ปรับแต่งการตั้งค่าการให้ความยินยอม

เราใช้คุกกี้เพื่อช่วยให้คุณสามารถไปยังส่วนต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพและทำหน้าที่บางอย่าง คุณจะพบข้อมูลโดยละเอียดเกี่ยวกับคุกกี้ทั้งหมดภายใต้หมวดหมู่ความยินยอมแต่ละประเภทด้านล่าง คุกกี้ที่ได้รับการจัดหมวดหมู่ว่า "จำเป็น" จะถูกจัดเก็บไว้ในเบราว์เซอร์ของคุณ เนื่องจากมีความจำเป็นต่อการทำงานของฟังก์ชันพื้นฐานของเว็บไซต์... 

ใช้งานอยู่เสมอ

คุกกี้ที่จำเป็นมีความสำคัญต่อฟังก์ชันพื้นฐานของเว็บไซต์ และเว็บไซต์จะไม่สามารถทำงานได้ตามวัตถุประสงค์หากไม่มีคุกกี้เหล่านี้

คุกกี้เหล่านี้ไม่จัดเก็บข้อมูลที่สามารถระบุตัวบุคคลได้

ไม่มีคุกกี้ที่จะแสดง

คุกกี้แบบฟังก์ชันนอลช่วยทำหน้าที่บางอย่าง เช่น แบ่งปันเนื้อหาของเว็บไซต์บนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย รวบรวมความคิดเห็น และฟีเจอร์อื่นๆ ของบุคคลที่สาม

ไม่มีคุกกี้ที่จะแสดง

คุกกี้วิเคราะห์ใช้เพื่อทำความเข้าใจวิธีการที่ผู้เยี่ยมชมโต้ตอบกับเว็บไซต์ คุกกี้เหล่านี้ช่วยให้ข้อมูลเกี่ยวกับตัวชี้วัด เช่น จำนวนผู้เข้าชม อัตราตีกลับ แหล่งที่มาของการเข้าชม ฯลฯ

ไม่มีคุกกี้ที่จะแสดง

คุกกี้ประสิทธิภาพใช้เพื่อทำความเข้าใจและวิเคราะห์ดัชนีประสิทธิภาพหลักของเว็บไซต์ซึ่งจะช่วยให้สามารถมอบประสบการณ์การใช้งานที่ดีขึ้นแก่ผู้เยี่ยมชม

ไม่มีคุกกี้ที่จะแสดง

คุกกี้โฆษณาใช้เพื่อส่งโฆษณาที่ได้รับการปรับแต่งตามการเข้าชมก่อนหน้านี้ และวิเคราะห์ประสิทธิภาพของแคมเปญโฆษณา

ไม่มีคุกกี้ที่จะแสดง

#SGC


สรุปงบกลุ่ม JMART ปี 2567

สรุปงบกลุ่ม JMART ปี 2567

           บริษัท เจมาร์ท กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) (JMART) รายงานผลการดำเนินงานของบริษัทฯ และบริษัทย่อยจากงบการเงินรวมประจำปี 2567 บริษัท มีผลกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้น 1,140.8 ล้านบาท ปรับสูงขึ้นจากปีที่ผ่านมาเท่ากับ 355% ซึ่งแสดงถึงผลการดำเนินงานของบริษัทได้กลับเข้าสู่สภาวะของการเติบโตในการดำเนินงาน            กลุ่มบริษัทเจมาร์ท ยังคงดำเนินธุรกิจภายใต้การดำเนินงานร่วมกันของกลุ่มบริษัทย่อยและร่วม โดยมี 4 สายธุรกิจหลัก ที่เน้นการประกอบธุรกิจในธุรกิจค้าปลีกและการเงินด้วยเทคโนโลยี ภายใต้ปณิธานของการดำเนินงานในแนวคิด “The Power of Synergy” ซึ่งเป็นกลยุทธ์หลักที่สำคัญที่จะสร้างระบบนิเวศในการดำเนินงาน (Ecosystem) เพื่อสร้างผลตอบแทนให้กับผู้ถือหุ้น            ทั้งนี้ ธุรกิจจัดจำหน่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่และอุปกรณ์เสริม ภายใต้การดำเนินงานของบริษัท เจมาร์ท โมบาย จำกัด (“เจมาร์ท โมบาย”) ในปี 2567 ที่ผ่านมา มีจำนวนสาขาที่เปิดทั่วประเทศจำนวน 309 สาขา มียอดขายลดลง 1% จากปีที่ผ่านมา โดยมียอดขายอยู่ที่ระดับ 8,605 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิเท่ากับ 90 ล้านบาท เนื่องจากสภาวะของการแข่งขั้นและสภาวะเศรษฐกิจโดยรวมที่กำลังซื้อยังมีการชะลอตัว            บริษัทฯ ยังคงมีมุมมองในเชิงบวกต่อทิศทางของผลการดำเนินงานในปี 2568 ต่อเนื่อง โดยคาดว่าจะมียอดขายที่สูงกว่าปี 2567 ที่ผ่านมา เนื่องจากการเปลี่ยนผ่านของเทคโนโลยีจาก Smart Phone ไปสู่ AI Smart Phone ซึ่งจะทำให้เกิดการเปลี่ยนผ่านของการใช้มือถือที่มีสมรรถภาพทางด้านปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI มากขึ้น ประกอบกับการร่วมมือกับบริษัทในกลุ่มในการผลักดันยอดขายผ่านสินเชื่อมือถือ Locked Phone ทั้งในส่วนของ Samsung Finance+ โดยบริษัท เคบีเจ แคปิตอล จำกัด และ SG Finance+ โดยบริษัท เอสจี แคปิตอล จำกัด (มหาชน) นอกจากนี้ คาดหวังว่านโยบายการกระตุ้นการใช้จ่ายของภาครัฐจะเพิ่มยอดขายให้ภายในปี 2568 นี้            ธุรกิจบริหารหนี้ด้อยคุณภาพ ภายใต้การดำเนินงานของบริษัท เจเอ็มที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส จำกัด (มหาชน) (JMT) ยังคงเป็นธุรกิจที่มีผลประกอบการที่น่าพอใจอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2567 ที่ผ่านมามีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นเท่ากับ 1,615.2 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อนหน้า 19.7% ซึ่งเป็นผลจากการที่บริษัทมีการตั้งสำรอง Expected Credit Loss ที่เพิ่มขึ้นจากการจัดเก็บหนี้ที่น้อยกว่าประมาณการ โดยเฉพาะในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2567 อย่างไรก็ตามฝ่ายบริหารของเจเอ็มทีได้ปรับกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจโดยการเพิ่มมาตรการในการติดตามหนี้ด้อยคุณภาพให้ใกล้ชิดมากขึ้น ทำให้ตั้งแต่ไตรมาส 3/2567 เป็นต้นมา ระดับของ ECL ที่ต้องสำรองลดลงอย่างชัดเจน และมีการจัดเก็บหนี้คุณภาพที่ดีขึ้นตามลำดับ ซึ่งปี 2568 เจเอ็มที คาดว่าจะมีระดับของ ECL ที่อยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ และทิศทางเช่นเดียวกับในไตรมาส 3 และ 4 ของปี 2567            ธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ภายใต้การดำเนินงานของบริษัท เจเอเอส แอสเซ็ท จำกัด (มหาชน) (J) มีผลการดำเนินงานในปี 2567 มีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นเท่ากับ 165.6 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อนหน้า 14% เนื่องจากรายการปรับมูลค่ายุติธรรมที่ลดลง โดยในปี 2567 ที่ผ่านมา บริษัทไม่มีการเปิดตัวของโครงการศูนย์การค้าชุมชนที่มีขนาดใหญ่เทียบเท่ากับปี 2566 ที่ผ่านมา โดยเจเอเอสเปิดศูนย์การค้าได้ตามเป้าหมายจำนวน 2 ศูนย์การค้า ด้วยกันคือ JAS Green Village ประเวศ และ JAS Green Village รามคำแหง ซึ่งทำให้ปัจจุบันเจเอเอสมีศูนย์การค้าชุมชนภายใต้การบริหาร 8 ทำลทั่วกรุงเทพฯ และปริมณฑล ทั้งนี้ สำหรับปี 2567 ที่ผ่านมา บริษัทเน้นรักษากระแสเงินสดพร้อมกับการปรับปรุงโครงการของศูนย์การค้าเดิม ซึ่งได้เห็นผลอย่างชัดเจนที่ศูนย์การค้า JAS Green Village อมตะ ที่มีผู้เช่ารายใหญ่และรายย่อยเข้ามาเช่าพื้นที่ทำให้โครงการศูนย์การค้ามีอัตราการเช่าที่ดีขึ้น และในช่วงปลายปี 2567 ที่ผ่านมา โครงการ The JAS รามอินทราได้เปิดตัว Supermarket โดย Big C ได้เข้ามาเปิด Big C Food Place ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดีจากลูกค้าจากชุมชนใกล้เคียง ในปี 2568 J มุ่งเน้นไปที่การสร้างรายได้ส่วนเพิ่ม โดยที่จะมีมูลค่าการลงทุนขนาดใหญ่ที่ลดลง และสร้างอัตรากำไรเพิ่มจากอสังหาริมทรัพย์ที่มีศักยภาพภายใต้การบริหารของบริษัท            ธุรกิจประกันภัย ภายใต้บริษัทย่อยของเจเอ็มที ภายใต้ชื่อบริษัท เจมาร์ท ประกันภัย จำกัด (มหาชน) สำหรับปี 2567 มีรายได้ 227.2 ล้านบาท ลดลง 89.1 ล้านบาท หรือลดลง 28.2% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากบริษัทฯ ได้พิจารณาการรับประกันภัยโดยพิจารณาถึงความเสี่ยงของประกันภัยเพื่อควบคุม Loss Ratio            ขณะที่ บริษัท เจ เอ็ม ที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส จำกัด (มหาชน) หรือ JMT สำหรับผลการดำเนินงานของบริษัทฯ และบริษัทย่อยประจำปี 2567 งบการเงินรวมมีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นบริษัทฯ 1,615.2 ล้านบาท ลดลงจากปี 2566 เท่ากับ 395.5 ล้านบาท คิดเป็นอัตรากำไรสุทธิเท่ากับ ร้อยละ 30.9 ส่วนรายได้รวมสำหรับปี 2567 เท่ากับ 5,225.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 139.3 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นในอัตราร้อยละ 2.7            ด้าน บริษัท ซิงเกอร์ประเทศไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SINGER สำหรับไตรมาสสุดท้ายของเดือนธันวาคม กลุ่มบริษัทฯ มีกำไรสุทธิของบริษัทใหญ่จำนวน 14 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3,224 ล้านบาท จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนที่มีผลขาดทุน 3,210 ล้านบาท เนื่องจากในปี 2567 กลุ่มบริษัทฯ มีการตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตในธุรกิจสินเชื่อของบริษัทย่อย และการตั้งสำรองการลดลงของมูลค่าสินค้าในบริษัท รวมทั้งสินค้าล้าสมัยในสินค้าคงเหลือลดลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับปีก่อน            ด้านบริษัท เจเอเอส แอสเซ็ท จำกัด (มหาชน)หรือ J สำหรับผลการดำเนินงานของบริษัทฯ และบริษัทย่อยประจำปี 2567 มีกำไรสุทธิ 165.6 ล้านบาท ลดลงจากปี 2566 ร้อยละ 14 โดยสาเหตุหลักที่บริษัทมีกำไรสุทธิลดลง เนื่องจาก รายการกำไรสุทธิจากการปรับมูลค่ายุติธรรมของอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุนลดลง จากคอมมูนิตี้มอลล์ใหม่ของบริษัทฯ ที่ทำการเปิดศูนย์การค้า JAS Green Village ประเวศ ในไตรมาสที่ 2/2567 และ JAS Green Village รามคำแหง ในไตรมาสที่ 3/2567 ซึ่งมีมูลค่าของโครงการขนาดเล็กกว่าปี 2566 รวมถึง ต้นทุนค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่เพิ่มสูงขึ้น            นอกจากนี้ ในปีที่ผ่านมา บริษัทได้มุ่งเน้นไปที่ การพัฒนาศูนย์การค้าเดิมให้มีรายได้เพิ่มขึ้น รวมถึง ปรับเปลี่ยนผู้เช่ารายหลักในบางศูนย์การค้า ที่เปิดดำเนินการมาระยะหนึ่งแล้ว เพื่อเพิ่มสีสันและความน่าสนใจให้กับลูกค้าในแต่ละศูนย์ ขณะที่บริษัท เอสจี แคปปิตอล จำกัด (มหาชน)หรือSGC สำหรับปี 2567 บริษัทมีกำไรสุทธิ จำนวน 162.7 ล้านบาท ในขณะที่ปี 2566 บริษัทมี ขาดทุนสุทธิ จำนวน 2,275.2 ล้านบาท            กำไรสุทธิที่เพิ่มขึ้นเป็นผลมาจาก นโยบายการปล่อยสินเชื่อที่เข้มงวดมากขึ้น และ การติดตามหนี้เชิงรุก ทำให้ ผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นลดลง รวมถึง การเติบโตของรายได้ดอกเบี้ยรับจากพอร์ตสินเชื่อเช่าซื้อโทรศัพท์มือถือ (Lock Phone)นอกจากนี้ การควบคุมค่าใช้จ่าย และการชำระคืนเงินกู้ยืมบางส่วน ทำให้ ดอกเบี้ยจ่ายลดลง ส่งผลให้ในปี 2567 บริษัทมี อัตรากำไรสุทธิอยู่ที่ร้อยละ 8.3            และบริษัท บี เอ็น เอ็น เรสเตอรองท์ กรุ๊ป จำกัด (สุกี้ ตี๋น้อย หรือ Suki Teenoi) ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2567 Suki Teenoi มีสาขาทั้งหมด 78 สาขา, Teenoi BBQ (บุฟเฟต์ปิ้งย่าง) 1 สาขา, และ Teenoi Express (บุฟเฟต์พรีเมียม) 1 สาขา ในปี 2567 Suki Teenoi ได้เปิดสาขาเพิ่มขึ้น 23 สาขา โดยบางส่วนได้เริ่มขยายไปยัง ต่างจังหวัด เช่น ชลบุรี, ระยอง, สุพรรณบุรี, มหาสารคาม, อุดรธานี และเชียงใหม่ ซึ่งเป็นทำเลที่มีลูกค้าเข้าใช้บริการหนาแน่น ด้วยแนวคิด การให้บริการที่เข้าถึงความต้องการของลูกค้า ที่ต้องการทาน สุกี้-ชาบู ในราคาคุ้มค่า ทำให้สามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้อย่างดี            สำหรับปี 2567 ที่ผ่านมา บริษัทได้รับส่วนแบ่งกำไรจากการถือหุ้น Suki Teenoi ในสัดส่วนร้อยละ 30 เท่ากับ 350.7 ล้านบาท จากผลกำไรสุทธิรวม 1,169 ล้านบาท (ไม่รวมการปันส่วนราคาซื้อ (PPA))            นอกจากนี้ บริษัทได้ดำเนินกิจกรรมทางการตลาดร่วมกับ กลุ่มบริษัทเจมาร์ท เช่น การนำคะแนนสะสมมาแลกเป็นค่าบุฟเฟต์ ตามที่กำหนด รวมถึงยังมีแผนร่วมมือกันในการเปิดร้าน Teenoi BBQ ในศูนย์การค้าของ JAS Asset ซึ่งได้เปิดไปแล้ว 1 สาขาที่ Jas Green Village คู้บอน เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2568 ที่ผ่านมา

SGC ปี 67 พลิกมีกำไร 162.7 ลบ. หลังปี 66 ขาดทุน 2,275 ลบ.

SGC ปี 67 พลิกมีกำไร 162.7 ลบ. หลังปี 66 ขาดทุน 2,275 ลบ.

           หุ้นวิชั่น - นายอโณทัย ศรีเตียเพ็ชร กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสจี แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) (SGC) เปิดเผยผลการดำเนินงานปี 2567 บริษัทฯ มีกำไรสุทธิจำนวน 162.7 ล้านบาท ในขณะที่ปี 2566 ขาดทุนสุทธิจำนวน 2,275.2 ล้านบาท กำไรสุทธิที่เพิ่มขึ้นเป็นผลมาจากนโยบายการปล่อยสินเชื่อที่เข้มงวดมากขึ้นและการติดตามหนี้เชิงรุก ทำให้ผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นลดลง การเติบโตของรายได้ดอกเบี้ยรับจากพอร์ตสินเชื่อเช่าซื้อโทรศัพท์มือถือ (Lock Phone) การควบคุมค่าจ่าย รวมถึงการชำระคืนเงินกู้ยืมบางส่วน ทำให้ดอกเบี้ยจ่ายลดลง ส่งผลให้ในปี 2567 บริษัทมีอัตรากำไรสุทธิอยู่ที่ 8.3%            สำหรับปี 2567 บริษัทมีผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจำนวน 652.1 ล้านบาท ลดลงจำนวน 3,118.7 ล้านบาท หรือ 82.7% เมื่อเทียบกับปีก่อน เนื่องจากในปี 2566 บริษัทได้ตัดหนี้สูญเป็นจำนวนมากในกลุ่มลูกหนี้ด้อยคุณภาพของสัญญาเช่าซื้อที่บริษัทได้ติดตามทวงถามและพิจารณาว่าเป็นลูกหนี้ที่ไม่สามารถชำระหนี้ได้ และได้ตั้งประมาณการค่าผิดพลาดผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เพื่อให้สอดคล้องกับความเสี่ยงด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากลูกหนี้ ซึ่งเป็นผลจากการสิ้นสุดโครงการให้ความช่วยเหลือจากผลกระทบของ COVID-19 นอกจากนี้ในปี 2567 บริษัทยังมีนโยบายการติดตามหนี้เชิงรุกมากขึ้น ส่งผลให้ในปี 2567 บริษัทไม่ได้มีการบันทึกผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในจำนวนที่สูงอย่างมีนัยสำคัญเช่นเดียวกับปีก่อน            ด้านรายได้ในปี 2567 บริษัทมีรายได้รวมจำนวน 1,954.8 ล้านบาท ลดลงจำนวน 214.7 ล้านบาท หรือ 9.9%  เมื่อเทียบกับปีก่อน ปัจจัยหลักมาจากการลดลงของรายได้ดอกเบี้ยรับจากสัญญาเช่าซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าจำนวน 544.6 ล้านบาท หรือ 76.3% เมื่อเทียบกับปีก่อน เนื่องจากการลดลงของพอร์ตสินเชื่อเช่าซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้า ขณะเดียวกันบริษัทมีรายได้ดอกเบี้ยรับจากสินเชื่อรถทำเงินเพิ่มขึ้นจำนวน 32.9 ล้านบาท หรือ 2.5% เมื่อเทียบกับปีก่อน            ทั้งนี้ในปี 2567 บริษัทมีกำไรจากการรับรู้รายได้ดอกเบี้ยรับจากสินเชื่อเช่าซื้อโทรศัพท์มือถือ (Lock Phone) โดยมีสัดส่วน 11.2% ของรายได้ดอกเบี้ยรับรวม นอกจากนี้บริษัทมีรายได้อื่นจำนวน 166.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจำนวน 86.1 ล้านบาท หรือ 107.5% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดย 67.4% ของรายได้อื่นมาจากรายได้ส่งเสริมการขายจากธุรกิจสินเชื่อเช่าซื้อโทรศัพท์มือถือ (Lock Phone) *เหตุการณ์สำคัญ            ในช่วงไตรมาส 1/2567 บริษัทได้เริ่ม Sandbox ธุรกิจสินเชื่อเช่าซื้อโทรศัพท์มือถือ (Lock Phone) โดยเริ่มจากแบรนด์โทรศัพท์มือถือสัญชาติจีนเพียงแบรนด์เดียวผ่านร้านค้าของบริษัทในเครือ ซึ่งได้รับผลตอบรับที่ดีจากลูกค้า มีผลตอบแทนที่สูงและมีสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้อยู่ในระดับต่ำ บริษัทจึงมีความมั่นใจและเดินหน้าธุรกิจนี้อย่างเต็มที่            ในช่วงไตรมาส 2/2567 บริษัทเริ่ม Nationwide ธุรกิจสินเชื่อเช่าซื้อโทรศัพท์มือถือ (Lock Phone) ผ่านดิจิตอลแพลตฟอร์มที่ชื่อว่า “SG Finance+” โดยขยายช่องทางไปยังร้านค้าทั่วประเทศพันธมิตร และเพิ่มแบรนด์โทรศัพท์มือถือสัญชาติจีนเป็น 4 แบรนด์ บริษัทยังคงเดินหน้าต่อเพื่อเพิ่มแบรนด์โทรศัพท์มือถือและขยายช่องทางไปยังร้านค้าพันธมิตรทั่วประเทศในไตรมาสที่ 3 และไตรมาสที่ 4            ในช่วงไตรมาส 3/2567 บริษัทได้เสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุน โดยบริษัทสามารถระดมทุนได้จำนวน 3,861 ล้านบาท บริษัทได้นำเงินเพิ่มทุนไปใช้ในการปรับโครงสร้างทุน โดยนำเงินส่วนหนึ่งไปชำระหนี้ในบริษัท ซิงเกอร์ประเทศไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SINGER ซึ่งเป็นบริษัทใหญ่ เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางการเงิน ลดภาระดอกเบี้ยจ่าย และขยายธุรกิจสินเชื่อเช่าซื้อโทรศัพท์มือถือ (Lock Phone)            และในช่วงไตรมาส 4/2567 บริษัทได้ออกหุ้นกู้ครั้งที่ 1/2567 ครบกำหนดไถ่ถอนปี 2569 ซึ่งผู้ออกหุ้นกู้มีสิทธิไถ่ถอนหุ้นกู้ก่อนวันครบกำหนดไถ่ถอนจำนวน 250 ล้านบาท เพื่อใช้ในการขยายพอร์ตสินเชื่อเช่าซื้อโทรศัพท์มือถือ (Lock Phone) และเพื่อรองรับการขยายธุรกิจในอนาคต            สำหรับสินเชื่อเช่าซื้อโทรศัพท์มือถือ (Lock Phone) ในปี 2567 บริษัทสามารถปล่อยสินเชื่อใหม่ดังกล่าวประมาณ 3,246 ล้านบาท มีร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการประมาณ 5,950 แห่งทั่วประเทศ และมีแบรนด์โทรศัพท์มือถือสัญชาติจีนทั้งหมด 5 แบรนด์ โดย ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2567 บริษัทมีลูกหนี้สินเชื่อเช่าซื้อโทรศัพท์มือถือ (Lock Phone) คงเหลือ 2,533 ล้านบาท สำหรับธุรกิจสินเชื่อรถทำเงิน บริษัทมีนโยบายหยุดการปล่อยสินเชื่อรถทำเงินตามสภาวะเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมรถยนต์ที่ชะลอตัว            นายอโณทัย กล่าวว่า ในปี 2568 บริษัทยังคงให้ความสำคัญกับการปล่อยสินเชื่อเช่าซื้อโทรศัพท์มือถือ (Lock Phone) อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากเป็นธุรกิจที่ให้ผลตอบแทนที่สูงภายใต้การควบคุมต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ จากการนำเทคโนโลยีมาใช้ รวมถึงเทคโนโลยีกำรล็อคโทรศัพท์มือถือ ทำให้การควบคุมคุณภาพสินเชื่อมีประสิทธิภาพ มีอัตราส่วนสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ในระดับต่ำมาก และมีอัตราการเติบโตของสินเชื่อเช่าซื้อโทรศัพท์มือถือ (Lock Phone) เติบโตอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากตลาดมือถือเป็นตลาดที่ใหญ่ มีช่องทางและโอกาสในการขยายตัวที่ค่อนข้างสูง ซึ่งเป็นโอกาสที่ดีของบริษัทในการเติบโตพอร์ตสินเชื่อและทำกำไรในอนาคต            ปัจจุบันบริษัทมีร้านค้าพันธมิตรที่เข้าร่วมโครงการสินเชื่อเช่าซื้อโทรศัพท์มือถือ (Lock Phone) กว่า 5,950 แห่งทั่วประเทศ จากแบรนด์ชั้นนำทั้งหมด 5 แบรนด์ ซึ่งบริษัทยังคงมีแผนในการเพิ่มแบรนด์โทรศัพท์มือถือ รวมถึงเพิ่มช่องทางการให้บริการสินเชื่อมากยิ่งขึ้น บริษัทมีความมั่นใจว่าธุรกิจสินเชื่อเช่าซื้อโทรศัพท์มือถือจะทำให้บริษัทมีกำไรที่เติบโตขึ้นในอนาคต

[Vision Exclusive] SGC ล็อกโฟนแสนเครื่อง ชูอนุมัติสินเชื่อใน3นาที

[Vision Exclusive] SGC ล็อกโฟนแสนเครื่อง ชูอนุมัติสินเชื่อใน3นาที

          หุ้นวิชั่น - พลิกโฉม SGC ด้วยสินเชื่อรูปแบบใหม่ล็อกโฟน (Locked Phone) เล็งเป้า 1 แสนต่อเดือน ภายในสิ้นปี 2567 พร้อมใช้แอปพลิเคชัน อนุมัติสินเชื่อจบเสร็จภายใน 3 นาที ล่าสุดจับมือพันธมิตรทั่วประเทศเขย่าสินเชื่อมือถือ           นายอโณทัย ศรีเตียเพ็ชร กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสจี แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ SGC เปิดเผยว่า ปัจจุบัน SGC ได้ดำเนินการปรับเปลี่ยนธุรกิจเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในธุรกิจสินเชื่อ โดยริเริ่มโครงการ SG Finance+ ซึ่งนำเสนอสินเชื่อรูปแบบใหม่ล็อกโฟน (Locked Phone) โดยใช้เทคโนโลยีในการพิจารณาความเสี่ยงและป้องกันหนี้ด้อยคุณภาพ สินเชื่อ โดยสามารถอนุมัติผ่านแอปพลิเคชันที่พัฒนาใหม่ ภายใน 3 นาที ล่าสุด SGC มีความร่วมมือกับพันธมิตรหลายรายทั่วประเทศ เช่น เจมาร์ท, บานาน่า, ไอทีซิตี้ และ TG Fone           รวมถึงกลุ่มแบรนด์มือถือชั้นนำ ได้แก่ Oppo, Vivo, Xiaomi, Realme ซึ่งครองส่วนแบ่งตลาดมือถือในประเทศกว่า 60% และยังมีการเปิดตัวมือถือรุ่นใหม่ๆ ที่จะช่วยเพิ่มผลิตภัณฑ์ในการปล่อยสินเชื่อ สะท้อนถึงความเชื่อมั่นที่บริษัทมีต่อพันธมิตร           SGC ยังคงขยายความร่วมมือไปยังร้านค้าจำหน่ายมือถือและ Operator Shop รวมถึงดีลเลอร์ของแบรนด์ต่างๆ ซึ่งปัจจุบันมีดีลเลอร์กว่า 4,500 แห่ง และคาดว่าเพิ่มเป็น 5,000 แห่งภายในสิ้นปีนี้ โดยไม่มีการจ่ายค่าคอมมิชชั่น แต่ SGC จะช่วยเพิ่มยอดขายให้กับแบรนด์มือถือ โดยมุ่งเน้นสินเชื่อสำหรับมือถือที่มีราคามากกว่า 8,000 บาท เนื่องจากข้อมูลระบุว่าผู้ใช้มือถือกลุ่มนี้มีพฤติกรรมการใช้มือถือเพื่อการทำงานและมีอัตราหนี้เสียน้อย           SGC มียอดปล่อยสินเชื่อในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมาได้ทะลุ 1,000 ล้านบาท           SGC ให้ความสำคัญกับการเก็บหนี้ ด้วยเทคโนโลยี Lock Phone ซึ่งช่วยควบคุมหนี้ โดยปัจจุบัน NPL อยู่ที่ 0.5% ในไตรมาส 4/2567 ซึ่งเป็นช่วงไฮซีซันของมือถือ มีแผนการจัดโปรโมชั่นพิเศษร่วมกับแบรนด์มือถือเพื่อดึงดูดลูกค้า           นอกจากนี้ SGC มั่นใจว่า ธุรกิจนี้จะได้รับการตอบรับที่ดี และสร้างผลตอบแทนที่ดีในอนาคต โดยให้ความสำคัญกับการกำหนดนโยบายการปล่อยสินเชื่อที่รัดกุม พิจารณาความเสี่ยงด้านเครดิต และความสามารถในการผ่อนชำระของลูกค้า           “ระบบ Lock Phone จะเริ่มทำงานเมื่อไม่มีการชำระค่างวดภายใน 3 วัน แต่ยังอนุญาตให้โทรออกเบอร์ฉุกเฉิน ติดต่อ Call Center ของ SGC และใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อชำระเงินได้”           ที่ผ่านมา SGC ได้ระดมทุนผ่านการขายหุ้นเพิ่มทุนให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิม (Rights Offering) ทำให้ได้รับเงินทุน 3,860 ล้านบาท ซึ่งช่วยปรับโครงสร้างฐานทุนของบริษัทให้อยู่ในระดับที่แข็งแกร่งขึ้น นอกจากนี้ ยังมี SGC-W1 และ W2 ที่รองรับธุรกิจ Lock Phone อย่างต่อเนื่อง โดย W1 มีอายุ 1 ปี ราคาแปลงสิทธิ 1.30 บาท และ W2 มีอายุ 3 ปี ราคาแปลงสิทธิ 1.60 บาท           SGC ตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อให้ได้ 100,000 เครื่องต่อเดือนภายในสิ้นปี 2567 เพิ่มจำนวนสินเชื่ออย่างต่อเนื่องให้สอดคล้องกับผลิตภัณฑ์ ปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยจากการปล่อยสินเชื่ออยู่ที่ 28% ซึ่งเพิ่มขึ้นจากเดิมเท่าตัว SGC ยังมีรายได้เพิ่มเติมจากค่าธรรมเนียมทางธุรกรรม (Transaction Cost) ที่ 300 บาทต่อสัญญา รายงานโดย : ณัฏฐ์ชญา ปุริมปรัชญ์ภัทร บรรณาธิการข่าว สำนักข่าว Hoonvision

พฤอา
311234567891011121314151617181920212223242526272829301234567891011