า ก็อาจแปลงสินทรัพย์บางส่วนไปถือเป็น Stablecoin สกุลเงินดอลลาร์เพื่อรักษามูลค่า (คล้ายกับการถือเงินตราต่างประเทศ) อย่างไรก็ดี การทำเช่นนี้ต้องอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยยอมรับได้           ในขณะที่นักลงทุนจากต่างประเทศจะมองประเทศไทยเป็นตลาดที่น่าสนใจมากขึ้น ด้วยระบบที่มีความยืดหยุ่นและรองรับการใช้งานของ Stablecoin ซึ่งได้รับความนิยมในระดับสากล ส่งผลให้มีเงินทุนไหลเข้ามาลงทุนในไทยมากขึ้น โดยนักลงทุนต่างชาติไม่จำเป็นจะต้องเจอความเสี่ยงของอัตราแลกเปลี่ยนในกรณีที่ลงทุนในสินทรัพย์ดิจัทัลของประเทศไทย           ซึ่ง USDT และ USDC น่าจะมีโอกาสที่จะเป็นสินทรัพย์ดิจิทัลที่นักลงทุนไทยถือครองมากขึ้น เพื่อใช้เป็นที่พักเงินระหว่างการเทรดหรือเพื่อโอนมูลค่าระหว่างแพลตฟอร์ม เนื่องจากความผันผวนต่ำและความสะดวกในการแลกเปลี่ยน นอกจากนี้ แนวโน้มการเติบโตของ Stablecoin ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังมีความโดดเด่น สอดคล้องกับกระแสทั่วโลกที่ Stablecoin กลายเป็นเครื่องมือสำคัญทั้งในการซื้อขายคริปโทและการชำระเงินดิจิทัล โดยเฉพาะในตลาดเกิดใหม่อย่างเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แอฟริกา และลาตินอเมริกา ซึ่งมีความต้องการ Stablecoin สูง           ในระยะกลางและยาว stablecoin ทั้ง USDT, USDC ยังช่วยเปิดประตูสู่นวัตกรรมทางการเงินใหม่ๆ เช่น การชำระเงินด้วยสินทรัพย์ดิจิทัล การให้บริการฝากหรือกู้ยืมสินทรัพย์ดิจิทัลที่มี Stablecoin เป็นสื่อกลาง ตลอดจนการพัฒนาโทเคนดิจิทัลที่มีสินทรัพย์อ้างอิง (Asset-backed Tokens) อย่างไรก็ตาม การใช้งานดังกล่าวต้องดำเนินการภายใต้การกำกับดูแลอย่างใกล้ชิดของธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อให้มั่นใจว่าการใช้ Stablecoin เป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงจากความผันผวนของค่าเงินนั้น จะไม่ส่งผลกระทบเชิงลบต่อเสถียรภาพทางการเงินของประเทศ หากมีการนำ Stablecoin มาใช้อย่างแพร่หลายในระบบการเงินไทย ย่อมก่อให้เกิด ผลดีหลายประการต่อภาคการเงินและการลงทุน ประการแรก Stablecoin สามารถช่วย เพิ่มประสิทธิภาพในการโอนเงินและการชำระเงิน โดยเฉพาะธุรกรรมระหว่างประเทศ เช่น การโอนเงินข้ามประเทศหรือการชำระค่าสินค้านำเข้า–ส่งออก สามารถทำได้รวดเร็วขึ้นและค่าธรรมเนียมถูกลง เมื่อเทียบกับการโอนผ่านธนาคารแบบดั้งเดิมและระบบ SWIFT นอกจากนี้ Stablecoin ยัง ทำงานตลอด 24/7 ไม่มีวันหยุด จึงอำนวยความสะดวกให้ภาคธุรกิจสามารถทำธุรกรรมได้ตลอดเวลา ไม่ต้องรอเวลาทำการของธนาคาร ความท้าทายที่ควรจับตาจากการนำ USDT และ USDC มาใช้กว้างขวางมากขึ้น           ความเสี่ยงของ Stablecoin ในบริบทประเทศไทย (ฟอกเงินและบัญชีม้า):           สำหรับประเทศไทย ปัญหา “บัญชีม้า” ที่คนร้ายใช้บัญชีธนาคารของผู้อื่นหรือบัญชีปลอมในการรับโอนเงินก็อาจเชื่อมโยงกับการใช้ Stablecoin ได้ เช่น คนร้ายอาจหลอกให้เหยื่อโอนเงินเข้าบัญชีม้า แล้วรีบนำเงินนั้นไปซื้อ USDT/USDC และโอนออกนอกประเทศในรูปคริปโท ทำให้การติดตามเงินทำได้ยากขึ้น ความเสี่ยงเหล่านี้จำเป็นต้องได้รับการจัดการผ่านมาตรการตรวจสอบและกำกับดูแลที่เหมาะสม ซึ่งไทยเองเริ่มตระหนักถึงปัญหานี้ เช่น ผู้เชี่ยวชาญได้เตือนว่าการใช้ Stablecoin ที่ไม่อยู่ในระบบสถาบันการเงินแบบดั้งเดิมอาจทำให้หน่วยงานยากจะติดตามที่มาของเงิน และไม่สามารถรู้ได้ว่าใครเป็นเจ้าของเงินจริงๆ ในธุรกรรมนั้น จึงต้องมีการกำกับและบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังเพื่อป้องกันการใช้ Stablecoin เป็นช่องทางฟอกเงินหรือหลอกลวงทางการเงิน ตัวอย่างกรณีล่าสุดคือกรณีอื้อฉาวของ บริษัท The ICON Group ที่ถูกกล่าวหาว่าฟอกเงินและติดสินบนเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่ามีธุรกรรมผิดปกติเป็นมูลค่ามหาศาลกว่า 247 ล้าน USDT (ประมาณ 8,223 ล้านบาท) ถูกโอนออกจากกระเป๋าที่เกี่ยวข้องก่อนที่ผู้บริหารของบริษัทจะถูกจับกุมเพียง 1 ชั่วโมง กรณีนี้ชี้ให้เห็นว่าอาชญากรสามารถใช้ Stablecoin (เช่น USDT) โยกย้ายเงินจำนวนมากได้อย่างรวดเร็วเมื่อใกล้ถูกจับกุม           นอกจากนี้ รายงานของสหประชาชาติ ยังได้เตือนว่า Stablecoin อย่าง USDT กลายเป็นเครื่องมือที่ได้รับความนิยมในกลุ่มอาชญากรและองค์กรอาชญากรรมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เนื่องจากความสะดวกรวดเร็วในการโอน, ความเป็นส่วนตัวของธุรกรรม, และค่าธรรมเนียมต่ำ เมื่อเทียบกับการโอนผ่านธนาคารแบบดั้งเดิม ทำให้เงินผิดกฎหมายสามารถถูกฟอกและย้ายข้ามประเทศได้โดยยากต่อการตรวจสอบ นอกจากนี้ Stablecoin ยังถูกใช้มากในธุรกิจผิดกฎหมายออนไลน์ เช่น การพนันออนไลน์ และ “ธนาคารใต้ดิน” เพื่อเลี่ยงมาตรการควบคุมของ           อีกด้านหนึ่ง ความเสี่ยงด้านอาชญากรรมการเงิน ก็เป็นความท้าทายสำคัญ ดังที่กล่าวในหัวข้อก่อนหน้า Stablecoin ที่ทำธุรกรรมบนบล็อกเชนแบบไม่มีตัวกลางอาจถูกใช้ฟอกเงินหรือสนับสนุนกิจกรรมผิดกฎหมายได้ ไทยจึงจำเป็นต้องเสริมสร้างระบบการตรวจสอบและกำกับดูแล เช่น กำหนดให้ผู้ให้บริการในประเทศต้องทำ KYC/AML ลูกค้าอย่างเข้มงวด และประสานงานกับหน่วยงานปราบปรามการฟอกเงินในการติดตามธุรกรรมที่น่าสงสัย ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าปัจจุบัน ธุรกรรม Stablecoin มีความเป็นส่วนตัวสูงและติดตามตัวตนได้ยาก ซึ่งหน่วยงานไทยจะต้องหาแนวทางตรวจสอบที่มา-ปลายทางของเงินให้ได้ มิฉะนั้นจะไม่ทราบเลยว่าใครเป็นเจ้าของเงินหรือเงินนั้นมาจากกิจกรรมที่ถูกกฎหมายหรือไม่  ความท้าทายนี้ต้องการเครื่องมือกำกับดูแลใหม่ ๆ ที่อาจเกินขีดความสามารถของกฎหมายการเงินแบบเดิม แหล่งอ้างอิง : รายงานและประกาศจากธนาคารแห่งประเทศไทย​ , สำนักงาน ก.ล.ต., สถาบันการเงินระหว่างประเทศ, Markets in Crypto-Assets (MiCA รวมถึง ข้อมูลจากบทวิเคราะห์จาก CoinDesk, Cointelegraph ผู้เขียน สุทธิรัตน์ หาญพานิชย์ Head of Business Development, Token X

“พิชัย” แจ้งข่าวดี! ส่งออกไทย ก.พ.68 โต 14% รัฐบาล

“พิชัย” แจ้งข่าวดี! ส่งออกไทย ก.พ.68 โต 14% รัฐบาล "แพทองธาร" 5 เดือนโตเฉลี่ย 11.8%

             หุ้นวิชั่น - วันที่ 21 มีนาคม 2568 ณ กระทรวงพาณิชย์ นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เผยตัวเลขส่งออกไทยเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ขยายตัว 14% คิดเป็นมูลค่า 26,707.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 906,520 ล้านบาท ต่อเนื่องจากเดือนมกราคมที่โต 13.6% ทำให้เฉลี่ย 2 เดือนแรกของปี 2568 การส่งออกขยายตัวแล้วถึง 13.8% มูลค่า 51,984.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นบวกต่อเนื่อง 8 เดือน              นายพิชัยกล่าวว่า การส่งออกเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจที่สำคัญของไทย โดยรัฐบาลตั้งเป้าขยายตัวเศรษฐกิจเกิน 3% และต้องการให้การส่งออกไทยเติบโตอย่างน้อย 3.5% ปัจจุบันการส่งออกขยายตัวถึง 13.8% ซึ่งเป็นสัญญาณบวก และคาดว่าเดือนมีนาคมรวมถึงเดือนถัดไปจะขยายตัวต่อเนื่องจากการลงทุนที่เพิ่มขึ้น              นายพิชัยกล่าวว่า เครื่องยนต์เศรษฐกิจของไทย กำลังไปได้ดีทุกตัว โดยในปีที่แล้วไทยมียอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนสูงถึง 1.13 ล้านล้านบาท ขณะนี้หลายโรงงานใกล้เสร็จและพร้อมเริ่มการผลิตเพื่อส่งออก โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมแผงวงจรพิมพ์ หรือ PCB และข้อมูลจาก BOI ระบุว่า 2 เดือนแรกของปี 2568 มียอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว การส่งออก 2 เดือนแรกโต 13.8% การลงทุนขยายตัวสูงกว่าปีก่อน การท่องเที่ยวปีที่แล้วมีนักท่องเที่ยว 36 ล้านคน ปีนี้คาดว่าแตะ 39-40 ล้านคน ถึงแม้ตัวเลขเศรษฐกิจจะดีขึ้น แต่ปัญหาหนี้ยังเป็นอุปสรรคสำคัญ จึงสนับสนุนแนวคิดการแก้หนี้ เพื่อให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างมีเสถียรภาพ และอาจขยายตัวถึง 5-6%              ตลอด 5 เดือนที่ผ่านมา ตั้งแต่รัฐบาล ท่านนายกรัฐมนตรี นางสาวแพทองธาร ชินวัตร เข้ามาบริหารประเทศ การส่งออกไทยเติบโตต่อเนื่อง โดยมีอัตราการขยายตัวเฉลี่ย 11.8% โดยเดือนตุลาคม 2567 ขยายตัว 14.6% เดือนพฤศจิกายน 2567 ขยายตัว 8.2% เดือนธันวาคม 2567 ขยายตัว 8.7% เดือนมกราคม 2568 ขยายตัว 13.6% และเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ขยายตัว 14% ซึ่งการส่งออกไทยกำลังฟื้นตัวจากการลงทุนที่เพิ่มขึ้น ไทยเป็นประเทศเล็กและเปิด จำเป็นต้องพึ่งพาการส่งออก ในอดีตตัวเลขไม่ดีเพราะการลงทุนหดตัว แต่ขณะนี้การลงทุนเพิ่มขึ้น ทำให้การส่งออกขยายตัว              นายพิชัย กล่าวว่า การนำเข้าของไทยในช่วงที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นมากกว่าการส่งออก เนื่องจากเป็นการนำเข้าสินค้าทุนและสินค้าขั้นกลาง เพื่อนำมาผลิตเพื่อส่งออกและขยายการผลิตในอนาคต ซึ่งเป็นสัญญาณบวกในเชิงเศรษฐศาสตร์ หากเราสามารถแก้ปัญหาหนี้ของประชาชนและภาคธุรกิจได้สำเร็จ เชื่อว่าเศรษฐกิจไทยมีโอกาสขยายตัวเกิน 5% และเดินหน้าเติบโตอย่างแข็งแกร่งในระยะยาว              ด้านนายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) โฆษกกระทรวงพาณิชย์ กล่าวเพิ่มเติม รายละเอียดดังนี้ มูลค่าการค้ารวมมูลค่าการค้าในรูปเงินดอลลาร์สหรัฐ เดือนกุมภาพันธ์ 2568 การส่งออก มีมูลค่า 26,707.1ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 14.0 เทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน การนำเข้า มีมูลค่า24,718.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 4.0ดุลการค้า เกินดุล 1,988.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภาพรวมการส่งออก 2 เดือนแรกของปี 2568 การส่งออกมีมูลค่า 51,984.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 13.8 เทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน การนำเข้า มีมูลค่า 51,876.0 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 6.0 ดุลการค้า เกินดุล 108.0 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มูลค่าการค้าในรูปเงินบาท เดือนกุมภาพันธ์2568 การส่งออก มีมูลค่า 906,520 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 9.4เทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน การนำเข้า มีมูลค่า848,824 ล้านบาท หดตัวร้อยละ 0.2 ดุลการค้า เกินดุล 57,696 ล้านบาท ภาพรวมการส่งออก 2 เดือนแรกของปี 2568 การส่งออก มีมูลค่า 1,768,887 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 10.6 เทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน การนำเข้า มีมูลค่า1,786,936 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 3.1 ดุลการค้า ขาดดุล 18,049 ล้านบาท การส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร              มูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร ขยายตัวร้อยละ 3.9 (YoY) ขยายตัวต่อเนื่อง 8 เดือน โดยสินค้าเกษตร หดตัวร้อยละ 1.6 หดตัวต่อเนื่อง 2 เดือน และสินค้าอุตสาหกรรมเกษตรขยายตัวร้อยละ 9.9 ขยายตัวต่อเนื่อง 8 เดือน โดยมีสินค้าสำคัญที่ขยายตัว ได้แก่ ยางพารา ขยายตัวร้อยละ 35.7 ขยายตัวต่อเนื่อง 16 เดือน (ขยายตัวในตลาดจีน ญี่ปุ่น มาเลเซีย เกาหลีใต้ และเวียดนาม)น้ำตาลทราย ขยายตัวร้อยละ 25.8 ขยายตัวต่อเนื่อง 2 เดือน (ขยายตัวในตลาดอินโดนีเซีย เวียดนาม ลาว จีน และมาเลเซีย) ไก่สด แช่เย็น แช่แข็ง และแปรรูป ขยายตัวร้อยละ 9.3 ขยายตัวต่อเนื่อง 5 เดือน (ขยายตัวในตลาดญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร จีน เนเธอร์แลนด์ และ ไอร์แลนด์) ผลิตภัณฑ์ข้าวสาลีและอาหารสำเร็จรูปอื่น ๆ ขยายตัวร้อยละ 27.7 ขยายตัวต่อเนื่อง 14 เดือน (ขยายตัวในตลาดจีน สหรัฐฯ เมียนมา กัมพูชา และออสเตรเลีย) อาหารสัตว์เลี้ยง ขยายตัวร้อยละ 14.4 ขยายตัวต่อเนื่อง 17 เดือน (ขยายตัวในตลาดสหรัฐฯ ญี่ปุ่น อิตาลี เวียดนาม และสหราชอาณาจักร) และผลไม้กระป๋องและแปรรูป ขยายตัวร้อยละ 22.5 ขยายตัวต่อเนื่อง 17 เดือน (ขยายตัวในตลาดสหรัฐฯ จีน เนเธอร์แลนด์ ญี่ปุ่น และแคนาดา)              ขณะที่สินค้าสำคัญที่หดตัว อาทิ ข้าว หดตัวร้อยละ 34.3 หดตัวต่อเนื่อง 4 เดือน (หดตัวในตลาดสหรัฐฯ แอฟริกาใต้ โกตดิวัวร์ แองโกลา และเซเนกัล แต่ขยายตัวในตลาดอิรัก จีน ฮ่องกง เกาหลีใต้ และแคนาดา) ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง หดตัวร้อยละ 15.8 หดตัวต่อเนื่อง 2 เดือน (หดตัวในตลาดจีน อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น ไต้หวัน และฟิลิปปินส์แต่ขยายตัวในตลาดสหรัฐฯ มาเลเซีย เกาหลีใต้ เวียดนาม และลาว) ผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งและแห้ง หดตัวร้อยละ 3.7 หดตัวต่อเนื่อง 2 เดือน (หดตัวในตลาดจีน เกาหลีใต้ สหรัฐฯ เนเธอร์แลนด์ และสหราชอาณาจักร แต่ขยายตัวในตลาดอินโดนีเซีย มาเลเซีย เวียดนาม ฮ่องกง และอินเดีย) และเนื้อสัตว์และของปรุงแต่งที่ทำจากเนื้อสัตว์ หดตัวร้อยละ 6.7 หดตัวต่อเนื่อง 4 เดือน (หดตัวในตลาดญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร สิงคโปร์ ลาว และออสเตรเลีย แต่ขยายตัวในตลาดกัมพูชา เมียนมา ฮ่องกง เยอรมนี และเนเธอร์แลนด์) ทั้งนี้ 2 เดือนแรกของปี 2568 การส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร ขยายตัวร้อยละ 2.1 การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม              มูลค่าการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม ขยายตัวร้อยละ 17.2 (YoY) ขยายตัวต่อเนื่อง 11 เดือน โดยมีสินค้าสำคัญที่ขยายตัว อาทิ รถยนต์ อุปกรณ์ และส่วนประกอบ ขยายตัวร้อยละ 4.5 กลับมาขยายตัวในรอบ 3 เดือน (ขยายตัวในตลาดฟิลิปปินส์ เวียดนาม สหรัฐฯ เม็กซิโก และอินโดนีเซีย) เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ขยายตัวร้อยละ 51.3 ขยายตัวต่อเนื่อง 11 เดือน (ขยายตัวในตลาดสหรัฐฯ จีน เยอรมนี เนเธอร์แลนด์ และฮ่องกง)อัญมณีและเครื่องประดับ (ไม่รวมทองคำ) ขยายตัวร้อยละ 106.3 ขยายตัวต่อเนื่อง 4 เดือน (ขยายตัวในตลาดอินเดีย สหรัฐฯ เยอรมนี สิงคโปร์ และสหราชอาณาจักร) ผลิตภัณฑ์ยาง ขยายตัวร้อยละ16.9 ขยายตัวต่อเนื่อง 8 เดือน (ขยายตัวในตลาดสหรัฐฯ จีน ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และมาเลเซีย) เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ ขยายตัวร้อยละ 32.8 ขยายตัวต่อเนื่อง 8 เดือน (ขยายตัวในตลาดสหรัฐฯ เวียดนาม ออสเตรเลีย อินเดีย และไต้หวัน) เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ ขยายตัวร้อยละ 21.5 ขยายตัวต่อเนื่อง 12 เดือน (ขยายตัวในตลาดสหรัฐฯ ญี่ปุ่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย และสิงคโปร์) แผงวงจรไฟฟ้า ขยายตัวร้อยละ 24.8 ขยายตัวต่อเนื่อง 2 เดือน (ขยายตัวในตลาดฮ่องกง ไต้หวัน สิงคโปร์ สหรัฐฯ และเวียดนาม)              ขณะที่สินค้าสำคัญที่หดตัว อาทิ เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ หดตัวร้อยละ 13.2 หดตัวต่อเนื่อง 4 เดือน (หดตัวในตลาดอินเดีย มาเลเซีย อินโดนีเซีย ออสเตรเลีย และเมียนมา แต่ขยายตัวในตลาดสหรัฐฯ ญี่ปุ่น จีน เวียดนาม และลาว) เครื่องโทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ หดตัวร้อยละ 10.1 หดตัวต่อเนื่อง 4 เดือน (หดตัวในตลาดญี่ปุ่น เนเธอร์แลนด์ สาธารณรัฐเช็ก จีน และฮ่องกง แต่ขยายตัวในตลาดสหรัฐฯ เม็กซิโก สิงคโปร์ เมียนมา และไอร์แลนด์) อุปกรณ์กึ่งตัวนำ ทรานซิสเตอร์และไดโอด หดตัวร้อยละ 46.1 หดตัวต่อเนื่อง 12 เดือน(หดตัวในตลาดสหรัฐฯ ฮ่องกง เกาหลีใต้ อินเดีย และเวียดนาม แต่ขยายตัวในตลาดญี่ปุ่น จีน ไต้หวัน สิงคโปร์ และมาเลเซีย) ทั้งนี้ 2 เดือนแรกของปี 2568 การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม ขยายตัวร้อยละ 17.1 ตลาดส่งออกสำคัญ              การส่งออกไปตลาดสำคัญส่วนใหญ่ขยายตัว โดยเฉพาะการส่งออกไปตลาดจีนที่ขยายตัวเร่งขึ้นตามการฟื้นตัวของภาคการผลิต ตลาดเอเชียใต้ขยายตัวสูงต่อเนื่องตามการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับ (โลหะมีค่า) ไปยังอินเดีย ประกอบกับยังมีการเร่งนำเข้าใน              ตลาดสหรัฐฯ จากความกังวลมาตรการกำแพงภาษีในอนาคต ภาพรวมการส่งออกไปยังกลุ่มตลาดต่าง ๆ สรุปได้ดังนี้ (1) ตลาดหลัก ขยายตัวร้อยละ 7.7 โดยขยายตัวต่อเนื่องในตลาดสหรัฐฯ ร้อยละ 18.3 จีนร้อยละ 22.4 และสหภาพยุโรป (27) ร้อยละ 4.5 แต่หดตัวในตลาดญี่ปุ่น ร้อยละ 3.1 อาเซียน (5) ร้อยละ 0.5 และ CLMVร้อยละ 1.8 (2) ตลาดรอง ขยายตัวร้อยละ 21.2 โดยขยายตัวในตลาดเอเชียใต้ ร้อยละ 129.5ตะวันออกกลาง ร้อยละ 6.7 แอฟริกา ร้อยละ 6.8 ลาตินอเมริกา ร้อยละ 17.9 รัสเซียและกลุ่ม CIS ร้อยละ 30.2 และสหราชอาณาจักร ร้อยละ 3.7 แต่หดตัวในตลาดทวีปออสเตรเลีย ร้อยละ 7.7 และ (3) ตลาดอื่น ๆ ขยายตัวร้อยละ 184.6              ตลาดสหรัฐฯ ขยายตัวร้อยละ 18.3 (ขยายตัวต่อเนื่อง 17 เดือน) สินค้าสำคัญที่ขยายตัว เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ และผลิตภัณฑ์ยาง สินค้าสำคัญที่หดตัว เช่น อุปกรณ์กึ่งตัวนำ ทรานซิสเตอร์ และไดโอด หม้อแปลงไฟฟ้าและส่วนประกอบ และเครื่องรับวิทยุ โทรทัศน์ และส่วนประกอบ ทั้งนี้ 2 เดือนแรกของปี 2568 ขยายตัวร้อยละ 20.3              ตลาดจีน ขยายตัวร้อยละ 22.4 (ขยายตัวต่อเนื่อง 5 เดือน) สินค้าสำคัญที่ขยายตัว เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ยางพาราและผลิตภัณฑ์ยาง สินค้าสำคัญที่หดตัว เช่น ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง เม็ดพลาสติก และผลไม้สดแช่เย็น แช่แข็งและแห้ง ทั้งนี้ 2 เดือนแรกของปี 2568ขยายตัวร้อยละ 17.9              ตลาดญี่ปุ่น หดตัวร้อยละ 3.1 (กลับมาหดตัวในรอบ 3 เดือน) สินค้าสำคัญที่หดตัว เช่น รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องรับวิทยุ โทรทัศน์ และส่วนประกอบ และเครื่องใช้ไฟฟ้าและส่วนประกอบอื่น ๆ สินค้าสำคัญที่ขยายตัว เช่น ยางพาราเหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ และทองแดงและของทำด้วยทองแดง ทั้งนี้ 2 เดือนแรกของปี 2568 หดตัวร้อยละ 0.6              ตลาดสหภาพยุโรป (27) ขยายตัวร้อยละ 4.5(ขยายตัวต่อเนื่อง 9 เดือน) สินค้าสำคัญที่ขยายตัวเช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบเครื่องใช้ไฟฟ้าและส่วนประกอบอื่น ๆ และไก่แปรรูปสินค้าสำคัญที่หดตัว เช่น รถจักรยานยนต์และส่วนประกอบหม้อแปลงไฟฟ้าและส่วนประกอบ และเครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ ทั้งนี้ 2 เดือนแรกของปี 2568 ขยายตัวร้อยละ 9.1              ตลาดอาเซียน (5) หดตัวร้อยละ 0.5 (กลับมาหดตัวหลังจากขยายตัวในเดือนก่อน) สินค้าสำคัญที่หดตัว เช่น สินค้าอุตสาหกรรมอื่น ๆ เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ และเครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ สินค้าสำคัญที่ขยายตัว เช่น อัญมณีและเครื่องประดับ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ และน้ำตาลทราย ทั้งนี้ 2 เดือนแรกของปี 2568 ขยายตัวร้อยละ 2.2              ตลาด CLMV หดตัวร้อยละ 1.8 (กลับมาหดตัวในรอบ 14 เดือน) สินค้าสำคัญที่หดตัว เช่น อัญมณีและเครื่องประดับ น้ำมันสำเร็จรูป และทองแดงและของทำด้วยทองแดง สินค้าสำคัญที่ขยายตัว เช่น รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ และเคมีภัณฑ์ ทั้งนี้ 2 เดือนแรกของปี 2568 ขยายตัวร้อยละ 1.7              ตลาดเอเชียใต้ ขยายตัวร้อยละ 129.5 (ขยายตัวต่อเนื่อง 5 เดือน) สินค้าสำคัญที่ขยายตัว เช่นอัญมณีและเครื่องประดับ ผลิตภัณฑ์อลูมิเนียม และเคมีภัณฑ์ สินค้าสำคัญที่หดตัว เช่น ทองแดงและของทำด้วยทองแดง เส้นใยประดิษฐ์ และเหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ ทั้งนี้ 2 เดือนแรกของปี 2568 ขยายตัวร้อยละ 120.8              ตลาดทวีปออสเตรเลีย หดตัวร้อยละ 7.7 (หดตัวต่อเนื่อง 3 เดือน) สินค้าสำคัญที่หดตัว เช่น รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ และรถจักรยานยนต์และส่วนประกอบ สินค้าสำคัญที่ขยายตัว เช่น เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบของเครื่องจักรกล และเครื่องซักผ้าและเครื่องซักแห้งและส่วนประกอบ ทั้งนี้ 2 เดือนแรกของปี 2568 หดตัวร้อยละ 17.3              ตลาดตะวันออกกลาง ขยายตัวร้อยละ 6.7 (กลับมาขยายตัวหลังจากหดตัวในเดือนก่อน) สินค้าสำคัญที่ขยายตัว เช่น รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ข้าว และเครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ สินค้าสำคัญที่หดตัว เช่น อัญมณีและเครื่องประดับ อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป และเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ทั้งนี้ 2 เดือนแรกของปี 2568 ขยายตัวร้อยละ 2.3              ตลาดแอฟริกา ขยายตัวร้อยละ 6.8 (ขยายตัวต่อเนื่อง 4 เดือน) สินค้าสำคัญที่ขยายตัว เช่น รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป และเครื่องยนต์สันดาปภายใน สินค้าสำคัญที่หดตัว เช่น ข้าว เคมีภัณฑ์ และเม็ดพลาสติก ทั้งนี้ 2 เดือนแรกของปี 2568 ขยายตัวร้อยละ 10.1              ตลาดลาตินอเมริกา ขยายตัวร้อยละ 17.9 (ขยายตัวต่อเนื่อง 11 เดือน) สินค้าสำคัญที่ขยายตัว เช่นหม้อแปลงไฟฟ้าและส่วนประกอบ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ และเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ สินค้าสำคัญที่หดตัว เช่น ผลิตภัณฑ์พลาสติก เคมีภัณฑ์ และเครื่องนุ่งห่ม ทั้งนี้ 2 เดือนแรกของปี 2568 ขยายตัวร้อยละ 19.7              ตลาดประชาคมรัฐเอกราช (CIS) ขยายตัวร้อยละ 30.2 (กลับมาขยายตัวหลังจากหดตัวในเดือนก่อน) สินค้าสำคัญที่ขยายตัว เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ รถยนต์อุปกรณ์และส่วนประกอบ และเครื่องใช้ไฟฟ้าและส่วนประกอบอื่น ๆ สินค้าสำคัญที่หดตัว เช่น อัญมณีและเครื่องประดับ ผลิตภัณฑ์ยาง และเครื่องจักรกลและส่วนประกอบ ทั้งนี้ 2 เดือนแรกของปี 2568 ขยายตัวร้อยละ 12.2              ตลาดสหราชอาณาจักร ขยายตัวร้อยละ 3.7(ขยายตัวต่อเนื่อง 8 เดือน) สินค้าสำคัญที่ขยายตัวเช่น ไก่แปรรูป เครื่องโทรสาร โทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ และเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ สินค้าสำคัญที่หดตัว เช่น รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์ยาง และเครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ ทั้งนี้ 2 เดือนแรกของปี 2568 ขยายตัวร้อยละ 6.7 แนวโน้มการส่งออกในระยะถัดไป กระทรวงพาณิชย์คาดการณ์ว่าการส่งออกในไตรมาสแรกของปี 2568 จะยังคงมีทิศทางการเติบโตที่น่าพอใจ โดยได้รับแรงหนุนจากหลายปัจจัยสำคัญ ทั้งความเชื่อมั่นในภาคการผลิตที่มีแนวโน้มปรับตัวในเชิงบวก ความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง รวมถึงสถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เริ่มคลี่คลายลง อย่างไรก็ตาม ยังคงมีความท้าทายที่ต้องเฝ้าติดตามอย่างต่อเนื่อง อาทิ นโยบายการค้าของสหรัฐฯ และมาตรการตอบโต้จากประเทศต่างๆ ซึ่งสร้างความไม่แน่นอนให้กับระบบการค้าโลก ขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการผลิตสินค้าเกษตรของไทย ตลอดจนกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลกระทบต่อการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมวางแนวทางการดำเนินงานร่วมกับภาคเอกชน เพื่อรับมือกับสภาวการณ์ที่มีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วได้อย่างมีประสิทธิภาพ

บล.กรุงไทยฯ เผย NIKE80X ปรับขึ้น ผลงานออกมาดีกว่าคาด

บล.กรุงไทยฯ เผย NIKE80X ปรับขึ้น ผลงานออกมาดีกว่าคาด

           หุ้นวิชั่น-ทีมข่าวหุ้นวิชั่น รายงาน บล.กรุงไทย เอ็กซ์สปริง ระบุ Nike (NIKE80X) ปรับขึ้นหลังผลประกอบการออกมาไม่ได้แย่อย่างคาด โดยรายได้หดตัว 9% และกำไรสุทธิลดลง 30% แต่ผู้บริหารมองไตรมาสถัดไปยังไม่ฟื้น รายได้ 3Q68 (สิ้นสุด ก.พ.68) หดตัว 9.3%YoY มาที่ USD 1.13 หมื่นล้าน แต่ดีกว่าคาด โดย - รายได้ Footwear หดตัว -12%YoY ระดับเดิมจากไตรมาสก่อน มาที่ USD 7.21 พันล้าน แต่ดีกว่าคาด - รายได้ Apparel หดตัวมากขึ้น -3%YoY มาที่ USD 3.19 พันล้าน แต่ดีกว่าคาด - หากแบ่งตามภูมิภาคอเมริกาเหนือยอดขายลดลง 4%YoY แต่มีสัญญาณปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อย ด้านตลาดจีนหดตัว 17%YoY และยุโรปหดตัว 10%YoY อัตรากำไรขั้นต้นลดลงเหลือ 41.5% ลดลงจาก 44.8% ในปีก่อน และออกมาต่ำกว่าคาดm กำไรสุทธิต่อหุ้นหดตัว -30%YoY หดตัวมากขึ้นจากไตรมาสก่อนมาที่ USD 0.54 แต่ยังออกมาดีกว่าคาด ทั้งนี้ผู้บริหารมองยอดขาย Q4 หดตัวลดลง mid-teen ซึ่งสะท้อนการหดตัวมากขึ้นจาก Q3 นี้ รวมถึงอัตรากำไรขั้นต้นลดลงอีก ซึ่งเป็นผลกระทบจากทั้งภาษีการค้า และความเชื่อมั่นการบริโภคที่ลดลง

บล.หยวนต้า แนะ VENTURE19 คาดกำไรกลับมาโต

บล.หยวนต้า แนะ VENTURE19 คาดกำไรกลับมาโต

              หุ้นวิชั่น-ทีมข่าวหุ้นวิชั่น รายงาน บล.หยวนต้า ระบุ Venture Corp. (VENTURE19) เป็นผู้ให้บริการด้านการผลิตและประกอบอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งบริษัทเชี่ยวชาญในด้านวิทยาศาสตร์ชีวภาพและเทคโนโลยีทางการแพทย์ รวมไปถึงเครื่องมือและอุปกรณ์ใน AI Data Center               ราคาหุ้นของบริษัทก่อนหน้านี้ค่อนข้างอ่อนแอ และ Underperform ตลาดหุ้นสิงคโปร์ โดยสาเหตุหลักมาจากผลประกอบการที่หดตัวมาเป็นระยะเวลา 2 ปีติดต่อกัน จากอุปสงค์ของลูกค้าในต่างประเทศที่ชะลอตัวลง อย่างไรก็ตามนักวิเคราะห์มองว่าราคาหุ้นที่ปรับตัวลงมา สะท้อนปัจจัยดังกล่าวไปพอสมควรแล้ว               ขณะที่แนวโน้มในปี 2568 Bloomberg Consensus คาดกำไรสุทธิจะกลับมาเติบโต 6.6% YoY จากคำสั่งซื้อของลูกค้าใหม่ โดยเฉพาะในกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับ Data Center ธนาคารกลางสิงคโปร์มีแนวโน้มผ่อนคลายนโยบายการเงิน หรือก็คือการปล่อยให้ค่าเงินอ่อนค่า ซึ่งจะเป็นปัจจัยบวกกับ Venture ที่มีรายได้จากต่างประเทศสูงถึง 74% และส่วนใหญ่อยู่ในเอเชีย จึงมีความเสี่ยงจากสงครามการค้าต่ำ               บริษัทจ่ายปันผลสม่ำเสมอ โดยปี 2025 คาด Dividend Yield อยู่ที่ราว 5.7% ส่วนปันผลสำหรับรอบผลประกอบการปี 2024 จะขึ้น XD ในวันที่ 2 พ.ค. คาดว่าปันผลจะอยู่ที่ 0.1238 บาทต่อ DR คิดเป็น Dividend Yield ราว 3.8%               บริษัทเป็น Net Cash มีเงินสดเหลือในการใช้ซื้อหุ้นคืน โดย ณ วันที่ 18 มี.ค. บริษัทประกาศผลการซื้อหุ้นคืน โดยได้ซื้อคืนไปแล้วทั้งหมด 1.8 ล้านหุ้น จากที่บริษัทประกาศไว้ที่ 14.5 ล้านหุ้น หมายความว่ายังมีโควตาให้ซื้อหุ้นคืนอีกมาก

ขึ้นอีกแล้ว! ราคาทองเช้าวันนี้ ทองรูปพรรณ ขายออก 49,300 บ.

ขึ้นอีกแล้ว! ราคาทองเช้าวันนี้ ทองรูปพรรณ ขายออก 49,300 บ.

           หุ้นวิชั่น – เช้าวันที่  20 มีนาคม 2568 สมาคมค้าทองคำ ได้แจ้งราคาทองคำซึ่ง ราคาปรับขึ้นลงจำนวน 4 ครั้ง ดังนี้ ครั้งที่ 1 ราคาปรับขึ้น 200 บาท ,ครั้งที่ 2 ราคาปรับลง 50 บาท ,ครั้งที่ 3 ราคาปรับขึ้น 50 บาท และครั้งที่ 4 ราคาปรับขึ้น 50 บาท            รวมเช้าวันนี้ "ราคาปรับขึ้น 300 บาท" โดยราคาทองแท่ง ปัจจุบันรับซื้ออยู่ที่ 48,400.00 บาท ราคาขายออกอยู่ที่ 48,500.00 บาท ส่วนราคาทองรูปพรรณ รับซื้ออยู่ที่ 47,526.60 บาท และราคาขายออกอยู่ที่ 49,300.00 บาท

บล.กรุงไทยฯ แนะ XIAOMI80 ผลงาน Q4/67 น่าประทับใจ

บล.กรุงไทยฯ แนะ XIAOMI80 ผลงาน Q4/67 น่าประทับใจ

               หุ้นวิชั่น-ทีมข่าวหุ้นวิชั่น รายงาน บล.กรุงไทย เอ็กซ์ สปริง ระบุ Xiaomi (XIAOMI80) ผลประกอบการ Q4 ออกมาน่าประทับใจ ขณะที่มองแนวโน้มยอดขาย smartphone และ EV เติบโตได้ต่อเนื่องจากมาตรการ Trade-In ของรัฐ และการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ อย่างไรก็ตาม แนะนำเพียงซื้อเก็งกำไร หลังราคาปรับขึ้นมาซื้อขายที่ Forward PE 42x                Xiaomi เผยรายได้รวม 4Q67 เติบโต 49% YoY เร่งตัวขึ้นจากไตรมาสก่อนและดีกว่าคาดโดยแบ่งเป็นรายได้ Smartphone เติบโต 16% YoY ซึ่งมาจากยอดส่งมอบสมาร์ทโฟนที่ 42.7 ล้านเครื่อง เพิ่มขึ้น 5% YoY ด้าน IoT และ Lifestyle เติบโต 52% YoY ขณะที่ EV โตมาที่ 1.67 หมื่นล้านหยวนจาก 9.7 พันล้านหยวน ในไตรมาสก่อนและดีกว่าคาด ด้านอัตรากำไรขั้นต้นปรับลดลงเป็น 20.6% แต่ดีกว่าคาด ส่งผลให้กำไรปกติเติบโต 69% YoY มาที่ 8.32 พันล้านหยวน ซึ่งดีกว่าคาด                ทั้งนี้ บริษัทปรับเป้ายอดขาย EV ปี 68 ขึ้นเป็น 350,000 คัน จาก 300,000 คัน ภายหลังผลตอบรับที่ดีจาก Xiaomi SU7 Ultra ที่เปิดตัวช่วงเดือน ก.พ.

บล.หยวนต้า แนะ TENCENT80 ผลงาน Q4/67 ดีเกินคาด-กำไรปี 68 โตต่อ

บล.หยวนต้า แนะ TENCENT80 ผลงาน Q4/67 ดีเกินคาด-กำไรปี 68 โตต่อ

                หุ้นวิชั่น-ทีมข่าวหุ้นวิชั่น รายงาน บล.หยวนต้า ระบุ Tencent รายงานผลประกอบการไตรมาส 4/67 โดยรายได้เติบโตขึ้น 11% YoY สูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 66 เป็นจำนวน 1.72 แสนล้านหยวน (2.38 หมื่นล้านเหรียญ) ดีกว่าที่ตลาดคาด 1.69 แสนล้านหยวน ส่วนกำไรสุทธิอยู่ที่ 5.13 หมื่นล้านหยวน (+90% YoY) ดีกว่าคาดที่ 4.63 หมื่นล้านหยวน โดยหลักได้แรงหนุนจากธุรกิจเกมภายในประเทศที่เติบโตเด่น 23% YoY เนื่องจากการผ่อนคลายมาตรการควบคุมการเล่นเกมในจีนเมื่อปีที่แล้ว ขณะที่ธุรกิจเกมในต่างประเทศก็เติบโตได้ดีที่ระดับ 15% YoY                 ส่วนธุรกิจอื่นๆ เช่น ธุรกิจโฆษณาออนไลน์เติบโต 17% YoY และธุรกิจคลาวด์เติบโต 3% YoY หลังจากรายงานผลประกอบการออกมาดี บริษัทก็ได้ประกาศแผนซื้อหุ้นคืนมูลค่า 8 หมื่นล้านฮ่องกงดอลลาร์ หรือประมาณ 1 หมื่นล้านเหรียญ                 ค่าใช้จ่ายลงทุน (CapEx) ของ Tencent ในปี 67 อยู่ที่ 7.68 หมื่นล้านหยวน เพิ่มขึ้นถึง 3.2 เท่าจากปีก่อนหน้านี้ ซึ่งบริษัทระบุว่าส่วนหนึ่งนำไปใช้กับเซิร์ฟเวอร์และหน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) สะท้อนการลงทุนในด้าน AI ของบริษัทที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก และน่าจะเป็น Growth Driver ที่สำคัญในอนาคต                 แนวโน้มปี 68 Bloomberg Consensus คาดกำไรสุทธิเติบโตต่อ 7% YoY หนุนจากการเติบโตในทุกธุรกิจหลัก โดยแม้ Bloomberg จะประเมินราคาเป้าหมาย ณ สิ้นปีที่ 540 ฮ่องกงดอลลาร์ต่อหุ้น ทำให้ไม่มี Upside แล้วเมื่อเทียบกับราคาปิดที่ผ่านมา แต่ยังมีโอกาสถูกปรับเพิ่มประมาณการได้อีกหลังจากที่รายงานผลประกอบการดีเกินคาด

SCB คาดค่าเงินบาทวันนี้ กรอบ 33.45-33.70 บ./ดอลลาร์

SCB คาดค่าเงินบาทวันนี้ กรอบ 33.45-33.70 บ./ดอลลาร์

            หุ้นวิชั่น - กลุ่มงานตลาดการเงิน ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 33.45-33.70 บาท/ดอลลาร์ ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น หลังธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) คงดอกเบี้ยนโยบายที่ 25-4.50% ตามคาด คงระดับ Median dot plot ไว้เท่าเดิม ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจลง เงินเฟ้อขึ้น ทำให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลง ธนาคารกลางญี่ปุ่นคงดอกเบี้ยนโยบายที่ 50% และส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยอีกภายในครึ่งแรกของปีนี้ รายงานการประชุม กนง. ชี้ว่าเศรษฐกิจไทยโตต่ำกว่าที่เคยประเมินไว้ แต่การลดดอกเบี้ยไม่ใช่จุดเริ่มต้นของวัฐจักรการผ่อนคลายนโยบาย และสามารถรองรับความไม่แน่นอนในระยะข้างหน้าได้

บล.กรุงไทยฯ แนะ TENCENT80 กำไร Q4 ดีกว่าคาด หนุนรายได้โต

บล.กรุงไทยฯ แนะ TENCENT80 กำไร Q4 ดีกว่าคาด หนุนรายได้โต

          หุ้นวิชั่น-ทีมข่าวหุ้นวิชั่น รายงาน บล.กรุงไทย เอ็กซ์สปริง ระบุ Tencent (TENCENT80) กำไร Q4 ออกมาดีกว่าคาด 8% หนุนจากรายได้รวมกลับมาโต double digit - รายได้รวมอยู่ที่ 1.72 แสนล้านหยวนเติบโต 11%YoY เร่งตัวขึ้นเป็นไตรมาสที่สามและออกมาดีกว่าคาด - รายได้เกมในประเทศ (สัดส่วน 19%) เติบโต 23%YoY เร่งตัวขึ้นเป็นไตรมาสที่สามมาที่ 3.32 หมื่นล้านหยวนและดีกว่าคาดจาก HoK, Peacekeeper Elite และ Valorant รวมถึงเกมใหม่อย่าง Dungeon and Fighter และ Delta Force - รายได้เกมต่างประเทศ (สัดส่วน 9%) เติบโตเร่งตัวขึ้น 15%YoY มาที่ 1.60 หมื่นล้านหยวนและดีกว่าคาด จาก Brawl Stars และ PUBG Mobile รวมถึงการตอบรับการเปิดตัวเกม Path of Exile 2 ช่วง ธ.ค. - รายได้ Social Network หรือ WeChat (สัดส่วน 17%) เติบโต 6%YoY ตามคาดมาที่ 2.98 หมื่นล้านหยวน ตามรายได้ app based game, การเปิดตัวฟีเจอร์ส่งของขวัญ และ music subscription - รายได้ Marketing services หรือ Online Ads เดิม (สัดส่วน 18%) เติบโต 18%YoY มาที่ 3.50 หมื่นล้านหยวน ตามประสิทธิภาพการยิงโฆษณาด้วยการใช้ AI - รายได้ Fintech & Business Service (สัดส่วน 31%) เติบโต 3%YoY มาที่ 5.61 หมื่นล้านหยวน จากปริมาณการทำธุรกรรม และบริการ Cloud โดยมีจำนวนผู้ใช้งานต่อเดือน WeChat และ Weixin โต 3%YoY มาที่ 1.39 พันล้านบัญชี ซึ่งดีกว่าคาดเล็กน้อย กำไรปกติ (non-IFRS) เติบโตกว่า 30%YoY มาที่ 5.53 หมื่นล้านหยวนซึ่งดีกว่าคาด - Tencent ประกาศจ่ายปันผล HKD 4.5 ต่อหุ้นเพิ่มขึ้น 32%YoY

จับตาราคาทองพุ่งไม่หยุด 51,000 บ. มาแน่!

จับตาราคาทองพุ่งไม่หยุด 51,000 บ. มาแน่!

               หุ้นวิชั่น - ราคาทองคำยังคงทำสถิติสูงสุดใหม่ (All Time High) อย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน และยังมีลุ้นปรับตัวขึ้นต่อ คาดปีนี้เห็นราคาทองคำแตะ 51,000 บาทแน่นอน จากแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐชะลอตัว สงครามทั้งในยูเครนและตะวันออกกลาง ส่งผลให้นักลงทุนเข้าซื้อทองคำมากขึ้นในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ขณะเดียวกันติดตามถ้อยแถลงของประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในคืนวันนี้ ถึงแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐ และดอกเบี้ย โดยนักลงทุนคาดว่าเฟดจะลดดอกเบี้ยมากกว่า 2 ครั้งในปีนี้ หนุนราคาทองคำพุ่งขึ้นต่อ                  นายจิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี นายกสมาคมค้าทองคำ เปิดเผยกับ ทีมข่าวหุ้นวิชั่น ถึงทิศทางราคาทองคำ ว่า ราคาทองคำจากนี้ยังมีโอกาสปรับตัวขึ้นได้ต่อ หลังจากล่าสุด ราคาทองคำแท่งในประเทศ 96.5% ตามประกาศ สมาคมค้าทองคำ พุ่งขึ้นมาแตะ 48,350 บาท และทองรูปพรรณ 96.5% ขายออกอยู่ราว 49,200 บาท เนื่องจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งเป็นผลจากนโยบายกีดกันทางการค้าของรัฐบาลทรัมป์ที่เพิ่มภาษีนำเข้าสินค้าจากหลายประเทศ และภาวะสงครามทั้งในยูเครนและตะวันออกกลาง ส่งผลให้นักลงทุนเข้าซื้อทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย สนับสนุนราคาทองมีแนวโน้มเป็นขาขึ้น ทั้งนี้มองราคาทองคำต่อจากนี้ อาจเห็นการปรับฐานลงมาก่อน แล้วค่อยปรับตัวขึ้นได้ต่ออีกครั้ง โดยคาดว่าระดับราคาทองคำราว 50,000 บาท จะเห็นได้ภายในปีนี้อย่างแน่นอน                นายวรุต รุ่งขํา ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จํากัด (YLG) กล่าวว่า ทิศทางราคาทองคำเป็นขาขึ้นอย่างชัดเจน สอดคล้องกับทองคำในตลาดโลก โดยทองคำไทย ทำ All Time High ที่ 48,400 บาท ทั้งนี้ทองคำได้แรงหนุนในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย จากสงครามการค้าของสหรัฐ มีความรุนแรงมากขึ้น ล่าสุด นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ประกาศเก็บภาษีนำเข้าในอัตราสูง วันที่ 2 เม.ย.นี้ รวมถึงความตึงเครียดในตะวันออกกลาง โดย ล่าสุด อิสราเอล ได้โจมตีฉนวนกาซาครั้งใหญ่                นอกจากนี้องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ได้ปรับลดคาดการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ของสหรัฐลง ส่งผลให้นักลงทุนคาดว่าการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในคืนนี้ (19 มี.ค.68) อาจเห็นการปรับลดคาดการณ์ GDP ลง จากเดิมคาดเติบโตได้ราว 2.1% และมองว่าจะเป็นการเปิดทางส่งสัญญาณปรับลดดอกเบี้ยปีนี้มากกว่า 2 ครั้ง จากเดิมที่คาดว่าจะปรับลดแค่ 2 ครั้ง กระตุ้นให้ราคาทองคำในช่วงสั้นปรับตัวขึ้น เกาะติดประชุมเฟดคืนนี้ ชี้ชะตาทองคำ พุ่งหรือร่วง?                สำหรับกลยุทธ์การลงทุน มองราคาทองคำมีโอกาสปรับตัวขึ้นได้ต่อเนื่อง โดยแนะติดตามผลประชุมเฟด หากออกมาตามคาด หรือปรับลดดอกเบี้ยมากกว่า 2 ครั้ง จะเป็นบวกต่อราคาทองคำแท่งขยับขึ้นแตะระดับ 48,600 บาท ส่วน Gold spot แตะ 3,047 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์  แต่หากผ่านแนวต้านไปได้คาดราคาทองคำจะปรับขึ้นทดสอบแนวต้านที่ 3,060 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ หรือคิดเป็นราคาทองคำไทยที่ 48,800 บาท                อย่างไรก็ตามถ้าไม่เป็นไปตามคาดการณ์ หรือยืนยันที่จะลดดอกเบี้ยที่ 2 ครั้ง อาจมีแรงขายทำกำไรสลับออกมา ให้แนวรับไว้ที่ 3,000-2,977 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ คิดเป็นทองคำไทยที่ 47,850-47,500 บาท  แนะเข้าซื้อเมื่ออ่อนตัวลง เนื่องจากยังมีปัจจัยหนุนจากสงครามการค้า และสงครามในตะวันออกกลาง YLG จ่อปรับเป้าราคาทองคำขึ้น หากเฟดหั่นดอกเบี้ยมากกว่า 2 ครั้ง                ปัจจุบัน YLG ยังคงเป้าหมายราคาทองคำในปีนี้ที่ 49,450 บาท หรือ 3,100 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์  ในขณะที่วาณิชธนกิจอื่น ปรับเป้าหมายราคาทองคำขึ้นแตะระดับ 3,200-3,500 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ หรือคิดเป็นราว 51,000 บาท กันแล้ว โดย YLG ยังรอดูผลการประชุมเฟดคืนนี้ก่อนว่าจะมีการปรับลดดอกเบี้ยมากกว่า 2 ครั้ง รวมถึงแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐจะเข้าสู่ภาวะถดถอยหรือไม่ หากออกมาตามนี้ ก็จะพิจารณาปรับเป้าหมายขึ้นตามไปด้วย

เปิดสถิติการจ่ายปันผลของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย ปี 2567

เปิดสถิติการจ่ายปันผลของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย ปี 2567

           หุ้นวิชั่น - เปิดสถิติการจ่ายปันผลของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย ปี 2567  พบว่า ริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ จ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นรวมกว่า 593,610 ล้านบาท จากการจ่าย เงินปันผล 864 ครั้ง จากบริษัทจดทะเบียน 590 บริษัท Key Findings: • ในปี 2567 บริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย (ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ) จำนวน 590 บริษัท มีการจ่ายเงินปันผลรวม 864 ครั้ง รวมเงินปันผลจ่ายให้แก่ผู้ถือหุ้นรวมกว่า 593,610 ล้านบาท • ในช่วงเทศกาลจ่ายเงินปันผล คือ ในช่วงเดือนมีนาคม - พฤษภาคม 2567 บริษัทจดทะเบียนจ่ายเงินปันผลรวม 538 ครั้ง หรือคิดเป็น 62.3% ของจำนวนการจ่ายเงินปันผลทั้งหมดในปี 2567 โดยเดือนพฤษภาคมมีการจ่ายเงินปันผลมากที่สุดทั้งจากจำนวนครั้งและมูลค่าเงินปันผลจ่าย • หมวดธุรกิจที่มีการจ่ายเงินปันผลมูลค่าสูงสุด 3 อันดับแรก ในปี 2567 ยังคงเป็นหมวดเดียวกันกับปี 2566 ได้แก่ หมวดพลังงานและสาธารณูปโภค หมวดธนาคาร และหมวดเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร โดยบริษัทจดทะเบียนในหมวดพลังงานและสาธารณูปโภค (Energy and utilities sector) จ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นด้วยมูลค่ามากที่สุดมีมูลค่ารวมกว่า 170,148 ล้านบาท • หากพิจารณาความสามารถในการจ่ายเงินปันผลของบริษัทจดทะเบียนจากผลประกอบการ ประจำปี 2567 พบว่า บริษัทจดทะเบียนไทย 925 บริษัท ที่รายงานผลประกอบการ มีกำไรสุทธิลดลงจากปีก่อน แต่ก็อยู่ในระดับสูง โดยมีกำไรสุทธิรวมกว่า 869,000 ล้านบาท และพบว่า 67.8% ของบริษัทจดทะเบียนทั้งหมด (627 บริษัท) ยังคงมีกำไรสุทธิจากการดำเนินธุรกิจ • อย่างไรก็ตาม การจ่ายเงินปันผลในปี 2568 นอกจากจะขึ้นอยู่กับผลประกอบการปี 2567 ก็ยังขึ้นอยู่กับผลประกอบการที่เกิดขึ้นในปี 2568 ที่อาจได้รับผลกระทบจากปัจจัยต่างๆ ทั้งในและนอกประเทศ รวมทั้งนโยบายการจ่ายเงินปันผลและมติที่ประชุมผู้ถือหุ้นของแต่ละบริษัทอีกด้วย • จากข้อมูลสถิติการจ่ายเงินปันผลของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย เป็นข้อมูลเบื้องต้นให้นักลงทุนได้ทราบช่วงเวลาในการจ่ายเงินปันผล เพื่อใช้ประกอบการวางแผนคัดเลือกหุ้นปันผลและเลือกจังหวะเวลาในการเข้าซื้อหุ้นปันผลเข้าพอร์ตการลงทุน            จากข้อมูลสถิติการจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (ตลาดหุ้นไทย) พบว่า ในปี 2567 มีการจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นรวมสูงถึง 593,610 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2566 เล็กน้อย และหากพิจารณาการจ่ายเงินปันในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา พบว่า มูลค่าการจ่ายเงินปันผลของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยเติบโตเฉลี่ยปีละ 4.01% (ภาพที่ 1) ด้วยปัจจัยสนับสนุนสำคัญจากผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในปี 2566 - 2567 ที่มีรายได้รวมสูงปีละกว่า 18 ล้านล้านบาท และมีกำไรสุทธิอยู่ถึง 941,000 ล้านบาทและ 870,000 ล้านบาท (ภาพที่ 2) ตามลำดับ            โดยการจ่ายเงินปันผลดังกล่าวเป็นการจ่ายปันผล 864 ครั้ง จากบริษัทจดทะเบียน 590 บริษัท (บริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่จ่ายเงินปันผลปีละครั้ง บางบริษัทจ่าย 2 - 4 ครั้งในแต่ละปี ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับนโยบายการจ่ายเงินปันผลของแต่ละบริษัท) ตามตารางที่ 1 ในช่วงเทศกาลจ่ายเงินปันผล คือ ในช่วงเดือนมีนาคม - พฤษภาคม 2567 บริษัท จดทะเบียนจ่ายเงินปันผลรวม 538 ครั้ง หรือคิดเป็น 62.3% ของจำนวนการจ่าย เงินปันผลทั้งหมดในปี 2567 โดยเดือนพฤษภาคมมีการจ่ายเงินปันผลมากที่สุดทั้งจากจำนวนครั้งและมูลค่าเงินปันผลจ่าย            ในช่วงเทศกาลจ่ายเงินปันผล พบว่า ในช่วงเดือนมีนาคม - พฤษภาคม 2567 มีการจ่ายเงินปันผลรวม 538 ครั้ง คิดเป็น 62.3% ของจำนวนการจ่ายเงินปันผลทั้งหมดในปี 2567 โดยในเดือนพฤษภาคม 2657 เป็นเดือนที่การจ่ายเงินปันผลมากที่สุดรวม 464 ครั้ง คิดเป็น 53.7% ของจำนวนการจ่ายเงินปันผลทั้งหมดในปี 2567            ในแต่ละปีจะมีเทศกาลจ่ายเงินปันผลอีกหนึ่งรอบในช่วงเดือนสิงหาคม - กันยายนของทุกปี พบว่า ในช่วงเดือนสิงหาคม - กันยายน 2567 มีการจ่ายเงินปันผลรวม 210 ครั้ง หรือประมาณ 24.3% ของจำนวนการจ่ายเงินปันผลในปี 2567 (ภาพที่ 3)            หากพิจารณามูลค่าเงินปันผลที่บริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยจ่ายให้แก่ผู้ถือหุ้น ในปี 2567 (ภาพที่ 4) พบว่า ในช่วงเดือนมีนาคม - พฤษภาคม 2567 มีการจ่ายเงินปันผลรวม 366,148 ล้านบาท คิดเป็น 61.7% ของมูลค่าเงินปันผลทั้งหมดที่จ่ายให้ผู้ถือหุ้นในปี 2567 โดยเดือนที่มีการจ่ายเงินปันผลสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ เดือนพฤษภาคม 2567 ที่มีการจ่ายเงินปันผลด้วยมูลค่าสูงสุด 216,566 ล้านบาท คิดเป็น 36.5% ของมูลค่าเงินปันผลทั้งหมดที่จ่ายให้ผู้ถือหุ้นในปี 2567 ตามมาด้วยเดือนเมษายน 2567 ที่มีการจ่ายเงินปันผลด้วยมูลค่าสูงสุด 145,256 ล้านบาท คิดเป็น 24.5% และเดือนกันยายน 2567 มีการจ่ายเงินปันผลด้วยมูลค่าสูงสุด 145,100 ล้านบาท คิดเป็น 24.4% ตามลำดับ 3 หมวดธุรกิจที่มีการจ่ายเงินปันผลด้วยมูลค่าสูงสุดในปี 2567 ได้แก่ หมวดพลังงานและสาธารณูปโภค หมวดธนาคาร และหมวดเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร            เมื่อพิจารณาการจ่ายเงินปันผลของบริษัทจดทะเบียน ในปี 2567 จำแนกตามหมวดธุรกิจ พบว่า 3 หมวดธุรกิจที่มีการจ่ายเงินปันผลด้วยมูลค่าสูงสุด ยังคงเป็นหมวดธุรกิจเดียวกันกับปี 2566 ได้แก่ หมวดพลังงานและสาธารณูปโภค หมวดธนาคาร หมวดเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ตารางที่ 2)            โดยบริษัทจดทะเบียนในหมวดพลังงานและสาธารณูปโภค (Energy and utilities sector) จ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นด้วยมูลค่ามากที่สุด รวมกว่า 170,148 ล้านบาท ตามมาด้วยบริษัทจดทะเบียนในหมวดธนาคาร (Banking sector) ที่จ่ายเงินปันผลด้วยมูลค่ารวม 107,093 ล้านบาท และหมวดเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (Information & Communication Technology sector) ที่จ่ายเงินปันผลด้วยมูลค่ารวม 53,594 ล้านบาท แม้ว่า ในปี 2567 บริษัทจดทะเบียนมีกำไรสุทธิรวมน้อยกว่าปี 2566 แต่ก็อยู่ในระดับสูงถึง 869,000 ล้านบาท ขณะที่ SET Index ลดลงไปอยู่ในระดับใกล้เคียงกับช่วงการแพร่ระบาดของ COVID-19 ซึ่งแสดงให้เห็นว่า SET Index อาจลงมาอยู่ในระดับต่ำ อาจเป็นโอกาสของนักลงทุนในการเข้ามาเลือกซื้อหุ้นเพื่อรับเงินปันผล            สถิติการจ่ายเงินปันผลที่กล่าวมาข้างต้น อาจสรุปได้ว่า การลงทุนในหุ้นปันผลก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับนักลงทุนและผู้มีเงินออมที่เน้นการลงทุนระยะยาว ที่สำคัญคือ การคัดเลือกหุ้นปันผล และจังหวะเวลาในการเข้าซื้อหุ้นปันผล ซึ่งโดยปกติราคาหุ้นจะสูงหรือต่ำ ก็ขึ้นอยู่ปัจจัยพื้นฐาน (อาทิ ทิศทางเศรษฐกิจ ภาวะอุตสาหกรรม และผลประกอบการ เป็นต้น) และปัจจัยด้านจิตวิทยา ที่เกี่ยวข้องกับความคาดหวังของนักลงทุนและปริมาณความต้องการหุ้นของนักลงทุน จากการเคลื่อนไหวของ SET Index ตั้งแต่ตลาดเปิดทำการซื้อขายในปี 2518 ถึงปัจจุบัน พบว่า มีช่วงที่ SET Index แตะที่ระดับ 1,000 จุด ขึ้นไป อยู่ 3 ช่วงเวลา กล่าวคือ ในปี 2533 ที่ SET Index ทำสถิติสูงสุดระหว่างที่แตะ 1,143 จุดในวันที่ 25 กรกฎาคม 2533 ก่อนลดลงมาปิดสิ้นปีที่ 612.86 จุด และในช่วงที่ 2 ในช่วงปี 2538 - 2539 ช่วงก่อนวิกฤติต้มยำกุ้ง และในช่วงที่ 3 ตั้งแต่ปี 2554 ถึงปัจจุบัน (ภาพที่ 5) ที่ SET Index มีการเคลื่อนไหวอยู่ในระดับสูงกว่า 1,000 จุด ต่อเนื่องกว่า 15 ปี (ภาพที่ 5)            หากเปรียบเทียบผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นในไทย (ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ) พบว่า ข้อสังเกตที่น่าสนใจ กล่าวคือ 1) ในช่วงการแพร่ระบาดของ COVID-19 คือ ในปี 2563 ที่กำไรสุทธิบริษัทจดทะเบียนลดลงค่อนข้างเยอะเหลือเพียง 399,000 ล้านบาท ขณะที่ SET Index เคลื่อนไหวในช่วงกว้างอยู่ในช่วง 1,024.46 - 1,600.48 จุด และปิดที่ 1,449.35 จุด ก่อนที่กำไรสุทธิของบริษัทจดทะเบียนก็ฟื้นตัวมาอยู่ในระดับใกล้เคียงกับช่วงก่อนเกิดการแพร่ระบาด 2) ในปี 2567 แม้ว่าบริษัทจดทะเบียนมีกำไรสุทธิรวมลดลงน้อยกว่าปี 2566 แต่ก็อยู่ในระดับสูงถึง 869,000 ล้านบาท ขณะที่ SET Index ลดลงไปอยู่ในระดับใกล้เคียงกับช่วงการแพร่ระบาดของ COVID-19 ซึ่งแสดงให้เห็นว่า SET Index อาจลงมาอยู่ในระดับต่ำ ซึ่งอาจเป็นโอกาสของนักลงทุนในการเข้ามาเลือกซื้อหุ้นเพื่อรับเงินปันผล            หากพิจารณาผลประกอบการปี 2567 ของบริษัทจดทะเบียน พบว่า ส่วนใหญ่ (627 บริษัท) หรือ 67.8% ของบริษัท     จดทะเบียนทั้งหมดยังคงมีกำไรสุทธิจากการดำเนินธุรกิจในปี 2567 อย่างไรก็ตาม การจ่ายเงินปันผลนอกจากจะขึ้นอยู่กับผลประกอบการปี 2567 ก็ยังขึ้นอยู่กับผลประกอบการที่เกิดขึ้นในปี 2568 ที่อาจได้รับผลกระทบจากปัจจัยต่างๆ ทั้งในและนอกประเทศ รวมทั้งนโยบายการจ่ายเงินปันผล ตลอดจนมติที่ประชุมผู้ถือหุ้นของแต่ละบริษัทอีกด้วย            ดังนั้น จากข้อมูลสถิติการจ่ายเงินปันผลของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย เป็นข้อมูลเบื้องต้นให้นักลงทุนได้ทราบช่วงเวลาในการจ่ายเงินปันผล เพื่อใช้ประกอบการวางแผนคัดเลือกหุ้นปันผลและเลือกจังหวะเวลาในการเข้าซื้อหุ้นปันผลเข้าพอร์ตการลงทุน

บล.กรุงไทยฯ แนะซื้อเก็งกำไร “BIDU80” รับเปิดตัว AI Ernie X1

บล.กรุงไทยฯ แนะซื้อเก็งกำไร “BIDU80” รับเปิดตัว AI Ernie X1

          หุ้นวิชั่น-ทีมข่าวหุ้นวิชั่น รายงาน บล.กรุงไทย เอ็กซ์สปริง ระบุ Baidu เปิดตัวโมเดล AI Ernie X1 ที่มีความสามารถโดดเด่นในด้านการสนทนาเชิงตรรกะ และอัพเดตโมเดลหลักของบริษัทเป็น Ernie 4.5 ซึ่งเปิดให้ผู้ใช้สามารถใช้งานได้ฟรีทันที - มองการอัพเดต AI และเปิดให้ใช้บริการได้ฟรี เป็นปัจจัยบวกต่อธุรกิจ AI ของบริษัท และเพิ่มโอกาสการแย่งส่วนแบ่งตลาดคืน ขณะที่ราคาหุ้นปรับขึ้นช้ากว่าตลาดและมี risk reward น่าสนใจซื้อเก็งกำไร - Baidu เผยรายได้รวม 4Q67 ลดลง 2% YoY ซึ่งออกมาดีกว่าคาด โดยรายได้ธุรกิจหลักอย่าง online marketing หดตัว 7% YoY แต่ดีกว่าคาด ด้านรายได้ non-marketing เช่น AI เติบโตเร่งตัวขึ้นเป็น 18% YoY จาก 12% YoY ใน ไตรมาสก่อน อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายด้าน SG&A เพิ่มขึ้น 14% YoY ส่งผลให้ Adjusted EBITDA หดตัว 23% YoY และต่ำกว่าคาด Target: 105.7 HKD

UBS overwieghts หุ้นไทย

UBS overwieghts หุ้นไทย

          หุ้นวิชั่น - UBS Global Research ออกบทวิเคราะห์วันที่ 18 มีนาคม 2568 ได้ปรับเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในประเทศไทยเป็น overweight เนื่องจากปัจจัยสำคัญ อาทิ นโยบายรัฐบาล (เช่น มาตรการกระตุ้นทางการคลัง) การฟื้นตัวของการท่องเที่ยว และการฟื้นตัวของการบริโภคแบบ K-shaped จะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับตลาด รวมถึงการไถ่ถอนกองทุน LTF ที่หมดอายุในปี 2568 จะถูกชดเชยด้วยโครงการสิทธิประโยชน์ทางภาษีใหม่ ดังนั้น ความเสี่ยงด้านลบดูเหมือนได้ถูกสะท้อนในราคาไปแล้วเป็นส่วนใหญ่ โดยมองมูลค่าหุ้นไทยใกล้กับระดับต่ำสุดในช่วงโควิด

บล.หยวนต้า แนะ MUFG19 รับ BOJ ตึงดอกเบี้ย

บล.หยวนต้า แนะ MUFG19 รับ BOJ ตึงดอกเบี้ย

                 หุ้นวิชั่น-ทีมข่าวหุ้นวิชั่น รายงาน บล.หยวนต้า ระบุ ติดตามการประชุม BOJ ในวันนี้ แม้ตลาดคาดว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 0.50% เนื่องจากคณะกรรมการ BOJ น่าจะรอดูผลกระทบจากนโยบายการค้าของสหรัฐอเมริกา แต่ทิศทางการแถลงน่าจะยังตึงตัว เนื่องจากผลการเจรจาปรับขึ้นค่าแรงของสหภาพแรงงานที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น (Rengo) ซึ่งได้ประกาศตัวเลขเบื้องต้นออกมาที่ 5.46% เป็นจุดสูงสุดในรอบกว่า 34 ปี และจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เดือนเมษายน ซึ่งเป็นรอบงบประมาณใหม่ของรัฐบาลและหลายบริษัทในญี่ปุ่น                  นอกเหนือจากกลุ่มธนาคารที่ได้รับประโยชน์จากทิศทางนโยบายการเงินที่ตึงตัวแล้ว การปรับขึ้นค่าแรงในระดับสูงจะเป็นบวกต่อการบริโภคภายในประเทศ ซึ่งส่งผลดีต่อการปล่อยสินเชื่อของธนาคารในญี่ปุ่น MUFG ได้รับการปรับประมาณการ EPS ขึ้นมาต่อเนื่องนับตั้งแต่ที่รายงานกำไรไตรมาส 3 (สิ้นสุดธ.ค. 2567) ออกมาดีกว่าที่ตลาดคาดถึง 47% และคิดเป็น 99% ของเป้าหมายทั้งปี (สิ้นสุดมี.ค.2568) ซึ่งตั้งแต่รายงานผลประกอบการออกมา ประมาณการ EPS ที่ถูกปรับขึ้นมาเพียง 4.8% เราจึงมองว่ามีโอกาสถูกปรับขึ้นได้อีก                  Bloomberg Consensus ประเมินราคาเป้าหมายเฉลี่ยที่ 2,162.92 เยนต่อหุ้น มี Upside อีกเพียง 2.6% แต่หากอิงนักวิเคราะห์ 2 รายที่มีการปรับประมาณการล่าสุดให้ราคาเป้าหมายใกล้เคียงกันที่ 2,600 เยนต่อหุ้น ดังนั้นราคาเป้าหมายเฉลี่ยจึงอาจถูกปรับขึ้นได้อีกหากนักวิเคราะห์รายอื่นๆ มีการปรับประมาณการขึ้นมาตาม                  สำหรับ Mitsubishi UFJ Financial Group, Inc. (8306.T) บริษัทแม่ของธนาคารกรุงศรีอยุธยา ดำเนินธุรกิจสินเชื่อรายย่อยในประเทศไทย อีกทั้งเครือข่ายธนาคารทั่วโลก เช่น Vietinbank (VN) Bank Danamon (IDN) ติด 1 ใน 10 ธนาคารที่ใหญ่ที่สุดในโลก

SCB คาดค่าเงินบาทวันนี้ กรอบ 33.55-33.75 บ./ดอลลาร์

SCB คาดค่าเงินบาทวันนี้ กรอบ 33.55-33.75 บ./ดอลลาร์

             หุ้นวิชั่น - กลุ่มงานตลาดการเงิน ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 33.55-33.75 บาท/ดอลลาร์ ค่าเงินบาทยังเคลื่อนไหว Sideway พร้อมดัชนีเงินดอลลาร์หลังเลขผลผลิตภาคอุตสาหกรรม (industrial production) ออกมาที่ 7%MOM สูงกว่าตลาดคาด และเลขการก่อสร้างที่อยู่อาศัยออกมาสูงขึ้น นายวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย และ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เตรียมหารือทางโทรศัพท์กับวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซียบรรลุข้อตกลงหยุดยิงด้านพลังงานและโครงสร้างพื้นฐาน และเริ่มเจรจาการหยุดยิงระยะยาว แต่ปูตินตั้งเงื่อนไขให้สหรัฐฯ ระงับการสนับสนุนด้านอาวุธและข่าวกรองแก่ยูเครน สมาชิกสภานิติบัญญัติเยอรมนีผ่านร่างกฎหมายงบประมาณมูลค่า 5 แสนล้านยูโร

ราคาทองเช้าวันนี้ พุ่ง! +250 ทองรูปพรรณ ขายออก 49,050 บ.

ราคาทองเช้าวันนี้ พุ่ง! +250 ทองรูปพรรณ ขายออก 49,050 บ.

              หุ้นวิชั่น – เช้าวันที่  19 มีนาคม 2568 สมาคมค้าทองคำ ได้แจ้งราคาทองคำซึ่ง “ ราคาปรับขึั้น 250 บาท ” โดยการซื้อขายครั้งที่ 1 ราคาทองแท่ง ปัจจุบันรับซื้ออยู่ที่ 48,150.00 บาท ราคาขายออกอยู่ที่ 48,250.00 บาท ส่วนราคาทองรูปพรรณ รับซื้ออยู่ที่ 47,284.04 บาท และราคาขายออกอยู่ที่ 49,050.00 บาท

บล.กรุงไทยฯ แนะ XIAOMI80 กำไร Q4 โตดีกว่าคาด

บล.กรุงไทยฯ แนะ XIAOMI80 กำไร Q4 โตดีกว่าคาด

           หุ้นวิชั่น - ทีมข่าวหุ้นวิชั่น รายงาน บล.กรุงไทย เอ็กซ์สปริง ระบุ Xiaomi (XIAOMI80) กำไร Q4 โต 69%YoY ดีกว่าคาด 27% จากรายได้โต 49%YoY หนุนจากทั้งยอดขายรถ EV และ smartphone ที่ดีกว่าคาด            รายได้รวม 4Q67 อยู่ที่ 1.09 แสนล้านหยวน เติบโต 49%YoY เร่งตัวขึ้นจากไตรมาสก่อนและดีกว่าคาด โดยแบ่งเป็นรายได้ Smartphone ที่ 5.13 หมื่นล้านหยวน เติบโต 16%YoY และดีกว่าคาด ซึ่งมาจากยอดส่งมอบสมาร์ทโฟนที่ 42.7 ล้านเครื่องเพิ่มขึ้น 5%YoY, IoT และ Lifestyle ที่ 3.09 หมื่นล้านหยวน เติบโต 52%YoY และดีกว่าคาด เมื่อรวมทั้งปี 67 ยอดขายเครื่องปรับอากาศโต 50%YoY ตู้เย็นโต 30% และเครื่องซักผ้าโต 45% , Internet service (Ads) ที่ 9.34 พันล้านหยวนเติบโต 18%YoY และดีกว่าคาด จากยอด MAUs ทั่วโลกกว่า 702.3 ล้านจุดเติบโต 9.5%YoY, EV และอื่นๆ ที่ 1.67 หมื่นล้านหยวนจาก 9.7 พันล้านหยวนในไตรมาสก่อนและดีกว่าคาด            อัตรากำไรขั้นต้นปรับลดลงเป็น 20.6% แต่ดีกว่าคาด ซึ่งธุรกิจ EV มีอัตรากำไรขั้นต้น 20.4 เพิ่มขึ้น QoQ จาก 17.1% ขณะที่ Smartphone และ IoT มีอัตรากำไรขั้นต้นลดลงเป็น 20.6% จาก 20.8% ในไตรมาสก่อน            กำไรปกติเติบโต 69%YoY มาที่ 8.32 พันล้านหยวนซึ่งดีกว่าคาด            บริษัทปรับเป้ายอดขาย EV ปี 68 ขึ้นเป็น 350,000 คันจาก 300,000 คัน ภายหลังผลตอบรับที่ดีจาก Xiaomi SU7 Ultra ที่เปิดตัวช่วง ก.พ.

ด่วน! ทองคำแตะ 3,000 เหรียญสหรัฐ  อนาคตจะเป็นยังไง เช็กเลย!

ด่วน! ทองคำแตะ 3,000 เหรียญสหรัฐ อนาคตจะเป็นยังไง เช็กเลย!

           หุ้นวิชั่น -จุดเปลี่ยนของราคาทองคำ: ราคาทองคำล่าสุดทะยานขึ้นทะลุ 3,000 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ในระหว่างวัน นับเป็นเหตุการณ์สำคัญ แต่สิ่งที่น่าจับตามองคือปัจจัยทางเศรษฐกิจที่ผลักดันให้ราคาปรับตัวสูงขึ้น  แรงส่งของราคา: ทองคำพุ่งทะยานจากราคา2,500 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ไปแตะ 3,000 เหรียญสหรัฐในเวลาเพียง 210 วัน ส่งผลให้ราคาสูงกว่าค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 200 วันถึงสามเท่า ปัจจัยพื้นฐานของตลาด: แม้ว่าราคาทองคำอาจเข้าสู่ช่วงพักตัวหลังจากการปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ปัจจัยสนับสนุนยังคงแข็งแกร่ง ทั้งความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจโลก อัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้น อัตราดอกเบี้ยที่ปรับตัวลดลง และค่าเงินเหรียญสหรัฐที่อ่อนค่า ล้วนเป็นแรงหนุนสำคัญต่อความต้องการลงทุนในทองคำ            ราคาทองคำได้ทะลุ 3,000 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ในการซื้อขายระหว่างวันช่วงเช้าของวันศุกร์ที่ 14 มีนาคม และเกิดขึ้นอีกครั้งในวันจันทร์ที่ 17 มีนาคม แม้ว่าราคาทองคำจากสมาคมตลาดทองคำแห่งลอนดอนที่ทำการซื้อขายช่วงบ่าย (LBMA Gold Price PM) จะยังไม่ได้ทะลุระดับนี้อย่างเป็นทางการ โดยปิดที่ 2,996.50 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ในวันจันทร์ แต่เหตุการณ์นี้ได้ดึงดูดความสนใจจากนักลงทุนและสื่อมวลชนทั่วโลก นำมาซึ่งคำถามมากมายถึงนัยสำคัญของปรากฏการณ์ครั้งนี้            จอห์น รีด (John Reade) นักกลยุทธ์การตลาดอาวุโส ประจำยุโรปและเอเชีย สภาทองคำโลก (World Gold Council) ให้ความเห็นเกี่ยวกับจุดเปลี่ยนสำคัญของราคาทองคำว่า “การที่ราคาทองคำทะลุ 3,000 เหรียญสหรัฐนั้น สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยในยามที่ตลาดผันผวน จากราคา 1,000 เหรียญสหรัฐในช่วงวิกฤตการเงิน สู่ 2,000 เหรียญสหรัฐในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทองคำได้พิสูจน์แล้วว่าสามารถสร้างผลตอบแทนได้ดีในภาวะที่ตลาดมีความเสี่ยงสูง และให้ผลตอบแทนที่น่าพอใจเทียบเคียงได้กับสินทรัพย์ประเภทอื่น ๆ นับตั้งแต่ปี 2514”            จอห์น ยังชี้ให้เห็นว่า นับตั้งแต่ปี 2565 ราคาทองคำไม่ได้เคลื่อนไหวตามทิศทางของอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ และค่าเงินเหรียญสหรัฐเหมือนในอดีต เนื่องจากธนาคารกลางทั่วโลกได้เพิ่มปริมาณการซื้อทองคำเป็นสองเท่า ประกอบกับความต้องการลงทุนจากตลาดเกิดใหม่ที่เพิ่มสูงขึ้น            “ธนาคารกลางทั่วโลกเป็นผู้ซื้อทองคำรายใหญ่อย่างต่อเนื่องมาตลอด 15 ปีที่ผ่านมา แต่ในช่วงสามปีที่ผ่านมา ปริมาณการซื้อได้เพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก โดยมียอดซื้อมากกว่า 1,000 ตันต่อปี นับตั้งแต่ปี 2565 และล่าสุดในปี  2567 มียอดซื้อถึง 1,045 ตัน เราเชื่อว่าปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของการเพิ่มปริมาณขึ้นนี้ ทั้งในแง่ของการลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์สหรัฐ การคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ และความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่มีการแบ่งขั้วทางอำนาจ การซื้อทองคำของธนาคารกลางจะยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนความต้องการในตลาด และส่งผลต่อทิศทางของราคาทองคำในระยะยาว            “ในขณะเดียวกัน นักลงทุนจากตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) เริ่มมีอิทธิพลต่อตลาดทองคำมากขึ้น นอกจากแนวโน้มดังกล่าว การปรับตัวขึ้นของราคาทองคำในช่วงที่ผ่านมายังได้รับแรงหนุนจากความกังวลเกี่ยวกับนโยบายภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ และความตึงเครียดทางการค้าระหว่างประเทศที่ทวีความรุนแรง ส่งผลให้นักลงทุนหันมาให้ความสนใจทองคำในฐานะเครื่องมือกระจายความเสี่ยงที่สำคัญ            จอห์น กล่าวว่า “ประเด็นสำคัญที่ต้องจับตามองในขณะนี้คือ ราคาทองคำจะสามารถรักษาระดับเหนือ 3,000 เหรียญสหรัฐได้หรือไม่ แม้ว่าสถานการณ์ความเสี่ยงและความไม่แน่นอนที่เพิ่มสูงขึ้นจะช่วยเสริมความเชื่อมั่นในตลาดทองคำ แต่การที่ราคาจะรักษาระดับนี้ได้ จำเป็นต้องเห็นแรงซื้อที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากนักลงทุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากนักลงทุนในประเทศตะวันตก หรือไม่เช่นนั้นก็ต้องมีการเพิ่มปริมาณการซื้อครั้งใหญ่จากกลุ่มธนาคารกลาง”            สำหรับการวิเคราะห์เพิ่มเติมเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของราคาทองคำและการทำสถิติใหม่ที่ระดับ 3,000 เหรียญสหรัฐ สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่

บล.กรุงไทยฯ แนะเก็งกำไร POPMART80 รับจีนหนุนสินค้าลิขสิทธิ์

บล.กรุงไทยฯ แนะเก็งกำไร POPMART80 รับจีนหนุนสินค้าลิขสิทธิ์

          หุ้นวิชั่น-ทีมข่าวหุ้นวิชั่น รายงาน บล.กรุงไทย เอ็กซ์สปริง ระบุ มอง Pop Mart เป็นหนึ่งในผู้ได้ประโยชน์มาตรการกระตุ้นการบริโภค ในส่วนของการสนับสนุนสินค้าลิขสิทธิ์จีน และสอดคล้องกับนโยบายรัฐในการเผยแผ่วัฒนธรรมจีนไปต่างประเทศ           อย่างไรก็ตาม แนะนำเพียงเก็งกำไร เนื่องจากปัจจุบันหุ้นซื้อขายที่ Forward PE 41x ซึ่งสะท้อนว่าการเติบโตได้ถูกรับรู้ไปแล้ว แนะนำติดตามการรายงานงบ 26 มี.ค.นี้           รายได้ 1H24 เติบโต 62% YoY และกำไรโต 93% YoY ขณะที่ Consensus คาด 2H24 รายได้โตเร่งตัวขึ้นเป็น 118% YoY และกำไรโต 162% YoY นอกจากนี้ คาดกำไรปี 2025 โต 40% และปี 2026 โตต่อ 24%

บล.หยวนต้า แนะ VNM19 คาดเวียดนามกระตุ้นบริโภคเพิ่ม

บล.หยวนต้า แนะ VNM19 คาดเวียดนามกระตุ้นบริโภคเพิ่ม

           หุ้นวิชั่น-ทีมข่าวหุ้นวิชั่น รายงาน บล.หยวนต้า ระบุ เศรษฐกิจเวียดนามยังเติบโตดีในทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นการบริโภค การผลิต รวมไปถึงการส่งออก ขณะที่ในระยะถัดไปเรามองว่าเศรษฐกิจเวียดนามจะยังมีแรงหนุนต่อเนื่องจากการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐในปีนี้ เนื่องจากรัฐบาลตั้งเป้าหมาย GDP เติบโตถึง 8% ในปีนี้ ซึ่งมาตรการกระตุ้นที่ประกาศออกมาแล้วส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน จึงคาดว่าจะมีมาตรการกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศออกมาเพิ่มขึ้นอีกในปีนี้            VNM ถือเป็นหุ้นขนาดใหญ่ในเวียดนาม จึงมีโอกาสที่จะได้รับ Fund Flow จากนักลงทุนสถาบันต่างชาติค่อนข้างมากจากการยกระดับดัชนีจาก FTSE Frontier Market เป็น FTSE Emerging Market            Bloomberg Consensus คาดรายได้ปีนี้เติบโต 5% YoY จากทั้งยอดขายในประเทศ (82% ของยอดขายรวม) และยอดขายต่างประเทศ (18% ของยอดขายรวม)            ราคาหุ้นปัจจุบันยังถือว่าแพง โดยซื้อขายบน PER ปี 2025 เพียง 14.4 เท่า ใกล้เคียงกับระดับ -1.5SD ของค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี            Consensus ประเมินราคาเป้าหมายปี 2025 อยู่ที่ 76,811 ดองต่อหุ้น คิดเป็น 10.10 บาทต่อ DR หรือมี Upside ราว 19% อีกทั้งยังมีคาดการณ์เงินปันผลทั้งปี 2025 สูงถึง 6%            สำหรับ VNM19 หรือ Vietnam Dairy Products JSC (VNM.VN) ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์นม ที่ใหญ่ที่สุดในเวียดนาม สินค้าหลักของ Vinamilk คือ นมข้น นมผง นมสด นมถั่วเหลือง โยเกิร์ต ไอศกรีม ชีส น้ำผลไม้ กาแฟ และผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ที่มาจากนม

บล.กรุงศรี แนะ BYDCOM80 ขายรถ EV โต-จ่อเปิดตัวเทคฯ ขับเคลื่อนอัตโนมัติ

บล.กรุงศรี แนะ BYDCOM80 ขายรถ EV โต-จ่อเปิดตัวเทคฯ ขับเคลื่อนอัตโนมัติ

          หุ้นวิชั่น-ทีมข่าวหุ้นวิชั่น รายงาน บล.กรุงศรี ระบุ BYD Company Limited (BYDCOM80) “ยอดขายรถ EV เติบโต บวกกับเตรียมเปิดตัวเทคโนโลยีขับเคลื่อนอัตโนมัติใหม่” ตลาดหุ้นจีนอยู่ในแนวโน้มฟื้นตัวตั้งแต่เริ่มต้นปี 68 ภายใต้แรงขับเคลื่อนเพิ่มเติมจากมาตรการกระตุ้นบริโภค และการฟื้นตัวของตัวเลขเศรษฐกิจ คาดส่งผลบวกสร้าง Upside ต่อหุ้น BYD Company Limited เพิ่มจาก ฐานที่ตลาดคาดว่าในปี 68 จะมีกำไรเติบโต 30.0% และ ยอดขายเติบโต 22.5% มีแรงหนุนจาก 1. ช่วงเดือนเม.ย.-พ.ค.ของทุกปีจะเป็นฤดูกาลเปิดตัวรถยนต์ใหม่ ซึ่ง BYD มีแผนจะเปิดตัวรุ่นที่อัปเกรดเทคโนโลยี L2+AD เช่นเดียวกับคู่แข่งขัน ให้กับรถทุกรุ่นใหม่หลังจากนี้ (เพิ่มระบบจอดอัตโนมัติ, ระบบขับขี่อัตโนมัติบนทางหลวง, ระบบขับขี่อัตโนมัติในเมือง) ประเมินเป็นการช่วยปิดจุดอ่อน 2. โมเมนตัมยอดขายรถยนต์แบบ Wholesale ซึ่งเป็นรายได้หลักยังเป็นบวก ก.พ.68 อยู่ที่ 322,846 คัน เติบโต 7% m-m และ 164% y-y โดยยอดขายต่างประเทศสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 67,025 คัน (+1%m-m, +188%y-y) Bloomberg คาดว่าในปี 68 สัดส่วนยอดขายต่างประเทศจะเพิ่มเป็น 12% จาก 10% ของทั้งหมด ขณะที่ฐานยอดหลักจากในจีนมีปัจจัยเร่งจากการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐฯ เพิ่มเติม 3. ราคาหุ้น BYD-H (1211 HK) เพิ่มขึ้น 36% ตั้งแต่ต้นปี เทียบกับดัชนี HSI ที่ขึ้น 16% ทำให้บริษัทเลือกใช้โอกาสนี้ระดมทุน 5.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยเงินที่ได้รับจากการระดมทุนนี้จะถูกนำไปใช้ใน 3 ด้านหลัก คือ การขยายธุรกิจต่างประเทศ, การลงทุนในสายงานวิจัยและพัฒนา (R&D), การเสริมสภาพคล่อง           ชอบแนวทางการลงทุน R&D เพิ่มเติม เพราะช่วยรักษาความสามารถการแข่งขันและรองรับการเติบโตในอนาคต อิงจาก Bloomberg Consensus ให้ราคาเป้าหมายปี 68 ที่ 415.14 HKD คิดเป็น Upside +8.1%           สำหรับภาพทางเทคนิค BYD แนวโน้มหลักเป็นขาขึ้น กำลังขึ้นทดสอบจุดยอดเดิมที่ +/- 408 (สำหรับ 1211 HK) กรณีผ่านขึ้นไปได้มองแนวต้าน 430 จะเป็นเป้าหมายหลักของการขึ้นขาใหม่ แนะนำ “ซื้อเก็งกำไร”

ตลท. ร่วม ก.ล.ต. และ DSI พบนายกฯ เร่งฟื้นความเชื่อมั่นตลาดทุนไทย

ตลท. ร่วม ก.ล.ต. และ DSI พบนายกฯ เร่งฟื้นความเชื่อมั่นตลาดทุนไทย

                หุ้นวิชั่น - นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย พร้อมด้วย นางพรอนงค์ บุษราตระกูลเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และ พ.ต.ต. ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI ได้เข้าพบนายกรัฐมนตรีที่ทำเนียบรัฐบาลวันนี้ (17 มีนาคม 2568) เพื่อรายงานสถานการณ์ตลาดทุนไทยในปัจจุบัน พร้อมนำเสนอความคืบหน้าของมาตรการต่างๆ ที่จะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้แก่ตลาดทุนไทย                 ในโอกาสนี้ ได้รายงานความคืบหน้าเกี่ยวกับการดำเนินการในคดีต่าง ๆ ในตลาดทุน ซึ่งได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเต็มที่ พร้อมกันนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังได้นำเสนอโครงการที่ได้ดำเนินการเพื่อพัฒนาตลาดทุนและบริษัทจดทะเบียน ได้แก่ โครงการ JUMP+ ซึ่งเป็นโครงการส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าให้กับบริษัทจดทะเบียน เพื่อสร้างการเติบโตให้กับตลาดทุนไทย และรายงานความคืบหน้าการปรับปรุงมาตรการและเกณฑ์ต่างๆ โดยล่าสุดอยู่ระหว่างเปิดรับฟังความคิดเห็น “การทบทวนการกำกับดูแลการขายชอร์ต และ HFT” เพื่อให้มาตรการกำกับดูแลเหมาะสมกับสภาวะการซื้อขายในปัจจุบัน ซึ่งเปิดให้แสดงความคิดเห็นจนถึง 31 มีนาคม 2568

บล.หยวนต้า แนะ CN01 รับตลาดหุ้นจีนฟื้นตัว

บล.หยวนต้า แนะ CN01 รับตลาดหุ้นจีนฟื้นตัว

           หุ้นวิชั่น-ทีมข่าวหุ้นวิชั่น บล.หยวนต้า ระบุ คาดว่า ตลาดหุ้นจีนจะยังคงได้รับแรงหนุนจากการประชุมสองสภาที่ยังดำเนินอยู่ ซึ่งวันศุกร์ที่ผ่านมาสำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า กระทรวงการคลังจีน กระทรวงพาณิชย์ ธนาคารกลาง และหน่วยงานอื่น ๆ ของรัฐบาลจีน เตรียมจะจัดการแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนเกี่ยวกับมาตรการกระตุ้นการอุปโภคบริโภค หากมีการประกาศรายละเอียดเพิ่มเติมออกมาจริง คาดว่าจะทำให้ตลาดหุ้นจีนปรับตัวขึ้นได้ โดยเฉพาะดัชนี CSI300 ที่จะได้รับประโยชน์จากการฟื้นตัวของภาคเศรษฐกิจจริงมากกว่าดัชนี Hang Seng            นอกจากนี้ จีนยังจะมีการประกาศตัวเลขเศรษฐกิจหลายตัว โดยตัวเลขหลักที่ติดตามคือ ยอดค้าปลีกเดือน ม.ค.-ก.พ. Bloomberg Consensus คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 3.8% YoY เร่งตัวขึ้นจากเดือน ธ.ค. ที่ 3.7% YoY ส่วนตัวเลขเศรษฐกิจอื่นๆ เช่นผลผลิตภาคอุตสาหกรรม และการลงทุนในสินทรัพย์ถาวรก็มีแนวโน้มจะเติบโตได้ดี YoY ซึ่งหากออกมาดีตามที่ตลาดคาด มองว่าจะเป็นอีกปัจจัยหนุนดัชนี            สำหรับภาพระยะยาวยังคงมุมมองว่าเศรษฐกิจจีนจะค่อยๆ มีสัญญาณที่ดีขึ้นจากการพัฒนาเทคโนโลยี โดยเฉพาะ AI ในจีนที่จะเข้ามาช่วยพัฒนาประสิทธิภาพในการผลิต และการแข่งขันกับประเทศมหาอำนาจอื่นๆ โดยเฉพาะสหรัฐฯ ซึ่ง ณ ปัจจุบันมีเพียงภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ยังมีสัญญาณการฟื้นตัวช้ามาก แต่มองว่าน่าจะผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว

ก.ล.ต.ปรับปรุงหลักเกณฑ์ยกเว้นใบอนุญาตผู้จัดการเงินทุนสินทรัพย์ดิจิทัลฯ

ก.ล.ต.ปรับปรุงหลักเกณฑ์ยกเว้นใบอนุญาตผู้จัดการเงินทุนสินทรัพย์ดิจิทัลฯ

          สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ปรับปรุงหลักเกณฑ์เพื่อยกเว้นใบอนุญาตผู้จัดการเงินทุนสินทรัพย์ดิจิทัล ให้แก่บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) และบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ที่มีใบอนุญาตประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ประเภทการจัดการกองทุนรวม (MF) และกองทุนส่วนบุคคล (PF) ที่บริหารจัดการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล เพื่อให้ช่องทางของผู้ประกอบธุรกิจฝั่ง traditional เป็นหนึ่งในกลไกสนับสนุน การเติบโตของโทเคนดิจิทัลเพื่อการลงทุน (Investment token) รวมถึงเพิ่มความยืดหยุ่นและความหลากหลายในการลงทุนของ MF และ PF โดยมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 16 มีนาคม 2568           ตามที่ ก.ล.ต. ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นต่อหลักการและร่างประกาศเพื่อยกเว้นใบอนุญาตผู้จัดการเงินทุนสินทรัพย์ดิจิทัลให้แก่ บล. และ บลจ. ที่บริหารจัดการ MF และ PF ที่ลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล เพื่อเป็นการสนับสนุนให้ผู้ลงทุนสามารถเข้าถึงตลาด Investment token ได้มากขึ้นทั้งในตลาดแรกและตลาดรอง ผ่านช่องทางของผู้ประกอบธุรกิจฝั่ง traditional ซึ่งจะทำให้ระบบนิเวศของตลาด Investment token มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ตลอดจนช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นและความหลากหลายในการลงทุนของกองทุน MF และ PF โดยมีการกำกับดูแล บล. และ บลจ. ซึ่งลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลภายใต้หลักเกณฑ์ด้านหลักทรัพย์ ทั้งนี้ จากการเปิดรับฟังความคิดเห็นในเรื่องดังกล่าวแล้วเสร็จเมื่อช่วงไตรมาส 4 ของปี 2567 ผู้ที่เกี่ยวข้องและผู้แสดงความคิดเห็นส่วนใหญ่เห็นด้วยกับการปรับปรุงหลักเกณฑ์ตามที่ ก.ล.ต. เสนอ           ก.ล.ต. จึงได้ออกประกาศการปรับปรุงหลักเกณฑ์สำหรับ บล. และ บลจ. ดังกล่าวข้างต้น* โดยเผยแพร่ประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาและมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 16 มีนาคม 2568 เป็นต้นไป หมายเหตุ : * ประกาศที่เกี่ยวข้องจำนวน 1 ฉบับ ดังนี้ ประกาศคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ที่ กธ. 1/2568 เรื่อง การกำหนดลักษณะการจัดการเงินทุนที่ไม่ถือเป็นการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลประเภทการเป็นผู้จัดการเงินทุนสินทรัพย์ดิจิทัล (ฉบับที่ 2) https://publish.sec.or.th/nrs/10662s.pdf

ราคาน้ำมันดิบปิดบวก สงครามยูเครนใกล้จบ

ราคาน้ำมันดิบปิดบวก สงครามยูเครนใกล้จบ

              หุ้นวิชั่น - ทีมข่าวหุ้นวิชั่น รายงาน บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัดสัญญาน้่ามันดิบ WTI เพิ่มขึ้น 70 เซนต์ หรือ +1.0% ปิดที่ 70.58 ดอลลาร์/บาร์เรล และปิดตลาดในสัปดาห์นี้แทบไม่เปลี่ยนแปลง ขณะที่นักลงทุนประเมินแนวโน้มที่ลดลงของการยุติสงครามในยูเครนได้อย่างรวดเร็ว อาจท่าให้มีพลังงานจากรัสเซียกลับเข้าสู่ตลาดตะวันตกมากขึ้น

ราคาทองเช้าวันนี้ +100 ทองรูปพรรณ ขายออก 48,400 บ.

ราคาทองเช้าวันนี้ +100 ทองรูปพรรณ ขายออก 48,400 บ.

          หุ้นวิชั่น – เช้าวันที่  17 มีนาคม 2568 สมาคมค้าทองคำ ได้แจ้งราคาทองคำซึ่ง “ ราคาปรับขึั้น 100 บาท ” โดยการซื้อขายครั้งที่ 1 ราคาทองแท่ง ปัจจุบันรับซื้ออยู่ที่ 47,500.00 บาท ราคาขายออกอยู่ที่ 47,600.00 บาท ส่วนราคาทองรูปพรรณ รับซื้ออยู่ที่ 46,647.32 บาท และราคาขายออกอยู่ที่ 48,400.00 บาท

รู้มั้ย ภาษีเงินปันผล ขอคืนได้ ทำยังไง ได้เท่าไร เช็กได้เลย!

รู้มั้ย ภาษีเงินปันผล ขอคืนได้ ทำยังไง ได้เท่าไร เช็กได้เลย!

          หุ้นวิชั่น - ข้อควรรู้ในกรณีที่ ลงทุนในกิจการ (ลงทุนในหุ้น) และได้รับเงินปันผล คือ นักลงทุน สามารถขอเครดิตภาษีเงินปันผลได้ หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ สามารถขอภาษีเงินปันผลคืนได้นั่นเอง           “ หุ้นวิชั่น” ได้รวบรวมข้อแนะนำดีๆ เพื่อนักลงทุน นำไปคำนวณฐานภาษี กรณีรับเงินปันผลจากหุ้นมาว่า คุ้มค่าหรือไม่ ถ้าขอคืนภาษี           เครดิตภาษีเงินปันผล เป็นสิทธิประโยชน์ของผู้ถือหุ้นที่สามารถขอคืนภาษีจากกรมสรรพากรตามมาตรา 47 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ทั้งนี้เพื่อขจัดความซ้ำซ้อนในการจัดเก็บภาษีเงินได้ และให้เกิดความเป็นธรรมต่อผู้เสียภาษี กล่าวคือ เมื่อผู้ถือหุ้นลงทุนในบริษัทจำกัด (ทั้งในและนอกตลาดหลักทรัพย์) และได้รับเงินปันผล เงินปันผลที่ได้จะถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ 10%           โดยมากบริษัทจะจ่ายเงินปันผลจากกำไรสุทธิ หรือกำไรสะสมของกิจการ นั่นหมายความว่า บริษัทต้องจ่ายภาษีเงินได้นิติบุคคลก่อน ส่วนที่เหลือจะเป็นกำไรสุทธิหลังหักภาษีแล้ว จึงมาจ่ายเป็นเงินปันผล ส่งผลให้กำไรสุทธิของบริษัทต้องจ่ายภาษีถึง 2 ครั้ง (Double Tax) โดยครั้งแรก คือ ภาษีเงินได้นิติบุคคล และครั้งที่ 2 คือ ภาษีหัก ณ ที่จ่ายของเงินปันผล หรือหากจะนำมารวมเป็นรายได้ของบุคคลธรรมดาตามมาตรา 40(4) ก็ต้องมาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาอีก ถือเป็นการเสียภาษีซ้ำซ้อน และไม่เกิดความเป็นธรรมต่อผู้เสียภาษี ดังนั้นนักลงทุนจึงสามารถขอเครดิตภาษีเงินปันผลคืนได้           ตัวอย่าง ในปีที่ผ่านมา บริษัทมุ่งก้าวหน้า จำกัด (มหาชน) มีกำไรก่อนภาษี 100 บาท โดยบริษัทมุ่งก้าวหน้า จำกัด (มหาชน) จ่ายภาษีเงินได้นิติบุคคล 20% ของกำไรก่อนภาษี หรือเท่ากับ 20 บาท ทำให้บริษัทมีกำไรสุทธิ (กำไรหลังหักภาษี) เท่ากับ 80 บาท สมมติว่า บริษัทมุ่งก้าวหน้า จำกัด (มหาชน) มีนโยบายจ่ายเงินปันผลทั้งหมดจากกำไรสุทธิให้แก่ผู้ถือหุ้น เงินปันผลดังกล่าวจะถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้อีก 10% หรือเท่ากับ 8 บาท (10% ของ 80 บาท เท่ากับ 8 บาท) ทำให้นักลงทุนจะได้รับเงินปันผลไป 72 บาท ซึ่งจะเห็นว่าจากกำไร 100 บาทของกิจการ ได้เสียภาษีไปแล้ว 28 บาท           สิ่งที่เป็นประเด็นคือ เงินก้อนเดิมเสียภาษีถึง 2 ครั้ง ทำให้เงินปันผลลดลงจาก 100 บาท เป็น 80 บาท และเหลือ 72 บาทในที่สุด เท่ากับค่าภาษีประมาณ 28% ซึ่งถ้าปกติผู้ถือหุ้นเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในอัตรา 10% เขาก็ควรจะเสียภาษีเพียงแค่ 10 บาทเท่านั้น ดังนั้นจึงมีทางเลือกให้ผู้ถือหุ้นว่าจะใช้เลือกใช้เครดิตภาษีเงินปันผลหรือไม่ก็ได้           ทั้งนี้กฎหมายได้ให้ทางเลือกว่า จะเลือกหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ 10% แล้วไม่ต้องนําเงินปันผลมารวมคำนวณเป็นเงินได้ประจำปี หรือจะนําเงินปันผลมารวมคำนวณเป็นเงินได้และเสียภาษีตามอัตราก้าวหน้าก็ได้ อย่างไรก็ตาม หากเลือกที่จะนําเงินปันผลมารวมคำนวณแล้ว ต้องนําเงินปันผลทุกก้อนที่ได้รับจากทุกบริษัทมารวมคํานวณด้วย จะเลือกเฉพาะเงินปันผลของบริษัทใดบริษัทหนึ่งมาคำนวณไม่ได้           แต่เนื่องจากบริษัทแต่ละบริษัทเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในอัตราที่ไม่เท่ากัน ดังนั้นปัจจัยที่ผู้ลงทุนจะใช้พิจารณาว่า เงินปันผลที่ได้รับนั้นสามารถนํามาเครดิตภาษีได้หรือไม่ก็คือ ให้เปรียบเทียบอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของผู้ลงทุน เทียบกับอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลของบริษัทที่เราลงทุน โดยสามารถดูข้อมูลอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลได้จากหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายของเงินปันผลที่ทางศูนย์รับฝากหลักทรัพย์จัดส่งให้           จากตัวอย่างข้างต้น ภาษีของเงินปันผลที่ถูกหักไปคิดเป็นประมาณ 28% ของกำไรของกิจการ หากผู้ถือหุ้นเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในอัตรา 10% ซึ่งน้อยกว่า 28% กรณีนี้เราก็ควรขอเครดิตภาษีเงินปันผลคืน แต่หากผู้ถือหุ้นเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในอัตรา 30% ขึ้นไป ซึ่งมากกว่า 28% เราก็ไม่ควรขอเครดิตภาษีเงินปันผลคืน เพราะกฎหมายได้ให้ทางเลือกว่าเราจะนำเงินปันผลมารวมหรือไม่รวมคำนวณเป็นเงินได้ก็ได้           อย่างไรก็ตาม หากต้องการความถูกต้อง ให้ลองคำนวณดูทั้ง 2 แบบ คือ ทั้งรวมและไม่รวมเงินปันผล แล้วพิจารณาภาระภาษีที่เกิดขึ้น วิธีไหนที่ทำให้เราสามารถประหยัดภาษีได้มากกว่า เราก็เลือกแบบนั้น เพียงเท่านี้ ท่านก็จะได้รับผลประโยชน์ที่ถูกมองข้ามกลับคืนมาไม่มากก็น้อย ที่มา- บทความจากธนาคารไทยพาณิชย์

บล.หยวนต้า มองดอกเบี้ยคงตัว-เยนแข็งค่า หนุน SMFG19

บล.หยวนต้า มองดอกเบี้ยคงตัว-เยนแข็งค่า หนุน SMFG19

              หุ้นวิชั่น-ทีมข่าวหุ้นวิชั่น รายงาน บล.หยวนต้า ระบุ แม้การประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ในสัปดาห์หน้า ตลาดยังคาดว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 0.50% แต่ฝ่ายวิเคราะห์ฯ มองว่าคณะกรรมการจะยังส่งสัญญาณตึงตัว หลังจากเงินเฟ้อของญี่ปุ่นเร่งตัวขึ้นมา 3 เดือนติดต่อกัน และอยู่สูงกว่ากรอบเป้าหมายของ BOJ ค่อนข้างมาก อีกทั้งแนวโน้มเงินเฟ้อยังมีโอกาสปรับตัวสูงขึ้นต่อ จาก 1. ผลกระทบจากนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ที่จะส่งผลให้ต้นทุนของผู้ผลิตเพิ่มสูงขึ้น และ 2. การเจรจาขึ้นค่าจ้างแรงงานของสมาพันธ์สหภาพแรงงานที่ใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น (Rengo) โดยจะมีการเปิดเผยรายงานเบื้องต้นเกี่ยวกับเงื่อนไขที่ตกลงกันในวันนี้ (14 มีนาคม) ซึ่งก่อนหน้านี้สหภาพเคยออกมากล่าวว่าอยากให้ค่าจ้างเฉลี่ยถูกปรับขึ้น 6.09% ซึ่งจะเป็นการปรับขึ้นที่เร็วที่สุดในรอบ 32 ปี และถือเป็นการกดดันให้ภาคธุรกิจปรับขึ้นค่าจ้างในระดับที่ใกล้เคียงกับ 6% ประเด็นดังกล่าวจะส่งผลให้เงินเฟ้อของญี่ปุ่นมีโอกาสเร่งตัวขึ้นอีก               เมื่อวานนี้คุณ Ueda ผู้ว่า BOJ ได้ออกมาให้ความเห็นว่า การบริโภคในประเทศยังมีแนวโน้มฟื้นตัวจากค่าจ้างที่แท้จริง (Real Wage) ที่จะปรับตัวขึ้นหลังการขึ้นค่าจ้าง ซึ่งทั้งการบริโภคที่ดีขึ้น และแนวโน้มดอกเบี้ยที่จะคงตัวในระยะถัดไปถือเป็นบวก โดยตรงต่อตลาดธนาคาร นอกจากนี้แนวโน้มค่าเงินเยนที่แข็งค่าขึ้นจะทำให้การลงทุนใน DR มีโอกาสได้กำไรจากค่าเงินด้วย Bloomberg Consensus คาดกำไรทั้งปี FY2025 (สิ้นสุด มี.ค.68) เติบโตเด่นถึง 28% YoY ตามการขยายตัวของพอร์ตสินทรัพย์ ส่วนราคาเป้าหมาย Consensus ประเมินที่ 4,410.77 เยน/หน่วย คิดเป็นราคา DR ที่ 10.00 บาท/DR มี Upside ราว 15%               สำหรับ SMFG19 หรือ Sumitomo Mitsui Financial Group, Inc. ดำเนินธุรกิจด้านการเงินการธนาคาร หนึ่งในธนาคารที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น ครอบคลุมการให้บริการสินเชื่อ หลักทรัพย์ บัตรเครดิต ในหลายประเทศทั่วโลก

YLG เผยปีนี้ทองโลก-ไทยปรับขึ้น ยันปีนี้ได้ไปต่อ

YLG เผยปีนี้ทองโลก-ไทยปรับขึ้น ยันปีนี้ได้ไปต่อ

            หุ้นวิชั่น - วายแอลจีชี้เผยในปีนี้ ทองคำโลกปรับขึ้นมาแล้วจากต้นปี 13.80% ขณะที่ทองไทยปรับขึ้น 12.03% ล่าสุดขึ้นทำ All Time High ที่ 2,993.86 ดอลลาร์สหรัฐต่อทรอยออนซ์ มั่นใจภาพรวมปีนี้ยังเป็นขาขึ้น  เปิดปัจจัยหนุนทองคำร้อนแรง เหตุนักลงทุนกังวลนโยบายสงครามการค้า และติดตามการเจรจาสันติภาพยูเครน รวมไปถึงธนาคารกลางทั่วโลกที่เข้าซื้อต่อเนื่อง และกองทุน SPDR กลับมาซื้อเพิ่ม ชี้ช่องลงทุนสำหรับภาวะทองแพง ลงทุนผ่านตลาดฟิวเจอร์ส ที่ใช้เงินลงทุนเพียง 10% ของราคาจริง สามารถทำกำไรได้ทั้งในช่วงทองคำขาขึ้นและขาลง             นางสาวฐิภา นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG) ตัวแทนซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้าในตลาดล่วงหน้า (ฟิวเจอร์ส) เปิดเผยว่า ราคาทองคำในปี 2568 ร้อนแรงอย่างต่อเนื่อง โดยในปีนี้ ตั้งแต่ต้นปี-ปัจจุบัน (YTD) (วันที่ 14 มี.ค. เวลา 14.00 น.) ราคาทองคำโลกปรับตัวขึ้นมาแล้วถึง 362.08 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ หรือ +13.80% ล่าสุดเพิ่งทดสอบระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์รอบใหม่ที่ 2,993.86 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ ซึ่งเข้าใกล้กับเป้าหมายที่วายแอลจีเคยให้ไว้ที่ 3,000 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ และมีเป้าหมายถัดไปที่ 3,100 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ ขณะเดียวกันราคาทองคำแท่ง 96.5% ในประเทศ ปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรงไม่แพ้กัน โดยล่าสุดได้ขึ้นไปทดสอบระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์รอบใหม่ที่ 47,550 บาทต่อบาททองคำ แม้จะลดช่วงบวกลงมาบ้างหลังจากเงินบาทแข็งค่า แต่ตั้งแต่ต้นปี-ปัจจุบัน YTD (วันที่ 14 มี.ค. เวลา 14.00 น.) ราคาทองคำแท่ง 96.5% ในประเทศปรับตัวขึ้นมาแล้วถึง 5,100 บาทต่อบาททองคำ หรือ +12.03% และมองว่าภาพรวมปีนี้ทองคำจะยังเป็นขาขึ้น แม้จะมีแรงเทขายทำกำไรสลับออกมาบ้างในระยะสั้น             โดยราคาทองคำที่ปรับขึ้นมานั้นได้รับแรงหนุนหลักมาจากแรงซื้อในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย เนื่องด้วยนักลงทุนมีความกังวลต่อประเด็นสงครามการค้าที่เพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากภายหลังการปรับขึ้นอัตราภาษีนำเข้า 25% ต่อเหล็กและอะลูมิเนียมของสหรัฐ สหภาพยุโรป (EU) และแคนาดาได้มีการตอบโต้ ด้วยการประกาศปรับขึ้นอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐ มูลค่า 2.6 หมื่นล้านยูโร และ 3.0 หมื่นล้านดอลลาร์แคนาดา ตามลำดับ และล่าสุด EU ได้เรียกเก็บภาษี 50% ต่อวิสกี้ที่นำเข้าจากสหรัฐ แต่หลังจากนั้นไม่นาน นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ได้ตอบโต้กลับทันที โดยเผยผ่าน Truth Social ว่าจะเรียกเก็บภาษีต่อผลิตภัณฑ์สุราและแอลกอฮอล์ จาก EU สูงถึง 200%             สถานการณ์ดังกล่าว ทำให้ในช่วงสามสัปดาห์ข้างหน้าจนกว่าจะเริ่มใช้มาตรการภาษีแบบตอบโต้ (Reciprocal Tariff) จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงในประเด็นสงครามการค้า ที่มีส่วนเพิ่มมุมมองเชิงลบต่อเศรษฐกิจสหรัฐตามไปด้วย อีกทั้งจากการเปิดเผยข้อมูลเงินเฟ้อ ในเดือนก.พ. ของสหรัฐ ที่พบว่าชะลอตัวลงสู่ระดับต่ำกว่าคาดการณ์ ทั้งในฝั่งผู้บริโภค (CPI) และฝั่งผู้ผลิต (PPI) ส่งผลให้นักลงทุนกลับมาคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ย 3 ครั้งในปี 2568 มากกว่าที่ส่งสัญญาณไว้ที่ 2 ครั้ง ซึ่งกดดันการพยายามฟื้นตัวขึ้นของค่าเงินดอลลาร์และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ             นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยบวกจากธนาคารกลางทั่วโลกเดินหน้าซื้อทองต่อเนื่องในปีนี้ นำโดยธนาคารกลางจีน(PBOC) ที่ถือครองทองคำเพิ่มในเดือนก.พ.เป็นเดือนที่ 4 ติดต่อกัน โดยเข้าซือเพิ่มขึ้น 0.16 ล้านทรอยออนซ์ รวมถึงกองทุน SPDR Gold Trust กลับมาเพิ่มการถือครองทองคำในปี 2568 สู่ระดับ 33.29 ตัน สะท้อนกระแสเงินทุนที่ไหลกลับเข้าสู่กองทุน ETF หลังจากกระแสเงินทุนไหลออกต่อเนื่อง 2 ปีติดต่อกันในปี 2566 - 2567             อย่างไรก็ตามในส่วนของราคาทองคำในตลาดฟิวเจอร์ส ในปีนี้ถือว่าน่าสนใจไม่แพ้กัน เนื่องจากนักลงทุนสามารถใช้เป็นทางเลือกในช่วงที่ราคาทองคำปรับตัวขึ้นมาอยู่ในระดับสูง เพราะใช้เงินลงทุนเพียง 10% ของราคาทองคำ และสามารถทำกำไรได้ทุกสภาวะตลาด โดยล่าสุดวายแอลจีได้ออกโปรโมชั่นสำหรับลูกค้าที่เปิดบัญชีกับ YLG Futures รับสิทธิ์ใช้งาน Trading View Essential Plan ที่จะมอบสิทธิพิเศษให้กับลูกค้า 5 ด้าน 1.กราฟและอินดิเคเตอร์ครบครัน รวมถึง Volume Profile 2.เครื่องมือวาดรูปและฟีเจอร์ทางเทคนิค 3.การแจ้งเตือนราคา 4.ไอเดียเทรดจากคอมมูนิตี้ 5.ไม่มีโฆษณาและอีกจำนวนมาก             นอกจากนี้ วายแอลจีมองว่าการลงทุนสะสมทองคำรายเดือนแบบถัวเฉลี่ยต้นทุน DCA (Dollar-Cost-Average) เป็นอีกหนึ่งวิธีที่น่าสนใจ เพราะจะทำให้นักลงทุนสามารถสร้างวินัยการสะสมทองคำ และเข้าถึงราคาทองได้หลากหลาย อีกทั้งปัจจุบันยังสามารถตั้งเวลาซื้อขายล่วงหน้าได้อีกด้วย สำหรับนักลงทุนมือใหม่วายแอลจีแนะนำแอปพลิเคชัน Get Gold by YLG ที่วายแอลจีเปิดให้บริการสำหรับนักลงทุนที่ต้องการลงทุนซื้อขายทองคำโดยใช้เงินลงทุนเพียง 100 บาท ได้รับการตอบรับอย่างดี เนื่องจากตอบโจทย์การลงทุนของคนรุ่นใหม่ที่สามารถซื้อ-ขายทองคำ Gold Spot แบบเรียลไทม์ 24 ชั่วโมง เข้าถึงง่ายด้วยสมาร์ตโฟน และมีความน่าเชื่อถือ ด้านความปลอดภัย สามารถทำกำไรได้จริง             โดยผู้สมัครสามารถยืนยันตัวตนพร้อมยื่นเอกสารผ่านแอปพลิเคชัน รู้ผลอนุมัติได้ภายในวันเดียว และสามารถทำการซื้อ-ขาย ทองคำได้ทันที เปิดให้ลงทุนเริ่มที่ 100 บาท ไปจนถึง 80 กิโลกรัมต่อ 1 วัน ผู้ที่สนใจเริ่มต้นลงทุนทองคำ คลิก : https://www.ylgcorporation.co.th สามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชันได้ที่ App Store และ Play Store หรือ LINE : @ylggetgold โทร. 0-2678-9888 #2

ราคาทองเช้าวันนี้ เด้งรวม 550 บ. ลุ้นไปต่อ?

ราคาทองเช้าวันนี้ เด้งรวม 550 บ. ลุ้นไปต่อ?

             หุ้นวิชั่น – เช้าวันที่  14 มีนาคม 2568 สมาคมค้าทองคำ ได้แจ้งราคาทองคำซึ่ง “ได้ปรับตัวขึ้นจำนวน 2 ครั้ง  รวม  550 บาท” โดยการซื้อขายครั้งที่ 1 ราคาทองแท่ง ปรับตัวขึ้น 500 บาท และครั้งที่ 2 ปรับตัวขึ้น 50 บาท  โดยปัจจุบันรับซื้ออยู่ที่ 47,450.00 บาท ราคาขายออกอยู่ที่ 47,400.00 บาท ส่วนราคาทองรูปพรรณ รับซื้ออยู่ที่ 46,601.84 บาท และราคาขายออกอยู่ที่ 48,350.00 บาท

SCB คาดค่าเงินบาทวันนี้ กรอบ 33.55-33.75 บ./ดอลลาร์

SCB คาดค่าเงินบาทวันนี้ กรอบ 33.55-33.75 บ./ดอลลาร์

          หุ้นวิชั่น - กลุ่มงานตลาดการเงิน ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 33.55-33.75 บาท/ดอลลาร์ ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นช่วงข้ามคืนจากราคาทองคำที่ปรับสูงขึ้นเร็ว ด้านดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) สหรัฐฯ ออกมาที่ 2%YOY ต่ำกว่าที่ตลาดคาด ส่งผลให้ US Treasury yields ปรับลดลง แต่ดัชนีเงินดอลลาร์สหรัฐยังสูง นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ขู่ว่าจะขึ้นภาษีนำเข้าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จากยุโรปเป็น 200% หากกลุ่มสหภาพยุโรปไม่ยอมยกเลิกแผนเก็บภาษี 50% สำหรับวิสกี้อเมริกันในทันที การหยุดยิงระหว่างรัสเซียและยูเครนมีสัญญาณคืบหน้า โดยนายวลาดิมีร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซียต้องการหารือร่วมกับนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ก่อน

ก.ล.ต. พร้อมออกเกณฑ์รองรับจัดตั้ง-จัดการ Thai ESGX

ก.ล.ต. พร้อมออกเกณฑ์รองรับจัดตั้ง-จัดการ Thai ESGX

          หุ้นวิชั่น - ก.ล.ต. พร้อมดำเนินการออกเกณฑ์รองรับการจัดตั้งและจัดการกองทุน Thai ESGX ที่สอดรับกับแนวนโยบายของภาครัฐ โดยเปิดให้ บลจ. ยื่นขอจัดตั้งกองทุนรวมได้ภายในเมษายน 2568 รองรับการสับเปลี่ยนหน่วยลงทุน LTF และเงินลงทุนใหม่ ในช่วงพฤษภาคมถึงมิถุนายน 2568 พร้อมเน้นย้ำ บลจ. และตัวแทนขายหน่วยลงทุน ให้ความสำคัญกับการให้ข้อมูลผู้ลงทุนเกี่ยวกับเงื่อนไขในการรับสิทธิประโยชน์ทางภาษีตามมาตรการที่ภาครัฐกำหนด           ตามที่คณะรัฐมนตรี ในการประชุมเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2568 มีมติเห็นชอบหลักการร่างกฎกระทรวง ฉบับที่ .. (พ.ศ. ....) ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ร่างกฎกระทรวงฯ) ตามมาตรการ การให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเพื่อสนับสนุนการลงทุนในหุ้นกลุ่มความยั่งยืน (ESG) และเพิ่มเสถียรภาพตลาดทุนไทย ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ได้แก่ การให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับเงินลงทุนใหม่ในกองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืนแบบพิเศษ (Thai ESGX) และการสับเปลี่ยนหน่วยลงทุนกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF)ไป Thai ESGX ในช่วงเวลาที่กำหนด 2 เดือน ตามเงื่อนไขที่กรมสรรพากรกำหนด           นางพรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวว่า “คณะกรรมการกำกับตลาดทุน (ก.ต.ท.) ในการประชุมครั้งที่ 3/2568 เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2568 มีมติเห็นชอบหลักการปรับปรุงหลักเกณฑ์เพื่อรองรับการจัดตั้งและจัดการ Thai ESGX ที่สอดรับกับแนวนโยบายของภาครัฐ โดย ก.ล.ต. จะเร่งเดินหน้าออกประกาศรองรับการจัดตั้งและจัดการ Thai ESGX ให้บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) สามารถยื่นขอจัดตั้งกองทุนรวมดังกล่าวได้ภายในเดือนเมษายน 2568 เพื่อรองรับการสับเปลี่ยนหน่วยลงทุน LTF และเงินลงทุนใหม่สำหรับการลงทุนในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงมิถุนายน 2568           นอกจากนี้ ก.ล.ต. ได้มีการหารือร่วมกับ บลจ. และตัวแทนขายหน่วยลงทุนทุกแห่ง เพื่อซักซ้อมความเข้าใจและเน้นย้ำให้ผู้ประกอบธุรกิจให้ความสำคัญในการสื่อสารกับผู้ถือหน่วยลงทุน LTF เกี่ยวกับเงื่อนไขสิทธิประโยชน์ทางภาษีใหม่ภายใต้ Thai ESGX และหากผู้ถือหน่วยลงทุน LTF รายใดแจ้งความประสงค์ที่จะใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษี บลจ. และตัวแทนขายหน่วยลงทุนจะต้องให้ข้อมูลเกี่ยวกับเงื่อนไขของการสับเปลี่ยนหน่วยลงทุน LTF ไป Thai ESGX ที่ต้องดำเนินการให้ครบทุกกองทุน ทุก บลจ. เพื่อให้เป็นไปตามเงื่อนไขในการรับสิทธิประโยชน์ทางภาษีตามมาตรการที่ภาครัฐกำหนดด้วย”           ทั้งนี้ เพื่อให้สอดรับกับแนวนโยบายของภาครัฐ ก.ต.ท. มีมติเห็นชอบหลักการให้ Thai ESGX ลงทุนในทรัพย์สินที่ผู้ออกเป็นภาครัฐไทยหรือกิจการที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย ที่มีคุณสมบัติด้านความยั่งยืนตามหลักเกณฑ์เดียวกับกองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน (Thai ESG) ที่ต้องลงทุนในผลิตภัณฑ์กลุ่มความยั่งยืน โดยเฉลี่ยรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของ NAV โดย Thai ESGX ต้องลงทุนในหุ้นกลุ่มความยั่งยืนโดยเฉลี่ยรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 65 ของ NAV รวมทั้ง ต้องเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืนของกองทุนรวมตามหลักเกณฑ์กองทุนรวมเพื่อความยั่งยืน (SRI Fund) เพื่อที่ผู้ลงทุนจะได้รับข้อมูลที่เพียงพอประกอบการตัดสินใจลงทุน นอกจากนี้ Thai ESGX จะได้รับสิทธิยกเว้นค่าธรรมเนียมคำขอจัดตั้งและแก้ไขโครงการจาก ก.ล.ต. เช่นเดียวกับ SRI Fund ด้วย* สิทธิประโยชน์ทางภาษีตามร่างกฎกระทรวงฯ เพื่อสนับสนุนการลงทุนในหุ้นกลุ่มความยั่งยืนและเพิ่มเสถียรภาพตลาดทุนไทย สำหรับผู้ลงทุนใน Thai ESGX โดยแบ่งวงเงินสิทธิประโยชน์ทางภาษีออกเป็น 2 วงเงิน** ประกอบด้วย วงเงินที่ 1 สำหรับผู้ลงทุนทั่วไปที่สนใจลงทุนใน Thai ESGX ในช่วงเดือนพฤษภาคม – มิถุนายน 2568 วงเงินลดหย่อนภาษีสูงสุดไม่เกินร้อยละ 30 ของเงินได้พึงประเมิน เฉพาะในส่วนที่ไม่เกิน 300,000 บาท โดยต้องถือครองหน่วยลงทุนไม่น้อยกว่า 5 ปี (วันชนวัน นับแต่วันที่ลงทุน) วงเงินที่ 2 สำหรับผู้ถือหน่วยลงทุนที่สับเปลี่ยนหน่วยลงทุน LTF เดิม ที่ถือทั้งหมดใน LTF ทุกกองทุนในทุก บลจ. (ไม่รวม class หน่วยภาษีอื่นภายใต้กองทุนเดียวกัน เช่น class SSF) มาเป็นหน่วยลงทุนของ Thai ESGX ในช่วงเดือนพฤษภาคม – มิถุนายน 2568 วงเงินลดหย่อนภาษีสูงสุด 500,000 บาท โดยทยอยลดหย่อน 5 ปี ตั้งแต่ปีภาษี 2568 – 2572 ในปีแรก (2568) วงเงินลดหย่อนภาษีสูงสุด 300,000 บาท และปีที่ 2 – 5 (2569 - 2572) วงเงินลดหย่อนภาษีสูงสุดปีละ 50,000 บาท           ทั้งนี้ ผู้ลงทุนสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมของ Thai ESGX ได้ที่เว็บไซต์ ก.ล.ต. www.sec.or.th หรือ https://www.sec.or.th/Documents/News/Attach/11616/QA%20Thai%20ESGX%20110368.pdf หมายเหตุ : * หลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับกองทุนรวมเพื่อความยั่งยืน (SRI Fund) กำหนดให้ บลจ. ที่บริหารจัดการ SRI Fund ต้องเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวข้องให้ครบถ้วนภายใต้มาตรฐานการเปิดเผยข้อมูลเดียวกัน เพื่อให้ผู้ลงทุนสามารถเปรียบเทียบข้อมูลระหว่าง SRI Fund ได้อย่างสะดวก และมีข้อมูลที่เพียงพอประกอบการตัดสินใจลงทุน อีกทั้งยังช่วยลดความเสี่ยงด้านการฟอกเขียว (greenwashing) โดย ก.ล.ต. ได้ประกาศยกเว้นค่าธรรมเนียมประกอบด้วยค่าธรรมเนียมคำขออนุมัติจัดตั้ง 100,000 บาท ต่อกองทุนรวม และค่าธรรมเนียมคำขอแก้ไขเพิ่มเติมโครงการจัดการกองทุนรวม ไม่เกิน 5,000 บาท ต่อกองทุนรวม ** เงินหรือผลประโยชน์ที่ได้จากการขายคืนหน่วยลงทุน จะได้รับยกเว้นไม่ต้องนำมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษี ถ้าการลงทุนเป็นไปตามเงื่อนไขที่กรมสรรพากรประกาศกำหนด

ราคาทองเช้าวันนี้ ดีดรวม 250 บ. จับตาไปต่อ?

ราคาทองเช้าวันนี้ ดีดรวม 250 บ. จับตาไปต่อ?

                   หุ้นวิชั่น – เช้าวันที่  13 มีนาคม 2568 สมาคมค้าทองคำ ได้แจ้งราคาทองคำซึ่ง "ได้ปรับตัวขึ้นจำนวน 2 ครั้ง  รวม  250 บาท" โดยการซื้อขายครั้งที่ 1 ราคาทองแท่ง ปรับตัวขึ้น 200 บาท และครั้งที่ 2 ปรับตัวขึ้น 50 บาท  โดยปัจจุบันรับซื้ออยู่ที่ 46,850.00 บาท ราคาขายออกอยู่ที่ 46,950.00 บาท ส่วนราคาทองรูปพรรณ รับซื้ออยู่ที่ 46,010.60 บาท และราคาขายออกอยู่ที่ 47,750.00 บาท ฮั่วเซ่งเฮง ระบุ แนวโน้มราคาทองคำ (เช้า) ประจำวันที่ 13 มีนาคม 2568 ราคาทองคำปรับตัวขึ้น จากความกังวลเกี่ยวกับสงครามการค้า จากที่ทรัมป์ใช้มาตรการเรียกเก็บภาษีเหล็กและอะลูมิเนียมที่นำเข้าสู่สหรัฐฯ ในอัตรา 25% ขณะที่แคนาดาและสหภาพยุโรป (EU) ตอบโต้ด้วยการเรียกเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ ทั้งนี้นักลงทุนคาดการณ์ว่า มาตรการภาษีศุลกากรจะส่งผลให้เงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้น นอกจากนี้ราคาทองคำยังได้รับปัจจัยหนุนจากดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ชะลอตัวลงมากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ โดยดัชนี CPI เดือนก.พ.เพิ่มขึ้น 2.8% เมื่อเทียบรายปี ส่วนกองทุน SPDR ซื้อทอง 3.44 ตัน

SCB คาดค่าเงินบาทวันนี้ กรอบ 33.70-33.90 บ./ดอลลาร์

SCB คาดค่าเงินบาทวันนี้ กรอบ 33.70-33.90 บ./ดอลลาร์

          หุ้นวิชั่น - กลุ่มงานตลาดการเงิน ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 33.70-33.90 บาท/ดอลลาร์ เงินบาทเคลื่อนไหว sideways หลังเงินเฟ้อทั่วไป (CPI) สหรัฐฯ ออกมาที่ 2% MOM ต่ำกว่าตลาดคาด ส่วนเงินเฟ้อพื้นฐานออกมาที่ 0.2% MOM ตามคาด แต่ Treasury yields และดัชนีเงินดอลลาร์กลับมาสูงขึ้นจากความกังวลเรื่อง Tariffs สหภาพยุโรปประกาศมาตรการตอบโต้ที่สหรัฐฯ ขึ้นภาษีนำเข้าเหล็กและอะลูมิเนียมจากยุโรปไปก่อนหน้านี้ ธนาคารกลางแคนาดาลดดอกเบี้ย 25 bps มาอยู่ที่ 75% โดยสงครามการค้ากับสหรัฐฯ อาจกระทบเศรษฐกิจรุนแรง

9 หมื่นล. LTF ไม่เข้า TESGX รอขายคืนกดหุ้นไทยต่อ

9 หมื่นล. LTF ไม่เข้า TESGX รอขายคืนกดหุ้นไทยต่อ

          “ฝ่ายวิเคราะห์ CGSI ระบุว่า ความตึงเครียดระหว่างพรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทย ยังกระทบต่อ sentiment ของตลาด อีกทั้งกองทุน LTF ที่ไม่ได้ย้ายไป TESGX ซึ่งน่าจะเหลืออีกประมาณ 9 หมื่นล้านบาท สามารถขายคืนได้ตลอดเวลา จึงยังคงสร้างแรงกดดันต่อตลาดหุ้นไทย”           หุ้นวิชั่น- ฝ่ายวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) หรือ CGSI ระบุในบทวิเคราะห์ ว่า เมื่อวันที่ 11 มี.ค.68 รัฐบาลประกาศจะให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีสูงสุดไม่เกิน 500,000 บาทแก่ผู้ถือหน่วย ลงทุนของกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) ที่ย้ายการลงทุนใน LTF มาอยู่ในกองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน แบบพิเศษที่จัดตั้งขึ้นใหม่คือ “TESGX” โดยกำหนดให้สามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีในปีนี้ได้ 300,000 บาท ส่วนอีก 200,000 บาทจะใช้สิทธิลดหย่อนได้ปีละ 50,000 บาทเป็นเวลา 4 ปี           อย่างไรก็ตาม ผู้ถือหน่วยลงทุน จะต้องแจ้งบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนและโอนหน่วยลงทุน LTF ที่เหลือไปยังกองทุน TESGX ใหม่ ภายในเดือนมิ.ย. 68 นอกจากนี้กระทรวงการคลังยังให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีสูงสุดไม่เกิน 300,000 บาทแก่นักลงทุนที่ซื้อหน่วยลงทุนในกองทุน TESGX ช่วงเดือนพ.ค.-มิ.ย.68 และถือจนครบ 5 ปี           กระทรวงการคลังประเมินว่า น่าจะมีเงินลงทุนในกองทุน LTF 1.8 แสนล้านบาทหรือ 5 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ประมาณ 75% ย้ายเข้ามาลงทุนใน TESGX และคาดว่าจะมีเม็ดเงินใหม่เข้าสู่กองทุนอีกราว 3 หมื่นล้านบาท เท่ากับกระทรวงการคลังคาดว่าจะมีเงินลงทุนในกองทุน TESGX ราว 1.65 แสนล้านบาท ขณะที่กองทุน TESGX จะต้องลงทุนอย่างน้อย 65% ในหุ้นที่ปฏิบัติตามหลักการ ESG อย่างเคร่งครัดและมากกว่า 80% ในสินทรัพย์ที่กองทุนสามารถลงทุนได้ คล้ายกันกับ TESG ส่วนที่เหลืออีก 20% จะลงทุนในโทเคนดิจิทัลเพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม/เพื่อความยั่งยืน           ฝ่ายวิเคราะห์ CGSI  คาดว่า น่าจะมีเงินลงทุนใน LTF เพียงครึ่งเดียวที่จะย้ายมาลงทุนใน TESGX ใหม่ ส่วนเม็ดเงินใหม่ที่จะเข้ามาลงทุนใน TESGX น่าจะอยู่ที่ประมาณ 1 หมื่นล้านบาท โดยเชื่อว่าการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี/กองทุนอาจเป็นความพยายามของรัฐที่จะชดเชยประเด็นความล่าช้าในการแจกเงินให้กับคนไทยที่มีอายุ 16-20 ปี จำนวน 2.7 ล้านคนภายใต้โครงการดิจิทัล วอลเล็ตเฟส 3 ซึ่งรัฐบาลวางแผนจะแจกเงินในช่วงไตรมาส 2/68 และไตรมาส 3/68 นี้ ขณะที่การแจกเงินเฟส 4 ให้กับคนไทยที่มีอายุ ระหว่าง 21-60 ปียังไม่แน่นอน           ฝ่ายวิเคราะห์ CGSI ระบุว่า ความตึงเครียดระหว่างพรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทย ยังกระทบต่อ sentiment ของตลาด อีกทั้งกองทุน LTF ที่ไม่ได้ย้ายไป TESGX ซึ่งน่าจะเหลืออีกประมาณ 9 หมื่นล้านบาท สามารถขายคืนได้ตลอดเวลา จึงยังคงสร้างแรงกดดันต่อตลาดหุ้นไทย           ทั้งนี้ เชื่อว่าถึงแม้สิทธิประโยชน์ทางภาษีล่าสุดที่รัฐบาลเพิ่งประกาศออกมาน่าจะช่วยให้ sentiment ของตลาดดี ขึ้น แต่ยังคงเป้าดัชนี SET สิ้นปีนี้อยู่ที่ 1,380 จุด เท่ากับ P/E 14 เท่า ในปี 69 หรือ -2SD ของค่าเฉลี่ย 10 ปี เพื่อสะท้อนปัจจัยลบทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ ดังนั้นจึงยังแนะนำให้ลงทุนในหุ้นที่มีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงและหุ้นในกลุ่มปลอดภัย           นอกจากนี้ ยังมองว่าหุ้นที่มีราคาร่วงลงแรงก่อนหน้านี้น่าจะฟื้นตัวได้เร็วกว่าเมื่อ sentiment ตลาดกลับมาฟื้นตัว อย่างไรก็ตาม ความตึงเครียดทางการเมืองและการที่สหรัฐฯอาจปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากไทยยังเป็น downside risk ส่วนสิทธิประโยชน์ทางภาษีใหม่น่าจะช่วยหนุนตลาด

ก.ล.ต.เผยแพร่ Q&A กองทุน Thai ESGX

ก.ล.ต.เผยแพร่ Q&A กองทุน Thai ESGX

Q : Thai ESGX คืออะไร ? A : กองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืนแบบพิเศษ (Thailand ESG Extra Fund : Thai ESGX) เป็นกองทุนรวมที่ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี รองรับการสับเปลี่ยนหน่วยลงทุน LTF และเงินลงทุนใหม่ สำหรับการลงทุนในช่วงเวลาที่กำหนด 2 เดือน      ทั้งนี้ Thai ESGX ต้องลงทุนในทรัพย์สินที่ออกโดยผู้ออกหรือกิจการในประเทศไทยที่มีคุณสมบัติด้านความยั่งยืนตามหลักเกณฑ์เดียวกันกับกองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน (Thai ESG) โดยเฉลี่ยรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของ NAV โดยจะต้องลงทุนในหุ้นกลุ่มความยั่งยืน โดยเฉลี่ยรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 65 ของ NAV   ประเภทสินทรัพย์ที่ Thai ESGX ต้องลงทุนในสัดส่วนไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของ NAV ประกอบด้วย (1) หุ้นกลุ่มความยั่งยืนใน SET หรือ mai ไม่น้อยกว่าร้อยละ 65 ของ NAV (2) ตราสารหนี้ในกลุ่มความยั่งยืน (3) โทเคนดิจิทัลเพื่อส่งเสริมความยั่งยืน Q : มีเงื่อนไขสิทธิประโยชน์ทางภาษี อย่างไร ? A : สิทธิประโยชน์ทางภาษีแบ่งออกเป็น 2 วงเงินใหม่ โดยไม่รวมกับกองทุนและประกันเพื่อรองรับการเกษียณการทำงานอื่น ๆ ภายใต้เงื่อนไข ดังนี้ Thai ESGX (วงเงินลดหย่อนที่ 1) สำหรับเงินใหม่ที่บุคคลธรรมดาลงทุนในกองทุน Thai ESGX เฉพาะปี 2568 สูงสุด 300,000 บาท วงเงินลดหย่อน : ไม่เกิน 30% ของเงินได้พึงประเมิน สูงสุดไม่เกิน 300,000 บาท (เฉพาะปี 2568) ระยะเวลาลงทุน : เปิดระยะให้ลงทุนภายใน 2 เดือน (คาดว่าเริ่มเปิดขายหน่วยได้ทุกวันทำการของเดือน พ.ค. - มิ.ย. 68) การถือครอง : ไม่น้อยกว่า 5 ปี (วันชนวัน นับแต่วันที่ลงทุน) Thai ESGX (วงเงินลดหย่อนที่ 2) สำหรับผู้ลงทุนที่สับเปลี่ยนหน่วยลงทุน LTF เดิม ที่ถือทั้งหมด ใน LTF ทุกกองทุนในทุก บลจ. มาเป็นหน่วยลงทุนของ Thai ESGX เพื่อรับเงินสิทธิลดหย่อนสำหรับ LTF เดิม สูงสุด 500,000 บาท วงเงินลดหย่อน : สูงสุด 500,000 บาท รวม ทยอยลดหย่อน 5 ปี ตั้งแต่ปีภาษี 2568 – 2572 ปีแรก (2568) : สูงสุด 300,000 บาท ปีที่ 2 - 5 (2569 - 2572) : สูงสุด ปีละ 50,000 บาท หน่วยลงทุนที่มีสิทธิ : หน่วยลงทุนที่ผู้ถือหน่วย LTF ถือครอง ณ วันที่ ครม. มีมติอนุมัติมาตรการข้างต้น (ไม่รวม class หน่วยภาษีอื่นภายใต้กองทุนเดียวกัน เช่น class SSF)       หมายเหตุ : ผู้ถือหน่วย LTF ที่ประสงค์ใช้สิทธิลดหย่อน ต้องสับเปลี่ยนจาก LTF ทุกกองทุน ในทุก บลจ. มา Thai ESGX ในช่วงระยะเวลาการสับเปลี่ยนที่กำหนด หากสับเปลี่ยนมาไม่ครบ จะไม่มีสิทธิใช้วงเงินลดหย่อนที่ 2 ได้  การถือครอง : Thai ESGX ที่สับเปลี่ยนจาก LTF รวมทั้งหมด ต้องถือครองไม่น้อยกว่า 5 ปี (วันชนวัน นับจากวันที่ส่งคำสั่งสับเปลี่ยนหน่วยลงทุน LTF เดิม มายังกองทุน Thai ESGX)       หมายเหตุ : การขายหน่วยลงทุนก่อนครบระยะเวลา 5 ปี จะต้องคืนเงินภาษีที่ได้รับการยกเว้นและมีเบี้ยปรับตามที่กฎหมายหรือกฎเกณฑ์กำหนด นอกจากนี้ หากมีกำไรจากการขายหน่วยจะต้องนำกำไรนั้นมาคำนวณภาษีเงินได้ตามหลักเกณฑ์ทางภาษีด้วย ระยะเวลาในการสับเปลี่ยน : ภายใน 2 เดือน (คาดว่าเป็นช่วงเดียวกันกับการเปิดขายหน่วย Thai ESGX (วงเงินลดหย่อนที่ 1) คือ เริ่มเปิดให้สับเปลี่ยนหน่วย LTF มาเป็น Thai ESGX ได้ทุกวันทำการของเดือน พ.ค. - มิ.ย. 68) ทั้งนี้ การใช้สิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่กรมสรรพากรกำหนด   Q : ใครได้ประโยชน์ทางภาษีจากการลงทุนใน Thai ESGX ? A : วงเงินลดหย่อนที่ 1 สำหรับเงินใหม่ที่บุคคลธรรมดาลงทุนในกองทุน Thai ESGX ในช่วงเวลาที่เปิดขายหน่วยไม่เกิน 2 เดือน (คาดว่า พ.ค. - มิ.ย. ปี 2568) ลดหย่อนสูงสุด 300,000 บาท ผู้ลงทุนทุกคนที่เป็นผู้เสียภาษีรายได้บุคคลธรรมดาซึ่งรวมถึงผู้ถือหน่วย LTF ที่อยากลงทุนเพิ่มเติมนอกเหนือจากการได้รับสิทธิจากวงเงินลดหย่อนที่ 2 ด้วย วงเงินลดหย่อนที่ 2 สำหรับการสับเปลี่ยนหน่วยลงทุน LTF เดิม มากองทุน Thai ESGX เพื่อรับเงินลดหย่อนสำหรับ LTF เดิม ลดหย่อนสูงสุด 500,000 บาท - ผู้ถือหน่วยกองทุนรวม LTF ที่มีชื่อเป็นผู้ถือหน่วยลงทุน ณ วันที่ คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติ ที่ได้สับเปลี่ยนหน่วยลงทุน LTF ทั้งหมดในทุกกองทุน ทุก บลจ. ของผู้ถือหน่วยลงทุนรายนั้น ๆ มาเป็นหน่วยลงทุน Thai ESGX Q: กรณีผู้ถือหน่วยกองทุนรวม LTF ประสงค์จะย้ายไปกองทุนรวม Thai ESGX หากมีเงินลงทุนมากกว่า 500,000 บาท จะมีผลอย่างไร ? A: หากต้องการใช้สิทธิลดหย่อนวงเงินที่ 2 จะต้องสับเปลี่ยนหน่วยลงทุน LTF ทั้งหมดในทุกกองทุน ทุก บลจ. ของผู้ถือหน่วยลงทุนรายนั้น ๆ มาเป็นหน่วยลงทุน Thai ESGX โดยหน่วยลงทุนที่สับเปลี่ยนมาแล้วรวมทั้งหมด ต้องถือครองตามเงื่อนไข ไม่น้อยกว่า 5 ปีด้วย (วันชนวัน นับจากวันที่ส่งคำสั่งสับเปลี่ยนหน่วยลงทุน LTF เดิม มากองทุน Thai ESGX)   Q : Thai ESGX วงเงินลดหย่อนที่ 1 (300,000 บาท) ให้สิทธิเฉพาะปี 2568 ? A : ใช่ Thai ESGX วงเงินลดหย่อนที่ 1 ให้สิทธิลดหย่อนเฉพาะในปี 2568 วงเงินลดหย่อนจากการลงทุนในช่วงระยะเวลา 2 เดือน ที่กำหนดในปี 2568 จะเป็นวงเงินสิทธิประโยชน์ทางภาษีแยกจากการลงทุนในกองทุน Thai ESG ปกติ ทั้งนี้ Thai ESGX จะสามารถเปิดขายได้้อีกครั้งตั้งแต่ปี 2569 เป็นต้นไป โดย Thai ESG และ Thai ESGX จะใช้วงเงินลดหย่อนเดียวกัน Q : สรุปแล้วในปีภาษี 2568 ผู้ลงทุนมีวงเงินที่สามารถลดหย่อนสำหรับการลงทุนในกอง ESG อย่างไรบ้าง      A : ทั้งนี้ ในปี 2568 มีกองทุนรวมกลุ่ม Thai ESG ที่ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี 3 วงเงิน รวมสูงสุดไม่เกิน 900,000 บาท ดังนี้ เงินลงทุนใหม่สำหรับผู้ลงทุนทุกรายที่ลงทุนในหน่วยลงทุนของ Thai ESG ในปัจจุบัน โดยลดหย่อนไม่เกิน 30% ของเงินได้พึงประเมิน สูงสุดไม่เกิน 300,000 บาท เงินลงทุนใหม่สำหรับผู้ลงทุนทุกรายที่ลงทุนใน Thai ESGX ในช่วงระยะเวลา 2 เดือนที่เปิดขายในปี 2568 โดยลดหย่อนไม่เกิน 30% ของเงินได้พึงประเมิน สูงสุดไม่เกิน 300,000 บาท สำหรับผู้ถือหน่วย LTF ที่สับเปลี่ยนหน่วยลงทุนจาก LTF ทุกกองทุนไป Thai ESGX โดยมีวงเงินลดหย่อน ดังนี้ ปีแรก (2568) : สูงสุด 300,000 บาท ปีที่ 2 - 5 (2569 - 2572) : สูงสุดปีละ 50,000 บาท ***************

บล.กรุงศรี เปิดโอกาสการลงทุนระยะสั้น หุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝง

บล.กรุงศรี เปิดโอกาสการลงทุนระยะสั้น หุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝง

            หุ้นวิชั่น - บล.กรุงศรี เปิดโอกาสในการลงทุนระยะสั้น คุ้มครองเงินต้น 100% หุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝง Shark-Fin Bull Notes อ้างอิง SET 50 อายุ 6 เดือน อัตราดอกเบื้ย 2.75 % ต่อปี จองซื้อขั้นต่ำ 5 ล้านบาท จองซื้อได้ วันนี้ - 13 มีนาคม 2568 (ก่อน 12.00 น.) สนใจโทร.02-659-7880 หรือ 7881

ดัชนีความเชื่อมั่น สู่เกณฑ์ ‘ซบเซา จับตาการกระตุ้น ศก. - ตลาดทุน

ดัชนีความเชื่อมั่น สู่เกณฑ์ ‘ซบเซา จับตาการกระตุ้น ศก. - ตลาดทุน

              หุ้นวิชั่น - นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย เปิดเผยดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (FETCO Investor Confidence Index) ผลสำรวจในเดือนกุมภาพันธ์ 2568 (สำรวจระหว่างวันที่ 20-28 กุมภาพันธ์ 2568)  พบว่า “ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (FETCO Investor Confidence Index: ICI) ในอีก 3 เดือนข้างหน้าปรับลงมาอยู่ในเกณฑ์ “ซบเซา” ที่ระดับ 66.11 นักลงทุนมองว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ เป็นปัจจัยหนุนความเชื่อมั่นมากที่สุด รองลงมาคือการไหลเข้าของเงินทุน และการประกาศลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของ กนง. ปัจจัยที่ฉุดความเชื่อมั่นนักลงทุนมากที่สุด ได้แก่ สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ สถานการณ์เงินเฟ้อ และการถดถอยของเศรษฐกิจในประเทศ ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (FETCO Investor Confidence Index) สำรวจในเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ได้ผลสำรวจโดยสรุป ดังนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นรวมทุกกลุ่มนักลงทุนในอีก 3 เดือนข้างหน้า (พฤษภาคม 2568) อยู่ในเกณฑ์ “ซบเซา” (ช่วงค่าดัชนี 40-79) ที่ระดับ 11 ความเชื่อมั่นกลุ่มนักลงทุนบุคคล กลุ่มบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ และกลุ่มนักลงทุนต่างประเทศอยู่ในเกณฑ์ “ซบเซา” ในขณะที่กลุ่มกลุ่มนักลงทุนสถาบัน อยู่ในเกณฑ์ “ทรงตัว” หมวดธุรกิจที่น่าสนใจมากที่สุด คือ หมวดธนาคาร (BANK) หมวดธุรกิจที่ไม่น่าสนใจมากที่สุด คือ หมวดยานยนต์ (AUTO) ปัจจัยหนุนที่มีอิทธิพลต่อตลาดหุ้นไทยมากที่สุด คือ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ปัจจัยฉุดที่มีอิทธิพลต่อตลาดหุ้นไทยมากที่สุด คือ สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ             “ผลสำรวจ ณ เดือนกุมภาพันธ์ 2568 รายกลุ่มนักลงทุน พบว่า ความเชื่อมั่นกลุ่มนักลงทุนบุคคล ปรับลด 37.9% อยู่ที่ระดับ 50.00 กลุ่มบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ปรับเพิ่ม 25.0% อยู่ที่ระดับ 75.00 กลุ่มนักลงทุนสถาบันในประเทศปรับเพิ่ม 3.8% อยู่ที่ระดับ 115.38 และกลุ่มนักลงทุนต่างประเทศปรับลด 33.3% อยู่ที่ระดับ 66.67               ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2568 SET Index ปรับตัวอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งเดือนเนื่องจากได้รับผลกระทบจากหลายปัจจัย อาทิ ความกังวลต่อสงครามการค้าที่อาจจะรุนแรงขึ้น หลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศเริ่มเก็บภาษีนำเข้าจากแคนาดา เม็กซิโกและจีน ในวันที่ 4 มีนาคม 2568 ผลกระทบจากการปรับเปลี่ยนรายชื่อหุ้นไทยใน MSCI  การทยอยไถ่ถอนกองทุน LTF ที่ครบกำหนด และผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนซึ่งมีหลายบริษัทเปิดเผยออกมาต่ำกว่าคาดการณ์ แม้ว่า กนง จะมีการประกาศลดดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% เหลือ 2.0% ต่อปี โดย SET Index ณ สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ปิดที่ 1,203.72 ปรับตัวลดลง 8.4% จากเดือนก่อนหน้า ปริมาณซื้อขายเฉลี่ยต่อวันในเดือนกุมภาพันธ์ 2568 อยู่ที่ 52,041 ล้านบาท นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 6,623 ล้านบาท โดยตั้งแต่ต้นปี 2568 นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิรวม 18,127 ล้านบาท               ปัจจัยต่างประเทศที่น่าติดตามได้แก่ ทิศทางของสงครามการค้าและผลกระทบต่อภูมิภาคเอเชีย การทำข้อตกลงยุติสงครามรัสเซีย-ยูเครน ในส่วนของปัจจัยในประเทศที่น่าติดตาม ได้แก่ นโยบายการเงินการคลังของภาครัฐในการกระตุ้นเศรษฐกิจและตลาดทุน อาทิ แผนการออกกองทุนใหม่ที่จะให้มีการโยกกองทุนเพื่อการออมระยะยาว (LTF) มาอยู่ในกองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน (Thai ESG)”

บลจ.วรรณ ปรับพอร์ตสู้ตลาดขาลง แนะ ONE-GLOBFIN

บลจ.วรรณ ปรับพอร์ตสู้ตลาดขาลง แนะ ONE-GLOBFIN

           บลจ.วรรณ ปรับพอร์ตช่วงตลาดย่อตัว แนะเก็งกำไรระยะสั้นด้วย หุ้นกลุ่มการเงิน กับ ONE-GLOBFIN เนื่องจากหุ้นการเงินมูลค่าไม่แพง ปันผลสูงน่าสนใจ โดยเฉพาะกลุ่มการเงินในยุโรป และช่วยในการกระจายการลงทุนออกจากหุ้นเทคโนโลยี กอปรกับมีแนวโน้มได้ประโยชน์จากการผ่อนคลายกฎเกณฑ์การควบคุมด้านการเงิน ทั้งนี้ หากนักลงทุนต้องการลดความเสี่ยงในสินทรัพย์เสี่ยง แนะนำ ONE-FFI            นายพจน์ หะริณสุต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนวรรณ จำกัด(บลจ.วรรณ) เปิดเผยว่า แนะนำการลงทุนแบบกระจายสินทรัพย์ เพื่อรักษาความสมดุลระหว่างผลตอบแทนและความเสี่ยงระดับปานกลาง โดยมองว่า ในช่วงที่ตลาดปรับตัวลงบลจ.วรรณมีมุมมองเชิงบวกต่อหุ้นในกลุ่มการเงิน ซึ่งมองความโดดเด่นจาก 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ ปัจจัยแรก เป็นหุ้นกลุ่มที่มีขนาดใหญ่เป็นลำดับที่ 2 ในดัชนี MSCI ACWI มีน้ำหนัก 17.63% รองจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ปัจจัยสอง เป็นกลุ่มที่มีความหลากหลายในแง่ธุรกิจ ครอบคลุมตั้งแต่ กลุ่มธนาคาร, ประกันภัย, ประกันชีวิต, สินเชื่อส่วนบุคคล, ตลาดทุน, เทคโนโลยีทางการเงิน (Fintech) และกองทุนอสังหาฯ และ ปัจจัยสาม ประกอบด้วยบริษัทที่เติบโตเร็ว อีกทั้งมีการจ่ายปันผลสูง มีลักษณะผสมระหว่างหุ้นเติบโตและหุ้นคุณค่า ซึ่งจะช่วยสร้างผลตอบแทนที่ดีต่อการลงทุน            “ความน่าสนใจของหุ้นกุลุ่มการเงินในช่วงนี้ ปัจจัยหลักๆ คือ ราคาไม่แพง เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าถูกที่สุดในดัชนี MSCI ACWI โดยซื้อขายในระดับราคา P/E ต่ำกว่าดัชนี MSCI ACWI ถึง -30% ทำให้มีโอกาสที่ราคาจะปรับตัวสูงขึ้นได้มากในระยะข้างหน้า (Potential upsides) ที่ผ่านมา จ่ายเงินปันผลสูงเทียบกับตลาดหุ้นภาพรวม โดยเฉพาะกลุ่มการเงินในยุโรป ที่มีอัตราการจ่ายปันผลคาดการณ์สูงกว่าดัชนี MSCI ACWI กว่า 3 เท่าในอีก 1-2 ปีข้างหน้า โดยมีอัตราจ่ายปันผลอยู่ที่ 7.1% -7.5% เทียบกับ MSCI ACWI ที่มีอัตราจ่ายปันผลเพียง 2.1% - 2.5% และเมื่อคิดผลตอบแทนรวมกับการซื้อหุ้นคืน มีแนวโน้มสร้างผลตอบแทนสูงถึง 10-15% ต่อปี อีกทั้ง มีศักยภาพในการเติบโตสูง โดยเฉพาะ หุ้นกลุ่มการเงินในประเทศกำลังพัฒนา ที่มีอัตราการเข้าถึงบริการทางด้านการเงินต่ำ ซึ่งมองว่าน่าสนใจ และกระจายอยู่ในหลายประเทศ เช่น ตุรกี, อียิปต์, คาซัคสถาน, อาร์เจนตินา และบราซิล” นายพจน์กล่าว            นอกจากนี้ หุ้นกลุ่มการเงิน มีแนวโน้มได้รับประโยชน์จากนโยบาย Trump 2.0 ได้แก่ การผ่อนคลายกฎเกณฑ์ควบคุมการควบรวมกิจการ, ลดอัตราทุนสำรองตาม Basel III และยกเลิกการควบคุมค่าธรรมเนียมการชำระหนี้ล่าช้า (Late fees rule) ซึ่งจะช่วยหนุนกำไรหุ้นกลุ่มตลาดทุน, กลุ่มธนาคาร และกลุ่มสินเชื่อส่วนบุคคล ให้ปรับตัวดีขึ้น และสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนผ่านการจ่ายปันผล, การควบรวมกิจการและการซื้อหุ้นคืนมากขึ้น            นายพจน์กล่าวเพิ่มเติมว่า จากปัจจัยบวกดังกล่าวข้างต้น บลจ.วรรณ แนะนำกองทุนภายใต้การบริหาร กองทุนเปิด วรรณ โกลบอล ไฟแนนเชียล ชนิดไม่จ่ายเงินปันผล เหมาะสำหรับผู้ลงทุนทั่วไป (ONE-GLOBFIN-RA)  ซึ่งเป็นประเภท Feeder Fund กระจายการลงทุนไปยังหุ้นกลุ่ม Financial Services โดยลงทุนในกองทุนหลัก BlackRock Global Funds-World Financials Funds ชนิดหน่วยลงทุน Class D2 ในสกุลเงินดอลล่าร์สหรัฐ (USD) โดยเฉลี่ยในรอบปีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนโดย ข้อมูล ณ วันที่ 31 ม.ค. 2025 กองทุนหลักมีสัดส่วนการลงทุนรายภูมิภาคโดยลงทุนใน            สหรัฐฯ 57.59% ยุโรป 30.07% และอื่นๆ 12.74%  นอกจากนี้ ผู้ลงทุนที่สนใจลงทุนใน ONE-GLOBFIN-RA ยังได้รับโปรโมชั่นส่งเสริมการขาย โดยผู้ถือหน่วยลงทุน ที่มียอดเงินลงทุนทุกๆ 10,000 บาท รับหน่วยลงทุนกองทุน 1AM-DAILY-RA มูลค่า 20 บาท ตั้งแต่วันนี้ ถึง 31 มีนาคมนนี้            อย่างไรก็ดี สำหรับผู้ลงทุนที่ต้องการลดความเสี่ยงในสินทรัพย์เสี่ยงเช่น หุ้น ในช่วงที่ ทิศทางการลดอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ มีแนวโน้มที่จะดำเนินการอย่างค่อยเป็นค่อยไปจากความไม่แน่นอนนโยบายการเก็บภาษีนำเข้า ซึ่งอาจส่งผลให้เงินเฟ้อลดลงอย่างช้าๆ หนุนให้พันธบัตรสหรัฐฯ (Bond yield) ยังทรงตัวสูง บลจ.วรรณ แนะนำกองทุน วรรณ ตราสารหนี้ต่างประเทศ (ONE-FFI) เน้นลงทุนโดยตรงในพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (US Treasury) อายุเฉลี่ยต่ำกว่า 1 ปี  โดยจุดเด่นของกองทุน คือ ลงทุนในตราสารหนี้ที่มีโอกาสในการผิดนัดชำระหนี้ต่ำที่สุด สภาพคล่องสูง มีความน่าเชื่อถือสูง อีกทั้ง เปิดโอกาสรับผลตอบแทนส่วนเพิ่มจากแนวโน้มค่าเงินบาทที่อ่อนค่าเมื่อเทียบกับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ [PR News]

เฮ! ครม.ไฟเขียวกอง ThaiESG Extra คาดชะลอแรงขายกดดัน SET

เฮ! ครม.ไฟเขียวกอง ThaiESG Extra คาดชะลอแรงขายกดดัน SET

          หุ้นวิชั่น-ทีมข่าวหุ้นวิชั่น รายงาน บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ ระบุ จากกรณี คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติจัดตั้งกองทุน ThaiESG Extra รองรับเม็ดเงินจากกองทุนระยะยาวเพื่อการลดหย่อนภาษี (LTF) ที่ครบกำหนดไถ่ถอนให้มีทางเลือกลงทุนต่อได้ โดยจะเปิดให้ซื้อหน่วยลงทุนได้ในเดือน พ.ค.-มิ.ย.68 ThaiESG Extra จะเปิดรับเม็ดเงินจาก 2 ส่วน คือ จาก LTF ที่ครบกำหนดไถ่ถอน ซึ่งจะได้รับสิทธิลดหย่อนภาษีในปีแรก 3 แสนบาท และอีกปีละ 5 หมื่นบาทใน 4 ปีถัดไป (รวมไม่เกิน 5 แสนบาท) และจากเม็ดเงินใหม่ซึ่งจะได้สิทธิลดหย่อนภาษไม่เกิน 3 แสนบาท           ทั้งนี้มองเป็นบวกต่อตลาดหุ้นไทยในแง่ของการชะลอแรงขายกดดัน SET ให้ปรับตัวลง โดยจากการสำรวจข้อมูลของ 95 กองทุน LTF พบว่า 10 หุ้นที่กองทุน LTF ถือมากที่สุดและมี ESG Rating ระดับ A ถึง AAA (อ้างอิงพอร์ตลงทุน 5 อันดับแรก ณ 31 ม.ค. 68) ได้แก่ ADVANC, GULF, CPALL, DELTA, AOT, PTT, SCB, KTB, MTC และ CRC คาดหากมีการอนุมัติให้แปลงเป็นกองทุน Thai ESG X หุ้นเหล่านี้จะไม่ได้เผชิญแรงขายมากนัก เมื่อเทียบกับหุ้นที่ไม่มี ESG Rating แต่กองทุน LTF ถืออยู่ เช่น TRUE, CPNREIT, TIDLOR, BH, CHG, BCP, SPA, DOHOME, SISB, BBIK, BA เป็นต้น

ก.ล.ต.แจงไม่มีการอนุมัติเหรียญ USDT ใช้ในการชำระค่าสินค้า-บริการ

ก.ล.ต.แจงไม่มีการอนุมัติเหรียญ USDT ใช้ในการชำระค่าสินค้า-บริการ

             หุ้นวิชั่น - ตามที่มีข้อมูลปรากฏในสื่อโซเชียล เกี่ยวกับการเพิ่มบัญชีรายชื่อคริปโทเคอร์เรนซีที่ ก.ล.ต. ประกาศกำหนด อีก 2 สกุล คือ USDC และ USDT มีเนื้อหาว่า ...ก.ล.ต. อนุมัติ USDT เพิ่มเติมในบัญชีรายชื่อคริปโทฯ เป็น stablecoin ที่ใช้แลกเปลี่ยนชำระสินค้าได้อย่างถูกกฎหมาย... นั้น              นายเอนก อยู่ยืน รองเลขาธิการ ก.ล.ต. และโฆษก กล่าวว่า "ก.ล.ต. ไม่ได้มีการอนุมัติเหรียญ USDT เพื่อใช้ในการชำระค่าสินค้าและบริการแต่อย่างใด ทั้งนี้ การปรับปรุงหลักเกณฑ์บัญชีรายชื่อคริปโทเคอร์เรนซีที่ ก.ล.ต. ประกาศกำหนด โดยเพิ่มเติมอีก 2 สกุล ได้แก่ USD Coin (USDC) และ Tether (USDT) จากปัจจุบันมีจำนวน 5 รายชื่อ [จากเดิมที่มีจำนวน 5 รายชื่อ ได้แก่ Bitcoin (BTC), Ethereum (ETH), Ripple (XRP), Stellar (XLM), คริปโทเคอร์เรนซีที่ใช้ในการทดสอบการชำระราคาที่มีการกำหนดเงื่อนไขอัตโนมัติ (Programmable Payment) ภายใต้ Enhanced Regulatory Sandbox ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)] โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ 1. ผู้ออกเสนอขายโทเคนดิจิทัล (Issuer) รับคริปโทเคอร์เรนซีเป็นการตอบแทน และผู้ให้บริการระบบเสนอขายโทเคนดิจิทัล (ICO Portal) รับคริปโทเคอร์เรนซีจากผู้ลงทุนหรือ Issuer ในการทำธุรกรรม และ 2. เพื่อให้ศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลซื้อขายหรือแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัลกับ คริปโทเคอร์เรนซีได้เพิ่มเติมอีก 2 สกุล           ทั้งนี้ สามารถอ่านรายละเอียดข่าวเพิ่มเติมได้ที่ "ก.ล.ต. ปรับปรุงหลักเกณฑ์บัญชีรายชื่อคริปโทเคอร์เรนซีที่ ก.ล.ต. ประกาศกำหนด โดยเพิ่ม USDC และ USDT  ในบัญชีรายชื่อคริปโทเคอร์เรนซี"

GCAP GOLD มองราคาทองคำผันผวน แนะรอซื้อเล่นสั้น

GCAP GOLD มองราคาทองคำผันผวน แนะรอซื้อเล่นสั้น

          บริษัท จีแคป จำกัด หรือ GCAP GOLD ประเมินทิศทางราคาทองคำมีความผันผวน โดยได้มีการปรับตัวจาก $2,859 ขึ้นมาแตะระดับสูงสุดที่ $2,930 เนื่องจากตลาดมีความกังวลเกี่ยวกับปัจจัยการบังคับใช้มาตรการภาษีของสหรัฐฯ กับ แคนาดา เม็กซิโก และจีน ประกอบกับตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการเกษตรของสหรัฐฯ ที่ออกมาต่ำกว่าคาด และอัตราการว่างงานที่ขยับจาก 4.0% ขึ้นมาเป็น 4.1% ก่อนที่จะมาปรับตัวลงในช่วงปิดตลาดที่ระดับ $2,910 หลังจากประธานเฟด ได้ออกมาพูดว่า “เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังแข็งแกร่งและอยู่ในสภาวะปกติ จึงยังไม่เร่งรีบลดอัตราดอกเบี้ย” โดยเฟด อยู่ระหว่างการประเมินนโยบายเชิงรุกของประธานาธิบดีทรัมป์ ว่าจะมีทิศทางเป็นอย่างไร ก่อนที่จะมีการพิจารณาดำเนินการเรื่องอัตราดอกเบี้ยอีกครั้ง           นอกจากนี้ยังคงต้องติดตามประเด็นภาษีการค้าอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อต้นสัปดาห์ (10 มี.ค.) ทางจีนได้เริ่มบังคับใช้ภาษี 10% กับสินค้าเกษตรรวมถึงอาหารจากสหรัฐฯ ซึ่งคงต้องรอดูท่าทีของสหรัฐฯ ว่าจะออกมาตรการตอบโต้เพิ่มเติมหรือไม่ และอาจนำไปสู่มาตรการภาษีอื่นๆ ในระยะเวลาอันใกล้ หากเกิดการตอบโต้ขึ้น จึงเป็นปัจจัยเชิงบวกต่อราคาทองคำอีกด้านหนึ่งที่ต้องจับตา และในวันเดียวกันทางประธานาธิบดีเซเลนสกีผู้นำยูเครน มีการเดินทางไปยังประเทศซาอุดีอาระเบีย และจะมีการหารือระหว่างเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ และยูเครน ซึ่งอาจเป็นการปูทางสู่การพบกันระหว่างประธานาธิบดีทรัมป์และประธานาธิบดีเซเลนสกีอีกครั้ง           และในช่วงกลางสัปดาห์ (12 มี.ค.) ต้องติดตามการประกาศตัวเลขเงินเฟ้อ (CPI) ของสหรัฐฯ ซึ่งตัวเลขคาดการณ์มองว่าจะปรับตัวจาก 3.0% ลงมาอยู่ที่ 2.9% หากลดลงตามคาด ก็จะส่งผลในเชิงบวกต่อราคาทองคำ           ดังนั้นแนะนำกลยุทธ์การลงทุนสำหรับราคาทองคำในตลาดโลก รอย่อแล้วหาจังหวะ OPEN LONG  Gold spot ในกรอบราคา $2,880-$2,865 ส่วนราคาทองคำไทยไม่ควรหลุดกรอบ 46,000-45,900 บาท ซึ่งการลงทุนระยะสั้นในรอบสัปดาห์สามารถพิจารณาจุดดังกล่าวเป็นแนวเข้าซื้อ แต่หากราคาหลุดแนวรับดังกล่าว ควรลดสถานะ Long เพื่อหาจังหวะตั้งรับใหม่ในโซนราคาที่ต่ำกว่า โดยเว้นช่วงห่างไม้ละ 300-500 บาท ส่วนเป้าหมายในการทำกำไรเบื้องต้นประเมินไว้ที่ 46,700-46,800 บาท

SCB คาดค่าเงินบาทวันนี้ กรอบ 33.85-34.10 บ./ดอลลาร์

SCB คาดค่าเงินบาทวันนี้ กรอบ 33.85-34.10 บ./ดอลลาร์

          หุ้นวิชั่น - กลุ่มงานตลาดการเงิน ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 33.85-34.10 บาท/ดอลลาร์ ค่าเงินบาทอ่อนค่าขึ้นหลังเกิดภาวะ Risk-off ที่นักลงทุนโลกกังวลว่า Tariffs และการปลดเจ้าหน้าที่รัฐจะส่งต่อผลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ทำให้ตลาดหุ้นโลกปรับลดลงแรง ดัชนีเงินดอลลาร์แข็งค่า กดดันเงินภูมิภาคอ่อนค่า อีลอน มัสก์ เรียกร้องให้มีการปรับลดงบประมาณสวัสดิการสังคม ประกันสังคม และเมดิแคร์ (Medicare) ซึ่งขัดกับคำกล่าวของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐที่ระบุว่าจะไม่แตะโครงการเหล่านี้ ทางการจีนเข้าดูแลเงินหยวนน้อยลง โดยเห็นส่วนต่าง Daily fixing แคบลง  

ราคาทองเช้าวันนี้ -100 ทองรูปพรรณ ขายออก 47,250 บ.

ราคาทองเช้าวันนี้ -100 ทองรูปพรรณ ขายออก 47,250 บ.

           หุ้นวิชั่น – เช้าวันที่  11 มีนาคม 2568 สมาคมค้าทองคำ ได้แจ้งราคาทองคำซึ่ง “ ราคาปรับลง 100 บาท ” โดยการซื้อขายครั้งที่ 1 ราคาทองแท่ง ปัจจุบันรับซื้ออยู่ที่ 46,350.00 บาท ราคาขายออกอยู่ที่ 46,450.00 บาท ส่วนราคาทองรูปพรรณ รับซื้ออยู่ที่ 45,510.32 บาท และราคาขายออกอยู่ที่ 47,250.00 บาท

MFC เปิดตัวกอง “MPINFRA-UI

MFC เปิดตัวกอง “MPINFRA-UI" ลงทุน Private Infrastructure ชูจุดเด่นรับผลตอบแทนสม่ำเสมอ

           หุ้นวิชั่น - บลจ.เอ็มเอฟซี ส่งกองทุนใหม่ "MPINFRA-UI" ลงทุน Private Infrastructure โครงสร้างพื้นฐานทั่วโลก โอกาสรับผลตอบแทนสม่ำเสมอ ช่วยกระจายความเสี่ยงให้พอร์ตลงทุน ท่ามกลางตลาดหุ้นผันผวน ดอกเบี้ยแกว่ง มั่นใจลงทุนผ่านกองทุนหลักระดับโลก Ares Core Infrastructure Fund (ACI) เสนอขาย IPO ระหว่าง 10-21 มี.ค. 68 นายธนโชติ รุ่งสิทธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนเอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน) หรือ MFC ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการกองทุนคุณภาพทั้งในและต่างประเทศ เปิดเผยว่า ท่ามกลางความผันผวนของตลาดหุ้นทั่วโลก "บลจ.เอ็มเอฟซี" มองโอกาสการลงทุนใน "Private Infrastructure" ซึ่งเป็นสินทรัพย์นอกตลาด โดยลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานทั่วโลกที่มีความจำเป็นต่อการดำรงชีวิตและกิจกรรมทางเศรษฐกิจ เช่น โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ระบบขนส่งมวลชน, ถนน, ท่าเรือ และดิจิทัลโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งสามารถสร้างกระแสเงินสดที่สม่ำเสมอและมีเสถียรภาพจากการทำสัญญาระยะยาวกับคู่สัญญาที่น่าเชื่อถือ            "Private Infrastructure" ถือเป็นสินทรัพย์ที่มีเสถียรภาพและสร้างรายได้อย่างมั่นคง แม้ในช่วงเศรษฐกิจและตลาดหุ้น มีความผันผวนก็ยังสามารถสู้กับเงินเฟ้อได้เป็นอย่างดี เนื่องจากค่าบริการโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ค่าผ่านทาง, ค่าน้ำ หรือค่าไฟ มักปรับตัวตามอัตราเงินเฟ้อ นอกจากนี้ข้อดีของการกระจายการลงทุนใน Private Infrastructure มีโอกาสสร้างโอกาสรับผลตอบแทนสูงและมีความผันผวนที่ต่ำกว่าเมื่อเทียบกับกลยุทธ์การลงทุนที่มุ่งเน้นรายได้แบบอื่น ๆ เนื่องจากไม่ได้เคลื่อนไหวตามตลาดหุ้นหรือตลาดตราสารหนี้มากนัก แม้ตลาดหุ้นจะผันผวนหนักมูลค่าการลงทุนใน Private Infrastructure ก็ไม่ได้รับผลกระทบมากเท่ากับสินทรัพย์อื่น ๆ            นายธนโชติ กล่าวอีกว่า บลจ.เอ็มเอฟซี เตรียมเสนอขายกองทุน MFC Core Private Infrastructure Fund Not for Retail Investors หรือ “กองทุน MPINFRA-UI” มีนโยบายการลงทุนใน Private Infrastructure ผ่านกองทุนหลักระดับโลก Ares Core Infrastructure Fund (ACI) ในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ (USD) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของ NAV ซึ่งกองทุนหลัก มีสถานะเป็นกองทรัสต์ตามกฎหมายของรัฐ Delaware ประเทศสหรัฐอเมริกา และมีลักษณะเป็น Business Development Company (BDC) ภายใต้กฎหมาย Investment Company Act of 1940 โดยมี Ares Capital Management II LLC เป็นที่ปรึกษา (Adviser)            จุดเด่นของ กองทุน “MPINFRA-UI” ลงทุนในสินทรัพย์โครงสร้างพื้นฐานทั่วโลก ผ่านกองทุนหลักที่เน้นลงทุนในสินทรัพย์โครงสร้างพื้นฐานหลัก (Core Infrastructure Assets) ได้แก่ โครงการผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานลม, พลังงานแสงอาทิตย์และการจัดเก็บพลังงานสำรองและโครงสร้างพื้นฐานด้านสภาพภูมิอากาศอื่นๆ โดยกองทุนสามารถคาดการณ์รายได้จากกระแสเงินสดได้ในระดับที่สูงกว่าจากสัญญาระยะยาว (อายุสัญญาเฉลี่ย 15ปี) กับคู่สัญญาที่น่าเชื่อถือ เช่น รัฐบาลกลาง, รัฐบาลท้องถิ่น และบริษัทขนาดใหญ่ (Rating เฉลี่ย A+)            สำหรับกองทุนหลักบริหารโดยผู้เชี่ยวชาญด้านสินทรัพย์ทางเลือก “Ares Management” ซึ่งเป็นผู้จัดการกองทุนด้านสินทรัพย์ทางเลือกระดับโลก ก่อตั้งในปี 1997 และมีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการ (AUM) 4.64 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่ง Ares Infrastructure Opportunities เป็นทีมงานที่เชี่ยวชาญและมีทักษะที่กว้างขวาง ผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนกว่า 34 คน โดยมีประสบการณ์เฉลี่ย 23 ปี ที่มีเป้าหมายลงทุนในสินทรัพย์ที่สร้างรายได้ที่มั่นคงและคาดการณ์ได้ รวมถึงเพิ่มมูลค่าของเงินลงทุน เพื่อส่งมอบให้นักลงทุน พร้อมกับการมี Downside Protection ปัจจุบันพอร์ตการลงทุนมีการกระจายหลาย Sector ทั้งสินทรัพย์ด้านพลังงานลม, พลังงานแสงอาทิตย์และการจัดเก็บพลังงานสำรอง            นายธนโชติ กล่าวอีกว่า กองทุน MPINFRA-UI มีเป้าหมายจ่ายผลตอบแทนให้กับผู้ลงทุนทุกเดือนผ่าน Auto Redemption สูงสุด 12 ครั้ง/ปี และมีโอกาสรับผลตอบแทนสูงอย่างสม่ำเสมอ และสามารถเปิดให้ลงทุนได้ทุกเดือนและขายคืนได้ทุกไตรมาส (ตามเงื่อนไขกองทุน) จึงมีความคล่องตัวกว่ากองทุน Private Infrastructure ทั่วไป และยังเป็นกระจายความเสี่ยงในพอร์ตการลงทุนโดยรวมของนักลงทุน            กองทุน MPINFRA-UI (ระดับความเสี่ยง 8+) เป็นกองทุนรวมที่มีความเสี่ยงสูงหรือซับซ้อน ลงทุนในสินทรัพย์โครงสร้างพื้นฐานนอกตลาดหรือบริษัทที่ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ระยะเวลาลงทุนที่นานกว่าสินทรัพย์ทั่วไป จึงเสนอขายสำหรับ ผู้ลงทุนสถาบันและผู้ลงทุนรายใหญ่พิเศษเท่านั้น กำหนดเปิดขาย IPO ระหว่างวันที่ 10-21 มีนาคม 2568 วงเงินซื้อครั้งแรกขั้นต่ำ 500,000 บาทและการซื้อครั้งถัดไปขั้นต่ำ 10,000 บาท ทั้งนี้ กองทุน MPINFRA-UI ไม่ถูกจํากัดความเสี่ยงด้านการลงทุนเช่นเดียว กับกองทุนรวมทั่วไป            และลงทุนกระจุกตัวในผู้ออกตราสาร หากมีปัจจัยลบที่ส่งผลกระทบต่อการลงทุนดังกล่าว ผู้ลงทุนอาจสูญเสีย เงินลงทุนจํานวนมาก จึงเหมาะกับผู้ลงทุนที่รับผลขาดทุนระดับสูงได้เท่านั้น ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนการตัดสินใจลงทุน กองทุนไม่ได้ป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งผู้ลงทุนอาจขาดทุนหรือได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน และ/หรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรก ผู้ที่สนใจสอบถามข้อมูลและขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่ บลจ. เอ็มเอฟซี โทร. 0-2649-2000 ติดต่อ ฝ่ายวางแผนการลงทุน กด 2 หรือ Contact Center กด 0 สาขาแจ้งวัฒนะ โทร. 0-2835-3055-57 สาขาปิ่นเกล้า โทร. 0-2014-3150-2 สาขาขอนแก่น โทร. 043-204-014-16 สาขาเชียงใหม่ โทร. 0-5321-8480-82 สาขาระยอง โทร. 033-100-340 สาขาหาดใหญ่ โทร. 074-232-324–25 หรือศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.mfcfund.com

SCB คาดค่าเงินบาทวันนี้ กรอบ 33.60-33.80 บ./ดอลลาร์

SCB คาดค่าเงินบาทวันนี้ กรอบ 33.60-33.80 บ./ดอลลาร์

          หุ้นวิชั่น - กลุ่มงานตลาดการเงิน ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 33.60-33.80 บาท/ดอลลาร์ ค่าเงินบาทเคลื่อนไหว Sideways โดยมีแรงกดดันด้านแข็งค่าหลังเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรสหรัฐฯ ออกมาที่ 151,000 ตำแหน่ง ต่ำกว่าคาด และอัตราว่างงานที่ 1% สูงขึ้นและมากกว่าคาด ทำให้ US Treasury yields ลดลง ค่าเงินดอลลาร์อ่อน แต่ Yields กลับมาสูงขึ้นและเงินดอลลาร์แข็งค่า หลังนายเจอโรม พาวเวลประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด)  กล่าวว่า เศรษฐกิจยังดี เงินเฟ้อจีนออกมาที่ -7%YOY ติดลบครั้งแรกในรอบ 13 เดือน เงินเฟ้อไทยเดือนกุมภาพันธ์ออกมาที่ 08% ต่ำกว่าตลาดคาดที่ 1.1% และเดือนก่อนที่ 1.32%

หุ้นกู้ TAA ผู้นำสายการบินราคาประหยัด [HoonVision x FynnCorp]

หุ้นกู้ TAA ผู้นำสายการบินราคาประหยัด [HoonVision x FynnCorp]

          หุ้นวิชั่น - บจ.ไทยแอร์เอเชีย (TAA) ยังคงครองส่วนแบ่งการตลาดภายในประเทศเป็นอันดับหนึ่งอยู่ที่ 40% ด้วยจำนวนผู้โดยสารตลอดปี 67 อยู่ที่ 20.8 ล้านคน เพิ่มขึ้น 10% จากปีก่อน / ผลการดำเนินงานปรับตัวดีขึ้นสอดคล้องไปกับภาคการท่องเที่ยว ด้วยรายได้ขยายตัวเกือบ 20% ในปี 67 / TAA เสนอขายหุ้นกู้ อายุ 2 ปี 6 เดือน อัตราดอกเบี้ยคงที่ 5.5% ต่อปี จ่ายดอกเบี้ยทุก 3 เดือน เปิดให้จองซื้อในระหว่างวันที่ 8-10 เมษายน 2568 ภาพรวมธุรกิจ            บจ. ไทยแอร์เอเชีย (TAA) ก่อตั้งขึ้นในปี 2546 เพื่อดำเนินธุรกิจสายการบินราคาประหยัด และเริ่มให้บริการเที่ยวบินเป็นครั้งแรกในปี 2547 โดยมีบริษัท เอเชีย เอวิเอชั่น จำกัด (มหาชน) (AAV) ซึ่งก่อตั้งในปี 2549 และประกอบธุรกิจโดยการถือหุ้นในบริษัทอื่น (Holding Company) ถือหุ้นใน บจ. ไทยแอร์เอเชีย เพียงแห่งเดียว            TAA มีรายได้หลักจากการให้บริการขนส่งผู้โดยสารแบบประจำ (Scheduled Passenger Services) และการให้บริการเสริม (Ancillary Services) ตามความประสงค์ของผู้ใช้บริการ เช่น ค่าบริการฝากสัมภาระใต้ท้องเครื่อง ค่าเลือกที่นั่ง ค่าอาหารและเครื่องดื่มบนเครื่อง รวมถึงบริการพื้นที่ระวางสินค้า (AirAsia Cargo) และอื่นๆ            จุดเด่นของ TAA คือ บริการการเดินทางแบบชั้นบินประเภทเดียว ฝูงบินแบบเครื่องบินตระกูลเดียว การให้บริการแบบไม่มีการเชื่อมต่อ (Point-to-point) อัตราการใช้เครื่องบินต่อลำในระดับสูง การประหยัดต่อขนาด ช่องทางการจัดจำหน่ายหลากหลาย เครือข่ายเส้นทางการบินที่ครอบคลุม ทำให้มีต้นทุนต่ำกว่าคู่แข่งในอุตสหกรรม            โดยมีฐานปฏิบัติการบิน (Hub) ในไทย ได้แก่ กรุงเทพฯ (ท่าอากาศยานดอนเมืองและท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ) ภูเก็ต และเชียงใหม่ ที่เน้นให้บริการเส้นทางการบินที่หลากหลายและเพิ่มความถี่เที่ยวบินทั้งภายในและระหว่างประเทศ ซึ่งใช้เวลาเดินทางต่อเที่ยวบินไม่เกิน 5 ชั่วโมงจากแต่ละ Hub ในไทย ผลการดำเนินงานเติบโตต่อเนื่องจากภาคการท่องเที่ยว            ข้อมูลจากสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) รายงานภาพรวมการขนส่งทางอากาศในไตรมาส 4 ขยายตัวต่อเนื่อง ด้วยจำนวนผู้โดยสารและปริมาณเที่ยวบินเพิ่มสูงขึ้นตามการติบโตของภาคการท่องเที่ยวในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวของไทย ประกอบกับนโยบายยกเว้นวีซ่าของรัฐบาลไทยที่ครอบคลุม 93 ประเทศ สะท้อนจากจำนวนผู้โดยสารประมาณ 38 ล้านคนในไตรมาส 4 ปี 2567เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า 5 ล้านคน (+15.2% QoQ) และปริมาณเที่ยวบินสอดคล้องกับจำนวนผู้โดยสาร ด้วยจำนวน 238,415 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้น 11.07% QoQ สถิติการขนส่งทางอากาศ (4Q2567)            โดยการขนส่งทางอากาศที่เติบโตนั้น สอดคล้องไปกับรายได้จากการขายและบริการของ TAA ที่ขยายตัวขึ้นเกือบ 21% QoQ ในไตรมาส 4/2567 ส่งผลให้ในภาพรวมของปี 2567 รายได้จากการขายและบริการของบริษัทอยู่ที่ 49,435.6 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19.9% YoY โดยแบ่งเป็นรายได้จากค่าโดยสาร (Ticket revenue) 82.8% และรายได้จากบริการเสริม (Ancillary revenue) 17.2% และมีกำไรสุทธิ 3,482.1 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.52 เท่า จากปีก่อน ซึ่ง บจ.ไทยแอร์เอเชีย ยังคงครองส่วนแบ่งการตลาดภายในประเทศเป็นอันดับหนึ่งอยู่ที่ 40%            โดยผลการดำเนินงานที่เติบโตดังกล่าว สะท้อนการฟื้นตัวที่โดดเด่น ด้วยการให้บริการผู้โดยสารทั้งสิ้น 20.8 ล้านคน เพิ่มขึ้น 10% จากปีก่อน (18.9 ล้านคน) และอัตราการขนส่งผู้โดยสาร 91% (Load factor) เน้นเป็นผู้โดยสารภายในประเทศเป็นหลัก (63%) ด้วยค่าโดยสารเฉลี่ยเพิ่มขึ้น จาก 1,780 บาท ในปี 2566 สู่ 1,967 บาท ในปี 2567 นอกจากนี้ ได้มีการเพิ่มเครื่องบินอีก 4 ลำ ทำให้ฝูงบินเพิ่มเป็น 60 ลำ และเป็นเครื่องบินปฏิบัติการ ณ สิ้นปี 2567 อยู่ที่ 56 ลำ จาก 52 ลำ ณ สิ้นปี 2566 เนื่องจากเป็นการวิเคราะห์หุ้นกู้เป็นหลัก จึงอิงงบการเงินของ บริษัท ไทยแอร์เอเชีย จำกัด ซึ่งเป็นผู้ออกหุ้นกู้ ตั้งเป้ารายได้โต 15% ในปี 68 พร้อมเครื่องบินใหม่อีก 6 ลำ            จากเป้าหมายของจำนวนนักท่องเที่ยวโดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ที่ประมาณ 40 ล้านคนในปี 2568 บริษัทจึงคาดการณ์รายได้หลักจะเติบโตระดับใกล้เคียงกับปีก่อนที่ประมาณ 15% YoY ด้วยจำนวนผู้โดยสาร 23-24 ล้านคน โดยจะรักษาอัตราขนส่งผู้โดยสารใกล้ระดับ 90% รวมถึงเป้าหมายการเพิ่มระดับความตรงต่อเวลา (On-Time Performance: OTP) ให้กลับมาอยู่ในระดับ 90% ซึ่งเป็นมาตรฐานที่เคยทำได้โดดเด่น ซึ่งในปี 2567 ทำได้อยู่ที่ระดับ 79% (เที่ยวบินจะถือว่า ตรงเวลา เมื่อออกเดินทางไม่เกินกว่า 15 นาทีตามกำหนดการ)            นอกจากนี้ บริษัทมีแผนเพิ่มขนาดฝูงบินเป็น 66 ลำในปี 2568 โดยมีกำหนดรับมอบเครื่องบินลำแรกภายในสิ้นเดือนมีนาคมนี้ เพื่อรองรับการเติบโต รวมถึงการเปิดเส้นทางการบินใหม่ทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศ ซึ่งในไตรมาสที่ผ่านมา มีการเปิดเส้นทางการบินใหม่ จากเส้นทางดอนเมืองสู่ลำปาง เส้นทางบินข้ามภูมิภาคจากภูเก็ตสู่อุดรธานี และจากดอนเมือง สู่ อินเดีย (คยา, ไฮเดอราบัค, โกลกาตา) เวียดนาม (ฟูก๊วก) เนปาล (กาฐมาณฑุ) กัมพูชา (เสียมเรียบ) หุ้นกู้ TAA            อันดับเครดิตองค์กรอยู่ที่ระดับ BBB- แนวโน้มอันดับเครดิต Stable ซึ่งเป็นการปรับเพิ่มของทริสเรทติ้งเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2567 เนื่องจากทริสคาดว่าผลการดำเนินงานและสถานะทางการเงินของบริษัทจะดีขึ้นจากความต้องการเดินทางทางอากาศดีขึ้นต่อเนื่อง ท่ามกลางอัตราค่าโดยสารยังอยู่ในระดับสูง ซึ่งจะช่วยสนับสนุนความสามารถในการทำกำไรของ TAA อย่างไรก็ตาม การจัดอันดับเครดิตได้พิจารณาถึงธรรมชาติที่แปรปรวนตามวงจรของธุรกิจสายการบิน ทั้งเรื่องราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ความเสี่ยงทางด้านเศรษฐกิจ            แผนเสนอขายหุ้นกู้ TAA เสนอขายหุ้นกู้ต่อผู้ลงทุนสถาบัน หรือ ผู้ลงทุนรายใหญ่ เป็นหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ มีประกัน อายุ 2 ปี 6 เดือน อัตราดอกเบี้ยคงที่ 5.5% ต่อปี จ่ายดอกเบี้ยทุก 3 เดือน โดยผู้ออกหุ้นกู้มีสิทธิไถ่ถอนหุ้นกู้ก่อนครบกำหนดได้ตั้งแต่วันที่ 11 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป และเปิดให้จองซื้อในระหว่างวันที่ 8-10 เมษายน 2568            วัตถุประสงค์ในการออกหุ้นกู้ครั้งนี้ เพื่อใช้ชำระคืนหนี้จากการออกหุ้นกู้ TAA254A ที่จะครบกำหนดไถ่ถอนในวันที่ 27 เมษายน 2568 จำนวน 1,500 ล้านบาท และใช้ชำระคืนหนี้เงินกู้ยืมจากสถาบันการเงิน 300 ล้านบาท รวมถึงเป็นเงินลงทุนและค่าใช้จ่ายในกิจการที่เกี่ยวข้องอีก 200 ล้านบาท ทำให้มูลค่าเสนอขายหุ้นกู้ครั้งนี้อยู่ที่ไม่เกิน 2,000 ล้านบาท            หุ้นกู้คงค้าง ณ ปัจจุบันของ TAA อยู่ที่ 5,700 ล้านบาท (เงินต้น) โดยเป็นหุ้นกู้ที่ครบกำหนดชำระในปี 2568 รวม 1,500 ล้านบาท ซึ่ง TAA ออกหุ้นกู้มาแล้วทั้งหมด 10 รุ่น ตั้งแต่ปี 2560 และจากกราฟด้านล่าง จะเห็นว่าบริษัทมีเงินสดที่เพิ่มขึ้นมาตั้งแต่สิ้นปี 2566 โดยหลักมาจากเงินสดจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้นมากกว่าเงินที่นำไปลงทุนหรือชำระหนี้ ขณะเดียวกัน หนี้สินจากหุ้นกู้ก็เพิ่มสูงขึ้นตามมาจากการออกหุ้นกู้ใหม่เพื่อชำระคืนหุ้นกู้เดิม (Roll over) ปัจจัยเสี่ยง            บริษัทไม่ได้กำหนดอัตราส่วนทางการเงินที่ต้องดำรงไว้ในข้อกำหนดสิทธิ (Financial Covenants) สำหรับการเสนอขายครั้งนี้ ซึ่งส่งผลให้มีความเสี่ยงที่ไม่สามารถควบคุมระดับการก่อหนี้ได้ แต่บริษัทเองก็มีการจำกัดการก่อหนี้ด้วยการกำหนด Internal Financial Covenants ให้สอดคล้องกับ Financial Covenants ที่มีกับสถาบันการเงิน ซึ่งหากบริษัทไม่สามารถรักษาระดับหรือไม่ได้รับการผ่อนผันจากสถาบันการเงิน อาจทำให้บริษัทถูกเรียกชำระคืนเงินกู้ก่อนกำหนดได้ และอาจเข้าข่ายผิดนัดหุ้นกู้ (Cross Default)            ความเสี่ยงของส่วนของผู้ถือหุ้นเป็นลบ ตั้งแต่สถานการณ์ COVID-19 ในปี 2562 ที่ส่งผลต่อผลการดำเนินงานที่ลดลงสะสมมา และแม้ว่าผลการดำเนินงานได้ปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2566 แต่ก็ยังมีความผันผวนจากต้นทุนหลักในการดำเนินงานของบริษัทส่วนใหญ่ เช่น ต้นทุนน้ำมัน ค่าเช่าเครื่องบิน และค่าบำรุงรักษาเป็นสกุลเงินต่างประเทศ และกระแสเงินสดยังไม่ได้อยู่ในระดับเพียงพอที่จะชำระหนี้ระยะสั้นได้ จึงต้องพึ่งพาเงินทุนจากการออกหุ้นกู้เป็นหลัก จึงอาจมีความเสี่ยงหากไม่สามารถระดมทุนได้ตามแผน

กรณีศึกษาจาก Ondo Finance และ Mastercard และ โอกาสของสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศไทย [HoonVision x TokenX]

กรณีศึกษาจาก Ondo Finance และ Mastercard และ โอกาสของสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศไทย [HoonVision x TokenX]

           เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2568 ที่ผ่านมา ได้มีการประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญระหว่าง Ondo Finance และ Mastercard ในการนำ Real-World Assets (RWA) มาโทเค็นและเชื่อมเข้าสู่เครือข่าย Multi-Token Network (MTN) กำลังสร้างกระแสความตื่นตัวครั้งใหญ่ให้กับวงการการเงิน และสินทรัพย์ดิจิทัลทั่วโลก            โดยสินทรัพย์แรกที่เปิดตัวในโครงการนี้คือกองทุนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐระยะสั้น (OUSG) ของ Ondo ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อให้ธุรกิจและผู้ถือโทเค็นสามารถรับผลตอบแทนรายวัน พร้อมการทำธุรกรรมได้แบบ 24/7 โดยแทบไม่ต้องพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานคริปโตใด ๆ เพิ่มเติม Ondo Finance            เป็นสตาร์ตอัปด้านการเงินแบบโทเค็น (Tokenized Finance) ที่เน้นพัฒนาวิธีการลงทุนผ่านสินทรัพย์ในโลกความเป็นจริง (Real-World Assets หรือ RWA) ในรูปแบบโทเค็น โดยมีจุดเด่นอยู่ที่การออกโทเค็นกองทุนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ OUSG ซึ่งได้รับความสนใจจากสถาบันการเงินและนักลงทุนทั่วโลก Mastercard Multi-Token Network (MTN)            คือโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินที่ Mastercard พัฒนาขึ้น เพื่อให้ธนาคารและผู้ให้บริการการเงินสามารถเชื่อมต่อกับแอปพลิเคชันบนบล็อกเชนได้ในรูปแบบดิจิทัล ชูจุดเด่นในเรื่องความโปร่งใส การชำระเงินรวดเร็ว และขยายความสามารถในการทำธุรกรรมได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่ติดข้อจำกัดเรื่องช่วงเวลาทำการหรือความแตกต่างของเขตเวลา OUSG (Ondo Short-Term U.S. Government Bond Fund)            เป็นหนึ่งในกองทุนของ Ondo Finance ที่อยู่ในระบบ Blockchain โดยกองทุนตัวนี้ มุ่งลงทุนในตราสารหนี้ภาครัฐความเสี่ยงต่ำและสภาพคล่องสูง เช่น พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุสั้น (ตั๋วเงินคลัง หรือ Treasury Bills) และสินทรัพย์เทียบเท่าเงินสดอื่น ๆ โดยผ่านการแปลงเป็นโทเค็นดิจิทัลบนเครือข่ายบล็อกเชน. ปัจจุบันพอร์ตการลงทุนของ OUSG นำเงินส่วนใหญ่ไปลงทุนใน กองทุนสภาพคล่องดิจิทัลสกุลเงินดอลลาร์ของ BlackRock (BUIDL)            โดยจุดเด่นของ OUSG คือ OUSG ลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะสั้น ซึ่งถือว่ามีความเสี่ยงต่ำและมีสภาพคล่องสูง จึงเหมาะสำหรับนักลงทุนที่ต้องการลดความผันผวน และ มีกลไกการคำนวณและสะสมดอกเบี้ยเป็นรายวัน ทำให้นักลงทุนรับรู้การเติบโตของมูลค่ากองทุนได้ต่อเนื่อง ไม่ต้องรอเป็นรายเดือนหรือรายไตรมาส            แต่ OUSG แม้ว่าจะดำเนินการด้วยระบบ blockchain ก็ยังมีข้อจำกัดในบางประการเช่นกัน เมื่อนำมาเชื่อมต่อกับโลกแห่งการเงินในปัจจุบัน นั่นคือ  การซื้อขายหรือการไถ่ถอนอาจถูกจำกัดด้วย settlement windows ที่ต้องไปเชื่อมต่อเครือข่ายการเงินแบบดั้งเดิม จุดแตกต่างของ OUSG บน MTN ของ Master Card ธุรกรรม 24/7 ที่ไม่มีข้อจำกัดเรื่องเวลา: การผสานเข้ากับ MTN ของ Mastercard ช่วยให้ OUSG สามารถทำธุรกรรมได้ตลอด 24 ชั่วโมงทุกวัน ไม่จำกัดด้วยเวลาทำการของธนาคารหรือ settlement windows เชื่อมต่อกับระบบการเงินดั้งเดิมให้ง่ายขึ้น: MTN ช่วยเป็นสะพานเชื่อมระหว่างสินทรัพย์โทเค็นกับเครือข่ายการชำระเงินเอกชน (private payment rails) ของธนาคาร ซึ่งทำให้การชำระเงินและการเคลียร์ธุรกรรมเป็นไปอย่างรวดเร็วมากยิ่งขึ้น เปิดโอกาสในการเข้าถึงมากขึ้น แล้วเหตุใดจึงนับเป็น “หมุดหมายสำคัญ” ในวงการการเงิน ? เชื่อมต่อโลกการชำระเงินแบบดั้งเดิมกับบล็อกเชนสาธารณะ ความร่วมมือระหว่าง Ondo และ Mastercard ถือเป็นครั้งแรก ๆ ที่ระบบเครือข่ายการชำระเงินภาคเอกชน (Private Payment Rails) สามารถโต้ตอบกับโทเค็นซึ่งทำงานบนบล็อกเชนสาธารณะได้อย่างราบรื่น เปิดประตูสู่ระบบการเงิน 24 ชั่วโมง นวัตกรรมนี้ช่วยให้สถาบันการเงินและธุรกิจต่าง ๆ ก้าวสู่การบริหารสินทรัพย์ (treasury management) ที่ไม่ถูกจำกัดด้วยเวลาทำการของธนาคาร ไม่ต้องกังวลเรื่อง Time Zone จึงมีโอกาสเพิ่มประสิทธิภาพการหมุนเวียนเงินสด (Cash Flow) ได้มากขึ้น ต้นแบบการใช้งานจริง (Real Use Case) ของ RWA Tokenization ในขณะที่สินทรัพย์โทเค็นรูปแบบต่าง ๆ อาจเคยมีปัญหาด้านกฎระเบียบและเทคโนโลยีมาโดยตลอด การเคลื่อนไหวครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าสถาบันการเงินที่เป็นที่ยอมรับอย่าง Mastercard เริ่มเปิดรับและสนับสนุนการนำ RWA มาสู่บล็อกเชนในลักษณะที่ถูกกำกับดูแลตามมาตรฐานทางการเงิน ประโยชน์ต่อภาคการเงินและธุรกิจ ธุรกิจและธนาคารเข้าถึง “ผลตอบแทนรายวัน” ได้ง่ายขึ้น จากเดิมที่อาจต้องอาศัยบัญชีพิเศษหรือโบรกเกอร์เพื่อลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ แต่เมื่อทุกอย่างอยู่ในรูปแบบโทเค็น สามารถส่งเงินสดและรับโทเค็น OUSG ได้ทันที ลดข้อจำกัดด้านเวลาและสถานที่ การทำธุรกรรมบนบล็อกเชนที่เชื่อมต่อกับเครือข่าย MTN ช่วยให้ชำระเงินหรือแลกเปลี่ยนมูลค่าได้ทุกวันทุกเวลา ลดเวลาในการรอคิวชำระบัญชี (Settlement Windows) การบริหารความเสี่ยงและความโปร่งใสที่ดีขึ้น เนื่องจากบล็อกเชนเป็นระบบแบบบัญชีสาธารณะ (Public Ledger) สามารถตรวจสอบรายการโอนเข้าออกได้ และมี Smart Contract คอยควบคุมเงื่อนไขการโอนหรือล็อกสินทรัพย์ เกี่ยวข้องอย่างไรกับประเทศไทย            จากกรณีศึกษาที่กล่าวมา  Ondo Finance มีส่วนคล้ายกับการศึกษา Stable Coin ของประเทศไทย โดยในช่วงต้นปีที่ผ่านมา จากการที่กระทรวงการคลังศึกษาความเป็นไปได้ ในการนำเทคโนโลยี Tokenization พัฒนา Stablecoin ใหม่ มีพันธบัตรรัฐบาลที่ออกใหม่ Asset-Backed มูลค่า 1 หมื่นล้านบาท พร้อมตั้งแพลตฟอร์มเทรดใหม่เสร็จภายในปีนี้ เฟสต่อไปเตรียมเปิดให้ Stablecoin ใช้ซื้อสินค้าได้ ซึ่งความคล้ายเคียงของ OUSG และ Stable Coin ของประเทศไทยนั้นคือโดน back ด้วยพันธบัตรเหมือนกัน            ดังนั้น การเปิดกว้างต่อ Stablecoin ที่มีพันธบัตรรัฐบาลไทยเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน อาจเป็นก้าวสำคัญสู่ยุคใหม่ของระบบการเงินไทย ซึ่งในอนาคตอาจเชื่อมโยงเข้ากับเครือข่ายบล็อกเชนระดับโลกเช่นเดียวกับกรณี Ondo Finance และ Mastercard การยกระดับเทคโนโลยีและการกำกับดูแลอย่างเหมาะสม จะช่วยให้ผู้ประกอบการรายเล็กและใหญ่ รวมถึงนักลงทุนทั่วไป มีโอกาสเข้าถึงสินทรัพย์ดิจิทัลคุณภาพได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยเราสามารถเห็นโอกาสต่างๆดังต่อไปนี้ เช่น การพัฒนาระบบการเงินดิจิทัล: แนวทาง Stablecoin ที่มีพันธบัตรรัฐบาลเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน จะเป็นหนึ่งในนวัตกรรมของประเทศไทยสำหรับสินทรัพย์ดิจิทัล โดยจะเป็นก้าวสำคัญในการที่ภาครัฐเป็นผู้ออกโทเคนเอง ส่งเสริมสภาพคล่องและการเข้าถึงตลาด: หาก Stablecoin ในไทยประสบความสำเร็จ จะเปิดโอกาสให้นักลงทุนและผู้ประกอบการเข้าถึงสินทรัพย์ดิจิทัลที่มีคุณภาพได้ตลอด 24 ชั่วโมง การเชื่อมต่อระหว่างระบบการเงินดั้งเดิมและดิจิทัล: โมเดลที่ได้จาก Ondo Finance และ Mastercard แสดงให้เห็นว่าการผสานเทคโนโลยีบล็อกเชนกับระบบการชำระเงินแบบดั้งเดิมสามารถเพิ่มประสิทธิภาพและลดข้อจำกัดในด้านเวลาการทำธุรกรรมได้            บทเรียนจากกรณีศึกษาในต่างประเทศเช่น Ondo Finance และ Mastercard จึงอาจจะเป็นกรณีศึกษาที่สำคัญให้ประเทศไทยสามารถมองหาโอกาสและวางกลยุทธ์ในการพัฒนาระบบการเงินที่มีความทันสมัยและครอบคลุมทั้งด้านเทคโนโลยีและความปลอดภัย เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือกับยุคสินทรัพย์ดิจิทัลในศตวรรษที่ 21 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้เขียน สุทธิรัตน์ หาญพานิชย์ Head of Business Development, Token X

SCB คาดค่าเงินบาทวันนี้ กรอบ 33.70-33.85 บ./ดอลลาร์

SCB คาดค่าเงินบาทวันนี้ กรอบ 33.70-33.85 บ./ดอลลาร์

            หุ้นวิชั่น - กลุ่มงานตลาดการเงิน ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 33.70-33.85 บาท/ดอลลาร์ ค่าเงินบาทเริ่มกลับมาอ่อนค่าวันที่ผ่านมา ด้านธนาคารกลางยุโรป (ECB) ลดดอกเบี้ย Deposit facility rate 25 bps มาอยู่ที่ 50% แต่กล่าวว่าเงินเฟ้อมีแนวโน้มกลับเข้าเป้า 2% ช้าลง ทำให้ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลยุโรปปรับสูงขึ้นเร็ว ทางการจีนส่งสัญญาณทำมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่ม โดยจะดำเนินมาตรการขาดดุลการคลังสูงขึ้นผ่านการออกบอนด์มากขึ้น นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศเลื่อนขึ้นภาษีนำเข้าสินค้ากลุ่มที่อยู่ใต้ USMCA จากแคนาดาและเม็กซิโกออกไปถึงวันที่ 2 เมษายน

IRPC เคาะดอกเบี้ยหุ้นกู้-หุ้นกู้ดิจิทัล 3.80%-4.35% ต่อปี จองซื้อ 20-21-24 มี.ค.นี้

IRPC เคาะดอกเบี้ยหุ้นกู้-หุ้นกู้ดิจิทัล 3.80%-4.35% ต่อปี จองซื้อ 20-21-24 มี.ค.นี้

          บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) หรือ IRPC ประกาศดอกเบี้ยหุ้นกู้และหุ้นกู้ดิจิทัล ที่จะเสนอขายต่อประชาชนเป็นการทั่วไป อัตราดอกเบี้ยคงที่ระหว่าง 3.80% – 4.35% ต่อปี คาดว่าเปิดจองซื้อระหว่างวันที่ 20 - 21 และ 24 มีนาคมนี้ ผ่าน 10 สถาบันการเงินชั้นนำ ด้วยอันดับความน่าเชื่อถือหุ้นกู้ที่ระดับ “A-“ แนวโน้ม “คงที่” หรือ “Stable” จากทริสเรทติ้ง เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2568 พร้อมเดินหน้ายกระดับประสิทธิภาพและเสริมความแข็งแกร่ง ในธุรกิจหลัก ได้แก่ ปิโตรเลียม ปิโตรเคมี และพัฒนาต่อยอดธุรกิจใหม่ที่บริษัทฯ มีความเชี่ยวชาญ ผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรด้วยนวัตกรรมวัสดุและพลังงานที่ยั่งยืน           นายพิจินต์ อภิวันทนาพร รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บัญชีและการเงิน บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) หรือ IRPC เปิดเผยว่า IRPC กำหนดอัตราดอกเบี้ยสำหรับหุ้นกู้และหุ้นกู้ดิจิทัล ประเภทไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีประกัน และมีผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้รวม 5 ชุด ประกอบด้วย หุ้นกู้อายุ 4 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ 3.80% ต่อปี หุ้นกู้อายุ 6 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ 4.10% ต่อปี หุ้นกู้อายุ 7 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ 4.25% ต่อปี หุ้นกู้อายุ 9 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ 4.35% ต่อปี และหุ้นกู้ดิจิทัลอายุ 5 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ 3.95% ต่อปี เสนอขายแก่ประชาชนเป็นการทั่วไป หุ้นกู้ทุกชุดมีกำหนดชำระดอกเบี้ยทุก 6 เดือน ตลอดอายุหุ้นกู้ โดยคาดว่าจะเปิดจองซื้อระหว่างวันที่ 20 – 21 และ 24 มีนาคมนี้ ผ่าน 10 สถาบันการเงินชั้นนำ ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ธนาคารทหารไทยธนชาต ธนาคาร ยูโอบี ธนาคารออมสิน และบริษัทหลักทรัพย์เกียรตินาคินภัทร สำหรับหุ้นกู้ดิจิทัล เสนอขายผ่านวอลเล็ตซื้อขายหุ้นกู้ บนแอปพลิเคชัน ‘เป๋าตัง’ ของธนาคารกรุงไทย เท่านั้น           ด้านสถาบันการเงินผู้จัดการการจำหน่ายหุ้นกู้ เชื่อมั่นว่าหุ้นกู้ IRPC เป็นอีกหนึ่งโอกาสการลงทุนที่น่าสนใจ และคาดว่าจะได้รับการตอบรับที่ดีจากนักลงทุน โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดโดยรวมมีความผันผวนจากการลงทุนในหลักทรัพย์อื่น ๆ การลงทุนในหุ้นกู้ของ IRPC จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ เนื่องจากให้ผลตอบแทนที่คงที่สม่ำเสมอ ภายใต้ความเสี่ยงที่ยอมรับได้ โดยอันดับความน่าเชื่อถือหุ้นกู้อยู่ที่ระดับ “A-” แนวโน้ม “คงที่” หรือ “Stable” จากบริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568           สำหรับผู้ลงทุนทั่วไปที่สนใจจองซื้อหุ้นกู้ IRPC สามารถจองซื้อขั้นต่ำ 100,000 บาท และทวีคูณ 100,000 บาท ผ่านหลากหลายช่องทาง ทั้งผ่านสาขาหรือออนไลน์แอปพลิเคชันของผู้จัดการการจัดจำหน่ายหุ้นกู้ที่มีให้บริการ นอกจากนี้ได้เพิ่มทางเลือกให้ผู้ลงทุนในรูปแบบหุ้นกู้ดิจิทัล อายุ 5 ปี สามารถจองซื้อขั้นต่ำ 1,000 บาท และทวีคูณ 1,000 บาท ผ่าน วอลเล็ตซื้อขายหุ้นกู้บนแอปฯ “เป๋าตัง” โดยหุ้นกู้ดิจิทัลบนแอปฯ เป๋าตัง อำนวยความสะดวกให้ผู้ลงทุนซื้อขายได้แบบเรียลไทม์ตลอด 24 ชั่วโมง           ทั้งนี้ บริษัทฯ อยู่ระหว่างการยื่นแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายตราสารหนี้ และร่างหนังสือชี้ชวนซึ่งยังไม่มีผลบังคับใช้ เนื่องจากอยู่ระหว่างการพิจารณาของสำนักงาน ก.ล.ต. ผู้ลงทุนสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้จากแบบแสดงรายการ ข้อมูลการเสนอขายตราสารหนี้ และร่างหนังสือชี้ชวนที่ www.sec.or.th หรือ สามารถติดต่อผู้จัดการการจัดจำหน่ายตามรายละเอียดด้านล่าง ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (ยกเว้นสาขาไมโคร) โทร. 1333 หรือจองซื้อผ่านแอปพลิเคชัน Bangkok Bank Mobile Banking ได้อีก 1 ช่องทางสำหรับผู้ลงทุนทั่วไปที่เป็นบุคคลธรรมดา ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) โทร. 1572 หรือจองซื้อผ่านแอปพลิเคชัน krungsri สำหรับผู้ลงทุนทั่วไปที่เป็นบุคคลธรรมดา ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) โทร. 02-111-1111 โดยจองซื้อผ่านวอลเล็ตซื้อขายหุ้นกู้ บนแอปพลิเคชัน ‘เป๋าตัง’ ของธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เท่านั้น (เฉพาะหุ้นกู้ดิจิทัลเท่านั้น) ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) โทร. 02-888-8888 กด 869 หรือจองซื้อผ่านเว็บไซต์ K-My Invest (www.kasikornbank.com/kmyinvest) สำหรับผู้ลงทุนทั่วไปที่เป็นบุคคลธรรมดาสัญชาติไทย (ซึ่งรวมถึงบริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ในฐานะหน่วยงานขายของธนาคารกสิกรไทย) ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) โทร. 02-777-6784 หรือจองซื้อผ่านแอปพลิเคชัน SCB EASY สำหรับผู้ลงทุนทั่วไปที่เป็นบุคคลธรรมดาสัญชาติไทย (ซึ่งรวมถึงบริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด ในฐานะหน่วยงานขายของธนาคารไทยพาณิชย์) ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) โทร. 1428 กด #4 ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) 02-626-7777 หรือจองซื้อผ่านแอปพลิเคชัน CIMB THAI สำหรับผู้ลงทุนทั่วไปที่เป็นบุคคลธรรมดา ธนาคารยูโอบี จำกัด (มหาชน) โทร. 02-285-1555 บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) โทร. 02-165-5555 หรือจองซื้อผ่านแอปพลิเคชัน Dime! สำหรับ ผู้ลงทุนทั่วไปที่เป็นบุคคลธรรมดา (ซึ่งรวมถึงธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) ในฐานะหน่วยงานขายของบริษัทหลักทรัพย์เกียรตินาคินภัทร) ธนาคารออมสิน โทร. 02-299-9245, 02-299-9246 หรือจองซื้อผ่านทางแอปพลิเคชัน MyMo สำหรับผู้ลงทุนทั่วไปที่เป็นบุคคลธรรมดาเท่านั้น โทร. 1115 กด 5 และ 1143 คำเตือน: การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาและทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน [PR News]

ก.ล.ต. ปรับปรุงหลักเกณฑ์บัญชีรายชื่อคริปโทเคอร์เรนซีฯ

ก.ล.ต. ปรับปรุงหลักเกณฑ์บัญชีรายชื่อคริปโทเคอร์เรนซีฯ

           หุ้นวิชั่น - สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ปรับปรุงหลักเกณฑ์บัญชีรายชื่อคริปโทเคอร์เรนซีที่ ก.ล.ต. ประกาศกำหนด เพื่อให้ผู้ออกเสนอขายโทเคนดิจิทัล (Issuer) รับคริปโทเคอร์เรนซีเป็นการตอบแทน และผู้ให้บริการระบบเสนอขายโทเคนดิจิทัล (ICO Portal) รับคริปโทเคอร์เรนซีจากผู้ลงทุนหรือ Issuer ในการทำธุรกรรม และเพื่อให้ศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลซื้อขายหรือแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัลกับคริปโทเคอร์เรนซีได้เพิ่มเติมอีก 2 สกุล ได้แก่ USD Coin (USDC) และ Tether (USDT) โดยมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่16 มีนาคม 2568 เป็นต้นไป            ตามที่ ก.ล.ต. ได้กำหนดบัญชีรายชื่อคริปโทเคอร์เรนซีที่ Issuer, ICO Portal, และศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลสามารถรับเป็นการตอบแทนหรือทำธุรกรรม หรือใช้ซื้อขายหรือแลกเปลี่ยนในศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล โดยปัจจุบันมีจำนวน 5 รายชื่อ ได้แก่ Bitcoin (BTC), Ethereum (ETH), Ripple (XRP), Stellar (XLM) และคริปโทเคอร์เรนซี ที่ใช้ในการทดสอบการชำระราคาที่มีการกำหนดเงื่อนไขอัตโนมัติ (Programmable Payment) ภายใต้ Enhanced Regulatory Sandbox ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)            ดังนั้น เพื่อให้หลักเกณฑ์มีความยืดหยุ่นในการประกอบธุรกิจมากขึ้น ก.ล.ต. จึงเปิดรับฟังความคิดเห็นหลักการเกี่ยวกับการปรับปรุงรายชื่อคริปโทเคอร์เรนซีที่ ก.ล.ต. ประกาศกำหนด ซึ่งดำเนินการแล้วเสร็จเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2568 โดยมีผู้แสดงความคิดเห็นส่วนใหญ่เห็นด้วยกับหลักการและร่างประกาศดังกล่าว            ก.ล.ต. จึงออกประกาศเพื่อปรับปรุงหลักเกณฑ์บัญชีรายชื่อคริปโทเคอร์เรนซีที่ ก.ล.ต. ประกาศกำหนด* เพื่อรองรับให้ Issuer สามารถรับคริปโทเคอร์เรนซีเป็นการตอบแทน ICO Portal รับคริปโทเคอร์เรนซีจากผู้ลงทุนหรือ Issuer ในการทำธุรกรรม และผู้ประกอบธุรกิจศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล ซื้อขายหรือแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัลกับคริปโทเคอร์เรนซีได้เพิ่มเติมอีก 2 สกุล ได้แก่ เหรียญ USDT และ USDC ทั้งนี้ การออกประกาศกำหนดหลักเกณฑ์ดังกล่าว* มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 16 มีนาคม 2568  เป็นต้นไป

พฤอา
311234567891011121314151617181920212223242526272829301234567891011