ปรับแต่งการตั้งค่าการให้ความยินยอม

เราใช้คุกกี้เพื่อช่วยให้คุณสามารถไปยังส่วนต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพและทำหน้าที่บางอย่าง คุณจะพบข้อมูลโดยละเอียดเกี่ยวกับคุกกี้ทั้งหมดภายใต้หมวดหมู่ความยินยอมแต่ละประเภทด้านล่าง คุกกี้ที่ได้รับการจัดหมวดหมู่ว่า "จำเป็น" จะถูกจัดเก็บไว้ในเบราว์เซอร์ของคุณ เนื่องจากมีความจำเป็นต่อการทำงานของฟังก์ชันพื้นฐานของเว็บไซต์... 

ใช้งานอยู่เสมอ

คุกกี้ที่จำเป็นมีความสำคัญต่อฟังก์ชันพื้นฐานของเว็บไซต์ และเว็บไซต์จะไม่สามารถทำงานได้ตามวัตถุประสงค์หากไม่มีคุกกี้เหล่านี้

คุกกี้เหล่านี้ไม่จัดเก็บข้อมูลที่สามารถระบุตัวบุคคลได้

ไม่มีคุกกี้ที่จะแสดง

คุกกี้แบบฟังก์ชันนอลช่วยทำหน้าที่บางอย่าง เช่น แบ่งปันเนื้อหาของเว็บไซต์บนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย รวบรวมความคิดเห็น และฟีเจอร์อื่นๆ ของบุคคลที่สาม

ไม่มีคุกกี้ที่จะแสดง

คุกกี้วิเคราะห์ใช้เพื่อทำความเข้าใจวิธีการที่ผู้เยี่ยมชมโต้ตอบกับเว็บไซต์ คุกกี้เหล่านี้ช่วยให้ข้อมูลเกี่ยวกับตัวชี้วัด เช่น จำนวนผู้เข้าชม อัตราตีกลับ แหล่งที่มาของการเข้าชม ฯลฯ

ไม่มีคุกกี้ที่จะแสดง

คุกกี้ประสิทธิภาพใช้เพื่อทำความเข้าใจและวิเคราะห์ดัชนีประสิทธิภาพหลักของเว็บไซต์ซึ่งจะช่วยให้สามารถมอบประสบการณ์การใช้งานที่ดีขึ้นแก่ผู้เยี่ยมชม

ไม่มีคุกกี้ที่จะแสดง

คุกกี้โฆษณาใช้เพื่อส่งโฆษณาที่ได้รับการปรับแต่งตามการเข้าชมก่อนหน้านี้ และวิเคราะห์ประสิทธิภาพของแคมเปญโฆษณา

ไม่มีคุกกี้ที่จะแสดง

#MTC


MTC บวกนำกลุ่มสินเชื่อ เก็งกนง. ลดดอกเบี้ย หนุนต้นทุนการเงินดีขึ้น

MTC บวกนำกลุ่มสินเชื่อ เก็งกนง. ลดดอกเบี้ย หนุนต้นทุนการเงินดีขึ้น

             หุ้นวิชั่น-ทีมข่าวหุ้นวิชั่น รายงาน บริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) (MTC) บวก 3.90% นำกลุ่มสินเชื่อ มาอยู่ที่ 40.00 บาท              บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) ระบุ MTC ที่ปรับตัวขึ้นม คาดได้รับ Sentiment บวกจากการคาดการณ์ว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีก หลังเศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนทางการเงินให้กับบริษัท โดยบริษัทมั่นใจว่าสินเชื่อในไตรมาส 1/2568 จะเติบโตได้ดี แม้เป็น Low Season นอกจากนี้ในปีนี้ จะมีแผนเปิดสาขาอีก 600 สาขา หากทำได้ตามเป้า จะขึ้นแท่นเป็นสถาบันการเงินแบบ Non-bank ที่มีสาขามากที่สุดในไทย              บล.กรุงศรี ระบุ  Thai Bond yields ล่าสุดวันนี้ปรับลงแรงต่อเนื่อง อายุ 5 ปี -3 bps 1.67% เช่นเดียวกับอายุ 10 ปี -3 bps 1.94% สะท้อนโอกาส กนง. ลดอัตราดอกเบี้ยลงอีก 1 ครั้งในปีนี้ ราว 25 bps มองเป็นบวกต่อหุ้นในธีมดอกเบี้ยขาลง อาทิ กลุ่มการเงิน จำนำทะเบียน เน้น MTC, JMT              บล.เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) ระบุ ผู้บริหาร MTC ได้ให้ข้อมูลเอาไว้ว่า อัตราการจัดเก็บหนี้ยังอยู่ในระดับที่ดีในไตรมาส 1/2568 เนื่องจากมุ่งเน้นไปที่สินเชื่อขนาดเล็ก แม้ว่าการเติบโตของสินเชื่อจะชะลอตัวลงตามฤดูกาล แต่คาดว่าจะยังเติบโตในระดับเลข 2 หลัก ส่วนต้นทุนความเสี่ยงจากการให้สินเชื่อ(credit cost) และส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ(Net Interest Margin หรือNIM) มีแนวโน้มลดลง YoY โดย credit cost ลดลงจากNPL ที่ลดลงขณะที่NIM ถูกกดดันจากต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้นเรา คงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 60 บาท (P/BV ปี 2568 ที่ 2.9 เท่า และ P/E 18.9 เท่า) โดยมีความเสี่ยงหลัก คือคุณภาพสินทรัพย์ที่อ่อนแอกว่าคาดTop of Form Bottom of Form สำหรับงบการเงินย้อนหลัง 5 ปี (2563-2567) มีกำไรสุทธิต่อเนื่อง ปี 2563  มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 5,213.92 ล้านบาท ปี 2564 มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 4,944.55 ล้านบาท ปี 2565 มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 5,093.09 ล้านบาท ปี 2566 มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 4,906.47 ล้านบาท ปี 2567 มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 5,867.31 ล้านบาท

MTC จับตาโค้งแรก เป้าพอร์ตสินเชื่อโต 15%

MTC จับตาโค้งแรก เป้าพอร์ตสินเชื่อโต 15%

             หุ้นวิชั่น - ทีมข่าวหุ้นวิชั่น รายงาน บริษัทหลักทรัพย์ เอเอสแอล จำกัด คาดตลาดหุ้นทั่วโลกผันผวน ขณะที่นักลงทุนซื้อขายด้วยความระมัดระวังก่อนที่ปธน.ทรัมป์จะประกาศมาตรการ ภาษีศุลกากรตอบโต้ในวันที่ 2 เม.ย. (ตรงกับ 03.00 น. วันที่ 3 เม.ย. ตามเวลาไทย) ที่ทำเนียบขาว ส่งผลให้เกิดความกังวลว่าจะนำไปสู่สงครามการค้าทั่วโลก กระทบการเติบโตทางเศรษฐกิจและเร่งเงินเฟ้อ โดยโกลด์แมน แซคส์ปรับเพิ่มความเสี่ยงที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ จะเข้าสู่ภาวะถดถอยจาก 20% เป็น 35% พร้อมคาดว่า Core PCE จะอยู่ที่ 3.5% ภายในสิ้นปี 2568 และอัตราว่างงานจะขยับขึ้นแตะระดับ 4.5% ด้านข้อมูลเศรษฐกิจที่ได้รายงาน : - ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตปรับตัวลงสู่ระดับ 49.0 ในเดือนมี.ค. ต่ำกว่าที่คาด บ่งชี้ถึงการหด ตัวของภาคการผลิตสหรัฐฯ อันเนื่องมาจากผลกระทบจากการชะลอตัวของคำสั่งซื้อใหม่และการจ้างงาน รวมทั้ง ความกังวลเกี่ยวกับมาตรการภาษีศุลกากรของปธน.ทรัมป์ - แบบจำลองคาดการณ์ GDPNow ล่าสุดของเฟดแอตแลนต้าคาด GDPA 1Q25F ของสหรัฐฯ จะหดตัว 3.7% ปัจจัยในประเทศ : (-) วอลุ่มตลาดยังเบาบาง (-) GPSC/BGRIM รับผลลบหลังปรับลดค่าไฟเหลือ 3.99 บาท/หน่วย ตลาดหุ้นไทยยังไร้ปัจจัยบวกใหม่หนุน โดยยังต้องติดตามยังคงเป็นปัจจัยสงครามการค้าซึ่งเป็นปัจจัยสร้าง ความผันผวนให้กับตลาด ในเชิงกลยุทธ์เราประเมิน SET Index แกว่งตัว sideway ในกรอบ 1,150-1,170 เน้น selective buy หุ้นที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัวเช่น VGI ที่เข้าคำนวณดัชนี SET50 ส่วน ROJNA เข้า SET100 ขณะ ที่ GULF จะเข้าซื้อขายในวันพรุ่งนี้ Stock pick : MTC แนวโน้ม 1Q คาดดีขึ้น YoY เป้าเชิงกลยุทธ์ที่ 41 บาท แนวโน้มยอดขายยังเติบโตทั้งจากในและต่างประเทศ ผู้บริหารตั้งเป้าพอร์ตสินเชื่อเติบโตระหว่าง 10-15% พร้อมคุม NPL ให้ไม่เกิน 2.70% ควบคู่การปล่อยสินเชื่ออย่างมีความรับผิดชอบและเป็นธรรม ส่วน NIM มีแนวโน้มชะลอตัวลงเล็กน้อย เนื่องจากรับรู้ต้นทุนทางการเงินของหุ้นกู้ชุดใหม่ในระดับสูงเต็มปี แต่ด้านแรงกดดันจากต้นทุนทางการเงินมองว่าจะเริ่มผ่อนคลายลงช่วง2H25F หลังจะมีแผน refinance หุ้นกู้ แนวโน้ม 1Q25F คาดทรงตัว QoQ แต่ดีขึ้น YoY จากแนวโน้มสินเชื่อชะลอตัวลง QoQ ตามปัจจัยฤดูกาล รวมถึงสินเชื่อที่ขยายตัวในปีที่แล้วส่วนหนึ่งเป็น top up loan กับลูกค้าเดิม ส่งผลต่อภาระหนี้ภาคครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และส่งผลต่อการควบคุมคุณภาพหนี้ เป็นความเสี่ยงต่อการตั้งสำรองที่สูงขึ้นและอาจสูงกว่าเป้าที่ไม่เกิน 3% ส่วน YoY ดีขึ้นตามฐานสินเชื่อ และแนวโน้ม CoF ลดลง เราประเมินกำไรสุทธิปี 25-26F เท่ากับ 6.59 พันล้านบาท +12%YoY และ 7.76 พันล้านบาท +18%YoY ตามลำดับ แนะนำ “ซื้อ” มีราคาเป้าหมายที่ 50 บาท อิง PBV 2.45 เท่า ใกล้เคียงค่าเฉลี่ยย้อนหลังระยะยาว (6.33 เท่า) – 1.5 SD สูงกว่า SET FIN ที่ 1.20 เท่า แต่เรามองว่าเหมาะสมเนื่องจากการเติบโตของธุรกิจโดดเด่นกว่าอุตสาหกรรมโดยเฉพาะสินเชื่อจำนำจดทะเบียนรถจักรยานยนต์ ทั้งการขยายสาขา (เราคาด +185 สาขา)สินเชื่อ (เราคาด +12%) และฐานลูกค้า รวมถึงสามารถควบคุมคุณภาพลูกหนี้ได้ดี (NPLs ratio > 2.7%) และ Credit cost ที่คาดว่ากำลังผ่านจุดพีคไปแล้ว ขณะที่แนวโน้ม CoF คาดว่าจะผ่อนคลายลงในช่วง 2H25F สำหรับในเชิง sentiment ปัจจุบันมีอันดับ SET ESG rating ที่ AA จึงเป็นหุ้นที่น่าสนใจจากประเด็นการปรับเงื่อนไขของกองทุน LTF เป็น ThaiESG X รวมถึงผลของนโยบายเศรษฐกิจที่กระตุ้นกำลังซื้อฐานราก และแนวโน้มการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในช่วงที่เหลือของปีนี้ เป็น sentiment เชิงบวก แนวรับ 38.00/36.50 ไม่ควรต่ำกว่าลงมา แนวต้าน 39.25/40.75-41.00

ฟินันเซีย ชู 'MTC' เด่น แนะ

ฟินันเซีย ชู 'MTC' เด่น แนะ "ซื้อ" เป้าหมาย 56 บ.

                หุ้นวิชั่น - ทีมข่าวหุ้นวิชั่น รายงาน บริษัทหลักทรัพย์ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) คาดแนวโน้มตลาดวันนี้จะมีโอกาสแกว่ง Sideways to Sideways Up ต่อเนื่อง เข้าหาแนวต้านโซน 1,200+- จุด โดยได้รับแรงหนุนจากผลการประชุม Fed ที่นักลงทุนตอบรับในเชิงบวก โดยอัตราดอกเบี้ย Fed Fund Rate ยังคงอยู่ที่ 4.25-4.50% แต่ Dot Plot ยังสะท้อนมุมมองของ Fed ว่ายังเห็นโอกาสลดดอกเบี้ยในปีนี้อีก 2 ครั้ง แม้ประมาณการเศรษฐกิจใหม่จะปรับลดคาดการณ์การเติบโตของ GDP ลง 0.4%/0.2%/0.1% เหลือ +1.7%/+1.8%/+1.8% ในปี 2025-27 และปรับเพิ่ม Core PCE ปี 2025 ขึ้นจาก 2.5% เป็น 2.8% จากผลกระทบของนโยบายภาษีการค้าของทรัมป์ แต่ตลาดประเมินว่าอาจกระทบเพียงชั่วคราวในช่วงเปลี่ยนผ่าน และอาจไม่นำไปสู่ Recession อย่างที่กังวลในช่วงก่อนหน้า นอกจากนี้ Fed ยังปรับลดขนาด QT ลงจาก US$60,000 ล้านเหลือ US$40,000 ล้านต่อเดือน ส่งผลให้เม็ดเงินไหลกลับเข้าสินทรัพย์เสี่ยงระยะสั้น ขณะที่ Bond Yield ปรับตัวลดลง                 ส่วนปัจจัยในประเทศประเด็นหลักที่ตลาดจับตาคือ มาตรการซื้อหนี้เสียของรัฐบาลว่าจะมีรายละเอียดและความชัดเจนเมื่อไร ซึ่งหากทำได้จริงอาจทำให้เกิด Upside ต่อกำไรและ ROE ของกลุ่มธนาคาร ซึ่งจะเป็นผลดีต่อ SET ในภาพรวม เรายังคงมองว่า SET Index ที่ปรับตัวร่วงแรงราว 20% จาก High เดือน ต.ค. 24 ทำให้ Valuation ระยะกลาง-ยาวน่าสนใจ โดยเทรด PER และ PBV เพียง 12.5 เท่าและ 1.14 เท่าต่ำกว่าค่าเฉลี่ยช่วงก่อนโควิดอย่างมีนัยยะ ทำให้ยังมองเป็นจังหวะในการทยอยสะสม โดยยังคงชอบกลุ่ม Domestic Play ที่มีความเสี่ยงต่ำกว่ากลุ่ม Global-Related Play ที่อาจถูกกระทบจากความไม่แน่นอนของประเด็นการค้าและเศรษฐกิจโลก กลยุทธ์: ยังเน้น Selective Buy หุ้นที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัว ที่มีแนวโน้มกำไร 1Q25-2025 แข็งแกร่งและ Valuation ต่ำกว่าช่วงก่อนโควิดอย่างมีนัยยะ หุ้นเด่นเดือนมี.ค.: BA, BTG, CPALL, MTC, PR9 FSSIA Portfolio: BA, BBL, BTG, CPALL, MTC, NSL, PR9, SEAFCO, SHR หุ้นเด่นวันนี้: MTC แนะนำ "ซื้อ" ราคาเป้าหมาย 56 บาท ยังคงมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มการเติบโตของกำไรปี 2025 แม้การประหยัด Funding Cost จะน้อยกว่าที่เคยประเมิน แต่การเติบโตของสินเชื่อและคุณภาพสินทรัพย์ยังสามารถจัดการได้ดีต่อเนื่อง เราคาดกำไรปกติปี 2025 ที่ 7.1 พันล้านบาท +21% y-y                 ระยะสั้นได้ Sentiment หนุนจาก Bond Yield สหรัฐฯที่ปรับตัวลดลง นอกจากนี้หาก กนง. ปรับลดดอกเบี้ยลงจาก 2% ในปัจจุบันในช่วงที่เหลือของปีนี้ จะเป็นอีก Catalyst บวกและหนุนราคาหุ้นได้ต่อเนื่อง แนวรับ 42-41.50 บาท แนวต้าน 44-44.50//46 บาท                 Fund Flow: วานนี้กระแสเงินทุนต่างชาติไหลออกจากภูมิภาคสุทธิหนาแน่นกว่าคาดที่ US$1,160 ล้าน โดยกระจุกตัวที่ไต้หวัน US$1,124 ล้าน ส่วนเกาหลีใต้ยังคงไหลเข้า US$88 ล้าน ส่วนฝั่งอาเซียนเม็ดเงินไหลออกเช่นกัน นำโดยอินโดนีเซียและเวียดนาม ประเทศละ US$55 ล้าน และมีเพียงฟิลิปปินส์ที่ไหลเข้าเล็กน้อย แนวโน้มกระแสเงินทุนคาดมีโอกาสพลิกมาไหลเข้า หลังผลการประชุม FED โดยรวมลดความกังวลเรื่อง Recession ของเศรษฐกิจสหรัฐฯ และยังเปิดช่องลดดอกเบี้ยได้อีก 2 ครั้งปีนี้                 ประเด็นสำคัญวันนี้: (-) กลุ่มยานยนต์ ยอดผลิตรถยนต์เดือนม.ค. 2025 อยู่ที่ 1.07 แสนคัน หดตัว 24.6% y-y และคิดเป็นเพียง 7% ของประมาณการทั้งปี 2025 ของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ส่วนยอดขายในประเทศลดลง 12.3% y-y หลักๆ มาจากรถกะบะ pickup และรถเพื่อการพาณิชย์ที่หดตัวอย่างมาก สะท้อนความเชื่อมั่นธุรกิจที่อ่อนแอ เรายังให้น้ำหนักการลงทุนกลุ่มนี้เป็น Underweight แม้ Valuation จะถูกก็ตาม                 (-) AH จากยอดผลิตรถยนต์เดือนม.ค. 2025 อยู่ที่ 1.07 แสนคัน หดตัว 24.6% y-y คิดเป็นเพียง 7% ของประมาณการทั้งปี 2025 คาดผลประกอบการ 1Q25 ยังชะลอตัวทั้ง q-q, y-y และคาดหวังว่าจะค่อยๆ ฟื้นตัวใน 2H25 เราปรับลดประมาณการกำไรปกติปี 2025 ลง 52% เป็นกำไรปกติปี 2025 ที่ 804 ล้านบาท +11.6% y-y ราคาเป้าหมายใหม่ 13.50 บาท ลดคำแนะนำเป็น "ถือ"                 (0) กลุ่มเครื่องดื่มชูกำลัง มาร์เก็ตแชร์เดือน ก.พ. เพิ่มขึ้น m-m ทั้งคู่ แต่ 2MTD OSP +0.3% ส่วน CBG -0.3% ดูเหมือน OSP สามารถแย่ง share จาก CBG ได้เล็กน้อย แต่ส่วนหนึ่งเพราะ CBG ยังไม่ได้ทำโปรในช่องทาง modern trade และได้กลับมาทำในเดือน มี.ค. ต้องติดตามต่อว่าจะปรับขึ้นได้ต่อหรือไม่ แม้ OSP จะมี market share ปรับขึ้นเป็นเดือนที่ 2 ติดต่อกัน ถือเป็นสัญญาณที่ดี แต่ยังไม่ชัดเจนว่าผลตอบรับของ M150 ฝาเหลือง 10 บาท จะเป็นเช่นไรเพราะเพิ่งทยอยกระจายสินค้าเดือน ก.พ. ดังนั้นยังต้องตามต่อในเดือน มี.ค. และ 2Q25                 (+) NSL Beef steak sandwich ได้รับการตอบรับดีมาก ปัจจุบันขายอยู่ที่ 2.5-3.0 หมื่นชิ้น/วัน ขณะที่คาดความต้องการน่าจะอยู่ที่ 5-6 หมื่นชิ้น/วัน บริษัทมีแผนจะเพิ่มกำลังการผลิตใน 1-2 เดือนข้างหน้า และตั้งเป้ารายได้ปี 2025 +16% y-y จากทุกธุรกิจ ส่วนการเข้าซื้อกิจการ PNF อาจแล้วเสร็จใน 2Q25 คาดรายได้ 1Q25 เติบโตทั้ง q-q, y-y ดีกว่าปกติและดีกว่าประมาณการของเรา ขณะที่ต้นทุนวัตถุดิบทรงตัวและยังล็อกราคาซื้อชีสและเนยล่วงหน้าไว้แล้ว คงคาดกำไรสุทธิปี 2025 +11% y-y บนสมมติฐานที่ต่ำกว่าเป้าหมายของบริษัท ทำให้ประมาณการของเรามี upside ราคาเป้าหมาย 43 บาท ยังแนะนำ "ซื้อ"

MTC รับอานิสงส์ดอกเบี้ยลด โบรกแนะ “ซื้อ” เป้า 55 บาท

MTC รับอานิสงส์ดอกเบี้ยลด โบรกแนะ “ซื้อ” เป้า 55 บาท

          หุ้นวิชั่น - ทีมข่าวหุ้นวิชั่นรายงาน บล.เอเอสแอล ระบุว่า MTC ตั้งเป้าพอร์ตสินเชื่อเติบโต 10-15% พร้อมคุม NPL ไม่เกิน 2.70% ควบคู่ไปกับการปล่อยสินเชื่ออย่างมีความรับผิดชอบ NIM อาจชะลอตัวลงเล็กน้อยจากต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น แต่ได้แรงหนุนจากสินเชื่อที่เติบโตดีและ Credit cost ที่ลดลง โดยเฉพาะในกลุ่มรถมือสอง แนวโน้มต้นทุนทางการเงินคาดว่าจะผ่อนคลายช่วง 2H25F จากแผน refinance หุ้นกู้ และการได้รับ Credit rating ระดับ A- จาก Fitch           1Q25F คาดว่ากำไรทรงตัว QoQ แต่ดีขึ้น YoY จากแนวโน้มสินเชื่อที่ชะลอตัวลงตามปัจจัยฤดูกาลและภาระหนี้ครัวเรือนที่สูงขึ้น เราประเมินกำไรสุทธิปี 25-26F ที่ 6.59 พันล้านบาท (+12% YoY) และ 7.76 พันล้านบาท (+18% YoY) ตามลำดับ แนะนำ "ซื้อ" ราคาเป้าหมาย 50 บาท อิง PBV 2.45 เท่า โดยมองว่าการเติบโตของธุรกิจยังโดดเด่นกว่าตลาด โดยเฉพาะสินเชื่อจำนำทะเบียนรถจักรยานยนต์           หุ้นได้รับอันดับ SET ESG rating ระดับ AAA ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อกระแสการลงทุนในกองทุน ThaiESG X นอกจากนี้ นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจและแนวโน้มการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในช่วงที่เหลือของปี เป็นปัจจัยสนับสนุนเชิงบวกต่อแนวโน้มของบริษัทในระยะต่อไป Earning Review           MTC รายงานงบ 4Q24 เท่ากับ 1.54 พันล้านบาท +3.5%QoQ, +9.1%YoY เป็นไปตามที่ตลาดคาด ขณะที่งบปี 24 มีกำไรสุทธิเท่ากับ 5.87 พันล้านบาท +19.6%YoY โดยพอร์ตสินเชื่ออยู่ที่ 164,242 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.6%YoY ส่วนคุณภาพลูกหนี้ดีขึ้นมี NPLs ratio อยู่ที่ 2.75% ลดลงต่อเนื่องจากปี 2566 ซึ่งอยู่ที่ 3.11% เป็นผลมาจากมาตรการในการปล่อยสินเชื่ออย่างระมัดระวัง และการติดตามหนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับ NIM ชะลอตัวลงเหลือ 13.3% จาก 13.9% ในปีก่อนตาม Loan yield ที่ลดลง และต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากช่วงต้น 4Q มีการออกหุ้นกู้ราว 4 พันล้านบาท อัตราดอกเบี้ย 3.5-4.0% แต่ทั้งนี้ได้แรงหนุนจาก Credit cost ที่ลดลง จากลูกหนี้ใน Stage2 และ3 ที่ลดลง           ประกาศจ่ายปันผลหุ้นละ 0.25 บาท คิดเป็น Div. yield ที่ 0.6% ขึ้น XD 28 เม.ย. Outlook ลดความ aggressive ลง แต่ยังเติบโต           ผู้บริหารตั้งเป้าพอร์ตสินเชื่อเติบโตระหว่าง 10-15% พร้อมคุม NPL ให้ไม่เกิน 2.70% ควบคู่การปล่อยสินเชื่ออย่างมีความรับผิดชอบและเป็นธรรม ส่วน NIM มีแนวโน้มชะลอตัวลงเล็กน้อย เนื่องจากรับรู้ต้นทุนทางการเงินของหุ้นกู้ชุดใหม่ในระดับสูงเต็มปี แต่คาดว่าจะได้แรงหนุนจาก 1. การเติบโตของสินเชื่อที่ขยายตัวดี 2. Credit cost ที่ลดลง โดยเฉพาะกลุ่มรถมือสองที่ปัจจุบันผลขาดทุนเริ่มลดลง ช่วยพยุงผลประกอบการปี 25F ให้เติบโต ส่วนด้านแรงกดดันจากต้นทุนทางการเงินมองว่าจะเริ่มผ่อนยคลายลงช่วง 2H25F หลังจะมีแผน refinance หุ้นกู้ และได้รับ Credit rating ระดับ A- จาก Fitch           แนวโน้ม 1Q25F คาดทรงตัว QoQ แต่ดีขึ้น YoY จากแนวโน้มสินเชื่อชะลอตัวลง QoQ ตามปัจจัยฤดูกาล รวมถึงสินเชื่อที่ขยายตัวในปีที่แล้วส่วนหนึ่งเป็น top up loan กับลูกค้าเดิม ส่งผลต่อภาระหนี้ภาคครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และส่งผลต่อการควบคุมคุณภาพหนี้ เป็นความเสี่ยงต่อการตั้งสำรองที่สูงขึ้นและอาจสูงกว่าเป้าที่ไม่เกิน 3% ส่วน YoY ดีขึ้นตามฐานสินเชื่อ และแนวโน้ม CoF ลดลงหลังมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง ประเมินกำไรสุทธิปีนี้ขยายตัวเด่น +20% YoY แนะนำ “ซื้อ” ที่ราคาเป้าหมาย 55 บาท           ประเมินกำไรสุทธิปี 25-26F เท่ากับ 6.59 พันล้านบาท +12%YoY และ 7.76 พันล้านบาท +18%YoY ตามลำดับ แนะนำ “ซื้อ” มีราคาเป้าหมายที่ 50 บาท อิง PBV 2.45 เท่า ใกล้เคียงค่าเฉลี่ยย้อนหลังระยะยาว (6.33 เท่า) – 1.5 SD สูงกว่า SET FIN ที่  1.20 เท่า แต่เรามองว่าเหมาะสมเนื่องจากการเติบโตของธุรกิจโดดเด่นกว่าอุตสาหกรรมโดยเฉพาะสินเชื่อจำนำจดทะเบียนรถจักรยานยนต์ ทั้งการขยายสาขา (เราคาด +185 สาขา) สินเชื่อ (เราคาด +12%) และฐานลูกค้า รวมถึงสามารถควบคุมคุณภาพลูกหนี้ได้ดี (NPLs ratio > 2.7%) และ Credit cost ที่คาดว่ากำลังผ่านจุดพีคไปแล้ว ขณะที่แนวโน้ม CoF คาดว่าจะผ่อนคลายลงในช่วง 2H25F           สำหรับในเชิง sentiment ปัจจุบันมีอันดับ SET ESG rating ที่ AA จึงเป็นหุ้นที่น่าสนใจจากประเด็นการปรับเงื่อนไขของกองทุน LTF เป็น ThaiESG X รวมถึงผลของนโยบายเศรษฐกิจที่กระตุ้นกำลังซื้อฐานราก และแนวโน้มการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในช่วงที่เหลือของปีนี้ เป็น sentiment เชิงบวก           ปัจจัยเสี่ยง : ภาวะเศรษฐกิจที่เปราะบาง กระทบต่อกำลังซื้อของลูกค้าฐานราก และคุณภาพลูกหนี้, แรงกดดันจากการออกหุ้นกู้, แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยขาลง           ประเด็นที่มีนัยยะสำคัญด้านความยั่งยืน: การกำกับดูแลกิจการที่ดี (G), การบริหารจัดการความเสี่ยง (G), การต่อต้านทุจริตคอร์รัปชั่น (G), มลพิษอากาศ และการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (E) และ ความพึงพอใจของลูกค้า (S)

abs

ปตท. แข็งแกร่งร่วมกับสังคมไทย และเติบโตในระดับโลกอย่างยั่งยืน

MTC ตั้งเป้าพอร์ตสินเชื่อปี 68 โต 15%-คุม NPLไม่เกิน 2.7%

MTC ตั้งเป้าพอร์ตสินเชื่อปี 68 โต 15%-คุม NPLไม่เกิน 2.7%

            หุ้นวิชั่น - บมจ.เมืองไทย แคปปิตอล (MTC) เปิดแผนกลยุทธ์ปี 68 ตั้งเป้าพอร์ตสินเชื่อเติบโต 15% เดินหน้าสร้างความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจระดับชุมชนในทุกพื้นที่บริการกว่า 8,200 แห่ง ด้วยการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายและตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า คำนึงถึงต้นทุนทางการเงินของภาคครัวเรือนอย่างเป็นธรรม ส่งเสริมกระบวนการปล่อยสินเชื่อที่โปร่งใสครอบคลุมในทุกกลุ่มอาชีพ สนับสนุนกิจการท้องถิ่นเติบโตอย่างมีเสถียรภาพ รับมือต่อสภาวะเศรษฐกิจที่ท้าทายและสามารถไปต่อได้อย่างมั่นคง             นายปริทัศน์ เพชรอำไพ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) (MTC) เปิดเผยว่า ในปี 2568 บริษัทฯยังคงมุ่งมั่นส่งมอบโอกาสทางการเงินให้ครอบคลุมในทุกพื้นที่ทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจมีความผันผวนสูง การเข้าถึงแหล่งเงินทุนคุณภาพเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้ผู้ประกอบการรายย่อยรวมถึงผู้มีรายได้น้อยสามารถปรับตัวและดำเนินธุรกิจได้อย่างแข็งแกร่ง ผ่านกระบวนการปล่อยสินเชื่อที่ยืดหยุ่นเข้าถึงได้ง่าย และคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของลูกค้า โดยบริษัทฯ ตั้งเป้าหมายพอร์ตสินเชื่อเติบโตร้อยละ 15 จากปีที่ผ่านมา พร้อมเปิดสาขาใหม่อีก 600 แห่งทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ เพื่อขยายการเข้าถึงบริการทางการเงินที่มีคุณภาพ สร้างความมั่นคงและเสถียรภาพให้กับทุกกลุ่มธุรกิจและชุมชนในประเทศ             นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังคงเดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อยกระดับการบริการและสร้างประสบการณ์ที่เหนือความคาดหมายให้เกิดขึ้นในทุกมิติ สนับสนุนความสามารถในการขยายและรักษาฐานลูกค้าได้อย่างยั่งยืน การพัฒนานี้จะช่วยเสริมสร้างความสะดวกสบายและเข้าถึงบริการทางการเงินได้ง่ายขึ้น พร้อมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานทั้งในด้านการบริการและการบริหารจัดการภายในองค์กร ซึ่งส่งผลดีต่อต้นทุนของกิจการและเพิ่มความสามารถในการสร้างกำไรได้อย่างแข็งแกร่ง             แนวโน้มหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ในปีนี้มีโอกาสปรับตัวลดลง โดยคาดว่าจะอยู่ที่ไม่เกินร้อยละ 2.70 เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา โดยได้รับผลจากมาตรการ “คุณสู้-เราช่วย” ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่เพิ่มความยืดหยุ่นและสนับสนุนให้ลูกหนี้สามารถฟื้นตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่หลากหลายและคำนึงถึงต้นทุนทางการเงินของลูกค้าอย่างเป็นธรรม จะทำให้ลูกค้าได้รับบริการที่ตรงตามความสามารถในการชำระหนี้อย่างแท้จริง ช่วยลดความเสี่ยงจากหนี้เสียและสร้างความเข้มแข็งในเชิงโครงสร้างของลูกหนี้ ส่งผลต่อรากฐานความยั่งยืนในระบบการเงินและเศรษฐกิจไทยในระยะยาว รวมถึงการเติบโตที่มั่นคงสำหรับทุกภาคส่วนในอนาคต             ในปี 2568 บริษัทฯ มีแผนขยายพันธมิตรทางการเงินทั้งในประเทศและระดับโลก เพื่อเป็นแหล่งเงินทุนคุณภาพและมอบโอกาสทางการเงินที่เท่าเทียมแก่ทุกภาคส่วนในสังคม โดยการขยายพันธมิตรนี้จะช่วยเพิ่มศักยภาพในการสร้างรายได้ให้กับเศรษฐกิจท้องถิ่น และเสริมความสามารถในการรับมือกับความท้าทายจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังเป็นปัจจัยสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และสร้างความมั่นคงให้กับชุมชนทั่วประเทศ             บริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) ได้รับการยอมรับในความมุ่งมั่นที่สร้างคุณค่าอย่างยั่งยืนให้กับผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน โดยบริษัทฯ ได้รับการประเมินการกำกับดูแลกิจการในระดับ “ดีเลิศ” (5 ดาว) ติดต่อกันเป็นปีที่ 7 และยังได้รับผลประเมิน “หุ้นยั่งยืน” ( SET ESG Ratings) จากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย 6 ปีซ้อน โดยสามารถคว้าอันดับสูงสุด AAA ประจำปี 2024 และผลการประเมินจาก MSCI Index ในระดับ AA นอกจากนี้ยังได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือในระดับสากล (Global Credit Rating) อยู่ที่ “Fitch BB” และอันดับความน่าเชื่อถือภายในประเทศ (Local Credit Rating) อยู่ที่ “Fitch A- (Tha)” สะท้อนความเป็นผู้นำในธุรกิจไมโครไฟแนนซ์มาตรฐานระดับโลก (World-class Thai Microfinance) ยืนยันถึงความสามารถในการขยายตัวสู่ระดับสากลและความไว้วางใจจากพันธมิตรทางการเงินทั่วโลก เช่น องค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น (JICA), รัฐบาลเยอรมนี (KfW DEG) และบรรษัทการเงินระหว่างประเทศ (IFC) ภายใต้กลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) อีกทั้ง MTC ยังเป็นสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร (NBFI) รายแรกของประเทศไทยที่ได้ออกหุ้นกู้เพื่อสังคม (Social Bond) มูลค่า 335 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งได้รับการเสนอขายแก่นักลงทุนสถาบันต่างประเทศทั้งหมด             เมืองไทย แคปปิตอล ยังคงมุ่งมั่นในการดำเนินกิจการภายใต้หลักธรรมาภิบาล รักษาเสถียรภาพทางการเงินให้กับท้องถิ่นอย่างเท่าเทียม สนับสนุนเติบโตทางเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของสังคม พร้อมสร้างผลกระทบทางบวกต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาวให้กับประเทศไทยและทั่วโลก

MTC คาดปี68 กำไรพุ่ง 18% โบรกแนะซื้อ เป้า 61 บาท

MTC คาดปี68 กำไรพุ่ง 18% โบรกแนะซื้อ เป้า 61 บาท

          หุ้นวิชั่น - ทีมข่าวหุ้นวิชั่นรายงาน บล.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ชี้ MTC กำไรปี 67 ทำนิวไฮ แนวโน้มปีนี้ยังโตได้ดีต่อเนื่อง ▪ การตามหนี้ 4Q67 ดีเกินคาด ส่งผลให้ credit cost ลด กำไรเพิ่ม +14% YoY ส่งผลทั้งปีกำไรเพิ่ม +20% YoY ถือเป็นปีที่มีกำไรนิวไฮ ▪ ปี 68 ตั้งเป้าสินเชื่อโต 15% คุมคุณภาพสินทรัพย์ %NPL <2.7% และยังมี room ที่จะเพิ่ม Yield เพิ่มรายได้ หนุนกำไรปี 68 คาดโต 18% YoY ▪ ถือเป็นผู้นำสินเชื่อจำนำทะเบียนที่มีพอร์ตใหญ่สุดในอุตสาหกรรม และคาดปีนี้ยังมีกำไรที่โตโดดเด่น บวกกับการคุมคุณภาพสินทรัพย์ได้ดีขึ้น แนะ "ซื้อ" เลือกเป็น Top Pick กลุ่ม ประเด็นการลงทุน           ▪ 4Q67 ดีเกินคาด โดยเฉพาะ collection ส่งผลให้ credit cost เหลือเพียง 2.8% ของสินเชื่อเฉลี่ย ทั้งนี้ MTC รายงานกำไรปี 67 ทำนิวไฮอยู่ที่ 5,867 ลบ. เพิ่มขึ้น 19.6% YoY โดย 4Q67 มีกำไรสูงถึง 1,543 ลบ. เพิ่มขึ้น 3.5% QoQ / 14.2% YoY ไตรมาสสุดท้าย ผู้บริหาร MTC มองว่าการติดตามทวงถามหนี้ทำได้ดีเกินคาด ส่งผลให้คุณภาพสินทรัพย์ดีขึ้น %NPL ลดลงมาเหลือ 2.75% จาก 3.1% สิ้นปีก่อนหน้า และมีส่วนสำคัญที่ทำให้ credit cost ต่ำกว่าที่คาดเดิมที่ระดับ >3% เหลือเพียง 2.8% ส่วนหนึ่งเราคาดว่าได้ประโยชน์จากการที่ภาครัฐมีมาตรการแจกเงิน 10,000 บาท แก่ประชาชนฐานรากซึ่งเป็นฐานลูกค้าหลักของ MTC           ▪ ปี 68 ตั้งเป้าสินเชื่อโต 15% คุมคุณภาพสินทรัพย์ %NPL <2.7% ทั้งนี้ ผู้บริหารตั้งเป้าสินเชื่อปี 68 โต 15% คุมคุณภาพสินทรัพย์ให้ %NPL <2.7% Credit Cost ที่ <2.8% ของสินเชื่อเฉลี่ย และ Cost of fund ที่ราว 4.6% แต่มีโอกาสที่ 2H68 ดอกเบี้ยลด ซึ่งจะส่งผลให้ cost of fund ลดลงได้ ทางด้านเป้า cost to income ratio อยู่ราว 47-48% ช่วงตั้งแต่ต้น ม.ค.-กลาง ก.พ. 68 ความต้องการสินเชื่อยังเติบโตได้ดีราว 12-15% YoY โดยปกติ Q1 ถือเป็น Low season ขณะที่ 2Q-3Q จะเป็นช่วง High season ซึ่งน่าจะเติบโตได้ดีขึ้นเป็นลำดับ และเชื่อมั่นว่าน่าจะเติบโตได้ตามเป้า 15% ได้ ขณะที่โครงการ "คุณสู้เราช่วย" คาดผลเป็นบวกต่อ MTC มากกว่าลบ จาก soft loan ดอกเบี้ยต่ำ และน่าจะลด NPL ลงไปได้ด้วย           ▪ ได้ rating ที่ดีขึ้น พร้อมทดสอบตลาดหุ้นกู้ในต่างประเทศ โดยออกหุ้นกู้เพื่อสังคม 335 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ทั้งนี้ การได้อันดับเครดิตที่ดีขึ้นจากช่วงปีก่อนที่ระดับ A- จากฟิทช์เรทติ้ง น่าจะทำให้ประหยัดต้นทุนดอกเบี้ยจ่ายได้ในระยะยาว MTC ทำ Global rating กับ S&P และ FITCH ได้ BB- และ BB ตามลำดับ เพื่อการระดมทุนโดยการออกหุ้นกู้สกุล USD 335 ล้านเหรียญ (ราว 1.1 หมื่นลบ.) อายุ 4 ปี ที่อัตราดอกเบี้ย 6.875% ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ทั้งนี้ แม้ดอกเบี้ยค่อนข้างสูง เพื่อเป็นการทดสอบตลาด หากเกิดปัญหาตลาดหุ้นกู้ในประเทศ ยังสามารถระดมทุนในต่างประเทศเพื่อลดความเสี่ยงจากการขาดสภาพคล่องได้ อย่างไรก็ดี ต้นทุนดอกเบี้ยจ่ายของหุ้นกู้ USD รอบนี้ถือว่าค่อนข้างสูง แต่แนวโน้มดอกเบี้ยขาลง บวกกับการได้ rating ที่ดีขึ้น และมองว่ายังมี room ที่จะเพิ่ม Yield on Loan เพื่อคงหรือเพิ่ม SPREAD ได้ จากปัจจุบันคิดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้เพียง 18% ซึ่งยังต่ำกว่าเพดานดอกเบี้ยที่คิดได้ที่ 24% อยู่มาก           ▪ ประกาศจ่ายปันผล @ 0.25 บ. XD 28 เม.ย. 68 กำหนดจ่ายเงิน 15 พ.ค. 68 คิดเป็นอัตราเงินปันผลตอบแทนราว 0.53% ต่อปี ซึ่งค่อนข้างต่ำ แต่เป็นปกติเพราะ MTC ถือเป็นหุ้น Growth stock คงไม่สามารถคาดหวังเงินปันผลตอบแทนที่อัตราสูง ๆ ได้ คำแนะนำ           ▪ แนะนำ "ซื้อ" ปีที่ผ่านมา ถือเป็นปีที่กลับมาดีของ MTC สามารถทำกำไรนิวไฮได้ และมีลุ้นทำกำไรนิวไฮต่อเนื่องในปีนี้ เชื่อว่าสถานการณ์ขาดทุนรถยึด ราคาเริ่มกลับมาเป็นปกติ การรุกขยายสินเชื่อโดยเน้นสินเชื่อที่มีหลักประกันน่าจะลดความเสี่ยงไปได้ในระดับหนึ่ง ประกอบกับการมีแหล่งเงินกู้ทั้งในและต่างประเทศ น่าจะช่วยลดปัญหาด้านสภาพคล่องได้ รวมถึงการมี room ในการขึ้นดอกเบี้ยเงินกู้ ขณะแนวโน้มดอกเบี้ยขาลงดีต่อ cost of fund และน่าจะช่วยเพิ่ม margin ในอนาคต สามารถเติบโตได้ต่อเนื่องในปีนี้และปีหน้า แนะนำ ซื้อ โดยมีราคาเป้าหมาย 61 บาท

MTC กำไรปี 67 โต 19.59% แตะ 5.8 พันลบ. แจกปันผล 0.25 บ.

MTC กำไรปี 67 โต 19.59% แตะ 5.8 พันลบ. แจกปันผล 0.25 บ.

         หุ้นวิชั่น - บริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) (MTC) เปิดเผยผลการดำเนินงานรวมสำหรับปีสิ้นสุด วันที่ 31 ธันวาคม 2567 โดยสรุปดังนี้ กำไรสุทธิรวม สำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2567 เท่ากับ 5,867 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 19.59% จากปีก่อนอยู่ที่ 4,906 ล้านบาท หรือคิดเป็นอัตรากำไรสุทธิเท่ากับร้อยละ 03 จำนวนสาขา ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2567 มีจำนวน 8,172 สาขา เพิ่มขึ้น 635 สาขา จากวันที่ 31 ธันวาคม 2566 อัตราส่วนสินเชื่อที่มีการด้อยค่าด้านเครดิตต่อสินเชื่อรวม ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2567 เป็นร้อยละ 75 (วันที่ 31 ธันวาคม 2566 ร้อยละ 3.11) อัตราส่วนหนี้สินรวมต่อส่วนของผู้ถือหุ้นเป็น 62 เท่า ภาพรวมผลการดำเนินงานบริษัทฯและบริษัทย่อย ผลการดำเนินงานรวมสำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2567 บริษัทฯและบริษัทย่อย มีกำไรสุทธิรวม จำนวน 5,867 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2566 จำนวน 961 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 19.59 รายได้รวมสำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2567 จำนวน 27,902 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2566 จำนวน 3,376 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 76 ค่าใช้จ่ายในการบริการและบริหารสำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2567 รวมจำนวน 10,790 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2566 จำนวน 1,088 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 21 โดยค่าใช้จ่ายหลักที่เพิ่มขึ้น เป็น ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับพนักงาน อันเนื่องมาจากการขยายสาขาและบุคลากรประจำสาขา และค่าเสื่อมราคา ต้นทุนทางการเงินสำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2567 จำนวน 5,142 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2566 จำนวน 1,285 ล้านบาทหรือคิดเป็นร้อยละ 32 อันเนื่องมาจากอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นจากงวดเดียวกันของ ปีก่อน ขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นสำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2567 จำนวน 3,501 ล้านบาท ลดลง จากสิ้นปี 2566 จำนวน 433 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 01 กำไรสุทธิรวมสำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2567 จำนวน 5,867 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2566 จำนวน 961 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 59 ฐานะการเงินของบริษัทฯและบริษัทย่อย สินทรัพย์รวม ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2567 บริษัทฯมีสินทรัพย์รวมเป็น 170,846 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี2566 จำนวน 20,690 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 78 สาเหตุหลักจากจำนวนยอดสินเชื่อคงค้างที่เพิ่มขึ้น หนี้สินรวม ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2567 บริษัทฯมีหนี้สินรวม 133,893 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี2566 จำนวน 15,654 ล้าน บาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 24 สาเหตุหลักจากเงินกู้ยืม และหนี้สินตามสัญญาเช่าที่เพิ่มขึ้น ส่วนของผู้ถือหุ้น ส่วนของผู้ถือหุ้น ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2567 มีจำนวน 36,953 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5,036 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น ร้อยละ 78 จากสิ้นปี 2566 จากผลการดำเนินงานรวม สำหรับปีสุทธิจากเงินปันผลจ่าย

abs

เจมาร์ท สร้างความสามารถในการแข่งขัน ด้วยการสร้าง Synergy Ecosystem

MTC แจกปันผล 0.25 บาท ขึ้น XD วันที่ 29 เม.ย. นี้

MTC แจกปันผล 0.25 บาท ขึ้น XD วันที่ 29 เม.ย. นี้

หุ้นวิชั่น - พลเรือเอกอภิชาติ เพ็งศรีทอง ประธานกรรมการ MTC แจ้งมายังตลาดหลักทรัพย์ว่า ที่ประชุมมีมติเห็นควรให้จ่ายเงินปันผลสำหรับปี 2567 ให้แก่ผู้ถือหุ้นในอัตราหุ้นละ 0.25 บาท สำหรับผู้ถือหุ้นจำนวน 2,120,000,000 หุ้น รวมเป็นเงินปันผลทั้งสิ้น 530,000,000 บาท คิดเป็นอัตราร้อยละ 9.60 ของกำไรสุทธิจากงบการเงินเฉพาะกิจการ จากผลการดำเนินงานปี 2567   โดยกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิได้รับเงินปันผล (Record Date) ในวันที่ 29 เมษายน 2568 และกำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 15 พฤษภาคม 2568 การจ่ายเงินปันผลดังกล่าวจะเสนอให้ที่ประชุมผู้ถือหุ้นพิจารณาและอนุมัติต่อไป

MTCกำไร 5,867 ล้าน โต19.59% ขาดทุนด้านเครดิตลดลง11%

MTCกำไร 5,867 ล้าน โต19.59% ขาดทุนด้านเครดิตลดลง11%

หุ้นวิชั่น - บริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) (MTC) แจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯ ว่า ผลการดำเนินงานรวมสำหรับปี สิ้นสุด วันที่ 31 ธันวาคม 2567 มีกำไรสุทธิรวม เท่ากับ 5,867 ล้านบาท หรือคิดเป็นอัตรากำไร สุทธิเท่ากับร้อยละ 21.03 จำนวนสาขา มีจำนวน 8,172 สาขา เพิ่มขึ้น 635 สาขา จากวันที่ 31 ธันวาคม 2566 อัตราส่วนสินเชื่อที่มีการด้อยค่าด้านเครดิตต่อสินเชื่อรวม ร้อยละ 2.75 (วันที่ 31 ธันวาคม 2566 ร้อยละ 3.11 ) อัตราส่วนหนี้สินรวมต่อส่วนของผู้ถือหุ้นเป็น 3.62 เท่า บริษัทฯและบริษัทย่อย มีกำไรสุทธิรวม จำนวน 5,867 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2566 จำนวน 961 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 19.59 รายได้รวมสำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2567 จำนวน 27,902 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2566 จำนวน 3,376 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 13.76 ค่าใช้จ่ายในการบริการและบริหารสำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2567 รวมจำนวน 10,790 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2566 จำนวน 1,088 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 11.21 โดยค่าใช้จ่ายหลักที่เพิ่มขึ้นเป็นค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับพนักงาน อันเนื่องมาจากการขยายสาขาและบุคลากรประจำสาขา และค่าเสื่อมราคา ต้นทุนทางการเงินสำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2567 จำนวน 5,142 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2566 จำนวน 1,285 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 33.32 อันเนื่องมาจากอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นจากงวดเดียวกันของปีก่อน ขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นสำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2567 จำนวน 3,501 ล้านบาท ลดลงจากสิ้นปี 2566 จำนวน 433 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 11.01 กำไรสุทธิรวมสำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2567 จำนวน 5,867 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2566 จำนวน 961 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 19.59

MTC คาด Q4/67 กำไรที่ 1.5 พันลบ.

MTC คาด Q4/67 กำไรที่ 1.5 พันลบ. "คุณสู้ เราช่วย" กระทบจำกัด โบรกเคาะเป้า 55.50 บาท

           หุ้นวิชั่น - ทีมข่าวหุ้นวิชั่นรายงาน บล.กสิกรไทย มีมุมมองเชิงบวกต่อ MTC สำหรับผลประกอบการในไตรมาส 4 ปี 2567 โดยคาดว่าจะมีกำไร 1.5 พันล้านบาท เติบโต 2% จากไตรมาสก่อนและ 12% จากปีก่อน จากการเติบโตของสินเชื่อที่ 4% จากไตรมาสก่อนและ 15% จากปีก่อน โดยคาดว่าคุณภาพสินทรัพย์ยังควบคุมได้ดี            โดยต้นทุนด้านเครดิตคาดว่าจะลดลง 11% จากปีก่อน อยู่ที่ 2.2% ในไตรมาส 4 ปี 2567 จากสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ที่คาดว่าจะทรงตัวที่ 2.8% เรามองว่าวงจรต้นทุนด้านเครดิตของธุรกิจจำนำทะเบียนกลับเข้าสู่ภาวะปกติ หลังจากการปรับปรุงคุณภาพพอร์ตที่ผ่านมา            โดยคาดว่าต้นทุนทางการเงินจะเริ่มลดลงตั้งแต่ไตรมาส 3 ปี 2568 เป็นต้นไป และคาดว่ามาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ "คุณสู้ เราช่วย" จะมีผลกระทบค่อนข้างจำกัด MTC : ราคาพื้นฐาน 55.50 บาท

abs

มุ่งมั่นเป็นผู้นำ เชื่อมโยงทุกโครงข่ายระบบคมนาคมขนส่งอย่างยั่งยืน

คัด 3 หุ้นผ่าทางตัน ท้าชน LTF รินขาย

คัด 3 หุ้นผ่าทางตัน ท้าชน LTF รินขาย

หุ้นวิชั่น - บล. กรุงศรี ประเมินทิศทางการลงทุนตลาดหลักทรัพย์ฯสัปดาห์นี้ ว่า ดัชนีหุ้นไทย มีสัญญาณ “ฟื้นตัว” ต้าน 1286/1298 จุด รับ 1262/1252 จุด และต้องติดตามรายงาน GDP งวด 4Q24 คาดขึ้นทำจุดสูงสุดของปีที่ 3.8% y-y นอกจากนี้ ติดตามรายงานกำไร 4Q24F หุ้น Real Sector คาดหุ้นรายงานกำไรเด่นสัปดาห์นี้ อาทิ MTC, BBIK, BCPG หุ้นเด่น TRUE, MTC, BA • TRUE(TP25F-14.7): คาดกำไร 4Q24 จะเด่นในทิศทางเดียวกับ ADVANC + Yield ลดลง • MTC(TP25F-58.0): กำไร 4Q24 เด่น เติบโต y-y, q-q และปี 2025 ทำ New high ใหม่ • BA(TP25F-28.75): น้ำมันมีแนวโน้มขาลง + Valuation ถูกซื้อขายที่ P/E’25F ที่ 11.8x ใกล้เคียง -1SD ของค่าเฉลี่ย • LTF: สัปดาห์ที่ผ่านมา (จ. – พฤ.) กองทุน LTF ขายออกมาราว -2.4 พันล้านบาท ทำให้ยอด YTD ขายออกประมาณ -2.43 หมื่นล้านบาท ส่วนหุ้นใหญ่หลักๆในกลุ่มโรงกลั่นน่าจะฟื้นตัว y-y, q-q ขณะที่ต่างประเทศเน้นติดตาม Flash PMI ก.พ. 25 ฝั่งสหรัฐฯ ภาคบริการมีโอกาสทรงๆ m-m ตามองค์ประกอบเงินเฟ้อ PPI หนุน Yield สหรัฐฯ ยังซึมลงต่อ คาดหุ้นนำสัปดาห์นี้ หุ้น Domestic (ค้าปลีก ท่องเที่ยว) ผสาน หุ้น Yield ลดลงหนุน (โรงไฟฟ้า เช่าซื้อ High Yield หนี้สูง High Growth) และหุ้นเกาะกระแส Domestic Long Term Fund มีสัญญาณบวก ฝั่ง 7 Value ICT, ชิ้นส่วน, โรงไฟฟ้า เช่าซื้อ High Yield หนี้สูง High Growth

MTC คาดปี68 กำไรที่ 6,518 ลบ. มาตรการรัฐมุ่งฐานรากหนุน โบรกเคาะเป้า 55 บาท

MTC คาดปี68 กำไรที่ 6,518 ลบ. มาตรการรัฐมุ่งฐานรากหนุน โบรกเคาะเป้า 55 บาท

หุ้นวิชั่น - ทีมข่าวหุ้นวิชั่นรายงาน บล. หยวนต้า ระบุ Muangthai Capital (MTC) ราคาหุ้นปรับลงจน Upside กลับมาน่าสนใจ คาดกำไรสุทธิ 4Q24 ยังทำ ATH แม้ต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้น. เราคาด MTC จะมีกำไรสุทธิ 4Q24 จำนวน 1,530 ลบ. โต 13.3% YoY และ 2.6% QoQ ทำสถิติสูงสุดใหม่รายไตรมาส โดยมีปัจจัยหนุนหลักจาก 1. รายได้ดอกเบี้ยรับสุทธิคาดโต 1.6% QoQ สอดรับกับพอร์ตสินเชื่อรวมที่เร่งตัวขึ้นราว 4.8% QoQ เพราะเป็นช่วงที่ความต้องการใช้เงินเพิ่มสูงขึ้น และธนาคารเพิ่มความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อใหม่ 2. รายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยคาดโต 8.9% QoQ หนุนจากค่าธรรมเนียมติดตามหนี้และค่าธรรมเนียมนายหน้าขายประกันที่เพิ่มขึ้นตามขนาดของพอร์ต 3. คาดการตั้งสำรองลดลง 2.6% QoQ เนื่องจากมีแรงหนุนจากมาตรการเงิน 10,000 บาท ที่จ่ายให้กับกลุ่มเปราะบาง 14.5 ล้านรายตั้งแต่ช่วงปลายเดือน ก.ย. 2024 ทำให้ความสามารถในการชำระคืนหนี้ของลูกหนี้สูงขึ้น และทำให้บริษัทควบคุมการไหลตกชั้นของลูกหนี้ได้ดีขึ้น ทั้งนี้ ปัจจัยบวกต่างๆ บางส่วนคาดจะถูกหักล้างด้วยผลกระทบจากต้นทุนทางการเงินที่คาดจะเร่งตัวขึ้นราว 20 bps เป็น 4.6% จาก 4.4% ใน 3Q24 หลังมีดอกเบี้ยจ่ายของ Dollar Bond เข้ามาเต็มไตรมาสเป็นไตรมาสแรก ปี 2025 คาดการตั้งสำรองจะผ่อนคลายลง ตามคุณภาพสินทรัพย์ที่ดีขึ้น หากเป็นไปตามคาด MTC จะมีกำไรสุทธิทั้งปี 2024 จำนวน 5,855 ลบ. โต 19.3% YoY ส่วนปี 2025 เราคาดจะมีกำไรสุทธิ 6,518 ลบ. โต 11.3% YoY หนุนจากการขยายตัวของสินเชื่อรวมราว 10-15% YoY ตามเป้าหมายของผู้บริหาร และคาดว่าคุณภาพสินทรัพย์โดยรวมจะมีพัฒนาการเชิงบวกต่อเนื่อง จากผลของมาตรการเงิน 10,000 บาท เฟส 2 และเฟส 3 ที่จะทยอยเข้ามากระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากให้คึกคักมากขึ้น ทั้งนี้ MTC จะมีปัจจัยลบเฉพาะตัวจากต้นทุนทางการเงินที่ขยับขึ้นจากการออก Dollar Bond ในช่วงปลายปี 2024 เพื่อลดความเสี่ยงจากการหาแหล่งเงินทุนในระยะยาว กลับมาแนะนำ “ซื้อ” หลังราคาหุ้นปรับฐานลงมา แม้เราประเมินว่าการเติบโตของ MTC จะมีปัจจัยกดดันจากต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้น แต่ด้วยภาพของอุตสาหกรรมที่ผ่อนคลายลง ทั้งจากผลบวกของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่เน้นไปที่กลุ่มฐานรากของประเทศมากขึ้น คาดทำให้คุณภาพสินทรัพย์โดยรวมของสินเชื่อจำนำทะเบียนปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องในปีนี้ นอกจากนี้ ราคาหุ้น MTC ปรับตัวลงจนกลับมามี Upside น่าสนใจสำหรับการลงทุนที่ 26.4% เมื่อเทียบกับมูลค่าพื้นฐานปี 2025 ที่ 55 บาท เราจึงปรับเพิ่มคำแนะนำจาก “TRADING” เป็น “ซื้อ”

MTC คาดปีนี้กำไรพุ่งนิวไฮ 6,481 ลบ. ผลงานแกร่ง แนะซื้อเป้า 58 บ.

MTC คาดปีนี้กำไรพุ่งนิวไฮ 6,481 ลบ. ผลงานแกร่ง แนะซื้อเป้า 58 บ.

หุ้นวิชั่น - ทีมข่าวหุ้นวิชั่นรายงาน บล.กรุงศรี คาด MTC กำไรทำจุดสูงสุดใหม่ต่อ คงคำแนะนำ BUY ที่ TP25F 58 บ. และคงเป็น Top Pick ของกลุ่ม Consumer Finance เพราะ i) มีการพัฒนาการจัดการคุณภาพสินทรัพย์ในเชิงบวกตั้งแต่ 3Q23 และการตามเก็บหนี้ยังมีแนวโน้มที่ดีต่อใน 2025F ii) คาดผลประกอบการ 4Q24-2025F ทำจุดสูงสุดใหม่ต่อเนื่อง สำหรับกำไรสุทธิ 4Q24F คาดที่ 1,510 ลบ. กำไรเพิ่มขึ้น +12% y-y และ +1% q-q ผลักดันหลักจากการเพิ่มขึ้นของสินเชื่อรวม +3% q-q หรือคิดเป็น +15% YTD จากกลุ่มสินเชื่อที่มีหลักประกันเป็นหลัก และการขยายสาขา ด้านคุณภาพสินทรัพย์บริหารได้ดีมาก NPL Ratio คาดที่ 2.80% ลดลงต่อจาก 2.82% ใน 3Q24 จากการชำระคืนหนี้ของลูกหนี้ดีขึ้น คาดกำไรสุทธิ 4Q24F ที่ 1,510 ลบ. เพิ่มขึ้น +12% y-y และ +1% q-q เราคาด MTC รายงานกำไรสุทธิ 4Q24F ที่ 1,510 ลบ. เพิ่มขึ้น +12% y-y และ +1% q-q เพราะการเพิ่มขึ้นของรายได้ดอกเบี้ย (NII) +11% y-y และ +3% q-q จากสินเชื่อรวมเพิ่มขึ้น +15% y-y และ +3% q-q หรือคิดเป็น +15% YTD จากกลุ่มสินเชื่อที่มีหลักประกันเป็นหลัก และการขยายสาขาที่ 8,172 สาขา เพิ่มขึ้น +8% y-y และ +2% q-q ด้านคุณภาพสินทรัพย์บริหารได้ดีมาก NPL Ratio อยู่ที่ 2.80% ลดลงต่อจาก 2.82% ใน 3Q24 จากการชำระคืนหนี้ของลูกหนี้ดีขึ้น คาดกำไรสุทธิ 2025F ทำจุดสูงสุดใหม่ต่อเนื่อง เราคาดกำไรสุทธิ 2025F ที่ 6,481 ลบ. เพิ่มขึ้น +14% y-y เพราะการเพิ่มขึ้นของสินเชื่อรวม เรามอง MTC คงแผนขยายสินเชื่อไปยังกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่ำ และเน้นคุณภาพของลูกหนี้เป็นหลัก สำหรับค่าใช้จ่ายสำรอง (credit cost) และ NPL Ratio มองว่าอยู่ระดับใกล้เคียงกับ 4Q24F คำแนะนำ เราคงคำแนะนำ BUY และคง TP25F 58 บ. เราชอบ MTC และคงเป็น Top Pick ของกลุ่ม Consumer Finance เพราะ i) มีการพัฒนาการจัดการคุณภาพสินทรัพย์ในเชิงบวกตั้งแต่ 3Q23 และการตามเก็บหนี้ยังมีแนวโน้มที่ดีต่อใน 2025 ii) คาดผลประกอบการ 4Q24-2025F ทำจุดสูงสุดใหม่ต่อเนื่อง

abs

SSP : ผู้นำด้านพลังงานหมุนเวียน ทางเลือกใหม่เพื่ออนาคต

MTC มีสัญญาณเชิงบวก สินเชื่อNon-bankโตต่อ

MTC มีสัญญาณเชิงบวก สินเชื่อNon-bankโตต่อ

           หุ้นวิชั่น - ฝ่ายวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล(ประเทศไทย) หรือ CGSI ระบุในบทวิเคราะห์ ว่า ผู้ให้บริการสินเชื่อ Non-bank สามบริษัทที่ฝ่ายวิเคราะห์ฯศึกษา คือ MTC, SAWAD และ TIDLOR มีส่วนแบ่งตลาดสินเชื่อรวมกัน 72.6% สิ้นไตรมาส 3/67 ขณะเดียวกัน Non-bank รายอื่น รวมถึงบริษัทลูกของธนาคารมีการขยายพอร์ตสินเชื่อตลอดช่วง 5 ปีที่ผ่านมา และบางบริษัทเตรียมจะทำ IPO นอกจากนี้ มองว่าสินเชื่อจำนำทะเบียนรถและสินเชื่อโฉนดที่ดิน จะเป็นผลิตภัณฑ์สินเชื่อที่มีความเสี่ยงและผลตอบแทนเหมาะสม เนื่องจากมีการกำหนดอัตราส่วนเงินให้สินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกัน (LTV) ที่เข้มงวดและคิดอัตราดอกเบี้ยสูง จึงมองว่าผลิตภัณฑ์เหล่านี้จะช่วยให้กลุ่ม Non-bank มีสินเชื่อเติบโตในปี 68-69 ฝ่ายวิเคราะห์ CGSI คาดว่า ผู้ให้บริการสินเชื่อ Non-bank ที่ศึกษา จะมีสินเชื่อขยายตัวอัตรา 10.0-13.3% ในปี 68-69 เทียบกับอัตราการเติบโตสูงสุดที่ 26-51% ในปี 60 ส่วน MTC น่าจะมียอดสินเชื่อเติบโตสูงสุดในกลุ่ม ขณะที่คาดว่าบริษัทเหล่านี้น่าจะมีต้นทุนดอกเบี้ยแตะจุดสูงสุดในปี 67 และจะเริ่มลดลงตั้งแต่ครึ่งหลังปี 68 จาก การปรับอัตราดอกเบี้ยเมื่อมีการออกหุ้นกู้ชุดใหม่แทนชุดเดิม รวมทั้งผลกระทบจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ดังนั้น จึงประมาณการว่าผู้ประกอบการ Non-bank เหล่านี้ จะมีส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (NIM) เพิ่มขึ้น 3-13bp ในปี 68-69 และมีกำไรก่อนตั้งสำรอง (PPOP) เติบโต 5.7-15.9% ในปี 68-69 นำโดย MTC ที่คาดจะมี PPOP เติบโต 15.6-15.9%              ฝ่ายวิเคราะห์ CGSI มองว่า คุณภาพสินทรัพย์ของสินเชื่อจำนำทะเบียนรถและสินเชื่อโฉนดที่ดินน่าจะทรงตัวในปี 68-69 แต่สินเชื่อเช่าซื้อรถจักรยานยนต์และรถบรรทุกยังคงเปราะบาง เนื่องจากราคารถจักรยานยนต์และรถบรรทุกมือสองอยู่ในขาลง ฝ่ายวิเคราะห์ฯจึงระมัดระวังกับคุณภาพสินทรัพย์ของ SAWAD และ TIDLOR เพราะทั้งสองบริษัทมีสัดส่วนสินเชื่อเช่าซื้อค่อนข้างสูงที่ 31% และ 17% ของยอดสินเชื่อรวมในไตรมาส 3/67 ตามลำดับ ฝ่ายวิเคราะห์ CGSI ระบุว่า ดัชนี SETFIN ซื้อขายที่ P/BV 1.6 เท่า และ P/E 12.7 เท่าในปี 67 หรือ -1SD ของ P/BV และ P/E เฉลี่ยหกปีในอดีต จึงแนะนำให้คงน้ำหนักการลงทุน (Neutral) ในกลุ่มนี้และเลือก MTC เป็นหุ้น Top pick เนื่องจาก MTC น่าจะมี PPOP และ EPS เติบโตสูงกว่าคู่แข่งในปี 68-69 อีกทั้งเชื่อว่าเครือข่ายสาขาและพอร์ตสินเชื่อขนาดใหญ่ทำให้ MTC ได้เปรียบการแข่งขัน ทั้งด้านการหาลูกค้าใหม่, การเพิ่มยอดสินเชื่อ, การบริหารต้นทุนดอกเบี้ย, การติดตามหนี้และการขายสินทรัพย์ยึด            โดย MTC มีการประเมินมูลค่าที่ P/BV 2.33 เท่า และ P/E 14.1 เท่าในปี 68 ซึ่งสะท้อนถึง ROE ที่สูงกว่าผู้ประกอบการอื่นในอัตรา 17.8-18.5% ในปี 68-69 อย่างไรก็ตาม กลุ่มนี้จะมี downside risk หากราคารถยนต์และรถจักรยานยนต์มือสองยังปรับลงต่อเนื่อง รวมถึงรายได้เกษตรกรลดลงและอัตราการว่างงานที่สูงขึ้น ส่วน upside risk อาจมาจากมาตรการแจกเงินของรัฐที่ส่งผลดีมากกว่าคาด และการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย

MTC สินเชื่อโตเด่น NPL ลดสวนทางกลุ่ม

MTC สินเชื่อโตเด่น NPL ลดสวนทางกลุ่ม

          หุ้นวิชั่น - ทีมข่าวหุ้นวิชั่น รายงานว่า บล.ฟิลลิป ระบุว่า MTC ใช้กลยุทธ์ในการขยายสาขาอย่างต่อเนื่องในการขยายสินเชื่อ และทำให้กลายเป็น Non-bank ที่มีสาขามากที่สุดในประเทศ และสินเชื่อของ MTC โดดเด่นกว่ากลุ่มมาโดยตลอด และในปี 67 ก็ยังโดดเด่นกว่า ในขณะที่คุณภาพสินทรัพย์กลับดีสวนทางกับกลุ่ม นอกจากนี้ยังมองว่า MTC จะได้ประโยชน์จากทิศทางอัตราดอกเบี้ยขาลง รวมไปถึงนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจต่าง ๆ ของรัฐบาล ยังคงประมาณการกำไร และยังคงราคาพื้นฐาน 53 บาท แนะนำ “ทยอยซื้อ” ขยายสินเชื่อผ่านการขยายสาขา จนเป็น Non-bank ที่มีสาขามากที่สุด           กลยุทธ์การปล่อยสินเชื่อของ MTC คือการไปเปิดสาขาในชุมชน โดย ณ สิ้น 3Q67 MTC มีสาขาอยู่ทั้งหมดถึง 8,031 สาขาทั่วประเทศ และทำให้ MTC เป็นผู้ประกอบการ Non-bank ที่มีสาขามากที่สุดในไทย และยังมีแผนที่จะเปิดสาขาเพิ่มอีกปีละ 500-600 สาขา และถึงแม้จะมีการเปิดสาขาเพิ่มอย่างต่อเนื่อง แต่สินเชื่อเฉลี่ยต่อสาขาก็ไม่ได้ปรับลดลง และกลับเพิ่มสูงขึ้นได้จากปี 57 ที่มีสินเชื่อเฉลี่ยต่อสาขา 16.9 ล้านบาท เพิ่มมาเป็น 19.5 ล้านบาท ณ 3Q67 สินเชื่อโตเด่นกว่ากลุ่มมาอย่างต่อเนื่อง           ที่ผ่านมา MTC มีการปล่อยสินเชื่อที่โดดเด่นกว่ากลุ่มมาโดยตลอด โดยตั้งแต่ปีที่เข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ปี 53 จนถึงสิ้นปี 66 MTC มีสินเชื่อเติบโตเฉลี่ยสูงถึง 46% ต่อปี จะมีเพียงปี 65 ที่ SAWAD มีการโอนสินเชื่อมาจากธ.ออมสิน และปี 66 ที่ "เงินสดทันใจ" ซื้อหุ้นคืนมาจากธนาคารอื่น ทำให้ MTC ชะลอการปล่อยสินเชื่อลงเพื่อลดความเสี่ยง ส่งผลให้การปล่อยสินเชื่อของ MTC น้อยกว่า SAWAD แต่ในปี 67 MTC กลับมาปล่อยสินเชื่อได้โดดเด่นกว่ากลุ่มอีกครั้ง โดย 3Q67 MTC สามารถปล่อยสินเชื่อได้เพิ่ม 10.99% YTD ในขณะที่ SAWAD สินเชื่อหดตัว 2.47% YTD และ TIDLOR ปล่อยได้เพิ่ม 4.85% YTD และมองว่าด้วยมาตรการกระตุ้นต่าง ๆ ของรัฐบาลจะทำให้กลุ่มรากหญ้ามีสภาพคล่องมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อทั้งความต้องการสินเชื่อ และคุณภาพสินทรัพย์ของ MTC ได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยขาลง           กนง. เริ่มมีการปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงตั้งแต่การประชุมในครั้งก่อน และถึงแม้ว่าการประชุมรอบล่าสุดในวันที่ 18 ธ.ค. 67 จะมีการคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายเอาไว้ แต่ก็คาดว่าในปี 68 จะมีการปรับลดลงได้อีก ทำให้คาดว่า MTC จะได้ประโยชน์ในกรณีที่อัตราดอกเบี้ยเป็นขาลง โดยต้นทุนดอกเบี้ยนั้นคิดเป็น 22% ของต้นทุนทั้งหมดของ MTC ที่ผ่านมาในช่วงอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น ต้นทุนดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยของ MTC ลดต่ำลง และหากอัตราดอกเบี้ยกลับมาเป็นขาลง คาดว่าจะช่วยทำให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยของ MTC รวมไปถึงผลประกอบการปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ อาจไม่ใช่บริษัทที่ NPL ต่ำสุด แต่คุณภาพสินทรัพย์ดีสวนทางกลุ่ม           ถึงแม้ว่า MTC จะไม่ใช่บริษัทที่มี NPL ต่ำที่สุด โดย ณ 3Q67 จะมี NPL อยู่ 2.82% ในขณะที่ TIDLOR มี NPL เพียง 1.88% และ SAWAD มี NPL 3.39% แต่คุณภาพสินทรัพย์ของ MTC กลับดีสวนทางกับกลุ่ม ในขณะที่คู่แข่งมี NPL เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แต่ MTC กลับสามารถลด NPL ลงมาได้แล้ว 5 ไตรมาสติดต่อกัน โดยสามารถลดจาก 3.36% ใน 2Q66 เหลือ 2.82% ใน 3Q67 และมองว่าด้วยการแจกเงิน 10,000 บาท รวมไปถึงมาตรการช่วยเหลือต่าง ๆ ของรัฐ จะทำให้ลูกหนี้ของ MTC มีความสามารถในการชำระหนี้เพิ่มขึ้น และทำให้ NPL ลดลงได้ต่อ คงประมาณการ คงราคาพื้นฐาน แนะนำ “ทยอยซื้อ”           ทางฝ่ายยังคงประมาณการกำไรปี 67 ของ MTC ไว้ที่ 5.8 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 18.8% Y-Y และคาดว่าปี 68 การที่สินเชื่อจะโตต่อเนื่อง ต้นทุนดอกเบี้ยที่ลดลง รวมไปถึงการตั้งสำรองที่อาจจะลดลงจากคุณภาพสินทรัพย์ที่ดีขึ้น จะทำให้กำไรเพิ่มขึ้นอีก 25% Y-Y เป็น 7.3 พันล้านบาท ยังคงราคาพื้นฐานไว้ที่ 53 บาท แนะนำ “ทยอยซื้อ”

MTC คว้า ESG Ratings สูงสุด AAA

MTC คว้า ESG Ratings สูงสุด AAA

          บมจ.เมืองไทย แคปปิตอล (MTC) ติดโผรายชื่อ “หุ้นยั่งยืน”  SET ESG Ratings ในกลุ่มธุรกิจการเงิน (Financial) 6 ปีซ้อน ที่จัดประเมินโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และสามารถคว้าอันดับสูงสุด AAA ประจำปี 2024  สะท้อนถึงการเป็นผู้นำในการยกระดับบริการที่คำนึงถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่มผ่านการดำเนินกิจการอย่างมีความรับผิดชอบในทุกมิติที่ส่งเสริมการเข้าถึงบริการทางการเงินอย่างเท่าเทียม เป็นแหล่งเงินทุนที่มีคุณภาพพร้อมสร้างรากฐานทางเศรษฐกิจให้กับสังคมไทยอย่างยั่งยืนใน “มาตรฐานระดับโลก (World Class Thai Microfinance)” ตลอดจนการดำเนินงานที่ใส่ใจต่อผลกระทบทางสังคมและสิ่งแวดล้อม ควบคู่ไปกับการกำกับดูแลกิจการที่ดีภายใต้หลักธรรมาภิบาล (Environmental, Social and Governance หรือ ESG) เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในอุตสาหกรรมการเงินภายในประเทศ เป็นอีกทางเลือกหนึ่งให้ผู้ลงทุนที่ต้องการลงทุนอย่างมีความรับผิดชอบ (Responsible Investment) [PR News]

abs

ออกแบบและติดตั้งระบบเครือข่ายและระบบสื่อสารอย่างครบวงจร

MTC ดันพอร์ตสินเชื่อ Q3/67 เติบโต 14.83% แตะ 159,323 ลบ.

MTC ดันพอร์ตสินเชื่อ Q3/67 เติบโต 14.83% แตะ 159,323 ลบ.

          บมจ.เมืองไทย แคปปิตอล (MTC) สร้างโอกาสการเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่เป็นธรรมและเท่าเทียม โชว์ผลการดำเนินงานไตรมาส 3/67 พอร์ตสินเชื่ออยู่ที่ 159,323 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.83% และกำไรสุทธิ 1,491 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16.02% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน พร้อมรักษาคุณภาพลูกหนี้ ทำให้สัดส่วน NPL อยู่ที่ 2.82% ฟากผู้บริหาร “ปริทัศน์ เพชรอำไพ” มั่นใจปี 67 พอร์ตสินเชื่อเติบโตตามเป้า พร้อมเดินหน้า มอบบริการทางการเงินในมาตรฐานระดับโลก เพื่อสังคมที่ยั่งยืน นายปริทัศน์ เพชรอำไพ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) (MTC) เปิดเผยว่า บริษัทฯ มุ่งมั่นสร้างโอกาสการเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่เป็นธรรมในสังคมให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ ลดความเหลื่อมล้ำทางการเงินตามเป้าหมายสหประชาชาติ ผ่านสาขาที่มีอยู่กว่า 8,031 แห่ง พร้อมทั้งพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการบริการที่ตอบโจทย์ความต้องการภายใต้อัตราดอกเบี้ยที่เป็นธรรม ยืนหยัดเป็นผู้ให้สินเชื่อที่รับผิดชอบต่อสังคมอย่างแท้จริง สำหรับภาพรวมผลการดำเนินงานในไตรมาส 3/2567 พอร์ตสินเชื่ออยู่ที่ระดับ 159,323 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.83% ขณะที่รายได้รวมอยู่ที่ 7,170 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.83% และมีกำไรสุทธิ 1,491 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16.03% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ 9 เดือนแรกของปีนี้มีรายได้รวม 20,633 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.81%จากงวดเดียวกันปีก่อน และกำไรสุทธิ 4,325 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 21.66% จากงวดเดียวกันปีก่อน ในส่วนของหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) อยู่ที่ 2.82% ซึ่งสามารถบริหารจัดการให้อยู่ในระดับไม่เกิน 3.20% เป็นผลมาจากมาตรการในการปล่อยสินเชื่ออย่างระมัดระวัง และการจัดเก็บที่ทำได้ตามเป้าหมาย “ปัจจัยสำคัญที่ช่วยผลักดันรายได้และกำไรในไตรมาส 3/2567 ยังคงมาจากแรงขับเคลื่อนของสินเชื่อที่มีหลักประกัน และการขยายสาขาเพิ่ม ส่งผลให้ยอดปล่อยสินเชื่อขยายตัวได้มากขึ้น โดยปัจจุบัน บริษัทฯ ได้เปิดสาขาเพิ่มขึ้น 494 สาขา จากสิ้นปีก่อน รวมทั้งสิ้นเป็น 8,031 สาขา ณ สิ้นเดือนกันยายน 2567 โดยบริษัทมีแผนเปิดสาขาใหม่ให้ครบ 600 สาขาในปีนี้ เพื่อรองรับดีมานด์ลูกค้า และที่สำคัญ บริษัทฯ ยังคงมุ่งมั่นสู่การเป็นไมโครไฟแนนซ์มาตรฐานระดับโลก เน้นจุดแข็งสร้างความยั่งยืนให้กับธุรกิจ สร้างความเท่าเทียมทางการเงินให้ครอบคลุมทั่วประเทศ พัฒนาการบริการลูกค้าให้เกิดความประทับใจในทุกมิติ” นายปริทัศน์ กล่าว ทั้งนี้ บริษัทฯ มั่นใจว่าแนวโน้มผลการดำเนินงานของบริษัทฯ ในปี 2567 จะเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ โดยตั้งเป้าพอร์ตสินเชื่อเติบโต 15-20% พร้อมคุม NPL ให้ไม่เกิน 3.20% ควบคู่การปล่อยสินเชื่ออย่างมีความรับผิดชอบและเป็นธรรมภายใต้หลักเกณฑ์ของธนาคารแห่งประเทศไทย ด้วยความมุ่งมั่นขยายโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนในสังคมให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการเงินตามเป้าหมายของสหประชาชาติ โดยเพิ่มโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่เป็นธรรม สร้างสังคมไทยให้เป็นสุข พัฒนากระบวนการปล่อยสินเชื่อตลอดห่วงโซ่ของกิจการ เพื่อรักษาผลประโยชน์และตอบสนองความคาดหวังของลูกค้าให้เกิดความประทับใจสูงสุด โดยที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้คำนึงถึงผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน จนได้รับการประเมินการกำกับดูแลกิจการในระดับ “ดีเลิศ” (5 ดาว) เป็นปีที่ 7 ติดต่อกัน รวมถึงผลประเมินหุ้นยั่งยืน (ESG Rating) จากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในระดับ A และผลประเมิน MSCI Index ในระดับ AA ซึ่งสะท้อนถึงการเป็นผู้นำธุรกิจไมโครไฟแนนซ์ในมาตรฐานระดับโลก (World-class Thai Microfinance) ผ่านความร่วมมือกับสถาบันการเงินระดับโลก ได้แก่ องค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น (JICA) รัฐบาลเยอรมนี (KfW DEG) บรรษัทการเงินระหว่างประเทศ (International Finance Corporation : IFC) ซึ่งเป็นสถาบันในกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) ผ่านการลงทุนในหุ้นกู้เพื่อสังคมของบริษัทฯ เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อยที่มีสุภาพสตรีเป็นเจ้าของ และ บริษัทฯ ยังเป็นสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร (NBFI) รายแรกของประเทศไทย ที่ได้มีการออกหุ้นกู้เพื่อสังคมมูลค่า 335 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เสนอขายแก่นักลงทุนสถาบันต่างประเทศทั้งจำนวนอีกด้วย ท้ายนี้ บริษัทฯ ยินดีที่จะระดมความร่วมมือกับสถาบันการเงินชั้นนำทั้งในและต่างประเทศอีกหลายแห่งในอนาคต เพื่อสร้างรากฐานทางเศรษฐกิจ ยกระดับคุณภาพชีวิต รักษาเสถียรภาพทางสิ่งแวดล้อม พร้อมเป็นที่พึ่งทางการเงินและเติบโตเคียงคู่สังคมไทยอย่างยั่งยืน [PR News]

KSS คาด SET วันนี้ Side way up ชี้ต้าน 1.470 จุด แนะ ADVANC, MTC, IVL

KSS คาด SET วันนี้ Side way up ชี้ต้าน 1.470 จุด แนะ ADVANC, MTC, IVL

         หุ้นวิชั่น - ทีมข่าวหุ้นวิชั่น รายงาน บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) (KSS) คาด SET วันนี้ “Sideways/Up” ต้าน 1465/1470 จุด รับ 1446/1443 จุด ดัชนี S&P500 +0.1% ทะลุ 6,000 จุดเป็นครั้งแรก กลุ่มนำคือ หุ้น Trump Plays ที่ยังมีโมเมนตัมบวก ส่วนปัจจัยมหภาคคาดตลาดรอติดตามรายงานเศรษฐกิจเงินเฟ้อ CPI ต.ค.          พรุ่งนี้ (13 พ.ย.) ด้าน Asia เริ่มเห็นผลบวกการกระตุ้นเศรษฐกิจจีนต่อรายงานเศรษฐกิจ อาทิ ยอดขายบ้านเมืองใหญ่ ยอดขายปลีกรถยนต์ ต.ค. +7%y-y ฝ่ายวิเคราะห์มองน่าจะช่วยบรรเทาความผิดหวังมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจล่าสุดที่เน้นเฉพาะหนี้ท้องถิ่นได้บ้าง บ่งชี้จากตลาด หุ้นจีนฟื้นช่วงท้ายวานนี้          ส่วนภายในยังเป็นช่วงโค้งสุดท้ายงบ 3Q24 แม้ปัจจุบันรายงานแล้ว 218 บริษัท จะยังต่ำกว่าคาด -21% แต่เริ่มดีขึ้นจากวานนี้ที่ -22.5% หลังหุ้นอิงภายในทยอยรายงานเพิ่มขึ้น          ขณะที่ Outlook ภาคบริการบวก ผู้ใช้บริการสนามบิน AOT เดินทาง ตปท. (ชี้นำนักท่องเที่ยวต่างชาติ) 1-9 พ.ย. สูง 105.4% vs นักท่องเที่ยว 10M24 ที่ 88.3% ของ Pre-Covid สะท้อนภาพฤดูกาลและโอกาสเห็น Upside นักท่องเที่ยวปี 2025F ที่ตลาดมองระดับ Pre-Covid          มองหุ้นนำวันนี้ China Plays, หุ้นอิงภาคบริการ และหุ้นดอกเบี้ยขาลงหนุน วันนี้แนะ ADVANC, MTC, IVL

MTC คว้ารางวัล CG 5 ดาว 7 ปีซ้อน

MTC คว้ารางวัล CG 5 ดาว 7 ปีซ้อน

           บมจ.เมืองไทย แคปปิตอล (MTC) ได้รับผลประเมินการกำกับดูแลกิจการบริษัทจดทะเบียนไทย ประจำปี 2567 ในระดับดีเลิศ (Excellent CG Scoring) หรือ 5 ดาว เป็นปีที่ 7 ติดต่อกัน จากสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (Thai Institute of Directors : IOD) ร่วมกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) โดยรางวัลนี้ ถือเป็นการตอกย้ำให้เห็นว่า บริษัทฯ มีการกำกับดูแลกิจการที่ดีเยี่ยมต่อเนื่อง มีการเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส คำนึงถึงผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย รวมถึงการให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน ซึ่งงานดังกล่าวจัดขึ้นเมื่อเร็วๆนี้

abs

Hoonvision

MTC สุดปลื้ม! หุ้นกู้ 3 ชุดใหม่ขายเกลี้ยง

MTC สุดปลื้ม! หุ้นกู้ 3 ชุดใหม่ขายเกลี้ยง

          บมจ.เมืองไทย แคปปิตอล (MTC) สุดปลื้ม! หุ้นกู้ 3 ชุดใหม่ขายเกลี้ยง มูลค่ารวม 4,000 ล้านบาท ตอกย้ำความเชื่อมั่นนักลงทุน ฟากผู้บริหาร “ปริทัศน์ เพชรอำไพ” เดินหน้าขยายธุรกิจตามแผน เพิ่มโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่เป็นธรรม สร้างสังคมไทยให้เป็นสุข ตั้งเป้าสินเชื่อปีนี้โต 15-20% พร้อมคุม NPL ให้ไม่เกิน 3.20% และปล่อยสินเชื่ออย่างมีความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างแท้จริง ปักธงสู่ World Class Thai Microfinance คุณภาพมาตรฐานระดับสากล           นายปริทัศน์ เพชรอำไพ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) (MTC) เปิดเผยว่า บริษัทฯได้เสนอขายหุ้นกู้ 3 ชุดใหม่ ระหว่างวันที่ 28-30 ตุลาคม 2567 ประกอบด้วย หุ้นกู้ชุดที่ 1 อายุ 2 ปี 3 วัน อัตราดอกเบี้ยคงที่ 3.50% ต่อปี, หุ้นกู้ชุดที่ 2 อายุ 3 ปี 2 วัน อัตราดอกเบี้ยคงที่ 3.80% ต่อปี และหุ้นกู้ชุดที่ 3 อายุ 4 ปี 7 วัน อัตราดอกเบี้ยคงที่ 4.00% ต่อปี โดยหุ้นกู้ทั้ง 3 ชุดจ่ายดอกเบี้ยทุก ๆ 3 เดือน ตลอดอายุหุ้นกู้  อันดับความน่าเชื่อถือของหุ้นกู้ อยู่ในระดับ Investment Grade ที่ A-(tha) แนวโน้มอันดับเครดิต “มีเสถียรภาพ” ซึ่งจัดโดยฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) จำกัด เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2567 โดยผลการเสนอขายหุ้นกู้ในครั้งนี้ ปรากฎว่าได้รับการตอบรับจากนักลงทุนอย่างดีเยี่ยม สามารถปิดการขายได้เต็มจำนวน ส่งผลให้บริษัทฯ สามารถระดมทุนจากการเสนอขายหุ้นกู้ในครั้งนี้มูลค่ารวม 4,000 ล้านบาท           สำหรับวัตถุประสงค์การออกหุ้นกู้ในครั้งนี้ บริษัทฯ จะนำเงินที่ได้รับไปชำระคืนหนี้จากการออกหุ้นกู้ และ/หรือ ใช้เป็นเงินเพื่อขยายพอร์ตสินเชื่อของบริษัทฯ ที่ยังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง รวมถึงเพิ่มโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่เป็นธรรมและพร้อมสร้างสังคมไทยให้เป็นสุข           ทั้งนี้ บริษัทฯ ตั้งเป้าสินเชื่อปี 2567 เติบโต 15-20% พร้อมคุม NPL ให้ไม่เกิน 3.20% ควบคู่การปล่อยสินเชื่ออย่างมีความรับผิดชอบและเป็นธรรมภายใต้หลักเกณฑ์ของธนาคารแห่งประเทศไทย โดยเชื่อมั่นว่าจะสามารถทำได้ตามแผนที่วางไว้           “บริษัทฯ มุ่งมั่นที่จะขยายโอกาสการเข้าถึงแหล่งเงินทุนในสังคมให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการเงินตามเป้าหมายของสหประชาชาติ ผ่านสาขากว่า 7,980 แห่ง โดยเพิ่มโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่เป็นธรรม สร้างสังคมไทยให้เป็นสุข และตั้งเป้าสินเชื่อปีนี้โต 15-20% พร้อมกับคุม NPL ให้ไม่เกิน 3.20% และปล่อยสินเชื่ออย่างมีความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างแท้จริง พัฒนากระบวนการปล่อยสินเชื่อตลอดห่วงโซ่ของกิจการ เพื่อรักษาผลประโยชน์และตอบสนองความคาดหวังของลูกค้าให้เกิดความประทับใจสูงสุด” นายปริทัศน์ กล่าว           บริษัทฯ คำนึงถึงผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน จนได้รับการประเมินการกำกับดูแลกิจการในระดับ “ดีเลิศ” (5 ดาว) รวมถึงผลประเมินหุ้นยั่งยืน (ESG Rating) จากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในระดับ A และผลประเมิน MSCI Index ในระดับ AA ซึ่งสะท้อนถึงการเป็นผู้นำธุรกิจไมโครไฟแนนซ์ในมาตรฐานระดับโลก (World-class Thai Microfinance) รวมถึงความร่วมมือกับสถาบันการเงินระดับโลก อาทิ องค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น (JICA) รัฐบาลเยอรมนี (KfW DEG) บรรษัทการเงินระหว่างประเทศ (International Finance Corporation : IFC) ซึ่งเป็นสถาบันในกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) และยินดีที่จะระดมความร่วมมือกับแหล่งเงินทุนชั้นนำทั้งในและต่างประเทศอีกหลายแห่งในอนาคต เพื่อสร้างรากฐานทางเศรษฐกิจ ยกระดับคุณภาพชีวิต รักษาเสถียรภาพทางสิ่งแวดล้อม พร้อมเป็นที่พึ่งทางการเงินและเติบโตเคียงคู่สังคมไทยอย่างยั่งยืน [PR News]

MTC สินเชื่อโตแรง กูรูแนะ

MTC สินเชื่อโตแรง กูรูแนะ "ซื้อ" เป้า 59 บาท

          หุ้นวิชั่น - ทีมข่าวหุ้นวิชั่น รายงาน บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด คาดแนวโน้ม 3Q24F ของ MTC กำไรสุทธิคาดว่าจะอยู่ที่ 1,514 ล้านบาท +17.8% YoY, +4.8% QoQ โดยสินเชื่อยังเติบโตได้ส่งผลบวกต่อรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ แต่คาด Credit Cost ที่ 3.21% เพิ่มขึ้นราว 6 bps จาก 2Q24 กำไร 9M24E คิดเป็นสัดส่วนราว 78% ของประมาณการทั้งปีที่ 5,544 ล้านบาท (+13% YoY) แนะนำ “ซื้อ” ในเชิงพื้นฐานที่ราคาเป้าหมาย 59 บาท อิง PBV ที่ 3.1x

[ภาพข่าว] MTC ไฟเขียวปรับเพิ่มวัตถุประสงค์การดำเนินธุรกิจ

[ภาพข่าว] MTC ไฟเขียวปรับเพิ่มวัตถุประสงค์การดำเนินธุรกิจ

          พลเรือเอกอภิชาติ เพ็งศรีทอง (ที่ 3 จากซ้าย) ประธานกรรมการ บริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ MTC พร้อมคณะกรรมการ ถ่ายภาพร่วมกันหลังการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2567 โดยผู้ถือหุ้นมีมติอนุมัติแก้ไขเพิ่มเติมวัตถุประสงค์ของบริษัทฯ เพื่อให้ครอบคลุม และรองรับการประกอบธุรกิจของบริษัทฯ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต  และงานดังกล่าวจัดขึ้น ณ ห้องประชุมสุขสามัคคี บมจ.เมืองไทย แคปปิตอล เมื่อเร็วๆ นี้

[ภาพข่าว] MTC คว้า 3 รางวัลใหญ่ Best CEO, Best CFO และ Best IR

[ภาพข่าว] MTC คว้า 3 รางวัลใหญ่ Best CEO, Best CFO และ Best IR

          คุณปริทัศน์ เพชรอำไพ (กลาง) รองกรรมการผู้จัดการ, คุณสุรัตน์ ฉายาวรเดช (ขวา) รองกรรมการผู้จัดการและ CFO  และคุณกฤษดา คุรุจิตโกศล (ซ้าย) ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายการคลังและนักลงทุนสัมพันธ์ บริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ MTC ถ่ายภาพร่วมกัน เนื่องในโอกาสที่ MTC คว้า 3 รางวัลใหญ่ จากสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน ในงาน IAA Awards for Listed Companies 2024 ประกอบด้วย Best CEO, Best CFO และ Best IR กลุ่มเงินทุนและหลักทรัพย์           โดยทั้ง 3 รางวัลนี้ ถือเป็นรางวัลอันทรงเกียรติที่ยิ่งใหญ่ และน่าภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งสำหรับบริษัท MTC ที่มีความมุ่งมั่นในการสร้างโอกาสการทางการเงินแก่ทุกคนในสังคม ควบคู่กับการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน สะท้อนการเป็นผู้นำธุรกิจไมโครไฟแนนซ์ในมาตรฐานระดับโลก (World-class Thai Microfinance) ซึ่งงานดังกล่าวจัดขึ้น ณ ห้อง Grand Hall, The Athenee Hotel Bangkok เมื่อเร็วๆ นี้

ลุ้นดอกเบี้ยไทยลดลงตามเฟด สู่2%

ลุ้นดอกเบี้ยไทยลดลงตามเฟด สู่2%

          นายมงคล พ่วงเภตรา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์ลงทุนหลักทรัพย์ บล.ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า หลังจากที่ธนาคารกลางสหรัฐ (FOMC) มีมติไม่เป็นเอกฉันท์ โดยเสียงส่วนใหญ่ 11 ต่อ 1 เห็นชอบให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 50 เบซิสพอยต์ (0.50%) ทำให้อัตราดอกเบี้ยปรับลดจากช่วง 5.25% ถึง 5.50% ลงมาอยู่ที่ 4.75% ถึง 5.00% โดยมีโอกาสที่จะเห็นการลดอัตราดอกเบี้ยลงอีกมาที่ราว 4.25% - 4.50% และอาจปรับลดลงอีก 1% ในปี 2568           ดังนั้น จึงมีความเป็นไปได้ว่าอัตราดอกเบี้ยของไทยในช่วง 12 เดือนข้างหน้าอาจลดลงเกิน 0.25% หรืออาจปรับลงไปอยู่ที่ระดับ 2% จากปัจจุบันที่ 2.50% ต่อปี โดยคาดว่ากนง. อาจต้องได้รับการสนับสนุนและความร่วมมือจากกระทรวงการคลังและภาครัฐ เพื่อดำเนินนโยบายการเงินและการคลังควบคู่ไปกับการบริหารประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนหุ้นที่น่าลงทุนในสถานการณ์นี้มี 3 กลุ่มหลัก ได้แก่: กลุ่มไฟแนนซ์: เช่น MTC และ SAWAD ที่จะได้ประโยชน์จากต้นทุนดอกเบี้ยที่ลดลง กลุ่มอสังหาริมทรัพย์: ที่จะได้รับประโยชน์จากการซื้อโครงการที่ต้องมีการผ่อนชำระ กลุ่มหุ้นที่มีหนี้สูง: เช่น โรงไฟฟ้า ที่จะทำให้ภาระการจ่ายดอกเบี้ยลดลง

พฤอา
311234567891011121314151617181920212223242526272829301234567891011