ปรับแต่งการตั้งค่าการให้ความยินยอม

เราใช้คุกกี้เพื่อช่วยให้คุณสามารถไปยังส่วนต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพและทำหน้าที่บางอย่าง คุณจะพบข้อมูลโดยละเอียดเกี่ยวกับคุกกี้ทั้งหมดภายใต้หมวดหมู่ความยินยอมแต่ละประเภทด้านล่าง คุกกี้ที่ได้รับการจัดหมวดหมู่ว่า "จำเป็น" จะถูกจัดเก็บไว้ในเบราว์เซอร์ของคุณ เนื่องจากมีความจำเป็นต่อการทำงานของฟังก์ชันพื้นฐานของเว็บไซต์... 

ใช้งานอยู่เสมอ

คุกกี้ที่จำเป็นมีความสำคัญต่อฟังก์ชันพื้นฐานของเว็บไซต์ และเว็บไซต์จะไม่สามารถทำงานได้ตามวัตถุประสงค์หากไม่มีคุกกี้เหล่านี้

คุกกี้เหล่านี้ไม่จัดเก็บข้อมูลที่สามารถระบุตัวบุคคลได้

ไม่มีคุกกี้ที่จะแสดง

คุกกี้แบบฟังก์ชันนอลช่วยทำหน้าที่บางอย่าง เช่น แบ่งปันเนื้อหาของเว็บไซต์บนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย รวบรวมความคิดเห็น และฟีเจอร์อื่นๆ ของบุคคลที่สาม

ไม่มีคุกกี้ที่จะแสดง

คุกกี้วิเคราะห์ใช้เพื่อทำความเข้าใจวิธีการที่ผู้เยี่ยมชมโต้ตอบกับเว็บไซต์ คุกกี้เหล่านี้ช่วยให้ข้อมูลเกี่ยวกับตัวชี้วัด เช่น จำนวนผู้เข้าชม อัตราตีกลับ แหล่งที่มาของการเข้าชม ฯลฯ

ไม่มีคุกกี้ที่จะแสดง

คุกกี้ประสิทธิภาพใช้เพื่อทำความเข้าใจและวิเคราะห์ดัชนีประสิทธิภาพหลักของเว็บไซต์ซึ่งจะช่วยให้สามารถมอบประสบการณ์การใช้งานที่ดีขึ้นแก่ผู้เยี่ยมชม

ไม่มีคุกกี้ที่จะแสดง

คุกกี้โฆษณาใช้เพื่อส่งโฆษณาที่ได้รับการปรับแต่งตามการเข้าชมก่อนหน้านี้ และวิเคราะห์ประสิทธิภาพของแคมเปญโฆษณา

ไม่มีคุกกี้ที่จะแสดง

#MINT


MINT คาดปี 68 กำไรโต 24.3%  โบรกเคาะ 'ซื้อ' เป้า 35.25 บ.

MINT คาดปี 68 กำไรโต 24.3% โบรกเคาะ 'ซื้อ' เป้า 35.25 บ.

           หุ้นวิชั่น - บล.เอเอสแอล ส่องหุ้น MINT จากการตั้งเป้าปี 2025-2029 รายได้โตปีละ High Single Digit และกำไรเติบโตปีละ 15-20% ปัจจัยการเติบโตจะเน้นไปที่: ความต้องการด้านการท่องเที่ยวของโลก โดยมองว่าในยุโรปจะกลับมาเติบโตได้ เนื่องจากมุมมองของโดนัลด์ ทรัมป์ที่มีแผนการยุติสงคราม จะทำให้การท่องเที่ยวในยุโรปกลับมาเติบโตได้ ส่วนใน Asia Pacific จะเน้นไปที่การเติบโตในกลุ่มลูกค้า Premium แนวโน้ม Wellness Travel ที่ MINT มีโรงแรมที่โดดเด่นในเครือ เช่น Layan Life by Anantara กลยุทธ์ขยายไปธุรกิจที่มีการเติบโตสูงผ่าน Partnership, JV และแฟรนไชส์ ด้านธุรกิจอาหาร คาดจะสามารถเติบโตได้ตาม GDP โดยมีเป้าหมายหลักคือ ไทย ผ่านแบรนด์ Bonchon และชานม GAGA กลุ่มประเทศ CLMV ผ่าน Dairy Queen และ GAGA ประเทศที่มีการเติบโตของประชากรสูง เช่น อินโดนีเซียและอินเดีย ผ่าน Sanook Kitchen เพิ่มประสิทธิภาพในการบริหาร โดยการลดหนี้สินลงอย่างต่อเนื่อง ตั้งเป้า NET IBD/Equity 0.75 เท่า และ NET IBD/EBITDA 4.00 เท่า โรงแรมเพิ่มอีก 280 แห่ง โดยตั้งเป้าปี 2027 มีโรงแรมทั้งสิ้น 850 แห่ง และปี 2029 มีโรงแรมในเครือ 1,000 แห่ง ด้านร้านอาหารตั้งเป้าเปิดเพิ่ม 1,500 สาขาใน 3 ปี (ปี 2025 คาดจะเปิดเพิ่ม 200 สาขา) การลงทุนจะเน้นไปที่การลงทุนแบบ Asset-Light และตั้งงบ CAPEX ปีละ 1-1.2 หมื่นล้านบาท เบื้องต้นเราอิงสมมติฐานตามบริษัทคาดการณ์ โดยคาดรายได้ 2025-2026 เติบโตปีละ 8% โดยมีรายได้อยู่ที่ 175,636 ล้านบาท และ 189,687 ล้านบาท ตามลำดับ ประเมินกำไรสุทธิปี 2025-2026F เท่ากับ 9.63 พันล้านบาท (+24.3% YoY) และ 10.4 พันล้านบาท (+8.5% YoY) ตามลำดับ          ในเชิงกลยุทธ์แนะนำ “ซื้อ” มีราคาเป้าหมายที่ 35.25 บาท อิง PE เฉลี่ยย้อนหลัง 3 ปีที่ 26 เท่า

MINT กำไรโตต่อ เป้าใหม่ 39 บาท

MINT กำไรโตต่อ เป้าใหม่ 39 บาท

         หุ้นวิชั่น - ฝ่ายวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) หรือ CGSI ระบุในบทวิเคราะห์ ว่า ในไตรมาส 4/67 MINT ทำกำไรสุทธิ 3,632 ล้านบาท เติบโตสูงถึง 269% yoy และเพิ่มขึ้น 23 เท่า qoq สูงกว่าประมาณการของฝ่ายวิเคราะห์ 16% และสูงกว่า Bloomberg consensus 9% เนื่องจากธุรกิจโรงแรมมีอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) สูงกว่าคาด และบริษัทมีอัตราภาษีเพียง 3% (เทียบจาก 42% ในไตรมาส 4/66 และ 69% ในไตรมาส 3/67) ผลจาก NH Hotel ซึ่ง MINT ถือหุ้น 96% ได้เครดิตภาษีบางส่วนจากธุรกิจในสเปน          ทำให้ทั้งปี 67 MINT มีกำไรสุทธิรวม 7,750 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 43% yoy แต่หากไม่รวมรายการพิเศษ MINT จะมีกำไรจากการดำเนินงานปกติ 6,407 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10% yoy          ในไตรมาส 4/67 MINT มีรายได้จากธุรกิจโรงแรมเพิ่มขึ้น 3% yoy เนื่องจากอัตราการเข้าพักเพิ่มขึ้น 1% เป็น 69% ขณะที่อัตราค่าห้องพักเฉลี่ยยังทรงตัว yoy จึงทำให้รายได้ต่อห้องพัก (RevPAR) เพิ่มขึ้น 3% yoy ส่วน GPM ของธุรกิจนี้เพิ่มขึ้นเป็น 37.4% ดีกว่าที่คาดไว้และสูงขึ้นเมื่อเทียบกับ 35.5% ในไตรมาส 4/66 และ 38.8% ในไตรมาส 3/67 ขณะที่ปี 68 นี้ ฝ่ายวิเคราะห์ฯประมาณการว่ารายได้จากธุรกิจโรงแรมจะเติบโต 8% yoy เทียบกับ 10% yoy ในปี 67 เพราะมองว่าเศรษฐกิจโลกน่าจะขยายตัวลดลง          สำหรับธุรกิจอาหารในไตรมาส 4/67 มีอัตราการเติบโตของยอดขายสาขาเดิม (SSSG) ติดลบ 2.5% yoy และอัตราการเติบโตของยอดขายรวม (TSSG) บวก 2.6% yoy โดยธุรกิจอาหารในจีนและออสเตรเลียยังคงฉุด SSSG โดยรวมในไตรมาสนี้อยู่ เพราะยังมี SSSG ติดลบ 7.7% และติดลบ 1.2% ตามลำดับ ส่วนธุรกิจอาหารในไทยมี SSSG บวก 1.5% yoy และ TSSG บวก 7.8% yoy          ขณะเดียวกันพบว่าธุรกิจอาหารมี GPM ต่ำกว่าคาดที่ 68.2% ซึ่งต่ำกว่า 68.7% ในไตรมาส 3/67 และ 69.3% ในไตรมาส 4/66 ดังนั้นฝ่ายวิเคราะห์ฯจึงประมาณการว่าธุรกิจอาหารของ MINT จะมี SSSG และ TSSG อยู่ที่ลบ 1% และบวก 1% ในปี 68 เทียบกับ ลบ 2.2% และ บวก 2% ในปี 67 ตามลำดับ          ฝ่ายวิเคราะห์ CGSI ยังแนะนำ “ซื้อ” เพราะเชื่อว่า MINT จะมีกำไรเติบโตแข็งแกร่งในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า จากผลประกอบการของโรงแรมในเอเชียและยุโรป จึงปรับประมาณการ EPS ปี 68-69 ขึ้น 5-9% ส่งผลให้ราคาเป้าหมายเพิ่มเป็น 39 บาท จากเดิม 35 บาท แต่ยังเท่ากับ EV/EBITDA 8.8 เท่าในปี 69 หรือ -1SD ของค่าเฉลี่ย 10 ปี โดยมี downside risk หากเศรษฐกิจโลกชะลอตัวรุนแรงและเงินเฟ้อสูงขึ้น อาจทำให้ค่าแรงเพิ่มขึ้น และมี upside risk หากดอกเบี้ยลดลงอย่างมีนัยสำคัญและธุรกิจอาหารในจีนและออสเตรเลียมีผลประกอบการฟื้นตัวแข็งแกร่ง

MINTเล็งกำไรปีนี้โต10% โบรกเคาะพื้นฐาน34บาท

MINTเล็งกำไรปีนี้โต10% โบรกเคาะพื้นฐาน34บาท

           หุ้นวิชั่น - บทวิเคราะห์ บล. ดาโอ ยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” MINT และราคาเป้าหมายปี 2025E ที่ 34.00 บาท อิง DCF (WACC ที่ 7%, terminal growth ที่ 2.5%)            โดยมีมุมมองเป็นบวกจากการประชุมนักวิเคราะห์วานนี้จากเป้าหมายการเติบโตทั้งรายได้และกำไรดีกว่าที่เราคาด 1) ปี 2025E คาดรายได้รวมจะโตที่ 6-8% YoY (เราคาด 5%) โดยธุรกิจโรงแรมจะเพิ่มขึ้นได้ 6-8% YoY จากการยังเน้นการปรับค่าห้องพักเพิ่มขึ้น และธุรกิจอาหารจะโต 5-6% YoY จากไทยและจีน            ขณะที่มีการตั้งเป้ากำไรจะโตได้ที่ 15-20% YoY (เราคาด 12%) 2) RevPAR เดือน ม.ค. 25 แบบไม่รวมยุโรป ยังเพิ่มขึ้นได้ดีที่ +12% YoY ส่วนยุโรปแม้ว่าเป็น Low Season แต่ยังเพิ่มขึ้นได้ที่ +5% YoY ด้าน SSSG ของไทยยังทรงตัว YoY 3) ปี 2025E มีแผนที่จะลด Net D/E เหลือ 0.75x จาก 4Q24 ที่ 0.80x โดยจะมีการชำระหนี้คืนในหุ้นกู้ยุโรป และเป็นเป้าที่ไม่รวมการจัดตั้ง REIT ขณะที่คาดว่า REIT น่าจะจัดตั้งเสร็จในช่วงปลายปี 2025E 4) The White Lotus season 3 ส่งผลให้โรมแรมของ MINT ที่สมุยและภูเก็ต มี ADR เพิ่มขึ้นได้ถึง +40%            เรายังคงประมาณการกำไรปกติปี 2025E ที่ 9.2 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น +10% YoY จากการฟื้นตัวในทุกประเทศ โดยเฉพาะที่ไทยและยุโรป ขณะที่เราคาดว่า 1Q25E มีลุ้นจะไม่ขาดทุน (ปกติจะมีผลขาดทุนตลอดในช่วง 1Q) จากดอกเบี้ยจ่ายที่ลดลงและยุโรปยังโต YoY ได้ดี โดยจะฟื้นตัว YoY เพราะเป็น High season ที่ไทยและมัลดีฟส์ แต่จะลดลง QoQ เพราะเป็นช่วง Low season ที่ยุโรปราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้น +22% และ +23% ในช่วง 1 และ 3 เดือนที่ผ่านมาเมื่อเทียบกับ SET จากกำไร 4Q24 ที่ดีกว่าคาดไว้เบื้องต้น ขณะที่มีผลกระทบจากค่าเงินที่ลดลง            ด้าน valuation ยังถูกกว่ากลุ่มฯซื้อขาย 2025E EV/EBITDA ที่ 9x (-2.00SD below 10-yr average EV/EBITDA) ถูกกว่า ERW และ CENTEL ที่ average EV/EBITDA

MINT รายได้โต 6-8% ศึกษาตั้งกองรีท

MINT รายได้โต 6-8% ศึกษาตั้งกองรีท

          หุ้นวิชั่น - MINT เดินหน้ากลยุทธ์ Asset-light Model ขยายธุรกิจโรงแรมและร้านอาหารทั่วโลก ตั้งเป้าเพิ่มพอร์ตโรงแรมเป็น 1,000 แห่งในปี 2572 จาก 562 แห่งในปี 2567 พร้อมขยายร้านอาหารเป็น 4,500 สาขา ตั้งงบลงทุนปีละ 10,000-12,000 ล้านบาท ศึกษาตั้งกอง REITs มูลค่า 1,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2568 เร่งเพิ่มมูลค่าหุ้นให้สะท้อนศักยภาพธุรกิจที่เติบโตต่อเนื่อง           นายดิลิป ราชากาเรีย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) (MINT) เปิดเผยว่า บริษัทฯ วางเป้าหมายการเติบโตในช่วง 3 ปี (2568-2570) - อัตราการเติบโตของรายได้ต่อปี (CAGR) ที่ 6-8% (High Single Digit) - การเติบโตของกำไรสุทธิจากการดำเนินงานที่ 15-20% - อัตราผลตอบแทนต่อเงินลงทุนมากกว่า 12% - อัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (Net IBD to Equity) ต่ำกว่า 0.75 เท่า จากปีก่อนอยู่ที่ 0.8 เท่า - อัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อกำไรก่อนหักดอกเบี้ยจ่าย ภาษี และค่าเสื่อม (Net IBD to EBITDA) ลดลงเป็น 4 เท่า จากปีก่อนอยู่ที่ 4.3 เท่า           ทั้งนี้การเติบโตดังกล่าวมาจากการขยายธุรกิจโรงแรม และร้านอาหาร ภายใต้โมเดลธุรกิจที่ลดการลงทุนในสินทรัพย์ถาวร (Asset-light Model) หรือเป็นการเข้ารับบริหารโรงแรมให้กับเจ้าของโรงแรมเป็นหลัก หรือการขยายสาขาในรูปแบบแฟรนไชส์ โดยธุรกิจโรงแรม ในช่วง 3 ปีจากนี้ บริษัทจะเพิ่มพอร์ตโรแรมเป็น 850 โรงแรม และในปี 2572 จะมีพอร์ตโรงแรมภายใต้การบริหารเพิ่มเป็นมากกว่า 1,000 โรงแรม จากสิ้นปี 2567 ที่มีจำนวน 562 โรงแรม ผ่านการขยายไปในประเทศเป้าหมาย ได้แก่ อเมริกา แมกซิโก แอฟริกา เติร์ก โปรตุเกส ตะวันออกกลาง อย่าง ซาอุดิอาระเบีย บาร์เรน การ์ต้า โอมาน อินเดีย ตลอดจนญี่ปุ่น และสิงคโปร์ เป็นต้น สำหรับในปี 2568 จะมีโรงแรมใหม่เปิดให้บริการจำนวน 54 โรงแรม ซึ่ง 80% เป็นโรงแรมภายใต้โมเดล Asset-light (รับจ้างบริหาร) อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน MINT มีสัญญารับบริหารโรงแรมในมือมากกว่า 100 โรงแรม ส่วนธุรกิจร้านอาหาร ในช่วง 3 ปีจากนี้ บริษัทจะเพิ่มขยายสาขาร้านอาหารเป็น 4,000 สาขา และในปี 2572 จะเพิ่มเป็น 4,500 สาขา จาก ณ สิ้นปี 2567 ที่มีจำนวน 2,699 สาขา โดยจะเป็นการขยายสาขาในรูปแบบแฟรนไชส์ ซึ่งในปี 2568 นี้ จะเริ่มมีแฟรนไซส์ร้านอย่าง บอนชอน และกาก้า           นายดิลิป มองการท่องเที่ยวในประเทศไทยยังมีการเติบโตต่อเนื่อง เนื่องจากยังเป็นจุดหมายปลายทางหลักของนักท่องเที่ยวต่างชาติ จากการส่งเสริมของภาครัฐ ขณะที่ค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งค่า ก็เป็นปัจจัยหนุนให้นักท่องเที่ยวสหรัฐเดินทางไปทั่วโลก รวมถึงยังได้รับอานิสงส์จากการถ่ายทำซีรีย์ The White Lotus ซีซั่น 3 ซึ่งจากในช่วงต้นปีนี้ โรงแรมในสมุย และภูเก็ต ของบริษัททั้ง 4 แห่ง ได้รับอานิสงส์บวกแล้ว โดยอัตราค่าห้องพัก (ADR) ได้ปรับเพิ่มขึ้นสูงกว่า 40%           ด้านธุรกิจร้านอาหาร มองว่ายังมีการเติบโตต่อเนื่องจากปีก่อน ที่มียอดขายต่อสาขา (SSSG) โต 8% โดยรายได้หลักยังมาจากในไทยมากถึง 60%           บริษัทฯ วางงบลงทุนในช่วง 3 ปี ไว้ที่ 10,000-12,000 ล้านบาทต่อปี โดยปีนี้จะใช้ราว 11,000 ล้านบาท รองรับการ Repositioning และการรีแบรนด์ (Rebrand) เพื่อเพิ่มอัตราค่าห้องพักต่อคืนต่อห้อง (Room rent)           นอกจากนี้บริษัทฯ อยู่ระหว่างการศึกษาจัดตั้งกองทรัสต์เพื่อลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REITs) ในประเทศไทย หรือสิงคโปร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ของ Asset-light Model ที่จะลดการใช้เงินลงทุนในการขยายธุรกิจ โดยคาดว่าจะได้เห็นการจัดตั้งกอง REITs ได้ภายในปี 2568 ซึ่งจะมีขนาดประมาณ 1,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และคาดว่าจะสามารถสร้างกระแสเงินสดให้บริษัทได้ประมาณ 700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ           นายดิลิป กล่าวว่า ด้านราคาหุ้น MINT ปัจจุบันยังต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง และสวนทางกับผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งบริษัทคาดหวังให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในตลาดทุนมีการกระตุ้นเม็ดเงินลงทุนเข้ามาในตลาดทุนไทยมากขึ้น เพื่อช่วยในการขับเคลื่อนการลงทุนให้มูลค่าหุ้นสอดคล้องกับมูลค่าที่แท้จริง

abs

ปตท. แข็งแกร่งร่วมกับสังคมไทย และเติบโตในระดับโลกอย่างยั่งยืน

MINT โกยกำไร Q4 ที่ 3.6 พันลบ. ปีนี้โรงแรมหนุน โบรกแนะซื้อเป้า 36 บาท

MINT โกยกำไร Q4 ที่ 3.6 พันลบ. ปีนี้โรงแรมหนุน โบรกแนะซื้อเป้า 36 บาท

          หุ้นวิชั่น - ทีมข่าวหุ้นวิชั่นรายงาน บล. หยวนต้า ระบุ MINT รายงานกำไรสุทธิ 4Q24 ที่ 3.6 พันลบ. หากตัดรายการพิเศษ ได้แก่ กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนและตราสารอนุพันธ์ และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวรวม 0.8 พันลบ. กำไรปกติจะอยู่ที่ 2.9 พันลบ. (+9% QoQ, +15% YoY) ออกมาใกล้เคียงที่เราและตลาดคาด           ► รายได้ธุรกิจโรงแรมอยู่ที่ 3.1 หมื่นลบ. (-2% QoQ, +5% YoY) รายงาน RevPar เฉลี่ยที่ 3.9 พันบาท/คืน ลดลง 1% QoQ แต่เติบโต 3% YoY หนุนจากตลาดไทย +14% YoY, ยุโรป +8% YoY และมัลดีฟส์ +15% YoY (ผลกระทบ THB/USD และ THB/EUR ที่แข็งค่า YoY ทำให้รายได้เติบโตไม่มากเมื่อแปลงเป็นเงินบาท) ขณะที่ตลาดออสเตรเลีย RevPar ทรงตัว YoY           ► NHHOTEL (กลุ่มโรงแรมในยุโรป) รายงานกำไรปกติ 4Q24 ที่ 66 ล้านยูโร (ราว 2.5 พันลบ.) RevPar เติบโต 6% YoY ได้จากฐานสูง หนุนจาก ADR +4% YoY ขณะที่ Occ. Rate อยู่ในระดับสูงที่ 70% เพิ่มขึ้นจาก 68% ในปีก่อน ทำให้กำไรปกติของ NHHOTEL เติบโตเด่น 132% YoY จากรายได้, การทำกำไรที่ดีขึ้น รวมถึงมีการใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีของโรงแรมในสเปน           ► รายได้ธุรกิจอาหารอยู่ที่ 7.6 พันลบ. (+2% QoQ, +4% YoY) ยอดขายเติบโตจากการขยายสาขาในไทยเป็นหลัก เนื่องจาก SSSG เฉลี่ยทั้งกลุ่ม -0.5% YoY (ธุรกิจในไทย +1.5% YoY, ออสเตรเลีย -1.2% YoY ขณะที่จีน -10.9% YoY แต่ติดลบน้อยลงเทียบ -20% YoY ใน 3Q24)           ► ด้านต้นทุน EBITDA Margin ของธุรกิจโรงแรมอยู่ที่ 27.1% ลดลง 660bps YoY เป็นผลจากการปรับปรุงบัญชีใน 4Q23 หากหักรายการดังกล่าวออก อัตราการทำกำไรจะทรงตัว YoY ขณะที่ธุรกิจร้านอาหาร EBITDA Margin อยู่ที่ 22.6% เพิ่มขึ้น 110bps YoY หนุนจากการประหยัดต่อขนาดและการบริหารต้นทุนที่มีประสิทธิภาพของพอร์ตในไทย           ► ต้นทุนการเงินอยู่ที่ 2.6 พันลบ. (-18% QoQ, -13% YoY) ลดลงทั้ง QoQ และ YoY ผลบวกจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายสกุลเงิน EUR, THB รวมถึงมีการลดหนี้สินก่อนครบกำหนด จากงบดุลสะท้อนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยจ่าย ณ สิ้นปี 2024 ลดลงราว 1.0 หมื่นลบ. เมื่อเทียบกับ ณ สิ้นปี 2023 ทำให้ Net IBD/E ลงเป็น 0.8x ได้ตามเป้าหมายของบริษัท           ► ทั้งปี 2024 กำไรปกติอยู่ที่ 8.4 พันลบ. (+18% YoY) ดีกว่าคาดการณ์ของเราเล็กน้อย 4% Our Take           ► ภาพรวมยอดจองใน 1Q25 สะท้อนว่ารายได้ธุรกิจกลุ่มโรงแรมในยุโรปยังเติบโตดี 5% YoY โรงแรมในไทย +9% YoY ดังนั้นเราคาดผลขาดทุนปกติ 1Q25 จะลดลง YoY หรือมีโอกาสคืนทุนได้ หนุนจากการเติบโตของรายได้ และดอกเบี้ยจ่ายที่ลดลงหลังบริษัทคืนหนี้ไปมากในช่วงปลาย 4Q24 อย่างไรก็ดี ผลประกอบการเทียบ QoQ เราคาดอ่อนแอลงอย่างมีนัยสำคัญ กดดันจากกลุ่มโรงแรมในยุโรปเข้าสู่ช่วง Low Season เต็มไตรมาส           ► เราคงประมาณการปี 2025 คาดกำไรปกติที่ 9.5 พันลบ. (+13% YoY) และคงคำแนะนำ “ซื้อ” อิงราคาเหมาะสม 36.00 บาทต่อหุ้น (อิง EV/EBITDA ที่ 7 เท่า หรือเทียบเท่า -0.75SD ของค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปีช่วง Pre COVID-19)           ► บริษัทจะจัดประชุมนักวิเคราะห์ในวันนี้ (17 ก.พ.) ผู้บริหารจะแถลงแผนการดำเนินธุรกิจ, เป้าหมายการเติบโตของผลประกอบการ, ความคืบหน้าการจัดตั้งกอง REIT และแผนการลดภาระหนี้สิน เรามองเป็น Catalyst ช่วยหนุนให้ราคาหุ้นฟื้นตัวในระยะถัดไป           ► ความเสี่ยงสำคัญ: นักท่องเที่ยวต่ำกว่าคาดการณ์, เศรษฐกิจถดถอยรุนแรงทั่วโลก, ภาวะสงค

MINTกวาดกำไร 7,750 ล้านบาท โต 43% โรงแรม-ร้านอาหารแกร่ง

MINTกวาดกำไร 7,750 ล้านบาท โต 43% โรงแรม-ร้านอาหารแกร่ง

            หุ้นวิชั่น - บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) (MINT) สร้างผลการดำเนินงานทางการเงินที่แข็งแกร่งที่สุดนับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัท โดยมีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นร้อยละ 43 เมื่อเทียบกับปีก่อน อยู่ที่ 7,750 ล้านบาทในปี 2567 ผลการดำเนินงานที่โดดเด่นนี้สะท้อนถึงการดำเนินงานที่ยอดเยี่ยม ความต้องการเดินทางทั่วโลกที่ยังคงแข็งแกร่งต่อเนื่อง และสถานะทางการเงินที่ดีขึ้น             ความแข็งแกร่งต่อเนื่องในธุรกิจโรงแรมขับเคลื่อนโดยการเติบโตของรายได้เฉลี่ยต่อห้องต่อคืนและการขยายตัวของตลาด ควบคู่ไปกับผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งของธุรกิจร้านอาหารที่ได้รับแรงหนุนจากนวัตกรรมของแบรนด์และจำนวนลูกค้าที่เพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ บริษัทยังประสบความสำเร็จในการเพิ่มประสิทธิการดำเนินงาน โดยได้รับประโยชน์จากโมเดลธุรกิจที่ลดการลงทุนในสินทรัพย์ถาวร (Asset-light Model) ที่เติบโตขึ้น ในขณะเดียวกันก็แสดงให้เห็นถึงวินัยทางการเงินผ่านการลดหนี้             ปิดท้ายปีด้วยผลงานที่น่าประทับใจ MINT มีกำไรสุทธิในไตรมาส 4 ปี 2567 เพิ่มขึ้นร้อยละ 269 เมื่อเทียบกับปีก่อน อยู่ที่ 3,632 ล้านบาท ซึ่งเป็นการวางรากฐานสำหรับการเติบโตอย่างแข็งแกร่งและการลงทุนเชิงกลยุทธ์ในปี 2568 ธุรกิจโรงแรม: รายได้เฉลี่ยต่อห้องต่อคืนเติบโตแข็งแกร่ง และการขยายตลาดผลักดันผลการดำเนินงาน ธุรกิจโรงแรมของ MINT ยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยได้รับประโยชน์จากการฟื้นตัวของการเดินทางทั่วโลกและการดำเนินการเชิงกลยุทธ์ที่ประสบความสำเร็จในตลาดสำคัญ ยุโรปและอเมริกา: รายได้เฉลี่ยต่อห้องต่อคืนเพิ่มขึ้นร้อยละ 9 เมื่อเทียบกับปีก่อน นำโดยราคาห้องพักเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 6 ซึ่งได้รับแรงหนุนจากวินัยด้านการกำหนดราคาและการเดินทางในภูมิภาคที่สม่ำเสมอ โดยสเปนเป็นประเทศที่มีผลงานการเติบโตดีที่สุด รองลงมาคือยุโรปกลาง เบเนลักซ์ และอิตาลี ประเทศไทย: รายได้เฉลี่ยต่อห้องต่อคืนพุ่งสูงขึ้นร้อยละ 17 เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยได้รับแรงหนุนจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เพิ่มขึ้น การขยายเส้นทางการบิน และกลยุทธ์การขายแบบกำหนดเป้าหมายที่ดึงดูดนักเดินทางคุณภาพสูงจากสหรัฐอเมริกา ยุโรป และเอเชีย             MINT ยังคงขยายธุรกิจเชิงกลยุทธ์อย่างต่อเนื่อง โดยเปิดโรงแรมใหม่ 30 แห่งที่มีห้องพักกว่า 3,000 ห้องในปี 2567 ภายใต้โมเดลธุรกิจ Asset-light Model เป็นหลัก ส่งผลให้ MINT มีฐานการดำเนินงานที่แข็งแกร่งในเมืองสำคัญต่างๆ ทั่วทวีปเอเชีย ตะวันออกกลาง ยุโรป และโอเชียเนีย โดยการเปิดตัวโรงแรมครั้งสำคัญ ได้แก่ โรงแรม NH Collection Helsinki Grand Hansa ในประเทศฟินแลนด์ โรงแรม Anantara Stanley & Livingstone Victoria Falls ในประเทศซิมบับเว และ Anantara Jewel Bagh Jaipur Hotel ในรัฐราชสถาน ประเทศอินเดีย ซึ่งช่วยเสริมสร้างความเป็นผู้นำของ MINT ในตลาดใหม่ๆ ที่มีอัตราการเติบโตสูง ธุรกิจร้านอาหาร: นวัตกรรมและแฟรนไชส์ขับเคลื่อนการเติบโต             ไมเนอร์ ฟู้ดประสบความสำเร็จในการเติบโตอย่างแข็งแกร่งอีกปี โดยมียอดขายโดยรวมทุกสาขา (TSS) ในประเทศไทยเพิ่มขึ้นร้อยละ 8 และสิงคโปร์มียอดขายรวมเติบโตขึ้นร้อยละ 12 เป็นผลมาจากการขยายตัวของยอดขายต่อร้านเดิมและจำนวนสาขาที่เพิ่มขึ้น             ความมุ่งมั่นของบริษัทในการพัฒนานวัตกรรมและแนวคิดที่ขับเคลื่อนโดยผู้บริโภคนำไปสู่การเปิดตัวแบรนด์และรูปแบบร้านค้าใหม่ๆ ที่ประสบความสำเร็จ เช่น ร้าน สเต็ก แอนด์ มอร์ (ประเทศไทย) ซึ่งเป็นตัวเลือกการรับประทานอาหารระดับพรีเมียมในราคาที่เข้าถึงได้ และร้าน แบทเทอร์แคช (สิงคโปร์) ซึ่งเป็นแนวคิดร้านฟิชแอนด์ชิปส์สมัยใหม่ที่ดึงดูดผู้บริโภคในเมือง             ในขณะเดียวกัน ไมเนอร์ ฟู้ดได้เร่งการขยายธุรกิจด้วย Asset-light Model ผ่านความสำเร็จของการขายแฟรนไชส์ทรัพย์สินทางปัญญาระดับโลกที่บริษัทเป็นเจ้าของ เช่น เบนิฮานา, ซิซซ์เล่อร์ และกาก้า โดยมีการเปิดร้านเบนิฮานาที่กรุงปารีส การเปิดสาขาซิซซ์เล่อร์หลายแห่งในประเทศญี่ปุ่นและเวียดนาม และการขยายสาขาร้านกาก้าทั่วประเทศไทย ฐานะการเงินที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้นสนับสนุนการเร่งการเติบโต ความมุ่งมั่นของ MINT ในการรักษาวินัยทางการเงินช่วยลดภาระหนี้ได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยสามารถบรรลุเป้าหมายสำคัญดังต่อไปนี้ อัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้นปรับตัวดีขึ้นจาก 0 เท่าในปี 2566 เป็น 0.8 เท่าในปี 2567 อัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อกำไรก่อนหักดอกเบี้ยจ่าย ภาษีและค่าเสื่อมลดลงจาก 9 เท่าเป็น 4.3 เท่า การลดภาระหนี้สินจำนวน 1 หมื่นล้านบาท ในปี 2567 ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นทางการเงิน ลดค่าใช้จ่ายดอกเบี้ย และเพิ่มศักยภาพในการสนับสนุนโครงการเติบโตที่ให้ผลตอบแทนสูง มองไปข้างหน้า: ปี 2568 และอนาคต – เส้นทางที่ชัดเจนสู่การสร้างมูลค่าเพิ่ม             MINT เตรียมพร้อมก้าวสู่อีกปีที่แข็งแกร่งในปี 2568 โดยใช้ประโยชน์จากการท่องเที่ยวทั่วโลกที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยประเทศไทยจะได้รับประโยชน์จากการเป็นที่รู้จักมากขึ้นจากซีรีส์ The White Lotus ซีซั่น 3 นอกจากนี้ MINT อยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อมสำหรับการเปิดตัวโรงแรมเชิงกลยุทธ์ในประเทศสิงคโปร์ ญี่ปุ่น และซาอุดีอาระเบีย เพื่อขยายการดำเนินงานในตลาดสำคัญที่มีการเติบโตสูง ตลอดจนการเติบโตของร้านอาหารผ่านนวัตกรรมของแบรนด์ การปรับรูปแบบร้านค้าให้มีความหลากหลาย และการขยายแฟรนไชส์ ส่วนหนึ่งของแผนงานเชิงกลยุทธ์สำหรับปี 2567–2570 MINT ตั้งเป้า อัตราการเติบโตของรายได้ต่อปีแบบทบต้น (CAGR) ที่ร้อยละ 6-8 การเติบโตของกำไรสุทธิจากการดำเนินงานที่ร้อยละ 15-20 อัตราผลตอบแทนต่อเงินลงทุนมากกว่าร้อยละ 12 การขยายกลุ่มธุรกิจทั่วโลกสู่โรงแรม 850 แห่งและร้านอาหาร 4,000 แห่งภายในปี 2570 สารจากประธานเจ้าหน้าที่บริหาร             นายดิลิป ราชากาเรีย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม MINT แสดงความมั่นใจในแนวโน้มการเติบโตของบริษัท โดยกล่าวว่า “ผลการดำเนินงานที่เป็นประวัติการณ์ของ MINT ตอกย้ำความแข็งแกร่งของโมเดลธุรกิจและการดำเนินการเชิงกลยุทธ์ของเรา ด้วยงบแสดงฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่งขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้เราพร้อมที่จะเร่งการเติบโตในปี 2568 และในอนาคต เราจะยังคงใช้ประโยชน์จากแนวโน้มการท่องเที่ยวทั่วโลก ขยายโมเดลธุรกิจ Asset-light Model และขับเคลื่อนการสร้างสรรค์นวัตกรรมในธุรกิจโรงแรมและร้านอาหารของเราต่อไป เราจะมุ่งเน้นไปที่การส่งมอบผลกำไรที่ยั่งยืนและเพิ่มมูลค่าให้แก่ผู้ถือหุ้นในระยะยาวขณะที่เราขยายฐานการดำเนินงานไปทั่วโลก”

MINT ปี67 กำไร7,750 ล.โต43% ปักธงรายได้3ปี โต6-8%

MINT ปี67 กำไร7,750 ล.โต43% ปักธงรายได้3ปี โต6-8%

          หุ้นวิชั่น - MINT รายงานผลประกอบการปี 2567 กำไรพุ่งแตะ 7,750 ล้านบาท เติบโต 43% จากปีก่อน รับอานิสงส์ ท่องเที่ยวฟื้นตัว-ธุรกิจโรงแรมแข็งแกร่ง พร้อมเดินหน้าขยายพอร์ตโรงแรมและร้านอาหารทั่วโลก ตั้งเป้ามีโรงแรม 850 แห่ง และร้านอาหาร 4,000 แห่ง ภายในปี 2570 ด้านแผนธุรกิจระยะ 3 ปี (2567-2570) มุ่งขยายรายได้ 6-8% ต่อปี และดันกำไรสุทธิโต 15-20% ผ่านกลยุทธ์ Asset-light, ขยายช่องทางขายตรง และยกระดับประสบการณ์ลูกค้า ดันศักยภาพเติบโตยั่งยืน           บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) (“บริษัท”) รายงานผลกำไรเติบโตโดดเด่นในปี 2567 แสดงถึงแนวโน้มการเติบโตที่แข็งแกร่งและความแข็งแกร่งทางการเงินที่เพิ่มขึ้นในปี 2567 รายได้จากการดำเนินงานของบริษัทเติบโตร้อยละ 8 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน อยู่ที่ 166,034 ล้านบาท เป็นผลมาจากผลการดำเนินงานของโรงแรมและร้านอาหารที่ดีขึ้น การท่องเที่ยวทั่วโลกที่เฟื่องฟูและความสำเร็จของกลยุทธ์การกำหนดราคาส่งผลให้รายได้เฉลี่ยต่อห้องต่อคืน (RevPar) ในยุโรปและเอเชียเพิ่มขึ้น และการเปิดโรงแรมแห่งใหม่ทำให้ผลการดำเนินงานของโรงแรมแข็งแกร่งยิ่งขึ้น           ในขณะเดียวกัน จำนวนลูกค้าและยอดขายที่เพิ่มขึ้นในประเทศไทยและสิงคโปร์ ซึ่งเป็นผลมาจากการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ แคมเปญการตลาด การขยายสาขา และการเปิดตัวแบรนด์ใหม่ ผลักดันให้ธุรกิจร้านอาหารเติบโต กำไรจากการดำเนินงานก่อนหักดอกเบี้ยจ่าย ภาษีและค่าเสื่อม (Core EBITDA) เพิ่มขึ้นร้อยละ 4 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน อยู่ที่ 44,572 ล้านบาท           โดยมีอัตราการเติบโตต่ำกว่ารายได้เนื่องจากการปรับปรุงบัญชีในด้านบวก ณ สิ้นปี 2565 รวมไปถึงการลงบัญชีด้านต้นทุนของ Oaks ตามมาตรฐานบัญชี IFRS 16 กำไรจากการดำเนินงานอยู่ที่ 8,390 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 18 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีอัตรากำไรจากการดำเนินงานปรับตัวดีขึ้นเป็นร้อยละ 5.1 จากความสามารถในการดำเนินงานที่ดีขึ้นและการใช้ประโยชน์จากผลขาดทุนทางภาษีสะสม           ในไตรมาส 4 ปี 2567 บริษัทมีรายได้จากการดำเนินงานเติบโตร้อยละ 4 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน อยู่ที่ 41,757 ล้านบาท โดยได้แรงหนุนจากรายได้เฉลี่ยต่อห้องต่อคืนของโรงแรมที่สูงขึ้น ยอดขายโดยรวมทุกสาขา (TSS) ของธุรกิจร้านอาหาร และการขยายตัวของกลุ่มธุรกิจของบริษัทโดยรวม           ทั้งนี้ การปรับปรุงบัญชีในด้านบวก ณ สิ้นปี ซึ่งถูกบันทึกในไตรมาส 4 ปี 2566 ตามที่กล่าวมาข้างต้น ส่งผลให้กำไรจากการดำเนินงานก่อนหักดอกเบี้ยจ่าย ภาษีและค่าเสื่อม ลดลงร้อยละ 13 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน อยู่ที่ 10,949 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยที่ลดลงจากการลดหนี้และการบริหารจัดการภาษีที่มีประสิทธิภาพช่วยเพิ่มผลกำไร ทำให้กำไรจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้นร้อยละ 15 อยู่ที่ 2,876 ล้านบาท           หากนับรวมรายการที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวตามรายละเอียดในภาคผนวก บริษัทมีรายได้และกำไรก่อนหักดอกเบี้ยจ่าย ภาษีและค่าเสื่อมตามที่รายงานในปี 2567 เพิ่มขึ้นร้อยละ 8 และร้อยละ 8 ตามลำดับ อยู่ที่ 166,409 ล้านบาท และ 44,441 ล้านบาท ตามลำดับ กำไรตามที่รายงานเพิ่มขึ้นร้อยละ 43 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน อยู่ที่ 7,750 ล้านบาท เนื่องมาจากการขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญจากการป้องกันความเสี่ยงและตราสารอนุพันธ์ โดยในไตรมาส 4 ปี 2567 บริษัทมีรายได้ตามที่รายงานเพิ่มขึ้นร้อยละ 5 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน อยู่ที่ 41,936 ล้านบาท           ในขณะที่กำไรก่อนหักดอกเบี้ยจ่าย ภาษีและค่าเสื่อมตามงบการเงินเพิ่มขึ้นร้อยละ 7 อยู่ที่ 11,895 ล้านบาท กำไรตามที่รายงานเพิ่มขึ้นเกือบ 4 เท่า อยู่ที่ 3,632 ล้านบาท เมื่อเทียบกับในปี 2566 ที่ 984 ล้านบาท โดยหลักมาจากกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนจากการป้องกันความเสี่ยงและตราสารอนุพันธ์ที่ถูกบันทึกไว้ เมื่อเทียบกับการขาดทุนในปีก่อน ไมเนอร์ โฮเทลส์ ยังคงเป็นธุรกิจที่สร้างกำไรหลัก โดยมีกำไรคิดเป็นร้อยละ 70 ของกำไรจากการดำเนินงานของบริษัทในปี 2567 แนวโน้มในอนาคต           ในปี 2568 MINT ยังคงมั่นใจในการเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากแรงหนุนของกิจกรรมการเดินทางทั่วโลกที่เพิ่มขึ้นและโครงการเชิงกลยุทธ์ต่างๆ ตลาดหลักอย่างยุโรปและประเทศไทยมีแนวโน้มจำนวนนักท่องเที่ยวที่เข้าพักที่แข็งแกร่ง โดยคาดการณ์อัตราการเติบโตต่อปีแบบทบต้น (CAGR) ในช่วงปี 2567-2575 ที่ระดับเลขหลักเดียวตอนกลางสำหรับยุโรป และระดับเลขหลักเดียวตอนสูงสำหรับประเทศไทย ผลการดำเนินงานของธุรกิจโรงแรมยังคงแข็งแกร่ง สะท้อนจากยอดจองล่วงหน้าในไตรมาสแรกของปี 2568 ที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 5 ในยุโรป และร้อยละ 9 ในประเทศไทย           ภายใต้แผนระยะสามปี (2567-2570) MINT ตั้งเป้าการเติบโตของรายได้ต่อปีที่ร้อยละ 6-8 และการเติบโตของกำไรสุทธิจากการดำเนินงานที่ร้อยละ 15-20 โดยได้แรงหนุนจากการขยายตัวของอัตรากำไรที่สูงขึ้นจากประสิทธิภาพการดำเนินงานที่ดีขึ้น และรายได้ค่าธรรมเนียมจากการรับจ้างบริหารโรงแรมและแฟรนไชส์ร้านอาหาร เราตั้งเป้าจะบรรลุผลตอบแทนจากเงินลงทุนให้สูงกว่าร้อยละ 12 พร้อมเร่งขยายธุรกิจในรูปแบบที่ลดการลงทุนในสินทรัพย์ถาวร (Asset-light) โดยตั้งเป้าให้มีโรงแรมมากกว่า 850 แห่งและร้านอาหาร 4,000 แห่งทั่วโลกภายในปี 2570 ลำดับความสำคัญเชิงกลยุทธ์ การเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับแบรนด์ต่างๆ ในกลุ่ม           MINT ยังคงพัฒนาและขยายแบรนด์ต่างๆ ในกลุ่มอย่างต่อเนื่องเพื่อตอบรับเทรนด์ นอกจากการเปิดตัว Minor Hotels' Masterbrand ซึ่งเป็นแนวคิดการสร้างแบรนด์แบบรวมศูนย์ที่เชื่อมโยงโรงแรมกว่า 560 แห่งไว้ภายใต้กลุ่มเดียวกัน เรายังเตรียมเปิดตัวแบรนด์โรงแรมใหม่ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป แบรนด์ใหม่ที่จะเปิดตัวในปีที่จะมาถึงได้รับการออกแบบมาเพื่อเพิ่มโอกาสในการทำสัญญารับจ้างบริหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับโครงการแปลงสภาพ           ในขณะเดียวกัน ไมเนอร์ ฟู้ด กำลังขยายธุรกิจร้านอาหารด้วยแนวคิดร้านอาหารแบบสบายๆ (Casual Dining) ที่เข้าถึงง่ายในประเทศไทย สิงคโปร์ และจีน ตอกย้ำความมุ่งมั่นของเราในด้านนวัตกรรมและการปรับตัวเข้ากับตลาด การขยายธุรกิจเพื่อการเติบโต           MINT ให้ความสำคัญกับการขยายธุรกิจด้วยรูปแบบการลงทุนที่ลดการลงทุนในสินทรัพย์ถาวร ผ่านการรับจ้างบริหารโรงแรมและสัญญาแฟรนไชส์ร้านอาหาร ซึ่งช่วยเปิดโอกาสใหม่ๆ พร้อมทั้งลดรายจ่ายด้านเงินทุนเพื่อเพิ่มผลตอบแทนจากเงินลงทุน           ไมเนอร์ โฮเทลส์ วางแผนเปิดโรงแรมใหม่เกือบ 300 แห่งภายในปี 2570 โดยมุ่งเน้นไปที่เมืองศูนย์กลางและตลาดเกิดใหม่ที่มีการเติบโตสูง พร้อมปรับสมดุลโรงแรมจากที่เคยกระจุกตัวอยู่ในยุโรป สู่ขอบเขตทางธุรกิจที่กระจายตัวทั่วโลกมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญในเอเชีย ตะวันออกกลาง และแอฟริกา รวมถึงออสเตรเลียและนิวซีแลนด์           การขยายธุรกิจใน เอเชียเหนือ อินเดีย โมร็อกโก อียิปต์ และตุรกี อยู่ระหว่างดำเนินการ พร้อมกับการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยภายใต้แบรนด์ อนันตรา และ เอ็นเอช คอลเลคชั่น ในตะวันออกกลาง ไมเนอร์ ฟู้ด กำลังเร่งการเติบโตทั้งในตลาดเดิมและตลาดใหม่ รวมถึงประเทศไทยและอินโดนีเซีย พร้อมกับการวางรากฐานสำหรับอุตสาหกรรมร้านอาหารในอินเดีย ทั้งนี้ การร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับผู้นำในท้องถิ่นจะช่วยเพิ่มความสามารถในการขยายธุรกิจ โดยใช้ประโยชน์จากความเชี่ยวชาญระดับโลกของ MINT เพื่อผลักดันความสำเร็จในตลาดใหม่ การเพิ่มผลกำไรสูงสุด           MINT กำลังเพิ่มความสามารถในการทำกำไรผ่านโมเดลธุรกิจที่ลดการลงทุนในสินทรัพย์ถาวร ช่องทางการขายตรง และการลดภาระหนี้ การเสริมสร้างวินัยทางการเงินที่เข้มแข็งช่วยลดต้นทุนดอกเบี้ย ส่งผลให้มีความยืดหยุ่นทางการเงินมากขึ้นสำหรับแผนการเติบโตที่ให้ผลตอบแทนสูง           ไมเนอร์ โฮเทลส์ และ ไมเนอร์ ฟู้ด มุ่งเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับช่องทางการขายตรงเพื่อขับเคลื่อนความภักดีต่อแบรนด์ (Brand Loyalty) ยกระดับการผนึกกำลังระหว่างแบรนด์ ตลอดจนพัฒนาประสบการณ์ของลูกค้าและการรักษาลูกค้าให้ดียิ่งขึ้น โดย Masterbrand ของไมเนอร์ โฮเทลส์ และ โปรแกรมสมาชิก GHA Discovery จะช่วยเพิ่มยอดการจองโดยตรงและลดการพึ่งพาบุคคลที่สาม ขณะที่ ไมเนอร์ ฟู้ด กำลังขยายโปรแกรมสมาชิกเพื่อเพิ่มจำนวนลูกค้าที่กลับมาใช้บริการซ้ำ และสร้างความผูกพันที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นกับทุกแบรนด์ในเครือ การบูรณาการความยั่งยืน           ความยั่งยืนยังคงเป็นหัวใจสำคัญของกลยุทธ์ของ MINT เรามุ่งเน้นการพัฒนาบุคลากร การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และการกำกับดูแลกิจการที่เข้มแข็ง เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตอย่างมีความรับผิดชอบและยั่งยืนในระยะยาว เราได้ผสานแนวปฏิบัติทางธุรกิจที่ยั่งยืนไว้ในทุกส่วนของการดำเนินงาน เพื่อตอกย้ำความมุ่งมั่นของเราต่อความเป็นเลิศด้าน ESG อนาคตที่แข็งแกร่งรออยู่ข้างหน้า           MINT ก้าวเข้าสู่ปี 2568 ด้วยแรงขับเคลื่อนการเติบโต แผนกลยุทธ์ที่ชัดเจน และความมุ่งมั่นสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนและให้ผลตอบแทนสูง ความทุ่มเทเพื่อความเป็นเลิศของเราได้รับการยอมรับในระดับโลกอย่างต่อเนื่อง เราภาคภูมิใจที่ได้รับรางวัลอันทรงเกียรติมากมาย ซึ่งเป็นการยืนยันถึงความมุ่งมั่นอย่างไม่ลดละของทีมงานในการสร้างคุณค่า           โดยเฉพาะอย่างยิ่ง MINT ได้รับการจัดอันดับเป็นบริษัทอันดับ 1 ของประเทศไทยใน 'World's Best Companies 2024' โดยนิตยสาร TIME และ Statista ซึ่งโดดเด่นในด้านความพึงพอใจของพนักงาน ผลการดำเนินงานทางการเงิน และความโปร่งใสด้านความยั่งยืน           นอกจากนี้ หน่วยงานส่งเสริมความยั่งยืนมูลค่า 5 พันล้านบาทของ MINT ได้รับรางวัลอันทรงเกียรติ 3 รางวัล ได้แก่ • The Asset Triple A Sustainable Finance Award for Best Sustainability-Linked Loan ในภาคธุรกิจโรงแรมของประเทศไทย • The FinanceAsia Achievement Award 2024 • The Most Innovative Deal จาก Thai BMA           ด้วยความสำเร็จเหล่านี้ ประกอบกับการขยายฐานธุรกิจทั่วโลก กำไรที่เพิ่มขึ้น และความเป็นผู้นำในตลาด MINT มั่นใจในการส่งมอบคุณค่าระยะยาวให้แก่ผู้ถือหุ้น พร้อมทั้งเสริมสร้างความแข็งแกร่งในฐานะผู้นำระดับโลกด้านธุรกิจโรงแรมและร้านอาหาร

abs

เจมาร์ท สร้างความสามารถในการแข่งขัน ด้วยการสร้าง Synergy Ecosystem

MINTกำไรบริษัทลูกดีเกินคาด จับตาQ4เด้ง-เป้า34บาท

MINTกำไรบริษัทลูกดีเกินคาด จับตาQ4เด้ง-เป้า34บาท

           หุ้นวิชั่น - บทวิเคราะห์ บล.ดาโอระบุว่า Minor Hotel Europe & Americas (เดิมชื่อ NH Hotel) เป็นบริษัทลูกของ MINT ถือ 96% ที่เป็นโรงแรมที่ยุโรป ประกาศกำไรปกติ 4Q24 อยู่ที่ 68.8 ล้านยูโร หรือราว 2.3 พันล้านบาท (ดีกว่าคาด) เพิ่มขึ้น +110% YoY แต่ลดลง -8% QoQ โดยมี RevPAR เพิ่มขึ้น +6% YoY และมี ADR เติบโตที่ +4% YoY, Occ. Rate ที่ 70% เพิ่มขึ้นจาก 4Q23 ที่ 68% (ที่มา: NH)            ฝ่ายวิจัยมีมุมมองเป็นบวกต่อ MINT จากกำไรของ NH ที่ออกมาดีกว่าคาด ซึ่งจะส่งผลให้กำไรปกติของ MINT ใน 4Q24E มีโอกาสออกมาราว 2.9-3.0 ล้านบาท ซึ่งดีกว่าตลาดคาดเฉลี่ยที่ 2.8 พันล้านบาท (ดีกว่าคาดราว 4-7%) ทำให้คาดว่ากำไรปกติของ MINT ที่จะออกวันนี้ช่วงเย็นจะดีกว่าที่ตลาดและเราคาด ทำให้เรายังคงคำแนะนำ “ซื้อ” และราคาเป้าหมายปี 2024E ที่ 34.00 บาท อิง DCF (WACC ที่ 7%, terminal growth ที่ 2.5%)

MINT คาดกำไร Q4 แกร่งที่ 3.92 พันลบ. โบรกชี้ปีนี้โตต่อ เคาะเป้าที่ 38.50 บาท

MINT คาดกำไร Q4 แกร่งที่ 3.92 พันลบ. โบรกชี้ปีนี้โตต่อ เคาะเป้าที่ 38.50 บาท

           หุ้นวิชั่น - ทีมข่าวหุ้นวิชั่นรายงาน บล.เคจีไอ คาดว่า MINT จะรายงานกำไรสุทธิใน 4Q67F แข็งแกร่งอยู่ที่ 3.92 พันล้านบาท (เพิ่มขึ้นมากทั้ง YoY และ QoQ) ในขณะที่กำไรปกติจะอยู่ที่ 2.80 พันล้านบาท (+12.1% YoY และ +6.3% QoQ) โดยที่ผลต่างของกำไรสุทธิและกำไรปกติจะเป็นผลจากกำไรอัตราแลกเปลี่ยนที่เกี่ยวข้องกับสัญญาตราสารอนุพันธ์ (derivative contract) ประมาณ 1.1 พันล้านบาทใน 4Q67F            ในช่วงดังกล่าว ผลการดำเนินงานของธุรกิจโรงแรมและธุรกิจ mixed-use ยังคงน่าพอใจ โดยคาดว่ารายได้เติบโต 8% YoY ขณะที่คาดว่ารายได้ต่อห้องต่อคืน (RevPAR) ของโรงแรมในยุโรปจะเติบโต 8% YoY ส่วนโรงแรมในไทยและมัลดีฟส์จะเติบโต 15% และ 15% YoY ตามลำดับ ปัจจัยหนุนส่วนหนึ่งจากค่าห้องพักเฉลี่ยรายวัน (ADR) เติบโตที่ 4-5% YoY อย่างไรก็ตาม RevPAR ของโรงแรมในออสเตรเลียน่าจะคงที่ YoY            ทางด้านธุรกิจร้านอาหารของ MINT น่าจะเติบโต 3% YoY ซึ่งมีแรงหนุนจากแบรนด์หลัก ๆ ในประเทศไทย (The Pizza, Sizzler, Dairy Queen และ Bon Chon) โดยอัตราการเติบโตของรายได้ในสาขาเดิม (SSSG) เติบโตที่ 1.5% YoY และอัตราการเติบโตของสาขาทั้งหมด (TSSG) ที่ 6% YoY อย่างไรก็ตาม การบริโภคในจีนที่ชะลอตัวจะทำให้ SSSG ลดลง 10% YoY (เทียบกับ -20% YoY ใน 3Q67)            เราคาดว่ารายได้รวมใน 4Q67F จะเพิ่มขึ้น 3.8% YoY แต่ลดลง 0.8% QoQ อยู่ที่ 4.03 หมื่นล้านบาท นอกจากนี้ อัตรากำไรขั้นต้นของบริษัทน่าจะยังแข็งแกร่งตามธุรกิจโรงแรมดีขึ้นอยู่ที่ 44.4% จาก 43.1% ใน 4Q66 และ 44.4% ใน 3Q67 ในแง่ค่าใช้จ่าย ดอกเบี้ยน่าจะลดลงเล็กน้อย QoQ จากการชำระหนี้ไปล่วงหน้าแล้ว หากกำไร 4Q67F เป็นไปตามที่เราคาด กำไรสุทธิปี 2567F ของ MINT น่าจะสอดคล้องกับประมาณการของเรา ส่วนกำไรปกติจะสูงกว่าการประมาณการของเราอยู่ราว 3.6%            คาดโมเมนตัมบวกต่อเนื่องใน 1Q68F เมื่อมองถึงแนวโน้มธุรกิจใน 1Q68 MINT จะได้รับโมเมนตัมบวกจาก i) รายได้ธุรกิจโรงแรมในยุโรปเติบโตดีที่ >5% YoY และในไทยจะเติบโตเป็นเลขสองหลัก (นักท่องเที่ยวจีนมีการยกเลิกการเดินทางมาไทยน้อยลงสำหรับ MINT) ii) RevPAR ของโรงแรมที่มัลดีฟส์โตต่อเนื่องจากมีนักท่องเที่ยวชาวตะวันออกกลางเพิ่มขึ้น iii) ธุรกิจร้านอาหารดีขึ้น iv) การบริหารต้นทุนราคาไฟฟ้าปี 2568 มีประสิทธิภาพมากขึ้น            จากที่กล่าวมานี้จะทำให้ขาดทุนปกติใน 1Q68F น้อยลง YoY เนื่องจากเป็นช่วงนอกฤดูท่องเที่ยว (low season) ของธุรกิจโรงแรมในยุโรป (ประมาณ 61% ของรายได้รวม)            การที่แนวโน้มธุรกิจปี 2568F แข็งแกร่งขึ้น YoY เราจึงยังคงประมาณการกำไรของเราไว้เช่นเดิม ดังนั้นเรายัง คงคำแนะนำซื้อ หุ้น MINT ประเมินราคาเป้าหมายปี 2568 ที่ 38.50 บาท (อิงจาก EV/EBITDA ที่ 10.0x หรือเท่ากับ -0.75 S.D.)

MINTกำไรปกติQ4โตต่อ โรงแรมฟื้น-เป้า34บาท

MINTกำไรปกติQ4โตต่อ โรงแรมฟื้น-เป้า34บาท

          หุ้นวิชั่น - บทวิเคราะห์ บล.ดาโอระบุว่า ยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” MINT และราคาเป้าหมายปี 2025E ที่ 34.00 บาท อิง DCF (WACC ที่ 7%, terminal growth ที่ 2.5%) โดยคาดว่ากำไรปกติ 4Q24E จะอยู่ที่ 2.8 พันล้านบาท (ดีกว่าที่เราคาดไว้เบื้องต้นที่ราว 2.5 พันล้านบาท) โดย           1) ธุรกิจโรงแรม ภาพรวม RevPAR เพิ่มขึ้น +4% YoY แต่ลดลง -8% QoQ ซึ่งโตได้ดีจากที่ไทยและมัลดีฟส์ 2) ธุรกิจอาหารมี SSSG โดยรวมลดลงเล็กน้อยที่ -0.5% YoY จาก 3Q24 ที่ -2.7% YoY โดยไทยมี SSSG เพิ่มขึ้นได้ดีสุด ส่วนจีนลดลงในอัตราที่ชะลอตัวลงอยู่ที่ -10% YoY จาก 3Q24 ที่ -20% YoY ด้าน 3) SG&A to sale อยู่ที่ 29.4% ลดลงจาก 3Q24 ที่ 31.0% เพราะมีการบริหารค่าใช้จ่ายได้ดี ส่วนดอกเบี้ยจ่ายลดลง -2% YoY และ -7% QoQ จากการทยอยคืนหนี้บางส่วนทำให้ลด Net D/E ลงได้เหลือ 0.80x จาก 3Q24 ที่ 0.98x เพราะมีการขายลูกหนี้ Anantara Vacation Club (AVC) ออกไปได้เงินสดมาแล้วนำไปลดหนี้เรามองเป็นบวกจากการประกาศทำ JV กับ Royal Holding วานนี้จะจัดตั้งบริษัทภายในเดือน มี.ค. 25 ถือหุ้นคนละ 50% ในการทำธุรกิจโรงแรม Luxury ที่ญี่ปุ่นภายใต้ 3 แบรนด์คือ Avani, Anantara, Tivoli ซึ่งมีเป้าหมายในการเปิดโรงแรมทั้งหมด 21 แห่งภายในปี 2035           โดยเรามองว่าญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีศักยภาพในการเติบโตค่อนข้างมาก และมี Partner อย่าง Royal เป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญด้านธุรกิจโรงแรมเป็นอย่างดี อีกทั้งยังมี Connection ที่ดีกับ Real Estate Developer โดยจะใช้เงินลงทุนไม่มากเพราะเป็นรูปแบบของ Lease payment           ทั้งนี้เรายังไม่ได้รวมดีลนี้เข้าในประมาณการกำไรเรายังคงประมาณการกำไรปกติปี 2025E ที่ 8.3 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น +10% YoY จากการฟื้นตัวในทุกประเทศ โดยเฉพาะที่ไทยและยุโรป ขณะที่เราคาดว่า 1Q25E จะฟื้นตัว YoY ได้เพราะเป็น High season ที่ไทยและมัลดีฟส์เข้ามาช่วยหนุน แต่จะลดลง QoQ เพราะเป็นช่วง Low season ที่ยุโรปราคาหุ้นปรับตัวลดลง -6% และ -4% ในช่วง 1 และ 3 เดือนที่ผ่านมาเมื่อเทียบกับ SET จากความกังวลเรื่องกำไรปกติที่ถูกกดดันจากค่าเงินที่ผันผวน           ขณะที่กำไรปกติ 4Q24E จะมีผลกระทบไม่มากเหมือนไตรมาสก่อน ขณะที่ valuation ยังถูกกว่ากลุ่มฯซื้อขาย 2025E EV/EBITDA ที่ 9x (-2.00SD below 10-yr average EV/EBITDA) ถูกกว่า ERW และ CENTEL ที่ average EV/EBITDA

abs

มุ่งมั่นเป็นผู้นำ เชื่อมโยงทุกโครงข่ายระบบคมนาคมขนส่งอย่างยั่งยืน

MINT มั่นใจปี 68 ผลงานแกร่ง ยอดจองโตต่อเนื่องหนุน ชี้เป้า 34 บ.

MINT มั่นใจปี 68 ผลงานแกร่ง ยอดจองโตต่อเนื่องหนุน ชี้เป้า 34 บ.

          หุ้นวิชั่น - ทีมข่าวหุ้นวิชั่นรายงาน บล.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ชี้ MINT กำไร 3Q67 อ่อนแอ -93% YoY, -95% QoQ จากขาดทุน Hedging FX 2.5 พันลบ. ขณะที่กำไรปกติ +16% YoY จากธุรกิจโรงแรมที่เติบโตแข็งแกร่ง แต่ลดลง 18% QoQ จาก low season ในยุโรป           คาดกำไรปกติ 4Q67 ยังเติบโตแข็งแกร่ง YoY แต่ลดลง QoQ เพราะเป็นช่วง lowest season ที่ยุโรป           ผู้บริหารยังคงตั้งเป้าหมายรายได้ธุรกิจโรงแรมในปี 68 ยังเติบโตต่อเนื่องได้ สะท้อนจากยอดจองห้องพักที่ยังมีเพิ่มขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี 68 เป็นปัจจัยหนุนกำไรปกติปี 68 เติบโตต่อเนื่องจากปีนี้           แนวรับ = 22.2/22.8 แนวต้าน = 24.3/24.8           MINT | ซื้อ | TP=34 บ.

MINT คาดปี 68 กำไรโต ยอดจองหนุน  โบรกแนะซื้อ เป้า 34 บาท

MINT คาดปี 68 กำไรโต ยอดจองหนุน โบรกแนะซื้อ เป้า 34 บาท

           หุ้นวิชั่น – ทีมข่าวหุ้นวิชั่นรายงาน บล.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ระบุ MINT กำไร 3Q67 อ่อนแอ -93% YoY, -95% QoQ จากขาดทุน Hedging FX 2.5 พันลบ. ขณะกำไรปกติ +16% YoY จากธุรกิจโรงแรมที่เติบโตแข็งแกร่ง แต่ลดลง 18% QoQ จาก low season ในยุโรป            คาดกำไรปกติ 4Q67 ยังเติบโตแข็งแกร่ง YoY แต่ลดลง QoQ เพราะเป็นช่วง lowest season ที่ยุโรป            ผู้บริหารยังคงตั้งเป้าหมายรายได้ธุรกิจโรงแรมในปี 68 ยังเติบโตต่อเนื่องได้ สะท้อนจากยอดจองห้องพักที่ยังมีเพิ่มขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี 68 เป็นปัจจัยหนุนกำไรปกติปี 68 เติบโตต่อเนื่องจากปีนี้            แนวรับ=24/24.2 แนวต้าน=25.25/25.5            MINT | ซื้อ | TP=34 บ.

MINT 4Q67 เข้าสู่ช่วง High Seasonท่องเที่ยว

MINT 4Q67 เข้าสู่ช่วง High Seasonท่องเที่ยว

          หุ้นวิชั่น - ทีมข่าวหุ้นวิชั่น รายงาน บริษัทหลักทรัพย์ เอเอสแอล จำกัด ผลประกอบการ 3Q67 ของ MINT มีรายได้จากการดำเนินงาน 42 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 5% YoY จากแนวโน้มที่ดีขึ้น อย่างต่อเนื่องของกลุ่มโรงแรม รายได้เฉลี่ยต่อห้องต่อคืน (RevPar) เพิ่มขึ้น 9% และราคาห้องพักเฉลี่ย (ADR) ที่เพิ่มขึ้น 7 % จากช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวในยุโรป ส่วนไทยแม้จะเป็นช่วง Low Season แต่ได้รับแรงหนุนจากความต้องการห้องพักสำหรับการเดินทางเพื่อธุรกิจและการพักผ่อนที่ยังแข็งแกร่ง ADR เพิ่มขึ้น 9% ในส่วนของธุรกิจอาหาร SSSG ของแบรนด์อาหารหลักในไทยและสิงคโปร์ยังเติบโตได้ กำไรสุทธิอยู่ที่ 2.6 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 16% YoY          แนวโน้มใน 4Q67 คาดจะเติบโตได้ต่อเนื่องจากแรงหนุนการเข้าสู่ช่วง High Season ของภาคการท่องเที่ยวไทย และด้านธุรกิจอาหารคาดยอดขายและจำนวนลูกค้าเพิ่มขึ้นผ่านการจัดแคมเปญของร้านอาหารในเครือ           อีกทั้งบริษัทมีแผนจัดตั้งกอง REIT นำโรงแรมขายเข้ากอง REIT ขนาดกองทุนราว 1.2 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยบริษัทจะถือหุ้นราว 50% จะทำให้บริษัทได้รับเงินราว 700 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 2.3-2.4หมื่นล้านบาท ทางบริษัทจะนำเงินราว 1 หมื่นล้านบาทชำระหนี้ ส่วนที่เหลือจะนำไปขยายการลงทุน ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดภาระดอกเบี้ยของบริษัทลงได้ 500 ล้านบาทต่อปี โดยบริษัทคาดว่าจะจัดตั้งกอง REIT ได้แล้วเสร็จ ปลายปี 2568 นี้ ด้านแผนระยะยาวตั้งเป้าเพิ่มโรงแรมในเครือมากกว่า 780 แห่ง และร้านอาหาร 3,700 สาขาภายในปี 2569 จากสิ้นปี 2566 มีโรงแรม 532 โรงแรมและร้านอาหาร 2,645 สาขา ได้รับ Sentiment บวกจาการที่ MINT ได้รับการเข้าคำนวณดัชนี FTSE Large cap ซึ่งมีผลบังคับใช้ 23 ธ.ค.

abs

SSP : ผู้นำด้านพลังงานหมุนเวียน ทางเลือกใหม่เพื่ออนาคต

เปิดโผหุ้นเด่น น่าสะสม 1 ปี ขึ้นไป มองปีหน้ากำไรเติบโตต่อ

เปิดโผหุ้นเด่น น่าสะสม 1 ปี ขึ้นไป มองปีหน้ากำไรเติบโตต่อ

          หุ้นวิชั่น – ทีมข่าวหุ้นวิชั่นรายงาน บล.เอเชียพลัส สำรวจหุ้น พบว่า หลังโควิดถึงปัจจุบัน การลงทุนในตลาดหุ้นไทยยากขึ้น ถูกกดดันจากเศรษฐกิจและกำไรบริษัทจดทะเบียนเติบโตช้า และต่ำคาด, การเมืองไม่นิ่ง, FUND FLOW ชะลอไหลเข้า กดดันให้ ในปี 2022, 2023, 2024YTD มีสัดส่วนจำนวนหุ้นทั้งหมดในดัชนี SET และ MAI ที่ให้ผลตอบแทนรายปีเป็นบวกน้อยกว่าครึ่ง หรือเพียง 31%, 14%, 26% ตามลำดับ แสดงให้เห็นว่า ตลาดมีจำนวนหุ้นบวกรายปีต่ำ ทำให้การลงทุนต้อง พิถีพิถัน และเน้น SELECTIVE BUY มากขึ้น ดังนั้นฝ่ายวิจัยฯ ทำการศึกษา และค้นหาหุ้นที่คาดว่าจะเอาชนะตลาด และน่าสะสม สะสมระยะ 1 ปีขึ้นไป ด้วยเงื่อนไขต่างๆ ดังนี้ เลือกหุ้นที่มี SAFETY MARGIN สูง โดยปกติตลาดหุ้นและหุ้นมักจะไม่ลบ ติดต่อกัน 2 ปี ทำให้หุ้นที่ย่อตัวลงมาในปีนี้ ช่วยลด DOWNSIDE RISK ลงไป ระดับหนึ่งแล้ว เลือกหุ้นที่กำไรปีหน้ามีโอกาสเติบโตเด่น โดยสังเกตได้จากหุ้นที่ขึ้นแรง อันดับต้นๆใน SET100 ในแต่ละปี มักเป็นหุ้นที่กำไรปีนั้นเติบโตเด่นมาก ดังนั้น ฝ่ายวิจัยฯ จึงทำการค้นหา กลุ่มหุ้นที่ราคาย่อตัวลงมาเยอะ แต่กำไรมี โอกาสเติบโตเด่นในปี 2568 อาทิ PETRO, CONS, MEDIA, TOURISM, CONMAT, ENERG, PKG, FIN และเลือกหุ้นเด่นน่าลงทุนจากในกลุ่มนี้ ได้ผลลัพธ์ หุ้นเด่นน่าเข้าสะสมหวังผลในระยะ 1 ปีขึ้นไป คือ SCC, SCGP, MINT, GPSC, CK เป็นต้น นอกจากนี้  ฝ่ายวิจัยฯ ยังค้นหาจุดน่าเข้าสะสมที่เหมาะสมที่สุดรายบริษัท จากการหา OPTIMIZATION  ในกรอบการซื้อขาย ผ่านตัวชี้วัดทางเทคนิค อย่าง RSI โดยการ ทดสอบย้อนหลังในระยะเวลา 4 ปี ที่ผ่านมา ผลลัพธ์จะได้ช่วงซื้อ (RSI กรอบล่าง) และช่วงขาย (RSI กรอบบน) ที่สามารถสร้างผลตอบแทนได้ดีสุดสำหรับหุ้นตัวนั้นๆ

โบรกมอง MINT โตต่อปีนี้ถึงปีหน้า การดำเนินงานและลดหนี้หนุน

โบรกมอง MINT โตต่อปีนี้ถึงปีหน้า การดำเนินงานและลดหนี้หนุน

          หุ้นวิชั่น - ทีมข่าวหุ้นวิชั่นรายงานว่า บล.กรุงศรี ระบุจากการประชุมนักวิเคราะห์ มีมุมมองเป็นบวกต่อแนวโน้มการเติบโตของ MINT โดยบริษัทยังคงมั่นใจต่อแนวโน้มใน 4Q24F-2025F จากการดำเนินงานโรงแรมในไทย เอเชีย และยุโรปที่ RevPar ยังเติบโต แผนการปรับปรุงและขยายโรงแรม และแผนการลดภาระหนี้ที่คาดว่าจะเห็นชัดเจนขึ้น           ดังนั้นยังคงประมาณการผลประกอบการของเรา โดยคาดว่ากำไรปกติจะเติบโต YoY และ QoQ ใน 4Q24F และกำไรในปี 2024F จะยังคงเติบโต 17% YoY มาที่ 8.3 พันล้านบาท           ปัจจุบัน MINT ซื้อขายอยู่ที่ 7x EV/EBITDA, 16x PER 2025F ซึ่งคิดเป็น -1SD ของค่าเฉลี่ยในอดีตแล้ว           ดังนั้น ยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” มูลค่าเหมาะสม 38 บาท คงเป้าหมายการเติบโตและแผนการลดหนี้ โรงแรม: สำหรับยุโรปและละตินอเมริกา RevPar ตุลาคม +4-5% YoY ในขณะที่รายได้จากยอดจอง (On-the-Book) เติบโตระดับ High Single Digit ในพฤศจิกายน-ธันวาคม สำหรับเอเชีย (ไทยและอื่นๆ) RevPar +9-10% ในตุลาคม และเติบโตสองหลักสำหรับที่เหลือของปี สำหรับปี 2025F บริษัทมีมุมมองระมัดระวัง โดยคาดเติบโตเลขตัวเดียว (Mid-Low) แต่จะใช้กลยุทธ์ในการ Rebranding และ Repositioning โรงแรมเพื่อขยับขึ้นค่าห้องพัก แผนการขยายโรงแรม: MINT ตั้งเป้าเพิ่มจำนวนโรงแรมจาก 561 เป็น 780 โรงแรมในปี 2026F ด้วยจำนวนห้องเพิ่มขึ้นจาก 8.1 หมื่นห้องเป็น 1.2 แสนห้องในปี 2026F จะเน้นการเพิ่มสัดส่วน Asset Light จาก 31% ในปัจจุบันเป็น 50% ใน 2026F อาหาร: ไทยและสิงคโปร์ยังเป็นพื้นที่หลัก ด้วย TSSSG ที่ยังเป็นบวก (ไทย SSSG ลบเล็กน้อย (vs -0.8% ใน 3Q24), สิงคโปร์ +2% (vs -1.1% ใน 3Q24)) หลักๆ จากแบรนด์สำคัญ เช่น Sizzler, The Pizza Company และ Dairy Queen ออสเตรเลียดีขึ้นด้วย Flat YoY (vs -1.6% ใน 3Q24) มีกำรปรับปรุงร้าน The Coffee Club และจีนติดลบน้อยลง มาอยู่ที่ลบเลขตัวเดียว (vs -20% ใน 3Q24) บริษัทมีการปรับกลยุทธ์เพิ่มแบรนด์ใหม่และเน้นควบคุมต้นทุน สำหรับระยะกลาง บริษัทตั้งเป้าขยายสาขาจาก 2.6 พันสาขาใน 3Q24 เป็น 3.7 พันสาขาในปี 2026F โดยจะเน้นรูปแบบแฟรนไชส์ แผนการลดหนี้: อัตราส่วนหนี้สุทธิต่อทุน (Net IBD/E) ลดลงเหลือ 0.98 เท่าใน 3Q24 ต่ำกว่าค่าที่กำหนดไว้ที่ 1.3 เท่า และตั้งเป้าอยู่ที่ 0.8x ใน 2024F จากการจ่ายชำระคืนหนี้ตามผลการดำเนินงานและฐานเงินทุนที่สูงขึ้น บริษัทมีแผนออก REITs ภายใน 12-18 เดือนข้างหน้า เพื่อช่วยลดภาระหนี้และความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน แต่ปัจจุบันยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียด คงประมาณการผลประกอบการ แนะนำ BUY ราคาเป้าหมาย 38 บาท           คาดว่ากำไรปกติใน 4Q24F จะเติบโต YoY และ QoQ จากการดำเนินงานโรงแรมที่เติบโตทั้งในไทยและยุโรป           นอกจากนี้ การจัดการหนี้สินของ MINT เห็นผลจากการเร่งจ่ายชำระหนี้ใน 3Q24 และภาระดอกเบี้ยลดลงเหลือ 9.8 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการเติบโตของกำไรใน 4Q24-2025F           ทั้งนี้ ราคาหุ้นของ MINT ลดลงในช่วงที่ผ่านมาและซื้อขายในระดับต่ำกว่ากลุ่มที่ EV/EBITDA ที่ 7 เท่า และ P/E ที่ 16 เท่า หรือ -1SD จากค่าเฉลี่ยในอดีต           ดังนั้น จึงยังคงคำแนะนำ "ซื้อ" โดยประเมินมูลค่าที่เหมาะสมที่ 38 บาท (DCF)

MINT ตั้งบริษัทย่อย ทำธุรกิจแฟรนไชส์ในประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

MINT ตั้งบริษัทย่อย ทำธุรกิจแฟรนไชส์ในประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

          บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) (‘บริษัท’, ‘MINT’) ขอแจ้งการจัดตั้งบริษัทใหม่ Minor Restaurants Management DMCC โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้ ชื่อบริษัทใหม่: Minor Restaurants Management DMCC วันที่จัดตั้ง: ตุลาคม 2567 โครงสร้างการถือหุ้น: บริษัท เดอะ ไมเนอร์ ฟู้ด กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)* ถือหุ้นร้อยละ 100 ทุนจดทะเบียน: 100,000 เดอร์แฮมสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ประมาณ 950,000 บาท) แหล่งที่มาของเงินทุน: กระแสเงินสดจากการดำเนินงาน วัตถุประสงค์ของการจัดตั้ง: เพื่อสนับสนุนการประกอบธุรกิจแฟรนไชส์ในประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

abs

ออกแบบและติดตั้งระบบเครือข่ายและระบบสื่อสารอย่างครบวงจร

MINT กำไรปกติตามคาด จับตา Q4 พร้อมโตต่อ

MINT กำไรปกติตามคาด จับตา Q4 พร้อมโตต่อ

           หุ้นวิชั่น - บทวิเคราะห์ บล.ดาโอยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” MINT และมีการ Rollover ราคาเป้าหมายไปเป็นปี 2025E ได้เท่าเดิมที่ 34.00 บาท อิง DCF (WACC ที่ 7%, terminal growth ที่ 2.5%) เพราะสะท้อนถึงความผันผวนของค่าเงิน โดย MINT ประกาศกำไรปกติ 3Q24 อยู่ที่ 2.6 พันล้านบาท (+16% YoY, -18% QoQ) เป็นไปตามที่ตลาดและคาด เพราะผ่านช่วง Peak season ของยุโรปไปแล้วใน 2Q24            ขณะที่มีกำไรสุทธิที่ 149 ล้านบาท เพราะมีรายการพิเศษราว -2.5 พันล้านบาท จากขาดทุนจากสัญญาอนุพันธ์เป็นหลัก โดย 1) ธุรกิจโรงแรมฟื้นตัว ภาพรวม RevPAR เพิ่มขึ้น +9% YoY แต่ลดลง -9% QoQ โดยไทยมี RevPAR ที่ +12% YoY และ +1% QoQ ขณะที่ยุโรปมี RevPAR เพิ่มขึ้นที่ +9% YoY แต่ลดลง -6% 2) ธุรกิจอาหารมี SSSG โดยรวมลดลง -3% YoY จาก 2Q24 ที่ +3% YoY โดยไทยมี SSSG ลดลง -1% YoY จาก 2Q24 ที่ +1% YoY ขณะที่ออสเตรเลียลดลงที่ -2% YoY จาก 2Q24 ที่ -4% YoY ส่วนจีนลดลงมากที่สุดอยู่ที่ -20% YoY จาก 2Q24 ที่ -20% YoY จากการบริโภคในประเทศที่หดตัวลง กำไรปกติ 9M24 คิดเป็น 73% ของประมาณการกำไรทั้งปี ทำให้เรายังคงประมาณการกำไรปกติปี 2024E ที่ 7.6 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น +6% YoY จากการฟื้นตัวในทุกประเทศ โดยเฉพาะที่ไทยและยุโรป            ขณะที่คาดว่า 4Q24E จะโต YoY ได้ต่อเพราะเป็น High season ที่ไทยและมัลดีฟส์เข้ามาช่วยหนุน ราคาหุ้นปรับตัวลดลง -10% และ -13% ในช่วง 1 และ 3 เดือนที่ผ่านมาเมื่อเทียบกับ SET จากประเด็นเรื่องสเปน (สัดส่วนราว 30% ของรายได้โรงแรม NH) ที่ยังมีการประท้วงต่อต้านนักท่องเที่ยวมาตลอดตั้งแต่เดือน เม.ย. 24 รวมถึงมีน้ำท่วมที่สเปนเข้ามากดดันเพิ่มเติม ขณะที่ RevPAR ในยุโรปยังเติบโต YoY ได้ดี ด้าน valuation ยังถูกกว่ากลุ่มฯซื้อขาย 2024E EV/EBITDA ที่ 10x (-2.00SD below 10-yr average EV/EBITDA) ถูกกว่า ERW และ CENTEL ที่ average EV/EBITDA เราจึงยังคงแนะนำ “ซื้อ

นักท่องเที่ยวเพิ่ม 5% หนุน AOT-AAV-MINT

นักท่องเที่ยวเพิ่ม 5% หนุน AOT-AAV-MINT

          หุ้นวิชั่น- บทวิเคราะห์ บล.ดาโอ ระบุว่า นักท่องเที่ยวสัปดาห์ล่าสุด (4-10 พ.ย.) เพิ่มขึ้น +5% WoW จากอินเดีย, รัสเซียและจีน รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยข้อมูลจำนวนนักท่องเที่ยวสัปดาห์ที่ผ่านมา (4-10 พ.ย.) มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งสิ้น 736,136 คน (+5% WoW/+21% YoY) คิดเป็นจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าประเทศไทยเฉลี่ยวันละ 105,162 คน โดยประเทศมี % เพิ่มขึ้นตามลำดับดังนี้ 1) อินเดีย 51,478 คน (+26% WoW/+94% YoY), 2) รัสเซีย 47,493 คน (+15% WoW), 3) เกาหลีใต้ 34,763 คน (+7% WoW/+9% YoY) และ 4) จีน 103,150 คน (+7% WoW/+50% YoY) ขณะที่มาเลเซียลดลงมาอยู่ที่ 89,463 คน (-27% WoW/-20% YoY) โดยนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาเป็นจำนวนมากจะเป็นนักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะไกล (Long haul) เพราะเป็นช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวกลุ่มภูมิภาคยุโรป อเมริกา และโอเชียเนีย           ขณะที่กลุ่มตลาดระยะใกล้ (Short haul) อย่างมาเลเซียลดลงเพราะเป็นช่วงสิ้นสุดวันหยุดต่อเนื่องในสัปดาห์ก่อนหน้า สำหรับจำนวนนักท่องเที่ยวสะสมตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-10 พ.ย. 24 ทั้งสิ้น 29,816,537 คน เพิ่มขึ้น +29% YoY (ที่มา: กองเศรษฐกิจการท่องเที่ยวและกีฬา)           มองเป็นบวกต่อกลุ่มท่องเที่ยวจากตัวเลขนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น WoW โดยจำนวนนักท่องเที่ยวรวมทำจุดสูงสุดในรอบ 12 สัปดาห์ ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นได้ดีเพราะการเข้าสู่ช่วง High season ของไทย ขณะที่นักท่องเที่ยวอินเดียเริ่มกลับมาเริ่มฟื้นตัวได้ดี +26% WoW และนักท่องเที่ยวรัสเซียมีการเพิ่มขึ้นได้อย่างต่อเนื่องมา 4 สัปดาห์ติดต่อกัน (CENTEL มีสัดส่วนรายได้จากนักท่องเที่ยวรัสเซียมากสุดที่ 5% รองลงมาเป็น ERW ที่ 3%)           ประเมินจำนวนนักท่องเที่ยวรวมเฉลี่ยรายสัปดาห์ในช่วง 11 ต.ค.-17 พ.ย. 67 จะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง จากการเข้ามาของนักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะไกล (Long haul) โดยเฉพาะตลาดภูมิภาคยุโรป ประกอบกับมีมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวที่มีผลต่อจำนวนที่นั่งเข้าไทย (Seat Capacity) ระหว่างเดือน ก.ค. มาจนถึง ธ.ค. ที่จะเพิ่มขึ้น 10% รวมถึงการกระตุ้นและส่งเสริมให้สายการบินเพิ่มจำนวนเที่ยวบินมากยิ่งขึ้น ขณะที่เราคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจะเริ่มมากขึ้นอีกในเดือน ธ.ค. 24 ที่มีหลายเทศกาลเข้ามาช่วยหนุน ทั้งนี้ ภาพรวมของจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งปี 2024E ยังอยู่ในกรอบประมาณการนักท่องเที่ยวรวมและนักท่องเที่ยวจีนที่เราประเมินไว้           โดยหุ้นที่ได้รับประโยชน์จากนักท่องเที่ยวจีนที่เพิ่มขึ้น เรียงลำดับจากมากไปน้อยตามสัดส่วนรายได้จากนักท่องเที่ยวจีน ได้แก่ ERW, CENTEL, MINT, SHR           คงประมาณการจำนวนนักท่องเที่ยวรวมปี 2024E เพิ่มขึ้น +21% YoY และนักท่องเที่ยวจีน +84% YoY เรายังคงประมาณการจำนวนนักท่องเที่ยวรวมปี 2024E จะอยู่ที่ 34 ล้านคน เพิ่มขึ้น +21% YoY และคาดจำนวนนักท่องเที่ยวจีนจะอยู่ที่ 6.5 ล้านคน เพิ่มขึ้นถึง +84% YoY ให้น้ำหนักการลงทุนเป็น “เท่ากับตลาด” โดย Top pick ของกลุ่มท่องเที่ยวเรายังชอบ AAV, AOT และ MINT AAV (ซื้อ/เป้า 3.60 บาท) คาด 4Q24E จะดีโดดเด่นจากการเข้าสู่ high season ส่งผลให้จำนวนผู้โดยสารและค่าตั๋วโดยสารจะเพิ่มขึ้นได้ดี AOT (ซื้อ/เป้า 72.00 บาท) จากแนวโน้มกำไร 1Q-2QFY25E ที่จะยังโต YoY ดีต่อเนื่อง MINT (ซื้อ/เป้า 34.00 บาท) จาก valuation ยังถูกกว่ากลุ่มฯซื้อขาย 2024E EV/EBITDA ที่ 10x (-2.00SD below 10-yr average EV/EBITDA) ถูกกว่า ERW และ CENTEL ที่ average EV/EBITDA ขณะที่คาดกำไรปกติ 4Q24E จะโต YoY ได้ต่อ เพราะเป็น High season จากไทยและมัลดีฟส์

ส่องอนาคต MINT ซีรีส์ดังพร้อมกระตุ้น?

ส่องอนาคต MINT ซีรีส์ดังพร้อมกระตุ้น?

          หุ้นวิชั่น - ล่าสุด HBO เผยแพร่สถานที่ถ่ายทำ The White Lotus Season 3 ที่โรงแรมของบริษัท อาทิ เช่น Four Seasons Resort ในสมุย ทำให้ช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวระดับบนจากทุกมุมโลกให้เดินทางมาที่โรงแรมของ MINT ในสมุยและภูเก็ตตามรอยซีรีส์ดังกล่าว ส่งผลให้โรงแรมของบริษัทขึ้นเป็นจุดหมายปลายทางระดับลักชัวรีชั้นนำ           ผลการดำเนินงานในไตรมาส 3 ปี 2567 และ 9 เดือนแรกของปี 2567 ของบริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชันแนล จำกัด (มหาชน) (“บริษัท”) หรือ MINT  แนวโน้มในอนาคต           ไมเนอร์ โฮเทลส์ โรงแรมในทวีปเอเชียพร้อมตอบสนองความต้องการการเดินทางของนักท่องเที่ยวเมื่อเข้าสู่ไตรมาส 4 ปี 2567 ซึ่งเป็นช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว โดยปริมาณการจองโรงแรมที่สูงกว่าในช่วงปีที่แล้ว จากการฟื้นตัวของจำนวนเที่ยวบินและความสามารถในการรองรับนักท่องเที่ยวของสนามบินที่เพิ่มขึ้นในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2567 เห็นได้จากการจราจรทางอากาศที่ดำเนินการโดยสายการบินในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเพิ่มขึ้นร้อยละ 18.5 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน การจองโรงแรมล่วงหน้าสะท้อนให้เห็นถึงความต้องการการเดินทางที่แข็งแกร่งในแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นจุดหมายปลายทางที่สำคัญในช่วงเทศกาลและวันหยุด จากนักเดินทางที่แสวงหาประสบการณ์ระดับพรีเมียมในสถานที่ยอดนิยม เช่น กรุงเทพฯ และ ภูเก็ต โดยคาดว่าจะมีจำนวนนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศเพิ่มสูงขึ้นเมื่อเข้าใกล้ปลายปี บริษัทจึงได้ออกแบบแพ็คเกจพร้อมนำเสนอประสบการณ์พิเศษต่างๆ ที่สามารถขับเคลื่อนรายได้ทั้งจากห้องพัก จากร้านอาหารและเครื่องดื่ม และบริการอื่นๆ ทำให้แนวโน้มไตรมาส 4 ปี 2567 ยังคงแข็งแกร่ง ล่าสุด HBO เผยแพร่สถานที่ถ่ายทำ The White Lotus Season 3 ที่โรงแรมของบริษัท อาทิ เช่น *Four Seasons Resort* ในสมุย ทำให้ช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวระดับบนจากทุกมุมโลกให้เดินทางมาที่โรงแรมของเราในสมุยและภูเก็ตตามรอยซีรีส์ดังกล่าว ส่งผลให้โรงแรมของบริษัทขึ้นเป็นจุดหมายปลายทางระดับลักชัวรี่ชั้นนำ สำหรับทวีปยุโรป การเดินทางเพื่อธุรกิจและการพักผ่อนยังคงแข็งแกร่ง โดยยอดจองโรงแรมของนักเดินทางกลุ่มองค์กรเพิ่มสูงขึ้นในเดือนตุลาคมและพฤศจิกายน และยังคงมีความต้องการการเดินทางเพื่อการพักผ่อนต่อเนื่องไปจนถึงเดือนธันวาคม ในไตรมาส 4 ปี 2567 ส่วนของการจองโรงแรมล่วงหน้ามีแนวโน้มเติบโตด้วยตัวเลขหลักเดียวที่สูงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน           กลยุทธ์การปรับปรุงสินทรัพย์อย่างต่อเนื่อง การเพิ่มรายได้จากช่องทางการจองโรงแรมโดยตรง และการขยายแบรนด์ในตลาดที่มีการเติบโตสูง ได้แก่ การเปิดตัวโรงแรมเอ็นเอช และเอ็นเอช คอลเลคชั่นในประเทศไทย ศรีลังกา มัลดีฟส์ และแอฟริกาใต้เมื่อเร็วๆ นี้ รวมถึงอวานีในอัมสเตอร์ดัม และอนันตราในอินเดีย ส่งผลให้บริษัทขยายตลาดในทำเลที่มีความต้องการสูง สามารถดึงดูดกลุ่มนักท่องเที่ยวที่หลากหลาย เพื่อให้ไมเนอร์ โฮเทลส์สามารถขับเคลื่อนการเติบโตด้านผลกำไรและขยายส่วนแบ่งการตลาดในปี 2568 และปีต่อๆ ไปได้อีกในอนาคต           ไมเนอร์ ฟู้ด ไมเนอร์ ฟู้ดมีธุรกิจร้านอาหารที่หลากหลายซึ่งสามารถจะได้รับประโยชน์จากเทศกาลแห่งการเฉลิมฉลองนี้ การเข้ามารับประทานอาหารที่ร้านเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในประเทศไทยและสิงคโปร์ จากจำนวนลูกค้าที่ผ่านแคมเปญใหม่ๆ และเมนูพิเศษที่ปรับให้เหมาะกับโอกาสของการเฉลิมฉลองในไตรมาส 4 ปี 2567 โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มจำนวนลูกค้าและเพิ่มการใช้จ่ายโดยเฉลี่ยต่อลูกค้าให้สูงขึ้น แบรนด์ร้านอาหารต่างๆ ภายใต้ธุรกิจของเรายังคงเป็นผู้นำในตลาด โดยสเวนเซ่นส์นำเสนอของหวานตามเทศกาล ในขณะที่เดอะ พิซซ่า คอมปะนี และซิซซ์เล่อร์ กำลังเปิดตัวเมนูที่ออกแบบมาสำหรับการสังสรรค์โดยเฉพาะ           นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้ยกระดับแบรนด์เพื่อดึงดูดกลุ่มลูกค้าในตลาดใหม่ เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตทั่วโลก เช่น การปรับแบรนด์เบนิฮานาเพื่อให้เป็นที่รู้จักในระดับสากลมากขึ้น ผ่านการนำเสนอประสบการณ์การรับประทานอาหารอันแปลกใหม่เพื่อขยายฐานในระดับโลก ส่วนในประเทศจีน แบรนด์ร้านอาหารที่มีราคาเข้าถึงง่ายขึ้นได้ใหม่เพื่อขยายกลุ่มเป้าหมายในตลาดเพิ่มเติม และในประเทศไทย บริษัทเตรียมเปิดตัวร้านสเต๊กในราคาที่ดึงดูดฐานลูกค้ากลุ่มใหม่และสอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคในการรับประทานอาหารที่มีคุณภาพในราคาที่คุ้มค่า กลยุทธ์การขยายธุรกิจของบริษัทประกอบด้วยการนำเสนอแบรนด์ใหม่ที่สอดคล้องกับเทรนด์ ภายใต้แนวคิดที่สามารถนำไปต่อยอดขยายแบรนด์ในตลาดอื่นได้ เช่น เพลท ที่ประสบความสำเร็จในประเทศสิงคโปร์ ตลอดจนแบรนด์เบนิฮานา และเดอะ คอฟฟี่ คลับ โฉมใหม่ได้ถูกนำไปใช้ขยายธุรกิจในตลาดอื่นๆ ของไมเนอร์ ฟู้ด เพื่อเพิ่มศักยภาพในการทำธุรกิจรูปแบบแฟรนไชส์ แนวทางนี้ไม่เพียงแต่ช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจร้านอาหารของไมเนอร์ ฟู้ด แต่ยังสร้างแหล่งรายได้ใหม่จากการลงทุนแบบที่ลดการลงทุนในสินทรัพย์ถาวร (Asset-light) ในภูมิภาคต่างๆ มุ่งเน้นการใช้ประโยชน์จากจุดแข็งของแต่ละแบรนด์ เพื่อเพิ่มการมีส่วนรวมของลูกค้าอย่างต่อเนื่อง สร้างโอกาสในการมารับประทานอาหารมากขึ้น และขยายส่วนแบ่งการตลาด           วินัยทางการเงินและความแข็งแกร่งของงบดุล ในปี 2568 บริษัทยังคงมุ่งมั่นที่จะลดภาระหนี้และสร้างเสถียรภาพทางการเงินในไตรมาส 4 ปี 2567 บริษัทตั้งเป้าหมายการชำระหนี้เพิ่มเติมโดยใช้กระแสเงินสดในไตรมาสล่าสุด เพื่อให้มั่นใจว่าท่ามกลางความผันผวนของค่าเงิน ระดับหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยยังคงสามารถลดลงอย่างต่อเนื่อง ด้วยวินัยทางการเงินนี้ ทำให้บริษัทมีความยืดหยุ่นในการลงทุนยกระดับพัฒนาสินทรัพย์ รวมถึงโครงการที่อยู่อาศัย การเปิดร้านอาหารใหม่ๆ และความร่วมมือกับพันธมิตรที่สามารถสร้างผลตอบแทนสูง ทั้งหมดนี้จะช่วยสนับสนุนให้บริษัทเติบโตในระยะยาว           นอกจากความมุ่งมั่นในการสร้างวินัยทางการเงินแล้ว ไมเนอร์ โฮเทลส์ ยุโรปและอเมริกา (MHEA) ยังได้รับการปรับระดับการจัดอันดับเครดิตจากมูดี้ส์ (Moody’s) ด้วยอันดับเครดิตองค์กรระยะยาวสำหรับกลุ่มบริษัทเพิ่มขึ้นเป็น Ba3 จาก B1 และหุ้นกู้มีประกันไม่ด้อยสิทธิ์จำนวน 400 ล้านยูโรของบริษัทได้รับการปรับระดับการจัดอันดับเป็น Ba2 การปรับอันดับนี้เน้นให้เห็นถึงการพัฒนาตัวชี้วัดทางการเงินของไมเนอร์ โฮเทลส์ ยุโรปและอเมริกาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการได้รับการสนับสนุนจาก MINT ทั้งด้านการดำเนินงานและการเงิน ตอกย้ำความมุ่งมั่นในระยะยาวที่จะลดภาระหนี้สินและเพิ่มเสถียรภาพทางการเงินจนถึงปี 2569 นอกจากนี้ บริษัทยังภาคภูมิใจที่ได้รับการจัดอันดับการกำกับดูแลกิจการ (CG) ระดับ “ดีเลิศ” หรือ “5 ดาว” ซึ่งเป็นอันดับสูงสุด เป็นปีที่ 12 ติดต่อกันจากสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (IOD) ร่วมกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และยังตอกย้ำการมีชื่อเสียงระดับโลกในด้านแนวปฏิบัติขององค์กรที่มีความรับผิดชอบ จากการจัดอันดับ "AA" MSCI ESG ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการให้ความสำคัญกับทั้งความสามารถ

abs

Hoonvision

นักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น 20% AOT-AAV-MINT รับโชค

นักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น 20% AOT-AAV-MINT รับโชค

          หุ้นวิชั่น - บทวิเคราะห์ บล.ดาโอ ระบุว่า รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยข้อมูลจำนวนนักท่องเที่ยวสัปดาห์ที่ผ่านมา (28 ต.ค.-3 พ.ย.) มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งสิ้น 701,962 คน (+20% WoW/+26% YoY) คิดเป็นจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าประเทศไทยเฉลี่ยวันละ 100,280 คน โดยประเทศมี % เพิ่มขึ้นตามลำดับดังนี้ 1) มาเลเซีย 123,121 คน (+52% WoW/+68% YoY), 2) รัสเซีย 41,397 คน (+27% WoW), 3) อินเดีย 40,956 คน (+6% WoW/+34% YoY), 4) เกาหลีใต้ 32,593 คน (+6% WoW/+8% YoY) และ 5) จีน 96,756 คน (+5% WoW/+44% YoY)           โดยนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาเป็นจำนวนมากในทุกกลุ่มตลาด ทั้งนักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะไกล (Long haul) และกลุ่มตลาดระยะใกล้ (Short haul) โดยนักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะไกล (Long haul) เดินทางเข้ามาจำนวน 243,204 คน หรือเพิ่มขึ้น 25% WoW ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่มีจำนวนนักท่องเที่ยวจากกลุ่มตลาดระยะไกลเดินทางเข้ามาแตะระดับ 200,000 คน นับตั้งแต่เดือนมี.ค. โดยมีปัจจัยจากการเข้าสู่ High season ของนักท่องเที่ยวยุโรป อเมริกา และโอเชียเนีย โดยเฉพาะตลาดรัสเซียและเยอรมันที่เดินทางเข้ามาเพิ่มขึ้นกว่า 8,000 คน           ขณะที่นักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะใกล้ (Short haul) ฟื้นตัวด้านการเดินทางเช่นกัน โดยเดินทางเข้ามาเพิ่มขึ้น 18% WoW จากการมีวันหยุดต่อเนื่อง (เทศกาลดิวาลี) ในหลายประเทศ อาทิ อินเดีย มาเลเซีย และสิงคโปร์           สำหรับจำนวนนักท่องเที่ยวสะสมตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-3 พ.ย. 24 ทั้งสิ้น 29,080,399 คน เพิ่มขึ้น +29% YoY (ที่มา: กองเศรษฐกิจการท่องเที่ยวและกีฬา)           DAOL: เรามองเป็นบวกต่อกลุ่มท่องเที่ยวจากตัวเลขนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น WoW ทุกประเทศ โดยจำนวนนักท่องเที่ยวรวมทำจุดสูงสุดในรอบ 11 สัปดาห์ ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นได้ดีเพราะการเข้าสู่ช่วง High season ของไทย ขณะที่นักท่องเที่ยวรัสเซียเริ่มเพิ่มขึ้นได้อย่างต่อเนื่องมา 3 สัปดาห์ติดต่อกัน (CENTEL มีสัดส่วนรายได้จากนักท่องเที่ยวรัสเซียมากสุดที่ 5% รองลงมาเป็น ERW ที่ 3%) โดยเราประเมินจำนวนนักท่องเที่ยวรวมเฉลี่ยรายสัปดาห์ในช่วง 4 ต.ค.-10 พ.ย. 67 จะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง จากการเข้ามาของนักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะไกล (Long haul) โดยเฉพาะตลาดภูมิภาคยุโรป ประกอบกับมีมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวที่มีผลต่อจำนวนที่นั่งเข้าไทย (Seat Capacity) ระหว่างเดือน ก.ค. มาจนถึง ธ.ค. ที่จะเพิ่มขึ้น 10% รวมถึงการกระตุ้นและส่งเสริมให้สายการบินเพิ่มจำนวนเที่ยวบินมากยิ่งขึ้น ขณะที่เราคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจะเริ่มมากขึ้นอีกในเดือน ธ.ค. 24 ที่มีหลายเทศกาลเข้ามาช่วยหนุน ทั้งนี้ ภาพรวมของจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งปี 2024E ยังอยู่ในกรอบประมาณการนักท่องเที่ยวรวมและนักท่องเที่ยวจีนที่เราประเมินไว้ โดยหุ้นที่ได้รับประโยชน์จากนักท่องเที่ยวจีนที่เพิ่มขึ้น เรียงลำดับจากมากไปน้อยตามสัดส่วนรายได้จากนักท่องเที่ยวจีน ได้แก่ ERW, CENTEL, MINT, SHR คงประมาณการจำนวนนักท่องเที่ยวรวมปี 2024E เพิ่มขึ้น +21% YoY และนักท่องเที่ยวจีน +84% YoY เรายังคงประมาณการจำนวนนักท่องเที่ยวรวมปี 2024E จะอยู่ที่ 34 ล้านคน เพิ่มขึ้น +21% YoY และคาดจำนวนนักท่องเที่ยวจีนจะอยู่ที่ 6.5 ล้านคน เพิ่มขึ้นถึง +84% YoY ให้น้ำหนักการลงทุนเป็น “เท่ากับตลาด” โดย Top pick ของกลุ่มท่องเที่ยวยังชอบ AAV, AOT และ MINT AAV (ซื้อ/เป้า 3.60 บาท) 3Q24E จะยังมีกำไรปกติได้แม้จะอยู่ในช่วง low season จากผู้โดยสารและค่าตั๋วโดยสารที่ยังดี ขณะที่ 4Q24E จะดีขึ้นโดดเด่นจากการเริ่มเข้าสู่ high season AOT (ซื้อ/เป้า 72.00 บาท) จากแนวโน้มกำไร 1Q-2QFY25E ที่จะยังโต YoY ดีต่อเนื่อง MINT (ซื้อ/เป้า 34.00 บาท) จาก valuation ยังถูกกว่ากลุ่มฯซื้อขาย 2024E EV/EBITDA ที่ 10x (-2.00SD below 10-yr average EV/EBITDA) ถูกกว่า ERW และ CENTEL ที่ average EV/EBITDA ขณะที่คาดกำไรปกติ 3Q24E จะโต YoY ได้ต่อ โดย RevPAR ที่ยุโรปยังเพิ่มขึ้นที่ +9% YoY และไทย RevPAR เพิ่มขึ้น +15% YoY ส่วน 4Q24E จะมี High season จากไทยและมัลดีฟส์ช่วยหนุน

นักท่องเที่ยวมาไทยเพิ่ม 2% โฟกัส AOT-AAV-MINT

นักท่องเที่ยวมาไทยเพิ่ม 2% โฟกัส AOT-AAV-MINT

           หุ้นวิชั่น - บล. ดาโอ ระบุว่า นักท่องเที่ยวสัปดาห์ล่าสุด (21-27 ต.ค.) เพิ่มขึ้น +2% WoW จากรัสเซีย, เกาหลีเพิ่ม แต่จีนลดลงเล็กน้อย รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยข้อมูลจำนวนนักท่องเที่ยวสัปดาห์ที่ผ่านมา (21-27 ต.ค.) มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งสิ้น 584,462 คน (+2% WoW/+16% YoY) คิดเป็นจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าประเทศไทยเฉลี่ยวันละ 83,495 คน โดยประเทศมี % เพิ่มขึ้นตามลำดับดังนี้ 1) รัสเซีย 32,491 คน (+10% WoW), 2) เกาหลีใต้ 30,862 คน (+5% WoW/+13% YoY) และ 3) มาเลเซีย 80,873 คน (+4% WoW/+7% YoY) ขณะที่ประเทศมี % ลดลงตามลำดับดังนี้ 1) อินเดีย 38,743 คน (-3% WoW/+19% YoY) และ 2) จีน 92,517 คน (-1% WoW/+57% YoY) โดยการเพิ่มขึ้นส่วนใหญ่มาจากการเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยว (High season) ของภูมิภาคยุโรป และภูมิภาคอเมริกา ส่งผลให้นักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะไกล (Long haul) เดินทางเข้ามาเพิ่มขึ้น 5.15% WoW และเป็นการขยายตัวด้านการเดินทางอย่างต่อเนื่อง 5 สัปดาห์ สำหรับจำนวนนักท่องเที่ยวสะสมตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-27 ต.ค. 24 ทั้งสิ้น 28,378,473 คน เพิ่มขึ้น +30% YoY (ที่มา: กองเศรษฐกิจการท่องเที่ยวและกีฬา)            บล.ดาโอ มอง เป็นกลางต่อกลุ่มท่องเที่ยวจากตัวเลขนักท่องเที่ยวรวมที่เพิ่มขึ้น WoW แต่จีนหดตัวลงเล็กน้อย ถึงแม้ว่าจำนวนนักท่องเที่ยวรวมจะเพิ่มขึ้นได้เล็กน้อยที่ +2% WoW แต่จำนวนนักท่องเที่ยวหลักอย่างจีนและอินเดียมีการปรับตัวลง -1% WoW และ -3% WoW ตามลำดับ อย่างไรก็ดี นักท่องเที่ยวรัสเซียเริ่มเพิ่มขึ้นได้อย่างต่อเนื่องมา 2 สัปดาห์ติดต่อกัน โดยเราประเมินจำนวนนักท่องเที่ยวรวมเฉลี่ยรายสัปดาห์ในช่วง 28 ต.ค.-3 พ.ย. 67 จะค่อยๆเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะการเข้าสู่ช่วง High season ของไทย และมีปัจจัยส่งเสริมการเดินทางจากวันหยุดในเทศกาลดิวาลีในหลายประเทศ อาทิ มาเลเซีย และสิงคโปร์ และคาดว่าจะเริ่มมากขึ้นอีกในเดือน ธ.ค. 24 ที่มีหลายเทศกาลเข้ามาช่วยหนุน ทั้งนี้ ภาพรวมของจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งปี 2024E ยังอยู่ในกรอบประมาณการนักท่องเที่ยวรวมและนักท่องเที่ยวจีนที่เราประเมินไว้ โดยหุ้นที่ได้รับประโยชน์จากนักท่องเที่ยวจีนที่เพิ่มขึ้น เรียงลำดับจากมากไปน้อยตามสัดส่วนรายได้จากนักท่องเที่ยวจีน ได้แก่ ERW, CENTEL, MINT, SHR คงประมาณการจำนวนนักท่องเที่ยวรวมปี 2024E เพิ่มขึ้น +21% YoY และนักท่องเที่ยวจีน +84% YoY เรายังคงประมาณการจำนวนนักท่องเที่ยวรวมปี 2024E จะอยู่ที่ 34 ล้านคน เพิ่มขึ้น +21% YoY และคาดจำนวนนักท่องเที่ยวจีนจะอยู่ที่ 6.5 ล้านคน เพิ่มขึ้นถึง +84% YoY ให้น้ำหนักการลงทุนเป็น “เท่ากับตลาด” โดย Top pick ของกลุ่มท่องเที่ยวเรายังชอบ AAV, AOT และ MINT AAV (ซื้อ/เป้า 3.20 บาท) 3Q24E จะยังมีกำไรปกติได้แม้จะอยู่ในช่วง low season จากผู้โดยสารและค่าตั๋วโดยสารที่ยังดี ขณะที่ 4Q24E จะดีขึ้นโดดเด่นจากการเริ่มเข้าสู่ high season AOT (ซื้อ/เป้า 72.00 บาท) จากแนวโน้มกำไร 1Q-2QFY25E ที่จะยังโต YoY ดีต่อเนื่อง MINT (ซื้อ/เป้า 34.00 บาท) จาก valuation ยังถูกกว่ากลุ่มฯซื้อขาย 2024E EV/EBITDA ที่ 10x (-2.00SD below 10-yr average EV/EBITDA) ถูกกว่า ERW และ CENTEL ที่ average EV/EBITDA ขณะที่เราคาดว่า 3Q24E จะโต YoY ได้ต่อเพราะยังเป็น High season ที่ยุโรป โดย RevPAR ที่ยุโรปยังเพิ่มขึ้นได้ดีที่ +15% YoY และมี ADR เพิ่มขึ้นได้ +12% YoY ส่วนไทย RevPAR เพิ่มขึ้นได้ที่ +16% YoY ส่วน 4Q24E จะมี High season จากไทยและมัลดีฟส์ช่วยหนุน

โฟกัส MINT-SHR เป้าหุ้นท่องเที่ยว ESG

โฟกัส MINT-SHR เป้าหุ้นท่องเที่ยว ESG

          หุ้นวิชั่น- ฝ่ายวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล(ประเทศไทย) จำกัด หรือ CGSI ระบุในบทวิเคราะห์ว่า ผลสำรวจของ SiteMinder Platform ในปี 67 แสดงให้เห็นว่านักเดินทางทั่วโลกมากถึง 79% ให้ความสำคัญ กับการจองโรงแรมที่มีการดำเนินการด้านความยั่งยืนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ขณะที่ World Sustainable Hospitality Alliance ได้นิยามกลยุทธ์ “Net Positive” ว่า เป็นแนวคิดที่จะคืนประโยชน์ให้สังคม, สิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจโลกมากกว่าทรัพยากรที่ใช้ไป ดังนั้น การนำแนวคิดนี้มาประยุกต์ใช้กับอุตสาหกรรมบริการหรือ Net Positive Hospitality จึงเป็นความร่วมมือกันระหว่างผู้คน, โลก, สถานที่ รวมถึงความมั่งคั่ง เพื่อสร้างอนาคตที่ดีกว่าและยั่งยืนสำหรับทุกคน           World Sustainable Hospitality Alliance ได้สร้างกรอบการทำงานแก่ธุรกิจในอุตสาหกรรมบริการ โดยขั้นแรก ของ “Net positive hospitality pathway” คือ การวัดระดับการปล่อยคาร์บอนและบรรเทาผลกระทบเชิงลบ ส่วน ขั้นต่อไปคือ การหาวิธีลดผลกระทบเชิงลบให้เหลือน้อยที่สุด และริเริ่มโครงการที่สร้างผลกระทบเชิงบวก ตามด้วยการทำให้ผลกระทบเชิงลบหมดไป และสร้างผลกระทบเชิงบวกที่แข็งแกร่งก่อนจะส่งคืนประโยชน์ที่มาก กว่าเดิมให้กับสิ่งแวดล้อมและชุมชุม           World Sustainable Hospitality Alliance เน้นย้ำว่าประเด็นด้านความยั่งยืนที่สำคัญ (Materiality factor) ซึ่งมีผลต่อธุรกิจและผู้ถือหุ้นคือ 1.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 2.การจัดหาอย่างมีความรับผิดชอบ 3.การใช้น้ำ 4. การบริหารจัดการขยะ 5.สิทธิมนุษยชน ทั้งนี้โรงแรมที่ฝ่ายวิเคราะห์ CGSI ทำการศึกษาอาจอยู่ในขั้นตอนที่ต่างกันในเส้นทางสู่เป้าหมาย แต่เมื่อประเมินโดยเฉลี่ยแล้วพบว่า MINT และ SHR มีความคืบหน้าในการพัฒนาด้าน ESG           ฝ่ายวิเคราะห์ CGSI เชื่อว่า ผู้ประกอบการโรงแรมทั้ง 4 บริษัทที่ทำการศึกษามีความเสี่ยงด้าน ESG ค่อนข้างน้อย อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการเหล่านี้ยังต้องดำเนินการอีกมากเพื่อมุ่งสู่ Net zero และกลายเป็น Net positive ขณะที่เห็นว่า MINT น่าจะเป็นตัวเลือกอันดับหนึ่งของนักลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมบริการของไทยเมื่อ พิจารณาด้าน ESG เพราะ MINT มีคะแนน ESG สูงกว่าคู่แข่ง           นอกจากนี้ เชื่อว่านักลงทุนควรจับตาดู SHR เนื่องจากช่วง 3 ปีที่ผ่านมา SHR มีความคืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญด้านการดำเนินงานภายใต้กรอบการพัฒนาอย่างยั่งยืน แต่ยังไม่เป็นที่รู้จักมากนัก จึงเชื่อว่า SHR อาจมีการประเมินมูลค่าสูงขึ้นจากปัจจุบันที่ EV/EBITDA 7.7 เท่าในปี 69 หรือ 3.2 บาท เป็น 9.9 เท่าหรือ 5.0 บาท ส่วน MINT อาจเพิ่มขึ้นจาก EV/EBITDA 9.5 เท่าในปี 69 หรือ 41 บาท เป็น 10.5 เท่าในปี 69 หรือ 49 บาท

MINT ซ่อนมูลค่ากำไร Q3 คาดโชว์ 2.5พันล. ธุรกิจฟื้น

MINT ซ่อนมูลค่ากำไร Q3 คาดโชว์ 2.5พันล. ธุรกิจฟื้น

           หุ้นวิชั่น - บล.ดาโอ ยังคงคำแนะนำ MINT “ซื้อ” และราคาเป้าหมายปี 2024E ที่ 34.00 บาท อิง DCF (WACC ที่ 7%, terminal growth ที่ 2.5%) โดยคาดว่ากำไรปกติ 3Q24E จะอยู่ที่ 2.5 พันล้านบาท (ดีกว่าที่คาดไว้เบื้องต้นที่ราว 2.3 พันล้านบาท) เพิ่มขึ้น +11% YoY แต่ลดลง -22% QoQ โดย 1) ธุรกิจโรงแรมฟื้นตัว ภาพรวม RevPAR เพิ่มขึ้น +9% YoY แต่ลดลง -9% QoQ โดยไทยมี RevPAR ที่ +12% YoY และ +1% QoQ            ขณะที่ยุโรปมี RevPAR เพิ่มขึ้นที่ +9% YoY แต่ลดลง -6% QoQ 2) ธุรกิจอาหารมี SSSG โดยรวมลดลง -3% YoY จาก 2Q24 ที่ +3% YoY โดย Swensen หดตัวจากฐานสูง แต่ Sizzler, The Pizza Company ยังโตได้ดี ส่วน 3) ดอกเบี้ยจ่ายทรงตัว YoY แต่ลดลง -5% QoQ จากการเริ่มทยอยคืนหนี้บางส่วนราว 5-6 พันล้านบาท ทั้งนี้ 3Q24E จะมีผลกระทบจากขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนเพราะค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นมาก ราว -2.1 พันล้านบาท โดยเป็นรายการ Non-core item และเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว จะส่งผลให้กำไรสุทธิ 3Q24E จะอยู่ที่ 422 ล้านบาท ลดลง -80% YoY และ -85% QoQ            บล.ดาโอ ยังคงประมาณการกำไรปกติปี 2024E ที่ 7.6 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น +6% YoY จากการฟื้นตัวในทุกประเทศ โดยเฉพาะที่ไทยและยุโรป ขณะที่เราคาดว่า 4Q24E จะโต YoY ได้ต่อเพราะเป็น High season ที่ไทยและมัลดีฟส์เข้ามาช่วยหนุน ราคาหุ้นปรับตัวลดลง -6% และ -23% ในช่วง 1 และ 3 เดือนที่ผ่านมาเมื่อเทียบกับ SET จากประเด็นเรื่องสเปน (สัดส่วนราว 30% ของรายได้โรงแรม NH) ที่ยังคงมีการประท้วงต่อต้านนักท่องเที่ยวมาตลอดตั้งแต่เดือน เม.ย. 24 ซึ่งเดิมอยู่ในนอกเมือง แต่ปัจจุบันได้เข้ามาถึงตัวเมืองอย่างบาร์เซโลนา รวมถึงความกังวลต่อเศรษฐกิจของยุโรปหลัง IMF มีการปรับเป้า GDP ในยุโรปลง            อย่างไรก็ดี RevPAR ที่ยุโรปใน 3Q24E ยังคงเติบโต YoY ได้ดี ด้าน valuation ยังถูกกว่ากลุ่มฯ ซื้อขาย 2024E EV/EBITDA ที่ 10x (-2.00SD below 10-yr average EV/EBITDA) ถูกกว่า ERW และ CENTEL ที่ average EV/EBITDA จึงยังคงแนะนำ “ซื้อ”

บล.ดาโอ ชี้นักท่องเที่ยวจีนหนุน หุ้น ERW-CENTEL-MINT-SHR

บล.ดาโอ ชี้นักท่องเที่ยวจีนหนุน หุ้น ERW-CENTEL-MINT-SHR

          หุ้นวิชั่น - ทีมข่าวหุ้นวิชั่น รายงาน บริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) มองเป็นบวกต่อกลุ่มท่องเที่ยวจากตัวเลขนักท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวได้ดี WoW จากวันชาติจีน โดยจำนวนนักท่องเที่ยวรวมและนักท่องเที่ยวจีนเพิ่มขึ้น WoW เพราะเป็นวันชาติจีน (1-7 ต.ค. 24) ซึ่งจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่ 160,474 คน (+34%WoW/+114% YoY) เป็นไปตามที่ ททท. คาดไว้ที่ 132,000 – 183,000 คน เพิ่มขึ้น 57-144% YoY           โดยฝ่ายวิเคราะห์ประเมินจำนวนนักท่องเที่ยวจีนเฉลี่ยต่อสัปดาห์จะลดลงมาสู่ระดับปกติในช่วงสัปดาห์หน้าที่ระดับ 1.3-1.4 แสนต่อสัปดาห์เพราะหมดเทศกาลวันชาติจีน ส่วนนักท่องเที่ยวรวมจะมีโอกาสจะกลับมาหดตัว WoW ได้เช่นกัน ทั้งนี้ภาพรวมของจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งปี 2024E ยังอยู่ในกรอบประมาณการนักท่องเที่ยวรวมและนักท่องเที่ยวจีนที่เราประเมินไว้           โดยหุ้นที่ได้รับประโยชน์จากนักท่องเที่ยวจีนที่เพิ่มขึ้นเรียงลำดับจากมากไปน้อยตามสัดส่วนรายได้จากนักท่องเที่ยวจีน ได้แก่ ERW, CENTEL, MINT, SHR คงประมาณการจำนวนนักท่องเที่ยวรวมปี 2024E เพิ่มขึ้น +21% YoY และนักท่องเที่ยวจีน +84% YoY           ฝ่ายวิเคราะห์ยังคงประมาณการจำนวนนักท่องเที่ยวรวมปี 2024E จะอยู่ที่ 34 ล้านคน เพิ่มขึ้น +21% YoY และคาดจำนวนนักท่องเที่ยวจีนจะอยู่ที่ 6.5 ล้านคน เพิ่มขึ้นถึง +84% YoY ฝ่ายวิเคราะห์ให้น้ำหนักการลงทุนเป็น “เท่ากับตลาด” โดย Top pick ของกลุ่มท่องเที่ยวเรายังชอบ AAV, AOT, MINT และ BAFS AAV (ซื้อ/เป้า 3.20 บาท) 3Q24E จะยังมีกำไรปกติได้แม้จะอยู่ในช่วง low season จากผู้โดยสารและค่าตั๋วโดยสารที่ยังดี ขณะที่ 4Q24E จะดีขึ้นโดดเด่นจากการเริ่มเข้าสู่ high season AOT (ซื้อ/เป้า 72.00 บาท) จากแนวโน้มกำไร 1Q-2QFY25E ที่จะยังโต YoY ดีต่อเนื่อง MINT (ซื้อ/เป้า 34.00 บาท) จาก valuation ยังถูกกว่ากลุ่มฯซื้อขาย 2024E EV/EBITDA ที่ 10x (-2.00SD below 10-yr average EV/EBITDA) ถูกกว่า ERW และ CENTEL ที่ average EV/EBITDA ขณะที่ฝ่ายวิเคราะห์คาดว่า 3Q24E จะโต YoY ได้ต่อเพราะยังเป็น High season ที่ยุโรป โดย RevPAR ที่ยุโรปยังเพิ่มขึ้นได้ดีที่ +15% YoY และมี ADR เพิ่มขึ้นได้ +12% YoY ส่วนไทย RevPAR เพิ่มขึ้นได้ที่ +16% YoY ส่วน 4Q24E จะมี High season จากไทยและมัลดีฟส์ช่วยหนุน BAFS (ซื้อ/เป้า 22.00 บาท) จากจำนวนเที่ยวบินที่เพิ่มขึ้น

วิเคราะห์มูลค่า MINT ท่องเที่ยวยุโรปฟื้น ได้ดีแค่ไหน?  

วิเคราะห์มูลค่า MINT ท่องเที่ยวยุโรปฟื้น ได้ดีแค่ไหน?  

          หุ้นวิชั่น - ล่าสุดเดือนก.ค.และส.ค.2567 สเปน มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้น 7% yoy และ 9% yoy ตามลำดับ ซึ่งสเปนเป็นประเทศที่ MINT มีธุรกิจอยู่มากสุดในยุโรป รายได้จากโรงแรมในสเปนมีสัดส่วนราว 31% ของรายได้จากโรงแรมในยุโรปและสหรัฐในไตรมาส 2/67           ฝ่ายวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด หรือ CGSI ระบุในบทวิเคราะห์ ว่า ในไตรมาส 3/67 สถิตินักท่องเที่ยวของยุโรปยังแข็งแกร่ง จากข้อมูลของ Instituto Nacional de Estadistica ระบุว่า เดือนก.ค.และส.ค.67 สเปนมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้น 7% yoy และ 9% yoy ตามลำดับ ซึ่งสเปนเป็นประเทศที่ MINT มีธุรกิจอยู่มากสุดในยุโรป รายได้จากโรงแรมในสเปนมีสัดส่วนราว 31% ของรายได้จากโรงแรมในยุโรปและสหรัฐในไตรมาส 2/67           ขณะที่นักท่องเที่ยวของอิตาลีเพิ่มขึ้น 13% yoy ในเดือนก.ค. 67 ซึ่งรายได้จากโรงแรมในอิตาลีมีสัดส่วนราว 22% ของรายได้จากธุรกิจโรงแรมในยุโรปและสหรัฐฯในไตรมาส 2/67 จึงมองว่าสถิตินักท่องเที่ยวที่แข็งแกร่งจะส่งผลดีต่อโรงแรมของ MINT ในสเปนและอิตาลี ซึ่งคิดเป็นครึ่งหนึ่งของจำนวนโรงแรมในยุโรปและสหรัฐฯของบริษัท ส่วนประเทศไทยมีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น 28% yoy ในไตรมาส 3/67 จึงเชื่อว่าปัจจัยเหล่านี้จะส่งผลดีต่อ MINT           โรงแรมส่วนใหญ่ของ MINT ในยุโรปและสหรัฐฯอยู่ภายใต้กลุ่ม NH Hotel Group ซึ่ง MINT ถือหุ้น 96% ทั้งนี้ โรงแรมของ MINT ในยุโรปทำรายได้คิดเป็น 62% ของรายได้รวมจากธุรกิจโรงแรมในไตรมาส 1/67 เนื่องจากเป็นโลว์-ซีซั่น และเพิ่มเป็น 75% ในไตรมาส 2/67 ซึ่งเป็นไฮ-ซีซั่น           ฝ่ายวิเคราะห์ CGSI มองว่า แม้ธุรกิจอาหารของ MINT ในไตรมาส 3/67 จะยังมีผลการดำเนินงานอ่อน เนื่องจากอุปสงค์ในประเทศอ่อนแอ แต่คาดว่าจะค่อยๆดีขึ้น หลังรัฐบาลมอบเงิน 1.45 แสนล้านบาทถึงมือผู้มีรายได้น้อย 14.5 ล้านคนในปลายเดือนก.ย.67 จึงคาดว่า MINT จะมีอัตราการเติบโตของยอดขายสาขาเดิม (SSSG) ที่ -1% yoy และมีอัตราการเติบโตของยอดขายรวม (TSSG) อยู่ที่ +3% yoy ในไตรมาส 3/67           ขณะที่คาดว่า Wealth Effect ที่เพิ่มขึ้นจากการปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้นและ sentiment ที่ดีขึ้น น่าจะช่วยให้ผล ประกอบการของธุรกิจอาหารกลับมาฟื้นตัวในไตรมาส 4/67 และปี 68           โรงแรมของ MINT ในยุโรปน่าจะยังมีรายได้เติบโตสูงจากสถิตินักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่แข็งแกร่ง แต่ยังต้องจับตาดูอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ของธุรกิจโรงแรม ซึ่งลดลงจาก 42.4% ในไตรมาส 2/66 เป็น 40.0% ในไตรมาส 2/67 เนื่องจากต้นทุนสูงขึ้น จึงทำประมาณการ GPM ของธุรกิจโรงแรมอยู่ที่เพียง 38.0% ในไตรมาส 3/67 เทียบกับ 41.5% ในไตรมาส 3/66 โดยคาดว่า MINT จะทำกำไรสุทธิ 2,488 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17% yoy แต่จะลดลง 12% qoq ในไตรมาส 3/67           ฝ่ายวิเคราะห์ CGSI เชื่อว่าการที่โรงแรมในยุโรปของ MINT มีผลกำไรดีในไตรมาส 3/67 เพราะได้แรงหนุนจากอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่แข็งแกร่ง น่าจะทำให้ราคาของ MINT ปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากราคาหุ้นขณะนี้ยัง underperform ตลาด (MINT -3% YTD vs. SET +2% YTD) ขณะที่คาดว่า MINT จะมีกำไรสุทธิเติบโตสูงในปี68-69 เนื่องจากจำนวนนักท่องเที่ยวน่าจะเติบโตต่อเนื่องและดอกเบี้ยจ่ายจะลดลงจากแนวโน้มปรับลดอัตราดอกเบี้ย           ดังนั้นจึงยังแนะนำ “ซื้อ” MINT แต่เลื่อนปีฐานในการประเมินมูลค่า ทำให้ราคาเป้าหมายในปัจจุบันอยู่ที่ 41 บาท เท่ากับ EV/EBITDA 9.5 เท่าในปี 69 หรือยังเท่ากับ -1SD ของค่าเฉลี่ยห้าปี อย่างไรก็ตามอาจมี downside risk หากบริษัทมีขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนสูงและอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของยุโรปชะลอตัวรุนแรง

พฤอา
311234567891011121314151617181920212223242526272829301234567891011