ปรับแต่งการตั้งค่าการให้ความยินยอม

เราใช้คุกกี้เพื่อช่วยให้คุณสามารถไปยังส่วนต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพและทำหน้าที่บางอย่าง คุณจะพบข้อมูลโดยละเอียดเกี่ยวกับคุกกี้ทั้งหมดภายใต้หมวดหมู่ความยินยอมแต่ละประเภทด้านล่าง คุกกี้ที่ได้รับการจัดหมวดหมู่ว่า "จำเป็น" จะถูกจัดเก็บไว้ในเบราว์เซอร์ของคุณ เนื่องจากมีความจำเป็นต่อการทำงานของฟังก์ชันพื้นฐานของเว็บไซต์... 

ใช้งานอยู่เสมอ

คุกกี้ที่จำเป็นมีความสำคัญต่อฟังก์ชันพื้นฐานของเว็บไซต์ และเว็บไซต์จะไม่สามารถทำงานได้ตามวัตถุประสงค์หากไม่มีคุกกี้เหล่านี้

คุกกี้เหล่านี้ไม่จัดเก็บข้อมูลที่สามารถระบุตัวบุคคลได้

ไม่มีคุกกี้ที่จะแสดง

คุกกี้แบบฟังก์ชันนอลช่วยทำหน้าที่บางอย่าง เช่น แบ่งปันเนื้อหาของเว็บไซต์บนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย รวบรวมความคิดเห็น และฟีเจอร์อื่นๆ ของบุคคลที่สาม

ไม่มีคุกกี้ที่จะแสดง

คุกกี้วิเคราะห์ใช้เพื่อทำความเข้าใจวิธีการที่ผู้เยี่ยมชมโต้ตอบกับเว็บไซต์ คุกกี้เหล่านี้ช่วยให้ข้อมูลเกี่ยวกับตัวชี้วัด เช่น จำนวนผู้เข้าชม อัตราตีกลับ แหล่งที่มาของการเข้าชม ฯลฯ

ไม่มีคุกกี้ที่จะแสดง

คุกกี้ประสิทธิภาพใช้เพื่อทำความเข้าใจและวิเคราะห์ดัชนีประสิทธิภาพหลักของเว็บไซต์ซึ่งจะช่วยให้สามารถมอบประสบการณ์การใช้งานที่ดีขึ้นแก่ผู้เยี่ยมชม

ไม่มีคุกกี้ที่จะแสดง

คุกกี้โฆษณาใช้เพื่อส่งโฆษณาที่ได้รับการปรับแต่งตามการเข้าชมก่อนหน้านี้ และวิเคราะห์ประสิทธิภาพของแคมเปญโฆษณา

ไม่มีคุกกี้ที่จะแสดง

#AAV


ไอ้โม่งทุบ PRM

ไอ้โม่งทุบ PRM

            ข่าวสังคม การลงทุน ประจำวันที่ 3 เมษายน 2568  มาเริ่มกันที่    การแข่งขันฟุตบอลพรีเมียร์ลีก  ศึกเมอร์ซีย์ ไซด์ ดาร์บี้  ระหว่าง ลิเวอร์พูล-เอฟเวอร์ตัน  ถือว่า มีแฟนบอลทั่วโลกเฝ้าติดตามกันอย่างล้นหลาม   และคงได้ทราบผลกันไปแล้ว             ขณะที่ “คาราบาว” ตอกย้ำตัวจริงที่จริงจังเรื่องฟุตบอล สนับสนุน Carabao Cup 10 ปี นานที่สุดในประวัติศาสตร์ ดันแบรนด์ไทยสู่การเป็นแบรนด์ระดับโลก พร้อมสร้างมูลค่าเพิ่มให้ทัวร์นาเมนต์  คาราบาวได้เป็นพาร์ทเนอร์กับ English Football League (EFL) ในฐานะการเป็นผู้สนับสนุนหลักของทัวร์นาเมนต์ ที่ก่อนหน้านี้เรียกกันว่า English Football League Cup หรือเรียกสั้น ๆ ว่า League Cup และปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น Carabao Cup นับว่าเป็นการตอกย้ำการเป็น “ตัวจริงที่จริงจังเรื่องฟุตบอล” ของคาราบาว จากการเป็นผู้สนับสนุน Carabao Cup ตั้งแต่ปี 2017 จนถึง 2027 รวม 10 ปี ถือได้ว่ายาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์              ราคาหุ้น PRM  ปรับตัวลงแรงถึง 10.94%  นายวิริทธิ์พล จุไรสินธุ์ ผู้อำนวยการสายงานการเงินและบัญชี PRM เปิดเผยว่า  คาดเป็นผลจากแรงเทขายของนักลงทุน หลังเมื่อวานนี้ (1 เม.ย.2568) พบมีรายการซื้อขายบิ๊กล็อต (BIG Lot) จำนวน 21 ล้านหุ้น  มูลค่า 141.48 ล้านบาท ราคาเฉลี่ย 6.55 บาทต่อหุ้น ขณะที่เช้าวันนี้ พบบิ๊กล็อต อีกจำนวน 49 ล้านหุ้น มูลค่า 297.92 ล้านบาท ราคาเฉลี่ย 6.08 บาทต่อหุ้น เบื้องต้นยังไม่ทราบว่าใครเป็นคนซื้อ หรือขาย             บล.กรุงศรี ประเมินกำไรปกติของ AAV  มี Downside -40-71% มากสุด เมื่อทียบกับหุ้นสายการบินอื่น หลังถูกกดดันจากยอดนักท่องเที่ยวรายสัปดาห์หดตัว Y-Y ต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังมีเหตุการณ์ตึกถล่มในประเทศไทยจากแผ่นดินไหวที่พม่าฉุดความเชื่อมั่นนักท่องเที่ยว ทำให้เป้าหมายยอดนักท่องเที่ยวปีนี้ที่ 38 ล้านคน (+7%y-y) มีโอกาสเกิด Downside สูง เบื้องต้นประเมิน หากยอดนักท่องเที่ยวจีนยังหดตัว 40-50%y-y ต่อเนื่องในช่วงที่เหลือของปี รวมผลกระทบตึกถล่มฉุดยอดนักท่องเที่ยวลดลงช่วง 1-3 เดือนนี้ จะทำให้ยอดนักท่องเที่ยวปี 2568 ลดลงมาที่ 35.4 ล้านคน ทรงตัว y-y ด้านราคาตั๋วเครื่องบินอาจไม่สูงอย่างที่คิด โดยการฟื้นของเที่ยวบินเริ่มสูงกว่าการฟื้นของผู้โดยสารตั้งแต่เดือน ก.พ.-มี.ค.2568 ทำให้ราคาตั๋วเครื่องบินปีนี้ มีโอกาสเกิด Downside เช่นกัน             นายพีระพงศ์ จรูญเอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI  ผู้พัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ครบวงจร แจ้งว่า  เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2568 ที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้ลงนามในสัญญาร่วมทุนกับ  บริษัท เอสคอน เจแปน (ประเทศไทย) จำกัด บริษัทอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของประเทศญี่ปุ่น เพื่อร่วมพัฒนาโครงการ ออริจิ้น เพลส แจ้งวัฒนะ (Origin Place Chaengwattana) คอนโดฯ ใหม่ ห้องเพดานสูง 4.2 เมตร* แห่งแรก ในย่านเเจ้งวัฒนะ ที่พัฒนาภายใต้บริษัท ออริจิ้น เวอร์ติเคิล คอร์ปอเรชั่น จำกัด หรือ ORIGIN VERTICAL นับเป็นโครงการลำดับที่ 3 ที่ได้ร่วมทุนกัน เพื่อแสดงถึงความเชื่อมั่นต่อศักยภาพในความแข็งแกร่งในการพัฒนาโครงการของออริจิ้น แม้ว่าพึ่งผ่านสถานการณ์แผ่นดินไหว มาเพียง 4 วัน             ผศ.ดร.วันชัย สุทธะนันท์ ประธานกรรมการ และ ภก.สุวิทย์ งามภูพันธ์  ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.บางกอกแล็ป แอนด์ คอสเมติค หรือ BLC ผู้นำธุรกิจผลิต และจำหน่าย ผลิตภัณฑ์ยา และผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพแบบครบวงจร พร้อมด้วยคณะกรรมการบริษัทฯ ร่วมประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2568 ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (E-AGM) โดยพิจารณาวาระสำคัญรับทราบผลการดำเนินงานงวดปี 2567 และมติขออนุมัติจ่ายเงินปันผลสำหรับงวดผลการดำเนินงานประจำปี 2567 ในอัตราหุ้นละ 0.15 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 90,000,000 บาท คิดเป็นอัตราที่ 56.92% ซึ่งสูงกว่านโยบายการจ่ายเงินปันผลของบริษัทฯ โดยจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลไปแล้ว ในอัตราหุ้นละ 0.06 บาท เป็นเงิน 36,000,000 บาท เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2567 และจะจ่ายเพิ่มเติมตามมติที่ประชุมผู้ถือหุ้นครั้งนี้ ในอัตราหุ้นละ 0.09 บาท เป็นเงิน 54,000,000 บาท             โดยกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิได้รับเงินปันผล (Record date) วันที่ 11 เมษายน 2568 และกำหนดจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นในวันที่ 30 เมษายน 2568 เพื่อตอบแทนและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ถือหุ้น พร้อมโชว์แผนการดำเนินธุรกิจปี 2568 เดินหน้าสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่อง มุ่งสู่การเป็นผู้นำด้าน Pharmaceutical Ecosystem อย่างครบวงจร ข่าวหัวม่วง และทีมงานหุ้นวิชั่น

AAV ร่วง 4.85% สวนกลุ่มสายการบิน กังวล นทท. หด ฉุดกำไร

AAV ร่วง 4.85% สวนกลุ่มสายการบิน กังวล นทท. หด ฉุดกำไร

          หุ้นวิชั่น - ทีมข่าวหุ้นวิชั่น รายงาน บล.กรุงศรี ประเมินกำไรปกติของบริษัท เอเชีย เอวิเอชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ (AAV) มี Downside -40-71% มากสุด เมื่อทียบกับหุ้นสายการบินอื่น หลังถูกกดดันจากยอดนักท่องเที่ยวรายสัปดาห์หดตัว Y-Y ต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังมีเหตุการณ์ตึกถล่มในประเทศไทยจากแผ่นดินไหวที่พม่าฉุดความเชื่อมั่นนักท่องเที่ยว ทำให้เป้าหมายยอดนักท่องเที่ยวปีนี้ที่ 38 ล้านคน (+7%y-y) มีโอกาสเกิด Downside สูง           เบื้องต้นประเมินหากยอดนักท่องเที่ยวจีนยังหดตัว 40-50% y-y ต่อเนื่องในช่วงที่เหลือของปี รวมผลกระทบตึกถล่มฉุดยอดนักท่องเที่ยวลดลงช่วง 1-3 เดือนนี้ จะทำให้ยอดนักท่องเที่ยวปี 2568 ลดลงมาที่ 35.4 ล้านคน ทรงตัว y-y           ด้านราคาตั๋วเครื่องบินอาจไม่สูงอย่างที่คิด โดยการฟื้นของเที่ยวบินเริ่มสูงกว่าการฟื้นของผู้โดยสารตั้งแต่เดือน ก.พ.-มี.ค. 2568 ทำให้ราคาตั๋วเครื่องบินปีนี้ มีโอกาสเกิด Downside เช่นกัน           อนึ่ง ยอดนักท่องเที่ยวสัปดาห์ที่ 13/2568 อยู่ที่ 0.58 ล้านคน (-9%yy -1%ww) หดตัว y-y ติดต่อกันเป็นสัปดาห์ที่ 8 และเป็นยอดที่ต่ำสุดในรอบปี 2568 - ยอดนักท่องเที่ยวจีนหดตัวหนักต่อเนื่อง อยู่ที่ 0.06 ล้านคน (-49%yy -4%ww) หดตัว -40%y-y ถึง -50%y-y ติดต่อกันเป็นสัปดาห์ที่ 8 และคิดเป็นสัดส่วนเพียง 29% to pre COVID รวม 3 เดือนแรกปี 2568 ยอดนักท่องเที่ยวอยู่ที่ 9.55 ล้านคน โต +2%y-y (vs เป้าหมายยอดนักท่องเที่ยวปี 2568 ที่ 38 ล้านคน โต +7%y-y) ส่งผลให้เป้าหมายปีนี้มีโอกาสเกิด Downside สูง - ราคาน้ำมัน (Jet fuel) วันที่ 31 มี.ค. 2568 อยู่ที่ 87.18 USD/Barrel ลดลง -14% y-y และราคาน้ำมันเฉลี่ยช่วง ไตรมาส 1/2568 อยู่ที่ 90.2 USD/Barrel (-12%y-y, +2%q-q) (vs สมมติฐานปีที่ 93 USD)

AAV เด่นสุด ขนส่งอากาศยังสดใส เคาะเป้า 3.80 บ.

AAV เด่นสุด ขนส่งอากาศยังสดใส เคาะเป้า 3.80 บ.

            หุ้นวิชั่น - บล.เคจีไอ ประเมินหุ้นท่องเที่ยว หลังนักท่องเที่ยวต่างชาติโตในอัตราที่ชะลอลง YoY ในช่วงวันที่ 1 มกราคม - 23 มีนาคม จากข้อมูลของกองเศรษฐกิจการท่องเที่ยวและกีฬา จำนวนของนักท่องเที่ยวต่างชาติอยู่ที่ 8.89 ล้านคน (+2.9% YoY) ในช่วงวันที่ 1 มกราคม – 23 มีนาคม 2568 โดยห้าอันดับแรกเป็นนักท่องเที่ยวจากจีน (1.26 ล้านคน), มาเลเซีย (1.06 ล้านคน), รัสเซีย (0.67 ล้านคน), อินเดีย (0.50 ล้านคน) และเกาหลีใต้ (0.428 ล้านคน) ซึ่งจำนวนของนักท่องเที่ยวดังกล่าวคิดเป็น 23.4% ของประมาณการเต็มปีของ KGI ที่ 38 ล้านคน (+7% YoY) ทั้งนี้ 1Q มักจะเป็นไตรมาสที่การท่องเที่ยวของไทยแข็งแกร่ง             แต่ในปีนี้มีปัจจัยลบจากความกังวลเรื่องความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวจีน ซึ่งส่งผลกระทบกับอัตราการเติบโตของนักท่องเที่ยวจีนในเดือนกุมภาพันธ์ และฉุดให้จำนวนของนักท่องเที่ยวจีนลดลงเป็นครั้งแรกถึง 44.9% YoY เหลือเพียง 0.37 ล้านคน (จาก 0.66 ล้านคนในเดือนมกราคม 2568 และ 0.67 ล้านคนในเดือนกุมภาพันธ์ 2567) การขนส่งทางอากาศยังดูดีอยู่             คาดว่าการขนส่งทางอากาศ (สนามบินและสายการบิน) จะเป็นกลุ่มหลักที่ได้อานิสงส์จากฤดูท่องเที่ยวของไทย เพราะเป็นด่านหน้าสำหรับรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาประเทศไทย ดังนั้นเราจึงมองบวกกับแนวโน้มการเติบโตที่แข็งแกร่งขึ้น YoY ใน 1Q68F ทั้งนี้ เมื่อมองต่อไปข้างหน้าเรายังคงคาดว่าจำนวนของนักท่องเที่ยวต่างชาติน่าจะอยู่ที่ 38 ล้านคนในปี 2568F และเพิ่มเป็น 41 ล้านคนในปี 2569F โดยจะได้แรงสนับสนุนจาก i) นักท่องเที่ยวที่กระจายตัวมากขึ้น ii) นโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวของรัฐบาล iii) จำนวนของนักท่องเที่ยวจีนที่มีโอกาสจะฟื้นตัวขึ้น และ iv) ความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในแง่จุดหมายการท่องเที่ยว กำไรของ AOT และ AAV จะโตใน 1Q68F             เมื่อพิจารณาแนวโน้ม 1Q68F เราคาดว่ากลุ่มนี้น่าจะยังได้โมเมนตัมบวกจากฤดูท่องเที่ยวที่แข็งแกร่งของประเทศไทย ซึ่งน่าจะทำให้ทั้งจำนวนของนักท่องเที่ยวและจำนวนเที่ยวบินเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง YoY เราคาดว่า AAV* และ AOT* จะได้อานิสงส์จากประเด็นนี้ ซึ่งจะทำให้กำไรของทั้งผู้ประกอบการสนามบินและสายการบินเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เราคาดว่าผลประกอบการของ Asia Aviation (AAV.BK/AAV TB)* จะได้แรงสนับสนุนจาก i) จำนวนของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ฟื้นตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง YoY ใน 1Q68F, ii) ต้นทุนเชื้อเพลิงที่อยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ และ iii) ค่าตั๋วเฉลี่ยที่สูงในไตรมาสแรก ซึ่งน่าจะทำให้กำไรจากธุรกิจหลักแข็งแกร่งต่อเนื่อง นอกจากนี้ Airports of Thailand (AOT.BK/AOT TB)* ยังจะได้อานิสงส์จากธุรกิจการบินด้วย เพราะรายได้จะเพิ่มขึ้นตามจำนวนของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาประเทศไทย และนักท่องเที่ยวไทยที่เดินทางไปต่างประเทศเพิ่มขึ้น ในขณะเดียวกัน แนวโน้มที่แข็งแกร่งขึ้นของธุรกิจการบินน่าจะทำให้ธุรกิจที่ไม่เกี่ยวกับการบินดีขึ้นตามไปด้วย (รายได้จากค่าเช่า, ค่าบริการและค่าสัมปทาน) ซึ่งมีสหสัมพันธ์เชิงบวกกับจำนวนของนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น แต่รายได้ที่ไม่เกี่ยวกับการบินน่าจะถูกจำกัดด้วยการขอคืนพื้นที่เชิงพาณิชย์ในช่วงก่อนหน้านี้ การขนส่งทางบกดูไม่น่าตื่นเต้น             เรายังมองกลางๆ กับแนวโน้มของกลุ่มขนส่งทางบก เพราะยังไม่เห็นปัจจัยกระตุ้นใหม่ที่จะมา ขับเคลื่อนกำไรของ BTS* นอกจากปัจจัยเฉพาะของบริษัท ได้แก่ ผลขาดทุนจากการลงทุนลดลง, ผลการดำเนินงานของรถไฟฟ้าสายสีชมพูและเหลืองดีขึ้น และการที่ กทม. ชำระหนี้ให้บริษัท ทั้งนี้ รัฐบาลได้อนุมัตินโยบายคุมเพดานราคารถไฟฟ้าทุกสายที่ 20 บาท โดยตั้งเป้าจะเริ่มใช้ภายในเดือนกันยายน 2568 ซึ่งนโยบายนี้จะทำได้ถ้ารัฐบาลซื้อโครงการรถไฟฟ้าคืนจากบริษัทที่เกี่ยวข้อง เราคิดว่าแผนนี้จะส่งผลดี กับ BTS เพราะบริษัทจะได้ไม่ต้องแบกผลการดำเนินงานที่ยังไม่มีกำไรของสายสีชมพูและเหลืองในอีกสองสามปีข้างหน้า Valuation & Action ฝ่ายวิจัยยังคงให้น้ำหนักกลุ่มขนส่งที่ Neutral และเลือก AAV* เป็นหุ้นเด่นของเราในกลุ่มนี้ โดยเราแนะนำซื้อ และประเมินราคาเป้าหมายปี 2568F ที่ 3.80 บาท"

นทท.จีนฟื้นตัวรอบ 5 สัปดาห์ ชู AAV เด่น - เป้า 3.9 บาท

นทท.จีนฟื้นตัวรอบ 5 สัปดาห์ ชู AAV เด่น - เป้า 3.9 บาท

          หุ้นวิชั่น - ทีมข่าวหุ้นวิชั่น รายงาน บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) (KSS) ระบุว่า ยอดนักท่องเที่ยวสัปดาห์ที่ 10/25 (3-9 มี.ค.) เรามอง Neutral ต่อยอดนักท่องเที่ยวสัปดาห์ที่ 10/25 (3-9 มี.ค.) ลดลง -9% yoy -4% wow ลดลง w-w ติดต่อกันเป็นสัปดาห์ที่ 5 อย่างไรก็ตามยอดนักท่องเที่ยวจีนเริ่มมีสัญญาณบวกฟื้นกลับมาโต w-w เป็นครั้งแรกในรอบ 5 สัปดาห์ แนวโน้มสัปดาห์ถัดไปเราคาดยอดนักท่องเที่ยวกลับมาทรงตัว y-y และ w-w เรายังคาดยอดนักท่องเที่ยวปี 2025F ที่ 38 ล้านคน เติบโต +7% yoy คงน้ำหนัก Neutral กลุ่มการบิน และยังเลือก AAV (Buy, TP 3.9 บาท) เป็นหุ้น Top pick กลุ่มฯ จีนเริ่มฟื้น w-w แต่ประเทศอื่นๆ กลับหดตัวลง w-w ฉุดยอดนักท่องเที่ยวลดลง w-w           ยอดนักท่องเที่ยวสัปดาห์ที่ 10/25 (3-9 มี.ค.) 0.64 ล้านคน (-9% yoy -4% wow) เทียบเท่า 81% to pre-COVID โดยในกลุ่ม Top 5 มีเพียงนักท่องเที่ยวจีนที่ฟื้นตัวขึ้น +5% wow นอกนั้นหดตัว w-w ทั้งสิ้นจึงฉุดให้ยอดนักท่องเที่ยวลดลง w-w ติดต่อกันเป็นสัปดาห์ที่ 5 ซึ่งเป็นการลดลงตามฤดูกาลหลังผ่านช่วงเทศกาลตรุษจีนและเข้าสู่ช่วงเทศกาลถือศีลอดของชาวมุสลิม ทั้งนี้ สัปดาห์นี้ยอดนักท่องเที่ยวเกาหลีใต้ลดลงอย่างมีนัยยะ (-39% yoy -46% wow) เป็นที่น่าจับตาต่อไป รวมยอดนักท่องเที่ยวสะสม (1 ม.ค.-9 มี.ค.) 7.66 ล้านคน เพิ่มขึ้น +4% yoy (vs Krungsri Research คาดยอดนักท่องเที่ยวปี 2025F ที่ 38 ล้านคน +7% yoy)           เราคาดสัปดาห์ถัดไป (11-17 มี.ค.) ยอดนักท่องเที่ยวจะกลับมาทรงตัว y-y เนื่องจากฐานปีก่อนหน้าเริ่มเข้าสู่ช่วงเทศกาลถือศีลอด (11 มี.ค.24 vs ปี 2025 เทศกาลถือศีลอดเริ่มตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ.) และมีแนวโน้มทรงตัว w-w จากที่ยังเป็นช่วง Low season ของการท่องเที่ยว           ยอดผู้โดยสารทางอากาศเดือน มี.ค. 25* มีแนวโน้มโต (+3% yoy +1% mm) จากผู้โดยสารระหว่างประเทศ (ทรงตัว yoy -1% mm) และผู้โดยสารในประเทศ (+6% yoy +3% mm) โดยตลาดผู้โดยสารในประเทศเติบโตสูงกว่าผู้โดยสารระหว่างประเทศติดต่อกันเป็นเดือนที่สอง (*อิงจากแนวโน้มผู้โดยสารช่วง 1-8 มี.ค. 25 เทียบช่วง pre-COVID)           ราคาน้ำมัน Jet Fuel (10 มี.ค. 25) ที่ 84.5 USD/Barrel (-19% yoy -4% ww) และราคาน้ำมันเฉลี่ยสะสมปี 2025 (ytd) อยู่ที่ 91.7 USD/Barrel ลดลง -4% จากราคาน้ำมันเฉลี่ยปี 2024 ที่ 95.4 USD/Barrel ทั้งนี้ ปี 2025F เราใช้สมมติฐานราคาน้ำมันที่ 93 USD/Barrel ความเห็นและคำแนะนำ            เรามอง Neutral ยอดนักท่องเที่ยวสัปดาห์ที่ 10/25 (3-9 มี.ค.) ลดลง yoy จากผลกระทบทางด้านฤดูกาล (เทศกาลถือศีลอดเกิดขึ้นคนละช่วงเวลากันระหว่างปีปัจจุบันกับปีก่อนหน้า) อย่างไรก็ตามยอดนักท่องเที่ยวจีนเริ่มมีสัญญาณดีขึ้น (+5% wow) ฟื้นตัว w-w เป็นครั้งแรกในรอบ 5 สัปดาห์ เรายังคงคาดยอดนักท่องเที่ยวปี 2025F ที่ 38 ล้านคน +7% yoy            คงน้ำหนัก Neutral กลุ่มการบิน คาดผลประกอบการปี 2025F เติบโต +14% yoy จากปัจจัยบวก (1) ยอดนักท่องเที่ยวมีแนวโน้มโตต่อเนื่อง (2) คาดยังมีข้อจำกัดด้านอุปทานทำให้ราคาตั๋วโดยสารและอัตราบรรทุกผู้โดยสารทรงตัวสูงต่อเนื่อง และ (3) ราคาน้ำมันมีแนวโน้มลดลง yoy ขณะที่ระยะสั้นอุตสาหกรรมอยู่ในช่วง Low season (Q2-Q3 ของทุกปี) ยังไม่มี Catalyst บวกใหม่ เรายังเลือก AAV (Buy, TP 3.9 บาท) เป็นหุ้น Top pick กลุ่มฯ จากมีโอกาสได้ประโยชน์จากการเติบโตของตลาดผู้โดยสารในประเทศและราคาน้ำมันลดลงมากที่สุดในกลุ่มฯ และราคาหุ้นซื้อขายที่ P/E’25F ที่ 8x ตํ่ากว่าค่าเฉลี่ยกลุ่มฯ ที่ 17x (และตํ่ากว่า BA ผู้ซึ่งให้บริการสายการบินเช่นกันที่ 14x)

abs

ปตท. แข็งแกร่งร่วมกับสังคมไทย และเติบโตในระดับโลกอย่างยั่งยืน

AAV บินสนั่นดันกำไรโต โบรกเคาะเป้าใหม่ 3.8 บ.

AAV บินสนั่นดันกำไรโต โบรกเคาะเป้าใหม่ 3.8 บ.

          หุ้นวิชั่น - ทีมข่าวหุ้นวิชั่น รายงาน บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุถึง AAV ว่า แนวโน้มกำไรปี 2568 รวมทั้งปรับประมาณการและราคาเป้าหมาย Impact คาดว่าธุรกิจจะยังแข็งแกร่งในปี 2568           หลังจากที่ผลการดำเนินงานใน 4Q67 ออกมาน่าประทับใจ โดยมีกำไรปกติ 1.45 พันล้านบาท (+40.2% YoY และเพิ่มขึ้นอย่างมาก QoQ) เราคาดว่าโมเมนตัมกำไรของ AAV จะยังเป็นบวกต่อเนื่องใน 1Q68 โดยมีปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญดังนี้: 1Q เป็นอีกหนึ่งไตรมาสที่การท่องเที่ยวแข็งแกร่งตามฤดูกาล  ราคาตั๋วอยู่ในระดับที่น่าพอใจเพราะอุปสงค์แข็งแกร่ง ต้นทุนน้ำมันอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้           ทั้งนี้ จากสถิติของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทยเพิ่มขึ้น 22.2% YoY เป็น 3.71 ล้านคนในเดือนมกราคม 2568 โดยนักท่องเที่ยวจากจีนยังคงฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง และมีอัตราการเติบโตสูงกว่า (นักท่องเที่ยวจากประเทศอื่น ๆ) ที่ 30.3% YoY เป็น 0.66 ล้านคนในช่วงเดือนมกราคม นอกจากนี้ สถิติเบื้องต้นแสดงว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในช่วง 1 มกราคม - 2 มีนาคม อยู่ที่ 7.02 ล้านคน (+5.9% YoY) โดยนักท่องเที่ยวจากจีนยังคงครองอันดับหนึ่งที่ 1.05 ล้านคน (ประมาณ 15% ของนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมด) รองลงมาคือมาเลเซีย (0.88 ล้านคน), รัสเซีย (0.50 ล้านคน), เกาหลีใต้ (0.39 ล้านคน) และอินเดีย (0.37 ล้านคน)           สำหรับตลาดในประเทศ เราคิดว่า AAV จะสามารถรักษาความเป็นผู้นำตลาดโดยมีส่วนแบ่งตลาด 40% ได้เหมือนกับในปี 2567 ทั้งนี้ AAV ฟื้นตัวได้ดีเป็นพิเศษในปี 2567 โดยมีจำนวนผู้โดยสาร 20.8 ล้านคน (+10.3% YoY และ 94% ของระดับก่อน COVID ระบาด) และ load factor สูงถึง 91% ในจำนวนนี้เป็นผู้โดยสารในประเทศ 13.1 ล้านคน (+11% YoY) และผู้โดยสารระหว่างประเทศ 7.7 ล้านคน (+10% YoY) ส่วนในปี 2568 บริษัทตั้งเป้าจำนวนผู้โดยสารไว้ที่ 23-24 ล้านคน, load factor ที่ 90% และอัตราการใช้งานเครื่องบิน (utilization rate) ที่ 12.5 ชั่วโมงต่อลำ ทั้งนี้ การแข็งค่า 1 บาท/ดอลลาร์ จะทำให้กำไรสุทธิเพิ่มขึ้นประมาณ 1 พันล้านบาท ปรับเพิ่มประมาณการกำไรจากธุรกิจหลักปี 2568F ขึ้นอีก 6.2%           เมื่อพิจารณาจากเป้าหมายปี 2568 ของบริษัทแล้ว เรามองบวกมากขึ้นกับแนวโน้มของบริษัทในปี 2568F เพราะก่อนหน้านี้เราคาดว่าจำนวนผู้โดยสารจะอยู่ที่ 21.8 ล้านคน และค่าตั๋วเฉลี่ยจะอยู่ที่ 2,000 บาท ทั้งนี้ เราได้ปรับเพิ่มประมาณการกำไรปกติของ AAV ในปี 2568F ขึ้นอีก 6.2% เป็น 3.25 พันล้านบาท เพื่อสะท้อนถึง: สมมติฐานจำนวนผู้โดยสารที่ 22.5 ล้านคน (+8.0% YoY) จากเดิม 21.8 ล้านคน ค่าตั๋วเฉลี่ยที่ทรงตัวที่ 1,967 บาท (จาก 2,000 บาท)           นอกจากนี้ เรายังคาดว่าผลการดำเนินงานใน 1Q68F จะถูกขับเคลื่อนโดย: ช่วง high season ของการท่องเที่ยว จำนวนผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ค่าตั๋วและ load factor ที่สูงทั้งคู่ การบริหารจัดการต้นทุนที่ดี           ทั้งนี้ เราไม่ได้รวมกำไร/ขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนไว้ในประมาณการกำไรของบริษัท เพราะรายการนี้เพียงแสดงในรูปของมาตรฐานทางบัญชีเท่านั้น โดยไม่มีเงินสดเข้าออกบริษัทจริง Valuation & Action           จากแนวโน้มการเติบโตของบริษัทในปี 2568F เรายังคงคำแนะนำ “ซื้อ” โดยประเมินราคาเป้าหมายปี 2568 ใหม่ที่ 3.80 บาท (อิงจาก EV/EBITDA ที่ 8x ซึ่งยังต่ำกว่าระดับ pre-COVID) จากเดิมที่ 3.60 บาท Risks การระบาดของ COVID-19 เกิดปัญหาเสถียรภาพทางการเมืองไทย เกิดเหตุก่อการร้าย

AAV บินฉ่ำ! กำไรปี 67 พุ่ง 647% พลิกบวกครั้งแรกตั้งแต่โควิด-19

AAV บินฉ่ำ! กำไรปี 67 พุ่ง 647% พลิกบวกครั้งแรกตั้งแต่โควิด-19

          หุ้นวิชั่น - ทีมข่าวหุ้นวิชั่น รายงาน บริษัท เอเชีย เอวิเอชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ AAV  ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นทั้งหมดของ บจ. ไทยแอร์เอเชีย เปิดเผยผลการดำเนินงานในปี 2567 มีกำไรสุทธิ 3,477.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 647 เมื่อเทียบกับปีก่อน หากไม่รวมกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน กำไรจากการดำเนินงานหลักของบริษัทจะอยู่ที่ 3,006.8 ล้านบาท นับเป็นการกลับมามีกำไรจากการดำเนินงานหลักเป็นปีแรกตั้งแต่การแพร่ระบาดของโควิด-19           บริษัทฯ มีรายได้จากการขายและให้บริการอยู่ที่ 49,435.6 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 20 เมื่อเทียบกับปีก่อน หนุนจากทั้งจำนวนผู้โดยสารและค่าโดยสารเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้น ร้อยละ 10 โดยค่าโดยสารเฉลี่ยต่อผู้โดยสารเพิ่มขึ้นเป็น 1,967 บาท ขณะที่รายได้จากบริการเสริมต่อผู้โดยสาร เพิ่มขึ้นร้อยละ 1 มาอยู่ที่ 409 บาท นอกจากนี้ บริษัทมีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนจำนวน 589.0 ล้านบาท จากค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น           บริษัทมีค่าใช้จ่ายรวมเพิ่มขึ้นร้อยละ 10 เป็น 44,096.8 ล้าน บาท จากค่าใช้จ่ายด้านการซ่อมบำรุง ค่าพนักงาน และค่าน้ำมันที่เพิ่มขึ้นตามปริมาณที่นั่งที่ให้บริการ ส่วนกำไรก่อน หักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) เพิ่มขึ้นร้อยละ 46 จากปีก่อนมาอยู่ที่ 10,183.9 ล้านบาท           บจ.ไทยแอร์เอเชีย ตั้งเป้ารายได้เติบโตระดับใกล้เคียง ร้อยละ 15 ในปี 2568 จากค่าโดยสารและอัตรากำไรที่ ยังมีแนวโน้มที่ดี พร้อมรับมอบเครื่องบินใหม่ 6 ลำ           คาดการณ์ของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศไทย ยังคงมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องในปี 2568 โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) มีเป้าหมายจำนวนนักท่องเที่ยว ต่างชาติเดินทางเข้าไทยที่ 40 ล้านคน โดยเป็นนักท่องเที่ยว จีน 8 ล้านคน ทั้งนี้ในปี 2568 บริษัทคาดการณ์ว่ารายได้จากการขายและบริการจะเติบโตในระดับใกล้เคียงร้อยละ 15 จากปีก่อน จากจำนวนผู้โดยสาร 23-24 ล้านคน ด้วยอัตราขนส่งผู้โดยสารใกล้ระดับร้อยละ 90 และตั้งเป้าหมายรักษาอัตรากำไร EBITDA ให้อยู่ในระดับเดียวกับปีก่อนด้วยการ เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานทั่วทั้งองค์กร บจ. ไทยแอร์ เอเชีย มีแผนเพิ่มขนาดฝูงบินเป็น 66 ลำในปี 2568 เพื่อรองรับการเติบโตดังกล่าว โดยมีกำหนดรับมอบเครื่องบินลำแรกภายในสิ้นเดือนมีนาคมนี้

AAV คาดปี68 กำไรที่ 1.41 พันลบ. โบรกแนะนำซื้อ เป้าที่ 3.60 บาท

AAV คาดปี68 กำไรที่ 1.41 พันลบ. โบรกแนะนำซื้อ เป้าที่ 3.60 บาท

          หุ้นวิชั่น – ทีมข่าวหุ้นวิชั่น รายงาน บล.เคจีไอ คาดว่ากำไรปกติของ AAV ใน 4Q67F จะออกมาแข็งแกร่งที่ 1.41 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นทั้ง YoY และ QoQ อย่างไรก็ตาม บริษัทน่าจะต้องบันทึกผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน 1.3 พันล้านบาท เนื่องจากเงินบาทอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐใน 4Q67 ดังนั้น เราจึงคาดว่ากำไรสุทธิของ AAV ใน 4Q67F จะอยู่ที่ 111 ล้านบาท ตามปกติแล้วไตรมาสที่สี่จะเป็นไตรมาสที่แข็งแกร่งที่สุดในรอบปีของ AAV เพราะเป็นช่วงที่การท่องเที่ยวของไทยแข็งแกร่งตามฤดูกาล           เราคิดว่า Thai Air Asia (TAA) จะสามารถรักษาส่วนแบ่งตลาดไว้ในระดับสูงได้ที่ 39% ในช่วงปลายปี 2567 หลังจากที่จำนวนผู้โดยสารอยู่ที่ 5.5 ล้านคน โดยที่ load factor แข็งแกร่งที่ 89% ทั้งนี้ ตลาดในประเทศยังคงเป็นตลาดหลักที่ขับเคลื่อนจำนวนผู้โดยสาร โดยมีผู้โดยสารเที่ยวบินในประเทศรวม 3.5 ล้านคน แม้จะได้รับผลกระทบจากภาวะน้ำท่วมภาคเหนือตั้งแต่ต้นปี           ในขณะที่จำนวนผู้โดยสารเที่ยวบินระหว่างประเทศของ TAA อยู่ที่ 2.0 ล้านคน โดยมี load factor อยู่ที่ 85% เพราะได้แรงหนุนจากการเปิดเส้นทางบินใหม่ไปยังอินเดีย, เวียดนาม, เนปาล และกัมพูชา ซึ่งเมื่ออิงตามสถิติการดำเนินงานเบื้องต้นของบริษัทใน 4Q67 จำนวนผู้โดยสารรวมอยู่ที่ 5.5 ล้านคน (+8.0% YoY, +12.8% QoQ) และ มีจำนวนเที่ยวบิน 33,690 เที่ยว (+8.6% YoY, +13.6% QoQ)           ในขณะที่ Load factor ของเครื่องบินที่มีการใช้งานอยู่ที่ 89% (-1.0ppt YoY, -1.0ppt QoQ) เราคาดว่ายอดขายของ AAV ใน 4Q67F จะเพิ่มขึ้นเป็น 1.30 หมื่นล้านบาท (+4.7% YoY, +19.3% QoQ) เพราะจำนวนผู้โดยสารเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่คาดว่าอัตรากำไรขั้นต้นจะเพิ่มขึ้นเป็น 21.0% (จาก 17.6% ใน 4Q66 และ 11.9% ใน 3Q67) เนื่องจากราคาน้ำมันเครื่องบินลดลง (18-19% YoY)           ทั้งนี้ เมื่ออิงตามประมาณการ 4Q67F เราคาดว่ากำไรสุทธิของ AAV ในปี 2567F จะอยู่ที่ 3.23 พันล้านบาท ดีขึ้นอย่างมาก YoY จาก 466 ล้านบาทในปี 2566 เราคาดว่า AAV จะพลิกเป็นมีกำไรปกติ 3.42 พันล้านบาทได้ในปี 2567F จากที่มีผลขาดทุนปกติ 206 ล้าบาทในปี 2566 ผลประกอบการใน 1Q68F มีแนวโน้มบวก           เมื่อพิจารณาจากการที่บริษัทมีกำไรจากธุรกิจหลักติดต่อกันทุกไตรมาสในปี 2567 เราจึงมองบวกกับแนวโน้มการเติบโตของบริษัทในปี 2568F (จำนวนผู้โดยสาร 21.8 ล้านคน และสามารถคงค่าตั๋วไว้ที่ระดับสูงได้ที่ 2,000 บาท) สำหรับใน 1Q68F เราคิดว่ากำไรจากธุรกิจหลักของบริษัทน่าจะแข็งแกร่งเพราะ i) ยังเป็นช่วง high season ของการท่องเที่ยว ii) จำนวนผู้โดยสารเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง iii) ทั้งค่าตั๋ว และ occupancy อยู่ในระดับสูง และ iv) บริหารจัดการต้นทุนได้ดี ดังนั้น เราจึงคาดว่าผลการดำเนินงานของ AAV จะแข็งแกร่งโดยมีกำไรจากธุรกิจหลัก 3.06 พันล้านบาทในปี 2568F           เนื่องจากผลประกอบการของบริษัทดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง YoY เราจึงยังคงคำแนะนำซื้อ โดยประเมินราคาเป้าหมายปี 2568 ที่ 3.60 บาท (อิงจาก EV/EBITDA ที่ 8x)

abs

เจมาร์ท สร้างความสามารถในการแข่งขัน ด้วยการสร้าง Synergy Ecosystem

ยอด นทท.สะสมโต 17% เคาะ AAV เด่นสุด!

ยอด นทท.สะสมโต 17% เคาะ AAV เด่นสุด!

         หุ้นวิชั่น - บล.กรุงศรี ส่องหุ้นท่องเที่ยว โดยมอง Neutral ยอด นทท. สัปดาห์ที่ 6/25 ลดลง (-4%yy -12%ww) จากปัจจัยฤดูกาลและปัจจัยเฉพาะตัวของ นทท.จีน และเกาหลีอย่างไรก็ตาม ยอด นทท. สะสมยังเติบโตกว่า +17%yy ฝ่ายวิจัยยังคาดยอด นทท.ปี 2025F ที่40 ล้านคน เติบโต +13%yy หรือเทียบเท่า 100% to pre COVID ฝ่ายวิจัยยังแนะนำ Bullish กลุ่มการบิน และเลือก AAV (Buy, TP 3.9) เป็นหุ้น Top pick กลุ่มฯ          ฝ่ายวิจัยคงน้ำหนัก Bullish กลุ่มการบิน คาดผลประกอบการปี 2025F เติบโตแข็งแกร่งต่อเนื่อง +14%yy โดยมีปัจจัยบวกจาก (1) การฟื้นตัวต่อเนื่องของ นทท.ต่างชาติ +13%yy (2) ราคาน้ำมัน (Jet Fuel) มีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง -2%yy และ (3) อุตสาหกรรมยังคงมีข้อจำกัดทางด้าน Supply ทำให้ราคาตั๋วโดยสารยังทรงตัวสูงใกล้เคียงปี 2024 หรือสูงกว่าช่วง Pre COVID ราว 20-30% ฝ่ายวิจัยยังเลือก AAV (Buy, TP 3.90) เป็นหุ้น Top pick ของกลุ่มฯ จาก (1)คาดกำไรปกติ 4Q24Fโต yy qq เด่นสุดในกลุ่มฯ (2) มีความเสี่ยงด้านการแข่งขันน้อยกว่ากลุ่ม ฯ จากตลาดเส้นทางบินในประเทศยังฟื้นตัวต่ำกว่าเส้นทางบินระหว่างประเทศ (3) ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันต่ำมากสุดในกลุ่มฯ และ(4) ลุ้น Upside จากการรวมกิจการกับ Thai AirAsiaX ในปี 2025F นอกจากนี้ ฝ่ายวิจัยยังชอบหุ้นเล็กในกลุ่มฯ อย่าง SAV (Buy, TP 27.75) จากการลุ้นปิดดีลสัมปทานการบริหารจราจรทางอากาศที่ สปป.ลาว ภายใน 1Q25F

3 เรื่องต้องรู้ ท่องเที่ยววาเลนไทน์

3 เรื่องต้องรู้ ท่องเที่ยววาเลนไทน์

          AirAsia MOVE เผย 3 พฤติกรรมนักท่องเที่ยวช่วงเทศกาลวาเลนไทน์ ทั้งสายเที่ยวฉายเดี่ยว หรือคนโสด (Solo Traveller) และสายคู่รักนักเดินทาง – คนมีคู่ (Couple Traveller) พร้อมออกแพ็กเกจท่องเที่ยวสุดคุ้มให้คุณได้เติมหวานจนน้ำตาลเรียกพี่กับวาเลนไทน์นี้ รักใครให้พาไปเที่ยวกับ AirAsia MOVe 𝗦𝗡𝗔𝗣! ด้วยดีลคุ้มสุดๆ เที่ยวบินแอร์เอเชียไป-กลับ + ที่พัก 3 วัน 2 คืน กับแพ็กเกจแนะนำสู่เส้นทางสุดโรแมนติก: เชียงใหม่ เริ่มต้น 3,268 บาท/ท่าน* กรุงเทพฯ เริ่มต้น 4,952 บาท/ท่าน* กัวลาลัมเปอร์ เริ่มต้น 6,703 บาท/ท่าน* โอซาก้า เริ่มต้น 17,581 บาท/ท่าน* และเส้นทางอื่นๆ อีกมากมาย ลดเพิ่ม 450 บาท** ทุกแพ็กเกจ เพียงใช้โค้ด 𝗦𝗡𝗔𝗣𝗡𝗢𝗪 ที่หน้าชำระเงิน หากคุณเดินทางท่องเที่ยวบ่อย หรือชอบความสะดวกสบายในการวางแผน แพ็กเกจแบบนี้ช่วยลดความยุ่งยากไปได้ เพราะคุณจะได้ราคาที่ถูกกว่าการจองตั๋วและที่พักแยกกัน มีตัวเลือกโรงแรมหลากหลาย ตั้งแต่ราคาประหยัดไปจนถึงระดับพรีเมียม และสามารถเลือกเส้นทางบินและช่วงเวลาที่ต้องการได้ตามสะดวก จองเลย 𝗦𝗡𝗔𝗣 ตั้งแต่วันที่ 3 - 14 กุมภาพันธ์ 2568 ออกเดินทางได้ตั้งแต่ 3 กุมภาพันธ์ - 31 พฤษภาคม 2568 *ราคาที่แสดงเป็นราคาต่อท่าน สำหรับการจองห้องพักเมื่อเข้าพัก 2 ท่าน รวมค่าโดยสารไป-กลับและการเข้าพัก 3 วัน 2 คืน **เมื่อมียอดจองขั้นต่ำ 7,700 บาท โค้ดมีจำนวนจำกัดต่อวัน เป็นไปตามข้อกำหนดและเงื่อนไขของบริษัทฯ AirAsia MOVE เผย 3 พฤติกรรมสายเที่ยวฉายเดี่ยวหรือคนโสด (Solo Traveller) ชอบเดินทางอิสระ ไม่ต้องรอใคร เน้นการค้นหาตัวเองและเปิดรับประสบการณ์ใหม่ ลองอาหารท้องถิ่น หรือเดินชมเมืองแบบสโลว์ไลฟ์ พฤติกรรมการจองที่พัก: 32 % ของนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้จองที่พัก ล่วงหน้าเพียง 8-14 วัน ก่อนออกเดินทาง นิยมเลือกที่พักแบบ บัดเจทโฮเทล หรือที่พักราคาประหยัด อาทิ โฮสเทล ที่อยู่ใกล้แหล่งท่องเที่ยว 3 พฤติกรรม สายคู่รักนักเดินทาง – คนมีคู่ (Couple Traveller) วางแผนทริปร่วมกัน เน้นบรรยากาศโรแมนติก มองหาสถานที่ที่มีวิวสวยสำหรับดินเนอร์และถ่ายรูป ชอบทำกิจกรรมร่วมกัน เช่น ล่องเรือ ขี่จักรยาน เที่ยวสวนสนุก พฤติกรรมการจองที่พัก: 47 % ของนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้จองที่พัก ล่วงหน้า 22-30 วันล่วงหน้า เพื่อให้ได้ห้องพักที่ต้องการ คู่รักนิยมเลือกที่พักแบบแพ็กเกจที่มาพร้อมกับตั๋วเครื่องบินและโรงแรมราคาคุ้มค่า เพราะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการเดินทางท่องเที่ยว โดยมองหาที่พักแบบ รีสอร์ทหรู โรงแรม 4-5 ดาว หรือพูลวิลล่า เพื่อเพิ่มบรรยากาศพิเศษ           AirAsia MOVE มอบทุกสิ่งที่คุณต้องการเกี่ยวกับการเดินทางในแอปพลิเคชั่นเดียวอย่างไร้รอยต่อ ในฐานะตัวแทนการท่องเที่ยวออนไลน์ (OTA) ที่เติบโตเร็วที่สุดในภูมิภาค ซึ่งมีสายการบินมากกว่า 700 สายการบินและพันธมิตรโรงแรมทั่วโลกกว่า 900,000 แห่งให้คุณเลือก!           ติดตามข้อมูลข่าวสารที่อัปเดตก่อนใครจาก AirAsia MOVE โดยติดตาม Instagram @airasiamove.th และ TikTok @airasiamove.th รวมทั้ง Facebook @airasiamove.th เพื่อรับข่าวสารล่าสุด สำหรับประสบการณ์การท่องเที่ยวและการเดินทางที่ราบรื่น ดาวน์โหลดแอป AirAsia MOVE ของคุณจาก Apple App Store และ Google Play Store หรือ Huawei AppGallery

AAVบินสนั่น ดันกำไรทะยาน 552.7% ส่องราคาพื้นฐาน 3.30 บาท

AAVบินสนั่น ดันกำไรทะยาน 552.7% ส่องราคาพื้นฐาน 3.30 บาท

         หุ้นวิชั่น - ทีมข่าวหุ้นวิชั่น รายงาน บริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุถึง AAV ว่า 4Q67 คาดกำไรปกติโตดี แต่มีขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยน ทำให้พลิกเป็นขาดทุนสุทธิ 4Q67 การท่องเที่ยวของประเทศยังคงฟื้นตัว          โดยมีนักท่องเที่ยวต่างประเทศ 9.46 ล้านคน +18.2% YoY ซึ่งสัดส่วนผู้โดยสารของ AAV เป็นต่างประเทศ 40% แต่การเติบโตในประเทศยังคงต่ำกว่าระหว่างประเทศ ประกอบกับการเปิดเส้นทางบินใหม่ 6 เส้นทาง (ในประเทศ 1 เส้นทาง และระหว่างประเทศ 5 เส้นทาง) คาดผู้โดยสารรวมเพิ่มขึ้น +7.9% YoY ที่ 5.5 ล้านคน ค่าตั๋วเฉลี่ยคาดที่ 1,990 บาท/คน -1.9% YoY จากปัญหาน้ำท่วมในหลายพื้นที่ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปลาย 3Q67 โดยเฉพาะแหล่งท่องเที่ยวสำคัญในภาคเหนือ จึงไม่สามารถดันราคาตั๋วขึ้นได้ และคาดรายได้เสริมใกล้เคียงปีก่อนที่ 410 บาท/คน          คาดรายได้จากการขาย/บริการที่ 13,191 ล้านบาท +6% YoY ต้นทุนได้รับปัจจัยบวกจากราคาน้ำมันเครื่องบินที่อ่อนตัวลงทั้ง YoY และ QoQ แม้เที่ยวบินเพิ่มขึ้น คาดต้นทุนลดลง -1.4% และ SG&A โตตามเที่ยวบินที่เพิ่มขึ้น จากการใช้จ่ายด้านการตลาดและค่าใช้จ่ายปลายปี คาดมีกำไรปกติที่ 1,308 ล้านบาท +227.1% YoY          แต่เงินบาทปิดอ่อนค่าใน 4Q67 ที่ 33.99 บาท/ดอลลาร์ เทียบกับสิ้น 3Q67 ที่ 32.29 บาท คาดว่าจะมีขาดทุน Fx ที่ 1,736 ล้านบาท จากปีก่อนมีกำไร Fx ที่ 2,314 ล้านบาท จึงพลิกเป็นขาดทุนสุทธิที่ 81 ล้านบาท -102.9% YoY จากปีก่อนที่มีกำไร 2,814 ล้านบาท          ภาพรวมทั้งปี 2567 AAV คาดมีรายได้ +19.8% ที่ 49,401 ล้านบาท จากผู้โดยสาร +10.3% เป็น 20.82 ล้านคน และคาดกำไรสุทธิที่ 3,040 ล้านบาท +552.7% จากปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 466 ล้านบาท 1Q68 ยังเป็น high season          ส่วนข่าวดาราจีนถูกหลอกยังไม่มีนัยและน่าจะมีผลระยะสั้น ปกติ 1Q จะเป็น high season ต่อเนื่องจาก 4Q แม้จะมีข่าวนักแสดงจีนถูกหลอกจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่เมียนมา โดยมาลงไทยก่อนเดินไปเมียนมา เกิดกระแสความไม่ปลอดภัยในการเดินทางมาไทย ซึ่งนายกสมาคมโรงแรมไทยให้ข้อมูลช่วง ม.ค. มีการยกเลิกห้องพัก 12,428 ห้อง เป็นนักท่องเที่ยวจีน 4,572 ห้อง ยังไม่ได้มีนัย          แต่ต้องติดตามการแก้ไขของรัฐบาลในเรื่องคนจีนถูกหลอกจากขบวนการค้ามนุษย์ ในขณะที่ข้อมูลของวิทยุการบินแห่งประเทศไทย รายงานปริมาณเที่ยวบินช่วงตรุษจีน 26 ม.ค. – 1 ก.พ. 2568 (7 วัน) จะมีเที่ยวบินทั้งในและระหว่างประเทศรวม 19,305 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 14% โดยเที่ยวบินระหว่างไทย-จีน อยู่ที่ 2,718 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 48% และเป็นสัดส่วนสูงสุดของเที่ยวบินระหว่างประเทศ          ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกับ AOT ที่ได้ประมาณการผู้ใช้สนามบิน 6 แห่งของ AOT ช่วงตรุษจีน 24 ม.ค. – 2 ก.พ. 2568 จะมีผู้โดยสารราว 4.03 ล้านคน เพิ่มขึ้น 10.4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเที่ยวบิน 24,599 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้น 16.7% ยังคงสะท้อนภาพเชิงบวกของนักท่องเที่ยวในช่วงตรุษจีนและการเติบโตของนักท่องเที่ยวใน 1Q68 ได้ดี 1Q68 ยังเป็นไตรมาสที่ดีของ AAV ตามการท่องเที่ยวที่เติบโต และนักท่องเที่ยวอินเดียโตดี          วันที่ 1 ม.ค. - 2 ก.พ. จากรายงานกระทรวงการท่องเที่ยวฯ มีนักท่องเที่ยวมาไทยแล้ว 3.97 ล้านคน +21% YoY โดยนักท่องเที่ยวจีนยังมาเป็นอันดับ 1 และเมื่อดูจากช่วงตรุษจีนที่กล่าวมาข้างต้น แนวโน้มใน 1Q68 ของ AAV คาดว่าจะดีขึ้น YoY เพราะ AAV มีเส้นทางบินไปจีน 12 เมือง ในขณะที่นักท่องเที่ยวอินเดียจะโตได้ดีหลังจากการเจรจาสิทธิการบินระหว่างกันไทย-อินเดียได้ข้อตกลงร่วมกันในการเพิ่มจำนวนที่นั่งฝั่งละ 7,000 ที่นั่ง/สัปดาห์ ตั้งแต่ 1 พ.ย. 2567 ใน 6 เมืองสำคัญ “มุมไบ-เดลี-เชนไน-กัลกาตา-บังกาลอร์-ไฮเดอราบัด” ซึ่ง 5 ใน 6 เมือง AAV มีเส้นทางบินอยู่ และเปิดเส้นทางบินในประเทศเพิ่ม โดยใช้สนามบินสุวรรณภูมิเป็นฐานบินไปขอนแก่นและอุดรธานี เริ่ม 1 ก.พ. รวมถึงเข้าร่วมโครงการลดหย่อนภาษี Easy E-Receipt 2.0 สำหรับคนไทยที่ซื้อตั๋วโดยสารเดินทางภายในประเทศตั้งแต่ 16 ม.ค. - 28 ก.พ. ช่วยหนุนผู้โดยสารภายในประเทศ ช่วงที่เหลือของปีจะเปิดเส้นทางบินใหม่จากภูเก็ต-โกชิ เริ่มบิน 11 เม.ย. เป็นเส้นทางบินที่ 3 ที่บินจากภูเก็ตไปอินเดีย ทำให้บินไปอินเดีย 13 เมือง 16 เส้นทางบิน รวมถึงมีแผนเปิดบินไปเมืองออรังคาบัดเป็นเมืองที่ 14 และปี 2568 มีแผนรับเครื่องบินเพิ่ม 6 ลำ เพื่อเน้นตลาดในประเทศ ซึ่งใน 3Q67 AAV มีส่วนแบ่งตลาด 39% มากสุด และอาจเห็นการได้สิทธิการบินที่ 5 (บินไปประเทศที่ 3) จากประเทศอื่นเพิ่มจากเดิมที่ได้สิทธิการบินที่ 5 จากไต้หวันบินไปญี่ปุ่น ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้โดยสาร คงแนะนำ “ซื้อ” ราคาพื้นฐาน 3.30 บาท ยังโตได้ตามการท่องเที่ยวของประเทศ          ในปี 2568 ทาง ททท. ตั้งเป้าให้ได้นักท่องเที่ยวที่ 40 ล้านคน สูงกว่าก่อนเกิดโควิด-19 ในปี 2562 เล็กน้อย แม้นักท่องเที่ยวจีนอาจยังไม่กลับเท่าปี 2562 ที่ 11 ล้านคน แต่จะเห็นนักท่องเที่ยวชาติอื่น ๆ โตทดแทน อีกทั้งการรับเครื่องบินเพิ่มอีก 6 ลำ มาเน้นตลาดในประเทศที่ AAV มีส่วนแบ่งตลาดสูงสุด ซึ่งในปี 2567 AAV คาดการณ์ผู้โดยสาร 20-21 ล้านคน ได้มาที่ 20.82 ล้านคน ก็อยู่ในกรอบเป้าหมาย          ส่วนในปี 2568 ทางฝ่ายคาดผู้โดยสารที่ 22.50 ล้านคนเท่าปี 2562 มีแนวโน้มสูงที่แผนธุรกิจของ AAV ที่ยังไม่ประกาศจะสูงกว่าที่คาดไว้จากการเพิ่มเครื่องบินและจุดบิน คาดในปี 2568 AAV จะมีรายได้ที่ 54,608 ล้านบาท รายได้เฉลี่ย/ตั๋วที่ 2,010 บาท และคาดกำไรสุทธิ (ไม่รวมค่าเงิน) ที่ 3,053 ล้านบาท +9.5% YoY และดีกว่าในช่วงก่อนเกิดโควิด-19 อิง P/B ของปี 2568 ที่ 3 เท่า (เทียบเท่ากับ P/E ที่ 9 เท่า) ราคาพื้นฐานอยู่ที่ 3.30 บาท ยังคงแนะนำ “ซื้อ”

abs

มุ่งมั่นเป็นผู้นำ เชื่อมโยงทุกโครงข่ายระบบคมนาคมขนส่งอย่างยั่งยืน

ยอด นทท. พุ่งรับไฮซีซั่น หุ้นการบินเด่น AAV – SAV เป็น Top pick

ยอด นทท. พุ่งรับไฮซีซั่น หุ้นการบินเด่น AAV – SAV เป็น Top pick

           หุ้นวิชั่น - ทีมข่าวหุ้นวิชั่นรายงาน บล.กรุงศรี มอง Positive ต่อยอด นทท. สัปดาห์ที่ 4/25 เพิ่มต่อเนื่อง (+21% yy +7% ww) จากยอด นทท.จีน (+30% yy +20% ww) เพิ่ม ww ต่อเนื่องตามฤดูกาลที่ใกล้เข้าสู่ช่วงเทศกาลตรุษจีน แนวโน้มสัปดาห์ถัดไปยอด นทท.เพิ่ม ww ต่อเนื่องตามฤดูกาล ยังเชื่อเป้าหมาย ยอด นทท. ปี 2025F ของ Krungsri Research ที่ 40 ล้านคน +13% yy เป็นไปได้ คาดกำไรกลุ่มการบินโตต่อเนื่อง +14% yy คงน้ำหนัก Bullish กลุ่มการบิน และยังเลือก AAV (Buy, TP 3.9 บาท) เป็นหุ้น Top pick กลุ่มฯ ยอด นทท. มีโมเมนตัมบวก w-w ต่อเนื่อง ยอด นทท. สัปดาห์ที่ 4/25 (20-26 ม.ค.) 0.88 ล้านคน (+21% yy +7% ww) คิดเป็น 105% to pre-COVID โดยยอด นทท.จีน 0.18 ล้านคน (+30% yy +20% ww) เพิ่ม w-w ต่อเนื่องติดต่อกันเป็นสัปดาห์ที่สาม คิดเป็น 74% to pre-COVID เนื่องจากได้ปัจจัยบวกจากการเข้าใกล้ช่วงเทศกาลตรุษจีน (27-29 ม.ค. 25) (vs ปี ก่อนหน้า 8-10 ก.พ. 24) และยอด นทท.ชาติอื่นๆ ในกลุ่ม Top 5 (มาเลเซีย รัสเซีย เกาหลี และอินเดีย) ล้วนสูงกว่าช่วง pre-COVID แล้วทั้งสิ้น ยอด นทท. สะสม (1-26 ม.ค.) 3.02 ล้านคน โต +19% yy ราคาน้ำมัน Jet Fuel (27 ม.ค.) 92.78 USD/barrel ลด -4.6% ww ราคาน้ำมัน Jet Fuel เฉลี่ยสะสม (1-27 ม.ค.) ที่ 93.62 USD/barrel (-9% yy +6% qq) ใกล้เคียงสมมติฐานราคาน้ำมัน Jet Fuel เฉลี่ยทั้งปี 2025F ของนักวิเคราะห์ที่ 93 USD/barrel อัตราแลกเปลี่ยน (28 ม.ค.) 33.82 บาท/USD แข็งค่า -0.47 บาท ww และแข็งค่า -0.43 บาทจากสิ้นปี 2024 ความเห็นและคำแนะนำ มอง Positive ยอด นทท. มีโมเมนตัมบวก w-w ต่อเนื่อง จากแรงหนุนการเพิ่มขึ้นต่อเนื่องของ นทท.จีน ที่ได้ประโยชน์จากการใกล้เข้าสู่เทศกาลตรุษจีน แนวโน้มสัปดาห์ถัดไป (สัปดาห์ที่ 5/25) ยอด นทท. ยังมีแนวโน้มเพิ่ม w-w ต่อเนื่องตามฤดูกาลที่เข้าสู่ช่วงเทศกาลตรุษจีน ยังเชื่อเป้าหมาย นทท. ปี 2025F โดย Krungsri Research ที่ 40 ล้านคน โต +13% yy และคาดกำไรปกติกลุ่มการบินปี 2025F โตต่อเนื่อง +14% yy คงน้ำหนัก Bullish หุ้นกลุ่มการบิน และยังเลือก AAV (Buy, TP 3.90) เป็นหุ้น Top pick ของกลุ่มฯ จาก (1) คาดกำไรปกติ 4Q24 โต yy qq เด่นสุดในกลุ่มฯ (2) ได้ประโยชน์จากการเพิ่มขึ้นของ นทท.จีนมากที่สุดในกลุ่มฯ (3) ลุ้น Upside จากการรวมกิจการกับ Thai AirAsia X ตามนโยบายกลุ่ม AirAsia และ (4) ราคาหุ้นยังซื้อขายที่ P/E’25F เพียง 8x ใกล้เคียง -1SD ของค่าเฉลี่ยในอดีต นอกจากนี้ ยังชอบหุ้นเล็กในกลุ่มฯ อย่าง SAV (Buy, TP 27.75) จากการลุ้นปิดดีลสัมปทานการบริหารจราจรทางอากาศที่ สปป.ลาว ใน 1Q25F และคาดกำไรสุทธิ 4Q24F ทำสถิติสูงสุดใหม่ (นับเฉพาะตั้งแต่เกิด COVID-19) ตามการเติบโตของปริมาณเที่ยวบินที่กัมพูชา (เที่ยวบินขึ้น-ลง และบินผ่านน่านฟ้ากัมพูชา)

AAVกำไรปกติQ4โต25% ผู้โดยสารเพิ่ม-เป้า 3.60 บ.

AAVกำไรปกติQ4โต25% ผู้โดยสารเพิ่ม-เป้า 3.60 บ.

หุ้นวิชั่น - บทวิเคราะห์ บล.ดาโอแนะนำ “ซื้อ” AAV ราคาเป้าหมาย 3.60 บาท อิง 2025E core PER ที่ 15.5 เท่า คิดเป็น -1SD จากค่าเฉลี่ย PER ช่วงก่อนโควิดในปีที่มีกำไรปกติ ประเมิน 4Q24E จะมีกำไรปกติ 1.1 พันล้านบาท (+25% YoY, 3Q24 กำไรปกติ +11 ล้านบาท) แต่หากรวม FX loss ตามเงินบาทที่อ่อนค่า จะมีผลขาดทุนสุทธิ -316 ล้านบาท สำหรับกำไรปกติจะดีขึ้นกว่าที่เราทำไว้เดิม จาก 1) ผู้โดยสารจะเพิ่มเป็น 5.5 ล้านคน (+8% YoY, +12% QoQ) เนื่องจากเริ่มเข้า high season ของการท่องเที่ยว โดยโตดีจากผู้โดยสารในประเทศ, อินเดีย, ไต้หวัน และอาเซียน, 2) load factor จะอยู่ที่ 89% (4Q23 = 90%, 3Q24 = 90%) ลดลงเล็กน้อยจากการเพิ่ม capacity, 3) ค่าตั๋วโดยสารเฉลี่ย 4Q24E จะดีขึ้นเป็นเกือบ 2.0 พันบาท จาก 3Q24 ที่ 1.85 พันบาท และ 4) ได้ผลบวกจากราคาน้ำมันเครื่องบินลดลง โดยราคาน้ำมันเครื่องบินเฉลี่ย 4Q24E อยู่ที่ USD88.6/bbl ยังลดลงจากค่าเฉลี่ย 3Q24 ที่ USD92.8/bbl ปรับประมาณการกำไรปกติปี 2024E ขึ้น 5% เป็น 2.7 พันล้านบาท +1,514% YoY จาก 4Q24E ที่จะดีขึ้นจากเดิม ส่วนปี 2025E ยังคงประมาณการกำไรปกติ 3.0 พันล้านบาท +12% YoY โดยประเมินจำนวนผู้โดยสาร 22.1 ล้านคน +6% YoY และค่าโดยสารเฉลี่ยจะทรงตัวจากปี 2024E สำหรับแนวโน้มกำไร 1Q25E จะยังเติบโต YoY, QoQ ได้ เนื่องจากเข้าสู่ high season ของการท่องเที่ยว โดยเที่ยวบินในประเทศจะได้อานิสงส์จากโครงการ "Easy E-Receipt 2.0" ที่สายการบินไทยแอร์เอเชีย (TAA) เข้าร่วมโครงการในครั้งนี้ ส่วนเส้นทางบินระหว่างประเทศจะยังโตดีจาก อินเดีย, เวียดนาม, ไต้หวันและญี่ปุ่น ส่วนจีนยังโตจำกัดจากการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้นราคาหุ้น underperform SET -12%/-12% ใน 1 และ 3 เดือน จากข่าวความกังวลของนักท่องเที่ยวจีนเกี่ยวกับความไม่ปลอดภัยในการเดินทางมาไทย ซึ่งประเมินกระทบช่วงสั้น โดยปัจจุบันยอดยกเลิกเที่ยวบินและยอดจองตั๋วล่วงหน้าของ AAV จากจีนยังไม่มีผลกระทบมากนัก ทั้งนี้ ยังแนะนำ ซื้อ จากกำไรปกติ 4Q24E-1Q25E จะเติบโตดี รวมถึงปี 2025E จะยังดีขึ้นต่อเนื่อง ตามนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ผู้โดยสารโดยรวมจะยังเติบโต ซึ่งช่วยชดเชยเที่ยวบินจีนที่มีแนวโน้มเติบโตจำกัด

AAV คาดQ4งบสวย ลุ้นปีนี้กำไรงามโตต่อ 19%

AAV คาดQ4งบสวย ลุ้นปีนี้กำไรงามโตต่อ 19%

           หุ้นวิชั่น - บล.หยวนต้า ส่องหุ้น AAV โดยประเมินในปี 2025 บริษัทคงแผนรับเครื่องบินใหม่ราว 4-6 ลำ และจะเน้นเส้นทางบินตลาดในประเทศที่ สามารถควบคุมต้นทุนได้ดี ประเมินเป็นปัจจัย หนุนการเติบโตของผลประกอบการปี2025 ฝ่ายวิจัยคงมุมมองบวกต่อแนวโน้มผลประกอบการ หลัง AAV กลับมารายงานกำไรทุกไตรมาสตลอด ปี 2024 ต่อเนื่องปี2025 คาดกำไรปกติเติบโต 19% YoY คงคำแนะนำ “ซื้อ” ปรับไปใช้ราคาเหมาะสม ณ สิ้น ปี 2025 ที่ 3.80 บาท            ทั้งนี้ คาดกำไรปกติ4Q24 ที่1.3 พันลบ. เติบโต เด่น QoQ และ YoY จากการเข้า High Season และผลบวกต้นทุนน้ำมันที่ลดลง ด้านแนวโน้มกำไรปกติ 1Q25 เติบโตทั้ง QoQและ YoY อีกไตรมาสจากการเข้าสู่ High Season หนุนการเพิ่มขึ้นของผู้โดยสาร, Average Fare และ Load Factor ในขณะที่แนวโน้มต้นทุนน้ำมันแม้สูงขึ้นเล็กน้อยQoQ แต่อยู่ในกรอบประมาณการของเรา

abs

SSP : ผู้นำด้านพลังงานหมุนเวียน ทางเลือกใหม่เพื่ออนาคต

AAV คาด Q4 กำไรพุ่ง 90%  เติมเครื่องบินจาก 56 เป็น 60 ลำ หนุนผดส.โต

AAV คาด Q4 กำไรพุ่ง 90% เติมเครื่องบินจาก 56 เป็น 60 ลำ หนุนผดส.โต

           หุ้นวิชั่น - ทีมข่าวหุ้นวิชั่นรายงาน บล.กสิกรไทย คาด AAV จะรายงานผลประกอบการไตรมาส 4/2567 ที่แข็งแกร่ง โดยมีกำไรปกติราว 1.1 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 90% จากปีก่อน จากจำนวนผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้น ด้วยจำนวนเครื่องบินที่เพิ่มเป็น 60 ลำจาก 56 ลำในปีก่อน และอัตรากำไรขั้นต้นที่ดีขึ้นจากเชื้อเพลิง Jet Fuel ที่ลดลง 4% จากไตรมาสก่อนและ 18% จากปีก่อน คาดว่ารายได้จะแข็งแกร่งต่อเนื่องถึงไตรมาส 1/2568 จากจำนวนผู้โดยสารและค่าโดยสารที่ยังอยู่ในระดับสูง โดยมีอัตราส่วนราคาต่อกำไรล่วงหน้าปี 2568 ที่ 6.8 เท่า พร้อมการเติบโตของกำไร 30% AAV: ราคาพื้นฐาน 3.22 บาท

AAVเข้า

AAVเข้า"Easy E-Receipt 2.0" ตั๋วบินในประเทศลดภาษี

หุ้นวิชั่น- บทวิเคราะห์ บล.ดาโอระบุว่า AAV แจ้งผู้ใช้บริการไทยแอร์เอเชีย (รหัส FD) สามารถขอใบกำกับภาษีมูลค่าเพิ่มรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (E-Tax Invoice) ได้แล้ว ผ่านช่องทาง Ask Bo ซึ่งทำให้สายการบินเข้าร่วมโครงการลดหย่อนภาษีของรัฐบาล Easy E-Receipt 2.0 ปี 2568 ได้ เฉพาะผู้ซื้อตั๋วโดยสารและเดินทางเที่ยวบินภายในประเทศ ตั้งแต่วันที่ 16 ม.ค. - 28 ก.พ.2025 ผ่านเว็บไซต์ www.airasia.com หรือแอป AirAsia MOVE และเลือก “เฉพาะเที่ยวบินแอร์เอเชีย” สามารถขอใบกำกับภาษีได้ภายในวันที่ 28 ก.พ.2025 เพื่อนำไปลดหย่อนภาษีเป็นไปตามข้อกำหนดของกรมสรรพากร (ที่มา: เว็บไซต์ AirAsia) มองเป็นบวก จากเดิมที่ยังไม่มีความชัดเจนเกี่ยวกับค่าตั๋วโดยสารจะเข้ารวมโครงการ Easy E-Receipt หรือไม่ และเป็นปีแรกที่เข้าร่วมโครงการ ทำให้ผู้โดยสารที่เดินทางในประเทศมีโอกาสตัดสินใจเดินทางกับสายการบินไทยแอร์เอเชีย รวมถึงเป็นการกระตุ้นการเดินทางมากขึ้น  ทั้งนี้ ในงวด 9M24 AAV มีรายได้จากเที่ยวบินในประเทศคิดเป็น 46% ของรายได้รวม ทั้งนี้ เรายังแนะนำ "ซื้อ" ราคาเป้าหมาย 3.60 บาท อิง 2025E core PER ที่ 15.5 เท่า คิดเป็น -1SD จากค่าเฉลี่ย PER ช่วงก่อนโควิดในปีที่มีกำไรปกติ ขณะที่ระยะสั้นยังมีปัจจัยกดดันจากนักท่องเที่ยวจีนที่กังวลเกี่ยวกับความไม่ปลอดภัยในการเดินทางมาไทย

นทท.จีน ชะลอ กระทบระยะสั้น เคาะ AAV เด่น! โอกาสสะสม รับงบไฮซีซั่น

นทท.จีน ชะลอ กระทบระยะสั้น เคาะ AAV เด่น! โอกาสสะสม รับงบไฮซีซั่น

หุ้นวิชั่น - บล.กรุงศรี ฝ่ายวิจัย คงน้ำหนัก Bullish กลุ่มการบิน และมองประเด็น นทท.จีน ชะลอตัวเป็นปัจจัยลบระยะสั้น มีผลต่อกลุ่มการบินไม่มาก ประเมินเป็น Downside ต่อยอด นทท.รวม -0.2% ถึง -2.4% เท่านั้น ยังเชื่อเป้าหมายยอด นทท.40 ล้านคน ปี 2025F เป็นไปได้ มองเป็นโอกาสสะสมหุ้นกลุ่มการบินรับงบ High season (4Q24-1Q25) และยังเลือก AAV (Buy, TP 3.9) เป็นหุ้น Top pick กลุ่มฯ ฝ่ายวิจัยมองเป็น Setiment ลบระยะสั้นต่อกลุ่มการบิน จาก (1) เหตุการณ์ความไม่ปลอดภัยที่เกิดขึ้น (ซิงซิงและการปล้นกลางเมือง) นั้นเกิดกับนักท่องเที่ยวเฉพาะกลุ่ม ต่างจากในอดีต เช่น การกราดยิงที่ พารากอน (3 ต.ค.23), เรือล่มที่ภูเก็ต (5 ก.ค.18) และระเบิดที่ราชประสงค์(17ส.ค.15) ที่เกิดกับ นทท.ทั่วไป (2) เราประเมิน Scenarios ผลกระทบต่อจำนวน นทท.รวม โดยอิงเหตุการณ์ในอดีต (นทท.จีนลดลง -10% ถึง -30% จากเดือนก่อนหน้าระยะเวลา 1-5เดือน) พบว่ามีผลต่อจำนวน นทท.รวม เพียง -0.2% ถึง -2.4% เท่านั้น (3) มีโอกาสที่ นทท.ชาติอื่นๆ จะฟื้นตัวมาชดเชยการหดตัวของ นทท.จีนได้ เหมือนในปี 2024 นทท.จีนฟื้นมาที่เพียง 61% to Pre COVID แต่ นทท.รวมฟื้นมาที่ 89% จากการฟื้นตัวของ นทท.ภูมิภาคอื่นๆและ (4) ฝ่ายวิจัยเชื่อ ว่ารัฐบาลจะเร่งฟื้นความเชื่อมั่น นทท. เบื้องต้นได้สั่งการให้สำนักงาน ททท.ทั้ง 5แห่งในจีนจัด โปรโมชั่นพิเศษดึงดูดใจในการเข้ามาเที่ยวเมืองไทยและเตรียมแถลงการณ์สร้างความเชื่อมั่น อย่างเป็นรูปธรรมต่อไป ดังนั้น ฝ่ายวิจัยยังเชื่อว่ายอด นทท.ปี 2025F ที่ 40 ล้านคน โต +13%yy ที่คาดการณ์โดย Krungsri Research มีความเป็นไปได้ขณะที่หุ้นที่มีความเสี่ยงจากเหตุการณ์ข้างต้นมากที่สุดอิงตามสัดส่วนรายได้จาก นทท.จีน คือ AAV (สัดส่วนรายได้ นทท.จีน 14%) รองลงมา คือ AOT (สัดส่วน 11%) และ BA (สัดส่วน ไม่เกิน 5%) ฝ่ายวิจัยมองเป็นโอกาสสะสมหุ้นกลุ่มการบิน รับผลประกอบการฟื้นตัวเด่นใน 4Q24F-1Q25F ที่เป็นช่วง High season จากการฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งของ นทท. โดยรวม ราคาตั๋วโดยสารยัง ทรงตัวในระดับสูง และราคาน้ำมันยังทรงตัวในระดับต่ำ           คงน้ำหนัก Bullish หุ้นกลุ่มการบิน และเลือก AAV (Buy, TP 3.90) เป็นหุ้น Top pick ของกลุ่มฯ จาก (1) คาดกำไรปกติ 4Q24 โต yy qq เด่นสุดในกลุ่มฯ (2) ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันต่ำมากสุดในกลุ่มฯ และ (3) ลุ้นการรวมกิจการกับ Thai AirAsiaX ในปี2025F ตามนโยบายกลุ่ม AirAsia ที่มาเลเซีย นอกจากนี้ ยังชอบหุ้นเล็กในกลุ่มฯ อย่าง SAV (Buy, TP 25.75) จากการลุ้นปิดดีลสัมปทานบริหารการจราจรทางอากาศที่ประเทศลาว

abs

ออกแบบและติดตั้งระบบเครือข่ายและระบบสื่อสารอย่างครบวงจร

การบินแกร่ง คาดผดส.ปี 67 พุ่ง 17% โบรกเลือก AAV แนะซื้อ เป้า 3.9 บาท

การบินแกร่ง คาดผดส.ปี 67 พุ่ง 17% โบรกเลือก AAV แนะซื้อ เป้า 3.9 บาท

หุ้นวิชั่น - ทีมข่าวหุ้นวิชั่นรายงานว่า บล.กรุงศรี มอง Positive ต่อกลุ่มการบิน ปริมาณผู้โดยสารช่วง High season มีแนวโน้มฟื้นตัวแข็งแกร่งต่อเนื่องตามคาด โดย AOT คาดปริมาณผู้โดยสารวันที่ 27 ธ.ค. จะทำสถิติสูงสุดในรอบปี 2024F เรายังเลือก AAV (Buy, TP 3.9 บาท) เป็นหุ้น Top pick กลุ่มฯ จากการได้ประโยชน์จาก High season ใน 4Q24F มากที่สุดในกลุ่มฯ AOT คาดสัปดาห์ช่วงปีใหม่ปริมาณผู้โดยสารเพิ่ม +11% yy AOT คาดระหว่างวันที่ 27 ธ.ค. 24 - 2 ม.ค. 25 จะมีผู้โดยสารใช้บริการท่าอากาศยาน 6 แห่ง ประมาณ 2.76 ล้านคน (เฉลี่ย 0.39 ล้านคน/วัน) เพิ่ม +11% yy แบ่งเป็นผู้โดยสารระหว่างประเทศ 1.78 ล้านคน เพิ่ม +20% yy และผู้โดยสารภายในประเทศ 0.98 ล้านคน ลดลง -2% yy AOT คาดวันที่ 27 ธ.ค. 24 จะมีผู้เดินทางผ่านท่าอากาศยานของ AOT มากที่สุด 395,322 คน ความเห็นและคำแนะนำ เรามอง Positive ปริมาณผู้โดยสารมีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่องในช่วง High season ของอุตฯ การบิน เราคาดปริมาณผู้โดยสาร 4Q24F ที่ 33.7 ล้านคน (เฉลี่ย 0.37 ล้านคน/วัน) เพิ่ม +17% yy +16% qq หนุนผลประกอบการหุ้นกลุ่มการบินแข็งแกร่งต่อเนื่อง คาดปริมาณผู้โดยสารปี 2024F ที่ 123.8 ล้านคน +17% yy เทียบเท่า 87% to Pre-COVID และปี 2025F ที่ 140.8 ล้านคน +14% yy เทียบเท่า 98% to Pre-COVID เราคงน้ำหนัก Bullish หุ้นกลุ่มการบิน ระยะสั้นมี Sentiment บวกจาก High season ในช่วง 4Q24F-1Q25F หนุนผลประกอบการแข็งแกร่งต่อเนื่อง โดยตามปกติผลประกอบการ 1Q จะดีกว่า 4Q อีกด้วย เราคาดผลประกอบการปกติปี 2025F ของกลุ่มฯ มีแนวโน้มโตต่อเนื่อง (คาดกำไรปกติ +14% yy) ตามการฟื้นตัวของปริมาณผู้โดยสาร เรายังเลือก AAV (Buy, TP 3.9 บาท) เป็นหุ้น Top pick ของกลุ่มฯ จาก มีโอกาสได้ประโยชน์จาก High season ใน 4Q24F มากที่สุดในกลุ่มฯ (เด่นกว่า BA จากที่ 4Q เป็นช่วงมรสุมเกาะสมุย และเด่นกว่า AOT จากการได้ประโยชน์จากราคาตั๋วโดยสารสูง และราคาน้ำมันต่ำ) มีประเด็นน่าติดตามในปี 2025F จากโอกาสในการควบรวมกับ Thai AirAsia X หลัง Thai AirAsia X ออกจากแผนฟื้นตัวตามนโยบายการรวมธุรกิจสายการบินของกลุ่ม AirAsia ที่มาเลเซีย นอกจากนี้ ยังมีหุ้นเล็กในกลุ่มฯ ที่น่าสนใจ คือ SAV (Buy, TP 25.75 บาท) จากโอกาสได้งานบริหารจราจรทางอากาศที่ประเทศลาวซึ่งมีปริมาณเที่ยวบินสูงกว่าประเทศกัมพูชาที่ SAV ให้บริการอยู่ในปัจจุบัน 2-3 เท่าตัว โดยคาดว่าจะมีการเซ็น MOU ในช่วงต้นปี 2025F

AAV กำไรปกติQ4โตโดด ขานรับธุรกิจ high season

AAV กำไรปกติQ4โตโดด ขานรับธุรกิจ high season

หุ้นวิชั่น -บทวิเคราะห์ บล. ดาโอระบุว่า ยังคงแนะนำ “ซื้อ” AAV ราคาเป้าหมาย 3.60 บาท อิง 2025E core PER ที่ 15.5 เท่า คิดเป็น -1SD จากค่าเฉลี่ย PER ช่วงก่อนโควิดในปีที่มีกำไรปกติ จากการ update กับบริษัทยังคงมองเป็นบวก จาก 1) ผู้โดยสาร ต.ค.-พ.ย. จะอยู่ที่ 1.7/1.8 ล้านคน (3Q24 เฉลี่ยเดือนละ 1.6 ล้านคน) ขณะที่เราประเมินในเดือน ธ.ค. จะเพิ่มเป็น 2.0 ล้านคน ส่งผลให้ 4Q24E จะมีผู้โดยสาร 5.5 ล้านคน (+8% YoY, +12% QoQ) และทั้งปี 2024E จะมีผู้โดยสารที่ 20.8 ล้านคน +10% YoY, 2) load factor เดือน ต.ค.-พ.ย. จะยังทรงตัวดีที่ 90%+/- (4Q23 = 90%, 3Q24 = 90%), 3) ค่าตั๋วโดยสารเฉลี่ย 4Q24E จะดีขึ้นเป็น 2.0-2.1 พันบาท เพิ่มจาก 3Q24 ที่ 1.85 พันบาท และ 4) จะได้ผลบวกจากต้นทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ลดลง ซึ่งคิดเป็น 30%-40% ของต้นทุนรวม นอกจากนั้น ประเมิน 1Q25E AAV จะได้ประโยชน์จากโครงการ Easy E-Receipt 2025 ที่จะช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยว และคาดว่าสายการบินไทยแอร์เอเชีย (TAA) จะเข้าร่วมโครงการครั้งนี้ หลังมีการจัดทำระบบ e-Receipt แล้ว โดยหากเป็นไปตามเงื่อนไขเดิม คาดว่าจะสามารถนำค่าตั๋วโดยสารมาลดหย่อนภาษีได้ เฉพาะเที่ยวบินในประเทศที่จองและเดินทางในช่วงระยะเวลาโครงการ โดยจะต้องซื้อตั๋วโดยสารโดยตรงกับ TAAเรายังคงประมาณการกำไรปกติปี 2024E/25E ที่ 2.6/3.0 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2023 ที่มีกำไรปกติ 167 ล้านบาท จากจำนวนผู้โดยสารที่จะเพิ่มขึ้นเป็น 20.8/22.2 ล้านคน (+10% YoY/+7% YoY)          สำหรับกำไรปกติ 4Q24E จะดีขึ้นเป็นระดับ 900-1,100 ล้านบาท (กำไรปกติ 4Q23 = 877 ล้านบาท, 3Q24 = 11 ล้านบาท) และจะยังคงดีขึ้นต่อเนื่องใน 1Q25E เนื่องจากเข้าสู่ช่วง high season, มีจำนวนเครื่องบินให้บริการเพิ่มขึ้น และค่าตั๋วโดยสารเฉลี่ยที่จะปรับตัวดีขึ้นราคาหุ้น outperform SET +6%/+28% ใน 3 เดือน และ 6 เดือน จากกำไร 9M24 ที่ดีขึ้น แต่ underperform SET -2% ในช่วง 1 เดือน ทั้งนี้ เรายังแนะนำ ซื้อ จากกำไรปกติ 4Q24E-1Q25E จะดีขึ้นมากต่อเนื่อง ทำให้เราประเมินว่าราคาหุ้นจะยัง outperform SET ได้ และยังมี catalyst จากโครงการ Easy E-Receipt ที่จะช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวในช่วง 1Q25E

ราคาน้ำมันปิดลบ ชี้หุ้นสายการบิน AAV รับอานิสงส์

ราคาน้ำมันปิดลบ ชี้หุ้นสายการบิน AAV รับอานิสงส์

  หุ้นวิชั่น - ทีมข่าวหุ้นวิชั่น รายงาน บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) (KSS) น้ำมันดิบ Brent -0.98% d-d ปิดที่ USD 72.67/barrel น้ำมัน WTI -0.91%d-d ปิดที่ USD 69.38/barrel แรงกดดันจากคาดการณ์ Demand การบริโภคน้ำมัน จากมุมมองธนาคารกลางสำคัญมีโอกาสลดดอกเบี้ยในระยะยาวช้าลง และ Dollar index แข็งค่าแรงเป็นปัจจัยกดดัน มองเป็นจิตวิทยาลบต่อหุ้นพลังงานต้นน้ำ แต่ในทางตรงข้ามจะบวกต่อหุ้นสายการบิน AAV กลุ่มวัสดุก่อสร้าง ฯลฯ

abs

Hoonvision

ไฮซีซั่นท่องเที่ยว โบรกมองบวกกลุ่มการบิน ชี้ AAV เด่น

ไฮซีซั่นท่องเที่ยว โบรกมองบวกกลุ่มการบิน ชี้ AAV เด่น

          หุ้นวิชั่น - ทีมข่าวหุ้นวิชั่นรายงานว่า บทวิเคราะห์ บล.กรุงศรี มอง Slightly Negative ยอด นทท. สัปดาห์ที่ 49/24 ยังชะลอตัวเล็กน้อย w-w (+7% y-y, -1% w-w) โดยยอด นทท.ลดลง w-w เกือบทุกกลุ่ม อย่างไรก็ดี ยังคาดยอด นทท.จะฟื้นตัว w-w ในช่วงที่เหลือของเดือน ธ.ค. ซึ่งเป็น High season ของการท่องเที่ยว ด้านราคาน้ำมันลดลง -2% w-w อัตราแลกเปลี่ยนแข็งค่า -0.53 บาท w-w เราคงน้ำหนัก Bullish หุ้นกลุ่มการบิน และเลือก AAV (Buy, TP 3.90) เป็นหุ้น Top pick ของกลุ่มฯ สรุปข้อมูลสำคัญ: ยอด นทท. ลดลง -1% w-w โดยชะลอตัวเล็กน้อย w-w เกือบทุกกลุ่ม - ยอด นทท. สัปดาห์ที่ 49/24 อยู่ที่ 0.70 ล้านคน (+7% y-y, -1% w-w) คิดเป็นสัดส่วน 79% เมื่อเทียบกับ Pre-COVID - ยอด นทท.สะสม 49 สัปดาห์ (YTD) อยู่ที่ 32.72 ล้านคน เพิ่มขึ้น +28% y-y ราคาน้ำมัน Jet Fuel อยู่ที่ 87.35 USD/Barrel (11 ธ.ค.) ลดลง -2% w-w -  ราคาน้ำมันเฉลี่ย 4Q24 (QTD) อยู่ที่ 88.64 USD/Barrel (-17.7% y-y, -3.5% q-q) อัตราแลกเปลี่ยน อยู่ที่ 33.78 บาท/USD (12 ธ.ค.) แข็งค่า -0.53 บาท/USD w-w แต่ยังอ่อนค่า +1.42 บาท/USD จากสิ้นงวด 3Q24 ที่ 32.36 บาท/USD ความเห็นและคำแนะนำ: มอง Slightly Negative ยอด นทท.ลดลง -1% w-w จากการชะลอตัวลงเล็กน้อยของนักท่องเที่ยวเกือบทุกกลุ่ม อย่างไรก็ดี เรายังคาดยอด นทท.จะฟื้นตัว w-w ในช่วงที่เหลือของเดือน ธ.ค. 24 ซึ่งเป็น High season ของการท่องเที่ยว (อิงจากช่วง Pre-COVID และปี 2023, Fig2) KRUNGSRI Research ยังคาดยอด นทท. ปี 2024F ที่ 35.6 ล้านคน เติบโต +27% y-y ราคาน้ำมัน (Jet Fuel) ลดลง -2% w-w และราคาน้ำมันเฉลี่ย 4Q24 (QTD) ลดลง -17.7% y-y และ -3.5% q-q โดยราคาน้ำมันล่าสุด (11 ธ.ค.) ต่ำกว่าสมมติฐานปี 2025F ของเรา (คาดที่ 94.5 USD) -7.15 USD ราคาน้ำมันที่ต่ำกว่าคาดทุกๆ 1 USD จะเป็น Upside ต่อผลประกอบการ AAV +4% และ BA +1% อัตราแลกเปลี่ยน แข็งค่า -0.53 บาท w-w แต่ยังอ่อนค่า +1.42 บาท/USD เมื่อเทียบกับสิ้นงวด 3Q24 ซึ่งเป็นลบต่อ AAV ที่มีหนี้สกุล USD ราว 1,000 ล้านเหรียญ ส่งผลให้ต้องบันทึกรายการพิเศษขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน (ทุกๆ +1 บาท/USD ที่อ่อนค่าจะทำให้ AAV มีรายการพิเศษขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน (หลังหักภาษี) -800 ลบ.) อย่างไรก็ดี มองเป็นเพียงการปรับรายการทางบัญชีที่บริษัทยังไม่รับรู้ผลขาดทุนที่เกิดขึ้นจริง ยังคงน้ำหนัก Bullish หุ้นกลุ่มการบิน และเลือก AAV (Buy, TP 3.90) เป็นหุ้น Top pick ของกลุ่มการบิน จาก: (1) คาดกำไรปกติ 4Q24 โต y-y, q-q เด่นที่สุดในกลุ่มฯ (2) ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันขาลงมากที่สุดในกลุ่มฯ (3) ลุ้นการรวมกิจการกับ Thai AirAsiaX ในปี 2025F (ตามนโยบายของกลุ่ม AirAsia ที่มาเลเซีย) - หุ้นกลุ่มการบินมี Sentiment บวกจากการเข้าสู่ High season (4Q24-1Q25) ซึ่งผลประกอบการมีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่อง และอาจได้ประโยชน์จากนโยบายสนับสนุนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของรัฐบาล - นอกจากนี้ หุ้นเล็กในกลุ่มฯ เช่น SAV (Buy, TP 25.75) ยังมีโอกาสปิดดีล (เซ็น MOU) บริหารการจราจรทางอากาศที่ลาว ซึ่งจะช่วยหนุนผลประกอบการให้เติบโตอย่างมีนัยสำคัญ

ยอดนักท่องเที่ยวเดือนธันวาโตรับไฮซีซัน โบรกเลือก AAV เป็น Top Pick กลุ่ม

ยอดนักท่องเที่ยวเดือนธันวาโตรับไฮซีซัน โบรกเลือก AAV เป็น Top Pick กลุ่ม

           หุ้นวิชั่น - ทีมข่าวหุ้นวิชั่นรายงานว่า บล.กรุงศรี มอง Slightly Negative ยอดนักท่องเที่ยวสัปดาห์ที่ 48/24 อยู่ที่ 0.71 ล้านคน (+19% YoY, -6% WoW) เทียบเท่า 90% ของช่วง Pre-COVID ยอดนักท่องเที่ยวลดลง WoW มากกว่าคาดจากผลกระทบสถานการณ์อุทกภัยที่ภาคใต้ อย่างไรก็ดี เรายังคาดว่ายอดนักท่องเที่ยวจะกลับมาโต WoW อีกครั้งในเดือน ธ.ค. ซึ่งเป็น High season ของการท่องเที่ยว ด้านราคาน้ำมันลด -1% WoW อัตราแลกเปลี่ยนแข็งค่า -0.06 บาท WoW คงน้ำหนัก Bullish หุ้นกลุ่มการบิน และเลือก AAV (Buy, TP 3.90) เป็นหุ้น Top Pick กลุ่มฯ ยอดนักท่องเที่ยวลดลง -6% WoW จากสถานการณ์น้ำท่วม ยอดนักท่องเที่ยวสัปดาห์ที่ 48/24 อยู่ที่ 0.71 ล้านคน (+19% YoY, -6% WoW) คิดเป็นสัดส่วน 90% ของช่วง Pre-COVID ยอดนักท่องเที่ยวหดตัว WoW จากผลกระทบสถานการณ์อุทกภัยที่หาดใหญ่ ซึ่งฉุดยอดนักท่องเที่ยวมาเลเซียลด -22% WoW รวม 48 สัปดาห์ (YTD) ยอดนักท่องเที่ยวอยู่ที่ 32.02 ล้านคน เพิ่ม +29% YoY ราคาน้ำมัน Jet Fuel อยู่ที่ 88.47 USD/Barrel (2 ธ.ค.) ลดลงเล็กน้อย -1% WoW และราคาน้ำมันเฉลี่ย 4Q24 (QTD) อยู่ที่ 88.85 USD/Barrel (-17.5% YoY, -3.3% QoQ) อัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ 34.35 บาท/USD (3 ธ.ค.) แข็งค่าเล็กน้อย -0.06 บาท/USD WoW แต่ยังอ่อนค่า +1.99 บาท/USD จากสิ้นงวด 3Q24 ที่อยู่ที่ 32.36 บาท/USD ความเห็นและคำแนะนำ มอง Slightly Negative ยอดนักท่องเที่ยวลด -6% WoW มากกว่าคาดเล็กน้อยจากผลกระทบสถานการณ์อุทกภัย อย่างไรก็ดี เราคาดว่ายอดนักท่องเที่ยวจะกลับมาฟื้นตัว WoW ต่อเนื่องในเดือน ธ.ค. 2024 ตามฤดูกาล High season ของการท่องเที่ยว (อิงจากช่วง Pre-COVID และปี 2023) Krungsri Research ยังคาดยอดนักท่องเที่ยวปี 2024F ที่ 35.6 ล้านคน โต +27% YoY ราคาน้ำมัน Jet Fuel ลดลง -1% WoW และราคาน้ำมันเฉลี่ย 4Q24 (QTD) ลดลง -17.5% YoY และ -3% QoQ โดยราคาน้ำมันล่าสุด (2 ธ.ค.) ต่ำกว่าสมมติฐานปี 2025F ของเรา (เราคาด 94.5 USD) -6.03 USD ทั้งนี้ ราคาน้ำมันที่ต่ำกว่าที่เราคาดทุกๆ 1 USD จะเป็น Upside ต่อผลประกอบการ AAV +4% และ BA +1% อัตราแลกเปลี่ยนแข็งค่า -0.06 บาท WoW แต่ยังอ่อนค่า +1.99 บาท/USD เมื่อเทียบกับสิ้นงวด 3Q24 ซึ่งเป็นลบต่อ AAV ที่มีหนี้สกุล USD ราว 1,000 ล้านเหรียญ ทำให้ต้องบันทึกรายการพิเศษขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน (ทุกๆ +1 บาท/USD ที่อ่อนค่าจะทำให้ AAV มีรายการพิเศษขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน (หลังหักภาษี) -800 ล้านบาท) อย่างไรก็ดี มองเป็นเพียงการปรับรายการทางบัญชีที่บริษัทยังไม่รับรู้ผลขาดทุนที่เกิดขึ้นจริงเท่านั้น คงน้ำหนัก Bullish หุ้นกลุ่มการบิน และเลือก AAV (Buy, TP 3.90) เป็นหุ้น Top Pick กลุ่มการบินจาก (1) คาดกำไรปกติ 4Q24 โต YoY และ QoQ เด่นที่สุดในกลุ่มฯ (2) ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันขาลงมากสุดในกลุ่มฯ และ (3) ลุ้นการรวมกิจการกับ Thai AirAsia X ในปี 2025F (ตามนโยบายของกลุ่ม AirAsia ที่มาเลเซีย) ทั้งนี้ มองหุ้นกลุ่มการบินมี Sentiment บวกจากการเข้าสู่ High season (4Q24-1Q25) ผลประกอบการมีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่อง และมีโอกาสได้ประโยชน์จากนโยบายสนับสนุนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของรัฐบาล นอกจากนี้ หุ้นเล็กในกลุ่มฯ อย่าง SAV (Buy, TP 25.75) ยังลุ้นปิดดีล (เซ็น MOU) บริหารการจราจรทางอากาศที่ลาว ซึ่งจะหนุนผลประกอบการโตอย่างมีนัยสำคัญ

ส่อง AAV หลัง Q3 พลิกมีกำไร โบรกฯจับตา Q4  ไฮซีซั่น-เส้นทางบินใหม่หนุนโต

ส่อง AAV หลัง Q3 พลิกมีกำไร โบรกฯจับตา Q4 ไฮซีซั่น-เส้นทางบินใหม่หนุนโต

         หุ้นวิชั่น - บล.ฟิลลิป เจาะหุ้น AAV มอง Q3/67 กลับมีกำไรปกติจากปีที่แล้วที่ขาดทุน จากผู้โดยสารและรายได้ตั๋วที่สูงขึ้น และราคาน้ำมันลดลง แต่กำไรสุทธิกลับเพิ่มขึ้นมากจากกำไรค่าเงินตามเงินบาทที่แข็งค่า ส่วน Q4/67 เป็น high season อีกทั้งยังมีการเปิดเส้นทางบินใหม่ทั้งระหว่างปีและใน Q4/67 ซึ่งช่วยหนุนให้ผู้โดยสารเติบโต และค่าตั๋วจะสูงขึ้นทั้งเทียบปีต่อปี (y-y) และไตรมาสต่อไตรมาส (q-q) ตามฤดูกาล กำไรปกติยังมีแนวโน้มดีเทียบปีต่อปี (y-y) แต่เงินบาทกลับมาอ่อนค่าซึ่งจะกดดันให้กำไรสุทธิลดลง จับตา Q4  ไฮซีซั่น พร้อมเรื่องที่ต้องรู้!           ฝ่ายวิจัย มอง Q4/67 คาดว่ากำไรปกติจะดีขึ้นเทียบปีต่อปี (y-y) ตามจำนวนผู้โดยสารและรายได้ตั๋วที่สูงขึ้น อีกทั้ง Q4/67 เป็น high season อีกทั้งยังมีการเปิดเส้นทางบินทั้งระหว่างปีและใน Q4/67 ซึ่งจะช่วยหนุนให้ผู้โดยสารเติบโตได้เทียบปีต่อปี (y-y) รวมถึงรายได้ต่อเที่ยวบิน (รายได้/ตั๋ว) ที่ดีขึ้นตามดีมานด์ ขณะที่ราคาน้ำมันยังต่ำกว่าปีก่อน คาดว่ากำไรปกติจะดีขึ้นทั้งเทียบปีต่อปี (y-y) และไตรมาสต่อไตรมาส (q-q) แต่...ค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลง จะทำให้เกิดขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน (Fx) ซึ่งอาจบดบังผลกำไรสุทธิให้ลดลง ฝ่ายวิจัย แนะนำ ทยอยซื้อ ให้ราคาเป้าหมายปี 2568 ที่ 3.18 บาท

KSS ชี้น้ำมันขาลง คาดปี 2025 เหลือ 1.54 ล้านบาน์เรล การบิน AAV รับอานิสงส์

KSS ชี้น้ำมันขาลง คาดปี 2025 เหลือ 1.54 ล้านบาน์เรล การบิน AAV รับอานิสงส์

          หุ้นวิชั่น - ทีมข่าวหุ้นวิชั่น รายงาน บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) (KSS) เผยรายงานภาวะตลาดน้ำมันประจำเดือน พ.ย. ฝั่ง Demand คาดลดลงในปี 2024 เหลือ 1.82 ล้านบาร์เรล/วัน (ลดลงจากเดือนต.ค. คาด 1.93 ล้านบาร์เรล/วัน)           ส่วนปี 2025 คาดลดลง 1.54 ล้านบาร์เรล/วัน (จากคาด 1.64 ล้านบาร์เรล/วัน) KSS ประเมิน การที่ OPEC ปรับลดคาดการณ์อุปสงค์น้ำมันโลกเป็นเดือนที่ 4 สะท้อนมุมมองแนวโน้มราคาน้ำมันมีโอกาสเดินหน้าเป็นขาลง           โดยรวมมองระยะกลางยาวบวกต่อ หุ้นกลุ่มที่มีต้นทุนน้ำมัน อาทิ กลุ่มสายการบิน เน้น AAV กลุ่ม Anticommodity กลุ่มโรงไฟฟ้า GULF กลุ่มวัสดุก่อสร้าง TASCO

นักท่องเที่ยวเพิ่ม 5% หนุน AOT-AAV-MINT

นักท่องเที่ยวเพิ่ม 5% หนุน AOT-AAV-MINT

          หุ้นวิชั่น- บทวิเคราะห์ บล.ดาโอ ระบุว่า นักท่องเที่ยวสัปดาห์ล่าสุด (4-10 พ.ย.) เพิ่มขึ้น +5% WoW จากอินเดีย, รัสเซียและจีน รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยข้อมูลจำนวนนักท่องเที่ยวสัปดาห์ที่ผ่านมา (4-10 พ.ย.) มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งสิ้น 736,136 คน (+5% WoW/+21% YoY) คิดเป็นจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าประเทศไทยเฉลี่ยวันละ 105,162 คน โดยประเทศมี % เพิ่มขึ้นตามลำดับดังนี้ 1) อินเดีย 51,478 คน (+26% WoW/+94% YoY), 2) รัสเซีย 47,493 คน (+15% WoW), 3) เกาหลีใต้ 34,763 คน (+7% WoW/+9% YoY) และ 4) จีน 103,150 คน (+7% WoW/+50% YoY) ขณะที่มาเลเซียลดลงมาอยู่ที่ 89,463 คน (-27% WoW/-20% YoY) โดยนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาเป็นจำนวนมากจะเป็นนักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะไกล (Long haul) เพราะเป็นช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวกลุ่มภูมิภาคยุโรป อเมริกา และโอเชียเนีย           ขณะที่กลุ่มตลาดระยะใกล้ (Short haul) อย่างมาเลเซียลดลงเพราะเป็นช่วงสิ้นสุดวันหยุดต่อเนื่องในสัปดาห์ก่อนหน้า สำหรับจำนวนนักท่องเที่ยวสะสมตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-10 พ.ย. 24 ทั้งสิ้น 29,816,537 คน เพิ่มขึ้น +29% YoY (ที่มา: กองเศรษฐกิจการท่องเที่ยวและกีฬา)           มองเป็นบวกต่อกลุ่มท่องเที่ยวจากตัวเลขนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น WoW โดยจำนวนนักท่องเที่ยวรวมทำจุดสูงสุดในรอบ 12 สัปดาห์ ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นได้ดีเพราะการเข้าสู่ช่วง High season ของไทย ขณะที่นักท่องเที่ยวอินเดียเริ่มกลับมาเริ่มฟื้นตัวได้ดี +26% WoW และนักท่องเที่ยวรัสเซียมีการเพิ่มขึ้นได้อย่างต่อเนื่องมา 4 สัปดาห์ติดต่อกัน (CENTEL มีสัดส่วนรายได้จากนักท่องเที่ยวรัสเซียมากสุดที่ 5% รองลงมาเป็น ERW ที่ 3%)           ประเมินจำนวนนักท่องเที่ยวรวมเฉลี่ยรายสัปดาห์ในช่วง 11 ต.ค.-17 พ.ย. 67 จะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง จากการเข้ามาของนักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะไกล (Long haul) โดยเฉพาะตลาดภูมิภาคยุโรป ประกอบกับมีมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวที่มีผลต่อจำนวนที่นั่งเข้าไทย (Seat Capacity) ระหว่างเดือน ก.ค. มาจนถึง ธ.ค. ที่จะเพิ่มขึ้น 10% รวมถึงการกระตุ้นและส่งเสริมให้สายการบินเพิ่มจำนวนเที่ยวบินมากยิ่งขึ้น ขณะที่เราคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจะเริ่มมากขึ้นอีกในเดือน ธ.ค. 24 ที่มีหลายเทศกาลเข้ามาช่วยหนุน ทั้งนี้ ภาพรวมของจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งปี 2024E ยังอยู่ในกรอบประมาณการนักท่องเที่ยวรวมและนักท่องเที่ยวจีนที่เราประเมินไว้           โดยหุ้นที่ได้รับประโยชน์จากนักท่องเที่ยวจีนที่เพิ่มขึ้น เรียงลำดับจากมากไปน้อยตามสัดส่วนรายได้จากนักท่องเที่ยวจีน ได้แก่ ERW, CENTEL, MINT, SHR           คงประมาณการจำนวนนักท่องเที่ยวรวมปี 2024E เพิ่มขึ้น +21% YoY และนักท่องเที่ยวจีน +84% YoY เรายังคงประมาณการจำนวนนักท่องเที่ยวรวมปี 2024E จะอยู่ที่ 34 ล้านคน เพิ่มขึ้น +21% YoY และคาดจำนวนนักท่องเที่ยวจีนจะอยู่ที่ 6.5 ล้านคน เพิ่มขึ้นถึง +84% YoY ให้น้ำหนักการลงทุนเป็น “เท่ากับตลาด” โดย Top pick ของกลุ่มท่องเที่ยวเรายังชอบ AAV, AOT และ MINT AAV (ซื้อ/เป้า 3.60 บาท) คาด 4Q24E จะดีโดดเด่นจากการเข้าสู่ high season ส่งผลให้จำนวนผู้โดยสารและค่าตั๋วโดยสารจะเพิ่มขึ้นได้ดี AOT (ซื้อ/เป้า 72.00 บาท) จากแนวโน้มกำไร 1Q-2QFY25E ที่จะยังโต YoY ดีต่อเนื่อง MINT (ซื้อ/เป้า 34.00 บาท) จาก valuation ยังถูกกว่ากลุ่มฯซื้อขาย 2024E EV/EBITDA ที่ 10x (-2.00SD below 10-yr average EV/EBITDA) ถูกกว่า ERW และ CENTEL ที่ average EV/EBITDA ขณะที่คาดกำไรปกติ 4Q24E จะโต YoY ได้ต่อ เพราะเป็น High season จากไทยและมัลดีฟส์

KSS คาดราคาน้ำมันดิบลงต่อ ชูอานิสงส์หุ้นการบิน โรงไฟฟ้า วัสดุก่อสร้าง

KSS คาดราคาน้ำมันดิบลงต่อ ชูอานิสงส์หุ้นการบิน โรงไฟฟ้า วัสดุก่อสร้าง

          หุ้นวิชั่น - ทีมข่าวหุ้นวิชั่น รายงาน บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) (KSS) คาดราคาน้ำมันดิบปรับลงต่อ อิง Brent -2.61%d-d ปิดที่ USD 71.94/barrel น้ำมันดิบ West Texas -3.32%d-d ปิดที่ USD 68.04/barrel แรงกดดันมาจาก 1.)Dollar แข็งค่าต่อเนื่อง 2.)           ตลาดผิดหวังจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจีนในช่วงปลายสัปดาห์ที่แล้ว ไม่มีมาตรการกระตุ้นอสังหา การบริโภค 3.)คลายกังวล Supply น่ำมันที่หายไปจากพายุเฮอร์ริเคนในอ่าวเม็กซิโกจะ กลับมา           โดยรวมมองเป็นจิตวิทยาบวกต่อหุ้นกลุ่มที่มีต้นทุนน้ำมัน อาทิ กลุ่มสายการบิน เน้น AAV, BA กลุ่ม Anticommodity กลุ่มโรงไฟฟ้า GULF กลุ่มวัสดุก่อสร้าง TASCO

นักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น 20% AOT-AAV-MINT รับโชค

นักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น 20% AOT-AAV-MINT รับโชค

          หุ้นวิชั่น - บทวิเคราะห์ บล.ดาโอ ระบุว่า รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยข้อมูลจำนวนนักท่องเที่ยวสัปดาห์ที่ผ่านมา (28 ต.ค.-3 พ.ย.) มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งสิ้น 701,962 คน (+20% WoW/+26% YoY) คิดเป็นจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าประเทศไทยเฉลี่ยวันละ 100,280 คน โดยประเทศมี % เพิ่มขึ้นตามลำดับดังนี้ 1) มาเลเซีย 123,121 คน (+52% WoW/+68% YoY), 2) รัสเซีย 41,397 คน (+27% WoW), 3) อินเดีย 40,956 คน (+6% WoW/+34% YoY), 4) เกาหลีใต้ 32,593 คน (+6% WoW/+8% YoY) และ 5) จีน 96,756 คน (+5% WoW/+44% YoY)           โดยนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาเป็นจำนวนมากในทุกกลุ่มตลาด ทั้งนักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะไกล (Long haul) และกลุ่มตลาดระยะใกล้ (Short haul) โดยนักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะไกล (Long haul) เดินทางเข้ามาจำนวน 243,204 คน หรือเพิ่มขึ้น 25% WoW ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่มีจำนวนนักท่องเที่ยวจากกลุ่มตลาดระยะไกลเดินทางเข้ามาแตะระดับ 200,000 คน นับตั้งแต่เดือนมี.ค. โดยมีปัจจัยจากการเข้าสู่ High season ของนักท่องเที่ยวยุโรป อเมริกา และโอเชียเนีย โดยเฉพาะตลาดรัสเซียและเยอรมันที่เดินทางเข้ามาเพิ่มขึ้นกว่า 8,000 คน           ขณะที่นักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะใกล้ (Short haul) ฟื้นตัวด้านการเดินทางเช่นกัน โดยเดินทางเข้ามาเพิ่มขึ้น 18% WoW จากการมีวันหยุดต่อเนื่อง (เทศกาลดิวาลี) ในหลายประเทศ อาทิ อินเดีย มาเลเซีย และสิงคโปร์           สำหรับจำนวนนักท่องเที่ยวสะสมตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-3 พ.ย. 24 ทั้งสิ้น 29,080,399 คน เพิ่มขึ้น +29% YoY (ที่มา: กองเศรษฐกิจการท่องเที่ยวและกีฬา)           DAOL: เรามองเป็นบวกต่อกลุ่มท่องเที่ยวจากตัวเลขนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น WoW ทุกประเทศ โดยจำนวนนักท่องเที่ยวรวมทำจุดสูงสุดในรอบ 11 สัปดาห์ ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นได้ดีเพราะการเข้าสู่ช่วง High season ของไทย ขณะที่นักท่องเที่ยวรัสเซียเริ่มเพิ่มขึ้นได้อย่างต่อเนื่องมา 3 สัปดาห์ติดต่อกัน (CENTEL มีสัดส่วนรายได้จากนักท่องเที่ยวรัสเซียมากสุดที่ 5% รองลงมาเป็น ERW ที่ 3%) โดยเราประเมินจำนวนนักท่องเที่ยวรวมเฉลี่ยรายสัปดาห์ในช่วง 4 ต.ค.-10 พ.ย. 67 จะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง จากการเข้ามาของนักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะไกล (Long haul) โดยเฉพาะตลาดภูมิภาคยุโรป ประกอบกับมีมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวที่มีผลต่อจำนวนที่นั่งเข้าไทย (Seat Capacity) ระหว่างเดือน ก.ค. มาจนถึง ธ.ค. ที่จะเพิ่มขึ้น 10% รวมถึงการกระตุ้นและส่งเสริมให้สายการบินเพิ่มจำนวนเที่ยวบินมากยิ่งขึ้น ขณะที่เราคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจะเริ่มมากขึ้นอีกในเดือน ธ.ค. 24 ที่มีหลายเทศกาลเข้ามาช่วยหนุน ทั้งนี้ ภาพรวมของจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งปี 2024E ยังอยู่ในกรอบประมาณการนักท่องเที่ยวรวมและนักท่องเที่ยวจีนที่เราประเมินไว้ โดยหุ้นที่ได้รับประโยชน์จากนักท่องเที่ยวจีนที่เพิ่มขึ้น เรียงลำดับจากมากไปน้อยตามสัดส่วนรายได้จากนักท่องเที่ยวจีน ได้แก่ ERW, CENTEL, MINT, SHR คงประมาณการจำนวนนักท่องเที่ยวรวมปี 2024E เพิ่มขึ้น +21% YoY และนักท่องเที่ยวจีน +84% YoY เรายังคงประมาณการจำนวนนักท่องเที่ยวรวมปี 2024E จะอยู่ที่ 34 ล้านคน เพิ่มขึ้น +21% YoY และคาดจำนวนนักท่องเที่ยวจีนจะอยู่ที่ 6.5 ล้านคน เพิ่มขึ้นถึง +84% YoY ให้น้ำหนักการลงทุนเป็น “เท่ากับตลาด” โดย Top pick ของกลุ่มท่องเที่ยวยังชอบ AAV, AOT และ MINT AAV (ซื้อ/เป้า 3.60 บาท) 3Q24E จะยังมีกำไรปกติได้แม้จะอยู่ในช่วง low season จากผู้โดยสารและค่าตั๋วโดยสารที่ยังดี ขณะที่ 4Q24E จะดีขึ้นโดดเด่นจากการเริ่มเข้าสู่ high season AOT (ซื้อ/เป้า 72.00 บาท) จากแนวโน้มกำไร 1Q-2QFY25E ที่จะยังโต YoY ดีต่อเนื่อง MINT (ซื้อ/เป้า 34.00 บาท) จาก valuation ยังถูกกว่ากลุ่มฯซื้อขาย 2024E EV/EBITDA ที่ 10x (-2.00SD below 10-yr average EV/EBITDA) ถูกกว่า ERW และ CENTEL ที่ average EV/EBITDA ขณะที่คาดกำไรปกติ 3Q24E จะโต YoY ได้ต่อ โดย RevPAR ที่ยุโรปยังเพิ่มขึ้นที่ +9% YoY และไทย RevPAR เพิ่มขึ้น +15% YoY ส่วน 4Q24E จะมี High season จากไทยและมัลดีฟส์ช่วยหนุน

นักท่องเที่ยวมาไทยเพิ่ม 2% โฟกัส AOT-AAV-MINT

นักท่องเที่ยวมาไทยเพิ่ม 2% โฟกัส AOT-AAV-MINT

           หุ้นวิชั่น - บล. ดาโอ ระบุว่า นักท่องเที่ยวสัปดาห์ล่าสุด (21-27 ต.ค.) เพิ่มขึ้น +2% WoW จากรัสเซีย, เกาหลีเพิ่ม แต่จีนลดลงเล็กน้อย รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยข้อมูลจำนวนนักท่องเที่ยวสัปดาห์ที่ผ่านมา (21-27 ต.ค.) มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งสิ้น 584,462 คน (+2% WoW/+16% YoY) คิดเป็นจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าประเทศไทยเฉลี่ยวันละ 83,495 คน โดยประเทศมี % เพิ่มขึ้นตามลำดับดังนี้ 1) รัสเซีย 32,491 คน (+10% WoW), 2) เกาหลีใต้ 30,862 คน (+5% WoW/+13% YoY) และ 3) มาเลเซีย 80,873 คน (+4% WoW/+7% YoY) ขณะที่ประเทศมี % ลดลงตามลำดับดังนี้ 1) อินเดีย 38,743 คน (-3% WoW/+19% YoY) และ 2) จีน 92,517 คน (-1% WoW/+57% YoY) โดยการเพิ่มขึ้นส่วนใหญ่มาจากการเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยว (High season) ของภูมิภาคยุโรป และภูมิภาคอเมริกา ส่งผลให้นักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะไกล (Long haul) เดินทางเข้ามาเพิ่มขึ้น 5.15% WoW และเป็นการขยายตัวด้านการเดินทางอย่างต่อเนื่อง 5 สัปดาห์ สำหรับจำนวนนักท่องเที่ยวสะสมตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-27 ต.ค. 24 ทั้งสิ้น 28,378,473 คน เพิ่มขึ้น +30% YoY (ที่มา: กองเศรษฐกิจการท่องเที่ยวและกีฬา)            บล.ดาโอ มอง เป็นกลางต่อกลุ่มท่องเที่ยวจากตัวเลขนักท่องเที่ยวรวมที่เพิ่มขึ้น WoW แต่จีนหดตัวลงเล็กน้อย ถึงแม้ว่าจำนวนนักท่องเที่ยวรวมจะเพิ่มขึ้นได้เล็กน้อยที่ +2% WoW แต่จำนวนนักท่องเที่ยวหลักอย่างจีนและอินเดียมีการปรับตัวลง -1% WoW และ -3% WoW ตามลำดับ อย่างไรก็ดี นักท่องเที่ยวรัสเซียเริ่มเพิ่มขึ้นได้อย่างต่อเนื่องมา 2 สัปดาห์ติดต่อกัน โดยเราประเมินจำนวนนักท่องเที่ยวรวมเฉลี่ยรายสัปดาห์ในช่วง 28 ต.ค.-3 พ.ย. 67 จะค่อยๆเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะการเข้าสู่ช่วง High season ของไทย และมีปัจจัยส่งเสริมการเดินทางจากวันหยุดในเทศกาลดิวาลีในหลายประเทศ อาทิ มาเลเซีย และสิงคโปร์ และคาดว่าจะเริ่มมากขึ้นอีกในเดือน ธ.ค. 24 ที่มีหลายเทศกาลเข้ามาช่วยหนุน ทั้งนี้ ภาพรวมของจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งปี 2024E ยังอยู่ในกรอบประมาณการนักท่องเที่ยวรวมและนักท่องเที่ยวจีนที่เราประเมินไว้ โดยหุ้นที่ได้รับประโยชน์จากนักท่องเที่ยวจีนที่เพิ่มขึ้น เรียงลำดับจากมากไปน้อยตามสัดส่วนรายได้จากนักท่องเที่ยวจีน ได้แก่ ERW, CENTEL, MINT, SHR คงประมาณการจำนวนนักท่องเที่ยวรวมปี 2024E เพิ่มขึ้น +21% YoY และนักท่องเที่ยวจีน +84% YoY เรายังคงประมาณการจำนวนนักท่องเที่ยวรวมปี 2024E จะอยู่ที่ 34 ล้านคน เพิ่มขึ้น +21% YoY และคาดจำนวนนักท่องเที่ยวจีนจะอยู่ที่ 6.5 ล้านคน เพิ่มขึ้นถึง +84% YoY ให้น้ำหนักการลงทุนเป็น “เท่ากับตลาด” โดย Top pick ของกลุ่มท่องเที่ยวเรายังชอบ AAV, AOT และ MINT AAV (ซื้อ/เป้า 3.20 บาท) 3Q24E จะยังมีกำไรปกติได้แม้จะอยู่ในช่วง low season จากผู้โดยสารและค่าตั๋วโดยสารที่ยังดี ขณะที่ 4Q24E จะดีขึ้นโดดเด่นจากการเริ่มเข้าสู่ high season AOT (ซื้อ/เป้า 72.00 บาท) จากแนวโน้มกำไร 1Q-2QFY25E ที่จะยังโต YoY ดีต่อเนื่อง MINT (ซื้อ/เป้า 34.00 บาท) จาก valuation ยังถูกกว่ากลุ่มฯซื้อขาย 2024E EV/EBITDA ที่ 10x (-2.00SD below 10-yr average EV/EBITDA) ถูกกว่า ERW และ CENTEL ที่ average EV/EBITDA ขณะที่เราคาดว่า 3Q24E จะโต YoY ได้ต่อเพราะยังเป็น High season ที่ยุโรป โดย RevPAR ที่ยุโรปยังเพิ่มขึ้นได้ดีที่ +15% YoY และมี ADR เพิ่มขึ้นได้ +12% YoY ส่วนไทย RevPAR เพิ่มขึ้นได้ที่ +16% YoY ส่วน 4Q24E จะมี High season จากไทยและมัลดีฟส์ช่วยหนุน

คัด 3 หุ้นที่ได้รับประโยชน์จากเงินบาทที่แข็งค่าและมีแนวโน้มธุรกิจที่เติบโต [HoonVision x FynnCorp]

คัด 3 หุ้นที่ได้รับประโยชน์จากเงินบาทที่แข็งค่าและมีแนวโน้มธุรกิจที่เติบโต [HoonVision x FynnCorp]

          ในช่วงที่เงินบาทแข็งค่า ตลาดหุ้นไทยกำลังเผชิญกับโอกาสการลงทุนที่น่าสนใจเป็นพิเศษ การแข็งค่าของเงินบาทในครั้งนี้เป็นผลจากการที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) ได้ประกาศลดอัตราดอกเบี้ย ส่งผลให้เงินดอลลาร์อ่อนค่าลง แม้ธนาคารแห่งประเทศไทยจะมีการลดดอกเบี้ยเช่นกัน แต่เงินบาทยังคงแข็งแกร่งเนื่องจากปัจจัยเชิงโครงสร้างทางนโยบายการเงินโลกที่ซับซ้อน           ในภาวะที่ค่าเงินบาทแข็งขึ้นเช่นนี้ นักลงทุนควรจับตามองหุ้นที่สามารถใช้ประโยชน์จากสถานการณ์ดังกล่าวได้อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะบริษัทที่มีปัจจัยหนุนด้านธุรกิจแข็งแกร่งในช่วงปลายปีและต่อเนื่องไปถึงต้นปีหน้า ซึ่งจะช่วยเสริมแรงบวกจากการเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยนให้ชัดเจนยิ่งขึ้น SYNEX, AAV และ GULF เป็นหุ้นสามตัวที่มีโอกาสได้รับประโยชน์จากทั้งค่าเงินบาทที่แข็งค่าและแนวโน้มธุรกิจที่เติบโตในไตรมาสสุดท้ายของปี รวมถึงมีศักยภาพในการเติบโตต่อเนื่องในอนาคต 1) SYNEX: ผู้นำด้านการจัดจำหน่ายสินค้า IT ที่พร้อมจะได้ประโยชน์จากต้นทุนที่ลดลง SYNEX ผู้นำในการจัดจำหน่ายสินค้า IT ในไทย มีแนวโน้มได้ประโยชน์จากเงินบาทแข็งค่าซึ่งช่วยลดต้นทุนนำเข้าและเพิ่มอัตรากำไร ประกอบกับการเติบโตของตลาด IT จากเทรนด์การทำงานที่บ้านและเรียนออนไลน์ บริษัทมีโอกาสเติบโตทั้งยอดขายและกำไร โดยเฉพาะในไตรมาส 4 ที่มีเทศกาลช้อปปิ้งและแผนเปิดตัวสินค้าใหม่ในปี ภาพรวมธุรกิจ บริษัท ซินเน็ค จำกัด (มหาชน) หรือ SYNEX เป็นผู้จัดจำหน่ายสินค้าเทคโนโลยีในประเทศไทย โดยจำหน่ายผลิตภัณฑ์ประเภทคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ต่อพ่วง ซอฟต์แวร์ ระบบสารสนเทศ และอุปกรณ์สื่อสาร บริษัทฯ เป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าจากผู้ผลิตมากกว่า 50 แบรนด์จากต่างประเทศ ตั้งแต่ Apple, Huawei, Nintendo และ Samsung SYNEX มีฐานลูกค้าเป็นผู้ประกอบการประมาณ 5,000 ราย ประกอบไปด้วยผู้วางระบบซอฟต์แวร์ ผู้ผลิตคอมพิวเตอร์ ห้างสรรพสินค้า และร้านค้าปลีกทั่วประเทศ โดย SYNEX มีช่องทางการจำหน่ายครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ และให้บริการจัดส่งสินค้าและบริการหลังการขาย บริษัทมีรายได้รวมในปี 2566 และช่วงครึ่งแรกของปี 2567 อยู่ที่ประมาณ 36,000 ล้านบาท และ 18,000 ล้านบาทตามลำดับ โดยปกติแล้ว จะมีสัดส่วนรายได้จากการขายอุปกรณ์ ซอฟต์แวร์ หรือ ระบบไอที มากกว่า 99% ของรายได้ทั้งหมด แผนภูมิแสดงรายละเอียดรายได้และค่าใช้จ่ายของ SYNEX ในปี 2023 โดยมีรายได้หลักจากการขายอุปกรณ์คอมพิวเตอร์และไอที มากถึง 36.47 พันล้านบาท คิดเป็น 99.7% ของรายได้ทั้งหมด สัดส่วนของรายได้แยกตามหมวดของสินค้า โดยมีเปอร์เซ็นต์ของช่วงครึ่งปีแรกของ 2024 เป็นสัดส่วนที่อยู่วงนอก ต้นทุนหลักของ SYNEX คือต้นทุนขายสินค้า ซึ่งคิดเป็นประมาณ 93% ของรายได้ เมื่อแบ่งลงไปอีก จะแยกเป็นการจัดซื้อสินค้า 69% จากผู้ผลิตต่างประเทศที่มีฐานการผลิตในไทย และนำเข้า 31% จากผู้ผลิตในต่างประเทศโดยตรง ในด้านการบริหารสินค้าคงคลัง SYNEX ใช้ระบบการสั่งซื้อตามความถี่การขาย โดยสั่งซื้อสินค้าที่มียอดขายสูงอย่างสม่ำเสมอ และสั่งซื้อล่วงหน้าสำหรับสินค้าโครงการหรือสินค้าที่มีระยะเวลาการส่งมอบนานโดยทั่วไป บริษัทได้รับเครดิตเทอม 30-60 วันจากผู้ผลิตในประเทศ และ 30-45 วันจากผู้ผลิตต่างประเทศ ผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยน เมื่อเงินบาทแข็งค่า ราคาหุ้นของ SYNEX ก็มักจะปรับตัวขึ้นตามไปด้วย กราฟนี้แสดงให้เห็นว่าการแข็งค่าของเงินบาท (USD/THB ลดลง) มักสอดคล้องกับการเพิ่มขึ้นของราคาหุ้น SYNEX FynnCorp IAS มองว่าการแข็งค่าของเงินบาทส่งผลดีโดยตรงต่อ SYNEX เนื่องจากช่วยลดต้นทุนการนำเข้าสินค้า IT จากต่างประเทศ ซึ่งคิดเป็น 31% ของสินค้าทั้งหมด ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการเพิ่มขึ้นของอัตรากำไรขั้นต้นและกำไรสุทธิ เหตุใด SYNEX จึงน่าลงทุน? ผลประโยชน์จากเงินบาทแข็งและการเติบโตของตลาด IT: SYNEX ได้รับประโยชน์โดยตรงจากการลดลงของต้นทุนนำเข้าเมื่อเงินบาทแข็งค่า ในขณะเดียวกัน ความต้องการสินค้า IT ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องจากเทรนด์การทำงานที่บ้านและการเรียนออนไลน์ ทำให้บริษัทมีโอกาสเติบโตทั้งในด้านยอดขายและอัตรากำไร โอกาสจากยอดขายพุ่งในไตรมาส 4 และการเปิดตัวสินค้าใหม่: ช่วงเทศกาลช้อปปิ้งปลายปีมักส่งผลให้ยอดขายของ SYNEX เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ประกอบกับแผนการเปิดตัวสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตรุ่นใหม่ในไตรมาส 4 ปี 2567 จะเป็นตัวเร่งสำคัญในการเติบโตของรายได้ ปัจจัยเสี่ยง การแข่งขันที่รุนแรงและการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี: ตลาด IT มีการแข่งขันสูงและเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว SYNEX ต้องรักษาความสามารถในการแข่งขันและบริหารสินค้าคงคลังอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาสินค้าล้าสมัย ภาวะเศรษฐกิจและการพึ่งพาซัพพลายเออร์: ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวอาจส่งผลต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค ในขณะที่การพึ่งพาซัพพลายเออร์รายใหญ่อาจทำให้เกิดความเสี่ยงด้านความต่อเนื่องของธุรกิจหากเกิดปัญหากับซัพพลายเออร์หลัก 2) AAV: โอกาสจากการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวและเงินบาทแข็งค่า AAV ผู้นำสายการบินต้นทุนต่ำในไทย มีแนวโน้มได้ประโยชน์จากการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเงินบาทแข็งค่าซึ่งช่วยลดต้นทุนดำเนินงานที่อยู่ในรูปสกุลเงินดอลลาร์ เช่น ค่าเช่าเครื่องบินและค่าบำรุงรักษา บริษัทมีโอกาสเติบโตจากแผนขยายเส้นทางบินใหม่ โดยเฉพาะในเส้นทางที่มียอดจองสูง และการปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงาน ภาพรวมธุรกิจ บริษัท เอเชีย เอวิเอชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ AAV เป็นบริษัทแม่ของสายการบินไทยแอร์เอเชีย ซึ่งเป็นสายการบินต้นทุนต่ำชั้นนำในประเทศไทยที่ให้บริการทั้งเที่ยวบินภายในประเทศและระหว่างประเทศทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในปี 2023 AAV มีรายได้จากการดำเนินงานเที่ยวบินหลักอยู่ที่ 41 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 135% จากปี 2022 สะท้อนถึงความสำเร็จในการเพิ่มความถี่ของเที่ยวบินและการขยายเส้นทางบินใหม่ๆ เพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นในตลาดการบิน โดยรายได้จากเที่ยวบินภายในประเทศคิดเป็น 60% และระหว่างประเทศคิดเป็น 40% ของรายได้ทั้งหมด ภาพแสดงการกระจายรายได้และค่าใช้จ่ายของ AAV ในปี 2023 โดยรายได้หลักมาจากการดำเนินงานเที่ยวบิน (41.03 พันล้านบาท) ในปี 2566 ต้นทุนหลักของ AAV ประกอบด้วย ค่าน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งคิดเป็น 37% ของต้นทุนรวม และยังเป็นต้นทุนที่มีความผันผวนสูงตามราคาน้ำมันโลก นอกจากนี้ยังมี ค่าใช้จ่ายสนามบินและค่าจอดเครื่องบิน คิดเป็น 14% ซึ่งรวมถึงค่าธรรมเนียมการใช้สนามบินและการจอดเครื่องบิน และ ค่าบำรุงรักษาและค่าซ่อมแซม คิดเป็น 15% ของต้นทุนรวม เป็นค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการดูแลรักษาเครื่องบินให้พร้อมใช้งานและปลอดภัย ผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยน การแข็งค่าของเงินบาทส่งผลดีโดยตรงต่อ AAV เนื่องจากช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายที่อยู่ในรูปสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ เช่น ค่านํ้ามัน, ค่าเช่าเครื่องบิน และค่าบำรุงรักษา ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการเพิ่มขึ้นของอัตรากำไรขั้นต้นและกำไรสุทธิ เหตุใด AAV จึงน่าลงทุน การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวในภูมิภาค: ตลาดการท่องเที่ยวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว โดยคาดการณ์ว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในปี 2567 AAV อยู่ในตำแหน่งที่ดีในการได้รับประโยชน์จากการเติบโตนี้ ด้วยเครือข่ายเส้นทางบินที่ครอบคลุมและแบรนด์ที่แข็งแกร่งในภูมิภาค การปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงาน: AAV ได้ดำเนินการปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิงและการบริหารจัดการฝูงบิน กลยุทธ์การขยายธุรกิจที่มุ่งเน้นการเติบโต: AAV มีแผนขยายเส้นทางบินใหม่ โดยเฉพาะในเส้นทางที่มีศักยภาพสูงและมียอดจองแน่น เช่น เส้นทางไปยังประเทศจีนและญี่ปุ่น การขยายตัวนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยเพิ่มรายได้ แต่ยังช่วยกระจายความเสี่ยงทางภูมิศาสตร์และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว ปัจจัยเสี่ยง ความไม่แน่นอนของการฟื้นตัวของการท่องเที่ยว: แม้ว่าการท่องเที่ยวจะมีแนวโน้มฟื้นตัว แต่ยังมีความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก เช่น สถานการณ์โรคระบาด หรือความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ที่อาจส่งผลกระทบต่อปริมาณนักท่องเที่ยวในระยะสั้น ความผันผวนของราคาน้ำมันเชื้อเพลิง: แม้ว่าราคาน้ำมันจะมีแนวโน้มลดลง แต่ยังมีความเสี่ยงจากความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน ซึ่งอาจส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อต้นทุนการดำเนินงานของ AAV การแข่งขันที่รุนแรงในอุตสาหกรรมการบิน: การฟื้นตัวของการท่องเที่ยวอาจนำไปสู่การแข่งขันที่รุนแรงขึ้นในอุตสาหกรรมการบิน โดยเฉพาะในด้านราคา ซึ่งอาจกดดันอัตรากำไรของ AAV ในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวที่กำลังจะมาถึง 3)  GULF: ผู้นำด้านพลังงานสะอาดและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ได้ประโยชน์จากเงินบาทแข็งค่า GULF ผู้นำในธุรกิจพลังงานของไทย กำลังขยายการลงทุนสู่พลังงานหมุนเวียนและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล โดยได้รับประโยชน์จากเงินบาทแข็งค่าซึ่งช่วยลดภาระหนี้สินในสกุลเงินดอลลาร์และต้นทุนการนำเข้าเทคโนโลยี บริษัทมีโอกาสเติบโตจากแนวโน้มการลดการปล่อยคาร์บอนทั่วโลกและการเพิ่มขึ้นของความต้องการบริการดิจิทัล โดยเฉพาะการลงทุนในโครงการพลังงานหมุนเวียนและศูนย์ข้อมูล นอกจากนี้ GULF ยังมีความได้เปรียบจากประสบการณ์และเครือข่ายในอุตสาหกรรมพลังงาน ภาพรวมธุรกิจ บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF เป็นผู้นำในธุรกิจพลังงานของประเทศไทย โดยดำเนินโครงการด้านพลังงานทั้งจากพลังงานฟอสซิลและพลังงานหมุนเวียน ในปี 2566 บริษัทมีรายได้รวมประมาณ 114 พันล้านบาท เติบโตขึ้น 21% จากปีก่อน โดยรายได้หลักมาจากธุรกิจพลังงานไฟฟ้าและธุรกิจก๊าซธรรมชาติ GULF มีแผนขยายการลงทุนในพลังงานหมุนเวียนและโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัล โดยตั้งเป้าเพิ่มกำลังการผลิตพลังงานสะอาดและขยายศูนย์ข้อมูล (Data Centers) ในประเทศไทย โดย GULF เองมีแผนที่จะลงทุน มากถึง 1,800 ล้านบาทใน Data Center ในช่วงระยะเวลา 4 ปีข้างหน้า รายได้หลักของ GULF ในปี 2023 มาจากธุรกิจพลังงานเป็นหลัก คิดเป็น 93% ของรายได้รวม ซึ่งประกอบไปด้วย ธุรกิจก๊าซธรรมชาติ และธุรกิจพลังงานหมุนเวียน รายได้ส่วนอื่นของ GULF จะมาจากโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภค, ธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และอื่นๆ แผนภูมิแสดงรายได้และค่าใช้จ่ายของ GULF ในปี 2023 โดยรายได้หลักมาจากธุรกิจพลังงาน เป็น 106.13 พันล้านบาท สิ้นปี 2566 GULF มีหนี้ที่มีภาระดอกเบี้ยกว่า 282,626 ล้านบาท โดยเกือบ 18% อยู่ในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ ทำให้ค่าเงินมีบทบาทสำคัญต่อภาระหนี้ของบริษัท ในปีที่ผ่านมา บริษัทต้องบันทึกขาดทุนทางบัญชี 576 ล้านบาท จากการที่เงินบาทแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์ แม้ว่าจะไม่ใช่การสูญเสียเงินสดจริง แต่ก็ส่งผลต่อการรายงานผลประกอบการ อย่างไรก็ตาม การแข็งค่าของเงินบาทกลับเป็นผลดีต่อ GULF ในแง่ของการจ่ายหนี้ เพราะทำให้ใช้เงินจ่ายน้อยลงเมื่อหนี้อยู่ในสกุลเงินดอลลาร์ ผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยน การแข็งค่าของเงินบาทส่งผลดีต่อ GULF ในหลายด้าน ประการแรก ช่วยลดภาระหนี้สินในสกุลเงินดอลลาร์ ทำให้บริษัทมีโอกาสในการลดต้นทุนทางการเงินและเพิ่มความสามารถในการชำระหนี้ ประการที่สอง ช่วยลดต้นทุนการนำเข้าเทคโนโลยีและอุปกรณ์สำหรับโครงการพลังงานหมุนเวียนและศูนย์ข้อมูล ซึ่งส่วนใหญ่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ นอกจากนี้ ยังเพิ่มความคล่องตัวในการขยายการลงทุน ทำให้ GULF สามารถเร่งแผนการลงทุนในโครงการที่มีศักยภาพสูงได้เร็วขึ้น เหตุใด GULF จึงน่าลงทุน โอกาสการเติบโตในธุรกิจพลังงานสะอาดและดิจิทัล: GULF กำลังขยายการลงทุนในพลังงานหมุนเวียนและศูนย์ข้อมูล ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มการลดการปล่อยคาร์บอนทั่วโลกและการเติบโตของความต้องการบริการดิจิทัล การลงทุนในสองธุรกิจที่มีศักยภาพสูงนี้จะช่วยสร้างแหล่งรายได้ใหม่และกระจายความเสี่ยงทางธุรกิจ ประโยชน์จากการบริหารต้นทุนและหนี้สินอย่างมีประสิทธิภาพ: การแข็งค่าของเงินบาทช่วยลดต้นทุนการนำเข้าอุปกรณ์และเทคโนโลยีสำหรับโครงการใหม่ ขณะเดียวกันก็ช่วยลดภาระหนี้สินในสกุลเงินดอลลาร์ เปิดโอกาสให้ GULF สามารถรีไฟแนนซ์หนี้ในอัตราที่ต่ำลง เพิ่มความสามารถในการทำกำไรและการลงทุนในอนาคต ตำแหน่งทางการตลาดที่แข็งแกร่งในอุตสาหกรรมพลังงาน: GULF มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในธุรกิจพลังงาน พร้อมด้วยเครือข่ายพันธมิตรที่แข็งแกร่ง ทำให้บริษัทมีความได้เปรียบในการขยายธุรกิจไปสู่พลังงานหมุนเวียนและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล สามารถใช้ประโยชน์จากสินทรัพย์และความเชี่ยวชาญที่มีอยู่เพื่อสร้างการเติบโตในธุรกิจใหม่ ปัจจัยเสี่ยง ความไม่แน่นอนของนโยบายภาครัฐและกฎระเบียบ: การเปลี่ยนแปลงนโยบายด้านพลังงานและดิจิทัลของภาครัฐ รวมถึงกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง อาจส่งผลกระทบต่อแผนการลงทุนและการดำเนินงานของ GULF โดยเฉพาะในโครงการพลังงานหมุนเวียนและศูนย์ข้อมูล ความผันผวนของราคาพลังงานและวัตถุดิบ: แม้ว่า GULF จะกำลังขยายไปสู่พลังงานหมุนเวียน แต่ธุรกิจหลักยังคงเป็นการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติ ความผันผวนของราคาก๊าซธรรมชาติและเชื้อเพลิงอื่นๆ อาจส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตและความสามารถในการทำกำไร ความท้าทายในการขยายธุรกิจใหม่: การขยายธุรกิจไปสู่พลังงานหมุนเวียนและศูนย์ข้อมูลอาจเผชิญกับความท้าทายในด้านการดำเนินงานและการแข่งขัน เนื่องจากเป็นธุรกิจใหม่ที่ GULF อาจยังไม่มีประสบการณ์มากนัก อาจต้องใช้เวลาในการสร้างความเชี่ยวชาญและส่วนแบ่งตลาด อ่านรายละเอียดเพิ่ม คลิก https://app.visible.vc/shared-update/b7514fb8-becc-4ff0-a481-b1cba459cb46

วิพากษ์นักท่องเที่ยวเข้าไทย หุ้นรับอานิสงส์มีอะไรบ้าง?

วิพากษ์นักท่องเที่ยวเข้าไทย หุ้นรับอานิสงส์มีอะไรบ้าง?

          หุ้นวิชั่น- บล.ดาโอ ระบุว่า นักท่องเที่ยวสัปดาห์ล่าสุด (14-20 ต.ค.) ทรงตัว WoW จากจีน, อินเดีย, รัสเซียเพิ่ม แต่มาเลเซียลด รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยข้อมูลจำนวนนักท่องเที่ยวสัปดาห์ที่ผ่านมา (14-20 ต.ค.) มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งสิ้น 575,142 คน (-0.05% WoW/+12% YoY) คิดเป็นจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าประเทศไทยเฉลี่ยวันละ 82,163 คน โดยประเทศมี % เพิ่มขึ้นตามลำดับดังนี้ 1) รัสเซีย 29,628 คน (+21% WoW), 2) จีน 93,223 คน (+8% WoW/+57% YoY) และ 3) อินเดีย 39,900 คน (+6% WoW/+25% YoY) ขณะที่ประเทศมี % ลดลงตามลำดับดังนี้ 1) มาเลเซีย 77,723 คน (-9% WoW/-6% YoY) และ 2) เกาหลีใต้ 29,313 คน (-5% WoW) โดยการเพิ่มขึ้นส่วนใหญ่มาจากนักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะไกล (Long haul) เดินทางเข้ามาเพิ่มขึ้น จากการเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยวของภูมิภาคยุโรป และภูมิภาคอเมริกา โดยเดินทางเข้ามาเพิ่มขึ้น 11.56% จากสัปดาห์ก่อนหน้า โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวรัสเซียที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น 5,191 คน หรือ 21.54% จากสัปดาห์ก่อนหน้า และขยับขึ้นมาเป็นกลุ่มที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวเป็นอันดับที่ 4 จากเดิมในอันดับที่ 5 ขณะที่นักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะใกล้ (Short haul) เดินทางเข้ามาลดลง จากการชะลอตัวด้านการเดินทางก่อนมีวันหยุดต่อเนื่องของนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซีย สำหรับจำนวนนักท่องเที่ยวสะสมตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-20 ต.ค. 24 ทั้งสิ้น 27,794,011 คน เพิ่มขึ้น +30% YoY (ที่มา: กองเศรษฐกิจการท่องเที่ยวและกีฬา)           บล.ดาโอ มองเป็นกลางต่อกลุ่มท่องเที่ยวจากตัวเลขนักท่องเที่ยวที่ทรงตัว WoW แต่ยังมีนักท่องเที่ยวจีน, อินเดีย, รัสเซียปรับตัวเพิ่มขึ้น ถึงแม้ว่าจำนวนนักท่องเที่ยวรวมจะทำได้แค่ทรงตัวเพราะนักท่องเที่ยวมาเลเซียปรับตัวลดลง           ขณะที่นักท่องเที่ยวหลักอย่างจีน, อินเดีย, รัสเซียมีการปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยเราประเมินจำนวนนักท่องเที่ยวรวมเฉลี่ยรายสัปดาห์ในช่วง 21-27 ต.ค.67 จะค่อยๆเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะการเข้าสู่ช่วง High season ของไทย และจะเริ่มมากขึ้นอีกในเดือน พ.ย.-ธ.ค. 24 ที่มีหลายเทศกาลเข้ามาช่วยหนุน ทั้งนี้ ภาพรวมของจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งปี 2024E ยังอยู่ในกรอบประมาณการนักท่องเที่ยวรวมและนักท่องเที่ยวจีนที่ประเมินไว้           โดยหุ้นที่ได้รับประโยชน์จากนักท่องเที่ยวจีนที่เพิ่มขึ้น เรียงลำดับจากมากไปน้อยตามสัดส่วนรายได้จากนักท่องเที่ยวจีน ได้แก่ ERW, CENTEL, MINT, SHR           คงประมาณการจำนวนนักท่องเที่ยวรวมปี 2024E เพิ่มขึ้น +21% YoY และนักท่องเที่ยวจีน +84% YoY เรายังคงประมาณการจำนวนนักท่องเที่ยวรวมปี 2024E จะอยู่ที่ 34 ล้านคน เพิ่มขึ้น +21% YoY และคาดจำนวนนักท่องเที่ยวจีนจะอยู่ที่ 6.5 ล้านคน เพิ่มขึ้นถึง +84% YoY ให้น้ำหนักการลงทุนเป็น “เท่ากับตลาด” โดย Top pick ของกลุ่มท่องเที่ยวเรายังชอบ AAV, AOT AAV (ซื้อ/เป้า 3.20 บาท) 3Q24E จะยังมีกำไรปกติได้แม้จะอยู่ในช่วง low season จากผู้โดยสารและค่าตั๋วโดยสารที่ยังดี ขณะที่ 4Q24E จะดีขึ้นโดดเด่นจากการเริ่มเข้าสู่ high season AOT (ซื้อ/เป้า 72.00 บาท) จากแนวโน้มกำไร 1Q-2QFY25E ที่จะยังโต YoY ดีต่อเนื่อง

บล.ดาโอ ชี้นักท่องเที่ยวจีนหนุน หุ้น ERW-CENTEL-MINT-SHR

บล.ดาโอ ชี้นักท่องเที่ยวจีนหนุน หุ้น ERW-CENTEL-MINT-SHR

          หุ้นวิชั่น - ทีมข่าวหุ้นวิชั่น รายงาน บริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) มองเป็นบวกต่อกลุ่มท่องเที่ยวจากตัวเลขนักท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวได้ดี WoW จากวันชาติจีน โดยจำนวนนักท่องเที่ยวรวมและนักท่องเที่ยวจีนเพิ่มขึ้น WoW เพราะเป็นวันชาติจีน (1-7 ต.ค. 24) ซึ่งจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่ 160,474 คน (+34%WoW/+114% YoY) เป็นไปตามที่ ททท. คาดไว้ที่ 132,000 – 183,000 คน เพิ่มขึ้น 57-144% YoY           โดยฝ่ายวิเคราะห์ประเมินจำนวนนักท่องเที่ยวจีนเฉลี่ยต่อสัปดาห์จะลดลงมาสู่ระดับปกติในช่วงสัปดาห์หน้าที่ระดับ 1.3-1.4 แสนต่อสัปดาห์เพราะหมดเทศกาลวันชาติจีน ส่วนนักท่องเที่ยวรวมจะมีโอกาสจะกลับมาหดตัว WoW ได้เช่นกัน ทั้งนี้ภาพรวมของจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งปี 2024E ยังอยู่ในกรอบประมาณการนักท่องเที่ยวรวมและนักท่องเที่ยวจีนที่เราประเมินไว้           โดยหุ้นที่ได้รับประโยชน์จากนักท่องเที่ยวจีนที่เพิ่มขึ้นเรียงลำดับจากมากไปน้อยตามสัดส่วนรายได้จากนักท่องเที่ยวจีน ได้แก่ ERW, CENTEL, MINT, SHR คงประมาณการจำนวนนักท่องเที่ยวรวมปี 2024E เพิ่มขึ้น +21% YoY และนักท่องเที่ยวจีน +84% YoY           ฝ่ายวิเคราะห์ยังคงประมาณการจำนวนนักท่องเที่ยวรวมปี 2024E จะอยู่ที่ 34 ล้านคน เพิ่มขึ้น +21% YoY และคาดจำนวนนักท่องเที่ยวจีนจะอยู่ที่ 6.5 ล้านคน เพิ่มขึ้นถึง +84% YoY ฝ่ายวิเคราะห์ให้น้ำหนักการลงทุนเป็น “เท่ากับตลาด” โดย Top pick ของกลุ่มท่องเที่ยวเรายังชอบ AAV, AOT, MINT และ BAFS AAV (ซื้อ/เป้า 3.20 บาท) 3Q24E จะยังมีกำไรปกติได้แม้จะอยู่ในช่วง low season จากผู้โดยสารและค่าตั๋วโดยสารที่ยังดี ขณะที่ 4Q24E จะดีขึ้นโดดเด่นจากการเริ่มเข้าสู่ high season AOT (ซื้อ/เป้า 72.00 บาท) จากแนวโน้มกำไร 1Q-2QFY25E ที่จะยังโต YoY ดีต่อเนื่อง MINT (ซื้อ/เป้า 34.00 บาท) จาก valuation ยังถูกกว่ากลุ่มฯซื้อขาย 2024E EV/EBITDA ที่ 10x (-2.00SD below 10-yr average EV/EBITDA) ถูกกว่า ERW และ CENTEL ที่ average EV/EBITDA ขณะที่ฝ่ายวิเคราะห์คาดว่า 3Q24E จะโต YoY ได้ต่อเพราะยังเป็น High season ที่ยุโรป โดย RevPAR ที่ยุโรปยังเพิ่มขึ้นได้ดีที่ +15% YoY และมี ADR เพิ่มขึ้นได้ +12% YoY ส่วนไทย RevPAR เพิ่มขึ้นได้ที่ +16% YoY ส่วน 4Q24E จะมี High season จากไทยและมัลดีฟส์ช่วยหนุน BAFS (ซื้อ/เป้า 22.00 บาท) จากจำนวนเที่ยวบินที่เพิ่มขึ้น

นทท.ต่างชาติ โต7.8% แนะนำสะสมหุ้นท่องเที่ยว AOT - ERW - AAV โดดเด่น

นทท.ต่างชาติ โต7.8% แนะนำสะสมหุ้นท่องเที่ยว AOT - ERW - AAV โดดเด่น

          หุ้นวิชั่น- ทีมข่าวหุ้นวิชั่น รายงานว่า KSS Strategist Comment: TH Tourism Update นักท่องเที่ยวต่างชาติสัปดาห์ล่าสุด (30 ก.ย. -6 ต.ค.) +7.8%w-w ตามผลบวก Golden Week ส่วนระยะถัดไปมองเร่งต่อจากปัจจัยหนุนฤดูกาลท่องเที่ยว ผสาน นักท่องเที่ยวจีนเร่งขึ้นตามสัญญาณ Flight Capacity จีนสู่ไทย แนะนำสะสม AOT, ERW, AAV, CPALL, BJC, ADVANC Key Ideas : นักท่องเที่ยวต่างชาติสัปดาห์ล่าสุด 30 ก.ย. – 6 ต.ค. ปรับเพิ่มขึ้น +7.8%w-w อยู่ที่ 6.38 แสนคน สูงสุดในรอบ 7 สัปดาห์ เรามองเป็นผลบวกช่วง Golden Week ทั้งนี้ เราประเมินเป็นจุดเริ่มต้นก่อนฟื้นตัวช่วงปลายปี หนุนจาก การเข้าสู่ช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวต่อเนื่องยาวจากงวด 4Q24 – 1Q25 เริ่มเห็น Upside ของนักท่องเที่ยวจีน โดยปัจจุบันกำลังให้บริการต่อที่นั่ง ต่อ กม. (ASK) ของจีนเดินทางไปต่างประเทศ ณ 7 ต.ค. (หลัง Golden Week) แตะระดับ 75% ของ Pre-COVID ปรับเพิ่มมีนัยฯ 47%y-y นอกจากนี้ ระดับกำลังให้บริการต่อที่นั่ง ต่อ กม. (ASK) ของจีนเดินทางมาไทย ณ 7 ต.ค. สูง 68% ของ Pre-COVID เทียบกับยอดนักท่องเที่ยวจีน 8M24 ที่อยู่เพียง 63% ยิ่งสะท้อนภาพชัดเจน           Strategy: มองโมเมนตัมการฟื้นตัวภาคท่องเที่ยวทยอยชัดเจนขึ้น ขณะที่สถานการณ์น้ำท่วมค่อยๆคลายตัวลง และสถานการณ์ตะวันออกกลางยังเชื่อว่าจำกัดวงระหว่างคู่กรณี เชิงกลยุทธ์แนะนำสะสมหุ้นท่องเที่ยว+ภาคบริการที่คาดฟื้นตัวเด่นช่วงฤดูกาลต่อเนื่อง เน้น AOT(TP Con-68.9) ERW (TP Con-5.3) AAV (TP-2.86) CPALL (TP-77) BJC(TP-30) ADVANC (TP-300)

พฤอา
311234567891011121314151617181920212223242526272829301234567891011