ปรับแต่งการตั้งค่าการให้ความยินยอม

เราใช้คุกกี้เพื่อช่วยให้คุณสามารถไปยังส่วนต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพและทำหน้าที่บางอย่าง คุณจะพบข้อมูลโดยละเอียดเกี่ยวกับคุกกี้ทั้งหมดภายใต้หมวดหมู่ความยินยอมแต่ละประเภทด้านล่าง คุกกี้ที่ได้รับการจัดหมวดหมู่ว่า "จำเป็น" จะถูกจัดเก็บไว้ในเบราว์เซอร์ของคุณ เนื่องจากมีความจำเป็นต่อการทำงานของฟังก์ชันพื้นฐานของเว็บไซต์... 

ใช้งานอยู่เสมอ

คุกกี้ที่จำเป็นมีความสำคัญต่อฟังก์ชันพื้นฐานของเว็บไซต์ และเว็บไซต์จะไม่สามารถทำงานได้ตามวัตถุประสงค์หากไม่มีคุกกี้เหล่านี้

คุกกี้เหล่านี้ไม่จัดเก็บข้อมูลที่สามารถระบุตัวบุคคลได้

ไม่มีคุกกี้ที่จะแสดง

คุกกี้แบบฟังก์ชันนอลช่วยทำหน้าที่บางอย่าง เช่น แบ่งปันเนื้อหาของเว็บไซต์บนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย รวบรวมความคิดเห็น และฟีเจอร์อื่นๆ ของบุคคลที่สาม

ไม่มีคุกกี้ที่จะแสดง

คุกกี้วิเคราะห์ใช้เพื่อทำความเข้าใจวิธีการที่ผู้เยี่ยมชมโต้ตอบกับเว็บไซต์ คุกกี้เหล่านี้ช่วยให้ข้อมูลเกี่ยวกับตัวชี้วัด เช่น จำนวนผู้เข้าชม อัตราตีกลับ แหล่งที่มาของการเข้าชม ฯลฯ

ไม่มีคุกกี้ที่จะแสดง

คุกกี้ประสิทธิภาพใช้เพื่อทำความเข้าใจและวิเคราะห์ดัชนีประสิทธิภาพหลักของเว็บไซต์ซึ่งจะช่วยให้สามารถมอบประสบการณ์การใช้งานที่ดีขึ้นแก่ผู้เยี่ยมชม

ไม่มีคุกกี้ที่จะแสดง

คุกกี้โฆษณาใช้เพื่อส่งโฆษณาที่ได้รับการปรับแต่งตามการเข้าชมก่อนหน้านี้ และวิเคราะห์ประสิทธิภาพของแคมเปญโฆษณา

ไม่มีคุกกี้ที่จะแสดง

#Tisco


BBL-SCB กำไรแน่น TTB มียิวส์ปันผลงาม

BBL-SCB กำไรแน่น TTB มียิวส์ปันผลงาม

          คาดกำไรสุทธิของกลุ่มแบงก์ใน 1Q25 จะอยู่ที่ 53,205 ลบ. ลดลง 3.2% YoY แต่โต 3.7% QoQ แม้รายได้ดอกเบี้ยรับสุทธิจะลดลงจาก NIM ที่ต่ำลง และการคุมสินเชื่อใหม่ แต่ถูกชดเชยด้วยค่าใช้จ่ายดำเนินงานและ การตั้งสำรองที่ลดลง ธนาคารที่คาดกำไรสุทธิจะโตทั้ง YoY และ QoQ ได้แก่ BBL, SCB              คงน้ำหนักลงทุนในหุ้นกลุ่มธนาคารที่ “เท่ากับตลาด” แม้แนวโน้มการเติบโตของกำไรจะค่อนข้างจำกัด เพราะมีผลกระทบเชิงลบจากการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายของ กนง. ซึ่งคาดจะมีการปรับลงอีก 1 ครั้ง ในช่วงกลางปี แต่มองว่ากลุ่มธนาคารจะยังสามารถจ่ายปันผลในระดับสูงได้ใกล้เคียงเดิม หลังปรับเพิ่ม Div. Payout Ratio และคุณภาพสินทรัพย์ยังอยู่ในระดับที่แข็งแรง เลือก TTB(TB@2.12) เป็น Top Pick ของกลุ่ม           TTB(TB@2.12) คาดได้รับผลกระทบจากดอกเบี้ยที่ปรับลงน้อยกว่าธนาคารใหญ่ เพราะสินเชื่อหลักเป็นดอกเบี้ยคงที่ อีกทั้ง TTB มีปัจจัยบวกเฉพาะตัวจาก Tax Shield 1.2 หมื่นลบ. ที่สามารถทยอยใช้สิทธิได้จนถึงปี 2028 รวมถึงนโยบายซื้อหุ้นคืนที่มีความต่อเนื่องถึง 3 ปี ปีละ 7,000 ลบ. ทำให้มองว่าเป็นหุ้นที่มี Downside จำกัด นอกจากนี้คาด TTB จะให้ Div. Yield สูง 6.6%           บทวิเคราะห์ บล.หยวนต้า คาดว่า กำไรสุทธิกลุ่มธนาคารใน 1Q25 ลดลง 3.2% YoY แต่โต 3.7% QoQ  สำหรับ 1Q25 คาดหุ้นกลุ่มธนาคารภายใต้ Coverage ของจะมีกำไรสุทธิรวม 53,205 ลบ. ลดลง 3.2% YoY แต่โต 3.7% QoQ           โดยมีแรงกดดันหลักจาก           1) รายได้ดอกเบี้ยรับสุทธิคาดลดลง 2% QoQ หลังธนาคารคงความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อใหม่ โดยเฉพาะสินเชื่อรายย่อยและ SME ทำให้สินเชื่อ รวมคาดลดลง 1.1% QoQ นอกจากนี้ยังมีผลกระทบจากการลดดอกเบี้ยเงินกู้ให้สอดรับกับดอกเบี้ยนโยบายของ กนง. ที่ปรับลงอีกครั้ง ในเดือน มี.ค. ที่ผ่านมา ขณะที่ยังไม่ได้ปรับลดดอกเบี้ยเงินฝาก ส่งผลให้คาด Net Interest Margin (NIM) ของแต่ละธนาคารจะปรับตัวลงทั้ง YoY และ QoQ และ           2) รายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยคาดลดลง 2.8% YoY และ 6.2% QoQ กดดันจากค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวกับสินเชื่อที่ลดลงตามขนาดของพอร์ต รวมถึงรายได้ค่าธรรมเนียมนายหน้าประกันและธุรกิจ Wealth Management ที่ปรับลงตามปัจจัยฤดูกาล ทั้งนี้คาดปัจจัยลบดังกล่าวบางส่วนจะถูกชดเชยด้วยการปรับลดลงของค่าใช้จ่ายดำเนินงาน หลังมีค่าใช้จ่ายลงทุนในระบบการดำเนินงานและพนักงานลดลง QoQ รวมถึงการตั้งสำรองที่คาดจะลดลง 5.5% YoY และ 0.7% QoQ จากคุณภาพสินทรัพย์ที่มีเสถียรภาพมากขึ้น           ในส่วนของธนาคารใหญ่กำไรฟื้นตัว QoQ เพราะค่าใช้จ่ายดำเนินงานและการตั้งสำรองลดลง ธนาคารใหญ่คาดกำไรสุทธิลดลง 2.4% YoY แต่ฟื้นตัว 5.1% QoQ นำโดย BBL (คาดกำไรสุทธิ 11,205 ลบ. +6.5% YoY, +7.7% QoQ) หนุนจากการเติบโตของสินเชื่อที่ปรับตัวดีขึ้น จากการขยายฐานลูกค้าบริษัทใหญ่ และการลดลงของค่าใช้จ่ายดำเนินงานตามปัจจัยฤดูกาล ขณะที่การตั้งสำรองคาดขยับขึ้นจากความเสี่ยงที่เศรษฐกิจในอินโดนีเซียชะลอตัว           รองลงมาคือ KBANK (คาดกำไรสุทธิ 11,275 ลบ.-16.4% YoY, +7.4% QoQ) หนุนจากการตั้งสำรองที่คาดจะเริ่มผ่อนคลายลง หลังเสร็จสิ้นการทำ BalanceSheet Clean Up (เร่ง Write Off และขายหนี้กลุ่มเสี่ยงสูง) และค่าใช้จ่ายดำเนินงานที่ลดลง ช่วยชดเชยรายได้ดอกเบี้ยรับสุทธิที่ปรับตัวลง           ส่วน KTB (คาดกำไรสุทธิ 10,936 ลบ. -1.3% YoY, +4.4% QoQ) แม้สินเชื่อภาครัฐฯ จะปรับลง แต่ยังคุมคุณภาพสินทรัพย์ได้ดี และคาดค่าใช้จ่ายดำเนินงานจะลดลงเพราะค่าใช้จ่ายตามฤดูกาลต่ำลง และผลขาดทุนจากการด้อยค่าของสินทรัพย์ลดลง           สำหรับ SCB (คาดกำไรสุทธิ11,847 ลบ. +5.0% YoY, +1.2% QoQ) หลังค่าใช้จ่ายตั้งสำรองและค่าใช้จ่ายดำเนินงานของธุรกิจTechnology (Gen 3) ต่ำลง           ธนาคารขนาดกลาง/เล็ก คาดกำไรสุทธิรวม 7,943 ลบ. ลดลง 7.4% YoY และ 3.4% QoQ มีแรงกดดันหลักๆ จากสินเชื่อรวมที่ชะลอตัวตามยอดขายรถยนต์ในประเทศที่ยังไม่ฟื้นตัว           โดย TTB(คาดกำไรสุทธิ 5,240 ลบ. -1.8% YoY, +2.5% QoQ) แม้สินเชื่อจะลดลง แต่เป็นการปรับสัดส่วนสินเชื่อมา เน้นกลุ่มที่มี Risk Adjusted Return สูงขึ้น เช่น สินเชื่อ Top Up ของลูกค้าบ้านและรถยนต์ที่มีประวัติชำระเงินดี           ส่วน TISCO (คาดกำไรสุทธิ 1,608 ลบ. -7.2% YoY, -5.5% QoQ) กดดันจากการเร่งตั้งสำรองเพื่อเพิ่ม Coverage Ratio รองรับการขยายสินเชื่อจำนำทะเบียนรถ           และ KKP (คาดกำไรสุทธิ 1,095 ลบ.-27.3% YoY, -22.1% QoQ) เนื่องจากคาดกำไรจากเครื่องมือทางการเงินจะลดลง และรายได้จากธุรกิจตลาดทุนชะลอตัว ปี 2025 คาดกำไรสุทธิรวมโต 3% YoY รับผลกระทบจากการปรับลดดอกเบี้ยนโยบาย เบื้องต้น คาดแนวโน้มกำไรสุทธิปี 2025 ของกลุ่มจะอยู่ที่ 220,954 ลบ. โต 3% YoY แม้รายได้ดอกเบี้ยรับสุทธิจะปรับตัวลงจากทั้งการชะลอตัวของสินเชื่อ และ NIM ที่ต่ำลง แต่คาดจะถูกชดเชยด้วยการตั้งสำรองที่ผ่อนคลายลง เพราะธนาคารส่วนใหญ่มีการเร่งระบายลูกหนี้กลุ่มเสี่ยงสูงไปมากแล้ว บวกกับมีผลจากมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ที่จูงใจให้ลูกหนี้กลับมาชำระเงินมากขึ้น           คงน้ำหนักการลงทุน “เท่ากับตลาด” แนะนำ TTB เป็น Top Pick ของกลุ่ม คงน้ำหนักลงทุนในหุ้นกลุ่มธนาคารที่ “เท่ากับตลาด” แม้แนวโน้มการเติบโตของกำไรจะค่อนข้างจำกัด เพราะมีผลกระทบเชิงลบจากการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายของ กนง. ซึ่งคาดจะมีการปรับลงอีก 1 ครั้ง ในช่วงกลางปี           แต่มองว่ากลุ่มธนาคารจะยังสามารถจ่ายปันผลในระดับสูงได้ใกล้เคียงเดิม หลังปรับเพิ่มDiv. Payout Ratio และคุณภาพสินทรัพย์ยังอยู่ในระดับที่แข็งแรง เราเลือก TTB (TB@2.12) เป็น Top Pickของกลุ่ม เนื่องจากคาดได้รับผลกระทบจากดอกเบี้ยที่ปรับลงน้อยกว่าธนาคารใหญ่ เพราะสินเชื่อหลักของพอร์ตเป็นสินเชื่อเช่าซื้อที่เป็นดอกเบี้ยคงที่ อีกทั้ง TTB มีปัจจัยบวกเฉพาะตัวจาก Tax Shield 1.2 หมื่นลบ.ที่สามารถทยอยใช้สิทธิได้จนถึงปี 2028 รวมถึงนโยบายซื้อหุ้นคืนที่มีความต่อเนื่องถึง 3 ปี ปีละ 7,000 ลบ. ทำให้เรามองว่าเป็นหุ้นที่มี Downside จำกัด นอกจากนี้คาด TTB จะให้ Div. Yield สูง 6.6%

TISCO แจกปันผล 5.75 บ./หุ้น XD 25 เม.ย.68

TISCO แจกปันผล 5.75 บ./หุ้น XD 25 เม.ย.68

          หุ้นวิชัน-ทีมข่าวหุ้นวิชั่น รายงาน นายศักดิ์ชัย พีชะพัฒน์ กรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) (TISCO) เปิดเผยเรื่องการจ่ายปันผลเป็นเงินสด วันที่คณะกรรมการมีมติ : 25 ก.พ. 2568 ชนิดการปันผล : จ่ายปันผลเป็นเงินสด วันกำหนดรายชื่อผู้มีสิทธิได้รับปันผล (Record date) : 28 เม.ย. 2568 วันที่ไม่ได้รับสิทธิปันผล(XD) : 25 เม.ย. 2568 จ่ายให้กับ : ผู้ถือหุ้นสามัญ อัตราการจ่ายปันผลเป็นเงินสด (บาทต่อหุ้น) : 5.75 จ่ายให้กับ : ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิ อัตราการจ่ายปันผลเป็นเงินสด (บาทต่อหุ้น) : 5.75 มูลค่าที่ตราไว้ (Par)(บาท) : 10.00 วันที่จ่ายปันผล : 16 พ.ค. 2568 จ่ายปันผลจาก : งวดดำเนินงานวันที่ 01 ม.ค. 2567 ถึงวันที่ 31 ธ.ค. 2567

KKP-TISCO-TTBรับโชค บสย.จะเพิ่มค้ำสินเชื่อลีสซิ่ง

KKP-TISCO-TTBรับโชค บสย.จะเพิ่มค้ำสินเชื่อลีสซิ่ง

           หุ้นวิชั่น - บทวิเคราะห์ บล. ดาโอระบุว่า นายสิทธิกร ดิเรกสุนทร กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เปิดเผยว่า ในปี 25 บสย.ยังมุ่งเน้นให้ความสำคัญและช่วยเหลือให้กลุ่มเปราะบางและเอสเอ็มอีเข้าถึงแหล่งเงินทุน โดยเตรียมขยายผลิตภัณฑ์และเป้าหมายการให้การค้ำประกันสินเชื่อ โดยขณะนี้กำลังศึกษาค้ำประกันสินเชื่อลีสซิ่งรถยนต์เพื่อประกอบธุรกิจ ซึ่งแนวคิดเกิดจากหลังได้หอการค้าไทยและสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ขอให้หน่วยงานรัฐมีส่วนช่วยเหลือผู้ประกอบการโดยเฉพาะเอสเอ็มอีที่เจอประสบปัญหารายได้และสภาพคล่องจนไม่อาจกระทบต่อการผ่อนรถยนต์            เบื้องต้นได้หารือกับธนาคารที่มีบริษัทลูกให้บริการลีสซิ่งรถยนต์แล้ว 6-8 ราย หลังจากจัดทำรายละเอียดแล้วจะนำเสนอบอร์ดบสย.เพื่อพิจารณาและอนุมัติ และลงนามความร่วมมือกับธนาคารทันที โดยใช้งบประมาณที่เป็นกำไรจากการดำเนินการของ บสย.ส่วนหนึ่ง คาดว่าหลังบอร์ด บสย.เห็นชอบจะสามารถดำเนินการได้ตั้งแต่เดือน มี.ค.นี้ ซึ่งเชื่อว่าได้รับความตอบรับจากทั้งบริษัทให้บริการลีสซิ่ง และค่ายรถยนต์ เป็นการกระตุ้นยอดซื้อรถใหม่ และ ผู้ประกอบการกล้าลงทุนเพิ่ม โดย บสย.จะค้ำประกันสำหรับผู้มีประวัติดีและยังดำเนินธุรกิจ แต่เราค้ำประกันไม่เกิน 20% ของวงเงินหนี้ พร้อมกันนี้กำลังเตรียมมาตรการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางที่เจอปัญหาเข้าถึงสินเชื่อไม่ได้ (ที่มา: มติชนออนไลน์)            มองเป็นบวกจากประเด็นดังกล่าว โดยหาก บสย. เข้ามาช่วยค้ำประกันสินเชื่อเช่าซื้อให้กับกลุ่มเปราะบาง โดยเฉพาะ SME ที่ตอนนี้เข้าถึงสินเชื่อได้ยาก ซึ่งเบื้องต้น บสย. จะค้ำประกันให้ไม่เกิน 20% ของวงเงินหนี้ ทำให้เราคาดว่าผู้ประกอบการอย่างธนาคารและบริษัทลูกของธนาคารที่ปล่อยสินเชื่อเช่าซื้อจะมีโอกาสที่ปล่อยสินเชื่อเช่าซื้อให้กับ SME เพิ่มขึ้นได้บ้าง ซึ่งจะส่งผลดีต่อธุรกิจเช่าซื้อรถยนต์ รวมถึงอุตสาหกรรมรถยนต์ โดยธนาคารที่มีสินเชื่อเช่าซื้อเรียงตามสัดส่วนสินเชื่อเช่าซื้อจากมาก-น้อยคือ เช่น KKP (45% ของสินเชื่อรวม), TISCO (43% ของสินเชื่อรวม), TTB (29% ของสินเชื่อรวม), BAY (21% ของสินเชื่อรวม), SCB (6% ของสินเชื่อรวม)            ยังคงให้น้ำหนักการลงทุนลงเป็น “มากกว่าตลาด” โดยเลือก KTB (ซื้อ/เป้า 24.50 บาท) และ BBL (ซื้อ/เป้า 186.00 บาท) เป็น Top pick            ส่วน KKP (ถือ/เป้า 50.00 บาท), TISCO (ถือ/เป้า 96.00 บาท) และ TTB (ซื้อ/เป้า 2.22 บาท) จะได้ sentiment เชิงบวกต่อราคาหุ้นจากประเด็นดังกล่าว

ธ.ทิสโก้ ชี้เป้าซื้อกองทุน นโยบายทรัมป์หนุน หุ้นสหรัฐฯ !

ธ.ทิสโก้ ชี้เป้าซื้อกองทุน นโยบายทรัมป์หนุน หุ้นสหรัฐฯ !

         หุ้นวิชั่น - ธนาคารทิสโก้คาด หุ้นสหรัฐฯ จะสร้างผลตอบแทนโดดเด่นในปี 2568 หลังทรัมป์เดินหน้านโยบายตามที่หาเสียงไว้ หนุนกำไรบริษัทจดทะเบียนพุ่ง 14% YoY สูงกว่าตลาดหุ้นโลกที่โต 8% YoY แนะควรเลือกกองทุนหุ้นสหรัฐฯ ที่มีนโยบายการลงทุน ‘เชิงรุก’ เพราะไม่ใช่ทุกอุตสาหกรรมจะเติบโตดี ต้องให้ผู้จัดการกองทุนมืออาชีพคัดเลือกหุ้นเข้าพอร์ต พร้อมเปิดชื่อ 3 กองทุนเด่นน่าซื้อ คือ UUSA, ES-USBLUECHIP และ TUSFIN-A          นางวรสินี เศรษฐบุตร ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์กองทุน และสื่อสารการตลาด สายธุรกิจธนบดี ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ธนาคารทิสโก้ประเมินว่าปี 2568 ตลาดหุ้นสหรัฐฯ มีโอกาสสร้างผลตอบแทนโดดเด่น หลังนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกคำสั่งประธานาธิบดีหลายฉบับที่ช่วยสนับสนุนธุรกิจในประเทศสหรัฐฯ ตามที่หาเสียงไว้ ทำให้นักวิเคราะห์จาก Bloomberg คาดว่ากำไรบริษัทจดทะเบียนสหรัฐฯ (S&P500 Index) ปี 2568 เติบโตสูงถึง 14% YoY ดีกว่าตลาดหุ้นโลก (MSCI ACWI) ที่กำไรบริษัทจดทะเบียนโต 8% YoY          นอกจากนี้ หากลงลึกรายกลุ่มอุตสาหกรรมธนาคารทิสโก้มองว่าหุ้นกลุ่มการเงินสหรัฐฯ เป็นกลุ่มที่มีปัจจัยสนับสนุนการเติบโตอย่างมาก เพราะได้รับประโยชน์จากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยที่กว้างขึ้นจากอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่อยู่ในช่วงขาลง รวมถึงนโยบาย Financial Deregulation จะช่วยผ่อนคลายกฎเกณฑ์ในการดำเนินธุรกิจของสถาบันการเงิน ทำให้สามารถขยายธุรกิจได้มากขึ้น ดังนั้น ธีมลงทุนที่ธนาคารทิสโก้แนะนำเพื่อเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนจากนโยบายทรัมป์ คือ กองทุนหุ้นสหรัฐฯ และกองทุนที่มีนโยบายลงทุนในกลุ่มสถาบันการเงินสหรัฐฯ          อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ที่สนใจลงทุนในกองทุนหุ้นสหรัฐฯ ธนาคารทิสโก้แนะนำให้เลือกกองทุนที่มี ‘นโยบายการลงทุนเชิงรุก’ มากกว่ากองทุนที่มีนโยบายการลงทุนตามดัชนี เพราะไม่ใช่ทุกอุตสาหกรรมในสหรัฐฯ จะเติบโตได้ดี อีกทั้งบางอุตสาหกรรมของสหรัฐฯ อาจได้รับผลกระทบทางอ้อมจากนโยบายของทรัมป์ นอกจากนี้ ปี 2568 เศรษฐกิจสหรัฐฯ มีโอกาสเติบโตในอัตราชะลอตัวเมื่อเทียบกับปี 2567 ซึ่งกองทุนที่มีนโยบายเชิงรุกจะเปิดโอกาสให้ผู้จัดการกองทุนเฟ้นหาหุ้นผู้ชนะมา สร้างผลตอบแทนส่วนเพิ่มจากดัชนีให้กับพอร์ตการลงทุน จากปัจจัยดังกล่าวธนาคารทิสโก้ จึงคัดกองทุนเด่นให้ลูกค้าลงทุน 3 กองทุน คือ 1. กองทุนเปิด ยูไนเต็ด ยูเอส โกรท ฟันด์ (UUSA) 2. กองทุนเปิดอีสท์สปริง US Blue Chip Equity (ES-USBLUECHIP) และ 3. กองทุนเปิด ทิสโก้ ยูเอส ไฟแนนเชียล (TUSFIN-A) สำหรับรายละเอียดกองทุนแนะนำลงทุนทั้ง 3 กองทุนมี ดังนี้ กองทุนเปิด ยูไนเต็ด ยูเอส โกรท ฟันด์  กองทุนนี้มีจุดเด่นตรงที่ผู้จัดการกองทุนจะเน้นคัดเลือกลงทุนในหุ้นรายตัว และกระจายน้ำหนักการลงทุนที่เหมาะสม โดยใช้หลักการวิเคราะห์ด้านปัจจัยพื้นฐาน และการวิเคราะห์แบบ Bottom - up เพื่อเลือกหุ้นที่สนใจ โดยเป็นบริษัทที่มีพื้นฐานแข็งแกร่ง มีความสามารถในการเติบโตของรายได้หรือกำไรสูงกว่าตลาดคาดการณ์ไว้ นอกจากนี้ ผู้จัดการกองทุนจะพิจารณาภาพรวมอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจประกอบการลงทุนด้วย อีกทั้งยังให้ความสำคัญกับปัจจัยด้าน ESG เพื่อเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนในระยะยาว กองทุนเปิด ยูไนเต็ด ยูเอส โกรท ฟันด์ (UUSA) ความเสี่ยงระดับ 6 (เสี่ยงสูง) ลงทุนในกองทุน JPMorgan Funds – US Growth Fund Class I (acc) – USD โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน โดยกองทุนหลักจะลงทุนในหุ้นที่มีการเติบโตหรือแนวโน้มการเติบโต (Growth style) ของบริษัทในประเทศสหรัฐอเมริกา กองทุนเปิดอีสท์สปริง US Blue Chip Equity  กองทุนนี้มีจุดเด่นตรงที่กองทุนหลักเน้นลงทุนในหุ้นสหรัฐฯ ที่มีมูลค่าตลาด (Market Cap) เป็นอันดับต้นๆ ของโลก เป็นบริษัทที่มีรายได้และกำไรเติบโตต่อเนื่อง อีกทั้งมีงบการเงินที่ดีและกระแสเงินสดที่แข็งแกร่ง มีอำนาจในการกำหนดราคาสินค้าพร้อมกับมีขีดความสามารถในการแข่งขัน จากการเป็น “เจ้าตลาด” หรือครองส่วนแบ่งการตลาดในระดับสูง กองทุนเปิดอีสท์สปริง US Blue Chip Equity (ES-USBLUECHIP) ความเสี่ยงระดับ 6 (เสี่ยงสูง) เน้นลงทุนในกองทุน T. Rowe Price Funds SICAV - US Blue Chip Equity Fund Class I โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของ NAV ลงทุนในหุ้นชั้นดีของบริษัทในประเทศสหรัฐอเมริกา โดยกลยุทธ์การลงทุนมุ่งหวังให้ผลประกอบการเคลื่อนไหวตามกองทุนหลัก โดยกองทุนหลักมุ่งหวังให้ผลประกอบการเคลื่อนไหวสูงกว่าดัชนีชี้วัด กองทุนเปิด ทิสโก้ ยูเอส ไฟแนนเชียล จุดเด่นของกองทุนนี้คือเน้นลงทุนในกลุ่มสถาบันการเงินในสหรัฐฯ แบ่งออกเป็น 4 กลุ่มย่อย คือ 1. กลุ่มผู้ให้บริการด้านการเงิน เช่น Berkshire Hathaway และ PayPal 2. กลุ่มธนาคาร เช่น JPMorganChase และ Citigroup 3. กลุ่มธุรกิจประกัน เช่น Chubb และ4. ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับตลาดทุน เช่น Goldman Sachs และ Morgan Stanley ซึ่งทั้งหมดนี้ได้รับประโยชน์มากที่สุดจากนโยบายของทรัมป์ ทั้งในเรื่องการปรับลดภาษีนิติบุคคล และการผ่อนปรนเงื่อนไขในการดำเนินธุรกิจ แถมได้รับผลกระทบในระดับจากสงครามการค้าอีกด้วย กองทุนเปิด ทิสโก้ ยูเอส ไฟแนนเชียล (TUSFIN-A) ความเสี่ยงระดับ 7 (เสี่ยงสูง) ลงทุนในกองทุน Financial Select Sector SPDR Fund ซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการสร้างผลตอบแทนของกองทุนให้ใกล้เคียงกับผลตอบแทนของดัชนี Financial Select Sector                  อย่างไรก็ตาม กองทุน UUSA, ES-USBLUECHIP และ TUSFIN-A ป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน ผู้ลงทุนอาจจะขาดทุนหรือได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนหรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้ ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุนรวมไม่ได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนการตัดสินใจลงทุน ติดต่อสอบถามรายละเอียด หรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่ธนาคารทิสโก้ทุกสาขา หรือ TISCO Contact Center โทร. 02-633-6000 กด 2 กด 4

abs

ปตท. แข็งแกร่งร่วมกับสังคมไทย และเติบโตในระดับโลกอย่างยั่งยืน

SET ก.พ. Sideway Down เก็ง TISCO-ADVANC ยิลด์สูง

SET ก.พ. Sideway Down เก็ง TISCO-ADVANC ยิลด์สูง

          หุ้นวิชั่น - โกลเบล็ก มอง SET กุมภาพันธ์เคลื่อนไหวในกรอบ 1,250-1,320 จุด ด้านนักวิเคราะห์ "วิลาสินี บุญมาสูงทรง" ชี้ 'ทรัมป์' เพิ่มภาษีนำเข้าจากเม็กซิโก แคนาดา จีน กดดันหุ้น Big-Cap กางกลยุทธ์การลงทุนแนะสะสมหุ้น Yield สูง TISCO, ADVANC เด่น จับตางบ บจ.           นางสาววิลาสินี บุญมาสูงทรง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด (GBS) เปิดเผยกับ ทีมข่าวหุ้นวิชั่น ว่า ฝ่ายวิเคราะห์คาดว่า ดัชนี SET Index ในเดือนกุมภาพันธ์ 2568 จะมีแนวโน้มแกว่งตัวในลักษณะ Sideway Down โดยมีแรงกดดันจากการที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เตรียมเรียกเก็บภาษีนำเข้าจากเม็กซิโกและแคนาดาในอัตรา 25% ขณะที่จีนคาดว่าจะเพิ่มภาษีอีก 10% ซึ่งทำให้หลายประเทศมีแนวโน้มจะออกมาตรการตอบโต้           นอกจากนี้ นักลงทุนยังคงติดตามการประกาศผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนที่อาจส่งผลต่อทิศทางตลาดฯ ทั้งนี้ ฝ่ายวิจัยคาดว่า ดัชนี SET Index จะเคลื่อนไหวในกรอบระหว่าง 1,250-1,320 จุด           ขณะที่วานนี้ (3 ก.พ.68) ช่วงเช้าเคลื่อนไหวในแดนลบ ตามทิศทางตลาดต่างประเทศ โดยปรับตัวลงมากสุดราว 40 จุด หลุด 1,300 จุด จากความกังวลสงครามการค้า หลัง “ทรัมป์” ประธานาธิบดีสหรัฐ ลงนามเก็บภาษีนำเข้าจากเม็กซิโกแคนนาดา และจีน ส่งผลให้มีแรงขายมากในหุ้นกลุ่มหุ้นขนาดใหญ่ (Big-Cap)           สำหรับกลยุทธ์การลงทุนในช่วงที่ดัชนีเคลื่อนไหวในแดนลบ ฝ่ายวิเคราะห์แนะนำให้ลงทุนในหุ้นที่มีอัตราผลตอบแทนสูง หรือหุ้น Yield สูง โดยก่อนหน้านี้ได้แนะนำหุ้นขนาดใหญ่หรือ Big-Cap ได้แก่ บริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TISCO และบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ ADVANC ขณะเดียวกันฝ่ายวิเคราะห์อยู่ระหว่างการทบทวนหุ้น Big-Cap หลายบริษัทเพื่อพิจารณาแนวทางการลงทุนเพิ่มเติม           ขณะที่หุ้นขนาดกลางและขนาดเล็ก โดยเฉพาะในตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (mai) ในช่วงที่ดัชนีเคลื่อนไหวในแดนลบ สภาพคล่องในตลาดอาจมีไม่มาก ทำให้การลงทุนในหุ้นกลุ่มนี้ยังไม่คึกคักเท่าหุ้น Big-Cap โดยมีการลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่หรือ Big-Cap ที่มีสภาพคล่องและการเติบโตที่เด่นกว่าเป็นทางเลือกหลักของนักลงทุน รายงานโดย : มินตรา แก้วภูบาล บรรณาธิการข่าว mai สำนักข่าว Hoonvision

กลุ่มทิสโก้ ปักธงยุทธศาสตร์ธุรกิจยั่งยืนปี 2568

กลุ่มทิสโก้ ปักธงยุทธศาสตร์ธุรกิจยั่งยืนปี 2568

           หุ้นวิชั่น - 14 ม.ค.68 – กลุ่มทิสโก้ เดินหน้ายุทธศาสตร์ธุรกิจยั่งยืน (Sustainable Focus) พร้อมจัดทัพรับความท้าทายปี 2568 ด้วยการยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานในทุกมิติ ทั้งด้านคุณภาพสินเชื่อ การบริหารจัดการหนี้และดูแลลูกหนี้อย่างใกล้ชิด ไปจนถึงการยกระดับบริการที่ปรึกษาทางการเงิน พร้อมเสริมศักยภาพด้านเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อวางแผนทางการเงินที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของลูกค้าในทุกช่วงชีวิต รวมถึงการบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างรอบด้าน เพื่อให้ลูกค้ามี Wealth Span ที่สอดคล้องกับ Health Span อย่างยั่งยืน ขณะที่ผลประกอบการปี 2567 มีกำไรสุทธิ 6,901 ล้านบาท            นายศักดิ์ชัย พีชะพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ กลุ่มทิสโก้ (Mr. Sakchai Peechapat, Group Chief Executive, TISCO Financial Group Public Company Limited) เปิดเผยว่า กลุ่มทิสโก้ให้ความสำคัญกับการเป็นสถาบันการเงินที่ได้รับความเชื่อมั่นไว้วางใจจากลูกค้าและผู้มีส่วนได้เสีย พร้อมเติบโตเคียงข้างกันอย่างมั่นคงและยั่งยืน ภายใต้บริบทของเศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอนสูง ในปี 2568 กลุ่มทิสโก้คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวประมาณ 3% จากแรงสนับสนุนด้านการใช้จ่ายและการลงทุนภาครัฐ การฟื้นตัวของการลงทุนภาคเอกชน และการเติบโตของภาคการท่องเที่ยว อย่างไรก็ตาม การขยายตัวดังกล่าวยังคงเปราะบางและเผชิญกับความไม่แน่นอนจากปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ อาทิ นโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง และคุณภาพลูกหนี้ที่ถดถอย แม้ว่านโยบายการเงินที่ผ่อนคลายและมาตรการแก้หนี้ "คุณสู้ เราช่วย" จะมีบทบาทสำคัญในการบรรเทาภาระหนี้ของกลุ่มเปราะบาง แต่ยังไม่สามารถช่วยสร้างการเติบโตที่มั่นคงในวงกว้าง เหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้บริบทของการดำเนินธุรกิจในปี 2568 ยังคงเต็มไปด้วยความท้าทายสูงและต้องดำเนินการอย่างรอบคอบในทุกมิติ ดังนั้น ในปี 2568 กลุ่มทิสโก้จะเดินหน้ายุทธศาสตร์ธุรกิจยั่งยืน (Sustainable Focus) โดยมุ่งเน้นการบริหารจัดการในทุกมิติอย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยกลยุทธ์ที่คำนึงถึงการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีแก่ลูกค้าและผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย กลยุทธ์การเพิ่มประสิทธิภาพด้านสินเชื่อ            ธุรกิจสินเชื่อรายย่อย มีสัดส่วนราว 70% ของสินเชื่อรวม โดยส่วนใหญ่เป็นสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ใหม่ รถยนต์มือสอง รถจักรยานยนต์ และสินเชื่อจำนำทะเบียนรถทุกประเภท ภายใต้แบรนด์ “สมหวัง เงินสั่งได้” ในปีนี้จะเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการดำเนินงานของสาขา โดยนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการไปยังกลุ่มลูกค้าที่มีศักยภาพ ควบคู่กับการดูแลคุณภาพทางเครดิต และให้ความช่วยเหลือดูแลลูกหนี้อย่างใกล้ชิด ขณะเดียวกันจะนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยคัดกรองลูกค้า พร้อมขยายบริการสินเชื่อบ้านและที่ดินแลกเงินไปยังสาขาสมหวัง เงินสั่งได้ เพื่อตอบสนองความต้องการสภาพคล่องที่เพิ่มขึ้น เพิ่มเติมจากปัจจุบันที่ให้บริการเฉพาะสาขาธนาคาร            ธุรกิจสินเชื่อลูกค้าขนาดใหญ่ (Corporate Banking) จะมุ่งเน้นเติบโตในกลุ่มที่ทิสโก้มีความชำนาญ รวมถึงขยายไปยังกลุ่มธุรกิจกระแสใหม่ (S-Curve) ที่มีศักยภาพการเติบโตสูง เช่นเดียวกับ ธุรกิจสินเชื่อธุรกิจเอสเอ็มอี (SME) จะขยายวงเงินสินเชื่อหมุนเวียน (Floor Plan) เพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้กับลูกค้า พร้อมมองหาโอกาสการเติบโตในธุรกิจใหม่ ๆ            “ในปีนี้เศรษฐกิจไทยยังคงต้องเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน สิ่งที่เราทำได้คือการดำเนินธุรกิจด้วยความระมัดระวังต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นการปล่อยสินเชื่ออย่างรับผิดชอบและพิจารณาความเสี่ยงอย่างเหมาะสม พร้อมให้ความช่วยเหลือดูแลลูกค้าอย่างใกล้ชิด ผ่านการปรับโครงสร้างหนี้ และการช่วยเหลือลูกหนี้ในโครงการ “คุณสู้ เราช่วย” พร้อมด้วยขยายบริการไปยังสินเชื่อบ้านและที่ดินแลกเงิน โดยใช้บ้านและที่ดินเป็นหลักประกัน เพื่อตอบสนองความต้องการสภาพคล่องที่เพิ่มขึ้น รวมถึงเดินหน้าหาโอกาสในการเติบโตใหม่ ๆ จากกลุ่มธุรกิจที่ยังคงมีศักยภาพในการเติบโตสูง” นายศักดิ์ชัย กล่าว การเพิ่มขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีดิจิทัล            กลุุ่มทิสโก้ ยังคงเดินหน้ายกระดับการให้บริการทางการเงินอย่างยั่งยืน โดยส่งเสริมการนำเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาวางโครงสร้างพื้นฐานภายในองค์กร ให้สามารถขับเคลื่อนกระบวนการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น พร้อมเพิ่มขีดความสามารถในการวิเคราะห์และใช้ข้อมูล (Data Analytics) ในการเพิ่มโอกาสทางธุรกิจ เข้าใจพฤติกรรมและโจทย์ความต้องการของลูกค้า รวมถึงสร้างนวัตกรรมที่จะยกระดับการให้บริการแก่ลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น ตรงจุด สะดวก เข้าใจง่าย และครบวงจร            นอกจากนี้ จะเร่งภารกิจ Culture of Innovation โดยพัฒนาศักยภาพของพนักงานให้เชี่ยวชาญทั้งด้านการเงิน การลงทุน และก้าวทันเทคโนโลยี นำไปสู่เป้าหมายและผลสัมฤทธ์ที่เกิดขึ้นจริงและวัดผลได้ นั่นคือ การเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย และเสริมศักยภาพการให้บริการได้ดียิ่งขึ้น กลยุทธ์การสร้างรายได้ค่าธรรมเนียม            นายเมธา ปิงสุทธิวงศ์ กรรมการอำนวยการและกรรมการผู้จัดการใหญ่กลุ่มทิสโก้ (Mr. Metha Pingsuthiwong, Chief Operating Officer and President) กล่าวว่า ธุรกิจธนบดีและตลาดทุน จะมุ่งเน้นการให้คำปรึกษาทางการเงินแบบองค์รวม (Holistic Financial Advisory) ครอบคลุมทั้งบริการที่ปรึกษาการเงิน การลงทุน ความคุ้มครองชีวิตและสุขภาพ การวางแผนเกษียณ และการวางแผนมรดก เพื่อสร้างความมั่งคั่งอย่างยั่งยืนในระยะยาวและเหมาะสมกับความต้องการตลอดช่วงชีวิตของลูกค้า            ธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management) มุ่งเน้นยกระดับบริการการวางแผนการเงินให้มีประสิทธิภาพขึ้น โดยจับมือกับพันธมิตรชั้นนำ ได้แก่ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) 14 แห่ง และบริษัทประกัน 11 แห่ง เพื่อคัดสรรผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับลูกค้าแต่ละรายโดยไม่จำกัดค่าย ควบคู่กับการให้คำแนะนำที่ผสานระหว่างที่ปรึกษาทางการเงินและโปรแกรมวางแผนการเงิน TISCO My Goal            ธุรกิจบริหารจัดการกองทุน (Asset Management) มุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงที่มีโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดีอย่างสม่ำเสมอแก่ลูกค้า พร้อมขยายฐานลูกค้าผ่านช่องทางดิจิทัล และ Agent Network รวมถึงต่อยอดผลิตภัณฑ์และบริการไปในกลุ่มกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD)            ธุรกิจหลักทรัพย์ (Securities Brokerage) เพิ่มโอกาสการลงทุนที่ง่ายและสะดวกให้กับลูกค้า พร้อมกระจายรายได้จากการให้บริการใหม่ ๆ โดยนำ AI เข้ามาประยุกต์ใช้ ร่วมกับการจัดสัมมนาให้ความรู้แก่ลูกค้า            ธุรกิจประกันภัย (Bancassurance) มุ่งพัฒนาและคัดสรรผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่คุ้มค่า ตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลายของลูกค้าในเชิงลึก ผ่านความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับบริษัทพันธมิตรประกันภัยชั้นนำ โดยที่บริษัทจะคำนึงถึงความเหมาะสมกับความเสี่ยงและสถานะทางการเงินของลูกค้าแต่ละราย เพื่อให้สามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ได้อย่างตรงจุด สามารถช่วยลูกค้าบริหารความเสี่ยง และสร้างความมั่นคงทางการเงินในระยะยาว ผลการดำเนินงานปี 2567            นายชาตรี จันทรงาม รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายควบคุมการเงินและบริหารความเสี่ยงกลุ่มทิสโก้ (Mr. Chatri Chandrangam, Senior Executive Vice President – Risk and Financial Control) กล่าวว่า ในปี 2567 กลุ่มทิสโก้มีกำไรสุทธิ 6,901 ล้านบาท อ่อนตัวลง 5.5% จากปีก่อน เนื่องจากการตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (Expected Credit Loss - ECL) ที่เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 0.6% ของยอดสินเชื่อเฉลี่ย เพื่อรองรับความเสี่ยงทางเศรษฐกิจและหนี้ภาคครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง            ขณะที่รายได้รวมจากการดำเนินงานปรับตัวดีขึ้น 2.3% โดยรายได้ดอกเบี้ยสุทธิทรงตัวจากปีก่อนหน้า จากการบริหารผลตอบแทนของเงินให้สินเชื่อที่มีประสิทธิภาพ แม้ในภาวะที่ต้นทุนทางการเงินเพิ่มสูงขึ้นเกือบ 30% ก็ตาม ด้านรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเติบโต 8.4% จากการรับรู้กำไรจากเงินลงทุน การขยายตัวของธุรกิจหลักทรัพย์จัดการกองทุน โดยเฉพาะธุรกิจกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และรายได้ธุรกิจวาณิชธนกิจจากการเป็นผู้ร่วมจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายหุ้น IPO            อย่างไรก็ดี ค่าธรรมเนียมธุรกิจธนาคารพาณิชย์ชะลอตัวลง ผลจากรายได้นายหน้าประกันภัยที่ลดลงตามยอดการปล่อยสินเชื่อใหม่ อีกทั้ง ค่าธรรมเนียมจากการซื้อขายหลักทรัพย์อ่อนตัวลง จากปริมาณการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่ซบเซา ด้านค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานลดลง 0.9% จากการลดลงของค่าใช้จ่ายพนักงาน ทั้งนี้ บริษัทมีอัตราผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้นเฉลี่ย (ROAE) งวดปี 2567 อยู่ที่ 16.1%            เงินให้สินเชื่อรวมของกลุ่มทิสโก้ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2567 มีจำนวน 232,200 ล้านบาท ลดลง 1.1% จากสิ้นปี 2566 สาเหตุหลักมาจากการชะลอตัวของสินเชื่อเช่าซื้อรถใหม่ ซึ่งเป็นไปตามยอดขายรถยนต์ในประเทศที่หดตัวลงกว่า 27% ในขณะที่บริษัทยังคงนโยบายการขยายสินเชื่อในกลุ่มสินเชื่อบรรษัทขนาดใหญ่ และสินเชื่อรายย่อยที่มีอัตราผลตอบแทนสูง ได้แก่ สินเชื่อจำนำทะเบียน สินเชื่อเช่าซื้อรถมือสอง และสินเชื่อเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ พร้อมด้วยเพิ่มความรอบคอบและระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อใหม่ในสภาวะที่เศรษฐกิจยังคงเปราะบาง ด้านสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPLs) อยู่ที่ 2.35% ของสินเชื่อรวม ผลจากภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวช้า อย่างไรก็ดี บริษัทยังคงมุ่งเน้นการติดตามดูแลลูกหนี้อย่างใกล้ชิด พร้อมกับการบริหารความเสี่ยงที่รัดกุม ด้วยระดับค่าเผื่อสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตต่อหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL Coverage Ratio) อยู่ที่ 155.3%            ธนาคารทิสโก้ยังคงรักษาระดับฐานะเงินกองทุนที่แข็งแกร่ง โดยมีประมาณการอัตราเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS Ratio) อยู่ที่ 20.5% สูงกว่าอัตราเงินกองทุนขั้นต่ำ 11.0% ที่กำหนดโดยธนาคารแห่งประเทศไทย และมีอัตราเงินกองทุนชั้นที่ 1 และชั้นที่ 2 ต่อสินทรัพย์เสี่ยงอยู่ที่ 18.7% และ 1.8% ตามลำดับ [PR News]

TISCO แจ้งกำไรปี67 ที่ 6.9 พันลบ. เทียบกับปี 66 กำไรที่ 7.3 พันลบ.

TISCO แจ้งกำไรปี67 ที่ 6.9 พันลบ. เทียบกับปี 66 กำไรที่ 7.3 พันลบ.

           บริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) (“บริษัท”) ดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่องตามกลยุทธ์ความยั่งยืนและคำนึงถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่ม โดยให้ความสำคัญทั้งในด้านของการดำเนินธุรกิจอย่างรับผิดชอบ การบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบระมัดระวัง การเพิ่มความสามารถในการแข่งขันพร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ควบคู่ไปกับการดูแลส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีสู่สังคมผ่านโครงการต่างๆ เช่น การให้ความรู้ทางการเงิน การส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนการพัฒนาศักยภาพพนักงานและสร้างองค์กรแห่งความสุข            บริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ในฐานะบริษัทแม่ของกลุ่มธุรกิจทิสโก้ มีกำไรสุทธิจากผลการดำเนินงานเฉพาะกิจการสำหรับปี 2567 จำนวน 6,306.54 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่มาจากรายได้เงินปันผลและรายได้ค่าธรรมเนียมบริการแก่บริษัทลูกภายในกลุ่ม แต่เนื่องจากบริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ประกอบธุรกิจการถือหุ้นในบริษัทอื่น (Holding Company) และไม่มีการประกอบธุรกิจหลักอื่นใด ดังนั้น ผลการดำเนินงานและฐานะการเงินที่ใช้ในการวิเคราะห์ จึงเป็นงบการเงินรวมของบริษัท ซึ่งประกอบด้วยกลุ่มธุรกิจหลัก 2 กลุ่ม คือ กลุ่มธุรกิจธนาคารพาณิชย์และกลุ่มธุรกิจตลาดทุน ผลการดำเนินงานรวมของบริษัท งวดปี 2567            กำไรสุทธิสำหรับผลประกอบการงวดปี 2567 ของบริษัทมีจำนวน 6,901.28 ล้านบาท ลดลงจำนวน 399.84 ล้านบาท หรือร้อยละ 5.5 เมื่อเทียบกับปี 2566 สาเหตุหลักมาจากการตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นที่เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ร้อยละ 0.6 ของยอดสินเชื่อเฉลี่ย ซึ่งเป็นไปตามแผนการเพิ่มสำรองเพื่อกลับสู่ระดับปกติ พร้อมทั้งเพื่อรองรับความเสี่ยงของภาวะเศรษฐกิจที่ยังคงเปราะบาง สำหรับรายได้รวมจากการดำเนินงานปรับตัวดีขึ้นร้อยละ 2.3 โดยรายได้ดอกเบี้ยสุทธิทรงตัวจากปีก่อนหน้าจากการบริหารผลตอบแทนของเงินให้สินเชื่อที่มีประสิทธิภาพ ชดเชยต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มสูงขึ้นร้อยละ 29.4 ตามการปรับเพิ่มขึ้นของดอกเบี้ยเงินฝาก            ด้านรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยขยายตัวร้อยละ 8.4 ส่วนใหญ่มาจากผลกำไรจากเครื่องมือทางการเงินที่วัดมูลค่าด้วยมูลค่ายุติธรรมผ่านกำไรหรือขาดทุน (FVTPL) ด้านธุรกิจหลัก ค่าธรรมเนียมรวมของธุรกิจจัดการกองทุนเติบโตร้อยละ 5.5 จากการขยายตัวของธุรกิจกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ รวมถึงการรับรู้ค่าธรรมเนียมตามผลประกอบการ (Performance Fee) ในช่วงสิ้นปี นอกจากนี้ บริษัทมีรายได้ค่าธรรมเนียมธุรกิจวาณิชธนกิจเพิ่มขึ้นจากการเป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายหลักทรัพย์ครั้งแรก (IPO) อย่างไรก็ตาม ธุรกิจธนาคารพาณิชย์ได้รับผลกระทบจากยอดขายรถยนต์ในประเทศที่ลดลงอย่างมาก ส่งผลให้พอร์ตสินเชื่อปรับลดลง พร้อมกับรายได้ค่าธรรมเนียมนายหน้าประกันภัยอ่อนตัวลง ส่วนค่าธรรมเนียมธุรกิจหลักทรัพย์ชะลอตัว เป็นไปตามภาวะตลาดทุนที่ผันผวนและปริมาณการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่ซบเซา            กำไรต่อหุ้นขั้นพื้นฐาน (Basic earnings per share) สำหรับงวดปี 2567 เท่ากับ 8.62 บาทต่อหุ้น ลดลงจาก 9.12 บาทต่อหุ้นในงวดปี 2566 และบริษัทมีอัตราผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้นเฉลี่ย (ROAE) ของปี 2567 อยู่ที่ร้อยละ 16.1

abs

เจมาร์ท สร้างความสามารถในการแข่งขัน ด้วยการสร้าง Synergy Ecosystem

TISCO จับมือ Google Cloud ยกระดับบริการทางการเงินยุคดิจิทัลด้วยเทคโนโลยี AI

TISCO จับมือ Google Cloud ยกระดับบริการทางการเงินยุคดิจิทัลด้วยเทคโนโลยี AI

          หุ้นวิชั่น - 3 ธ.ค. 67 – TISCO ประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญกับ Google Cloud เพื่อยกระดับการให้บริการทางการเงินอย่างยั่งยืน โดยส่งเสริมการใช้ AI ขับเคลื่อนประสิทธิภาพการทำงาน ควบคู่กับการพัฒนาศักยภาพของพนักงานให้พร้อมสำหรับอนาคต มุ่งหวังการสร้างประสบการณ์ใหม่ที่ดีและหาโซลูชันที่ตอบโจทย์ความต้องการให้กับลูกค้า           นายศักดิ์ชัย พีชะพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “กลุ่มทิสโก้ ประกาศความร่วมมือกับ Google Cloud เพื่อส่งเสริมการใช้ AI ในการขับเคลื่อนประสิทธิภาพการทำงานภายในองค์กร โดยนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วย ควบคู่กับการพัฒนาทักษะของพนักงานให้มีความรู้และความสามารถเหมาะสมกับเทคโนโลยี นับเป็นการวางรากฐานด้านเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มศักยภาพรองรับนวัตกรรมใหม่ ๆ ในยุคดิจิทัลให้เกิดความยั่งยืน”           ในความร่วมมือครั้งนี้ องค์กรบริการระดับมืออาชีพ (Professional Services Organization or PSO) ของ Google Cloud เช่นเดียวกับแพลตฟอร์ม Vertex AI และ BigQuery จะเข้ามามีบทบาทสำคัญ ในการสนับสนุนการทำงานที่หลากหลาย ทั้งการวางโครงสร้างพื้นฐาน การปรับเปลี่ยนกระบวนการให้เหมาะสม การกำหนดนโยบายและแนวปฏิบัติที่สอดคล้อง การพัฒนาศักยภาพบุคลากรให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกัน การสร้างบรรยากาศที่เอื้อให้เกิดการคิดค้นและพัฒนานวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อให้สามารถกำหนดกลยุทธ์ที่จะนำไปสู่เป้าหมายและผลสัมฤทธิ์สำคัญ (Objective & Key Results:OKR) นั่นคือ การเพิ่มรายได้ ลดค่าใช้จ่าย และเสริมศักยภาพในการให้บริการได้ดียิ่งขึ้น รวมถึงการก้าวสู่อนาคตของการให้บริการทางการเงินในยุคดิจิทัล           โดยแพลตฟอร์มวิเคราะห์ข้อมูล BigQuery จาก Google Cloud ช่วยให้องค์กรสามารถรวบรวมข้อมูลในรูปแบบต่าง ๆ จากทุกระบบของบริษัท และวิเคราะห์ข้อมูลรวมด้วยรูปแบบการวิเคราะห์ที่หลากหลาย ซึ่งช่วยให้ธุรกิจสามารถเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกที่เป็นประโยชน์และสามารถนำไปปรับใช้จริงเพื่อยกระดับกระบวนการตัดสินใจขององค์กร นอกจากนี้ Vertex AI ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มพัฒนา AI สำหรับธุรกิจของ Google Cloud ยังรวมเอาความเชี่ยวชาญและองค์ความรู้ด้าน AI ที่ Google สั่งสมมาหลายทศวรรษมาใช้ให้เกิดประโยชน์           ผ่านการผสานการทำงานอย่างไร้รอยต่อระหว่างแพลตฟอร์มเหล่านี้ ช่วยให้องค์กรต่าง ๆ เช่น TISCO สามารถพัฒนาและใช้งานโซลูชัน Generative AI ที่ให้คำตอบที่แม่นยำและน่าเชื่อถือ สอบคล้องกับหลักการ AI ที่มีความรับผิดชอบ และเป็นไปตามมาตรฐานด้านความปลอดภัยและข้อตกลงด้านการปฏิบัติตามกกฎระเบียบอย่างเข้มงวด           “กลุ่มทิสโก้รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับ Google Cloud ซึ่งเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีระดับโลก ความร่วมมือครั้งนี้เป็นก้าวสำคัญในการยกระดับบริการทางการเงินของเรา และยืนยันได้ถึงความมุ่งมั่นของกลุ่มทิสโก้ ในการก้าวสู่การเงินยุคดิจิทัล เพราะในยุคที่เทคโนโลยีทางการเงินเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว เราจำเป็นต้องหาแนวความคิดใหม่ ๆ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งด้านกลยุทธ์ และสิ่งสำคัญที่สุดคือ การสร้าง Growth Mindset ให้เกิดขึ้นกับพนักงานทุกคน ให้พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงนี้ ทีมผู้เชี่ยวชาญของ Google Cloud จะช่วยยกระดับทักษะของพนักงานและพัฒนาแผนงานด้านนวัตกรรมที่เหมาะสม ซึ่งจะเป็นการวางรากฐานที่แข็งแกร่งสำหรับทีมงานของเราในการเข้าถึงและใช้เครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูลรวมถึงการพัฒนา Generative AI ชั้นนำของอุตสาหกรรมเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพ มอบประสบการณ์ที่ดียิ่งขึ้นให้กับลูกค้า และสร้างข้อได้เปรียบในการแข่งขันใหม่ๆ” นายศักดิ์ชัย กล่าว           นายอรรณพ ศิริติกุล Country Director, Google Cloud ประเทศไทย กล่าวว่า “ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่การเปลี่ยนผ่านสู่สังคมไร้เงินสดได้มากยิ่งขึ้น โดยมีการคาดการณ์มูลค่าธุรกรรมรวมของการชำระเงินผ่านระบบดิจิทัล (Gross Transaction Value of Digital Payments) ว่าจะอยู่ระหว่าง 250,000 ล้านถึง 310,000 ล้านเหรียญสหรัฐภายในปีพ.ศ. 2573 ขณะเดียวกัน ผู้บริโภคก็กำลังมองหาแอปพลิเคชันที่มีฟีเจอร์ที่ขับเคลื่อนด้วย Generative AI เช่น ผู้ช่วยส่งข้อความอัจฉริยะที่ช่วยให้การสื่อสารเป็นไปอย่างราบรื่นและการแนะนำที่ตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะบุคคล”           "ด้วยการวางกลยุทธ์ AI ที่ชัดเจนและให้ความสำคัญกับการใช้งาน AI อย่างเหมาะสม TISCO Group จะสามารถนำหน้าเทรนด์สำคัญเหล่านี้ และสร้างประสบการณ์ด้านการธนาคารที่น่าประทับใจยิ่งขึ้น รวมถึงสร้างผลตอบแทนที่เป็นรูปธรรมจากการลงทุนในเทคโนโลยีของตน เรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะได้ร่วมมือกับ TISCO Group เพื่อพัฒนาและใช้งานเทคโนโลยีทางการเงินแห่งอนาคตที่จะยกระดับการบริการลูกค้าในภาคการธนาคารและสร้างประโยชน์ให้แก่คนไทยและสังคมโดยรวม” นายอรรณพ กล่าวเสริม [PR News]

วิเคราะห์หุ้น TISCO ซ่อนมูลค่าปันผลแค่ไหน?

วิเคราะห์หุ้น TISCO ซ่อนมูลค่าปันผลแค่ไหน?

          หุ้นวิชั่น - หุ้นวิชั่นรายงาน บล.ดาโอ ยังคงคำแนะนำ “ถือ” TISCO และราคาเป้าหมายที่ 96.00 บาท อิง 2025E PBV ที่ 1.75x (+0.50SD above 10-yr average PBV) โดยมองเป็นกลางทั้งจากกำไร 3Q24 ที่ออกมาตามคาด           และการประชุมนักวิเคราะห์ที่เป้าหมายโดยรวมยังใกล้เคียงคาด โดยกำไรสุทธิ 3Q24 อยู่ที่ 1.71 พันล้านบาท (-9% YoY, -2% QoQ) จากสำรองฯที่เพิ่มขึ้นตามสินเชื่อจำนำทะเบียน           ด้านสินเชื่อรวมลดลง -1.7% YTD จากสินเชื่อเช่าซื้อที่ลดลงตามยอดขายรถยนต์ ส่วน NPL ดีกว่าคาดมาอยู่ที่ 2.44% (เราคาด 2.49%) ทรงตัวได้จากไตรมาสก่อนเพราะมี write-off NPL ราว 680 ล้านบาท ขณะที่ผู้บริหารคาดกำไรปี 2025E จะฟื้นตัวได้ในระดับต่ำ เพราะ credit cost จะขึ้นไปอยู่ที่ 100bps จากปี 2024E ที่ 70bps แต่คาดหวังการเติบโตจากรายได้ในธุรกิจหลักทรัพย์ รวมถึงสินเชื่อเช่าซื้อกลับมาฟื้นตัวได้ตามยอดขายรถยนต์ รวมถึง NIM มีโอกาสเพิ่มขึ้นหลังจากที่ กนง. มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง กำไรสุทธิ 9M24 คิดเป็น 77% จากประมาณการทั้งปี ทำให้เรายังคงประมาณการกำไรสุทธิปี 2024E อยู่ที่ 6.8 พันล้านบาท ลดลง -7% YoY จาก NIM ที่ลดลงและสำรองฯที่เพิ่มขึ้น ขณะที่เราคาดว่าแนวโน้มกำไร 4Q24E มีโอกาสที่จะลดลงทั้ง YoY และ QoQ จากสำรองฯที่จะเพิ่มขึ้นตามสินเชื่อผลตอบแทนสูงที่เพิ่มขึ้น ราคาหุ้นลดลง -8% ช่วง 3 เดือนที่ผ่านมาเมื่อเทียบกับ SET เพราะมี XD งวด 1H24 ที่ 2.00 บาท           ขณะที่ TISCO ยังยืนยันที่จะจ่ายปันผลในระดับสูงอย่างต่อเนื่องแม้ว่าแนวโน้มกำไรจะลดลง ทั้งนี้เราคาดว่า TISCO จะยังคงเป็นหุ้นที่มี Dividend yield สูงถึงระดับ 8% (จ่ายเงินปันผลปีละ 2 ครั้ง โดยจะ XD ช่วงเดือน ก.ย. และ เม.ย.)

โบรกเผย TISCO ผลประกอบการ 9M67 ต่ำกว่าคาด 2.5% แต่ยังคงเป็นหุ้นปันผลสูง 8%

โบรกเผย TISCO ผลประกอบการ 9M67 ต่ำกว่าคาด 2.5% แต่ยังคงเป็นหุ้นปันผลสูง 8%

          หุ้นวิชั่น-ทีมข่าวหุ้นวิชั่นรายงานว่า บริษัทหลักทรัพย์ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) ระบุถึง TISCO หลังรายงาน ผลประกอบการ 9M67 ต่ำกว่าคาดเล็กน้อยราว 2.5% ซึ่งเป็นแรงกดดันจากต้นทุนดอกเบี้ยจ่ายที่เพิ่มขึ้นตามทิศทางอัตราดอกเบี้ยที่ปรับตัวขึ้นในช่วงก่อนหน้า ประกอบกับการตั้งสำรอง ECL ที่เพิ่มขึ้นตามคุณภาพสินทรัพย์ที่ถดถอยลงตามภาวะเศรษฐกิจ อย่างไรก็ดี ถือว่า TISCO ยังมีผลประกอบการที่ดีโดยลดลงจากงวดเดียวกันปีก่อนเพียง 5.9% บนภาวะที่มีแรงกดดันจากหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และยังถือเป็นหุ้นที่มีปันผลสูงสม่ำเสมอ คาดมีอัตราเงินปันผลตอบแทนสูงถึงปีละ 8% แต่เชื่อว่าอาจมีแรงเทขายออกมาหลังผลประกอบการต่ำคาด แนะนำ ทยอยซื้อ รับปันผลสูง โดยมีราคาเป้าหมายปี 68 ที่ 107 บาท

abs

มุ่งมั่นเป็นผู้นำ เชื่อมโยงทุกโครงข่ายระบบคมนาคมขนส่งอย่างยั่งยืน

TISCO รายงานงบไตรมมาส3/67 ที่ 1,713 ล้านบาท ลดลง 8.6% กำไรต่อหุ้นลดลงเหลือ 2.14 บาท

TISCO รายงานงบไตรมมาส3/67 ที่ 1,713 ล้านบาท ลดลง 8.6% กำไรต่อหุ้นลดลงเหลือ 2.14 บาท

           บริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TISCO รายงาน กำไรสุทธิสำหรับผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2567 ของบริษัทอยู่ที่ 1,713.43 ล้านบาท ลดลง 161.05 ล้านบาท หรือร้อยละ 8.6 จากไตรมาส 3 ปี 2566 สาเหตุหลักมาจากการตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นที่เพิ่มสูงขึ้น ในขณะที่รายได้จากการดำเนินงานเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.0 จากการฟื้นตัวของรายได้ค่าธรรมเนียมจากธุรกิจหลัก พร้อมกับการรับรู้ผลกำไรจากเครื่องมือทางการเงินที่วัดมูลค่าด้วยมูลค่ายุติธรรมผ่านกำไรหรือขาดทุน (FVTPL) ในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับตลาดทุน            ธุรกิจที่เกี่ยวกับตลาดทุนปรับตัวดีขึ้น ทั้งค่าธรรมเนียมการซื้อขายหลักทรัพย์ที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 9.9 จากการขยายตัวของส่วนแบ่งทางการตลาดของ บล.ทิสโก้ และรายได้ค่าธรรมเนียมธุรกิจจัดการกองทุนเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.6 ตามการเติบโตของสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร นอกจากนี้ บริษัทมีการรับรู้รายได้ค่าธรรมเนียมธุรกิจวาณิชธนกิจเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาส 3 ของปีก่อนหน้า ด้านรายได้ดอกเบี้ยสุทธิลดลงร้อยละ 3.0 เนื่องจากต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้นตามการปรับเพิ่มขึ้นของดอกเบี้ยเงินฝาก ส่วนผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (ECL) เพิ่มขึ้นอยู่ที่ร้อยละ 0.6 ของยอดสินเชื่อเฉลี่ย เป็นไปตามแผนการเพิ่มสำรองกลับสู่ระดับปกติ รวมทั้งสะท้อนความเสี่ยงของภาวะเศรษฐกิจที่ยังคงเปราะบาง            เมื่อเทียบกับไตรมาส 2 ปี 2567 กำไรสุทธิลดลง 39.58 ล้านบาท หรือร้อยละ 2.3 สาเหตุจากรายได้ค่าธรรมเนียมธุรกิจวาณิชธนกิจ และผลกำไรจากเครื่องมือทางการเงินที่ปรับลดลง อย่างไรก็ตาม รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยจากธุรกิจหลักฟื้นตัว โดยเฉพาะจากธุรกิจที่เกี่ยวกับตลาดทุน ซึ่งสอดคล้องกับการฟื้นตัวของตลาดทุนไทย โดยค่าธรรมเนียมการซื้อขายหลักทรัพย์เพิ่มขึ้นร้อยละ 38.8 และค่าธรรมเนียมธุรกิจจัดการกองทุนเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.3 นอกจากนี้ ธุรกิจธนาคารพาณิชย์ปรับตัวดีขึ้นร้อยละ 1.1 จากธุรกิจนายหน้าประกันภัย ขณะที่รายได้ดอกเบี้ยสุทธิคงที่จากไตรมาสก่อนหน้า โดยมีต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้นเล็กน้อยที่ร้อยละ 0.5 ส่วนสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นลดลงจากไตรมาสก่อนหน้า            กำไรต่อหุ้นขั้นพื้นฐาน (Basic earnings per share) สำหรับไตรมาส 3 ปี 2567 อยู่ที่ 2.14 บาทต่อหุ้น ลดลงจาก 2.34 บาทต่อหุ้นในไตรมาส 3 ปี 2566 และจาก 2.19 บาทต่อหุ้นในไตรมาสก่อนหน้า ส่วนอัตราผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้นเฉลี่ย (ROAE) อยู่ที่ร้อยละ 16.6 ทั้งนี้ ในไตรมาส 3 ปี 2567 เศรษฐกิจไทยยังคงฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ปัจจัยหนุนมาจากภาคการส่งออกและการท่องเที่ยวที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศจำนวน 26 ล้านคนในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2567 การบริโภคภาคเอกชนทรงตัวท่ามกลางความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ยังอ่อนแอ เนื่องจากความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวช้า ค่าครองชีพที่ยังสูง และผลกระทบจากน้ำท่วมในประเทศไทย ยอดขายรถยนต์ในประเทศงวด 8 เดือนแรกของปี 2567 ลดลงร้อยละ 23.9 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า เนื่องจากสถาบันการเงินเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อท่ามกลางหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง            ด้านการเบิกจ่ายและการลงทุนภาครัฐปรับตัวดีขึ้น โดยได้เริ่มโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ 2567 หรือเงินดิจิทัล 10,000 บาท เฟส 1 แก่กลุ่มเปราะบาง วงเงินรวม 140,000 ล้านบาท ในเดือนกันยายน 2567 ทั้งนี้ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไตรมาส 3 ปี 2567 เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.6 สืบเนื่องจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น            ในไตรมาสนี้ ธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงร้อยละ 0.50 มาอยู่ที่ร้อยละ 4.75-5.00 เพื่อสะท้อนอัตราเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มชะลอตัว ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทยยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (Repo-1 วัน) ที่ร้อยละ 2.50 อัตราดอกเบี้ยเงินฝาก 3 เดือนเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ 4 แห่ง คงที่จากไตรมาส 2 ปี 2567 ที่ร้อยละ 1.14 ด้านอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ 4 แห่ง ทรงตัวจากไตรมาสก่อนหน้า โดยอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี (MLR) อยู่ที่ร้อยละ 7.12 อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายใหญ่ชั้นดีประเภทเงินเบิกเกินบัญชี (MOR) ร้อยละ 7.56 และอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายย่อยชั้นดี (MRR) อยู่ที่ร้อยละ 7.31            สำหรับภาวะตลาดทุนในไตรมาส 3 ปี 2567 ปรับตัวดีขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า เนื่องจากความเชื่อมั่นของนักลงทุนฟื้นตัวหลังจากสถานการณ์การเมืองมีความชัดเจนมากขึ้น ประกอบกับการเปิดตัวของกองทุนวายุภักษ์ ทำให้มีเงินทุนไหลกลับเข้าตลาดทุนไทย ทั้งจากนักลงทุนสถาบันไทยและนักลงทุนสถาบันต่างประเทศ ปริมาณการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ ขยายตัว โดยมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 47,467.05 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 43,074.07 ล้านบาทในไตรมาส 2 ปี 2567 ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยปิดที่ 1,448.83 จุด เพิ่มขึ้น 147.87 จุด หรือร้อยละ 11.4 จากสิ้นไตรมาสก่อนหน้า

[ภาพข่าว] TISCO ร่วมกับ 18 บริษัทพันธมิตรประกันภัย จัดงานวิ่ง “Go Run มันส์กว่าเดิม #2”

[ภาพข่าว] TISCO ร่วมกับ 18 บริษัทพันธมิตรประกันภัย จัดงานวิ่ง “Go Run มันส์กว่าเดิม #2”

          9 ต.ค. 2567 - นางกุสุมา ประถมศรีเมฆ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน) ในฐานะนายหน้าประกันภัยที่ให้บริการ Open Architecture ซื้อขายผลิตภัณฑ์ประกันจากหลากหลายค่ายในจุดเดียว ร่วมกับ  18 บริษัทพันธมิตรด้านประกันชีวิตและประกันวินาศภัย จัดกิจกรรม “Go Run มันส์กว่าเดิม #2” เดิน - วิ่งสานพลังสร้างเสริมสุขภาพที่ดีแก่ผู้บริหารและพนักงานเพื่อต้านโรค NCDs ป้องกันก่อนรักษาเพราะสุขภาพที่ดีคือความมั่งคั่งที่ยั่งยืน พร้อมกระชับความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นทางธุรกิจที่ร่วมกันคิดและพัฒนา ผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตและเพิ่มความอุ่นใจให้กับลูกค้า และเติบโตทางธุรกิจไปด้วยกันอย่างแข็งแรง ณ สวนจตุจักร           จากข้อมูลของกรมควบคุมโรคพบว่ากว่า 75% ของคนไทยเสียชีวิตด้วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (Non-Communicable Diseases : NCDs) โดยที่พบบ่อยในปัจจุบันประกอบด้วย โรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง โรคไขมันในเลือดสูง โรคความดันโลหิตสูง โรคอ้วนลงพุง โรคมะเร็ง และโรคถุงลมโป่งพอง ซึ่งล้วนมีสาเหตุมาจากทั้งปัจจัยภายในและภายนอก อาทิ ความเสื่อมถอยของร่างกาย พันธุกรรม สภาพการทำงาน สารเคมี มลภาวะ พฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น การรับประทานอาหารที่ไม่เหมาะสม เป็นต้น ซึ่งการป้องกันง่าย ๆ เริ่มได้ที่ตัวเอง ด้วยการปรับพฤติกรรมการรับประทานอาการและการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

[ภาพข่าว] กลุ่มทิสโก้ รับรางวัล Outstanding CFO ยอดเยี่ยม

[ภาพข่าว] กลุ่มทิสโก้ รับรางวัล Outstanding CFO ยอดเยี่ยม

          3 ต.ค. 67 - นายชาตรี จันทรงาม ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส สายควบคุมการเงินและบริหารความเสี่ยง บริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) รับรางวัล Outstanding CFO ยอดเยี่ยม โดยมอบให้กับผู้บริหารฝ่ายการเงินที่มีผลงานโดดเด่น ในกลุ่มอุตสาหกรรมธนาคาร จากการโหวตของนักวิเคราะห์และสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน ในงาน IAA Awards for Listed Companies 2024 ที่จัดขึ้นโดยสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน (Investment Analyst Association – IAA) สะท้อนถึงความรู้ความสามารถในการบริหารจัดการงานได้อย่างโดดเด่น และนำเสนอข้อมูลเชิงลึกได้อย่างตรงประเด็นชัดเจน ซึ่งสร้างความเชื่อมั่นจนได้รับการโหวตจากนักวิเคราะห์และผู้จัดการกองทุน           ทั้งนี้ นายชาตรี ได้รับรางวัลจากเวที IAA Awards for Listed Companies จำนวน 4 ครั้ง ประกอบด้วย รางวัล Outstanding CFO ในปี 2024 และรางวัล Best CFO ในปี 2021 ปี 2020 และปี 2015/2016

abs

SSP : ผู้นำด้านพลังงานหมุนเวียน ทางเลือกใหม่เพื่ออนาคต

พฤอา
311234567891011121314151617181920212223242526272829301234567891011