ปรับแต่งการตั้งค่าการให้ความยินยอม

เราใช้คุกกี้เพื่อช่วยให้คุณสามารถไปยังส่วนต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพและทำหน้าที่บางอย่าง คุณจะพบข้อมูลโดยละเอียดเกี่ยวกับคุกกี้ทั้งหมดภายใต้หมวดหมู่ความยินยอมแต่ละประเภทด้านล่าง คุกกี้ที่ได้รับการจัดหมวดหมู่ว่า "จำเป็น" จะถูกจัดเก็บไว้ในเบราว์เซอร์ของคุณ เนื่องจากมีความจำเป็นต่อการทำงานของฟังก์ชันพื้นฐานของเว็บไซต์... 

ใช้งานอยู่เสมอ

คุกกี้ที่จำเป็นมีความสำคัญต่อฟังก์ชันพื้นฐานของเว็บไซต์ และเว็บไซต์จะไม่สามารถทำงานได้ตามวัตถุประสงค์หากไม่มีคุกกี้เหล่านี้

คุกกี้เหล่านี้ไม่จัดเก็บข้อมูลที่สามารถระบุตัวบุคคลได้

ไม่มีคุกกี้ที่จะแสดง

คุกกี้แบบฟังก์ชันนอลช่วยทำหน้าที่บางอย่าง เช่น แบ่งปันเนื้อหาของเว็บไซต์บนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย รวบรวมความคิดเห็น และฟีเจอร์อื่นๆ ของบุคคลที่สาม

ไม่มีคุกกี้ที่จะแสดง

คุกกี้วิเคราะห์ใช้เพื่อทำความเข้าใจวิธีการที่ผู้เยี่ยมชมโต้ตอบกับเว็บไซต์ คุกกี้เหล่านี้ช่วยให้ข้อมูลเกี่ยวกับตัวชี้วัด เช่น จำนวนผู้เข้าชม อัตราตีกลับ แหล่งที่มาของการเข้าชม ฯลฯ

ไม่มีคุกกี้ที่จะแสดง

คุกกี้ประสิทธิภาพใช้เพื่อทำความเข้าใจและวิเคราะห์ดัชนีประสิทธิภาพหลักของเว็บไซต์ซึ่งจะช่วยให้สามารถมอบประสบการณ์การใช้งานที่ดีขึ้นแก่ผู้เยี่ยมชม

ไม่มีคุกกี้ที่จะแสดง

คุกกี้โฆษณาใช้เพื่อส่งโฆษณาที่ได้รับการปรับแต่งตามการเข้าชมก่อนหน้านี้ และวิเคราะห์ประสิทธิภาพของแคมเปญโฆษณา

ไม่มีคุกกี้ที่จะแสดง

#SAF


PTTGC เดินหน้าผลิตเชื้อเพลิง SAF สำเร็จรายแรกของไทย ย้ำศักยภาพผู้นำเคมีภัณฑ์คาร์บอนต่ำระดับโลก

PTTGC เดินหน้าผลิตเชื้อเพลิง SAF สำเร็จรายแรกของไทย ย้ำศักยภาพผู้นำเคมีภัณฑ์คาร์บอนต่ำระดับโลก

          หุ้นวิชั่น - มาบตาพุด จ.ระยอง ประเทศไทย – 15 มกราคม 2568 : บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC ผู้นำในอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ครบวงจรของไทย ประกาศความสำเร็จในการเริ่มผลิตเชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel: SAF) เป็นรายแรกของประเทศ นับเป็นการยกระดับอุตสาหกรรมพลังงานและเคมีภัณฑ์ด้วยนวัตกรรมเคมีชีวภาพ ความสำเร็จครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ของ GC ในการสร้าง "ความแตกต่างด้วยนวัตกรรม ที่ยั่งยืน" โดยมุ่งสู่การเป็นผู้นำระดับโลกด้านเคมีภัณฑ์ครบวงจรแห่งอนาคต ผ่านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ควบคู่ไปกับการสร้างการเติบโตทางธุรกิจอย่างยั่งยืน สอดคล้องกับเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี พ.ศ. 2593 (ค.ศ. 2050)           การผลิต SAF ของ GC เป็นการต่อยอดความเชี่ยวชาญด้านการกลั่นและเคมีภัณฑ์ชั้นสูง มาสู่นวัตกรรมพลังงานสะอาดสำหรับอุตสาหกรรมการบิน ซึ่งนอกจากจะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแล้ว ยังเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับวัตถุดิบทางการเกษตรและของเสียในประเทศ และส่งเสริมศักยภาพของไทยในการก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการบินคาร์บอนต่ำของภูมิภาคอาเซียน           นายทศพร บุณยพิพัฒน์ ผู้จัดการใหญ่ GC กล่าวว่า “การผลิต SAF เชิงพาณิชย์อย่างเป็นทางการในวันนี้ พร้อมรองรับความต้องการพลังงานทดแทนของอุตสาหกรรมการบินพาณิชย์ไทยที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว และให้ความสำคัญกับการนำแนวปฏิบัติที่ยั่งยืนมาใช้เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่ง SAF ของ GC ได้รับการรับรองมาตรฐาน ISCC CORSIA (International Sustainability and Carbon Certification – Carbon Offsetting and Reduction Scheme for International Aviation)  ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลที่ยอมรับในอุตสาหกรรมการบินสำหรับการรับรองความยั่งยืน และสามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 80%* เมื่อเทียบกับการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานทั่วไป (*อ้างอิงตามมาตรฐานการรับรอง ISCC CORSIA) นอกจากนี้ GC ยังได้รับรองมาตรฐาน ISCC Plus (International Sustainability and Carbon Certification Plus) ซึ่งมุ่งเน้นการใช้วัตถุดิบชีวภาพและวัสดุหมุนเวียนใน  การพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างยั่งยืน โดย GC ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ชีวภาพมูลค่าสูงอีกกว่า 10 ชนิด เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมในหลากหลายอุตสาหกรรม เช่น อุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ยั่งยืน อุตสาหกรรมยานยนต์ และอุตสาหกรรมสิ่งทอ  ถือเป็นการยืนยันถึง     ความมุ่งมั่นในการดำเนินงานภายใต้กรอบความยั่งยืนสูงสุด” ความท้าทายของตลาด           ความต้องการของตลาด SAF กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว อันเป็นผลจากความตระหนักด้านสิ่งแวดล้อมที่เพิ่มขึ้นของอุตสาหกรรมการบินเชิงพาณิชย์และการกำหนดกรอบกฎหมายที่สนับสนุนการใช้พลังงานทดแทนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง           GC ได้เตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับความท้าทายและโอกาสนี้ ด้วยจุดแข็งสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐานที่ทันสมัย บุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญในการกลั่นน้ำมัน และการบริหารจัดการวัตถุดิบอย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านการนำน้ำมันพืชใช้แล้วภายในประเทศมาผลิตเป็น SAF เชิงพาณิชย์           นอกจากนี้ GC ยังได้สร้างความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับพันธมิตรสำคัญในอุตสาหกรรมการบิน ซึ่งจะช่วยให้ GC สามารถรักษาส่วนแบ่งตลาด SAF ได้อย่างมั่นคง และมีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางของอุตสาหกรรมการบินพาณิชย์และพลังงานในอนาคต จุดเด่นที่สำคัญโรงกลั่นชีวภาพ (Biorefinery) นวัตกรรมการผลิตที่มีประสิทธิภาพสูง: ในเฟสแรก GC วางแผนผลิต SAF 6 ล้านลิตรต่อปี โดยใช้น้ำมันพืชใช้แล้วเป็นวัตถุดิบหลัก และมีแผนขยายการผลิตเป็น 24 ล้านลิตรต่อปีในอนาคต ด้วยการใช้เทคโนโลยีการปรับปรุงโรงกลั่นที่มีอยู่เดิม ทำให้สามารถประหยัดการลงทุนเมื่อเทียบกับการสร้างโรงงานใหม่ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการขยายขีดความสามารถการผลิตพลังงานชีวภาพเพื่อรองรับการเติบโตที่ยั่งยืน(ให้เพิ่มเรื่องการลงทุนต่ำไปด้วย) พันธมิตรเชิงกลยุทธ์: ความร่วมมือระหว่าง GC กับพันธมิตรสำคัญอย่าง OR และการบินไทยในการนำ SAF ไปใช้กับเที่ยวบินทั้งในประเทศและต่างประเทศ นับเป็นก้าวสำคัญของ การพัฒนาเครือข่ายการจัดจำหน่ายที่ครอบคลุมทั่วภูมิภาค พร้อมสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับอุตสาหกรรมการบินที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง: GC ได้พัฒนาเคมีภัณฑ์และผลิตภัณฑ์ชีวภาพที่ตอบโจทย์อุตสาหกรรมสำคัญหลากหลายประเภท ได้แก่ บรรจุภัณฑ์ยั่งยืน ชิ้นส่วนยานยนต์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ สิ่งทอ รวมถึงยาและเวชสำอางค์ โดยมุ่งเน้นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับวัตถุดิบทางการเกษตรในประเทศ เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม: การลงทุนในโครงการนี้ไม่เพียงช่วยเสริมความมั่นคงทางพลังงานของประเทศและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคการบิน แต่ยังเปิดโอกาสทางธุรกิจใหม่ในอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ พร้อมสนับสนุนเกษตรกรและชุมชนท้องถิ่นผ่านการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิตทางการเกษตร ตอกย้ำบทบาทของ GC ในฐานะผู้นำด้านนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืนของประเทศ แผนการเติบโตในอนาคต: ขยายกำลังการผลิตเคมีภัณฑ์และผลิตภัณฑ์ชีวภาพที่ใช้พลังงานทดแทน และการลงทุนในเทคโนโลยีที่ยั่งยืน เพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นในตลาดเคมีภัณฑ์และผลิตภัณฑ์ชีวภาพในอนาคต ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตในระยะยาว เสริมสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ทั้งในและต่างประเทศ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งและขยายฐานการตลาด รวมถึงการทำงานร่วมกับองค์กรที่มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีชีวภาพและพลังงานทดแทน เพื่อผลักดันการพัฒนาและขยายตลาดผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืน พัฒนาและส่งเสริมความยั่งยืนในห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่การคัดเลือกแหล่งวัตถุดิบทางชีวภาพที่ยั่งยืนไปจนถึงการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ เพื่อให้กระบวนการผลิตเคมีภัณฑ์และผลิตภัณฑ์ชีวภาพมีความยั่งยืนมากขึ้น ทั้งในด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม ส่งมอบโซลูชันอย่างครบวงจรสำหรับภาคอุตสาหกรรม โดยมุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่สนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมต่างๆ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดห่วงโซ่อุปทาน สร้างภาพลักษณ์องค์กรในฐานะผู้นำด้านนวัตกรรมเคมีภัณฑ์ที่ยั่งยืน ด้วยการดำเนินธุรกิจภายใต้หลักการความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมและธรรมมาภิบาล พร้อมสร้าง ความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภคและผู้ถือหุ้นในระยะยาว           GC เป็นผู้นำในอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ที่มุ่งมั่นสร้างความแตกต่างด้วยนวัตกรรมที่ยั่งยืน  พร้อมส่งมอบโซลูชันเคมีภัณฑ์ครบวงจรตอบสนองต่อความต้องการของตลาดในอนาคตและขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน และสร้างอนาคตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนสำหรับทุกคน [PR News]

มาเลเซียเตรียมผลิต SAF ปี 2027

มาเลเซียเตรียมผลิต SAF ปี 2027

         หุ้นวิชั่น - มาเลเซียผู้ผลิตน้ำมันปาล์มใหญ่อันดับสองของโลกวางแผนเป็นผู้ผลิต Sustainable Aviation Fuel (SAF) ชั้นนำของโลกเพื่อใช้เป็นส่วนผสมในเชื้อเพลิงอากาศยานภายปี 2027 โดยมี 4 บริษัท ได้แก่ EcoCeres Petronas Enilive และ Euglena ร่วมกันสร้างโรงกลั่นและผลิตSAF กำลังการผลิต 1 ล้านต้นต่อปี แบ่งเป็นโรงงานขนาด 6.5 แสนตัน และ 3.5 แสนตัน จากนั้นจะทยอยเพิ่มกำลังการผลิตโดยอิงตามปริมาณวัตถุดิบ ทั้งนี้ ตามแผนการเปลี่ยนผ่านพลังงานแห่งชาติฉบับปี 2023ระบุว่าจะใช้ส่วนผสม SAF 1% และเพิ่มส่วนผสมสู่ 47% ภายในปี 2050

ยูโอบี ปล่อยกู้ 6,500 ล้าน! หนุนบางจากสร้างโรงงานผลิต SAF แห่งแรกในไทย

ยูโอบี ปล่อยกู้ 6,500 ล้าน! หนุนบางจากสร้างโรงงานผลิต SAF แห่งแรกในไทย

           หุ้นวิชั่น - กรุงเทพฯ 13 ธันวาคม 2567 – ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย ได้มอบสินเชื่อภายใต้กรอบการสนับสนุน ทางการเงินเพื่อการเปลี่ยนผ่าน (Transition Finance Framework) จำนวน 6,500 ล้านบาทให้กับบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และบริษัทย่อย เพื่อใช้ในการพัฒนาก่อสร้างและเป็นเงินทุนหมุนเวียนสำหรับโครงการน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel - SAF) แห่งแรกของประเทศไทย ซึ่งถือเป็นการสนับสนุนทางการเงินเพื่อการเปลี่ยนผ่าน สำหรับอุตสาหกรรมที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากธุรกิจปัจจุบันได้ยากครั้งแรกในประเทศไทย            นางสาวพนิตสนีย์ ตั๊นสวัสดิ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธุรกิจลูกค้าองค์กร ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย กล่าวว่า “ธุรกรรมนี้เป็นการยืนยันของยูโอบีในการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องต่อกลุ่มบริษัทบางจาก ให้ครอบคลุมใน ทุกด้าน พร้อมทั้งยืนยันจุดยืนของเราในฐานะธนาคารหลักที่สนับสนุนกลุ่มบริษัทฯ ในด้านกลยุทธ์สำคัญที่เกี่ยวข้องกับแผนการพัฒนาอย่างยั่งยืนและการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน เรามีความภาคภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) ของบางจากฯ ซึ่งเป็นโครงการแรกของประเทศไทย ภายใต้กรอบการสนับสนุนทางการเงินเพื่อการเปลี่ยนผ่านนี้ ธนาคารยูโอบี มีความพร้อมที่จะสนับสนุนกิจกรรมการเปลี่ยนผ่านในหลากหลายด้าน สำหรับอุตสาหกรรมที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากธุรกิจปัจจุบัน ได้ยาก ซึ่งรวมถึงการผลิตเชื้อเพลิงทางเลือกคาร์บอนต่ำ การปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงาน การดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CCS) การใช้ประโยชน์จากก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ดักจับได้ (CCUS) และการมีส่วนร่วมในโครงการคาร์บอนเครดิตโดยสมัครใจ อันจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการผลิต SAF ซึ่งจะมีส่วนช่วยในการลดคาร์บอนในภาคการบินได้” โดยสินเชื่อนี้ได้รับการออกแบบให้มีการจัดสรรคาร์บอนเครดิต เพื่อสนับสนุนเป้าหมายการลดการปล่อยคาร์บอนของบางจากฯ ซึ่งถือเป็นครั้งแรกสำหรับธนาคารยูโอบีในการให้บริการในลักษณะนี้ในประเทศ            นางสาวภัทร์ภูรี ชินกุลกิจนิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน และรองกรรมการผู้จัดการใหญ่กลุ่มงานบัญชีและการเงิน บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า "โครงการนี้สะท้อนความพยายามของบางจากฯ ในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และเปลี่ยนผ่านธุรกิจของเราไปสู่การเป็นกลางทางคาร์บอนในปี 2573 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ในปี 2593 ความร่วมมือนี้ช่วยให้เราสามารถดำเนินการแผนการลดคาร์บอนได้อย่างเป็นรูปธรรม เราขอขอบคุณธนาคารยูโอบี ในการสนับสนุนทางการเงินในครั้งนี้ และความมุ่งมั่นที่จะอยู่เคียงข้างตลอดการเดินทางสู่ความยั่งยืนของเรา" โครงการนี้ออกแบบมาเพื่อผลิต SAF จากน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้ว ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการเปลี่ยนผ่านสู่โซลูชันพลังงานที่ยั่งยืนของประเทศ โครงการ SAF นี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนกลยุทธ์ของบางจากฯ ในการก้าวไปสู่ธุรกิจคาร์บอนต่ำและนวัตกรรมที่ยั่งยืน ซึ่งมีศักยภาพในการสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญในอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซ (Oil & Gas Industry)            น้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) ผลิตจากทรัพยากรที่ยั่งยืนซึ่งสามารถผสมกับเชื้อเพลิงอากาศยานแบบดั้งเดิมเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โครงการนี้ใช้ประโยชน์จากห่วงโซ่คุณค่าแบบบูรณาการของบางจากฯ (Integrated Value Chain) โดยสามารถจัดหาน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้วจากสถานีบริการน้ำมันของบางจากฯ ทั่วประเทศและเครือข่ายพันธมิตร ทั้งนี้ โครงการ SAF จะส่งมอบผลิตภัณฑ์ให้กับบางจากฯ ในฐานะหน่วยงานการค้า/การตลาดหลัก และจำหน่ายให้ลูกค้าอาทิ ผู้จำหน่ายเชื้อเพลิง สายการบิน และผู้ค้าน้ำมัน อีกทั้งเมื่อเร็ว ๆ นี้ บางจากฯ ได้ลงนามในสัญญาซื้อขายกับบริษัท เชลล์ อินเตอร์เนชันแนล อีสเทิร์น เทรดดิ้ง ในประเทศสิงคโปร์ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว            บางจากฯ ซึ่งเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมพลังงานของประเทศไทย เป็นผู้บุกเบิกการผลิต SAF จากน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้วในประเทศไทยผ่านบริษัทย่อย บริษัท บีเอสจีเอฟ จำกัด (BSGF) ซึ่งบางจากได้ลงทุน 8,500 ล้านบาท ในการพัฒนาโครงการผลิต SAF ที่โรงกลั่นน้ำมันบางจาก พระโขนง กรุงเทพฯ คาดว่าจะเริ่มดำเนินการในไตรมาส 2/2568 โดยมีกำลังการผลิต 1 ล้านลิตรต่อวัน ทั้งนี้ การใช้ SAF จะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงประมาณ 80,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า เมื่อเปรียบเทียบกับการใช้เชื้อเพลิงอากาศยานแบบดั้งเดิม

SAF พลังงานทางเลือกสำหรับโลกที่ยั่งยืน

SAF พลังงานทางเลือกสำหรับโลกที่ยั่งยืน

          น้ำมัน SAF (Sustainable Aviation Fuel) หรือ น้ำมันเชื้อเพลิงการบินที่ยั่งยืน คือเชื้อเพลิงชนิดหนึ่งที่ใช้ในอุตสาหกรรมการบิน โดยผลิตจากวัตถุดิบที่ยั่งยืน เช่น น้ำมันพืชใช้แล้ว ไขมันสัตว์ เศษอาหาร หรือวัตถุดิบชีวภาพอื่นๆ ซึ่งสามารถช่วยลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเมื่อเทียบกับเชื้อเพลิงฟอสซิลแบบดั้งเดิม           SAF ถูกพัฒนาเพื่อช่วยลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมของการบิน ซึ่งเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง โดย SAF สามารถผสมกับเชื้อเพลิงการบินแบบดั้งเดิมได้และใช้งานกับเครื่องบินที่มีอยู่ในปัจจุบันโดยไม่ต้องปรับปรุงเทคโนโลยีของเครื่องยนต์ การใช้น้ำมัน SAF เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการลดคาร์บอนในอุตสาหกรรมการบินและสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs) ที่เน้นการรักษาสิ่งแวดล้อมและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก           ทั้งนี้ Used Cooking Oil (UCO) หรือ น้ำมันพืชใช้แล้ว เป็นหนึ่งในวัตถุดิบสำคัญที่ใช้ในการผลิตน้ำมัน SAF น้ำมันพืชใช้แล้วที่เหลือจากการปรุงอาหารสามารถนำมาแปรรูปได้           โดย ASTM (American Society for Testing and Materials) ได้รับรองมาตรฐาน SAF โดยสามารถผสมในน้ำมันเครื่องบินได้ในอัตราส่วน 10-50% ขึ้นอยู่กับกระบวนการผลิตเฉพาะ           ขณะที่ ภาครัฐกำลังเดินหน้าในการจัดทำ Oil Plan 2024 ในส่วนของภาคขนส่งทางอากาศ โดยมีการส่งเสริมการผลิตและการใช้เชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel: SAF) เพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในภาคการบิน มุ่งใช้ศักยภาพวัตถุดิบจากในประเทศ เช่น น้ำมันปรุงอาหารใช้แล้ว (Used Cooking Oil: UCO) น้ำมันปาล์มดิบ และเอทานอล คาดว่าจะสามารถเริ่มมีสัดส่วนการผสม SAF ที่ 1% ในปี พ.ศ. 2569 บริษัทในตลาดหุ้นที่กำลังเดินหน้าในเรื่องของน้ำมัน SAF ได้แก่: BCP BBGI OR PTTGC BAFS EA UAC BCP และ BBGI เดินหน้าน้ำมัน SAF           นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจากและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) รับเชิญร่วมเสวนาในงานสัมมนา “60 YEARS OF EXCELLENCE” ครบรอบ 60 ปี สมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย (Thailand Management Association: TMA)           นายชัยวัฒน์ ได้กล่าวถึงความท้าทายในการสร้างอนาคตที่ยั่งยืนว่าต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐบาล ธุรกิจและประชาชน โดยเฉพาะภาคประชาชนที่สามารถมีส่วนสำคัญในการเปลี่ยนแปลงผ่านการเลือกบริโภคอย่างรับผิดชอบและสนับสนุนผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะเป็นแรงผลักดันให้ภาครัฐและธุรกิจเดินหน้าดำเนินการได้อย่างเต็มที่ สร้างวัฒนธรรมที่ใส่ใจในสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ในขณะที่ภาคธุรกิจ ต้องผนวกหลักการด้าน ESG เข้ากับกลยุทธ์ธุรกิจ การลงทุนในนวัตกรรมสีเขียว การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการสร้างความร่วมมือข้ามภาคส่วน ที่สำคัญคือต้องอาศัยแนวทางแห่งสมดุลที่ผสานการเติบโตขององค์กรเข้ากับความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างลงตัว ในขณะที่ภาครัฐบาล มีหน้าที่กำหนดทิศทางและโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงมาตรการที่สร้างแรงจูงใจและกรอบการดำเนินงานที่เอื้อต่อองค์กรและบุคคลในการขับเคลื่อนสู่ความยั่งยืน           ภายในงาน บางจากฯ ได้ร่วมนำบูธนิทรรศการนำเสนอนวัตกรรมสีเขียวของกลุ่มบริษัทบางจากในการขับเคลื่อนการพัฒนาธุรกิจอย่างยั่งยืนและสร้างระบบนิเวศสู่สังคมคาร์บอนต่ำ เช่น การบุกเบิกการผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) และ Carbon Markets Club คลับรักษ์โลกลดก๊าซเรือนกระจกแห่งแรกของไทย เพื่อสนับสนุนการซื้อขายคาร์บอนเครดิตและการเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศ           นายกิตติพงศ์ ลิ่มสุวรรณโรจน์  ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บีบีจีไอ จำกัด (มหาชน) หรือ BBGI เปิดเผยว่า บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และบริษัท บีบีจีไอ จำกัด (มหาชน) ร่วมกับบริษัท ธนโชค ออยล์ ไลท์ ลงนามข้อตกลงร่วมทุนจัดตั้งบริษัท บีเอสจีเอฟ จำกัด (BSGF) โดยมีสัดส่วนการลงทุนจากบางจากฯ 51%, ธนโชค ออยล์ ไลท์ 29%, และบีบีจีไอ 20% เพื่อดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่ายเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน หรือ SAF (Sustainable Aviation Fuel) จากน้ำมันใช้แล้วจากการปรุงอาหาร (Used Cooking Oil) ซึ่งถือเป็นรายแรกและรายเดียวในประเทศไทยที่ดำเนินการในลักษณะนี้           ขณะนี้โรงงานผลิต SAF กำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง โดยมีความคืบหน้าแล้วกว่า 50-60% และคาดว่าจะสามารถเดินเครื่องผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานได้ในช่วงปลายเดือนมีนาคม 2568 โรงงานดังกล่าวจะมีกำลังการผลิตสูงถึง 1 ล้านลิตรต่อวัน ทำให้เป็นหน่วยผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน SAF จากน้ำมันใช้แล้วจากการปรุงอาหารแห่งแรกในประเทศไทย           ปัจจุบัน กลุ่มบางจากฯ ได้รับความสนใจจากลูกค้าสายการบินที่ติดต่อขอซื้อน้ำมัน SAF อย่างต่อเนื่อง โดยราคาขายน้ำมัน SAF ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 60-80 บาทต่อลิตร ซึ่งอ้างอิงตามราคาจาก Argus ซึ่งเป็นหน่วยงานด้านการรายงานข้อมูลด้านพลังงานและราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ราคานี้ขึ้นอยู่กับความต้องการใช้งานของน้ำมัน SAF และที่ผ่านมาส่วนต่างราคาก็มีการปรับลดลงตามความผันผวนของตลาด ที่มา: บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)

abs

ปตท. แข็งแกร่งร่วมกับสังคมไทย และเติบโตในระดับโลกอย่างยั่งยืน

พฤอา
311234567891011121314151617181920212223242526272829301234567891011