ปรับแต่งการตั้งค่าการให้ความยินยอม

เราใช้คุกกี้เพื่อช่วยให้คุณสามารถไปยังส่วนต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพและทำหน้าที่บางอย่าง คุณจะพบข้อมูลโดยละเอียดเกี่ยวกับคุกกี้ทั้งหมดภายใต้หมวดหมู่ความยินยอมแต่ละประเภทด้านล่าง คุกกี้ที่ได้รับการจัดหมวดหมู่ว่า "จำเป็น" จะถูกจัดเก็บไว้ในเบราว์เซอร์ของคุณ เนื่องจากมีความจำเป็นต่อการทำงานของฟังก์ชันพื้นฐานของเว็บไซต์... 

ใช้งานอยู่เสมอ

คุกกี้ที่จำเป็นมีความสำคัญต่อฟังก์ชันพื้นฐานของเว็บไซต์ และเว็บไซต์จะไม่สามารถทำงานได้ตามวัตถุประสงค์หากไม่มีคุกกี้เหล่านี้

คุกกี้เหล่านี้ไม่จัดเก็บข้อมูลที่สามารถระบุตัวบุคคลได้

ไม่มีคุกกี้ที่จะแสดง

คุกกี้แบบฟังก์ชันนอลช่วยทำหน้าที่บางอย่าง เช่น แบ่งปันเนื้อหาของเว็บไซต์บนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย รวบรวมความคิดเห็น และฟีเจอร์อื่นๆ ของบุคคลที่สาม

ไม่มีคุกกี้ที่จะแสดง

คุกกี้วิเคราะห์ใช้เพื่อทำความเข้าใจวิธีการที่ผู้เยี่ยมชมโต้ตอบกับเว็บไซต์ คุกกี้เหล่านี้ช่วยให้ข้อมูลเกี่ยวกับตัวชี้วัด เช่น จำนวนผู้เข้าชม อัตราตีกลับ แหล่งที่มาของการเข้าชม ฯลฯ

ไม่มีคุกกี้ที่จะแสดง

คุกกี้ประสิทธิภาพใช้เพื่อทำความเข้าใจและวิเคราะห์ดัชนีประสิทธิภาพหลักของเว็บไซต์ซึ่งจะช่วยให้สามารถมอบประสบการณ์การใช้งานที่ดีขึ้นแก่ผู้เยี่ยมชม

ไม่มีคุกกี้ที่จะแสดง

คุกกี้โฆษณาใช้เพื่อส่งโฆษณาที่ได้รับการปรับแต่งตามการเข้าชมก่อนหน้านี้ และวิเคราะห์ประสิทธิภาพของแคมเปญโฆษณา

ไม่มีคุกกี้ที่จะแสดง

#หุ้นโรงไฟฟ้า


3 หุ้นโรงไฟฟ้า รับอานิสงส์คงค่าเอฟที

3 หุ้นโรงไฟฟ้า รับอานิสงส์คงค่าเอฟที

              หุ้นวิชั่น - บล.กรุงศรี ประเมินจาก กกพ. มีมติเห็นชอบค่าเอฟทีสำหรับเรียกเก็บในงวดเดือนพฤษภาคม - สิงหาคม 25 คงเดิมที่ 36.72 สตางค์/หน่วย ซึ่งสอดคล้องกับอัตราที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)เสนอมา เมื่อรวมกับค่าไฟฟ้าฐานที่ 3.78 บาท/หน่วยแล้ว ทำให้ค่าไฟฟ้าเรียกเก็บเฉลี่ย (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) เป็น 4.15 บาท/หน่วย เท่ากับค่าไฟฟ้าเฉลี่ยในงวดปัจจุบัน แม้กรณีดังกล่าวยังต้องเข้า ครม. แต่คาดตลาดมีโอกาสมองภาพ Downside ค่าไฟระยะสั้นจำกัดขึ้น จิตวิทยาบวกต่อหุ้นโรงไฟฟ้า โดยเฉพาะกลุ่มที่มีลูกค้า SPPs สูงๆ อาทิ GPSC BGRIM เน้น GPSC  

โบรกห่วงหุ้นโรงไฟฟ้า ค่าไฟต่ำกระทบเติบโต

โบรกห่วงหุ้นโรงไฟฟ้า ค่าไฟต่ำกระทบเติบโต

           หุ้นวิชั่น - กลุ่มโรงไฟฟ้า กับการปรับลดค่าไฟฟ้าของไทยให้เหลือ 2.5 บาท/หน่วย ตามแนวคิดของ ทักษิณ ชินวัตร ถูกมองว่าเป็นเรื่องที่ ท้าทายและอาจไม่เกิดขึ้นในระยะสั้น จากมุมมองนักวิเคราะห์ ซึ่งชี้ให้เห็นถึงอุปสรรคด้านต้นทุนและโครงสร้างพลังงาน ขณะที่หุ้นโรงไฟฟ้ายังคงเผชิญแรงกดดันจากนโยบายรัฐ ส่งผลกระทบต่อการเติบโตและเงินปันผล นักลงทุนแนะ Wait & See รอความชัดเจนของอุตสาหกรรม            อดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร เปิดวิสัยทัศน์ในเวที ร่วมงาน MFC’s 50th AnniversaryThe World’s Next Opportunities and Beyond เปิดโอกาสลงทุนแห่งอนาคตถึงประเด็นลดค่าไฟฟ้า หวังดึงต่างชาติลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ในไทย ปัจจุบันต้นทุนพลังงานทั่วโลกอยู่ที่ 0.67 บาท แต่ไทยสูงถึง 3.7 บาท จึงตั้งเป้าลดเหลือ 2.7 บาท (8 เซนต์) ในเบื้องต้น ขณะที่นักลงทุนต่างชาติให้ความเห็นว่าหากค่าไฟไทยอยู่ที่ 2.02-2.35 บาท (6-7 เซนต์) จะสามารถแข่งขันได้ระดับโลก นอกจากนี้ ทักษิณยังระบุว่าอยากเห็นค่าไฟภายในประเทศที่ 2.5 บาท            ด้าน บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) ระบุ กรณีที่คุณทักษิณชงลดไฟเหลือ 2.5 บาท ดึง AI-ดาต้าเซ็นเตอร์ลงทุนไทย ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าเป็นเรื่องที่ยากและท้าทายเป็นอย่างมาก จากปัจจัยดังนี้ 1. ต้นทุนปัจจุบันสูงเกินเป้า โดยค่าไฟเฉลี่ยปัจจุบันอยู่ที่ 4.15 บาท/หน่วย ด้าน ต้นทุนผลิตไฟฟ้า (จากก๊าซ) อยู่ที่ 2.4 บาท/หน่วย ส่วนค่าระบบและโครงสร้างพื้นฐาน 1.55 บาท/หน่วย รวมไปถึงค่า Ft อีก 0.20 บาท/หน่วยและ ต้นทุนผูกกับราคาก๊าซและ LNG ที่ผันผวน 2. ต้นทุนการผลิตส่วนใหญ่ยังผูกกับราคาก๊าซและ LNG ที่ผันผวน ซึ่งถ่านหิน: ต้นทุนต่ำ (2-3 บาท/หน่วย) แต่เผชิญข้อจำกัดทางสิ่งแวดล้อมและการเมือง ราคาก๊าซธรรมชาติ: ก๊าซราคาถูกจากอ่าวไทยมีจำกัด การนำมาใช้มากขึ้นอาจกระทบภาคอุตสาหกรรมอื่น ๆ สำหรับราคา LNG นั้นมีราคาผันผวนสูง ทำให้ควบคุมต้นทุนไฟฟ้ายาก 3. ข้อจำกัดของพลังงานแสงอาทิตย์ โดยต้นทุนผลิตต่ำสุดในประเทศ (2.1-2.2 บาท/หน่วย) แต่ผลิตไฟไม่ต่อเนื่อง และไม่ครอบคลุมช่วง Peak ช่วงกลางคืน อีกทั้งยังต้องใช้แบตเตอรี่ขนาดใหญ่และต้นทุนสูงมาก และต้องใช้เวลานานและพื้นที่มหาศาล สำหรับมุมมองต่อกลุ่มโรงไฟฟ้า หุ้นโรงไฟฟ้าเคยปรับตัวลงแรงเมื่อมีเป้าหมายลดค่าไฟเหลือ 3.7 บาท/หน่วย            รอบนี้อาจไม่กระทบมาก เพราะราคาหุ้นบางส่วนสะท้อนความเสี่ยงไปแล้วข้อเสนอแนะต่อนโยบายค่าไฟถูกไม่ใช่คำตอบเดียวไทยควรเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และบริการเทคโนโลยีขั้นสูงควบคู่ เพื่อดึงดูดดาต้าเซ็นเตอร์และ AI ระดับโลกในระยะยาว            นายมงคล พ่วงเภตรา รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุนหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า หุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้าเป็นหนึ่งในกลุ่มที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากกำลังเผชิญกับปัจจัยลบหลายด้านที่ส่งผลกระทบต่อเนื่อง ซึ่งเดิมทีหุ้นโรงไฟฟ้ามักถูกมองว่าเป็น Defensive Stock หรือหุ้นที่มีเสถียรภาพสูง สามารถทนทานต่อภาวะตลาดที่ผันผวนได้ดี แต่ปัจจัยลบที่เกิดขึ้นทำให้ความเป็น Growth Stock ของหุ้นกลุ่มนี้ลดลงไป ปัจจัยลบที่กระทบหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้า 1. การเติบโตชะลอตัวและการลงทุนในต่างประเทศที่ไม่เป็นไปตามเป้า นักลงทุนเคยมองว่าหุ้นกลุ่มนี้เป็นหุ้นที่เติบโตได้อย่างมั่นคง แต่ในช่วงที่ผ่านมา การขยายธุรกิจไปต่างประเทศของบางบริษัทอาจไม่ได้ประสบความสำเร็จอย่างที่คาด ทำให้ศักยภาพในการสร้างผลตอบแทนลดลง 2. นโยบายลดค่าไฟของภาครัฐ กดดันอัตราค่าไฟฟ้าโรงไฟฟ้าใหม่ รัฐบาลมีนโยบายปรับลดค่าไฟเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและดึงดูดการลงทุนในประเทศ ส่งผลให้โรงไฟฟ้าที่เข้าประมูลโครงการพลังงานทดแทนได้รับอัตราค่าไฟฟ้าที่ต่ำลง กระทบต่อผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) ของบริษัทที่เข้าร่วมประมูล 3. โรงไฟฟ้าที่พึ่งพารายได้จากธุรกิจไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวเผชิญความเสี่ยงสูง บริษัทที่มีธุรกิจโรงไฟฟ้าเป็นรายได้หลัก เช่น RATCH และ EGCO มีความเสี่ยงจากการขาดการกระจายแหล่งรายได้ เมื่อเทียบกับบริษัทที่มีธุรกิจอื่นเข้ามาเสริม ทำให้ความสามารถในการแข่งขันลดลง 4. การลดลงของเงินปันผลจากโรงไฟฟ้าเก่า โรงไฟฟ้าหลายแห่งมี สัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) ที่ผ่านช่วงพีคของผลตอบแทนไปแล้ว ส่งผลให้การจ่ายเงินปันผลลดลง ซึ่งเป็นปัจจัยที่นักลงทุนต้องพิจารณาในการเลือกหุ้นกลุ่มนี้ แนวโน้มและกลยุทธ์การลงทุนในหุ้นโรงไฟฟ้า • การกระจายความเสี่ยง เป็นสิ่งจำเป็น บริษัทโรงไฟฟ้าจำเป็นต้องหา ธุรกิจเสริม ที่สามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีให้แก่ผู้ถือหุ้น แต่การขยายไปสู่อุตสาหกรรมอื่นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องเลือกธุรกิจที่มี ROI สูง และมีความสอดคล้องกับศักยภาพของบริษัท • นักลงทุนควรมองหาหุ้นที่มี เงินปันผลสูงกว่า ถ้าหุ้นตัวนั้นมีการเติบโตเมหือนกัน แต่ปัจจุบันการเติบโตของหุ้นโรงไฟฟ้าอยู่ภายใต้แรงกดดันจากปัจจัยลบหลายด้าน • จากความไม่แน่นอนที่ยังคงอยู่ การลงทุนในหุ้นโรงไฟฟ้าช่วงนี้ยังอยู่ในโหมด Wait & See รอความชัดเจนของอุตสาหกรรมก่อนตัดสินใจลงทุน โดยสรุป แม้ว่าหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้ายังคงเป็นหุ้นที่มีความมั่นคงในระยะยาว แต่ด้วยปัจจัยลบที่เข้ามากระทบ ทั้งจากนโยบายภาครัฐและแนวโน้มการเติบโตที่ชะลอตัว จึงต้องมีกลยุทธ์ในการลงทุนที่ดี ยังอยู่ในโหมด Wait & See รอความชัดเจน

เช็กกำไร 10 หุ้นโรงไฟฟ้า ปี 2567

เช็กกำไร 10 หุ้นโรงไฟฟ้า ปี 2567

          นายมงคล พ่วงเภตรา รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุนหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงแนวโน้มกำไรของหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้าในปี 2568 ว่ายังคงต้องเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงหลายประการที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยปัจจัยเสี่ยงหลักประกอบด้วย 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่           สภาวะเศรษฐกิจ: หากเศรษฐกิจชะลอตัวหรือเข้าสู่ภาวะถดถอย อาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อความต้องการใช้ไฟฟ้าของภาคอุตสาหกรรม เนื่องจากโรงไฟฟ้าส่วนใหญ่มีลูกค้าหลักเป็นภาคอุตสาหกรรม หากการผลิตในภาคอุตสาหกรรมลดลงหรือมีการหยุดชะงัก ความต้องการใช้พลังงานไฟฟ้าก็จะลดลงตามไปด้วย ซึ่งอาจส่งผลให้รายได้ของโรงไฟฟ้าลดลงตามไปด้วย           แนวโน้มราคาเชื้อเพลิงที่ลดลง: การลดลงของราคาเชื้อเพลิง เช่น ก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน หรือพลังงานหมุนเวียน อาจส่งผลกระทบต่อค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft) ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่กำหนดราคาค่าไฟฟ้า หากค่า Ft ลดลง โรงไฟฟ้าที่มีสัญญาขายไฟฟ้าในรูปแบบที่เชื่อมโยงกับค่า Ft อาจประสบปัญหารายได้ลดลง เนื่องจากราคาค่าไฟฟ้าที่ขายได้อาจต่ำลงตามไปด้วย           นโยบายภาครัฐ: การดำเนินนโยบายของรัฐบาลเกี่ยวกับการรับซื้อไฟฟ้าและการควบคุมค่าไฟฟ้าอาจส่งผลกระทบต่อผลประกอบการของโรงไฟฟ้า ตัวอย่างเช่น หากรัฐบาลมีการเปลี่ยนแปลงอัตราการรับซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน หรือมีการกำหนดนโยบายควบคุมค่าไฟฟ้าไม่ให้สูงเกินไป อาจทำให้โรงไฟฟ้ามีรายได้ลดลง นอกจากนี้ นโยบายเกี่ยวกับพลังงานสะอาดและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก อาจส่งผลให้โรงไฟฟ้าที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลต้องเผชิญกับต้นทุนเพิ่มเติมในการปรับตัวให้สอดคล้องกับกฎระเบียบใหม่           ทั้งนี้ นักลงทุนควรติดตามความเคลื่อนไหวของปัจจัยเหล่านี้อย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินความเสี่ยงและโอกาสในการลงทุนในหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้าในช่วงปี 2568

เจาะอัตราค่าไฟฟ้าสีเขียว หุ้นไหนได้ประโยชน์?

เจาะอัตราค่าไฟฟ้าสีเขียว หุ้นไหนได้ประโยชน์?

         หุ้นวิชั่น - บล.กรุงศรี ประเมินจากการที่ กกพ.ได้ดำเนินการให้บริการอัตราค่าไฟฟ้าสีเขียวแบบผู้ใช้ ไฟฟ้าไม่เจาะจงแหล่งที่มา หรือ UGT1 ครั้งแรกในเดือน มค.2025 โดย ร่วมกับกฟผ. กฟน. และ กฟภ. เพื่อรองรับปริมาณความต้องการ โดยเตรียมปริมาณรวม 2,000 ล้านหน่วยต่อปี หรือประมาณ 1,135MW โดยได้กำหนดอัตราอยู่ที่หน่วยละ 4.21 บาทต่อหน่วย เพิ่มขึ้น 6 สต. จากอัตราค่าไฟฟ้าปกติในปัจจุบัน ที่จะเก็บจากผู้ที่ใช้ไฟฟ้า UGT1 เท่านั้น และยังเตรียมการออกเอกสารรับรองไฟฟ้าสะอาดและแหล่งที่มาหรือ I-REC ปัจจุบันมีผู้ติดต่อลงทะเบียนเพื่อสมัครใช้บริการแล้ว 600 ล้านหน่วยหรือ 340 MW          ฝ่ายวิจัยมองข่าวดังกล่าวเป็นบวกต่อหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้า ในการปลดล็อคการเติบโตของผลประกอบการในอนาคตได้ อย่างไรก็ตามฝ่ายวิจัยมองว่าคงต้องรอ UGT2 ก่อน ซึ่งจากการชนะประมูลพลังงานหมุนเวียนรอบแรกที่5.2 GW GULF ได้ประโยชน์มากที่สุด คง Neutral สำหรับกลุ่มโรงไฟฟ้า          ฝ่ายวิจัยจึงมองโรงไฟฟ้าที่ชนะการประมูล renewable energy รอบแรก 5.2GW ซึ่งหลักๆ จะเป็น GULF จะได้ประโยชน์มากที่สุด ขณะที่ BGRIM และ GPSC และเจ้าอื่นๆจะมีสัดส่วนน้อยมากในการประมูลรอบแรก ทั้งนี้ เพราะ UGT2 จะให้อายุสัญญาที่ยาวกว่าคือ 10 ปี เทียบกับ UGT1 เพียงแค่ 1 ปี และอัตราค่าไฟจะสูงกว่าหรืออยู่ที่ประมาณ 4.55-4.56 บาทต่อหน่วย ซึ่งจะยิ่งช่วย เพิ่มรายได้ให้หุ้นในกลุ่มโรงไฟฟ้าได้          สำหรับกลุ่มลูกค้า UGT ส่วนใหญ่เป็นกลุ่ม Data Center ธุรกิจการเงิน การผลิต ห้างสรรพสินค้า อิเล็กทรอนิกส์ ปิโตรเคมี คาดว่าต่อไปจะเปิดให้บริการไฟฟ้าสีเขียวแบบเจาะจงแหล่งที่มาหรือ UGT2 ในช่วงกลางปี 2025 และคาดว่ารอดูการเปิด Direct PPA 2,000MW เพิ่มเติมในช่วงครึ่งปีหลัง 2025

abs

ปตท. แข็งแกร่งร่วมกับสังคมไทย และเติบโตในระดับโลกอย่างยั่งยืน

กกพ. เสนอลดค่าไฟ17สต.  หุ้นโรงไฟฟ้าเป็นไง เช็กเลย!

กกพ. เสนอลดค่าไฟ17สต. หุ้นโรงไฟฟ้าเป็นไง เช็กเลย!

หุ้นวิชั่น - บทวิเคราะห์ บล.ดาโอ ระบุว่า ที่ประชุม กกพ. เผยแนวทางลดค่าไฟฟ้าพร้อมเตรียมเสนอรัฐบาลพิจารณา ทั้งนี้ กกพ.เปิดเผยว่า ที่ประชุมมีมติให้นำเสนอทางเลือกให้ภาคนโยบายทบทวนและปรับปรุงเงื่อนไขการสนับสนุน ทั้งในรูปแบบส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้า (Adder) และ Feed in Tariff (FiT) ผ่านการอุดหนุนราคารับซื้อไฟฟ้าในกลุ่มผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก (SPP) และกลุ่มผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กมาก(VSPP) เพื่อให้การอุดหนุน Adder และ Feed in Tariff (FiT) สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง และท าให้ค่าไฟสามารถปรับลดลงได้ทันทีประมาณหน่วยละ 17 สตางค์ จากค่าไฟฟ้าในปัจจุบันเฉลี่ยอยู่ที่หน่วยละ 4.15 บาท นอกจากนี้ยังมีการเสนอให้พิจารณาปรับราคารับซื้อไฟฟ้าหลังหมด Adder ลงจาก 3.16 บาท เป็น 2.17 บาท ซึ่งราคาที่สำนักงานนโยบายและแผน (สนพ.) ค านวณในปี 2565 (ที่มา:Infoquest) Implication มองเป็น negative sentiment ต่อกลุ่มโรงไฟฟ้า แม้ประเมินมีโอกาสเป็นไปได้ยาก อย่างไรก็ ตามหากแนวทางดังกล่าวเกิดขึ้นจริงจะกระทบกับหุ้นโรงไฟฟ้าทั้งพลังงานทดแทน ( adder ถูกตัดและค่าไฟฐานถูกลดกระทบราคาขายไฟฟ้าและท าให้ประมาณการผลตอบแทนจากการลงทุนผิดไปจากที่ประเมินไว้) หุ้นที่เราดูแลอยู่และคาดว่าได้ผลกระทบคือ GUNKUL (ซื้อ/เป้า 5.00 บาท), SSP (ถือ/เป้า 7.50 บาท) และโรงไฟฟ้า SPP (ก๊าซธรรมชาติ) กระทบจากราคาขายไฟฟ้าที่ลดลงในขณะที่ต้นทุนพลังงานไม่ได้ถูกปรับ กดดันมาร์จิ้น หุ้นที่กระทบ GPSC (ซื้อ/เป้า 60.00 บาท), BGRIM (ซื้อ/เป้า 35.00 บาท), GULF (ถือ/เป้า 60.00 บาท) อย่างไรก็ตามประเมินแนวทางดังกล่าวทำได้ยากเนื่องจากเป็นการขอแก้สัญญา คาดว่าจะคล้ายเคสก่อนหน้าที่พยายามจะปรับค่าความพร้อมจ่ายของโรงไฟฟ้า IPP ลง (ค่า AP) ซึ่งจนถึงตอนนี้ยังไม่สามารถท าได้ อย่างไรก็ตามความพยายามปรับลดค่าไฟฟ้าจะยังคงเป็นปัจจัย overhang กลุ่มไฟฟ้าในระหว่างที่ยังหาแนวทางในการ implement ที่ชัดเจนไม่ได้

เอาจริง? “ลดค่าไฟ” เป็นไปได้หรือไม่ โบรกชี้ GULF - RATCH กระทบน้อย

เอาจริง? “ลดค่าไฟ” เป็นไปได้หรือไม่ โบรกชี้ GULF - RATCH กระทบน้อย

หุ้นวิชั่น - บล.เคจีไอ ส่องหุ้นกลุ่มพลังงาน ประเด็นการลดค่าไฟฟ้าของไทยเป็นไปได้หรือไม่...? ในขณะที่ นายกรัฐมนตรีไทยได้เสนอถึงความเป็นไปได้ ในการปรับลดค่าไฟฟ้าลงเหลือ 3.70 บาท/kWh ฝ่ายวิจัยมองว่าจะเป็นการทยอยลดลงมากกว่าการปรับลดลงอย่างรวดเร็ว โดยที่ฝ่ายวิจัยประเมิน 5 สถานการณ์ ซึ่งสถานการณ์ที่เป็นไปได้มากที่สุดน่าจะเป็นการให้เงินอุดหนุนแบบ เฉพาะเจาะจงสําหรับกลุ่มเปราะบาง ส่วนสถานการณ์อื่นๆเกี่ยวข้องกับการลดค่าไฟฟ้าหลังอัตรารับซื้อไฟฟ้าแบบ Adder หมดอายุลง, การปรับต้นทุนค่าเชื้อเพลิง หรือการลดราคาก๊าซธรรมชาติ อย่างไรก็ดี ฝ่ายวิจัยเห็นว่าผู้ผลิตไฟฟ้า รายเล็ก (SPP) อย่าง BGRIM* และ GPSC* เผชิญความเสี่ยงด้านลบต่อกําไรอยู่ ในขณะที่ศูนย์ข้อมูล (Data Center) จะยังได้ประโยชน์ (นําโดย GULF*) ทั้งนี้ ฝ่ายวิจัยยังคงให้นําหนักลงทุนกลุ่มโรงไฟฟ้า “เท่ากับตลาด ฯ ” (Neutral) โดยเลือก GULF และ RATCH* เป็นหุ้นเด่นในกลุ่มนี้ เนื่องจากได้รับผลกระทบเพียงเล็กน้อยจากประเด็นดังกล่าว มีโอกาสที่ราคาหุ้นอาจฟื้นตัวได้ระยะสั้นในหุ้นกลุ่ม SPP อย่าง GPSC* (ถือ, TP 25.00 บาท) และ BGRIM* (ถือ, TP42.00 บาท) แต่การปรับตัวขึ้นระยะกลางถูกจํากัดด้วยความเป็นไปได้ในการลดค่า ไฟฟ้าและความไม่แน่นอนนโยบายที่ดําเนินอยู่อีกทั้งปัจจัยภายนอก(bond yield, USD/THB และราคาน้ำมัน) ก็ส่งผลลบต่ออุตสาหกรรมเช่นกัน ทั้งนี้เราแนะนํา GULF* (ซื้อ, TP70.00 บาท) และ Ratch Group (RATCH.BK/RATCH TB)* (ซื้อ, TP33.50 บาท) เพราะความเสี่ยงต่ำกว่าขณะที่คงคําแนะนํา ถือ และขายสําหรับหุ้นอื่นๆในกลุ่มที่ฝ่ายวิจัยศึกษาอยู่จากการเติบโตชะลอตัวและสถานะการเงินที่ตึงตัว

"หุ้นโรงไฟฟ้า" ลงยกแผง หลังอดีตนายกทักษิณ กล่าวจะลดค่าไฟปีนี้ เหลือ 3.7 บ.

หุ้นวิชั่น - โบรกฯ จับตาหุ้นโรงไฟฟ้า หลังอดีตนายกทักษิณ ชินวัตร กล่าวระหว่างขึ้นเวทีปราศรัยหาเสียงให้นายกอบจ.เชียงราย ว่าจะลดค่าไฟในปีนี้ให้ลงเหลือ 3.7 บาท ด้านโบรกฯมองเป็น Sentiment “ลบ” ต่อกลุ่มโรงไฟฟ้า SPP อย่าง BGRIM GPSC GULF อย่างไรก็ดี ในมุมมองของฝ่ายวิจัย การลดค่าไฟเหลือ 3.7 บาทซึ่งเป็นระดับราคาช่วงก่อนเกิดโควิดนั้นไม่ง่าย เนื่องจากเมื่อก่อนเราพึ่งพาก๊าซในประเทศ 70-80% ทำให้ต้นทุนต่ำ แต่ปัจจุบันอยู่ที่ 60% ทำให้ต้องนำเข้าเพิ่มและต้นทุนสูง

abs

เจมาร์ท สร้างความสามารถในการแข่งขัน ด้วยการสร้าง Synergy Ecosystem

EGCO-GUNKUL โดนกดดัน กพช.สั่งเบรกรับซื้อไฟฟ้าเฟส2

EGCO-GUNKUL โดนกดดัน กพช.สั่งเบรกรับซื้อไฟฟ้าเฟส2

          หุ้นวิชั่น - โรงไฟฟ้าโดนกดดัน กพช. ชะลอการลงนามรับซื้อไฟฟ้าหมุนเวียนเฟส 2 ปริมาณรวม 3,668.5 MW เพื่อความโปร่งใสและตรวจสอบความถูกต้อง ส่งผลกระทบเชิงลบต่อผู้ได้รับการคัดเลือก ขณะนักวิเคราะห์ชี้เป็น Sentiment ลบต่อหุ้นกลุ่มพลังงานสะอาด EGCO-GUNKUL-RATCH-GPSC           การประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ซึ่งมี นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธานการประชุม โดยได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรี ได้เปิดเผยว่า ตามที่ได้มีกระแสข่าวเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2567 ว่าสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน ได้ประกาศรายชื่อผู้ยื่นขอผลิตไฟฟ้าเพิ่มเติมที่ได้รับการคัดเลือกตามระเบียบคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานว่าด้วยการจัดหาไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบ Feed-in Tariff (FiT) ปี 2565–2573 สำหรับกลุ่มไม่มีต้นทุนเชื้อเพลิง พ.ศ. 2565 (เพิ่มเติม) พ.ศ. 2567 นั้น ซึ่งทำให้เกิดข้อสงสัยในหมู่ประชาชนเรื่องความถูกต้องของกระบวนการและวิธีการดำเนินงานรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนดังกล่าว           เพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติและราชการ ที่ประชุมจึงมีมติให้ชะลอการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเพิ่มเติม สำหรับกลุ่มที่ไม่มีต้นทุนเชื้อเพลิงและขยะอุตสาหกรรม ตามแผนการเพิ่มการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด สำหรับปี 2565–2573 ปริมาณรวม 3,668.5 เมกะวัตต์ ที่ กพช. ได้ให้ความเห็นชอบไว้เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2566 โดยเป็นการชะลอการลงนามสัญญากับ 3 การไฟฟ้าไว้ก่อน เพื่อดำเนินการตรวจสอบความถูกต้อง           ทั้งนี้ มอบหมายให้ฝ่ายเลขานุการฯ หารือกับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ในประเด็นข้อกฎหมายและอำนาจหน้าที่ของ กพช. และให้นายกรัฐมนตรีในฐานะประธาน กพช. มีอำนาจพิจารณาแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงในเรื่องดังกล่าวได้           ทั้งนี้ มอบให้ฝ่ายเลขานุการฯ แจ้งให้ กกพ. และ 3 การไฟฟ้าทราบมติ กพช. ต่อไป           บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด ระบุถึง นายกฯ มอบหมายธมจ พลังงานเป็นประธานประชุมภพช. และมีมดิชะลอการรับซื้อไฟฟ้าหมุนเวียนเฟสลองจำนวน 3.668.5MW ออกไป ก่อนเพื่อตรวจสอบความถูกต้อง มองเป็น Sentiment เชิงลบต่อผู้ที่ได้รับการคัดเลือก เช่น EGCO GUNKUL RATCH และ GPSC

หุ้นโรงไฟฟ้าโดนกดดัน หลัง กพช. สั่งเบรกรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน 3.6 พันMW

หุ้นโรงไฟฟ้าโดนกดดัน หลัง กพช. สั่งเบรกรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน 3.6 พันMW

          การประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ซึ่งมี นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธานการประชุม โดยได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรี ได้เปิดเผยว่า ตามที่ได้มีกระแสข่าวเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2567 ว่าสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน ได้ประกาศรายชื่อผู้ยื่นขอผลิตไฟฟ้าเพิ่มเติมที่ได้รับการคัดเลือกตามระเบียบคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานว่าด้วยการจัดหาไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบ Feed-in Tariff (FiT) ปี 2565–2573 สำหรับกลุ่มไม่มีต้นทุนเชื้อเพลิง พ.ศ. 2565 (เพิ่มเติม) พ.ศ. 2567 นั้น ซึ่งทำให้เกิดข้อสงสัยในหมู่ประชาชนเรื่องความถูกต้องของกระบวนการและวิธีการดำเนินงานรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนดังกล่าว           เพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติและราชการ ที่ประชุมจึงมีมติให้ชะลอการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเพิ่มเติม สำหรับกลุ่มที่ไม่มีต้นทุนเชื้อเพลิงและขยะอุตสาหกรรม ตามแผนการเพิ่มการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด สำหรับปี 2565–2573 ปริมาณรวม 3,668.5 เมกะวัตต์ ที่ กพช. ได้ให้ความเห็นชอบไว้เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2566 โดยเป็นการชะลอการลงนามสัญญากับ 3 การไฟฟ้าไว้ก่อน เพื่อดำเนินการตรวจสอบความถูกต้อง           ทั้งนี้ มอบหมายให้ฝ่ายเลขานุการฯ หารือกับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ในประเด็นข้อกฎหมายและอำนาจหน้าที่ของ กพช. และให้นายกรัฐมนตรีในฐานะประธาน กพช. มีอำนาจพิจารณาแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงในเรื่องดังกล่าวได้           ทั้งนี้ มอบให้ฝ่ายเลขานุการฯ แจ้งให้ กกพ. และ 3 การไฟฟ้าทราบมติ กพช. ต่อไป

EGCO โชว์กำไร Q3/67 กว่า 3,600 ลบ. แรงหนุนจากกลุ่มโรงไฟฟ้าต่างประเทศ

EGCO โชว์กำไร Q3/67 กว่า 3,600 ลบ. แรงหนุนจากกลุ่มโรงไฟฟ้าต่างประเทศ

          หุ้นวิชั่น - บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ EGCO Group ประกาศผลการดำเนินงานไตรมาสที่ 3 ปี 2567 มีกำไรจากการดำเนินงาน 3,604 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 2,463 ล้านบาท โดยได้รับแรงหนุนจากผลประกอบการของโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ในต่างประเทศ ในขณะที่ 9 เดือนแรกของปี 2567 มีกำไรจากการดำเนินงาน 7,014 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 5,518 ล้านบาท ซึ่งมีปัจจัยสนับสนุนมาจากโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ในต่างประเทศ และกลุ่มโรงไฟฟ้าในสหรัฐอเมริกา ทั้งนี้ EGCO Group มั่นใจจะสามารถปิดจ๊อบ Yunlin พร้อมจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบครบ 640 เมกะวัตต์ ภายในสิ้นปีนี้ ดร.จิราพร ศิริคำ กรรมการผู้จัดการใหญ่ EGCO Group เปิดเผยว่า “ภาพรวมการดำเนินงานในไตรมาสที่ 3 ของปี 2567 EGCO Group ได้สร้างการเติบโตทางธุรกิจควบคู่กับการบริหารการเดินเครื่องโรงไฟฟ้าที่อยู่ใน Portfolio อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการลงทุนในสหรัฐอเมริกา ตลอดจนสามารถผลักดันโครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างให้มีความก้าวหน้าตามเป้าหมาย โดยเฉพาะ Yunlin โรงไฟฟ้าพลังงานลมนอกชายฝั่งในไต้หวัน ที่ติดตั้งเสากังหัน (Monopiles) และกังหันลม (Wind Turbine Generators - WTGs) ครบ 80 ต้น เรียบร้อยแล้ว และได้จ่ายไฟฟ้าเข้าระบบแล้วทั้งสิ้น 67 ต้น คิดเป็นกำลังผลิต 536 เมกะวัตต์ บริษัทมั่นใจว่าจะสามารถจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบครบ 640 เมกะวัตต์ ภายในสิ้นปีนี้” สำหรับผลการดำเนินงานในไตรมาสที่ 3 ปี 2567 EGCO Group มีรายได้รวม 12,354 ล้านบาท ในขณะที่มีกำไรจากการดำเนินงาน 3,604 ล้านบาท ซึ่งปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากผลประกอบการของโรงไฟฟ้าในต่างประเทศ ได้แก่ Paju ES ในเกาหลีใต้ Nam Thuen 2 ใน สปป.ลาว และ Quezon ในฟิลิปปินส์ โดยในไตรมาสนี้ EGCO Group มีกำไรสุทธิ 2,463 ล้านบาท ด้านผลประกอบการ 9 เดือนแรกของปี 2567 EGCO Group มีรายได้รวม 35,225 ล้านบาท โดยมีกำไรจากการดำเนินงาน 7,014 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 5,518 ล้านบาท ซึ่งปัจจัยสนับสนุนหลักนอกจากโรงไฟฟ้าในต่างประเทศ ได้แก่ Paju ES ในเกาหลีใต้ Nam Thuen 2 ใน สปป.ลาว และ Quezon ในฟิลิปปินส์ แล้ว ยังเสริมด้วยโรงไฟฟ้าในสหรัฐอเมริกา ได้แก่ Linden Cogen และ Compass ตลอดจน APEX ผู้พัฒนาโครงการพลังงานหมุนเวียนขนาดใหญ่ ที่รับรู้รายได้จากการขายโครงการ “ผลประกอบการของ EGCO Group ดังกล่าว สะท้อนถึงศักยภาพของสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดไฟฟ้าและพลังงานที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก รวมถึงเป็นหนึ่งในฐานธุรกิจที่สำคัญของ EGCO Group โดยบริษัทยังคงมองหาโอกาสการลงทุนในสหรัฐอเมริกาอย่างต่อเนื่อง ทั้งการลงทุนในโรงไฟฟ้าที่ใช้ก๊าซธรรมชาติและพลังงานหมุนเวียน และธุรกิจพลังงานที่เกี่ยวเนื่อง โดยมีข้อได้เปรียบจากการมีพันธมิตรที่เข้มแข็ง แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับพันธกิจของบริษัทที่ “มุ่งมั่นเติบโตอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างมูลค่าให้แก่ผู้ถือหุ้นอย่างยั่งยืน” ดร.จิราพร กล่าว เกี่ยวกับ EGCO Group ณ วันที่ 14 พฤศจิกายน 2567 EGCO Group มีกำลังผลิตตามสัดส่วนการถือหุ้นรวมทั้งสิ้น 7,019 เมกะวัตต์ (รวมโรงไฟฟ้าที่เดินเครื่องเชิงพาณิชย์แล้วและโครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง) โดยมีกำลังผลิตจากพลังงานหมุนเวียนรวม 1,463 เมกะวัตต์ (คิดเป็น 21% ของกำลังผลิตทั้งหมด) ทั้งจากชีวมวล พลังน้ำ พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลมทั้งบนบกและนอกชายฝั่ง เซลล์เชื้อเพลิง และระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ ทั้งนี้ โรงไฟฟ้าและโครงการต่างๆ ตั้งอยู่ใน 8 ประเทศ ได้แก่ ไทย สปป.ลาว ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ออสเตรเลีย เกาหลีใต้ ไต้หวัน และสหรัฐอเมริกา นอกจากนี้ ยังมีธุรกิจพลังงานที่เกี่ยวเนื่อง ได้แก่ บริษัท เอ็กโก เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ เซอร์วิส จำกัด “ESCO” ให้บริการงานเดินเครื่อง บำรุงรักษา วิศวกรรม ก่อสร้าง อนุรักษ์พลังงาน และการฝึกอบรมแก่โรงไฟฟ้าและโรงงานอุตสาหกรรมประเภทต่าง ๆ บริษัทโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภค “CDI” ในอินโดนีเซีย ระบบขนส่งน้ำมันทางท่อไปยังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ “TPN” โครงการนิคมอุตสาหกรรมเอ็กโกระยอง “ERIE” บริษัทด้านการวิจัยเพื่อพัฒนานวัตกรรม “Innopower” และบริษัทเทคโนโลยีด้านการเงิน “Peer Power” ทั้งนี้ EGCO Group ได้รับการจัดอันดับอยู่ใน Dow Jones Sustainability Index (DJSI) มา 4 ปีต่อเนื่อง (2563-2566) สามารถติดตามข้อมูลเกี่ยวกับ EGCO Group เพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.egco.com และ www.facebook.com/EGCOGroup

abs

มุ่งมั่นเป็นผู้นำ เชื่อมโยงทุกโครงข่ายระบบคมนาคมขนส่งอย่างยั่งยืน

จับตา GULF คาด Q4 ลุ้นทำนิวไฮ บุครายได้โรงไฟฟ้าหนุนโต

จับตา GULF คาด Q4 ลุ้นทำนิวไฮ บุครายได้โรงไฟฟ้าหนุนโต

          หุ้นวิชั่น – บล.เอเชียพลัส ประเมินหุ้น GULF หรือ บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) คาดกำไรสุทธิ Q3/67 เพิ่มขึ้น 20.4% QOQ มาอยู่ที่ 5.7 พันล้านบาท หนุนจากรายการพิเศษคาดที่พลิกกลับเป็นกำไร 1.2 พันล้านบาท จากขาดทุน 38 ล้านบาท ในงวดก่อนหน้า ขณะที่กำไรปกติคาดลดลง 5.7% QOQ มาอยู่ที่ 4.5 พันล้านบาท กดดันหลักจากทั้งปริมาณขายไฟฟ้าที่อ่อนตัวตามฤดูกาล และอัตรากำไร (GPM) ที่ลดลงตามต้นทุนก๊าซฯที่เพิ่ม           ฝ่ายวิจัยมองกำไรปกติงวด Q4/67 คาดฟื้นตัว ลุ้นทำ NEW HIGH จากการรับรู้โครงการ GPD PHASE 4 และ RENEWABLE ที่ทยอย รับรู้ใน Q4/67 รวมถึงโครงการลมทั้งในไทยและเยอรมนี ที่คาดฟื้นตัวตามฤดูกาล           คงประมาณการ แต่ปรับไปใช้FV ใหม่ปี 2568 ของ GULF ที่สะท้อนการควบรวม เป็น NEWCO แล้ว อยู่ที่ 70 บาท เพื่อให้สอดคล้องกับการปรับเพิ่มประมาณการ และ FV ใหม่ของ ADVANC ในช่วงก่อนหน้า แม้ราคาปัจจุบันเริ่มมี UPSIDE จำกัด แต่ยังคาดหวัง UPSIDE ส่วนเพิ่มจากธุรกิจใหม่ ทั้ง CLOUD , DATA CENER และ การเกิด SYNERGY ใหม่ๆ ที่ยังไม่ถูกรวมไว้ในประมาณการ คง OUTPERFORM ฝ่ายวิจัยแนะนำ OUTPERFORM และให้ราคาเป้าหมายที่ 70.00 บาท

พฤอา
311234567891011121314151617181920212223242526272829301234567891011