ปรับแต่งการตั้งค่าการให้ความยินยอม

เราใช้คุกกี้เพื่อช่วยให้คุณสามารถไปยังส่วนต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพและทำหน้าที่บางอย่าง คุณจะพบข้อมูลโดยละเอียดเกี่ยวกับคุกกี้ทั้งหมดภายใต้หมวดหมู่ความยินยอมแต่ละประเภทด้านล่าง คุกกี้ที่ได้รับการจัดหมวดหมู่ว่า "จำเป็น" จะถูกจัดเก็บไว้ในเบราว์เซอร์ของคุณ เนื่องจากมีความจำเป็นต่อการทำงานของฟังก์ชันพื้นฐานของเว็บไซต์... 

ใช้งานอยู่เสมอ

คุกกี้ที่จำเป็นมีความสำคัญต่อฟังก์ชันพื้นฐานของเว็บไซต์ และเว็บไซต์จะไม่สามารถทำงานได้ตามวัตถุประสงค์หากไม่มีคุกกี้เหล่านี้

คุกกี้เหล่านี้ไม่จัดเก็บข้อมูลที่สามารถระบุตัวบุคคลได้

ไม่มีคุกกี้ที่จะแสดง

คุกกี้แบบฟังก์ชันนอลช่วยทำหน้าที่บางอย่าง เช่น แบ่งปันเนื้อหาของเว็บไซต์บนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย รวบรวมความคิดเห็น และฟีเจอร์อื่นๆ ของบุคคลที่สาม

ไม่มีคุกกี้ที่จะแสดง

คุกกี้วิเคราะห์ใช้เพื่อทำความเข้าใจวิธีการที่ผู้เยี่ยมชมโต้ตอบกับเว็บไซต์ คุกกี้เหล่านี้ช่วยให้ข้อมูลเกี่ยวกับตัวชี้วัด เช่น จำนวนผู้เข้าชม อัตราตีกลับ แหล่งที่มาของการเข้าชม ฯลฯ

ไม่มีคุกกี้ที่จะแสดง

คุกกี้ประสิทธิภาพใช้เพื่อทำความเข้าใจและวิเคราะห์ดัชนีประสิทธิภาพหลักของเว็บไซต์ซึ่งจะช่วยให้สามารถมอบประสบการณ์การใช้งานที่ดีขึ้นแก่ผู้เยี่ยมชม

ไม่มีคุกกี้ที่จะแสดง

คุกกี้โฆษณาใช้เพื่อส่งโฆษณาที่ได้รับการปรับแต่งตามการเข้าชมก่อนหน้านี้ และวิเคราะห์ประสิทธิภาพของแคมเปญโฆษณา

ไม่มีคุกกี้ที่จะแสดง

OSP กำไร Q3 672 ลบ. เพิ่มขึ้น 20% พร้อมเดินเครื่องออกสินค้าใหม่

         หุ้นวิชั่น –  ‘บมจ. โอสถสภา (OSP)’ รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 3/2567 ทำรายได้จากการขาย 6,043 ล้านบาท อ่อนตัวตามฤดูกาลและผลกระทบน้ำท่วม และกำไรปกติ 672 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20% จากปีก่อน โดยมีการรับรู้ผลกระทบจากการปรับโครงสร้างผ่านการจำหน่ายเงินลงทุนในธุรกิจผลิตและจำหน่ายขวดแก้วในเมียนมาร์ ทำให้รายงานขาดทุนสุทธิ 361 ล้านบาท มองแนวโน้มไตรมาส 4/2567 ฟื้นตัว พร้อมเดินหน้าขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศ มุ่งขยายฐานผู้บริโภคกลุ่มใหม่ เร่งเครื่องออกสินค้านวัตกรรมใหม่เพื่อผู้บริโภค ผลักดันการเติบโตทุกเซกเมนต์

          นางสาวรติพร ราษฎร์เจริญ Group Chief Financial Officer  บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) หรือ OSP เปิดเผยผลการดำเนินงานไตรมาส 3/2567 (กรกฎาคม-กันยายน) บริษัทฯ มีรายได้จากการขาย 6,043 ล้านบาท ชะลอตัว 3.7% จากปีก่อน (YoY) และ 17.7% จากไตรมาสก่อน (QoQ) เนื่องจากปัจจัยด้านฤดูกาล (Low Season) และผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยในภาคเหนือและภาคอีสาน ส่งผลต่อกลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มทั้งในและต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม กลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มในต่างประเทศเติบโต 22.3% YoY จากยอดขายในเมียนมาร์และลาวที่แข็งแกร่ง รวมถึงกลุ่มผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนบุคคลยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง 8.5% YoY จากสินค้านวัตกรรมสินค้าใหม่ ๆ ตอบโจทย์แนวโน้มผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงและขยายเข้าสู่ฐานลูกค้ากลุ่มใหม่ ๆ มากขึ้น

ทั้งนี้ เนื่องจากไตรมาสที่ผ่าน บริษัทฯ บันทึกตัดจำหน่ายหนี้สูญและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการจำหน่ายเงินลงทุนใน MGE Group ซึ่งเป็นธุรกิจผลิตและจำหน่ายขวดแก้วในเมียนมาร์ตามแผนยุทธศาสตร์การลงทุนในเมียนมาร์ และการจำหน่ายอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน ส่งผลให้เกิดเป็นผลขาดทุนสุทธิจากการปรับโครงสร้างทางธุรกิจ 1,033 ล้านบาท ซึ่งหากไม่รวมรายการพิเศษนี้ บริษัทฯ มีกำไรจากการดำเนินงานปกติ (Core Business) ที่ 672 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20% สะท้อนศักยภาพและความแข็งแกร่งของธุรกิจที่ยังคงเติบโตได้ดีอย่างต่อเนื่องจากอัตรากำไรขั้นต้นที่ 36.1% ขยายตัวจากปีก่อนจากราคาต้นทุนวัตถุดิบและพลังงานที่ลดลง ประกอบกับการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายในการขายและจัดจำหน่ายให้เหมาะสมสอดคล้อง

 โดยผลการดำเนินงานงวด 9 เดือนแรกของปี 2567 (มกราคม-กันยายน) มีรายได้จากการขาย 20,648 ล้านบาท เพิ่มขึ้น  5.7% YoY และมีผลกำไรสุทธิ 1,071 ล้านบาท ลดลง 45.6% YoY อย่างไรก็ตาม หากไม่รวมผลขาดทุนสุทธิจากการปรับโครงสร้างทางธุรกิจจำนวน 1,352 ล้านบาท บริษัทฯ มีกำไรจากการดำเนินงานปกติ (Core Business) ที่ 2,423 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 52.5% YoY จากการที่โอสถสภาได้เดินหน้าขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศ เพื่อขยายฐานผู้บริโภคไปยังกลุ่มใหม่ ๆ ที่มีอัตราการเติบโตสูง ผ่านการออกนวัตกรรมสินค้าใหม่เพื่อผู้บริโภค อาทิ แบรนด์ผลิตภัณฑ์ใหม่ ภายใต้ชื่อ “เบบี้ มายด์ แอนด์ บียอนด์” ที่ขยายพอร์ตโฟลิโอเจาะกลุ่มทุกคนในครอบครัว โดยการผสานนวัตกรรม “พรีไบโอติก” ที่เป็นอาหารผิวจากธรรมชาติ เพื่อตอบรับเทรนด์สุขภาพ  ตอกย้ำผู้นำเบอร์ 1 ของตลาดรวมสบู่และแป้งเด็กของเบบี้มายด์ ขณะที่ผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ “ทเวลฟ์พลัส” และ “เอ็กซิท” ได้ออกนวัตกรรมใหม่ ๆ สู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง ช่วยผลักดันการเติบโตของทั้งในประเทศและต่างประเทศ

ด้านแบรนด์ “ซี-วิท” ไม่หยุดพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อคนไทย เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ “C-Vitt วิตามินซี 1,000 มิลลิกรัม” เพิ่มวิตามินซีเป็น 1,000 mg. ต่อขวด ให้คุณประโยชน์ตอบรับความต้องการดูแลสุขภาพที่มากขึ้น พร้อมกับความอร่อย ดื่มง่าย ดื่มได้ทุกวัน และออกรสชาติใหม่ “เสาวรส” ที่รสชาติอร่อย หอม เปรี้ยวอมหวาน โดนใจกลุ่มคนรุ่นใหม่ นอกจากนี้ยังออก “เปปทีน กู๊ดไนท์” เพื่อตอบรับกับพฤติกรรมของผู้บริโภคยุคใหม่ที่เผชิญกับความเครียดในแต่ละวัน ต้องการความผ่อนคลายและคุณภาพการนอนหลับที่ดี โดยพอร์ตเครื่องดื่มฟังก์ชันนัลดริงก์ของโอสถสภาสามารถครองอันดับหนึ่งได้อย่างแข็งแกร่ง ด้วยส่วนแบ่งการตลาดในปีนี้ที่ 44.8% โดยผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มเปปทีนมีส่วนแบ่งการตลาด 5.5% เพิ่มขึ้น 1.0% YoY และผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มแบรนด์ “ซี-วิท” มีส่วนแบ่งการตลาดสูงสุดที่ 74.0% ในกลุ่มเครื่องดื่มวิตามินซี เติบโต 5.3% YoY

สำหรับไตรมาส 4 โอสถสภามุ่งหน้าสร้างการเติบโตให้กับธุรกิจหลัก โดยเฉพาะกลุ่มเครื่องดื่มและผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนบุคคล หลังจากประสบความสำเร็จจากการบริหารกลยุทธ์ ไอดอลมาร์เก็ตติ้ง (Idol Marketing) ด้วยพรีเซนเตอร์ “พี่จอง-คัลแลน” โดยล่าสุด “มิโซซ่า” ตอบรับกระแสเรียกร้องให้แฟนคลับได้ใจฟูกันอีกครั้ง กับกระป๋องลิมิเต็ดเอดิชั่นลาย “พี่จอง-คัลแลน” ทั้งยังตอกย้ำความเป็นผู้นำเทรนด์การตลาดอย่างต่อเนื่อง โดยการประกาศจับมือกับอินฟลูเอนเซอร์สุดฮอตแห่งปี คว้าตัว “น้องเนย Butterbear”  มาร่วมเป็นพรีเซนเตอร์ของสองแบรนด์ดัง ทั้ง “เบบี้มายด์” และ “คาลพิส แลคโตะ”  ที่เริ่มทยอยออกแคมเปญพิเศษ ร่วมสร้างการรับรู้ให้กับแบรนด์พร้อมฮีลใจมัมหมีอย่างต่อเนื่องจนถึงสิ้นปี

 ทั้งนี้ แนวโน้มผลการดำเนินงานในไตรมาส 4/2567 คาดว่าจะสามารถสร้างการเติบโตได้ดีจากอัตรากำไรขั้นต้นมีแนวโน้มขยายตัวจากปริมาณการผลิตที่เพิ่มขึ้นและธุรกิจต่างประเทศที่เติบโตได้ดี ประกอบกับการฟื้นตัวของการจับจ่ายใช้สอยในประเทศ รวมถึงอุปสงค์ของผู้บริโภคที่กลับมาเพิ่มขึ้นภายหลังจากสถานการณ์น้ำท่วมคลี่คลาย สอดรับกับการที่บริษัทฯ มีการพัฒนานวัตกรรมและออกผลิตภัณฑ์ใหม่ รวมถึงจัดกิจกรรมทางการตลาดต่างๆ ที่ช่วยสร้างความตื่นเต้นและกระตุ้นตลาดในช่วงโค้งสุดท้าย โดยโอสถสภาตั้งเป้าการเติบโตรายได้ไม่ต่ำกว่า 5% จากปีก่อน และเดินหน้าบริหารจัดการต้นทุน ควบคู่ไปกับการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนและการดูแลสังคม เพื่อมุ่งสู่การเป็นพลังเพื่อเสริมสร้างชีวิตให้แก่ผู้บริโภคและผู้มีส่วนได้เสียตลอดห่วงโซ่คุณค่า

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

หุ้นไทย หลังสงกรานต์ รอด หรือ ร่วง?

หุ้นไทย หลังสงกรานต์ รอด หรือ ร่วง?

ตลท. ใช้ Ceiling & Floor (+/-30%) เริ่มมีผล 16 เม.ย.68

ตลท. ใช้ Ceiling & Floor (+/-30%) เริ่มมีผล 16 เม.ย.68

ก.ล.ต. กล่าวโทษ หมอบุญ วนาสิน เหตุเผยแพร่ข้อความอันเป็นเท็จ

ก.ล.ต. กล่าวโทษ หมอบุญ วนาสิน เหตุเผยแพร่ข้อความอันเป็นเท็จ

กลต. ยกเลิกไม่ให้กลุ่ม NON SET100 เป็นหุ้นที่สามารถขายชอร์ตได้ เริ่ม 16 เม.ย.นี้

กลต. ยกเลิกไม่ให้กลุ่ม NON SET100 เป็นหุ้นที่สามารถขายชอร์ตได้ เริ่ม 16 เม.ย.นี้

ข่าวล่าสุด

ทั้งหมด