PR9 ร.พ.ผลงานแกร่ง เอเอสแอล ให้เป้า 29.50 บ.
หุ้นวิชั่น - ทีมข่าวหุ้นวิชั่น รายงาน บริษัทหลักทรัพย์ เอเอสแอล จำกัด ระบุว่า แนวโน้ม SET Index ประเมินแกว่งตัว Sideway ในกรอบ 1,178–1,200 จุด จากแรงหนุนการคาดการณ์ว่า มาตรการภาษีของประธานาธิบดีทรัมป์อาจไม่เข้มงวดอย่างที่ตลาดวิตก โดยคาดว่าจะครอบคลุมเพียงบางรายการสินค้าเท่านั้น อีกทั้งทรัมป์ยังส่งสัญญาณว่าอาจมีความยืดหยุ่นในแผนภาษีตอบโต้กับประเทศคู่ค้า อย่างไรก็ดี มีรายงานว่า จีนยังคงเป็นภัยคุกคามทางทหารที่ครอบคลุมที่สุดต่อความมั่นคงของสหรัฐฯ และตั้งเป้าที่จะแซงหน้าสหรัฐฯ ในฐานะผู้นำด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ภายในปี 2030 อย่างไรก็ตาม ผู้ค้าน้ำมันจากจีนได้ระงับการซื้อน้ำมันจากเวเนซุเอลาแล้ว หลังจากทรัมป์ประกาศขู่เรียกเก็บภาษีนำเข้า 25% กับประเทศที่ซื้อน้ำมันและก๊าซจากเวเนซุเอลา ซึ่งจะมีผลในวันที่ 2 เม.ย. นี้ ในด้านข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับตัวลดลง 7.2 จุด สู่ระดับ 92.9 ในเดือนมีนาคม ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนมกราคม 2021 และต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ ขณะที่ยอดขายบ้านใหม่ในเดือนกุมภาพันธ์เพิ่มขึ้น 1.8% สู่ระดับ 676,000 ยูนิต แม้จะยังต่ำกว่าคาดการณ์ โดยได้รับแรงหนุนจากอัตราดอกเบี้ยที่ลดลง ส่วนดัชนีราคาบ้านทั่วประเทศเพิ่มขึ้น 0.1% MoM ในเดือนมกราคม Market Reaction: ตลาดหุ้นสหรัฐฯ และยุโรปปรับตัวขึ้นเล็กน้อย ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลงหลังมีรายงานว่ารัสเซียและยูเครนตกลงยุติการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ขณะที่ Dollar Index อ่อนค่าลงเล็กน้อย ด้านปัจจัยในประเทศ ยังไม่มีปัจจัยใหม่ที่ส่งผลต่อดัชนีโดยตรง แต่ยังคงมีความเสี่ยงจากประเด็นสงครามการค้า แม้ทรัมป์จะส่งสัญญาณผ่อนคลายหรือมีความยืดหยุ่นในมาตรการ แต่ไทยอาจได้รับผลกระทบจากการเก็บภาษีตอบโต้ในสัปดาห์หน้า อย่างไรก็ตาม ตลาดยังมีความหวังต่อการทำ Window Dressing ก่อนปิดไตรมาส 1 แนะนำทยอยสะสมหุ้น Big Cap ที่มี Valuation น่าสนใจ และหุ้นที่กองทุนวายุภักษ์ถืออยู่ เช่น ADVANC, AOT, BDMS, CPALL, CRC, MTC เป็นต้น ติดตาม: ตัวเลข Core PCE เดือนกุมภาพันธ์ของสหรัฐฯ และการอภิปรายไม่ไว้วางใจในประเทศ Stock Pick: PR9 แนวโน้มยังเติบโตทั้งรายได้และกำไร ราคาเป้าเชิงกลยุทธ์ที่ 22.00 บาท แนวโน้มของบริษัทฯ ยังคงเติบโตได้ทั้งในด้านรายได้และกำไร โดยบริษัทได้รายงานงบการเงินปี 2567 มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 713 ล้านบาท ต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้เล็กน้อยที่ 729 ล้านบาท หรือคิดเป็นต่ำกว่าคาดราว 2.2% แต่ยังคงเติบโตจากปีก่อนถึง 27.8% ขณะที่รายได้จากกิจการโรงพยาบาลอยู่ที่ 4,635 ล้านบาท ใกล้เคียงกับประมาณการที่ 4,643 ล้านบาท คิดเป็นการเติบโต 10.3% โดยแบ่งเป็นการเติบโตของรายได้จากผู้ป่วยใน (IPD) 11.3% และผู้ป่วยนอก (OPD) 9.6% ซึ่งจำนวนผู้ป่วยชาวไทยเพิ่มขึ้น 6.1% ขณะที่ผู้ป่วยชาวต่างชาติเพิ่มขึ้นถึง 36.3% โดยเฉพาะกลุ่ม CLMV ที่เป็นฐานลูกค้าเดิม ประกอบกับการทำการตลาดในกลุ่มตะวันออกกลางที่เริ่มเห็นผล ด้านอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ปรับตัวดีขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 34.3% จากปีก่อนที่ 32.9% และสัดส่วนค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อรายได้ลดลงเหลือ 17.8% จากเดิม 18.2% ซึ่งสะท้อนถึงการประหยัดจากขนาด (Economies of Scale) สำหรับแนวโน้มผลประกอบการในปี 2568–2569 เรายังคงมีมุมมองเชิงบวก โดยคาดว่ารายได้ในช่วง 3 ปีถัดไปจะอยู่ที่ 4,922 ล้านบาท, 5,168 ล้านบาท และ 5,426 ล้านบาท ตามลำดับ คิดเป็นการเติบโต 6.2%, 5% และ 5% ตามลำดับ ซึ่งสะท้อนถึงแนวโน้มจำนวนผู้รับบริการที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะ OPD ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และ IPD ที่มีสัดส่วนผู้ป่วยโรคซับซ้อนมากขึ้น ส่งผลให้ GPM ปรับตัวดีขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 35% อีกทั้งยังได้รับแรงหนุนจากการทำการตลาดในกลุ่มตะวันออกกลางเต็มปีในปีนี้ ด้านกำไรสุทธิ คาดว่าจะอยู่ที่ 764 ล้านบาท, 801 ล้านบาท และ 841 ล้านบาท ตามลำดับ ในเชิงพื้นฐาน แนะนำ “ซื้อ” โดยคงราคาเหมาะสมปี 2568 ที่ 29.50 บาท อิงจากวิธี Discounted Cash Flow โดยใช้ WACC ที่ 7.7% และอัตราการเติบโตต่อเนื่อง (Terminal Growth) ที่ 3% ทั้งนี้ยังคงประมาณการเดิมจากครั้งก่อนหน้า โดยบริษัทมีแนวโน้มการเติบโตของรายได้และกำไรอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งยังมีศักยภาพในการขยายฐานลูกค้าชาวต่างชาติได้อีกมากในอนาคต ระดับแนวรับอยู่ที่ 20.50–20.20 บาท ซึ่งไม่ควรปรับตัวต่ำกว่านี้ ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 21.00 / 21.50 / 22.00 บาท