ปรับแต่งการตั้งค่าการให้ความยินยอม

เราใช้คุกกี้เพื่อช่วยให้คุณสามารถไปยังส่วนต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพและทำหน้าที่บางอย่าง คุณจะพบข้อมูลโดยละเอียดเกี่ยวกับคุกกี้ทั้งหมดภายใต้หมวดหมู่ความยินยอมแต่ละประเภทด้านล่าง คุกกี้ที่ได้รับการจัดหมวดหมู่ว่า "จำเป็น" จะถูกจัดเก็บไว้ในเบราว์เซอร์ของคุณ เนื่องจากมีความจำเป็นต่อการทำงานของฟังก์ชันพื้นฐานของเว็บไซต์... 

ใช้งานอยู่เสมอ

คุกกี้ที่จำเป็นมีความสำคัญต่อฟังก์ชันพื้นฐานของเว็บไซต์ และเว็บไซต์จะไม่สามารถทำงานได้ตามวัตถุประสงค์หากไม่มีคุกกี้เหล่านี้

คุกกี้เหล่านี้ไม่จัดเก็บข้อมูลที่สามารถระบุตัวบุคคลได้

ไม่มีคุกกี้ที่จะแสดง

คุกกี้แบบฟังก์ชันนอลช่วยทำหน้าที่บางอย่าง เช่น แบ่งปันเนื้อหาของเว็บไซต์บนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย รวบรวมความคิดเห็น และฟีเจอร์อื่นๆ ของบุคคลที่สาม

ไม่มีคุกกี้ที่จะแสดง

คุกกี้วิเคราะห์ใช้เพื่อทำความเข้าใจวิธีการที่ผู้เยี่ยมชมโต้ตอบกับเว็บไซต์ คุกกี้เหล่านี้ช่วยให้ข้อมูลเกี่ยวกับตัวชี้วัด เช่น จำนวนผู้เข้าชม อัตราตีกลับ แหล่งที่มาของการเข้าชม ฯลฯ

ไม่มีคุกกี้ที่จะแสดง

คุกกี้ประสิทธิภาพใช้เพื่อทำความเข้าใจและวิเคราะห์ดัชนีประสิทธิภาพหลักของเว็บไซต์ซึ่งจะช่วยให้สามารถมอบประสบการณ์การใช้งานที่ดีขึ้นแก่ผู้เยี่ยมชม

ไม่มีคุกกี้ที่จะแสดง

คุกกี้โฆษณาใช้เพื่อส่งโฆษณาที่ได้รับการปรับแต่งตามการเข้าชมก่อนหน้านี้ และวิเคราะห์ประสิทธิภาพของแคมเปญโฆษณา

ไม่มีคุกกี้ที่จะแสดง

#GBS


“โกลเบล็ก” คัด 5 หุ้น รับอานิสงส์แผ่นดินไหว

“โกลเบล็ก” คัด 5 หุ้น รับอานิสงส์แผ่นดินไหว

            หุ้นวิชั่น - บล. โกลเบล็ก (GBS) ประเมินหุ้นไทยสัปดาห์นี้ไซด์เวย์ดาวน์ นักลงทุนแพนิคจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวในประเทศในช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา บวก “โดนัลด์ ทรัมป์” จ่อประกาศนโยบายรีดภาษีวันที่ 2 เม.ย.นี้ ส่งผลกระทบต่อจิตวิทยาการลงทุนจากความกังวลเศรษฐกิจ ชะลอตัว จึงคาดการณ์กรอบดัชนีที่ระดับ 1,120-1,170 จุด แนะกลยุทธ์ลงทุนใน 5 หุ้นเด่นได้อานิสงส์เหตุการณ์แผ่นดินไหว             นางสาววิลาสินี บุญมาสูงทรง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด หรือ GBS ประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของดัชนีตลาดหุ้นไทยสัปดาห์นี้มีการปรับตัวลง ซึ่งเป็นผลกระทบทางปัจจัยจิตวิทยา จากเหตุการณ์แผ่นดินไหวในประเทศในช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ประกอบกับความวิตกกังวลจากมาตรการภาษีของรัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ ที่จะประกาศในวันที่ 2 เม.ย. นี้ จะส่งผลให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ ชะลอตัวลงจากราคาสินค้าที่อาจสูงขึ้น จึงให้กรอบดัชนีในสัปดาห์นี้ที่ 1,120-1,170 จุด             ทั้งนี้ KKP Research ปรับลดคาดการณ์อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจจากที่เคยประเมินไว้ที่ 2.6% เหลือเพียง 2.3% ขณะที่ม.หอการค้าไทยประเมินว่าเหตุการณ์แผ่นดินไหวในครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไตรมาส 2/2568 รุนแรง และเบื้องต้นประเมินว่าอาจทำให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไตรมาส 2/2568 ติดลบได้ เมื่อเทียบกับไตรมาสแรกที่เศรษฐกิจไทยน่าจะขยายได้สูงเกือบ 4%             ขณะเดียวกันทางตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ได้สรุปมูลค่าซื้อขายหลักทรัพย์สะสมตามกลุ่มนักลงทุนระหว่างวันที่ 1-28 มีนาคม 2568 พบว่า ทั้งนักลงทุนประเภทสถาบันในประเทศ ขายสุทธิ บัญชีบริษัทหลักทรัพย์ และนักลงทุนต่างประเทศยังคงขายสุทธิอย่างต่อเนื่อง โดยมีเฉพาะกลุ่มนักลงทุนในประเทศที่ซื้อสุทธิเท่านั้น ส่วนทางธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้รายงานตัวเลขเศรษฐกิจไทยเดือนก.พ. ชะลอตัวจากภาคท่องเที่ยวที่แผ่วลง การลงทุนภาคเอกชนที่ชะลอตัว แต่การส่งออกและการบริโภคภาคเอกชนเติบโตดี             สำหรับปัจจัยที่ส่งผลต่อการลงทุนที่จับตาในประเทศ เดือนเมษายน 2568 ก.ล.ต.เปิดให้บลจ.ยื่นขอจัดตั้งกองทุนรวม Thai ESGX ภายใน 21 เม.ย. กำหนดส่งงบการเงินงวด 1Q68 ของหุ้นกลุ่มธนาคาร และ 30 เม.ย. กำหนดประชุมกนง.  ส่วนปัจจัยต่างประเทศ อาทิ วันที่ 1 เม.ย. สหรัฐ รายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตขั้นสุดท้ายเดือนมี.ค. ดัชนีภาคการผลิตเดือนมี.ค. ตัวเลขการเปิดรับสมัครงานและอัตราการหมุนเวียนของแรงงาน (JOLTS) เดือนก.พ. และการใช้จ่ายด้านการก่อสร้างเดือนก.พ., วันที่ 2 เม.ย. สหรัฐ รายงานตัวเลขจ้างงานภาคเอกชนเดือนมี.ค. ยอดสั่งซื้อภาคโรงงานเดือนก.พ. และสต็อกน้ำมันรายสัปดาห์, วันที่ 3 เม.ย. สหรัฐ รายงานดัชนีภาคบริการเดือนมี.ค., วันที่ 6-7 พ.ค. ประชุมธนาคารกลางสหรัฐ ครั้งที่ 2/68             นายวัชเรนทร์ จงยรรยง ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล.โกลเบล็ก  แนะนำกลยุทธ์การลงทุนในหุ้นที่ได้ประโยชน์จากเหตุการณ์แผ่นดินไหว เพราะหลังจากนี้จะต้องมีการซ่อมแซมอาคารต่างๆ ที่ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติในครั้งนี้ โดยหุ้นที่ฝ่ายวิจัยแนะนำหุ้นที่ขายวัสดุก่อสร้างและประกอบธุรกิจที่ปรึกษาด้านวิศวกรรม ได้แก่ HMPRO, GLOBAL, DOHOME, SCGD และ TEAMG             ด้านนายณัฐวุฒิ วงศ์เยาวรักษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล.โกลเบล็ก ประเมินราคาทองคำ มีโอกาสปรับตัวขึ้นต่อ โดยได้แรงหนุนจากความกังวลสงครามการค้า ซึ่งในวันที่ 2 เม.ย.นี้ สหรัฐจะเริ่มใช้มาตรการภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariff) ขณะที่สถานการณ์ตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางที่มีแนวโน้มทวีความรุนแรงขึ้นคาดเป็นปัจจัยหนุนเพิ่มเติม อย่างไรก็ตามสงครามการค้าอาจไม่ได้รุนแรงอย่างที่คิด จากนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐเผยว่ามีโอกาสที่จะบรรลุข้อตกลงทางภาษีกับประเทศอื่นๆ แต่จะเกิดหลังวันที่ 2 เม.ย. เท่านั้น โดยสัปดาห์นี้แนะนำให้ติดตามตัวเลขการจ้างงานของสหรัฐ เพื่อหาสัญญาณบ่งชี้ทิศทางอัตราดอกเบี้ยสหรัฐ มองกรอบทองคำสัปดาห์นี้ 3,060 - 3,150 $/Oz ทยอยขายทำกำไรที่แนวต้าน

“โกลเบล็ก” ชี้หุ้นไทย Rebound  คัด 5 หุ้น อัตราปันผลสูง - เช็กเลย!

“โกลเบล็ก” ชี้หุ้นไทย Rebound คัด 5 หุ้น อัตราปันผลสูง - เช็กเลย!

                หุ้นวิชั่น - บล. โกลเบล็ก (GBS) ลุ้นหุ้นไทยสัปดาห์นี้มีโอกาส Rebound ตามทิศทางตลาดต่างประเทศ แนะจับตา ทรัมป์ เดินหน้าเก็บภาษีนำเข้าต่อเนื่อง กระทบจิตวิทยานักลงทุน จึงคาดการณ์กรอบดัชนีที่ระดับ 1,150-1,200 จุด แนะกลยุทธ์ลงทุนใน 5 หุ้นเด่นได้ประโยชน์จาก ThaiESG Extra                 นางสาววิลาสินี บุญมาสูงทรง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด หรือ GBS ประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของดัชนีตลาดหุ้นไทยสัปดาห์นี้ Rebound ตามทิศทางตลาดต่างประเทศ โดยมีแรงหนุนจากจีนเปิดเผยแผนงานพิเศษเพื่อกระตุ้นการบริโภค ประกอบกับราคาน้ำมันดิบ WTI ที่ปรับตัวขึ้นหนุนหุ้นกลุ่มพลังงาน อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ เดินหน้าเก็บภาษีนำเข้าต่อเนื่องเป็นปัจจัยกดดันต่อดัชนีในระยะสั้นได้ จึงให้กรอบกรอบดัชนีในสัปดาห์นี้ที่ 1,150-1,200 จุด                 สำหรับปัจจัยที่ส่งผลต่อการลงทุนที่จับตาในประเทศ อาทิ สัปดาห์ที่ 3 ส.อ.ท. แถลงยอดผลิตและส่งออกรถยนต์ รถจักรยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ วันที่ 24 มี.ค. ฝ่ายค้านอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี สัปดาห์ที่ 4 กระทรวงพาณิชย์ แถลงภาวะการค้าระหว่างประเทศ สศอ. แถลงดัชนีอุตสาหกรรม สศค. รายงานภาวะเศรษฐกิจการคลัง, ภาวะเศรษฐกิจภูมิภาค, ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภูมิภาค วันที่ 31 มี.ค. ธปท. รายงานภาวะเศรษฐกิจและการเงินไทย และวันที่ 30 เม.ย. กำหนดประชุม กนง. ครั้งที่ 2/2568                 ส่วนสถานการณ์ต่างประเทศที่น่าจับตา วันนี้ 18 มี.ค. อียู รายงานดุลการค้าเดือนม.ค. และดัชนีความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจเดือนมี.ค. สหรัฐ รายงานตัวเลขการเริ่มสร้างบ้านและการอนุญาตก่อสร้างเดือนก.พ. ราคานำเข้าและส่งออกเดือนก.พ. และการผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนก.พ. วันที่ 19 มี.ค. ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) แถลงมติอัตราดอกเบี้ย ญี่ปุ่น รายงานยอดนำเข้า ยอดส่งออก และดุลการค้าเดือนก.พ. ยอดสั่งซื้อเครื่องจักรเดือนม.ค. และการผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนม.ค. วันที่ 18-19 มี.ค. ประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (FED) ครั้งที่ 2/68 และช่วงเช้าวันที่ 20 มี.ค. เฟดแถลงมติอัตราดอกเบี้ย                 ดังนั้น นายวัชเรนทร์ จงยรรยง ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล.โกลเบล็ก  แนะนำกลยุทธ์การลงทุนในหุ้นที่ได้ประโยชน์จาก ThaiESG Extra ซึ่งเป็นหุ้นที่มีอัตราผลตอบแทนเงินปันผลสูง ได้แก่ BBL, , PTT, TISCO และหุ้นที่ราคาปรับตัวลงมามากแล้ว ได้แก่ BEM, CPALL                 ด้านนายณัฐวุฒิ วงศ์เยาวรักษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล.โกลเบล็ก ประเมินราคาทองคำ มีโอกาสปรับตัวขึ้นต่อ โดยได้แรงหนุนในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยท่ามกลางความกังวลสงครามการค้า  จากแคนาดาและสหภาพยุโรปส่งสัญญาณเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าบางรายการจากสหรัฐฯ เพื่อตอบโต้มาตรการภาษีของสหรัฐฯ ขณะที่สหรัฐฯ ขู่จะเก็บภาษีนำเข้าผลิตภัณฑ์สุราและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จาก EU สูงถึง 200%                 นอกจากนี้ทองคำได้แรงหนุนเพิ่มเติม จากสหรัฐฯ เผยตัวเลขเงินเฟ้อ CPI และ PPI ปรับตัวขึ้นต่ำกว่าคาดการณ์ ทำให้นักลงทุนเพิ่มคาดการณ์ที่เฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในปีนี้เป็น 3 ครั้ง จากเดิมคาดการณ์ 1 ครั้ง ขณะที่ราคาทองคำปรับตัวขึ้นทำ New High ในสัปดาห์ที่ผ่านมา คาดอาจมีแรงขายทำกำไรเป็นปัจจัยกดดันราคาทองคำ อย่างไรก็ตามสัปดาห์นี้แนะนำให้ติดตามผลการประชุมเฟด ครั้งที่ 2/68 มองกรอบทองคำสัปดาห์นี้  2,950- 3,030 ดอลลาร์สหรัฐฯ/ออนซ์ แนะนำขายทำกำไรบางส่วนที่แนวต้าน

“โกลเบล็ก” คัดหุ้นเด่นดัชนี MSCI Rebalance

“โกลเบล็ก” คัดหุ้นเด่นดัชนี MSCI Rebalance

           กรุงเทพฯ - บล. โกลเบล็ก (GBS) ประเมินหุ้นไทยลง จากแรงกดดันของหุ้น DELTA หลังประกาศงบออกมาผิดคาด พร้อมติดตามการรายงานผลการดำเนินของบริษัทจดทะเบียนรายอื่นต่อ จึงให้กรอบการเคลื่อนไหวของดัชนี 1,220-1,290 จุด แนะกลยุทธ์ลงทุนหุ้นเข้า-ออก ดัชนี MSCI Rebalance นางสาววิลาสินี บุญมาสูงทรง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด หรือ GBS ประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของดัชนีตลาดหุ้นไทย SET มีโอกาสปรับตัวลง จากแรงกดดันของหุ้น DELTA หลังประกาศงบออกมาต่ำกว่าตลาดคาด ขณะที่ปัจจัยในประเทศยังติดตามผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนอย่างใกล้ชิด ล่าสุด ตลท. สรุปมูลค่าซื้อขายหลักทรัพย์สะสมตามกลุ่ม นักลงทุนตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม-14 กุมภาพันธ์ 2568 พบว่าสถาบันในประเทศขายสุทธิ 9,350.06 ล้านบาท บัญชีบริษัทหลักทรัพย์ซื้อสุทธิ 662.53 ล้านบาท นักลงทุน ต่างประเทศขายสุทธิ 9,947.33 ล้านบาท นักลงทุนในประเทศ ซื้อสุทธิ 18,634.86 ล้านบาท จึงให้กรอบดัชนีระหว่าง 1,220-1,290 จุด            สำหรับปัจจัยที่ส่งผลต่อการลงทุนที่จับตาในประเทศ อาทิ สัปดาห์ที่ 3 ส.อ.ท. แถลงดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม, ส.อ.ท. แถลงยอดผลิตและส่งออกรถยนต์, วันที่ 26 ก.พ. กำหนดประชุม กนง. ครั้งที่ 1/2568, วันที่ 28 ก.พ. ธปท. รายงานภาวะเศรษฐกิจและการเงินไทย, สัปดาห์ที่ 4 กระทรวงพาณิชย์ แถลงภาวะการค้าระหว่างประเทศ, สศอ. แถลงดัชนีอุตสาหกรรม, สศค. รายงานภาวะเศรษฐกิจการคลัง, ภาวะเศรษฐกิจภูมิภาค,  ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภูมิภาค ส่วนสถานการณ์ต่างประเทศที่น่าจับตา ได้แก่ วันนี้ 19 ก.พ. ญี่ปุ่น รายงานยอดนำเข้า ยอดส่งออก และดุลการค้าเดือนม.ค. ยอดสั่งซื้อเครื่องจักรเดือนธ.ค.,จีน รายงานดัชนีราคาบ้านเดือนม.ค., สหรัฐ รายงานตัวเลขการเริ่มสร้างบ้านและการอนุญาตก่อสร้างเดือนม.ค., เช้าวันที่ 20 ก.พ. เฟดเผยรายงานการประชุมวันที่ 28-29 ม.ค., วันที่ 20 ก.พ. จีน รายงานอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้าชั้นดี (LPR) ประเภท 1 ปีและ 5 ปี, สหรัฐ รายงานจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ ดัชนีการผลิตเดือนก.พ. และดัชนีชี้นำเศรษฐกิจเดือนม.ค.            ดังนั้น แนะนำกลยุทธ์การลงทุนในหุ้นที่ได้ประโยชน์จากนโยบายส่งเสริมเศรษฐกิจของภาครัฐ  เช่น หุ้นที่ได้ประโยชน์จากโครงการ Easy-E receipt ได้แก่ CRC, COM7, ERW, CENTEL, MINT, M, AU, TNP, SIS, SYNEX, IP และ HL รวมทั้งหุ้นที่เข้า-ออก ดัชนี MSCI Rebalance โดย MSCI Global Standard : ไม่มีหุ้นเข้า แต่มีหุ้นออก ได้แก่  PTTGC, TOP ส่วน MSCI Global Small Cap : หุ้นเข้า ได้แก่ GPSC, PTTGC, SCGP, TOP และหุ้นออก ได้แก่ BSRC, DCC, ERW, GFPT, KAMART, PSG, PSH, SAPPE, STECON, THG, TIPH (ใช้ราคาปิด 28 ก.พ.)            ด้านนายณัฐวุฒิ วงศ์เยาวรักษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล.โกลเบล็ก ประเมินราคาทองคำปรับตัวลงจากแรงขายทำกำไรเนื่องจากเป็นสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงที่สุดในปี 68 อยู่ที่ 10%YTD ขณะที่สินทรัพย์เสี่ยงอย่างหุ้นให้ผลตอบแทนเพียง 4%YTD โดยทองคำยังได้แรงหนุนจากความกังวลสงครามการค้าที่มีแนวโน้มทวีความรุนแรงขึ้น หลังนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ประกาศเก็บภาษีนำเข้าเหล็กและอะลูมิเนียมจากทุกประเทศ อีกทั้งได้ลงนามมาตรการภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) คาดมีผลบังคบใช้เดือน เม.ย. อย่างไรก็ตามสหรัฐเผยตัวเลขเงินเฟ้อ CPI และ PPI ปรับตัวขึ้นสูงกว่าคาด ประกอบกับประธานเฟดส่งสัญญาณไม่เร่งปรับลดอัตราดอกเบี้ย ทำให้นักลงทุนเลื่อนคาดการณ์ที่เฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยเป็นเดือน ก.ย. จากเดิมคาดว่าจะปรับลดในเดือน ก.ค. เป็นปัจจัยกดดันราคาทองคำปรับตัวขึ้นได้อย่างจำกัด มองกรอบทองคำสัปดาห์นี้ 2,880 – 2,950 $/Oz ทยอยขายทำกำไรที่แนวต้าน

GBS ชูบริการครบวงจร Private Fund โต

GBS ชูบริการครบวงจร Private Fund โต

          หุ้นวิชั่น - บล.โกลเบล็ก GBS ชี้ภาพรวมธุรกิจโบรกเกอร์ปีนี้ดีขึ้น แต่ยังมีปัจจัยต้องติดตาม หวังความเชื่อมั่นนักลงทุนฟื้น ปรับกลยุทธ์กระจายบริการ หวังกระจายรายได้ อย่าง Private Fund กระแสดตอลรับดี ปีนี้ดันAUM แตะ 500 ล้านบาท มองเน้นลงทุนระยะกลางถึงยาว หุ้นรับเหมา และโรงพยาบาลเด่น           นายธนพิศาล คูหาเปรมกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด (GBS) เปิดเผยถึงแนวโน้มธุรกิจโบรกเกอร์ในปีนี้ว่า มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นจากปีก่อน แม้ความเชื่อมั่นในตลาดทุนยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ทั้งนี้ ต้องอาศัยการลงทุนจากต่างชาติที่เพิ่มขึ้น รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนคาดหวัง ซึ่งปัจจุบันปริมาณการซื้อขาย 40,000-50,000 ล้านบาทต่อวัน ก็ยังถือว่าค่อนข้างท้าทาย           สำหรับตลาดหุ้นไทยในปีนี้ คาดว่าจะมีเสถียรภาพและเคลื่อนไหวในกรอบที่ไม่หวือหวา โดย GBS ได้ดำเนินกลยุทธ์กระจายความเสี่ยงและเพิ่มบริการใหม่ ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของนักลงทุน อาทิ บริการลงทุนในกองทุนส่วนบุคคล (Private Fund) การจัดการกองทุนรวม (Wealth Management) และบริการซื้อขาย Block Trade           ปัจจุบัน GBS มีรายได้หลักจากค่านายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์คิดเป็นสัดส่วน 32.07% ขณะที่รายได้จากการบริหารกองทุนส่วนบุคคลอยู่ที่ 1.05% ส่วนรายได้จากบริการอื่น ๆ เช่น การซื้อขายตราสารหนี้ การทำธุรกรรม Sale Buy Back การเป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายหุ้นกู้ (Underwriter) รวมถึงการเป็นตัวแทนซื้อขายกองทุนรวมและ Block Trade คิดเป็น 66.88% ของรายได้รวม           ในปีนี้ บริษัทมุ่งเน้นการเพิ่มบุคลากรเพื่อผลักดันการเติบโตของบริการต่าง ๆ โดยเฉพาะกองทุนส่วนบุคคล (Private Fund) ที่เปิดดำเนินการมากว่า 1 ปี ซึ่งประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี โดยปัจจุบันมีสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (AUM) อยู่ที่ 200 ล้านบาท และตั้งเป้าเพิ่มเป็น 500 ล้านบาทภายในปีนี้           ทั้งนี้ บริการกองทุนส่วนบุคคลของ GBS เปิดโอกาสให้นักลงทุนเริ่มต้นด้วยเงินลงทุนขั้นต่ำเพียง 3 ล้านบาท และสามารถนำหุ้นในพอร์ตเดิมมาใช้เป็นส่วนหนึ่งของเงินลงทุนเริ่มต้นได้ โดยเน้นการลงทุนในหุ้นที่มีราคาต่ำกว่าปัจจัยพื้นฐาน ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมในการลงทุนตามแนวทางเชิงปัจจัยพื้นฐานและเทคนิค           GBS ยังคงมุ่งมั่นพัฒนาบริการใหม่ ๆ และขยายการลงทุนเพื่อสร้างโอกาสและผลตอบแทนที่ยั่งยืนให้แก่นักลงทุนทุกกลุ่ม ส่วนเรื่องของสินทรัพย์ดิจิทัล บริษัทยังไม่ได้เน้นส่วนนี้ แต่จะเดินหน้าควบคู่ตลาดหลักทรัพย์           ด้านนางสาววิลาสินี บุญมาสูงทรง  ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด หรือ GBS เปิดเผยถึงการลงทุนของตลาดหุ้นไทยว่า สำหรับนักลงทุนระยะสั้น อาจจะไม่แนะนำมากนัก เน้นการลงทุนที่เป็นระยะกลางถึงระยะยาวมากกว่า (ที่ถือลงทุนเกิน 6 เดือน)  โดยหุ้นกลุ่มที่มีความน่าสนใจปีนี้ มองว่ากลุ่มรับเหมา และกลุ่มโรงพยาบาล อย่างกลุ่มรับเหมา มองว่าจะเห็นการกลับมาประมูลงานจำนวนมาก แนะนำ CK และในส่วนของกลุ่มโรงพยาบาลมีโอกาสเติบโตจาก Wellness Hub เป็นต้น แนะนำ BCH

abs

ปตท. แข็งแกร่งร่วมกับสังคมไทย และเติบโตในระดับโลกอย่างยั่งยืน

"โกลเบล็ก” มองกรอบดัชนีตลาดหุ้นไทยปี 68 ที่ระดับ 1,330 - 1,530 จุด แนะช็อป 7 หุ้นเด่นน่าลงทุน

          หุ้นวิชั่น - กรุงเทพฯ - บล. โกลเบล็ก (GBS) ชี้ดัชนีหุ้นไทยปี 2568 เทรดในกรอบ 1,330-1,530 จุด ได้แรงหนุนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ดอกเบี้ยขาลง พร้อมส่งซิกธีมกลยุทธ์ Upside หุ้นน่าลงทุน แนะ  ช็อป 7 หุ้น CK-BCH-ATP30-D-AU-TNP-HL น่าจับตา            นางสาววิลาสินี บุญมาสูงทรง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด หรือ GBS ประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของดัชนีตลาดหุ้นไทยในปี 2568 ไว้ที่ 1,330 - 1,530 จุด อ้างอิง จาก PE ที่ระดับ 13-15 เท่า ด้วยสมมติฐานคาดกาณ์ตัวเลข GDP ในปี 2568 ที่ 2.8% ซึ่งต่ำกว่าคาดการณ์เดิมที่เคยใช้ในกรอบ PE 14-16 เท่า โดยในไตรมาสแรกฝ่ายวิจัยมองว่า ดัชนีตลาดหุ้นไทยได้แรงหนุนจากปัจจัยมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ อาทิ easy e -receipt, เงินหมื่นบาทให้ผู้สูงอายุ รวมถึงทิศทางอัตราดอกเบี้ยที่มีแนวโน้มลดลง ขณะที่ประเทศจีนเตรียมออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจชุดใหญ่           แต่ทั้งนี้ ยังคงต้องจับตาปัจจัยด้านความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง และสงครามระหว่างรัสเซีย-ยูเครน รวมถึงนโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐที่จะเป็นปัจจัยกดดันยอดส่งออก ขณะที่ปัญหาหนี้ครัวเรือนก็ยังสูงขึ้น จนส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค           นอกจากนี้ ฝ่ายวิจัย ยังประเมินกรอบดัชนีการลงทุนในครึ่งปีแรกอยู่ในกรอบSideway 1,330-1,400 จุด  พร้อมทั้งมองปัจจัยเรื่องอัตราดอกเบี้ย ค่าเงินบาท และน้ำมัน  โดยรวมว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีแนวโน้มปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 2 ครั้ง ตาม FED ที่จะลดอัตราดอกเบี้ยในปี 2568 ประกอบค่าเงินบาทอยู่ในทิศทางอ่อนค่าเนื่องจากเงินดอลลาร์มีแนวโน้มแข็งค่า ซึ่งคาดว่าค่าเงินบาทจะอยู่ที่ระดับ 34-36 บาทต่อดอลลาร์ ขณะที่คาดว่าราคาเฉลี่ยน้ำมันดิบอยู่ที่ 76 ดอลลาร์  ซึ่งลดลงจาก ปี 2567 เนื่องจากอุปทานที่เพิ่มขึ้นจากสหรัฐฯ และการผลิตเพิ่มขึ้นจากผู้ผลิตรายอื่นนอกกลุ่ม OPEC+ ขณะเดียวกันความต้องการใช้น้ำมันเติบโตช้าลง ซึ่งเป็นผลจากผู้บริโภครถยนต์ไฟฟ้า (EV) มากขึ้น สำหรับธีมหุ้นน่าลงทุนรับปีมะเส็ง ทางฝ่ายวิจัยได้คัด 2 กลุ่มเด่นน่าลงทุน ได้แก่ กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง โดยมีมุมมองบวกต่อกลุ่มรับเหมา โดยคาดว่าปี 2568 จะมีงานประมูลเพิ่มขึ้น อาทิ รถไฟฟ้าสายสีแดง 3 สาย รถไฟรางคู่ 6 เส้นทาง มอเตอร์เวย์ 2 สาย ทางด่วน Double Deck และการขยายสนามบินดอนเมือง สุวรรณภูมิและเชียงใหม่ มูลค่ารวม 9 แสนล้านบาท โดยทางบล.โกลเบล็ก แนะนำ ซื้อหุ้น CK (ซึ่ง Consensus ให้ราคาเหมาะสมที่ 26.50 บาทต่อหุ้น) กลุ่มโรงพยาบาล มองว่าได้ประโยชน์จากเป้าหมายสู่การเป็น “ศูนย์กลางการแพทย์และสุขภาพ” (Wellness and Medical Hub) สนับสนุนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ (Medical Tourism) จากกรณีการเข้ามาท่องเที่ยวของต่างชาติ จึงแนะนำหุ้น BCH ที่ราคาเหมาะสม Consensus 21 บาทต่อหุ้น           ขณะที่หุ้นในกลุ่ม mai  แนะนำซื้อหุ้น  ATP 30 โดยให้ราคาเหมาะสมที่ 1.25 บาทต่อหุ้น จากการเติบโตของรายได้และกำไร เพราะมีจำนวนลูกค้าเดิมให้บริการเพิ่ม และมีการรับลูกค้าใหม่เข้ามา              อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังแนะนำ หุ้น D ให้ราคาเหมาะสมที่ 5.06 บาทต่อหุ้น ซึ่งได้ประโยชน์จากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเติบโตเพิ่มขึ้น และที่ได้ประโยชน์จากมาตรการ Easy e-receipt ได้แก่ หุ้น AU ราคาเหมาะสมที่ 13.50 บาทต่อหุ้น , TNP ราคาเหมาะสมที่ 5 บาทต่อหุ้น และ HL (อยู่ระหว่างทบทวนราคาใหม่)           ด้านนายณัฐวุฒิ วงศ์เยาวรักษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล.โกลเบล็ก ประเมินราคาทองคำ  มีโอกาสพักฐาน เนื่องจากเฟดส่งสัญญาณชะลอการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในปี 2568 จากเดิมคาด 4 ครั้ง เหลือ 2 ครั้ง ประกอบกับรัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำโดย “ทรัมป์” จะช่วยทำให้สงครามในภูมิภาคตะวันออกกลาง และสงครามระหว่างรัสเซีย-ยูเครน ชะลอลง เนื่องจากทรัมป์ ไม่สนับสนุนการทำสงคราม ซึ่งจะทำให้ราคาทองคำถูกลดความน่าสนใจในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย           นอกจากนี้ นโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่สหรัฐฯ มีแนวโน้มทำให้เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น เป็นปัจจัยกดดันราคาทองคำเพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม เงินบาทที่มีแนวโน้มอ่อนค่าจากปัจจัยข้างต้นจะช่วยพยุงราคาทองคำไทย โดยให้กรอบราคาทองคำ Gold Spot ในปี 2568 ไว้ที่ระดับ 2,420-2,740 $/Oz (-7% หรือ +5%) และเมื่อเทียบเป็นราคาทองคำไทยเฉลี่ยอยู่ที่ระดับ 39,500 - 44,500 บาท

“โกลเบล็ก” คัดหุ้นธีมลงทุน Data Center

“โกลเบล็ก” คัดหุ้นธีมลงทุน Data Center

          กรุงเทพฯ - บล. โกลเบล็ก (GBS) ประเมินหุ้นไทย Sideway Up จากแรงหนุนเม็ดเงินกองทุนวายุภักษ์ 1 เริ่มลงทุนในตลาดหุ้นไทยวันที่ 1 ต.ค. และเริ่มซื้อ-ขายในตลาดหลักทรัพย์วันที่ 7 ต.ค. และล่าสุด Google ประกาศแผนลงทุน Data Center ในไทย หนุนดัชนีในเดือนตุลาคมเคลื่อนไหวในกรอบ 1,400-1,480 จุด และกลยุทธ์ลงทุนหุ้นที่ได้ประโยชน์จากการลงทุน Data Center ได้แก่ WHA, ADVANC, GULF, TRUE และ INSET           นางสาววิลาสินี บุญมาสูงทรง ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด หรือ GBS ประเมินทิศทางดัชนีตลาดหุ้นไทยในเดือนตุลาคม 2567 มีโอกาสปรับตัวขึ้นในลักษณะ Sideway Up โดยมีแรงหนุนจากเม็ดเงินกองทุนวายุภักษ์ 1 เริ่มลงทุนในตลาดหุ้นไทยวันที่ 1 ต.ค. และเริ่มซื้อ-ขายในตลาดหลักทรัพย์วันที่ 7 ต.ค.ประกอบกับมีแรงหนุนจาก Google ประกาศแผนลงทุน Data Center ในประเทศไทย 3.6 หมื่นล้านบาทภายในปี 2572 จึงให้กรอบดัชนีที่ 1,400-1,480 จุด           นอกจากนี้ทาง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) คาดว่าระหว่างวันที่ 1-7 ต.ค. 2567 ซึ่งเป็นช่วงวันหยุดในวันชาติจีน (Golden Week) จะมีนักท่องเที่ยวชาวจีนเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวยังประเทศไทยประมาณ 1.32-1.83 แสนคน เพิ่มขึ้น 57-144% เทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2566 คาดว่าจะสร้างรายได้ทาง การท่องเที่ยวประมาณ 3,710-5,180 ล้านบาท เพิ่มขึ้นประมาณ 58-121%           ขณะที่ทางธนาคารกลางจีนออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจชุดใหญ่ทั้งลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ระยะกลาง (MLF) ระยะ 1 ปี ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของจีน ลง 0.30% สู่ระดับ 2.00% ลดสัดส่วนการกันสำรองของธนาคารพาณิชย์ (RRR) ลง 0.50% สู่ระดับ 6.6% ซื้อคืนพันธบัตร (reverse repo) ระยะ 7 วัน มูลค่า 1.82 แสนล้านหยวน (ราว 2.596 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ) ที่อัตราดอกเบี้ย 1.5% เพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้กับสถาบันการเงิน  รวมทั้งสั่งการให้ธนาคารพาณิชย์ปรับลดอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านเดิมที่ยังผ่อนไม่หมด (existing home loan) ก่อนวันที่ 31 ต.ค. เพื่อฟื้นฟูตลาดอสังหาริมทรัพย์           ด้านปัจจัยในประเทศที่ยังคงต้องจับตาต่อ ได้แก่ วันนี้ (2 ต.ค.) จะมีการประชุมคณะกรรมการร่วม 3 สถาบันภาคเอกชน (กกร.), วันที่ 7 ต.ค. กองทุนวายุภักษ์ เริ่มซื้อ-ขายในตลาดหลักทรัพย์, สัปดาห์ที่ 2 กระทรวงพาณิชย์แถลงดัชนีเศรษฐกิจการค้า  สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) แถลงผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนและอัพเดตสถานการณ์ลงทุน, สัปดาห์ที่ 2 หอการค้าไทยร่วมกับมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย แถลงดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคและดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทย, สัปดาห์ที่ 3 สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) แถลงดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม, วันที่ 16 ต.ค. ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ครั้งที่ 5/2567, สัปดาห์ที่ 4 สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) แถลงยอดผลิตและส่งออกรถยนต์, กระทรวงพาณิชย์แถลงภาวะการค้าระหว่างประเทศของไทย, สัปดาห์ที่ 5 สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) รายงานภาวะเศรษฐกิจการคลัง ภาวะเศรษฐกิจภูมิภาค  ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภูมิภาค, สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) แถลงดัชนีอุตสาหกรรม, วันที่ 30 ต.ค.รายงานผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ฉบับย่อ และวันที่ 31 ต.ค. ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รายงานภาวะเศรษฐกิจไทย           ส่วนสถานการณ์ต่างประเทศที่น่าจับตาวันที่ 1-7 ต.ค. ตลาดหุ้นจีนปิดทำการเนื่องในวันชาติจีน,วันนี้ (2 ต.ค.) อียู รายงานอัตราว่างงานเดือนส.ค., สหรัฐ รายงานตัวเลขจ้างงานภาคเอกชนเดือนก.ย. และสต็อกน้ำมันรายสัปดาห์, วันที่ 3 ต.ค. สหรัฐ รายงานดัชนีภาคบริการเดือนก.ย., วันที่ 4 ต.ค. สหรัฐ รายงานตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือนก.ย., วันที่ 23 ต.ค. สำนักข่าว CNN จัดโต้วาทีครั้งที่ 2 สำหรับผู้เข้าชิงตำแหน่งปธน.สหรัฐ, วันที่ 5 พ.ย. วันเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐและ วันที่ 6-7 พ.ย. ประชุมธนาคารกลางสหรัฐ           ดังนั้น แนะนำกลยุทธ์การลงทุนในหุ้นที่ได้ประโยชน์จากการลงทุน Data Center  ได้แก่ WHA, ADVANC, GULF, TRUE และ INSET           ส่วนทิศทางการลงทุนในทองคำ นายณัฐวุฒิ วงศ์เยาวรักษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล. โกลเบล็ก ประเมินแนวโน้มราคาทองคำในเดือนตุลาคมว่า ราคาทองคำมีโอกาสพักตัว โดยให้ระวังแรงขายทำกำไรหลังประธานเฟดส่งสัญญาณไม่รีบร้อนในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยจากตัวเลขเงินเฟ้อในช่วงที่ผ่านมามีสัญญาณชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง  ทำให้นักลงทุนลดความคาดหวังที่เฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.50% ในการประชุมครั้งต่อไป อย่างไรก็ตามแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยขาลง และปัจจัยทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ ยังคงเป็นปัจจัยหนุนทองคำ มองกรอบทองคำเดือนนี้ 2,530 – 2,700 $/Oz คาดว่ามีโอกาสทดสอบแนวรับ

พฤอา
311234567891011121314151617181920212223242526272829301234567891011