ปรับแต่งการตั้งค่าการให้ความยินยอม

เราใช้คุกกี้เพื่อช่วยให้คุณสามารถไปยังส่วนต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพและทำหน้าที่บางอย่าง คุณจะพบข้อมูลโดยละเอียดเกี่ยวกับคุกกี้ทั้งหมดภายใต้หมวดหมู่ความยินยอมแต่ละประเภทด้านล่าง คุกกี้ที่ได้รับการจัดหมวดหมู่ว่า "จำเป็น" จะถูกจัดเก็บไว้ในเบราว์เซอร์ของคุณ เนื่องจากมีความจำเป็นต่อการทำงานของฟังก์ชันพื้นฐานของเว็บไซต์... 

ใช้งานอยู่เสมอ

คุกกี้ที่จำเป็นมีความสำคัญต่อฟังก์ชันพื้นฐานของเว็บไซต์ และเว็บไซต์จะไม่สามารถทำงานได้ตามวัตถุประสงค์หากไม่มีคุกกี้เหล่านี้

คุกกี้เหล่านี้ไม่จัดเก็บข้อมูลที่สามารถระบุตัวบุคคลได้

ไม่มีคุกกี้ที่จะแสดง

คุกกี้แบบฟังก์ชันนอลช่วยทำหน้าที่บางอย่าง เช่น แบ่งปันเนื้อหาของเว็บไซต์บนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย รวบรวมความคิดเห็น และฟีเจอร์อื่นๆ ของบุคคลที่สาม

ไม่มีคุกกี้ที่จะแสดง

คุกกี้วิเคราะห์ใช้เพื่อทำความเข้าใจวิธีการที่ผู้เยี่ยมชมโต้ตอบกับเว็บไซต์ คุกกี้เหล่านี้ช่วยให้ข้อมูลเกี่ยวกับตัวชี้วัด เช่น จำนวนผู้เข้าชม อัตราตีกลับ แหล่งที่มาของการเข้าชม ฯลฯ

ไม่มีคุกกี้ที่จะแสดง

คุกกี้ประสิทธิภาพใช้เพื่อทำความเข้าใจและวิเคราะห์ดัชนีประสิทธิภาพหลักของเว็บไซต์ซึ่งจะช่วยให้สามารถมอบประสบการณ์การใช้งานที่ดีขึ้นแก่ผู้เยี่ยมชม

ไม่มีคุกกี้ที่จะแสดง

คุกกี้โฆษณาใช้เพื่อส่งโฆษณาที่ได้รับการปรับแต่งตามการเข้าชมก่อนหน้านี้ และวิเคราะห์ประสิทธิภาพของแคมเปญโฆษณา

ไม่มีคุกกี้ที่จะแสดง

#CHOW


CHOW ร่วมมือ SME D Bank ถ่ายทอดความรู้ Solar Rooftop

CHOW ร่วมมือ SME D Bank ถ่ายทอดความรู้ Solar Rooftop

             นายปรมัตถ์ จุฬวนิช ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน บริษัท เชาว์สตีล อินดัสทรี้ จำกัด(มหาชน) หรือ CHOW และดร.จีรณัทย์ สุทธวารี ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฎิบัติการ บริษัท เชาว์ เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) ผู้ให้บริการด้านระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบครบวงจร ในเครือ CHOW ได้รับเกียรติเป็นวิทยากรบรรยายหลักสูตร “ความรู้ Solar Rooftop เพื่อสนับสนุนผลิตภัณฑ์สินเชื่อ SME Green Productivity” ให้กับพนักงาน SME D Bank ทั่วประเทศ เพื่อให้มีความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในด้านต่างๆ เช่น เทคโนโลยีและอุปกรณ์มาตรฐานในการติดตั้ง การคำนวณต้นทุนและการวิเคราะห์ความเป็นไปได้ทางการเงิน เป็นต้น โดยมุ่งเน้นให้พนักงาน SME D Bank มีความเข้าใจและสามารถแนะนำข้อมูลให้ลูกค้าที่ต้องการติดตั้ง Solar Rooftop และเข้าร่วมโครงการ สินเชื่อ SME Green Productivity พร้อมดอกเบี้ยพิเศษเพียง 3%ต่อปีส าหรับ 3 ปีแรก ณ ธนาคารพัฒนา วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME D Bank) สำนักงานใหญ่ เมื่อเร็วๆนี้

CHOW ติดสปีดธุรกิจสีเขียว คว้าใบรับรอง “คาร์บอนฟุตพริ้นท์”

CHOW ติดสปีดธุรกิจสีเขียว คว้าใบรับรอง “คาร์บอนฟุตพริ้นท์”

             หุ้นวิชั่น - CHOW ได้รับใบรับรองฉลาก “คาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์เศรษฐกิจหมุนเวียน” และ “คาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์” จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก ประจำปี 2567 ตอกย้ำแนวคิดธุรกิจ Circular Economy เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในตลาด พร้อมเดินหน้าขับเคลื่อนองค์กรสู่การเติบโตควบคู่การดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน              นายปรมัตถ์ จุฬวนิช ประธานเจ้าหน้าที่ด้านการเงิน บริษัท เชาว์ สตีล อินดัสทรี้ จำกัด (มหาชน) หรือ CHOW ผู้ประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์เหล็กแท่งยาว (Steel Billet) รายใหญ่ของประเทศ เปิดเผยว่า CHOW ได้รับการประเมินปริมาณก๊าซเรือนกระจกของผลิตภัณฑ์ และได้รับฉลากรับรองคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ (Carbon Footprint of Product: CFP) จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) ซึ่งเป็นไปตามแผนการดำเนินงานการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของ CHOW ในการควบคุมตั้งแต่ขั้นตอนการผลิตไปจนถึงขั้นตอนการจัดจำหน่าย เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างตรงจุดและมีประสิทธิภาพ ซึ่งองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) เป็นองค์กรที่ถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อวิเคราะห์ กลั่นกรองและทำความเห็นเกี่ยวกับการให้คำรับรองโครงการที่ลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามกลไกการพัฒนาที่สะอาด เพื่อให้เกิดประโยชน์ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม การลงทุนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม “CHOW ให้ความสำคัญในเรื่องการใส่ใจดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม รับผิดชอบต่อสังคมและชุมชนในทุกขั้นตอน ยึดมั่นในแนวคิดธุรกิจ Circular Economy หรือระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน ที่ให้ความสำคัญกับเรื่องของการนำวัตถุดิบกลับมาใช้ใหม่ ด้วยการเลือกวัสดุคุณภาพที่มีแนวคิดรักษ์โลกและรีไซเคิลได้ 100% ซึ่งไม่เพียงสนับสนุนแผนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของ CHOW ให้เป็นไปตามเป้าหมาย แต่ยังเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรประเทศให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยในครั้งนี้ CHOW ได้รับใบรับรองสำหรับผลิตภัณฑ์ จำนวน 3 รายการ ได้แก่ RB6, RB8 และ RB9 ถือเป็นการเสริมสร้างคุณค่าให้กับผลิตภัณฑ์ องค์กรและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของผู้บริโภคที่หันมาสนใจเรื่องการใส่ใจสิ่งแวดล้อมมากขึ้นร่วมกับการตัดสินใจซื้อสินค้า การได้รับฉลากรับรองคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของ CHOW นับเป็นการเพิ่มขีดความสามารถอีกทางหนึ่งสำหรับการแข่งขันในตลาดเหล็กปัจจุบันอีกด้วย และคาดว่าจะทำให้ยอดขายเหล็กในปีนี้เพิ่มขึ้น 2 หลัก ” นายปรมัตถ์ กล่าวสรุป              คาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ (Carbon Footprint of Product) คือ ฉลากที่แสดงถึงปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดขึ้นจากการผลิตผลิตภัณฑ์นั้น ๆ โดยจะคำนวณตั้งแต่การได้มาซึ่งวัตถุดิบ จนเข้าสู่กระบวนการผลิต การขนส่ง การนำไปใช้และการกำจัดซาก โดย CHOW คาดหวังให้ผู้บริโภคทราบถึงความใส่ใจต่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและปัญหาโลกร้อน ช่วยสร้างความตระหนักและทำให้ผู้บริโภคมีส่วนร่วมในการลดก๊าซเรือนกระจก หากเลือกใช้ผลิตภัณฑ์หรือบริการที่ให้ความใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังมีส่วนช่วยในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ของไทยให้มุ่งสู่อุตสาหกรรมสีเขียวได้อย่างยั่งยืนอีกด้วย

CHOW ไม่ทิ้งธุรกิจเหล็ก! เป้า OEM ชน 4 แสนตัน

CHOW ไม่ทิ้งธุรกิจเหล็ก! เป้า OEM ชน 4 แสนตัน

             หุ้นวิชั่น - CHOW ตั้งเป้า OEM เหล็กชน 4 แสนตัน สินค้าคาร์บอนต่ำหนุนยอดโต เชื่อหลังปรับปรุงโรงงาน กระบวนการผลิตกดต้นทุนลดฮวบ พร้อมสู้คู่แข่ง ยันไม่ทิ้งธุรกิจเหล็ก! ชี้พอร์ตรายได้ มาร์จิ้นยังทำเงินสูง ใส่เกียร์ปั๊มกำลังผลิตแตะ 300 เมกะวัตต์ ย่องเจรจาลูกค้าต่อเนื่อง ส่งซิกผลงานโค้งแรกสดใสบุ๊กรายได้พลังงานเต็มพิกัด              นายกันตเมศฐ์ โชติจิราภิรมย์ ประธานเจ้าหน้าที่ด้านบัญชี บริษัท เชาว์ สตีล อินดัสทรี้ จำกัด (มหาชน) หรือ CHOW เปิดเผยว่า บริษัทมีเป้าหมายในการดำเนินธุรกิจปี 2568 โดยตั้งเป้ายอดขายธุรกิจเหล็กในปี 2568 ให้แตะระดับ 85,000 ตัน โดยยังไม่สามารถระบุเป็นมูลค่าเงินได้ เนื่องจากต้องพิจารณาตามราคาเหล็ก ณ ขณะนั้น ขณะที่การรับจ้างผลิต (OEM) ตั้งเป้าไว้ที่ 400,000 ตัน ซึ่งยังไม่ถึงขีดความสามารถตามใบอนุญาตการผลิตที่บริษัทมีอยู่              สำหรับปัจจัยสนับสนุนหลักที่จะส่งผลให้บริษัทบรรลุเป้าหมายได้ มาจากการที่บริษัทได้ปรับปรุงกระบวนการผลิตในปีที่ผ่านมา ทำให้การผลิต ณ ปัจจุบันมีประสิทธิภาพและสามารถผลิตเหล็กได้เร็วขึ้น ต้นทุนการผลิตลดลง และสามารถแข่งขันในตลาดได้ดียิ่งขึ้น คาดว่าจะช่วยขยายการผลิตและการขายได้ตามเป้า ทั้งนี้ บริษัทมีปริมาณคาร์บอนฟุตพริ้นต์น้อยที่สุดในตลาดหรืออุตสาหกรรม ทำให้ลูกค้าสามารถนำตัวเลขดังกล่าวไปใช้ในรายงานการลดการปล่อยคาร์บอนของบริษัทนั้นๆ ได้ ซึ่งจะช่วยส่งเสริมยอดขายทั้งทางตรงและทางอ้อม และบริษัทไม่มีแผนขยายธุรกิจเหล็ก เนื่องจากได้มุ่งเน้นการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต และเพิ่มกำลังการผลิตในกระบวนการรีดเหล็กอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการลดคาร์บอนฟุตพริ้นต์ ซึ่งมีผลโดยตรงต่อการเพิ่มรายได้ของบริษัท ทั้งนี้ หากย้อนดูผลประกอบการของบริษัท พบว่า รายได้จากธุรกิจเหล็กยังคงเป็นแหล่งรายได้หลัก และสร้างอัตราการทำกำไร (มาร์จิ้น) ของบริษัท โดยบริษัทยังคงมุ่งมั่นในการพัฒนาธุรกิจเพื่อสร้างความเติบโตในอนาคตอย่างต่อเนื่อง              ขณะที่ธุรกิจพลังงาน บริษัทจะเดินหน้าขยายกำลังการผลิต โดยตั้งเป้ากำลังการผลิตแตะ 300 เมกะวัตต์ จากปัจจุบันที่ 150 เมกะวัตต์ โดยแบ่งเป็นโครงการในประเทศ 117 เมกะวัตต์ และโครงการต่างประเทศ 32 เมกะวัตต์ ขณะเดียวกัน บริษัทอยู่ระหว่างการมองหาโครงการลงทุนเพิ่มเติมอีก 150 เมกะวัตต์ เพื่อสร้างโอกาสการเติบโตและส่งเสริมศักยภาพของกลุ่มบริษัท              ทั้งนี้ บริษัทได้เริ่มหาลูกค้าอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2566 อย่างไรก็ตาม การปรับลดค่าไฟฟ้าผันแปร (FT) โดยภาครัฐ ส่งผลให้อัตราค่าไฟฟ้าปรับลดลง ส่งผลให้ลูกค้าชะลอการตัดสินใจลงทุนในพลังงานทดแทน อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันเริ่มมีลูกค้ากลับมาเจรจากับบริษัทอีกครั้ง โดยบริษัทมีทีมงานเข้าพบลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ซึ่งคาดว่ากลุ่มลูกค้าที่อยู่ในกระบวนการพิจารณาจะช่วยสนับสนุนการขยายกำลังการผลิตในอนาคต นอกจากนี้ บริษัทมีแผนลงทุนในโครงการพลังงานภายในประเทศ ตามนโยบายภาครัฐที่มีการประกาศโครงการเพิ่มเติม เพื่อเสริมสร้างการเติบโตให้กับธุรกิจพลังงานของบริษัทอย่างต่อเนื่อง              ด้านแนวโน้มผลการดำเนินในไตรมาส 1/2568 ณ ปัจจุบัน ธุรกิจเหล็ก บริษัทได้รับคำสั่งซื้อ (ออเดอร์) อย่างต่อเนื่อง และการผลิตสินค้าอย่างสม่ำเสมอ ขณะที่ธุรกิจพลังงาน บริษัทเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ หรือ COD โครงการในไตรมาส 3 และไตรมาส 4 ปีที่ผ่านมา ส่วนในไตรมาส 1/2568 จะรับรู้รายได้เต็ม ดังนั้นบริษัทจึงมองภาพธุรกิจพลังงานยังอยู่ในเชิงบวก

CHOW ปี 67 กวาดรายได้ 3,522.09 ล. เล็งขายไฟโค้งแรก 39 เมกะวัตต์

CHOW ปี 67 กวาดรายได้ 3,522.09 ล. เล็งขายไฟโค้งแรก 39 เมกะวัตต์

              หุ้นวิชั่น - ทีมข่าวหุ้นวิชั่น รายงานว่า CHOW กวาดรายได้ปี 67 เข้ากระเป๋า 3,522.09 ล้านบาท แบ่งเป็นธุรกิจค้าเหล็ก 3,150.36 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 90% และอีก 10% มาจากธุรกิจพลังงาน เล็งเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ (COD) โครงการในไตรมาส 1/68 กำลังผลิต 39 เมกะวัตต์ แถมมีสัญญารอก่อสร้างไม่น้อยกว่า 100 เมกะวัตต์               นายอนาวิล จิรธรรมศิริ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เชาว์ สตีล อินดัสทรี้ จำกัด (มหาชน) หรือ CHOW แจ้งผลประกอบการต่อตลาดหลักทรัพย์ ว่า ปี 2567 กลุ่มบริษัทฯ มีรายได้รวมทั้งสิ้น (Top line) 3,522.09 ล้านบาท ซึ่งเป็นรายได้จากธุรกิจเหล็กรวม 3,150.36 ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 90 ของรายได้รวม และที่เหลืออีกร้อยละ 10 เป็นรายได้ที่เกิดจากธุรกิจ พลังงานทางเลือก รายได้จากธุรกิจเหล็ก - การขาย ประกอบไปด้วยรายได้จากการขายผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับเหล็ก ซึ่งเติบโตประมาณร้อยละ 21 หรือมียอดขายเหล็กเพิ่มขึ้นประมาณ 400 ล้านบาท สืบเนื่องจากการขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่มลูกค้าเหล็กอื่น ๆ ที่มากยิ่งขึ้น ซึ่งเกิดจากการที่บริษัทสามารถผลิตเหล็กได้ หลากหลายมากขึ้น และได้รับมาตรฐานอุตสาหกรรมได้เพิ่มขึ้น สำหรับขนาดที่มีความหลากหลายตามความต้องการในท้องตลาด               รายได้จากธุรกิจพลังงานทางเลือก ซึ่งรวมถึงการขายไฟฟ้าและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับระบบผลิตกระแสไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ โดยในปีปัจจุบัน กลุ่มบริษัทฯ รับรู้รายได้จากการขายไฟฟ้ารวม 21 ล้านบาท (COD โครงการโรงไฟฟ้าที่เป็น utilities scale ในประเทศญี่ปุ่น 1 โครงการ) และที่เหลือเป็นรายได้จากการขายอุปกรณ์ เมื่อเทียบกับปีก่อน รายได้จากการขายลดลงรวมประมาณ 201 ล้านบาท ส่วนใหญ่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการรับรู้รายได้จากการขายไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศไทย (C&I scale) จำนวน 31.3 เมกะวัตต์ ตั้งแต่เดือน กันยายน 2566 โดยเป็นการร่วมจัดตั้งบริษัทร่วมทุนกับกองทุน BlackRock ซึ่งจะรับรู้รายได้ในรูปแบบของส่วนแบ่งกำไรจากการดำเนินงานในงบกำไรขาดทุน               รายได้จากธุรกิจพลังงานทางเลือก - การให้บริการ EPC นั้นไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญจากปีก่อน กำไรจากการบริหารธุรกิจเชิงกลยุทธ์ ปี 2566 กลุ่มบริษัทรับรู้รายได้สุทธิจากการร่วมจัดตั้งบริษัทร่วมทุนกับกองทุน BlackRock ในงวดปัจจุบันเป็นจำนวน 426.51 ล้านบาท เพื่อดำเนินธุรกิจ Solar Rooftop ในประเทศไทย ซึ่งเป็นไปตามแผนกลยุทธ์ของกลุ่มบริษัท               ขณะที่สัดส่วนรายได้ทั้งในปี 2567 และ 2566 นั้น รายได้ส่วนใหญ่เกิดจากการดำเนินธุรกิจเหล็กที่ร้อยละ 89 และร้อยละ 74 ตามลำดับ สำหรับรายได้ในส่วนของธุรกิจพลังงานทางเลือกในปี 2567 นั้นปรับลดลงจากร้อยละ 26 มาอยู่ที่เฉลี่ยร้อยละ 11 ซึ่งส่วนใหญ่ในปี 2566 มีรายได้จากการร่วมจัดตั้งบริษัทร่วมทุนกับกองทุน BlackRock อยู่ที่ร้อยละ 11 (ในปีปัจจุบันไม่มี) ส่วนที่เหลือแบ่งเป็นรายได้จากส่วนงานให้บริการ EPC เฉลี่ยร้อยละ 9 และร้อยละ 8 และส่วนงานขายไฟฟ้าและอุปกรณ์ปรับลดลงจากร้อยละ 7 ในปี 2566 เป็นร้อยละ 2 ในปีปัจจุบัน               ในปี 2567 กลุ่มบริษัท เชาว์สตีล อินดัสทรี จำกัด (มหาชน) และบริษัทย่อย มีผลกำไรจากการดำเนินงานอย่าง ต่อเนื่อง ทั้งในส่วนของธุรกิจเหล็กและธุรกิจพลังงานทางเลือก โดยการเติบโตที่สำคัญของกลุ่มบริษัทฯ มีดังต่อไปนี้ ธุรกิจเหล็ก ในภาพรวมของตลาดเหล็กในประเทศไทยนั้น ล้วนได้รับผลกระทบจากราคาเหล็กในตลาดที่ปรับตัวลดลง เนื่องจากปริมาณการนำเข้าของเหล็กจากประเทศจีนที่มีราคาต่ำ อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ยังสามารถเติบโตได้ อย่างต่อเนื่องจากปี 2566 กล่าวคือ บริษัทฯ มีรายได้จากการขายเหล็กขยายตัวเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 20 (รายได้เพิ่มขึ้น 400 ล้านบาท) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการขยายฐานลูกค้ากลุ่มเหล็กในประเทศไทย ทั้งนี้ เนื่องจากบริษัทฯ มีผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย มีคุณภาพตามมาตรฐานอุตสาหกรรม และราคาที่แข่งขันได้ จึงส่งผลให้สามารถเพิ่มยอดขายได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นผลดีต่อกลุ่มบริษัทฯ และที่สำคัญผลิตภัณฑ์ของบริษัทยังได้รับรองฉลาก Carbon Footprint จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก ซึ่งทำให้เพิ่มความสามารถในการแข่งขันในตลาดอีกทางหนึ่ง ธุรกิจพลังงานทางเลือก จากที่กลุ่มบริษัทฯ ได้เข้าร่วมทุนกับกองทุน BlackRock ในปี 2566 เพื่อเสริมสร้างความ แข็งแกร่งในส่วนของทุนเพื่อรองรับการเจริญเติบโตในธุรกิจพลังงานทางเลือกในระยะยาว และเพิ่มความสามารถในการ เข้าถึงแหล่งเงินทุนที่มีต้นทุนต่ำ โดยในปีปัจจุบัน กลุ่มบริษัทฯ มีโครงการโรงไฟฟ้าที่ COD ตามสัญญา PPA แล้วทั้งในประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่น รวม 70.2 เมกะวัตต์ และมีโครงการที่เตรียมจะ COD อีกในไตรมาสที่ 1 ปี 2568 อีก 39 เมกะวัตต์ นอกจากนี้ กลุ่มบริษัทยังมีโครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างและรอเข้าทำสัญญาอีกไม่น้อยกว่า 100 เมกะวัตต์ ซึ่งเป็นการเจริญเติบโตของบริษัทที่สร้างประโยชน์ต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม เพื่อลดการใช้พลังงานไฟฟ้าที่มีต้นตอมาจากพลังงานที่ก่อให้เกิดมลภาวะต่อสังคม

abs

เจมาร์ท สร้างความสามารถในการแข่งขัน ด้วยการสร้าง Synergy Ecosystem

CHOW จับมือ “ยิ่งยงมินิมาร์ท” ติด Solar Rooftop “เซเว่น” 114 สาขา

CHOW จับมือ “ยิ่งยงมินิมาร์ท” ติด Solar Rooftop “เซเว่น” 114 สาขา

          หุ้นวิชั่น - CHOW ควง “ยิ่งยงมินิมาร์ท” Sub-Area License ร้าน “เซเว่น อีเลฟเว่น” พื้นที่ 4 จังหวัดภาคอีสานร่วมสังคมคาร์บอนต่ำติดตั้ง Solar Rooftop บนหลังคา “เซเว่น” 114 สาขากว่า 2,689.22 กิโลวัตต์ เพื่อลดภาระค่าพลังงานไฟฟ้าในระยะยาว “ปรมัตถ์ จุฬวนิช” เผย CHOW มีทีมงานมืออาชีพครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศแล้ว พร้อมดูแลทุกโครงการอย่างทั่วถึง ระบุปี 68 เร่งขายไฟให้ครบ 200 เมกะวัตต์ พร้อมกวาดโครงการใหม่เข้ามือต่อเนื่อง           นายปรมัตถ์ จุฬวนิช ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน บริษัท เชาว์ สตีล อินดัสทรี้ จำกัด (มหาชน) หรือ CHOW ผู้ประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์เหล็กแท่งยาว (Steel Billet) รายใหญ่ของประเทศ และธุรกิจพลังงานทดแทน ประเภทพลังงานแสงอาทิตย์ผ่านบริษัท เชาว์ เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) บริษัทย่อย เปิดเผยว่า หลังจากที่  CHOW ประสบความสำเร็จในการติดตั้งโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (Solar Rooftop) ให้กับทั้งภาครัฐและเอกชนไปแล้วกว่า 10,000 โครงการ ทั่วประเทศ           ล่าสุดบริษัทฯ ได้รับความไว้วางใจจากบริษัท ยิ่งยงมินิมาร์ท จำกัด บริษัทผู้รับสิทธิช่วงในอาณาเขต (Sub-Area License) สำหรับการเปิดร้าน “เซเว่น อีเลฟเว่น” ในพื้นที่ 4 จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ จังหวัดอุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ และอำนาจเจริญ ให้เป็นผู้ติดตั้งโครงการ Solar Rooftop ให้กับร้าน “เซเว่น อีเลฟเว่น” ของบริษัท จำนวน 114 สาขา กำลังการผลิตรวม 2,689.22 กิโลวัตต์           “CHOW ได้รับความไว้วางใจจาก ยิ่งยงมินิมาร์ท ให้เป็นผู้ติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาร้านสะดวกซื้อเซเว่น อีเลฟเว่นในเครือทุกสาขา เพื่อเข้าร่วมสังคมคาร์บอนต่ำ โดยสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาดเข้ามาช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานไฟฟ้า พร้อมดูแลสิ่งแวดล้อม ซึ่งการใช้พลังงานสะอาดในครั้งนี้จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกสู่บรรยากาศ เทียบเท่าการปลูกต้นไม้จำนวน 271,611 ต้น สามารถช่วยลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ประมาณ 1,700 ตันต่อปี”           สำหรับโครงการของบริษัท ยิ่งยงมินิมาร์ท จำกัด บริษัท เชาว์ เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ให้บริการอย่างครบวงจร ทั้งเทคโนโลยีที่ให้ผลตอบแทนคุ้มค่าการลงทุน และการดูแลรักษาตลอดอายุการใช้งานด้วยทีมงานระดับผู้เชี่ยวชาญครอบคลุมทั่วทุกพื้นที่ของประเทศไทย โดยมั่นใจว่าจากความเชี่ยวชาญในธุรกิจพลังงานทดแทนที่มีประสบการณ์จากโครงการทั้งในและต่างประเทศ ตลอดจนฐานเงินทุนที่แข็งแกร่งของ CHOW และกระแส Net Zero หรือการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ จะสนับสนุนให้ธุรกิจพลังงานทดแทนของ CHOW ในปี 2568 เติบโตต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมาได้อย่างแข็งแกร่ง  ทั้งโครงการใหม่ที่คาดว่ายังเติบโตด้วยตัวเลข 2 หลัก และโครงการที่เปิดขายไฟในเชิงพาณิชย์ (COD) ที่มีเป้าหมายจะทะลุ 200 เมกะวัตต์ในปีนี้           “เรามั่นใจว่าโครงการผลิตกระแสไฟฟ้าบนหลังคาภายใต้สัญญา Private PPA ของ CHOW ในปัจจุบัน ลูกค้าจะได้รับประโยชน์สูงสุดตลอดอายุสัญญา เนื่องจากเรามีทีมงานที่ทำงานร่วมกับลูกค้าอย่างใกล้ชิดทั้งในช่วงพัฒนาโครงการ และดูแลซ่อมบำรุงตลอดอายุสัญญาเพื่อให้สามารถตอบโจทย์ของลูกค้าได้ตรงกับทุกความต้องการ ยืดหยุ่นให้เหมาะสมกับแต่ละกับธุรกิจ ใช้วัสดุอุปกรณ์ที่ได้มาตรฐาน ผลิตพลังงานได้เต็มประสิทธิภาพ ซึ่งลูกค้าจะได้รับประโยชน์ทั้งส่วนลดค่าพลังงานที่ส่งผลดีต่อธุรกิจอย่างมีนัยสำคัญ ในขณะเดียวกันยังช่วยดูแลสิ่งแวดล้อมและสังคมอีกทางหนึ่งด้วย ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเป็นปัจจัยสำคัญให้ธุรกิจพลังงานของ CHOW เติบโตอย่างต่อเนื่องตามเป้าหมายที่วางไว้” [PR News]

CHOW ฮอต!พลังงานโตแรง เกาะเทรนด์ Carbon Neutral

CHOW ฮอต!พลังงานโตแรง เกาะเทรนด์ Carbon Neutral

          หุ้นวิชั่น – CHOW เกาะติดเทรนด์ Carbon Neutral ฟากผู้บงริหาร “ปรมัตถ์ จุฬวนิช” ตั้งเป้ากำลังผลิตเหล็กปี 68 แตะ 4 แสนตัน ชี้สูงกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรม ด้านธุรกิจพลังงานฮอต! ผู้ประกอบการตื่นตัว ลุยปรับกระบวนการผลิต หันมาใช้พลังงานทดแทนมากสุด กางแผนดันสัญญารับซื้อไฟชน 200 เมกะวัตต์           นายปรมัตถ์ จุฬวนิช ประธานเจ้าหน้าที่ด้านการเงิน บริษัท เชาว์ สตีล อินดัสทรี้ จำกัด (มหาชน) หรือ CHOW ผู้ประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์เหล็กแท่งยาว (Steel Billet) และธุรกิจพลังงานทดแทนประเภทพลังงานแสงอาทิตย์ เปิดเผยว่า ธุรกิจเหล็กในปีที่ผ่านมาเผชิญกับความท้าทายอย่างมาก และคาดว่าในปี 2568 ความท้าทายจะยังคงอยู่ โดยอุปสงค์ในตลาดมีแนวโน้มที่ดีขึ้น ขณะที่ราคาวัตถุดิบและค่าไฟฟ้าคาดว่าจะปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับปี 2567           สำหรับแผนการดำเนินธุรกิจในปีหน้า บริษัทมุ่งเน้นการดำเนินงานที่สอดคล้องกับแนวคิด Carbon Neutral หรือความเป็นกลางทางคาร์บอน โดยตั้งเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และก๊าซเรือนกระจกให้เป็นศูนย์ ภายหลังจากการปรับปรุงกระบวนการผลิตเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตเหล็ก รวมถึงการรักษาสภาพคล่องโดยการให้เครดิตธุรกิจเหล็กในปริมาณที่สูงที่สุดเท่าที่จะทำได้           ปัจจุบันบริษัทมีใบอนุญาตหรือไลน์เซ่นส์กำลังการผลิตเหล็กที่ 730,000 ตัน โดยมีการใช้กำลังการผลิตที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหรืออุตสาหกรรมถึง 2 เท่า สำหรับเป้าหมายหลักในการดำเนินธุรกิจเหล็กในปี 2568 บริษัทตั้งเป้าหมายที่จะมีกำลังการผลิต 400,000 ตัน หรือเพิ่มปริมาณการผลิตให้สูงขึ้น ขณะเดียวกันบริษัทจะมุ่งเน้นรักษาอัตราการทำกำไร (มาร์จิ้น) ที่ดี และให้ความสำคัญกับการควบคุมคุณภาพหนี้ รวมถึงการบริหารการให้เครดิตแก่ลูกค้าอย่างรอบคอบ           ด้านธุรกิจพลังงาน แนวโน้มธุรกิจมีการเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิด Carbon Neutral หรือความเป็นกลางทางคาร์บอน ที่ทำให้ผู้ประกอบการตื่นตัวและปรับกระบวนการผลิตโดยใช้พลังงานทดแทนให้มากที่สุด           จุดเด่นของธุรกิจพลังงานของ CHOW คือ ระบบวิศวกรรมที่มีความทันสมัยและการดำเนินการทั้งในรูปแบบโซลาร์ฟาร์มและโซลาร์รูฟท็อป โดยบริษัทได้ติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์กว่า 10,000 แห่งทั่วทุกจังหวัด นอกจากนี้ CHOW ยังมีฐานเงินทุนที่มั่นคงและพาร์ทเนอร์ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในด้านพลังงาน ซึ่งเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจพลังงานของบริษัท           นายปรมัตถ์ กล่าวต่อว่า ปัจจุบันบริษัทมีสัญญารับซื้อไฟฟ้าและอยู่ระหว่างการก่อสร้างโครงการพลังงานรวมทั้งสิ้น 100 เมกะวัตต์ ส่วนในปี 2568 คาดว่าจะมีสัญญารับซื้อไฟฟ้าถึง 200 เมกะวัตต์ และในปี 2569 จะเพิ่มขึ้นไปถึง 300 เมกะวัตต์ โดยจะมุ่งเน้นโครงการพลังงานภายในประเทศเป็นหลัก           บริษัทเชื่อว่า ภาคธุรกิจพลังงานยังคงมีแนวโน้มการเติบโตอย่างต่อเนื่อง และ CHOW จะมุ่งเน้นการช่วยเหลือผู้ประกอบการและธุรกิจซัพพลายเชน โดยเฉพาะธุรกิจส่งออก ซึ่งอาจได้รับผลกระทบจากแนวคิด Carbon Neutral หรือความเป็นกลางทางคาร์บอน รายงานโดย : มินตรา แก้วภูบาล บรรณาธิการข่าว mai สำนักข่าว Hoonvision              

อนาคต CHOW นวัตกรรมเหล็ก - พลังงานยังยืน | จัดเต็มการลงทุน

อนาคต CHOW นวัตกรรมเหล็ก - พลังงานยังยืน | จัดเต็มการลงทุน

https://youtu.be/zu62CtFCB88 อนาคต CHOW นวัตกรรมเหล็ก - พลังงานยังยืน | จัดเต็มการลงทุน ติดตามรายการ จัดเต็มการลงทุน ทุกวันจันทร์-อังคาร เวลา 9.00-9.30 น. ทาง ททบ.5

abs

มุ่งมั่นเป็นผู้นำ เชื่อมโยงทุกโครงข่ายระบบคมนาคมขนส่งอย่างยั่งยืน

CHOW ปรับทัพสู่ Holding เหล็กแกร่ง-ธุรกิจไฟฟ้าปัง!

CHOW ปรับทัพสู่ Holding เหล็กแกร่ง-ธุรกิจไฟฟ้าปัง!

         หุ้นวิชั่น - บริษัท เชาว์ สตีล อินดัสทรี้ จำกัด (มหาชน) ประกาศความพร้อมขับเคลื่อนองค์กรสู่มิติใหม่ ภายใต้โครงสร้าง Holding Company เสริมแกร่งพอร์ตการลงทุน 3 ธุรกิจหลัก พร้อมเปิดโอกาสการเติบโตในอนาคต นายปรมัตถ์ จุฬวนิช ประธานเจ้าหน้าที่ด้านการเงิน บริษัท เชาว์ สตีล อินดัสทรี้ จำกัด (มหาชน) หรือ CHOW ผู้ประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์เหล็กแท่งยาว (Steel Billet) และธุรกิจพลังงานทดแทน ประเภทพลังงานแสงอาทิตย์ กล่าวว่า บริษัท เชาว์ สตีล อินดัสทรี้ จำกัด (มหาชน) เปิดศักราชใหม่ทางธุรกิจด้วยการประกาศความสำเร็จในการปรับโครงสร้างองค์กรครั้งประวัติศาสตร์ ก้าวสู่การเป็นบริษัทลงทุนเต็มรูปแบบ เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการขยายธุรกิจและสร้างการเติบโตอย่างก้าวกระโดด ตอบรับการเปลี่ยนแปลงของภูมิทัศน์ธุรกิจโลกโดยการปรับโครงสร้างธุรกิจครั้งสำคัญนี้จะทำให้ CHOW ขึ้นสู่ความแข็งแกร่งในทุกมิติ ธุรกิจเหล็ก: ยกระดับสู่ความเป็นเลิศด้านการผลิต บริษัทฯ ประกาศจัดตั้ง "บริษัท เชาว์ สตีล แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด" เพื่อดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่ายเหล็กโดยเฉพาะ พร้อมรับการถ่ายโอนทรัพย์สินมูลค่ากว่า 1,500 ล้านบาท และบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญจาก บมจ.เชาว์ สตีล อินดัสทรี้ การปรับโครงสร้างครั้งนี้จะเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ การควบคุมต้นทุน และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดได้ดียิ่งขึ้น ธุรกิจพลังงานทดแทน: ขยายการลงทุนในประเทศและระดับนานาชาติ บริษัท เชาว์ เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) ยังคงเดินหน้าขยายการลงทุนในโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมทั้งในประเทศไทย ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย โดยมีแผนเพิ่มกำลังการผลิตและพอร์ตการลงทุนในโครงการใหม่ๆ เพื่อรองรับความต้องการพลังงานสะอาดที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก และสนับสนุนเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศต่างๆ ธุรกิจการเงิน: นวัตกรรมทางการเงินเพื่อเศรษฐกิจฐานราก การจัดตั้ง "บริษัท กัปตัน แคช โฮลดิ้ง จำกัด" นับเป็นก้าวสำคัญในการขยายธุรกิจสู่ภาคการเงิน มุ่งเน้นการให้บริการสินเชื่อส่วนบุคคลและ Nano Finance เพื่อเพิ่มการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของประชาชนฐานราก สนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจในระดับรากหญ้า การปรับโครงสร้างสู่การเป็น Holding Company นับเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับการบริหารจัดการทางการเงินของ CHOW โดยบริษัทได้วางแผนการบริหารเงินทุนอย่างรอบด้าน ครอบคลุมทั้งการจัดสรรทรัพยากรและการบริหารความเสี่ยง ส่งผลให้กลุ่มบริษัทฯ สามารถกำหนดแหล่งเงินทุนให้เหมาะสมกับความต้องการเฉพาะของแต่ละธุรกิจ เพิ่มความโปร่งใสในการบริหารจัดการ พร้อมทั้งเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน เพิ่มความคล่องตัวในการตอบสนองต่อความต้องการของตลาด และสร้างโอกาสในการขยายการลงทุนไปสู่ธุรกิจใหม่ที่มีศักยภาพ "การปรับโครงสร้างครั้งสำคัญนี้จะเป็นรากฐานที่แข็งแกร่งในการขับเคลื่อนธุรกิจของ CHOW สู่อนาคต เราพร้อมที่จะแสวงหาโอกาสใหม่ๆ ทางธุรกิจที่สอดคล้องกับเทรนด์การเปลี่ยนแปลงของโลก ทั้งด้านดิจิทัล พลังงานสะอาด และนวัตกรรมทางการเงิน โดยมุ่งเน้นการสร้างพันธมิตรทางธุรกิจในระดับสากล เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน" นายปรมัตถ์ กล่าว

5 หุ้นเด่นพื้นฐานดี สาย “VI” ต้องดู

5 หุ้นเด่นพื้นฐานดี สาย “VI” ต้องดู

          หุ้นวิชั่น - ทีมข่าวหุ้นวิชั่น รายงาน พบบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ  (mai) พื้นฐานดีเหมาะสำหรับนักลงทุนที่ต้องการค้นหาหุ้นตามแนวทาง Value Investor (VI) โดยคัดเลือกหุ้นที่มีฐานะทางการเงินมั่นคง P/E ต่ำ และอัตราหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น ไม่เกิน 1 เท่า           โดยมี 5 อันดับ ประกอบไปด้วย           บริษัท เชาว์ สตีล อินดัสทรี้ จำกัด (มหาชน) หรือ CHOW กลุ่มอุตสาหกรรม INDUS โดยมี P/E ที่ 3.50 เท่า อัตราหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น 0.60 เท่า อัตราส่วนสภาพคล่อง 1.32 เท่า และอัตรากำไรขั้นต้นที่ 3.36%           บริษัท ฟิลเตอร์ วิชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ FVC กลุ่มอุตสาหกรรม SERVICE โดยมี P/E ที่ 4.07 เท่า อัตราหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น 0.50 เท่า อัตราส่วนสภาพคล่อง 2.01 เท่า และอัตรากำไรขั้นต้นที่ 22.44%           บริษัท ไทยมิตซูวา จำกัด (มหาชน) หรือ TMW กลุ่มอุตสาหกรรม INDUS โดยมี P/E ที่ 4.36 เท่า อัตราหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น 0.27 เท่า อัตราส่วนสภาพคล่อง 2.69 เท่า และอัตรากำไรขั้นต้นที่ 23.54 %           บริษัท พรพรหมเม็ททอล จำกัด (มหาชน) หรือ PPM กลุ่มอุตสาหกรรม INDUS  โดยมี P/E ที่ 5.35 เท่า อัตราหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น 0.81 เท่า อัตราส่วนสภาพคล่อง 1.54 เท่า และอัตรากำไรขั้นต้นที่ 15.38%           และ  บริษัท อินเด็กซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ IND กลุ่มอุตสาหกรรม PROPCON โดยมี P/E ที่ 5.48 เท่า อัตราหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น 0.73 เท่า อัตราส่วนสภาพคล่อง  2.01 เท่า และอัตรากำไรขั้นต้นที่  20.95           ล่าสุด ดร.พรลภัส ณ ลำพูน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร  บริษัท อินเด็กซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ IND   เปิดเผยว่า บริษัทฯ ได้ลงนามสัญญาว่าจ้างโครงการออกแบบพร้อมก่อสร้างสถานีสูบถ่ายและเพิ่มแรงดันสระบุรี โครงการส่วนต่อขยายระบบท่อขนส่งน้ำมันสายเหนือระยะที่ 3 สระบุรี – อ่างทอง กับบริษัท บาฟส์ขนส่งทางท่อ จำกัด มูลค่าสัญญา (ก่อนภาษี)  524,866,927.00 บาท ระยะเวลาดำเนินการ  22 เดือน  และลงนามสัญญาว่าจ้างโครงการออกแบบพร้อมก่อสร้างสถานีรับน้ำมันอ่างทอง โครงการส่วนต่อขยายระบบท่อขนส่งน้ำมันสายเหนือระยะที่ 3 สระบุรี – อ่างทอง มูลค่าสัญญา มูลค่าสัญญา (ก่อนภาษี)  123,034,900.00 บาท ระยะเวลาดำเนินการ  22 เดือน คิดเป็นมูลค่ารวม 647.90 ล้านบาท (ก่อน Vat)           ทั้งนี้ภายหลังจากการรับงานใหม่ ส่งผลให้งานในมือรอรับรู้รายได้ (Backlog) สิ้นสุด ณ วันที่ 29 ต.ค. 67 เพิ่มเป็น 1,832.10 ล้านบาท   (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)  โดยบริษัทฯ ยังคงมุ่งเน้นเข้าร่วมประมูลโครงการต่างๆ จากภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ รวมถึงขยายงานของภาคเอกชนให้มากขึ้น เพื่อขยายโอกาสการเติบโตทางธุรกิจและเพิ่มศักยภาพผลการดำเนินงานให้แข็งแกร่ง รายงานโดย : มินตรา แก้วภูบาล บรรณาธิการข่าว mai สำนักข่าว HoonVision  (ที่มาจาก https://www.settrade.com/th/ ข้อมูล ณ วันที่ 30 ต.ค.67)

[Vision Exclusive] CHOW เทรนด์ไฟฟ้ามาแรง ดันกำลังชน 300 Mw

[Vision Exclusive] CHOW เทรนด์ไฟฟ้ามาแรง ดันกำลังชน 300 Mw

          นายปรมัตถ์ จุฬวนิช ประธานเจ้าหน้าที่ด้านการเงิน บริษัท เชาว์สตีลอินดัสทรี้ จำกัด (มหาชน) หรือ CHOW เปิดเผยกับ ทีมข่าวหุ้นวิชั่น ว่า แนวโน้มธุรกิจในช่วง 3 เดือนสุดท้ายของปีนี้ยังคงมีโมเมนตัมที่ดี ทั้งในธุรกิจผลิตและจำหน่ายเหล็ก รวมถึงธุรกิจพลังงาน           สำหรับธุรกิจผลิตและจำหน่ายเหล็กในปีนี้ คาดว่าจะเติบโตมากกว่าปีที่ผ่านมา โดยเติบโตในระดับตัวเลข 2 หลักหรือมากกว่า 10% นอกจากนี้ ยังคาดว่าผลประกอบการในปี 2567 จะดียิ่งขึ้น เนื่องจากยอดขายมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แม้ว่าปี 2566 จะมีอัตราการเติบโตที่สูงเนื่องจากการรับรู้รายการพิเศษ แต่หากพิจารณาผลงานจากการดำเนินธุรกิจปกติแล้ว ก็ยังมีแนวโน้มการเติบโตที่ดีอย่างต่อเนื่อง           ในส่วนของธุรกิจรับจ้างผลิต (OEM) ในอุตสาหกรรมเหล็ก คาดว่าจะมียอดขายใกล้เคียงกับปีก่อน โดยปีนี้บริษัทคาดว่าจะมีปริมาณการขายเหล็กจาก OEM ประมาณ 400,000 ตัน และจากการซื้อขาย (เทรดดิ้ง) อีก 200,000 ตัน หลังจากที่ได้ขยายกำลังการผลิตและปรับปรุงเครื่องจักรเพื่อเพิ่มเสถียรภาพในการผลิต           ปัจจุบัน ไลน์การผลิตเหล็กของบริษัทมีกำลังการผลิตอยู่ที่ 730,000 ตันต่อปี โดยมีโอกาสเพิ่มกำลังการผลิตได้อีกในอนาคต ทั้งนี้บริษัทมีแผนโฟกัสการผลิตในช่วงกลางคืน เนื่องจากต้นทุนการผลิตในช่วงเวลาดังกล่าวต่ำกว่า           นายปรมัตถ์  กล่าวเพิ่มเติมว่า ธุรกิจพลังงานในภาพรวมขณะนี้มีความคึกคัก โดยเฉพาะจากโครงการที่ภาครัฐทยอยประกาศออกมา รวมถึงโครงการ Private PPA ที่เจาะกลุ่ม B2B ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างบริษัทเอกชนหรือองค์กรขนาดใหญ่ โดยมีการติดตั้งและขยายกำลังการผลิตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มห้างสรรพสินค้าที่มีการขยายตัวสอดคล้องกับเทรนด์การลดคาร์บอนเครดิต           ทั้งนี้ กระแสตอบรับจากโครงการ Private PPA มีแนวโน้มที่ดีมาก โดยขณะนี้บริษัทกำลังอยู่ในระหว่างการเจรจากับผู้ค้า (Vender) หลายรายเพื่อพัฒนาโมเดลธุรกิจในรูปแบบดังกล่าว           สำหรับปี 2568 บริษัทคาดว่าจะมีกำลังการผลิตไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเป็น 250 เมกะวัตต์ จากปัจจุบันที่มีกำลังผลิตเกือบ 200 เมกะวัตต์ และอาจเพิ่มขึ้นไปแตะที่ระดับ 300 เมกะวัตต์ภายในสิ้นปี 2568 ทั้งนี้ การเติบโตดังกล่าวจะขึ้นอยู่กับทิศทางของโครงการและนโยบายจากภาครัฐ รายงานโดย มินตรา แก้วภูบาล บรรณาธิการข่าว mai สำนักข่าว Hoonvision

abs

SSP : ผู้นำด้านพลังงานหมุนเวียน ทางเลือกใหม่เพื่ออนาคต

[Vision Exclusive] CHOW ชูธงโฮลดิ้งต่อยอด

[Vision Exclusive] CHOW ชูธงโฮลดิ้งต่อยอด

          รู้หรือไม่! บริษัทเชาว์สตีลอินดัสทรี้จำกัด (มหาชน) หรือ CHOW เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) วันที่ 21 ธันวาคม 2554 โดยดำเนินธุรกิจประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์เหล็กแท่งยาว (Steel Billet)  และพัฒนาการที่สำคัญต่อมา ประมาณปี 2556 CHOW จัดตั้งบริษัทย่อย เพื่อลงทุน การผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจากพลังงาน           ล่าสุด CHOW ปรับโครงสร้างกิจการของบริษัท เป็นบริษัทโฮลดิ้งซึ่งดำเนินธุรกิจด้านการลงทุน (Holding Company) ถือหุ้นในธุรกิจเดิมที่มีอยู่ผ่านบริษัทย่อย สำหรับธุรกิจเหล็กได้ตั้งบริษัทย่อย บริษัท เชาว์ สตีล แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด ขึ้นมาดำเนินธุรกิจเหล็กในเครือ CHOW ทั้งหมด ซึ่งคาดว่าทำธุรกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องให้เสร็จสิ้นภายในเดือนธันวาคม 2567           ภายหลังการรับโครงสร้างกิจ CHOW จะมีสถานเป็นบริษัท โฮลดิ้ง ที่ลงทุนใน 3 ธุรกิจหลัก คือ ธุรกิจเหล็กถือหุ้นผ่าน บริษัท เชาว์ สตีล แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด ในสัดส่วน 99.99% ธุรกิจพลังงานทดแทนถือหุ้นผ่าน บริษัท  เชาว์ เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) ในสัดส่วน 87.36% และธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลผ่าน บริษัท กัปตัน แคช โฮลดิ้ง จำกัด ในสัดส่วน 76% ซึ่งเป็นธุรกิจใหม่ ที่ได้ดำเนินธุรกิจมาแล้วประมาณ 2 ปี หลังจากที่ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการในปี 2564           ปัจจุบันกลุ่มบริษัท CHOW มีธุรกิจหลัก 2 ประเภท ได้แก่ ธุรกิจผลิตและจำหน่ายเหล็กแท่งยาว (Steel Billet) และธุรกิจพลังงานซึ่งเป็นแหล่งรายได้สำคัญของบริษัท           การปรับโครงสร้างเป็น Holding Company ของ CHOW ไม่เพียงแค่เพิ่มโอกาสในการขยายธุรกิจ แต่ยังมุ่งเน้นธุรกิจที่สอดคล้องกับแนวทางสิ่งแวดล้อม ผสมผสานเทคโนโลยีที่ทันสมัย สอดคล้องกับทิศทางของหน่วยงานและองค์กร ต่างๆ ที่หันมาให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดย CHOW มุ่งมั่นที่จะมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนและพัฒนาแนวทางธุรกิจสีเขียว เพื่อสนับสนุนการลดการปล่อยคาร์บอนอย่างยั่งยืนในอนาคต           นายปรมัตถ์ จุฬวนิช ประธานเจ้าหน้าที่ด้านการเงิน บริษัทเชาว์สตีลอินดัสทรี้จำกัด (มหาชน) หรือ CHOW เปิดเผยกับทีมข่าวหุ้นวิชั่นว่า การปรับโครงสร้างภายในองค์กรจะช่วยให้ภาพรวมของธุรกิจที่มีอยู่ 2-3 ธุรกิจชัดเจนยิ่งขึ้น โดยปัจจุบัน CHOW มีรายได้หลักจาก 2 ธุรกิจ คือ ธุรกิจผลิตและจำหน่ายเหล็กแท่งยาว และธุรกิจพลังงาน ส่วนธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลไม่ได้มีนัยสำคัญต่อบริษัทมากนัก           การปรับโครงสร้างังกล่าวีเป้าหมายเพื่อลดข้อำกัดในการลงทุนสำหรับผู้ที่สนใจในธุรกิจของ CHOW โดยทำให้แต่ละธุรกิจมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น พร้อมรองรับการขยายตัวและสร้างโอกาสทางธุรกิจ           ในปี 2567 ธุรกิจเหล็กยังคงเผชิญกับการนำเข้าเหล็กจากต่างประเทศ เนื่องจากต้นทุนที่ต่ำกว่า ไม่ว่าจะเป็นด้านค่าแรงหรือการผลิตภายในประเทศ ทำให้การนำเข้าเหล็กมีต้นทุนที่ถูกกว่า อย่างไรก็ตาม บริษัทคาดการณ์ว่าราคาเหล็กได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว ประกอบกับการฟื้นตัวของตัวเลขเศรษฐกิจและกลไกการลงทุนที่กลับเข้าสู่ภาวะปกติ รวมถึงการเบิกจ่ายงบประมาณจากภาครัฐที่เริ่มดำเนินการ ทำให้ความต้องการใช้เหล็กในงานสาธารณูปโภคเพิ่มขึ้น           ในปี 2567 บริษัทคาดว่ายอดขายเหล็กจะเติบโตในอัตราเลขสองหลัก (2Digit Growth) เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า เนื่องจากการเบิกจ่ายงบประมาณและความต้องการใช้เหล็กในตลาดที่เพิ่มขึ้น อีกทั้งบริษัทได้ปรับปรุงเครื่องจักรในช่วงวิกฤตโควิด-19 ที่ผ่านมา ทำให้สามารถแข่งขันด้านราคาได้อย่างมีประสิทธิภาพ           นอกจากนี้ บริษัทมุ่งเน้นการบริหารจัดการอย่างรัดกุม โดยขยายฐานลูกค้าด้วยความระมัดระวัง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารการเงินและลดความเสี่ยงด้านสภาพคล่องอย่างมีประสิทธิภาพ           ส่วนธุรกิจพลังงานมีแนวโน้มการเติบโตสูงขึ้น สอดคล้องกับการขยายตัวของโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ของบริษัทที่มีเป้าหมายในพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตยไม่น้อยกว่า 250 เมกะวัตต์ในปี 2567 โดยโครงการโรงไฟฟ้าที่ COD แล้วรวม 46.74 เมกะวัตต์ และคาดว่าจะทยอย COD เพิ่มเติมภายในปี 2567 อีกไม่น้อยกว่า 50 เมกะวัตต์           ทั้งนี้ ผลประกอบการ CHOW ในไตรมาส 2/2567 มีกำไรสุทธิ 39.53 ล้านบาท เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ขาดทุน 9.42 ล้านบาท โดยสามารถพลิกมีกำไรได้ 48.96 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นถึง 519.5%           สำหรับผลประกอบการในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2567 บริษัทมีกำไรสุทธิ 129.91 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ขาดทุน 12.9 ล้านบาท ส่งผลให้ลิกกลับมามีกำไรได้ถึง 142.89 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นางแรงที่ 1,107%

พฤอา
242526272812345678910111213141516171819202122232425262728293031123456