ปรับแต่งการตั้งค่าการให้ความยินยอม

เราใช้คุกกี้เพื่อช่วยให้คุณสามารถไปยังส่วนต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพและทำหน้าที่บางอย่าง คุณจะพบข้อมูลโดยละเอียดเกี่ยวกับคุกกี้ทั้งหมดภายใต้หมวดหมู่ความยินยอมแต่ละประเภทด้านล่าง คุกกี้ที่ได้รับการจัดหมวดหมู่ว่า "จำเป็น" จะถูกจัดเก็บไว้ในเบราว์เซอร์ของคุณ เนื่องจากมีความจำเป็นต่อการทำงานของฟังก์ชันพื้นฐานของเว็บไซต์... 

ใช้งานอยู่เสมอ

คุกกี้ที่จำเป็นมีความสำคัญต่อฟังก์ชันพื้นฐานของเว็บไซต์ และเว็บไซต์จะไม่สามารถทำงานได้ตามวัตถุประสงค์หากไม่มีคุกกี้เหล่านี้

คุกกี้เหล่านี้ไม่จัดเก็บข้อมูลที่สามารถระบุตัวบุคคลได้

ไม่มีคุกกี้ที่จะแสดง

คุกกี้แบบฟังก์ชันนอลช่วยทำหน้าที่บางอย่าง เช่น แบ่งปันเนื้อหาของเว็บไซต์บนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย รวบรวมความคิดเห็น และฟีเจอร์อื่นๆ ของบุคคลที่สาม

ไม่มีคุกกี้ที่จะแสดง

คุกกี้วิเคราะห์ใช้เพื่อทำความเข้าใจวิธีการที่ผู้เยี่ยมชมโต้ตอบกับเว็บไซต์ คุกกี้เหล่านี้ช่วยให้ข้อมูลเกี่ยวกับตัวชี้วัด เช่น จำนวนผู้เข้าชม อัตราตีกลับ แหล่งที่มาของการเข้าชม ฯลฯ

ไม่มีคุกกี้ที่จะแสดง

คุกกี้ประสิทธิภาพใช้เพื่อทำความเข้าใจและวิเคราะห์ดัชนีประสิทธิภาพหลักของเว็บไซต์ซึ่งจะช่วยให้สามารถมอบประสบการณ์การใช้งานที่ดีขึ้นแก่ผู้เยี่ยมชม

ไม่มีคุกกี้ที่จะแสดง

คุกกี้โฆษณาใช้เพื่อส่งโฆษณาที่ได้รับการปรับแต่งตามการเข้าชมก่อนหน้านี้ และวิเคราะห์ประสิทธิภาพของแคมเปญโฆษณา

ไม่มีคุกกี้ที่จะแสดง

#CK


หุ้นกู้ CK หนึ่งในผู้รับเหมาก่อสร้างรายใหญ่ของประเทศ [HoonVision X FynnCorp]

หุ้นกู้ CK หนึ่งในผู้รับเหมาก่อสร้างรายใหญ่ของประเทศ [HoonVision X FynnCorp]

         หุ้นวิชั่น - CK เป็นผู้รับเหมาก่อสร้างชั้นนำของไทย ครอบคลุมโครงการต่าง ๆ ตั้งแต่ระบบขนส่งมวลชนจนถึงโครงการพลังงาน มีรายได้หลักจากสัญญาก่อสร้าง และรายได้เกินครึ่งมาจากต่างประเทศ          กระแสเงินสดจากการดำเนินงานยังแข็งแกร่ง และรายได้จากสัญญาก่อสร้างยังเติบโตต่อเนื่อง จากมูลค่างานในมือ (Backlog) เกือบ 300,000 ล้านบาท          บริษัทมีแผนเสนอขายหุ้นกู้ครั้งที่ 1/2568 ประเภทไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีประกัน ให้แก่นักลงทุนทั่วไป ช่วง [18 และ 21-22] เมษายน 2568 จ่ายดอกเบี้ยทุก 6 เดือน ทั้งหมด 4 ชุด หุ้นกู้ CK          กว่าประสบการณ์ 50 ปีในธุรกิจก่อสร้าง สู่การเป็นผู้นำตลาดในปัจจุบัน            บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) (CK) ก่อตั้งในปี 2515 เพื่อประกอบธุรกิจรับเหมาก่อสร้างจากหน่วยงานราชการ หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ รวมทั้งภาคเอกชน ลูกค้าหลักคือ หน่วยงานภาครัฐ เช่น กองทัพบก และกองทัพอากาศ และได้แปรสภาพเป็นบริษัทมหาชนจำกัดในปี 2537 ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นบริษัทที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดสูงสุดในกลุ่มธุรกิจก่อสร้างที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ด้วยมูลค่ากว่า 24,000 ล้านบาท            ขอบเขตงานของ CK ครอบคลุมถึงการก่อสร้างอาคารและงานโยธาทั่วไป ตั้งแต่ระบบขนส่งมวลชน ท่าอากาศยาน ถนน ทางด่วน สะพาน พลังงาน ท่าเรือ ไปจนถึง อาคาร ซึ่งบริษัทดำเนินธุรกิจทั้งในประเทศไทย และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวในนาม บริษัท ช.การช่าง (ลาว) จำกัด Source: The Company's Website            บริษัทดำเนินธุรกิจหลัก 2 ประเภท คือ ธุรกิจก่อสร้างและธุรกิจการพัฒนาโครงการสาธารณูปโภค ซึ่งในธุรกิจก่อสร้างนั้น บริษัทเป็นทั้งผู้รับเหมาโดยตรง (Main Contractor) ด้วยวิธีการประกวดราคาหรือเจรจาต่อรองจากเจ้าของโครงการโดยตรง และผู้รับเหมาช่วง (Sub Contractor) โดยการรับจ้างจากผู้รับเหมารายอื่นที่ได้รับงานโดยตรงจากเจ้าของโครงการ (Main Contractor) ซึ่งถือเป็นการสร้างพันธมิตรทางการค้าที่มีศักยภาพ            นอกจากเป็นผู้รับเหมาแล้ว บริษัทยังเป็นนักลงทุนในโครงการสาธารณูปโภค เช่น ในระบบคมนาคม ระบบขนส่งมวลชน ระบบสาธารณูปโภคน้ำ และระบบพลังงานไฟฟ้า โดยการเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (BEM), บริษัท ทีทีดับบลิว จำกัด (มหาชน) (TTW) และบริษัทซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) (CKP) นอกจากนี้ บริษัทยังเป็นผู้รับเหมาก่อสร้างหลักให้กับบริษัทเหล่านี้อีกด้วย            โดยโครงสร้างรายได้ของ CK มาจากการเป็นผู้รับเหมาโดยตรง คิดเป็น 96.62% ของรายได้รวมในปี 2567 และรายได้อื่นจากค่าบริหารโครงการ เงินปันผล และอื่นๆ อีก 3.38% ซึ่งบริษัทมีรายได้จากต่างประเทศ 50.11% และในประเทศ 49.89%            ณ สิ้นปี 2567 บริษัทมี Backlog (งานที่ยังไม่ส่งมอบ) รวมมูลค่า 298,557 ล้านบาท จาก 11 โครงการ รับรู้รายได้ไปแล้ว 69,983 ล้านบาท หนึ่งโครงการ คาดว่าจะแล้วเสร็จใน สิงหาคม 2568 และจะรับรู้รายได้เพิ่ม ประมาณ 1,200 ล้านบาท โครงการที่เหลือ คาดว่าจะทยอยแล้วเสร็จระหว่างปี 2570 - 2576 ผลการดำเนินงาน            รายได้จากสัญญาก่อสร้างเพิ่มขึ้น 2.67% YoY (+973 ล้านบาท) ในปี 2567 อยู่ที่ 37,457.87 ล้านบาท จากการรับรู้รายได้ของสัญญาก่อสร้างที่มีอยู่และโครงการใหม่ ส่วนรายได้อื่นอยู่ที่ 1,312.04 ล้านบาท ลดลง 10.8% YoY ขณะที่กำไรสุทธิลดลงเล็กน้อย 3.74% YoY จากค่าใช้จ่ายบริหารและต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้น            โดยรายได้จากสัญญาก่อสร้างนี้ รับรู้จากโครงการหลัก อย่างเช่น โครงการรถไฟฟ้าพลังน้ำหลวงพระบาง รถไฟฟ้าสายสีม่วงเตาปูน - ราษฎร์บูรณะ (สายสีม่วงใต้) โครงการก่อสร้างทางรถไฟสายเด่นชัย - เชียงราย - เชียงของ            โครงการที่อยู่ในช่วงปลายโครงการ เช่น สัญญางานก่อสร้างอาคารศูนย์การเรียนรู้เฉลิมพระเกียรติเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ โครงการก่อสร้างอุโมงค์ส่งน้ำบางมด - สำโรง            โครงการใหม่ที่อยู่ในช่วงเริ่มต้น เช่น โครงการก่อสร้างระบบบำบัดน้ำเสียธนบุรีและสวนสาธารณะพื้นที่แขวงบางขุนนนท์ กรุงเทพฯ รวมถึง โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม กระแสเงินสดจากการดำเนินงานแข็งแกร่ง            บริษัทมีรายได้จากสัญญาก่อสร้างเพิ่มขึ้นในปี 2567 ขณะเดียวกัน กระแสเงินสดจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 5,547.04 ล้านบาท สะท้อนการมีแหล่งรายได้และกระแสเงินสดจากสัญญาก่อสร้างอย่างต่อเนื่องในระยะยาว จากการที่บริษัทเน้นการประมูลโครงการก่อสร้างและสัมปทานจากหน่วยงานภาครัฐ โดยกระแสเงินสดดังกล่าว ยังครอบคลุมกระแสเงินสดที่ใช้ในการลงทุนและจัดหาเงิน ซึ่งมีมูลค่ารวม 3,136.02 ล้านบาท ส่งผลให้มีเงินสดเพิ่มขึ้นสุทธิ 2,404 ล้านบาท สะสมให้บริษัทมีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดอยู่ที่ 10,188 ล้านบาท ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2567 รายได้สัญญาก่อสร้างเติบโตต่อเนื่อง จากการลงนามโครงการใหม่            ในเดือนพฤศจิกายน 2567 บริษัททำสัญญากิจการร่วมค้ากับ บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) ภายใต้ชื่อ ซีเคเอสที-โออาร์ มูลค่าสัญญากว่า 58,950 ล้านบาท เพื่อรับจ้างงานก่อสร้างโยธาโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงบางขุนนนท์-มีนบุรี โดยบริษัทมีสัดส่วนการลงทุน 51% และมีระยะเวลาดำเนินการประมาณ 64 เดือน (5-6 ปี)            นอกจากนั้น ในปี 2567 บริษัทได้ลงนามสัญญารับจ้างจากบริษัทในเครืออย่าง BEM และ TTW จำนวน 6 โครงการ ด้วยสัญญามูลค่ารวม 125,707 ล้านบาท และได้ลงนามสัญญาอีก 1 โครงการจากการชนะการประกวดราคา มูลค่าประมาณ 552 ล้านบาท แนวโน้มในปี 2568            บริษัทมีโครงการที่จะเข้าร่วมประกวดราคาคิดเป็นมูลค่าประมาณเกือบ 4 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นโครงการที่มีมูลค่าสูงและการก่อสร้างซับซ้อน อย่างไรก็ตาม CK มีจุดเด่นด้วยประสบการณ์และความพร้อมทั้งด้านการเงิน บุคลากร การบริหารจัดการ ทำให้บริษัทมีศักยภาพเติบโตในธุรกิจอย่างต่อเนื่อง อันดับเครดิต A- จากการเป็นผู้รับเหมาก่อสร้างชั้นนำของประเทศ            ในด้านอันดับเครดิต พบว่าทริสเรทติ้งคงอันดับเครดิตองค์กรและจัดอันดับหุ้นกู้ที่ระดับ A- และแนวโน้มอันดับเครดิต Stable ณ วันที่ 3 มีนาคม 2568 สะท้อนความสามารถในการรับงานโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ที่ซับซ้อน ซึ่งบริษัทเชี่ยวชาญในงานก่อสร้างที่หลากหลาย ทำให้ได้รับสัญญาก่อสร้างและสร้างรายได้ประจำระยะยาว            อย่างไรก็ตาม บริษัทก็ยังมีภาระหนี้สินในระดับสูงจากอัตราส่วนหนี้สินรวมต่อส่วนของผู้ถือหุ้นรวม (D/E ratio) จาก 2.72 เท่า ในปี 2566 มาเป็น 3.27 เท่าในปี 2567 แต่หนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ย (IBD) ลดลงตามเงินกู้ยืมทั้งระยะสั้นและยาว รวมถึงอัตรากำไรค่อนข้างน้อยของธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง ท่ามกลางการแข่งขันรุนแรง ประวัติการปรับอันดับเครดิตองค์กร (Issuer Rating)            ข้อกำหนดการดำรงอัตราส่วนทางการเงิน ตามข้อกำหนดสิทธิ (Financial Covenant) บริษัทในฐานะผู้ออกหุ้นกู้ต้องรักษาอัตราส่วนของหนี้สินสุทธิที่มีภาระดอกเบี้ยต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (Net Interest-Bearing Debt to Equity) ตามงบการเงินรวมไม่เกิน 3 เท่า โดย ณ สิ้นปี 2567 บริษัทมีอัตราส่วนดังกล่าวอยู่ที่ 1.67 เท่า            หุ้นกู้คงค้างของบริษัท (Outstanding bonds) ในปัจจุบันอยู่ที่ 41,102 ล้านบาท จากหุ้นกู้ 24 รุ่น โดย CK ออกหุ้นกู้มาแล้ว 81 รุ่น ตั้งแต่ปี 2543 และไม่มีประวัติการผิดนัดชำระหรือดอกเบี้ยของหุ้นกู้ นอกจากนี้ บริษัทมีหุ้นกู้ที่จะครบกำหนดชำระในปี 2568 เป็นมูลค่า 7,200 ล้านบาท ในเดือน พฤษภาคม สิงหาคม และ พฤศจิกายน ตามลำดับ ขณะที่มีเงินสด รายการเทียบเท่าเงินสดในมือจำนวน 10,188 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2567 CK's Bond Outstanding Value (THB Million)            หุ้นกู้เสนอขายใหม่ บริษัทมีแผนเสนอขายหุ้นกู้ครั้งที่ 1/2568 ประเภทไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีประกัน ให้แก่นักลงทุนทั่วไป ช่วง [18 และ 21-22] เมษายน 2568 จ่ายดอกเบี้ยทุก 6 เดือน ทั้งหมด 4 ชุด ได้แก่ อายุ 3 ปี อัตราดอกเบี้ย [3.3 - 3.5%] ต่อปี อายุ 5 ปี อัตราดอกเบี้ย [3.6 - 3.8%] ต่อปี อายุ 7 ปี อัตราดอกเบี้ย [3.8 - 4.0%] ต่อปี อายุ 10 ปี อัตราดอกเบี้ย [4.0 - 4.2%] ต่อปี ปัจจัยเสี่ยง ความเสี่ยงจากภาระหนี้สินในระดับสูง แม้ CK จะมีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด 10,188 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่าหุ้นกู้ที่ครบกำหนดในปี 2568 ที่ 7,200 ล้านบาท แต่หนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ย (IBD) คิดเป็นกว่า 90% ของหนี้สินรวมในปี 2567 ถือเป็นระดับที่สูง ทำให้บริษัทต้องบริหารกระแสเงินสดอย่างรัดกุมสำหรับการชำระเงินต้นและดอกเบี้ย ความเสี่ยงจากการพึ่งพิงการออกตราสารหนี้เป็นหลัก หรือคิดเป็นประมาณ 75% ของหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ย ณ สิ้นปี 2567 รวมมูลค่ากว่า 41,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม บริษัทยังสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนอื่น เช่น เงินกู้ยืมจากสถาบันการเงิน กระแสเงินสดจากการดำเนินงาน ความเสี่ยงเรื่องต้นทุนที่บริษัทต้องแบกรับ จากการเปลี่ยนแปลงของราคาวัสดุก่อสร้าง ท่ามกลางความผันผวนของสภาวะเศรษฐกิจและตลาดวัสดุก่อสร้างที่เคลื่อนไหวตามอุปสงค์และอุปทาน รวมไปถึงปัญหาขาดแคลนแรงงานฝีมือ รวมถึงข้อจำกัดการจ้างแรงงานต่างด้าว

CK ก่อสร้างเร่งตัวมาตามนัด Backlog สูงเป็นประวัติการณ์

CK ก่อสร้างเร่งตัวมาตามนัด Backlog สูงเป็นประวัติการณ์

           หุ้นวิชั่น – ทีมข่าวหุ้นวิชั่น รายงาน บริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุถึง CK (ซื้อ / ปรับเป้าลงเป็น 22.00 บาท) รายได้ก่อสร้างปี 2025E เร่งตัวขึ้นตามคาด, เริ่มเห็นผลกระทบ GMT ปีนี้           เราคงคำแนะนำ "ซื้อ" แต่ปรับราคาเป้าหมายลงเล็กน้อยเป็น 22.00 บาท (เดิม 23.00 บาท) อิง SOTP ตามการปรับประมาณการลง โดยมีมุมมองเป็นลบเล็กน้อยจากการประชุมนักวิเคราะห์เมื่อวานนี้ (6 มี.ค.) หลังบริษัทเข้าข่ายได้รับผลกระทบจากเกณฑ์ Global Minimum Tax (GMT) อย่างไรก็ตาม ธุรกิจก่อสร้างยังแข็งแกร่งตามคาด ทั้งรายได้และ Backlog ที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ บริษัทตั้งเป้ารายได้ปี 2025E ที่ 40,000 ล้านบาท (+7% YoY) ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดในรอบ 9 ปี และสอดคล้องกับที่เราคาดการณ์ โดยได้แรงหนุนจาก Backlog ที่ทำสถิติสูงสุดใหม่ในปี 2024 ที่ 210,000 ล้านบาท         ขณะเดียวกัน บริษัทเข้าข่ายเกณฑ์ GMT และจะเริ่มรับรู้ค่าใช้จ่ายภาษีที่สูงขึ้นตั้งแต่ปีนี้ แต่ยังอยู่ระหว่างการประเมินผลกระทบ ส่วนการขายหุ้น หลวงพระบางพาวเวอร์ 10% มูลค่า 2.8 พันล้านบาทให้ TTW บริษัทมีแผนนำเงินไป ชำระคืนหนี้และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน ขณะที่กำไรหรือขาดทุนพิเศษจากการขายหุ้นและการเปลี่ยนวิธีบันทึกเงินลงทุนจะถูกคำนวณในวันที่ทำธุรกรรม เราปรับลดประมาณการกำไรปกติปี 2025E ลง 8% เป็น 1.6 พันล้านบาท (+12% YoY) เพื่อสะท้อนผลกระทบจาก GMT         อย่างไรก็ตาม 1Q25E มีโอกาสดีขึ้น QoQ หนุนโดยงาน สายสีส้มที่มีความคืบหน้ามากขึ้น และ SG&A ลดลงตามฤดูกาล ด้านราคาหุ้น CK Underperform SET -8% ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา แต่กลับมา Outperform SET +6% ในช่วง 1 เดือนล่าสุด แม้จะมีความกังวลเรื่องผลกระทบ GMT แต่เรามองว่าราคาหุ้นที่ปรับตัวลงมามากแล้วได้สะท้อนปัจจัยลบไปแล้ว ปัจจุบัน CK เทรดที่ 2025E PER 16x (-1.5SD ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปี) ขณะที่ Backlog ทรงตัวสูงที่ 210,000 ล้านบาท และยังมีโอกาสได้รับงานใหม่จาก โครงการ Double Deck ของ BEM และ การเปิดประมูลโครงการใหม่ของภาครัฐ ทำให้เราคงคำแนะนำ "ซื้อ" โดยปรับราคาเป้าหมายเป็น 22.00 บาท

CK คาดกำไรแกร่งที่ 1,769 ลบ. โบรกมองโตยาวแนะ “ซื้อ” เป้า 22.00 บาท

CK คาดกำไรแกร่งที่ 1,769 ลบ. โบรกมองโตยาวแนะ “ซื้อ” เป้า 22.00 บาท

          หุ้นวิชั่น - ทีมข่าวหุ้นวิชั่นรายงาน บล.หยวนต้า คาด CK กำไร 4Q24 ชะลอลง QoQ ตามฤดูกาล และทรงตัว YoY เราคาดกำไรสุทธิใน 4Q67 ที่ 152 ลบ. (-84.9% QoQ, -2.9% YoY) โดยคาดรายได้ธุรกิจก่อสร้างที่ 9,399 ลบ. (+0.2% QoQ, +5.4% YoY) โดยยังรับรู้จากโครงการหลัก อาทิ โรงไฟฟ้าหลวงพระบาง, รถไฟฟ้าสายสีม่วง และรถไฟทางคู่เด่นชัย ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงของงานโครงการก่อสร้างในมือมากนัก และคาด GPM ดีขึ้นเป็น 7.2% จาก 7.0% ใน 3Q67 และ 6.3% ใน 4Q66 จากส่วนผสมของสัดส่วนรายได้แต่ละโครงการ ขณะที่ส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมคาดที่ 439 ลบ. (-58.9% QoQ, -6.3% YoY) ชะลอลง QoQ จากการผ่านพ้นช่วง High Season ของ CKP นอกจากนี้ ในไตรมาสนี้จะไม่มีการรับรู้เงินปันผลรับจาก TTW ที่ 232 ลบ. เหมือนใน 3Q24 และเราคาดดอกเบี้ยจ่ายสูงขึ้นเป็น 601 ลบ. (+2.3% QoQ, +25.1% YoY) จากหนี้สินกู้ยืมที่สูงขึ้น แนวโน้มระยะสั้นยังไม่เด่น โดนกดดันจากดอกเบี้ยจ่าย .. รอรับรู้รายได้สายสีส้ม           เราประเมินแนวโน้มกำไร 1Q25 เบื้องต้นจะไม่เด่น คาดชะลอลง QoQ และทรงตัว YoY จากการรับรู้ส่วนแบ่งกำไรของบริษัทร่วมที่จะลดลงเพราะเป็น Low Season ของ CKP แม้จะเริ่มรับรู้รายได้โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มมากขึ้น แต่ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นโครงการ ทำให้ยังไม่ได้รับรู้รายได้มากนัก และยังโดนกดดันจากดอกเบี้ยจ่ายที่สูงขึ้น ขณะที่โครงการภาครัฐฯ ยังต้องติดตาม คาดทยอยเปิดประมูลมากขึ้นในช่วง 2H25 อาทิ โครงการมอเตอร์เวย์รังสิต – บางปะอิน (M5), รถไฟความเร็วสูงโคราช – หนองคาย เป็นต้น ขณะที่โครงการ Double Deck คาดเซ็นสัญญาใน 2H25 และจะช่วยหนุนรายได้ปี 2026 เป็นต้นไป ปรับประมาณการกำไรปี 2024 - 2025 ขึ้น           เราปรับประมาณการกำไรปี 2024 ขึ้น 25.5% เป็น 1,769 ลบ. (+21.8% YoY) จากผลประกอบการ 3Q24 ที่แข็งแกร่งกว่าที่เราประเมินไว้ และปรับกำไรปี 2025 ขึ้น 6.3% เป็น 1,740 ลบ. (-1.6% YoY) จากการปรับส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมขึ้น และสะท้อนดอกเบี้ยจ่ายที่มีแนวโน้มสูงขึ้น กดดันทำให้กำไรสุทธิปี 2025 คาดจะทรงตัว YoY แม้คาดรายได้จะเติบโตจากการรับรู้โครงการรถไฟสายสีส้มก็ตาม ปรับราคาเหมาะสมลง แต่ราคาหุ้นอยู่โซนต่ำ … คงคำแนะนำ “ซื้อ”           เราคงมุมมองบวกต่อภาพการเติบโตระยะยาวของ CK จากระดับ Backlog ในมือที่สูงราว 2.1 แสนลบ. จะทยอยรับรู้ได้มากขึ้นต่อเนื่องในปี 2025 – 2026 และประมาณการของเรายังไม่รวม Upside จากโอกาสในการชนะงานโครงการใหม่ และโครงการ Double Deck แต่เราปรับราคาเหมาะสมลงเป็น 22.00 บาท (เดิม 25.00 บาท) เพื่อเพิ่มความระมัดระวัง และสะท้อนภาวะตลาดในปัจจุบัน ขณะที่ราคาหุ้น -17% YTD และซื้อขายบน PER25 เพียง 15 เท่า เทียบเท่า -1.0 SD ของค่าเฉลี่ยย้อนหลังในอดีต มองว่าอยู่ในโซนต่ำ คงคำแนะนำ “ซื้อ”

หุ้นรับเหมา CK แกร่ง รถไฟสีแดงรังสิต-ม.ธรรมศาสตร์มาแล้ว!

หุ้นรับเหมา CK แกร่ง รถไฟสีแดงรังสิต-ม.ธรรมศาสตร์มาแล้ว!

           หุ้นวิชั่น - บทวิเคราะห์ บล. ดาโอ ระบุว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 7 ม.ค. 2025 มีมติเห็นชอบโครงการรถไฟชานเมืองสายสีแดงเข้ม ช่วงรังสิต-มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ระยะทาง 8.84 กม. วงเงินลงทุน 6,474 ล้านบาท โดยปรับกรอบวงเงินลงจากเดิมที่เคยอนุมัติเมื่อ ก.พ. 2019 ราว 96 ล้านบาท โดยหลังจากนี้ การรถไฟแห่งประเทศไทยจะเร่งดำเนินขั้นตอนประกวดราคา คาดเริ่มก่อสร้างได้ในปี 2025 กำหนดแล้วเสร็จ ธ.ค. 2027 และเปิดเดินรถ ม.ค. 2028 ขณะที่สายสีแดงช่วงตลิ่งชัน-ศาลายา และช่วงตลิ่งชัน-ศิริราช จะมีการเสนอ ครม. เพื่อขอรวม 2 เส้นทางเป็นโครงการเดียวกัน วงเงิน 15,176 ล้านบาท ขณะนี้โครงการดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง (ที่มา: อินโฟเควสท์) มีมุมมองเป็นบวกเล็กน้อย จากความคืบหน้าโครงการที่เป็นไปตาม timeline เบื้องต้นเราคาดการณ์การประมูลงานโยธาสายสีแดงส่วนต่อขยายช่วงรังสิต-ม.ธรรมศาสตร์ มีโอกาสที่จะเป็นสัญญาเดียว โดยประเมินหาก CK หรือ STECON ชนะประมูลโครงการดังกล่าว จะเป็น upside ต่อราคาเป้าหมายเพียงเล็กน้อยราว 0.1 บาท/หุ้น อย่างไรก็ตามเนื่องจากงานระบบรถไฟสายสีแดงของ รฟท. มีความแตกต่างจากระบบรถไฟฟ้าของเอกชน ทำให้มองว่าบริษัทที่มีโอกาสได้งานจะเป็นบริษัทที่เคยได้รับงานสายสีแดงมาก่อน เช่น ITD,

abs

ปตท. แข็งแกร่งร่วมกับสังคมไทย และเติบโตในระดับโลกอย่างยั่งยืน

โกลเบล็ก Update กลุ่มรับเหมา หุ้นไหนเด็ด เช็กเลย!

โกลเบล็ก Update กลุ่มรับเหมา หุ้นไหนเด็ด เช็กเลย!

หุ้นวิชั่น - ทีมข่าวหุ้นวิชั่น รายงาน บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด วันที่ 24 ธ.ค. 67 รมว.คมนาคม เปิดเผยว่า ที่ ครม. มีมติเห็นชอบอนุมัติการก่อสร้างโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) หมายเลข 5 สายทางยกระดับ อุตราภิมุข ช่วงรังสิต-บางปะอิน ของกรมทางหลวง (M5) โดยเป็นการต่อขยายทางยกระดับอุตราภิมุข (ดอนเมืองโทลล์เวย์) ช่วงรังสิต-บางปะอิน รวมระยะทางประมาณ 22 กม. มูลค่า 7.9 หมื่นลบ. ทั้งนี้ ปรับเพิ่มค่าแรงขั้นต่่าวันที่ 1 ม.ค. 68 เป็น 400 บาทต่อวันใน จังหวัดภูเก็ต (+8%) ฉะเชิงเทรา (+14%) ชลบุรี(+11%) ระยอง (+11%) ส่วนกรุงเทพฯ เพิ่มขึ้นสู่372 บาทต่อวัน(+2.5%) ฝ่ายวิจัยให้ความเห็น มีมุมมองบวกต่อกลุ่มรับเหมาเนื่องจากคาดว่าปี 68 จะมีงานประมูลเพิ่มขึ้น อาทิ รถไฟฟ้าสายสีแดง 3 สาย รถไฟรางคู่ 6 เส้นทาง มอเตอร์เวย์ 2 สาย ทางด่วน Double Deck และการขยายสนามบินดอนเมือง สุวรรณภูมิและเชียงใหม่ มูลค่ารวม 4.9 แสนลบ. อย่างไรก็ตามการปรับขึ้นค่าแรงขึ้นต่่าจะกระทบเพียงงานในมือ (Backlog) ที่เริ่มก่อสร้างโครงการก่อนปี 2567 โดยงานประมูลใหม่จะไม่ได้รับผลกระทบเนื่องจากผู้รับเหมาได้ใส่สมมติฐานค่าแรงใหม่ไป ในการประมูลแล้ว โดยเราเลือก CK (ซื้อ Consensus 26.50) เป็น Top Pick

CK รอลุ้น Double Deck โบรกเคาะพื้นฐาน 27.50บ.

CK รอลุ้น Double Deck โบรกเคาะพื้นฐาน 27.50บ.

         หุ้นวิชั่น - บทวิเคราะห์ บล. ดาโอระบุว่า แนะนำซื้อ CK ราคาพื้นฐาน 27.50 บาทต่อหุ้น คงมุมมองบวกต่อแนวโน้มผลการดำเนินงานของ CK จาก 1) แม้กำไรปกติ 4Q24E จะชะลอ QoQ จากปัจจัยฤดูกาลของส่วนแบ่งกำไร CKP แต่คาดการณ์แนวโน้มกำไรปกติจะขยายตัว YoY และมีโอกาสสูงกว่าคาด อยู่ที่กรอบราว 170-250 ล้านบาท หนุนโดยการเริ่มงานสายสีส้ม ซึ่ง progress อาจเร็วกว่าเราคาด, 2) backlog ปัจจุบันทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ 2.2 แสนล้านบาท และมีโอกาสได้งาน Double Deck 3 หมื่นล้านบาทเพิ่มใน 1Q25E, และ 3) มองว่าผลกระทบค่าแรงไม่มาก หลังคณะกรรมการไตรภาคีมีมติปรับขึ้นค่าแรงพื้นที่ กทม. และปริมณฑลเพียง +2.5% ขณะที่แรงงานของบริษัทได้รับค่าแรงสูงกว่าค่าแรงขั้นต่ำและอัตรา 400 บาทอยู่แล้วเราคงกำไรปกติปี 2024E/25E ที่ 1.6 พันล้านบาท/2 พันล้านบาท (+12% YoY/+21% YoY) แต่ประมาณการปี 2024E อาจมี upside ราว +10% จากแนวโน้มกำไร 4Q24E ดีกว่าเราคาด ขณะที่ปี 2025E จะโตต่อเนื่องตามการรับรู้ backlogราคาหุ้นกลับมา in line กับ SET ใน 1-3 เดือน แม้การเปิดประมูลโครงการใหม่ของรัฐจะล่าช้า เนื่องจากส่วนใหญ่ยังอยู่ในขั้นตอนการเสนอ ครม. แต่บริษัทมีข้อได้เปรียบจาก backlog ทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ 2.2 แสนล้านบาท ขณะที่ยังมี catalyst จากโครงการ Double Deck รวมถึงปัจจัยหนุนจากแผนซื้อหุ้นคืนถึง 1 มิ.ย. 2025 โดยปัจจุบันยังมีการซื้อคืนเพียง 5%

ครม.ไฟเขียวมอเตอร์เวย์ M5 มูลค่า7.99 หมื่นล. CK-STEC-UNIQ-ITD ลุ้นงานใหญ่

ครม.ไฟเขียวมอเตอร์เวย์ M5 มูลค่า7.99 หมื่นล. CK-STEC-UNIQ-ITD ลุ้นงานใหญ่

          หุ้นวิชั่น - Contractor - ครม.อนุมัติลงทุนโครงการมอเตอร์เวย์ M5 สายทางยกระดับอุตราภิมุข ช่วงรังสิต-บางปะอิน ระยะทาง 22 กม. เป็นการร่วมลงทุนรัฐและเอกชนแบบ PPP Gross Cost โดยภาครัฐเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินที่เอกชนลงทุนก่อสร้าง ระยะเวลาโครงการ 34 ปี เป็นออกแบบและก่อสร้าง 4 ปี และบำรุงรักษา (O&M) 30 ปี คาดการณ์ค่าใช้จ่าย 7.99 หมื่นลบ. โดยเริ่มดำเนินการปี 2025 และเปิดบริการ 2029 เราคาดเป็นการประมูลแยกเป็นสัญญาของงานโยธา และงาน O&M โดยเริ่มจากส่วนของงานโยธาราว 3.1 หมื่นลบ. และมีโอกาสเปิดประมูลผู้รับเหมาใน 1H25 โดยผู้เข้าประมูลหลักคาดเป็น Main Contractor อย่าง CK, STEC, UNIQ, ITD ขณะที่ SEAFCO, PYLON จะได้อานิสงส์ในโอกาส Sub-contract งานเสาเข็ม ที่มา : #Finansia #FSSIA

abs

เจมาร์ท สร้างความสามารถในการแข่งขัน ด้วยการสร้าง Synergy Ecosystem

โบรกแนะหุ้นอะไร?  หลัง กนง. คงอัตราดอกเบี้ย 2.25% 

โบรกแนะหุ้นอะไร? หลัง กนง. คงอัตราดอกเบี้ย 2.25% 

          หุ้นวิชั่น – ทีมข่าวหุ้นวิชั่นรายงานว่า บล.เอเซีย พลัส เผยแม้ FED จะปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% ตามคาด แต่มุมมองที่ดูระมัดระวังมากขึ้นในการปรับลดดอกเบี้ยทำให้ FEDWATCH TOOL แสดงถึงโอกาสที่จะลดดอกเบี้ยปี 2568 มีเพียง 2 ครั้ง ส่งผลทำให้ตลาดหุ้นสหรัฐซึ่งมี VALUATION ที่แพงเป็นทุนเดิมอยู่แล้วมีแรงขายทำกำไรออกมา โดยดัชนีราคาหุ้นหลักปรับลดตั้งแต่ 2.58% จนถึง 3.6% และ หนุนให้ BOND YIELD ปรับสูงขึ้น           กลับมาที่บ้านเรา กนง. วานนี้มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 2.25% ตามคาด แต่เริ่มสะท้อนมุมมองเชิงกังวลต่อภาพเศรษฐกิจในครึ่งหลังของปี 2568 ซึ่งหากมีสัญญาณไม่ดีก็พร้อมจะพิจารณาดอกเบี้ย โดยภาพรวมเชื่อว่าจากนี้ไป ดอกเบี้ยจะอยู่ในภาวะลงช้าและลงน้อย ส่วนเรื่องอื่นที่อยู่ในความสนใจคือ การเมืองในประเทศที่คาดว่าจะมีแนวโน้มร้อนแรงขึ้นตามลำดับ ในปี 2568 ตลาดหุ้นสหรัฐที่ปรับลงแรง น่าจะส่ง SENTIMENT เชิงลบต่อตลาดหุ้นไทยในเช้าวันนี้ ในทาง TECHNICAL ดูแนวรับแรกที่ 1390 จุด ถัดไปที่ 1384 จุด แนวต้าน 1410 จุด TOP PICK เลือก CK, PTTGC และ WHA

CK ตั้งงบซื้อหุ้นคืน 3พันล. ไม่เกิน130ล. หุ้นราคาเฉลี่ย 23 บ.

CK ตั้งงบซื้อหุ้นคืน 3พันล. ไม่เกิน130ล. หุ้นราคาเฉลี่ย 23 บ.

         หุ้นวิชั่น - บทวิเคราะห์ บล. ดาโอ ระบุว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทมีมติอนุมัติโครงการซื้อหุ้นคืน วงเงินไม่เกิน 3 พันล้านบาท และจำนวนหุ้นซื้อคืนไม่เกิน 130 ล้านหุ้น คิดเป็น 7.7% ซึ่งไม่เกิน 10% ของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายแล้วทั้งหมดของบริษัท โดยกำหนดระยะเวลาซื้อหุ้นคืนตั้งแต่วันที่ 2 ธ.ค. 2024-1 มิ.ย. 2025 (ที่มา: SET) มีมุมมองเป็นบวก โดยแผนซื้อหุ้นคืนดังกล่าว imply ราคาซื้อคืนเฉลี่ยที่ 23 บาท/หุ้น ซึ่งสูงกว่าราคาปัจจุบันราว +26% ทำให้เรามองว่าจะเป็น sentiment เชิงบวกต่อราคาหุ้นได้           สำหรับแนวโน้ม 4Q24E เบื้องต้นคาดการณ์กำไรจะทรงตัว YoY และจะกลับมาอ่อนตัว QoQ เนื่องจากปัจจัยฤดูกาลของ CKP รวมถึงฐานสูงใน 3Q24 ที่หลวงพระบาง พาวเวอร์มีอานิสงส์จากกำไรอัตราแลกเปลี่ยน แต่จะถูกชดเชยบางส่วนจากรายได้ก่อสร้างสูงขึ้นตามการรับรู้ backlog ทั้งนี้คงกำไรปกติปี 2024E/25E ที่ 1.6 พันล้านบาท/2 พันล้านบาท (+12% YoY/+21% YoY) คงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 27.50 บาท อิง SOTP

CK โตตามBacklog เคาะ

CK โตตามBacklog เคาะ "ซื้อ" เป้า 27.50 บาท

  หุ้นวิชั่น -ทีมข่าวหุ้นวิชั่น รายงาน บริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) CK (ซื้อ/เป้า 27.50 บาท) 2025E โตตาม backlog แม้ 4Q24E ยังไม่มีประมูลโครงการใหม่ คงคำแนะนำ “ซื้อ” และราคาเป้าหมายปี 2025E ที่ 27.50 บาท อิง SOTP ฝ่ายวิเคราะห์มองเป็นกลางจากการประชุมนักวิเคราะห์เมื่อวานนี้ (20 พ.ย.) แม้ 4Q24E ดอกเบี้ยจ่ายอาจทรงตัวสูง QoQ และไม่มีประมูลโครงการใหม่ แต่แนวโน้ม ดอกเบี้ยจ่ายปี 2025E จะทยอยลดลง ขณะที่ backlog ปัจจุบันยังแข็งแกร่ง โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้ 1) เบื้องต้นตั้งเป้ารายได้และ GPM ปี 2025E จะโตตามการรับรู้ backlog (คาดรายได้โต +8% YoY และ GPM ดีขึ้นเล็กน้อยอยู่ที่7.3%) ขณะที่งานโยธาสายสีส้ม เริ่มทยอยเข้าพื้นที่ตั้งแต่กลาง พ.ย. 2024, 2)แม้ในช่วงเวลาที่เหลือของปีนี้อาจไม่เห็นการเปิดประมูลโครงการใหญ่ แต่ YTDเซ็นงานใหม่สูงถึง 1.2 แสนล้านบาทแล้ว, และ 3) ดอกเบี้ยจ่าย 4Q24E ทรงตัวสูง QoQ จากเงินกู้ระยะสั้นสูงขึ้นชั่วคราวตามการเร่งงาน อย่างไรก็ตามคาดการณ์ปี 2025E จะทยอยปรับตัวลงเราคงกำไรปกติปี 2024E/25E ที่ 1.6 พันล้านบาท/2 พันล้านบาท (+12% YoY/+21% YoY) แต่มองว่าประมาณการปี 2024E อาจมี upside หลังส่วนแบ่งกำไรบริษัทร่วม 9M24 สูงกว่าคาด สำหรับ 4Q24E เบื้องต้นประเมินกำไรปกติจะทรงตัว YoY แต่จะอ่อนตัว QoQ โดยหลักจากปัจจัยฤดูกาลของ CKP ราคาหุ้น underperform SET -13% ใน 3 เดือน เนื่องจากปัจจัยการเมือง อย่างไรก็ตามยังแนะนำ “ซื้อ” โดยคาดรายได้ก่อสร้างจะเร่งตัวมากขึ้นตั้งแต่ปี 2025E ขณะที่ระดับ backlog ปัจจุบันที่ 2.2 แสนล้านบาทจะช่วย secure รายได้อย่างน้อยใน 5 ปีข้างหน้า นอกจากนี้มีcatalyst จากโครงการ Double Deck ของ BEM มูลค่า 3 หมื่นล้านบาท คาดได้ข้อสรุปใน 1Q25E

abs

มุ่งมั่นเป็นผู้นำ เชื่อมโยงทุกโครงข่ายระบบคมนาคมขนส่งอย่างยั่งยืน

เปิดโผหุ้นเด่น น่าสะสม 1 ปี ขึ้นไป มองปีหน้ากำไรเติบโตต่อ

เปิดโผหุ้นเด่น น่าสะสม 1 ปี ขึ้นไป มองปีหน้ากำไรเติบโตต่อ

          หุ้นวิชั่น – ทีมข่าวหุ้นวิชั่นรายงาน บล.เอเชียพลัส สำรวจหุ้น พบว่า หลังโควิดถึงปัจจุบัน การลงทุนในตลาดหุ้นไทยยากขึ้น ถูกกดดันจากเศรษฐกิจและกำไรบริษัทจดทะเบียนเติบโตช้า และต่ำคาด, การเมืองไม่นิ่ง, FUND FLOW ชะลอไหลเข้า กดดันให้ ในปี 2022, 2023, 2024YTD มีสัดส่วนจำนวนหุ้นทั้งหมดในดัชนี SET และ MAI ที่ให้ผลตอบแทนรายปีเป็นบวกน้อยกว่าครึ่ง หรือเพียง 31%, 14%, 26% ตามลำดับ แสดงให้เห็นว่า ตลาดมีจำนวนหุ้นบวกรายปีต่ำ ทำให้การลงทุนต้อง พิถีพิถัน และเน้น SELECTIVE BUY มากขึ้น ดังนั้นฝ่ายวิจัยฯ ทำการศึกษา และค้นหาหุ้นที่คาดว่าจะเอาชนะตลาด และน่าสะสม สะสมระยะ 1 ปีขึ้นไป ด้วยเงื่อนไขต่างๆ ดังนี้ เลือกหุ้นที่มี SAFETY MARGIN สูง โดยปกติตลาดหุ้นและหุ้นมักจะไม่ลบ ติดต่อกัน 2 ปี ทำให้หุ้นที่ย่อตัวลงมาในปีนี้ ช่วยลด DOWNSIDE RISK ลงไป ระดับหนึ่งแล้ว เลือกหุ้นที่กำไรปีหน้ามีโอกาสเติบโตเด่น โดยสังเกตได้จากหุ้นที่ขึ้นแรง อันดับต้นๆใน SET100 ในแต่ละปี มักเป็นหุ้นที่กำไรปีนั้นเติบโตเด่นมาก ดังนั้น ฝ่ายวิจัยฯ จึงทำการค้นหา กลุ่มหุ้นที่ราคาย่อตัวลงมาเยอะ แต่กำไรมี โอกาสเติบโตเด่นในปี 2568 อาทิ PETRO, CONS, MEDIA, TOURISM, CONMAT, ENERG, PKG, FIN และเลือกหุ้นเด่นน่าลงทุนจากในกลุ่มนี้ ได้ผลลัพธ์ หุ้นเด่นน่าเข้าสะสมหวังผลในระยะ 1 ปีขึ้นไป คือ SCC, SCGP, MINT, GPSC, CK เป็นต้น นอกจากนี้  ฝ่ายวิจัยฯ ยังค้นหาจุดน่าเข้าสะสมที่เหมาะสมที่สุดรายบริษัท จากการหา OPTIMIZATION  ในกรอบการซื้อขาย ผ่านตัวชี้วัดทางเทคนิค อย่าง RSI โดยการ ทดสอบย้อนหลังในระยะเวลา 4 ปี ที่ผ่านมา ผลลัพธ์จะได้ช่วงซื้อ (RSI กรอบล่าง) และช่วงขาย (RSI กรอบบน) ที่สามารถสร้างผลตอบแทนได้ดีสุดสำหรับหุ้นตัวนั้นๆ

โบรกจับตา CK Q1/68 แกร่ง Valuation น่าสน แนะซื้อ 

โบรกจับตา CK Q1/68 แกร่ง Valuation น่าสน แนะซื้อ 

          หุ้นวิชั่น - ทีมข่าวหุ้นวิชั่นรายงานว่า บล.กรุงศรี ระบุว่า หลังจากการประชุมกับทาง CKP เราคาดว่าผลประกอบการจะยังคง แข็งแกร่งใน 1Q25 เนื่องจาก (1) ระดับน้ำในแม่น้ำโขงที่สูงขึ้น และอ่างเก็บน้ำที่เขื่อน Xiaowan และเขื่อน Nuozhadu ส่งผ่านมายังเขื่อนในลาว ทำให้มั่นใจว่ามีระดับน้ำสำหรับการผลิตไฟฟ้าสูงกว่า 1Q ตามปกติ (2) โรงไฟฟ้า NN2 คาดว่าจะมีการผลิตไฟเพิ่มขึ้น และ (3) โรงไฟฟ้า XPCL ผลิตไฟฟ้าได้เกินกว่าเป้าที่ตั้งไว้ใน Oct-24 ถึง 18% และคาดว่าจะเกินเป้าใน Nov-24 เช่นเดียวกัน          เราคงคำแนะนำ "ซื้อ" และราคาเป้าหมายที่ 5.20 บาท สำหรับ CKP จากการคาดการณ์การเติบโตของกำไรสุทธิ 39.5% YoY ในปี 2025F และ valuation ที่น่าสนใจ (PBV 0.9 เท่า) คาด 1Q25F จะดีกว่าไตรมาส 1 ปกติ - เราคาดว่าผลประกอบการใน 1Q25 จะแข็งแกร่ง โดยได้รับแรงหนุนจาก La Nina ที่ทำให้ระดับน้ำในเขื่อน Xiaowan และ Nuozhadu ในประเทศจีนอยู่ในระดับสูง และเริ่มมีการปล่อยน้ำลงมาสู่แม่น้ำโขงเพิ่มขึ้น ช่วยหนุนการผลิตไฟฟ้าของเขื่อนในลาว นอกจากนี้ XPCL ยังผลิตไฟฟ้าได้เกินเป้าไปแล้วถึง 18% ใน Oct-24 และคาดว่าจะเกินเป้าเช่นกันใน Nov-24 - CKP มีฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง โดยอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุน (Net D/E) อยู่ที่เพียง 0.6 เท่า ณ สิ้น Sep-24 คาดว่าจะมองหาโอกาสการลงทุนเพิ่มเพื่อเสริมมูลค่าให้บริษัท โดยมองการลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ เช่น โครงการพลังงานลมในเวียดนาม รวมถึงบริษัทยังสนใจลงทุนในโครงการ Third-Party Access (TPA) ในประเทศไทย หากมีการปลดล็อก - บริษัทได้จัดสรรงบลงทุน 2.7 พันล้านบาท (CAPEX) โดยส่วนใหญ่จะใช้สำหรับโครงการหลวงพระบาง (LPCL) และส่วนที่เหลือสำหรับโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศไทย - เนื่องจากแนวโน้มค่าเงินบาทอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน เราคาดว่า NN2 และ XPCL น่าจะมีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากบริษัทมีสินทรัพย์ที่เป็นสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐสูงกว่าหนี้สินสกุลดอลลาร์ คงคำแนะนำ BUY ราคาเป้าหมายอยู่ที่ 5.20 บาท          ราคาเป้าหมายเราคิดจากวิธี DCF โดยมีสมมติฐาน 2.5% risk-free rate, 8% market risk premium, และ 1.2 beta หากไม่รวมมูลค่าของ LPC ราคาเป้าหมายจะอยู่ที่ 4.1 บาท

CK กำไร Q3 ดีกว่าคาด โบรกเล็งพื้นฐาน 27.50บ. จากส่วนแบ่งกำไรบริษัทร่วม

CK กำไร Q3 ดีกว่าคาด โบรกเล็งพื้นฐาน 27.50บ. จากส่วนแบ่งกำไรบริษัทร่วม

          หุ้นวิชั่น - บล. ดาโอ ยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” และราคาเป้าหมายปี 2025E ที่ 27.50 บาท อิง SOTP CK รายงานกำไรสุทธิ 3Q24 ที่ 1 พันล้านบาท (+57% YoY, +106% QoQ) สูงกว่าตลาดคาด +23% ได้ปัจจัยหนุนจาก 1) รายได้ก่อสร้างปรับตัวสูงขึ้น +5% YoY, +2% QoQ เป็นไปตามฐาน backlog สูงขึ้นอยู่ที่ราว 2.1 แสนล้านบาท จาก 3Q23 ที่ 1.4 แสนล้านบาท และ 2Q24 ที่ 1.1 แสนล้านบาท และ 2) ส่วนแบ่งกำไรบริษัทร่วมปรับตัวดีขึ้น +79% YoY, +212% QoQ หนุนโดยปัจจัยฤดูกาลของ CKP, ผลการดำเนินงาน BEM ทำสถิติสูงสุดใหม่ตาม ridership, และหลวงพระบาง พาวเวอร์มีอานิสงส์จากกำไรอัตราแลกเปลี่ยน แต่ปัจจัยเหล่านี้ถูกชดเชยบางส่วนจากค่าใช้จ่ายทางการเงินสูงขึ้นตามทิศทางเงินกู้ เราคงกำไรปกติปี 2024E/25E ที่ 1.6 พันล้านบาท/2 พันล้านบาท (+12% YoY/+21% YoY) โดยเบื้องต้นยังคงสมมติฐานรายได้และ GPM ธุรกิจก่อสร้างและส่วนแบ่งกำไรบริษัทร่วม สำหรับ 4Q24E เบื้องต้นประเมินแนวโน้มกำไรจะกลับมาชะลอ QoQ จากปัจจัยฤดูกาลของ CKP ราคาหุ้น underperform SET -12% ใน 3 เดือน เนื่องจาก noise ปัจจัยทางการเมือง อย่างไรก็ตามเรายังชอบ CK ต่อเนื่อง จาก backlog ทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ 2.1 แสนล้านบาท โดยเราคาดจะเห็นการเร่งตัวของรายได้ก่อสร้างมากขึ้นตั้งแต่ปี 2025E ตาม progress งาน นอกจากนี้ยังมีโอกาสเติมงานใหม่จากโครงการ Double Deck ของ BEM มูลค่า 3 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะเห็นความคืบหน้าใน 4Q24E-1H25E

abs

SSP : ผู้นำด้านพลังงานหมุนเวียน ทางเลือกใหม่เพื่ออนาคต

CK รอรอบงานรับเหมา งานในมือ 2.1 แสนล. ค้ำ

CK รอรอบงานรับเหมา งานในมือ 2.1 แสนล. ค้ำ

           หุ้นวิชั่น - ทีมข่าวหุ้นวิชั่น รายงาน บทวิเคราะห์ บล. ดาโอ ระบุว่า คงคำแนะนำ “ซื้อ” CK แต่ปรับราคาเป้าหมายลงเป็น 27.50 บาท (เดิม 29.00 บาท) อิง SOTP ตามการปรับประมาณการลง เราประเมินกำไรปกติ 3Q24E ที่ 660 ล้านบาท (+3% YoY, +35% QoQ) แม้กำไรปรับตัวดีขึ้น แต่ต่ำกว่ากรอบเราประเมินเบื้องต้นที่ราว 700-750 ล้านบาท กำไรปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อย YoY เป็นผลจากค่าใช้จ่ายทางการเงินปรับตัวลง แต่ถูก offset บางส่วนจากส่วนแบ่งกำไร CKP ลดลงหลังเขื่อนไซยะบุรีมีการหยุดผลิตไฟฟ้าชั่วคราวจากปริมาณน้ำมากเกินไป รวมถึง GPM อ่อนตัวเนื่องจากโครงการเดิมที่มี GPM ดี เริ่มอยู่ในช่วงท้ายงาน และงานใหม่ยัง contribute ไม่มาก            ขณะที่กำไรขยายตัว QoQ ได้อานิสงส์จากปัจจัยฤดูกาลของ CKP และ BEM เราปรับกำไรปกติปี 2024E/25E ลง -10%/-6% เป็น 1.6 พันล้านบาท/2 พันล้านบาท (+12% YoY/+22% YoY) ตามการปรับประมาณการ CKP รวมถึงปรับสมมติฐาน GPM และรายได้ก่อสร้างลง            สำหรับ 4Q24E แม้แนวโน้มกำไรจะอ่อนตัว QoQ เนื่องจากปัจจัยฤดูกาลของ CKP แต่จะโตต่อเนื่อง YoY ตามทิศทาง backlog และ progress งานใหญ่เร่งตัวมากขึ้น ราคาหุ้น underperform SET -7% ใน 1 เดือน แม้จะมี noise จากปัจจัยทางการเมือง            แต่คงมุมมองบวกต่อ CK จาก backlog ทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ 2.1 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบและลดความเสี่ยงหากการเปิดประมูลงานใหม่ล่าช้า            นอกจากนี้มี catalyst จากโครงการ Double Deck ของ BEM มูลค่า 3 หมื่นล้านบาท คาดได้ข้อสรุปใน 4Q24E-1H25E

พฤอา
311234567891011121314151617181920212223242526272829301234567891011