ปรับแต่งการตั้งค่าการให้ความยินยอม

เราใช้คุกกี้เพื่อช่วยให้คุณสามารถไปยังส่วนต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพและทำหน้าที่บางอย่าง คุณจะพบข้อมูลโดยละเอียดเกี่ยวกับคุกกี้ทั้งหมดภายใต้หมวดหมู่ความยินยอมแต่ละประเภทด้านล่าง คุกกี้ที่ได้รับการจัดหมวดหมู่ว่า "จำเป็น" จะถูกจัดเก็บไว้ในเบราว์เซอร์ของคุณ เนื่องจากมีความจำเป็นต่อการทำงานของฟังก์ชันพื้นฐานของเว็บไซต์... 

ใช้งานอยู่เสมอ

คุกกี้ที่จำเป็นมีความสำคัญต่อฟังก์ชันพื้นฐานของเว็บไซต์ และเว็บไซต์จะไม่สามารถทำงานได้ตามวัตถุประสงค์หากไม่มีคุกกี้เหล่านี้

คุกกี้เหล่านี้ไม่จัดเก็บข้อมูลที่สามารถระบุตัวบุคคลได้

ไม่มีคุกกี้ที่จะแสดง

คุกกี้แบบฟังก์ชันนอลช่วยทำหน้าที่บางอย่าง เช่น แบ่งปันเนื้อหาของเว็บไซต์บนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย รวบรวมความคิดเห็น และฟีเจอร์อื่นๆ ของบุคคลที่สาม

ไม่มีคุกกี้ที่จะแสดง

คุกกี้วิเคราะห์ใช้เพื่อทำความเข้าใจวิธีการที่ผู้เยี่ยมชมโต้ตอบกับเว็บไซต์ คุกกี้เหล่านี้ช่วยให้ข้อมูลเกี่ยวกับตัวชี้วัด เช่น จำนวนผู้เข้าชม อัตราตีกลับ แหล่งที่มาของการเข้าชม ฯลฯ

ไม่มีคุกกี้ที่จะแสดง

คุกกี้ประสิทธิภาพใช้เพื่อทำความเข้าใจและวิเคราะห์ดัชนีประสิทธิภาพหลักของเว็บไซต์ซึ่งจะช่วยให้สามารถมอบประสบการณ์การใช้งานที่ดีขึ้นแก่ผู้เยี่ยมชม

ไม่มีคุกกี้ที่จะแสดง

คุกกี้โฆษณาใช้เพื่อส่งโฆษณาที่ได้รับการปรับแต่งตามการเข้าชมก่อนหน้านี้ และวิเคราะห์ประสิทธิภาพของแคมเปญโฆษณา

ไม่มีคุกกี้ที่จะแสดง

#หุ้นวันนี้


ไอ้โม่งทุบ PRM

ไอ้โม่งทุบ PRM

            ข่าวสังคม การลงทุน ประจำวันที่ 3 เมษายน 2568  มาเริ่มกันที่    การแข่งขันฟุตบอลพรีเมียร์ลีก  ศึกเมอร์ซีย์ ไซด์ ดาร์บี้  ระหว่าง ลิเวอร์พูล-เอฟเวอร์ตัน  ถือว่า มีแฟนบอลทั่วโลกเฝ้าติดตามกันอย่างล้นหลาม   และคงได้ทราบผลกันไปแล้ว             ขณะที่ “คาราบาว” ตอกย้ำตัวจริงที่จริงจังเรื่องฟุตบอล สนับสนุน Carabao Cup 10 ปี นานที่สุดในประวัติศาสตร์ ดันแบรนด์ไทยสู่การเป็นแบรนด์ระดับโลก พร้อมสร้างมูลค่าเพิ่มให้ทัวร์นาเมนต์  คาราบาวได้เป็นพาร์ทเนอร์กับ English Football League (EFL) ในฐานะการเป็นผู้สนับสนุนหลักของทัวร์นาเมนต์ ที่ก่อนหน้านี้เรียกกันว่า English Football League Cup หรือเรียกสั้น ๆ ว่า League Cup และปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น Carabao Cup นับว่าเป็นการตอกย้ำการเป็น “ตัวจริงที่จริงจังเรื่องฟุตบอล” ของคาราบาว จากการเป็นผู้สนับสนุน Carabao Cup ตั้งแต่ปี 2017 จนถึง 2027 รวม 10 ปี ถือได้ว่ายาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์              ราคาหุ้น PRM  ปรับตัวลงแรงถึง 10.94%  นายวิริทธิ์พล จุไรสินธุ์ ผู้อำนวยการสายงานการเงินและบัญชี PRM เปิดเผยว่า  คาดเป็นผลจากแรงเทขายของนักลงทุน หลังเมื่อวานนี้ (1 เม.ย.2568) พบมีรายการซื้อขายบิ๊กล็อต (BIG Lot) จำนวน 21 ล้านหุ้น  มูลค่า 141.48 ล้านบาท ราคาเฉลี่ย 6.55 บาทต่อหุ้น ขณะที่เช้าวันนี้ พบบิ๊กล็อต อีกจำนวน 49 ล้านหุ้น มูลค่า 297.92 ล้านบาท ราคาเฉลี่ย 6.08 บาทต่อหุ้น เบื้องต้นยังไม่ทราบว่าใครเป็นคนซื้อ หรือขาย             บล.กรุงศรี ประเมินกำไรปกติของ AAV  มี Downside -40-71% มากสุด เมื่อทียบกับหุ้นสายการบินอื่น หลังถูกกดดันจากยอดนักท่องเที่ยวรายสัปดาห์หดตัว Y-Y ต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังมีเหตุการณ์ตึกถล่มในประเทศไทยจากแผ่นดินไหวที่พม่าฉุดความเชื่อมั่นนักท่องเที่ยว ทำให้เป้าหมายยอดนักท่องเที่ยวปีนี้ที่ 38 ล้านคน (+7%y-y) มีโอกาสเกิด Downside สูง เบื้องต้นประเมิน หากยอดนักท่องเที่ยวจีนยังหดตัว 40-50%y-y ต่อเนื่องในช่วงที่เหลือของปี รวมผลกระทบตึกถล่มฉุดยอดนักท่องเที่ยวลดลงช่วง 1-3 เดือนนี้ จะทำให้ยอดนักท่องเที่ยวปี 2568 ลดลงมาที่ 35.4 ล้านคน ทรงตัว y-y ด้านราคาตั๋วเครื่องบินอาจไม่สูงอย่างที่คิด โดยการฟื้นของเที่ยวบินเริ่มสูงกว่าการฟื้นของผู้โดยสารตั้งแต่เดือน ก.พ.-มี.ค.2568 ทำให้ราคาตั๋วเครื่องบินปีนี้ มีโอกาสเกิด Downside เช่นกัน             นายพีระพงศ์ จรูญเอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI  ผู้พัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ครบวงจร แจ้งว่า  เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2568 ที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้ลงนามในสัญญาร่วมทุนกับ  บริษัท เอสคอน เจแปน (ประเทศไทย) จำกัด บริษัทอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของประเทศญี่ปุ่น เพื่อร่วมพัฒนาโครงการ ออริจิ้น เพลส แจ้งวัฒนะ (Origin Place Chaengwattana) คอนโดฯ ใหม่ ห้องเพดานสูง 4.2 เมตร* แห่งแรก ในย่านเเจ้งวัฒนะ ที่พัฒนาภายใต้บริษัท ออริจิ้น เวอร์ติเคิล คอร์ปอเรชั่น จำกัด หรือ ORIGIN VERTICAL นับเป็นโครงการลำดับที่ 3 ที่ได้ร่วมทุนกัน เพื่อแสดงถึงความเชื่อมั่นต่อศักยภาพในความแข็งแกร่งในการพัฒนาโครงการของออริจิ้น แม้ว่าพึ่งผ่านสถานการณ์แผ่นดินไหว มาเพียง 4 วัน             ผศ.ดร.วันชัย สุทธะนันท์ ประธานกรรมการ และ ภก.สุวิทย์ งามภูพันธ์  ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.บางกอกแล็ป แอนด์ คอสเมติค หรือ BLC ผู้นำธุรกิจผลิต และจำหน่าย ผลิตภัณฑ์ยา และผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพแบบครบวงจร พร้อมด้วยคณะกรรมการบริษัทฯ ร่วมประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2568 ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (E-AGM) โดยพิจารณาวาระสำคัญรับทราบผลการดำเนินงานงวดปี 2567 และมติขออนุมัติจ่ายเงินปันผลสำหรับงวดผลการดำเนินงานประจำปี 2567 ในอัตราหุ้นละ 0.15 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 90,000,000 บาท คิดเป็นอัตราที่ 56.92% ซึ่งสูงกว่านโยบายการจ่ายเงินปันผลของบริษัทฯ โดยจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลไปแล้ว ในอัตราหุ้นละ 0.06 บาท เป็นเงิน 36,000,000 บาท เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2567 และจะจ่ายเพิ่มเติมตามมติที่ประชุมผู้ถือหุ้นครั้งนี้ ในอัตราหุ้นละ 0.09 บาท เป็นเงิน 54,000,000 บาท             โดยกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิได้รับเงินปันผล (Record date) วันที่ 11 เมษายน 2568 และกำหนดจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นในวันที่ 30 เมษายน 2568 เพื่อตอบแทนและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ถือหุ้น พร้อมโชว์แผนการดำเนินธุรกิจปี 2568 เดินหน้าสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่อง มุ่งสู่การเป็นผู้นำด้าน Pharmaceutical Ecosystem อย่างครบวงจร ข่าวหัวม่วง และทีมงานหุ้นวิชั่น

ถอดรหัส 'อสังหาฯ' ด่านข้างหน้ายังท้าทาย?

ถอดรหัส 'อสังหาฯ' ด่านข้างหน้ายังท้าทาย?

             หุ้นวิชั่น - บล.หยวนต้า เจ้าะหุ้นกลุ่มอสังหาฯ ประเมินแนวโน้ม Q1/68 ยังไม่น่าสนใจ              ปัจจุบันตลาดอสังหาริมทรัพย์ยังคงโดนแรงกดดันต่อเนื่องจากปัจจัยมหภาคทั้งภาวะเศรษฐกิจอ่อนแอ ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคยังอยู่ในระดับต่ำและต่ำกว่าก่อน COVID-19 และความเข้มงวดในการอนุมัติสินเชื่อจากสถาบันการเงินยังคงอยู่ในระดับสูง ทำให้อุปสงค์ในตลาดฟื้นตัวจำกัด และเกิดการแข่งขันระหว่างผู้ประกอบการเพื่อรักษาส่วนแบ่งในตลาดมากขึ้น ซึ่งส่งผลต่อเนื่องไปยังความสามารถในการทำกำไรของกลุ่มฯ เราประเมินผลประกอบการ Q1/68 ของกลุ่มฯ ภายใต้ Coverage ของเราทรงตัว YoY และ QoQ จากการโอนฟื้นตัวจำกัด และ GPM ที่โดนกดดันจากการแข่งขันที่รุนแรง              คาดมาตรการช่วยพยุงปี Q2/68 จะเริ่มประกาศผ่อนคลายมาตรการ LTV 100% โดยจะเริ่มใช้ในเดือนพฤษภาคม 68 - มิถุนายน 69 และมาตรการใหม่เพิ่มเติมอยู่ระหว่างพิจารณา เช่น การลดค่าธรรมเนียมโอน-จดทะเบียนเป็น 0.01% (จากปัจจุบัน 2%-1%) โดยคาดจะเห็นข้อสรุปของมาตรการภายในเดือนเมษายน 2568              อย่างไรก็ตาม แนวโน้ม Q2/68 จะได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่อาจทำให้ลูกค้าขาดความเชื่อมั่นในโครงการแนวสูง คาดว่าจะเห็นการชะลอตัวของยอดจองซื้อและการเลื่อนโอนโครงการแนวสูงในระยะ 1-2 เดือนข้างหน้า ซึ่งจะทำให้ผลประกอบการของกลุ่มฯ ชะลอตัว YoY ในปี 2568 ความท้าทายเพิ่มขึ้น              มองการเติบโตของกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ในปี 2568 ท้าทายเพิ่มขึ้นจากความเสี่ยงในการโอนส่งมอบที่เพิ่มขึ้นหลังเหตุแผ่นดินไหว และบรรยากาศของโครงการแนวสูงที่ไม่เอื้อต่อการเติบโตโดยเฉพาะช่วงต้นปี Q2/68 นอกจากนี้หนี้เสียในธุรกิจที่อยู่อาศัยยังคงเพิ่มขึ้น รวมถึงความเข้มงวดในการอนุมัติสินเชื่อใหม่ของสถาบันการเงิน อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการส่วนใหญ่เพิ่มความระมัดระวังในการเปิดโครงการใหม่ลดลง และเน้นการระบายสินค้าคงคลังมากขึ้น คงน้ำหนัก Neutral...แนะนำ Selective Buy              ราคาหุ้นกลุ่มฯ ปัจจุบันมี PER ต่ำกว่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี และมี Div. Yield สูง 6-8% ต่อปี ซึ่งเหมาะสำหรับการถือครองในระยะยาว แนะนำเลือกลงทุนรายตัว โดยฝ่ายวิจัย ชอบ SPALI (TP@18.50), AP (TP@9.80), SIRI (TP@2.02) โดยส่วนรายได้จากโครงการแนวสูงน้อยกว่า 35% จะได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่จำกัด นอกจากนี้การรักษาส่วนแบ่งในตลาดของบริษัทเหล่านี้ได้ดีกว่ากลุ่มฯ และสินค้าพร้อมขายหลากหลาย รองรับอุปสงค์ที่อาจเร่งตัวขึ้นหากมีมาตรการเพิ่มเติม

ANAN ซื้อกิจการ “ซิกส์แพ็ค ฟิตเนส” อสังหาฯ สมุทรปราการ

ANAN ซื้อกิจการ “ซิกส์แพ็ค ฟิตเนส” อสังหาฯ สมุทรปราการ

              หุ้นวิชั่น-ทีมข่าวหุ้นวิชั่น รายงาน บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จํากัด (มหาชน) (ANAN) เปิดเผยว่า บริษัท บลูเด็ค จํากัด ซึ่งเป็นบริษัท ย่อยที่บริษัทฯ ถือหุ้นในสัดส่วนร้อยละ 100 จะเข้าซื้อหุ้นทั้งหมดในสัดส่วนร้อยละ 100 ของบริษัท ซิกส์แพ็ค ฟิตเนส จํากัด ซึ่งไม่เป็นบุคคลเกี่ยวโยงกับบริษัทฯและบริษัทย่อย ในวันที่ 31 มีนาคม 2568 ซึ่งส่งผลให้ บริษัท ซิกส์แพ็ค ฟิตเนส จํากัด มีสถานะเป็นบริษัทย่อยทางอ้อมของบริษัทฯ ตั้งแต่วันดังกล่าว ทั้งนี้ บริษัท ซิกส์แพ็ค ฟิตเนส จํากัด มีทุนจดทะเบียน 1,000,000 บาท (หนึ่งล้านบาท) แบ่งเป็นหุ้นสามัญจํานวน 10,000 หุ้น (หนึ่งหมื่นหุ้น) มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 100 บาท (หนึ่งร้อยบาท) รายชื่อกรรมการของบริษัท ซิกส์แพ็ค ฟิตเนส จํากัด (ภายหลังการเข้าทํารายการ) 1. นายเสริมศักดิ์ ขวัญพ่วง ตัวแทนจากบริษัทฯ 2. นายธัญลักษณ์ นันท์ธนาวรสิริ ตัวแทนจากบริษัทฯ 3. นางสาวลิมลี่ ทิพพงษ์ประภาส ตัวแทนจากบริษัทฯ บริษัท ซิกส์แพ็ค ฟิตเนส จํากัด ถือกรรมสิทธิ์ ในอสังหาริมทรัพย์ที่ตั้งอยู่ในเขตจังหวัดสมุทรปราการ การเข้าซื้อหุ้น ของบริษัท ซิกส์แพ็ค ฟิตเนส จํากัด ในครั้งนี้บริษัทมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าว เพื่อใช้ในกิจการของกลุ่มบริษัทฯ

ลงทุนหุ้นตัวไหน? ท่ามกลางกังวลแผ่นดินไหว

ลงทุนหุ้นตัวไหน? ท่ามกลางกังวลแผ่นดินไหว

            หุ้นวิชั่น - ทีมข่าวหุ้นวิชั่นรายงาน บล.พาย ระบุ ตลาดหุ้น Dow Jones คืนวันศุกร์ปิดลบ 1.7% นักลงทุนกังวกับสถานการณ์เงินเฟ้อและภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ด้านราคาน้ำมันดิบ BRT ปิดลบ 0.54% การปรับขึ้นภาษีกดดันอุปสงค์ วันศุกร์ที่ผ่านมาสหรัฐฯได้รายงานเงินเฟ้อ (PCE) พบว่าขยายตัว 2.5%YoY ใกล้เคียงกับที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ อย่างไรก็ตามเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core PCE) ขยายตัว 2.8%YoY มากกว่าที่ Bloomberg Consensus คาดไว้ที่ 2.7%YoY ทำให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯปรับฐานในวันศุกร์ที่ผ่านมา แต่อย่างไรก็ตามพบว่า US Bond Yield ปรับลงสะท้อนว่านักลงทุนกำลังกังวลกับสถานการณ์อย่างและสอดคล้องกับราคาทองคำที่ปรับขึ้น ปัจจัยที่นักลงทุนกำลังให้ความสำคัญและมีความกังวลได้แก่การปรับขึ้นภาษีของนำเข้าของสหรัฐฯกับนานาประเทศ ซึ่งสัปดาห์นี้คาดการณ์กันว่าสหรัฐฯจะประกาศขึ้นภาษีนำเข้ากับประเทศต่างๆรวมกัน 15 ประเทศ ซึ่งไทยเป็นหนึ่งในนั้นจึงถือเป็นอีกความเสี่ยงที่รออยู่ในสัปดาห์นี้ ข้อมูลล่าสุดพบว่าไทยได้ส่งออกสินค้าหลักไปยังสหรัฐฯได้แก่ อิเล็กทรอนิกส์ (สัดส่วน 30-35% ของมูลค่าส่งออกไปยังสหรัฐฯ) ยานยนต์และชิ้นส่วน (15-20%) ผลิตภัณฑ์เกษตรและอาหาร (10-15%) ซึ่งหากสหรัฐฯตัดสินใจขึ้นภาษีนำเข้าอาจกระทบกับหุ้น (DELTA HANA TU ITC AH SAT) สำหรับปัจจัยด้านตัวแผ่นดินไหวของประเทศไทยในช่วงวันศุกร์ที่ผ่านมาเบื้องต้นประเมินผลกระทบยังจำกัดเนื่องด้วยเหตุการณ์เป็นเพียงระยะสั้นและไม่พบการพังทลายของสิ่งปลูกสร้าง แต่อย่างไรก็ตามสร้างแรงกดดันต่อกลุ่มอสังหาฯ ท่องเที่ยว แต่ก็เชื่อว่าผลต่อเศรษฐกิจและตลาดหุ้นจะมิได้สูงมากนักด้วยสัดส่วนอสังหาฯกับเศรษฐกิจไทยคิดเป็นเพียง 8% ของ GDP และหากเทียบกับตลาดหุ้นไทยก็คิดเป็นเพียง 5% ของ Market Capitalization ปัจจัยรอติดตามสัปดาห์นี้ได้แก่ตลาดแรงงานสหรัฐฯประกอบไปด้วย (1) การจ้างงานภาคเอกชนจากสถาบัน ADP ในวันพุธ Bloomberg Consensus คาดการณ์ไว้ที่ 1.18 แสนราย (2) ตำแหน่งเปิดรับสมัครงานและดัชนี ISM PMI ในวันอังคาร Bloomberg Consensus ประเมินไว้ที่ 7.7 ล้านตำแหน่งและ 49.6 (3) ตัวเลขสำคัญอย่างการจ้างงานนอกภาคเกษตรและอัตราการว่างงานในวันศุกร์ Bloomberg Consensus ประเมินไว้ที่ 1.39 แสนรายและ 4.1% ตามลำดับ สัปดาห์นี้ประเมิน SET INDEX เคลื่อนไหวในกรอบ 1140 – 1180 ทั้งนี้ในเชิงกลยุทธ์การลงทุนกับความกังวลเรื่องแผ่นดินไหวระยะสั้นอาจเลือกหุ้นในกลุ่มซ่อมแซมบ้านและค้าปลีก (BJC CRC CPALL DOHOME GLOBAL HMPRO) กลุ่ม Defensive (BDMS) สื่อสาร (ADVANC TRUE) โดยอสังหาฯและท่องเที่ยวอาจได้รับผลกระทบ BDMS (ซื้อ / ราคาเป้าหมาย 28.00 บาท) ประกาศกำไรสุทธิที่ 1.6 หมื่นล้านบาท (+11% YoY) ใกล้เคียงกับที่ตลาดคาด จาก 1) ความซับซ้อนของโรคที่เพิ่มขึ้น หนุนรายได้ค่ารักษาพยาบาลเฉลี่ยที่สูงขึ้น (+7% YoY) โดยเฉพาะในผู้ป่วยต่างชาติ (+11% YoY) 2) จำนวนผู้ป่วยที่เติบโต ประกอบกับสัดส่วนรายได้จากผู้ป่วยต่างชาติที่สูงขึ้นอยู่ที่ 28% (+1 ppts YoY) และ 3) สิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ได้รับจากมาตราการลงทุนในเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อนปรับปรุงประสิทธิภาพและประหยัดพลังงาน HMPRO (ซื้อ / ราคาเป้าหมาย 11.00 บาท) ยังคงมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มการเติบโตในระยะยาวจากการเข้าถึงลูกค้าแบบเชิงรุกผ่านการบริการ Home Service และการใช้โมเดล Hybrid store ที่สามารถสร้างการเติบโตและควบคุมค่าใช้จ่ายได้ดีในเวลาเดียวกัน แม้ว่าระยะสั้นการเติบโตของยอดขายสาขาเดิม (SSSG) ของ HomePro และ Mega Home ช่วง QTD ของ 1Q25 ที่ -2% ถึง -4% YoY ผลจากการได้รับประโยชน์จากมาตรการ Easy E-Receipt ที่ลดลง และจำนวนวันของเดือนก.พ. 2025 ที่น้อยกว่าปีก่อน 1 วัน

abs

ปตท. แข็งแกร่งร่วมกับสังคมไทย และเติบโตในระดับโลกอย่างยั่งยืน

หุ้นท่องเที่ยวกระทบแค่ไหน ความเชื่อมั่นชี้ชะตา?

หุ้นท่องเที่ยวกระทบแค่ไหน ความเชื่อมั่นชี้ชะตา?

               หุ้นวิชั่น - บล.เอเซียพลัส จับตาการท่องเที่ยว มองภาพรวมอาคารโรงแรมให้บริการได้ตามปกติ แต่ยังต้องติดตามความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยว ต่างชาติ ในระยะถัดไป หลังปัจจุบันความไม่มั่นใจด้านความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวจีนยังสูง ทำให้สถานการณ์ นักท่องเที่ยวต่างชาติมาไทย จากสมมติฐานปัจจุบันที่ทำไว้ 38.6 ล้านคน (+9% YOY) โดยผลกระทบจากกรณีที่ นักท่องเที่ยวต่างชาติมาไทย ต่ำกว่าสมมติฐาน เรียงตามสัดส่วนรายได้ในไทย ดังนี้ AOT > ERW > CENTEL และ MINT (สัดส่วนโรงแรมไทยไม่เกิน 20% ของรายได้ สัดส่วนหลักๆ 50% ของรายได้มาจากโรงแรมใน EU และอีก 20% มาจากธุรกิจร้านอาหาร) ในเชิงกลยุทธ์หาก MINT ซึ่งได้รับผลกระทบต่ำสุด ย่อตัว ตามการปรับพอร์ตของนักลงทุน เพื่อลดความเสี่ยง ประเมินเป็นโอกาสสะสม                ด้านบล.ดาโอ มองว่า (Neutral) นักท่องเที่ยวมีโอกาสตัดสินใจเลื่อนแผนการเดินทาง มาประเทศไทยระยะสั้น เพื่อรอดูสถานการณ์ ว่าอาจมีแผ่นดินไหวตามมาอีกไหม และการพักในโรงแรมที่เป็นอาคารสูง อาจไม่ปลอดภัย หุ้นที่กระทบ ERW (ถือ/เป้า 4.40 บาท), CENTEL (ซื้อ/เป้า 44.00 บาท), MINT (ซื้อ/เป้า 34.00 บาท), SHR (ซื้อ/เป้า 3.20 บาท)

แผ่นดินไหว..เขย่าหุ้นไทยแค่ไหน?

แผ่นดินไหว..เขย่าหุ้นไทยแค่ไหน?

           หุ้นวิชั่น - บทวิเคราะห์ บล. กรุงศรีระบุว่า กลยุทธ์การลงทุน:            ประเมินสัปดาห์หน้า “Down” คาดประเด็นลบผลกระทบแผ่นดินไหวต่อเศรษฐกิจกดดันตลาด ขณะที่ประเด็นต่างประเทศ รอติดตามความชัดเจนภาษีเท่าเทียม วันที่ 2 เม.ย. รายงานเศรษฐกิจสหรัฐฯ (ISM PMI รวมถึงภาคการจ้างงาน) และ PMI ฝั่งจีน กลยุทธ์ เลือกลงทุนหุ้นที่จำหน่ายสินค้าและบริการจำเป็น อาทิ ค้าปลีกสินค้าจำเป็น ที่มี Deep Value เพื่อระยะกลาง ผสานกลุ่มสื่อสาร หุ้นเด่นสัปดาห์นี้ แนะนำ CPALL, CPAXT, BJC ส่วนสัปดาห์ก่อน PTT, TRUE, KTB ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 2.4% vs. ดัชนีฯ ที่ให้ผลตอบแทน -0.94% • CPALL (TP25F-80.0): Deep Value + จำหน่ายสินค้าจำเป็น ผันผวนต่ำผลแผ่นดินไหว • CPAXT (TP25F-30): จำหน่ายสินค้าจำเป็น ผันผวนต่ำต่อผลแผ่นดินไหว • BJC (TP25F-30): Deep Value + ลุ้น Treasury Stock + จำหน่ายสินค้าจำเป็น ผันผวนน้อยกับเรื่องแผ่นดินไหว Investment Theme • March 25 Best Picks: AMATA, AP, BA, BH, BTS, CPALL, MTC • 1Q25F Stock Picks: ADVANC, AWC, BJC, BTS, CPALL, HMPRO, IVL, KBANK, KTB, TRUE • Mid-Small Cap Play: INSET, JMT, MALEE, MOSHI ปัจจัยที่มีผลต่อตลาดหุ้นไทย (*) US Econ: • 1 เม.ย. PMI ผลิต (ISM) มี.ค. ตลาดคาด 49.8 จุด prev. 50.3 • 3 เม.ย. PMI ภาคบริการ (ISM) มี.ค. ตลาดคาด 53.2 จุด prev. 53.5 จุด (*) US Labour: • 4 เม.ย. ยอดจ้างงานนอกภาคเกษตร มี.ค. คาด 1.35 แสนราย prev. 1.51 แสนราย • อัตราการว่างงาน มี.ค. ทรงตัวที่ 4.1% • ค่าจ้างรายชั่วโมง คาด 0.3% m-m, 3.9% y-y (*) CH Econ: • 31 มี.ค. PMI ภาคผลิต มี.ค. คาด 50.4 จุด prev. 50.2 • PMI ภาคบริการ มี.ค. 24 ตลาดคาด 50.6 จุด vs prev. 50.2 จุด • 1 เม.ย. Caixin PMI ภาคผลิต คาดทรงตัว 50.8 จุด • 3 เม.ย. Caixin PMI ภาคบริการ คาด 51.5 จุด prev. 51.4 (*) US Trade War: • 2 เม.ย. การประกาศใช้ภาษีเท่าเทียมของคุณ Trump คาดอุตสาหกรรมที่มีความเสี่ยง (ไทยเก็บภาษีสูงกว่าสหรัฐฯ เก็บไทย) อาทิ ยานยนต์+ชิ้นส่วนยานยนต์ สินค้าเกษตร ชิ้นส่วนฯ ซึ่งระยะสั้นกรณีดังกล่าวอาจสร้างแรงกดดันก่อนที่จะมีความชัดเจนเพิ่มขึ้น (*/-) Earthquake: • ผลกระทบเหตุการณ์แผ่นดินไหว ระยะสั้นคาดสร้างแรงกดดันทางลบ (*) GULF: • 3 เม.ย. GULF (หลังควบรวม INTUCH) กลับมาซื้อขายในตลาดวันแรก (*) TH CPI: • 4 เม.ย. เงินเฟ้อ CPI มี.ค. 25 ไม่มีคาด vs prev. +1.08% y-y • เงินเฟ้อพื้นฐาน CPI ไม่มีคาด vs prev. +0.99% y-y (*/-) SET EPS: • กำไรตลาดปี 25F อยู่ที่ 94.18 บาท ลดลง w-w • กลุ่มหนุน: กลุ่มปิโตรเคมี, Packaging ฯลฯ • กลุ่มถ่วง: กลุ่มยานยนต์ และวัสดุก่อสร้าง, สื่อ ตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญ • US: ISM Mfg PMI (1 Apr), Nonfarm Payrolls (ADP) & Reciprocal Tax (2 Apr), Initial Jobless Claims & ISM Service PMI (3 Apr), Nonfarm Payrolls & Unemployment (4 Apr) • EU: CPI (1 Apr), PPI (3 Apr) • UK: - • CH: Mfg & Service PMI (31 Mar), Caixin Mfg PMI (1 Apr) & Caixin Service PMI (3 Apr) • JP: - • TH: Earthquake Impact, Cabinet & Int. Tourists (1 Apr), GULF (3 Apr), CPI (4 Apr)

จัดพอร์ตหุ้นรับโชค Entertainment Complex

จัดพอร์ตหุ้นรับโชค Entertainment Complex

           หุ้นวิชั่น - บทวิเคราะห์ บล. ดาโอ ระบุ ครม.เห็นชอบ. ร่าง พรบ.ธุรกิจสถานบันเทิงฯตามข้อเสนอของกฤษฎีกา พร้อมส่งสภาฯพิจารณาต่อไป โดยยืนยันว่ารัฐบาลจะสนับสนุนส่งเสริมในส่วนของเอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ที่จะส่งเสริมการกระตุ้นเศรษฐกิจ การลงทุน และการท่องเที่ยวของประเทศเป็นหลัก โดยจะไม่เน้นเรื่องคาสิโนที่มีอยู่เพียงแค่ 10% และจะดำเนินการตามพรบ. อย่างเคร่งครัด (ที่มา: กรุงเทพธุรกิจออนไลน์)            มองเป็นบวกต่อโครงการ Entertainment Complex โดยหุ้นที่ได้รับประโยชน์มีดังนี้ - Construction Services (Neutral): CK (ซื้อ/เป้า 22.00 บาท), STECON (ซื้อ/เป้า 7.00 บาท) โดยจะได้ประโยชน์จากการลงทุนและโอกาสได้ backlog งานก่อสร้าง - Bank (Overweight): BBL (ซื้อ/เป้า 186.00 บาท), KBANK (ซื้อ/เป้า 176.00 บาท), KTB (ซื้อ/เป้า 27.50 บาท) โดยจะได้ประโยชน์จากการลงทุนในประเทศที่เพิ่มขึ้น หนุนสินเชื่อให้เพิ่มขึ้นได้ - Tourism (Neutral): CENTEL (ซื้อ/เป้า 44.00 บาท), ERW (ถือ/เป้า 4.40 บาท), AWC โดยจะได้ประโยชน์จากนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น และค่าใช้จ่ายต่อทริปจะเพิ่มขึ้นด้วย - Aviation (Neutral): AAV (ซื้อ/เป้า 2.80 บาท), AOT (ซื้อ/เป้า 58.00 บาท) ได้ประโยชน์จากการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น ส่งผลบวกต่อจำนวนผู้โดยสารเติบโตดีขึ้น - Commerce (Overweight): CPALL (ซื้อ/เป้า 86 บาท), CRC (ซื้อ/เป้า 45.00 บาท), CPAXT (ซื้อ/เป้า 36.00 บาท) ได้ประโยชน์จากจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น จะช่วยเพิ่มการบริโภคในประเทศสูงขึ้น - BTS (ถือ/เป้า 6.00 บาท): เรามองเป็น sentiment บวก เนื่องจากเคยมีกระแสข่าวว่าบริษัทอาจจะเข้าไปศึกษาการลงทุน อย่างไรก็ตามยังต้องรอดูรายละเอียดความชัดเจนเพิ่มเติม

abs

เจมาร์ท สร้างความสามารถในการแข่งขัน ด้วยการสร้าง Synergy Ecosystem

DEMCO ผนึก “คาร์เปท อินเตอร์เนชั่นแนล” ลุยโซลาร์รูฟท็อปเฟส 3

DEMCO ผนึก “คาร์เปท อินเตอร์เนชั่นแนล” ลุยโซลาร์รูฟท็อปเฟส 3

หุ้นวิชั่น - บมจ.เด็มโก้ (DEMCO) ส่งบริษัทย่อย “เด็มโก้ เอ็นเนอร์จี แอนด์ ยูทิลิตี้” เซ็นสัญญาร่วมลงนามกับ “คาร์เปท อินเตอร์แนชั่นแนล ไทยแลนด์” เดินหน้าพัฒนาโครงการโซลาร์รูฟท็อปเฟส 3 กำลังผลิต 1.0 MW คาดแล้วเสร็จพร้อมจ่ายไฟไตรมาส 1/69 ฟากผู้บริหาร “มนภัทร์ อาษากิจ” ระบุตั้งเป้าปี 2570 เพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์เป็น 40 MW ตอกย้ำแผนการมุ่งสู่การเป็นผู้นำด้านพลังงานสะอาด สอดรับเมกะเทรนด์สร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน นายมนภัทร์ อาษากิจ กรรมการ บริษัท เด็มโก้ เอ็นเนอร์จี แอนด์ ยูทิลิตี้ จำกัด (DEU) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ บริษัท เด็มโก้ จำกัด (มหาชน) หรือ DEMCO ถือหุ้นอยู่ 100% ได้ร่วมลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์กับ บริษัท คาร์เปท อินเตอร์แนชั่นแนล ไทยแลนด์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ กลุ่มบริษัท ทีซีเอ็ม คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) TCMC โดยมี นายแชม ซันเดอร์ แบทเทอร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจวัสดุตกแต่งพื้นผิว (TCM Surface) และนายวิศรุต ศิริชัย รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท คาร์เปท อินเตอร์เนชั่นแนล ไทยแลนด์ จำกัด (มหาชน) เป็นตัวแทนร่วมลงนามในสัญญาฉบับสำคัญนี้ สำหรับความร่วมมือครั้งนี้เป็นการพัฒนาโครงการโซลาร์รูฟท็อป เฟส 3 กำลังผลิต 1.0 เมกะวัตต์ (MW) มูลค่าลงทุน 27.6 ล้านบาท เพื่อต่อยอดความสำเร็จในการใช้พลังงานสะอาด                โครงการโซลาร์รูฟท็อปได้เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ปี 2564 โดยในเฟสที่ 1 และ 2 ได้ติดตั้งกำลังการผลิตรวมกันกว่า 2 เมกะวัตต์ (MW) คิดเป็นมูลค่ากว่า 50 ล้านบาท และได้เริ่มจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (COD) ไปแล้วเมื่อปี 2565 และ 2567 ตามลำดับ ล่าสุด DEU ได้ขยายโครงการสู่เฟส 3 ซึ่งถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถด้านพลังงานหมุนเวียนให้กับอุตสาหกรรมไทย คาดการณ์ว่าโครงการเฟสใหม่นี้จะแล้วเสร็จและสามารถผลิตไฟฟ้าได้ภายในไตรมาสที่ 1/2569                การขยายโครงการโซลาร์รูฟท็อปเฟส 3 ในครั้งนี้ไม่เพียงแต่ช่วยลดต้นทุนด้านพลังงานให้กับภาคอุตสาหกรรม แต่ยังมีส่วนช่วยในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยคาดว่าจะสามารถลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 28,492 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tonCO2eq) ตลอดอายุสัญญา ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายสิ่งแวดล้อมของภาครัฐ และแนวทางการดำเนินธุรกิจของ บริษัท คาร์เปท อินเตอร์เนชั่นแนล ไทยแลนด์ จำกัด (มหาชน) รวมถึงกลุ่มบริษัท ทีซีเอ็ม คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ที่มุ่งเน้นการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม “เรามุ่งมั่นในการพัฒนาและส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดอย่างต่อเนื่อง โดยโครงการโซลาร์รูฟท็อปเฟส 3 นี้ จะเป็นอีกก้าวสำคัญที่ช่วยเพิ่มศักยภาพการใช้พลังงานทดแทนในภาคอุตสาหกรรม ซึ่งไม่เพียงช่วยลดต้นทุนการผลิตให้กับบริษัทฯ แต่ยังถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญที่ช่วยผลักดัน DEMCO ให้ก้าวสู่ความยั่งยืนด้านพลังงาน และสร้างความมั่นคงให้กับภาคเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมในระยะยาว” นายมนภัทร์ กล่าว                DEMCO ยังคงเดินหน้าพัฒนาโครงการพลังงานแสงอาทิตย์อย่างต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าขยายกำลังการผลิตสู่ 40 เมกะวัตต์ (MW) ภายในปี 2570 เพื่อรองรับความต้องการพลังงานสะอาดที่เพิ่มขึ้น และขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยให้ก้าวสู่ยุคพลังงานสีเขียวอย่างแท้จริง ซึ่งโครงการโซลาร์รูฟท็อปถือเป็นส่วนหนึ่งของแผนยุทธศาสตร์ระยะยาวของบริษัทฯ ในการสร้างสังคมที่ใช้พลังงานสะอาดอย่างยั่งยืน ซึ่งสอดรับกับแนวโน้มของโลกที่กำลังก้าวไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ (Low-Carbon Economy)                นายแชม ซันเดอร์ แบทเทอร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจวัสดุตกแต่งพื้นผิว (TCM Surface) ภายใต้ ทีซีเอ็ม คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้เป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของอุตสาหกรรมสิ่งทอและพรมที่กำลังปรับตัวเข้าสู่แนวทางการดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เรามุ่งมั่นที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดในกระบวนการผลิตของเรา ซึ่งโครงการนี้ถือเป็นอีกตัวอย่างของความสำเร็จที่สามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกต่ออุตสาหกรรมและสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืน

ASL คาด SET Index แกว่งตัว Sideway กรอบ 1,160-1,185 จุด - ชู GULF เด่น

ASL คาด SET Index แกว่งตัว Sideway กรอบ 1,160-1,185 จุด - ชู GULF เด่น

                หุ้นวิชั่น - ทีมข่าวหุ้นวิชั่น รายงาน บริษัทหลักทรัพย์ เอเอสแอล จำกัด คาดแนวโน้ม SET Index ประเมินแกว่งตัว Sideway ในกรอบ 1,160-1,185 จุด ขานรับความหวังที่ว่าสงครามระหว่าง รัสเซียและยูเครนมีแนวโน้มสิ้นสุดลง โดยวันนี้คาดว่าจะมีการสนทนากันระหว่างทรัมป์และปูติน โดยการสนทนาดังกล่าวมีเป้าหมายที่จะยุติสงครามในยูเครน ขณะที่ข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุดเปิดเผยว่า ยอดค้าปลีกเดือนก.พ.ปรับตัวขึ้น 0.2% MoM ต่ำกว่าที่ตลาดคาด สะท้อนให้เห็นถึงความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้น อันเนื่องมาจากมาตรการภาษีศุลกากร และการเลิกจ้างพนักงานรัฐบาลกลางจำนวนมาก ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้สร้างบ้านลดลง 3 จุด สู่ระดับ 39 ในเดือนมี.ค. ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนส.ค. 2024 และต่ำกว่าที่คาด ได้รับผลกระทบจากการพุ่งขึ้นของราคาวัสดุก่อสร้างที่มีการนำเข้าจากต่างประเทศ อันเนื่องมาจากการทำสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และประเทศคู่ค้า เฟดสาขาแอตแลนตาได้ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจสหรัฐฯ ว่าจะหดตัวลง 2.1% ใน 1Q25 ทั้งนี้จับตาผลการประชุมเฟดในวันพุธนี้ (19 มี.ค.) รวมทั้งจับตาถ้อยแถลงของพาวเวล และ Dotplot                 ด้านปัจจัยในประเทศ คาดหวังนักลงทุนสถาบันมีโอกาสที่จะเข้ามาทำ Window Dressing จาก performance ของ SET Index ที่ปรับตัวลงกว่า 16% YTD รวมถึงเป็นโอกาสในการเข้าซื้อสะสมหุ้นเพื่อรับปันผลในช่วงเม.ย.-พ.ค.                 ส่วนในเชิง valuation ราคาปัจจุบันซื้อขายบน PBV ที่ 1.12 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง -2.5 SD และ EYG สูงกว่า 6% แนะนำทยอยสะสมหุ้นใน SET50 เราชอบ AOT, BEM, CPALL, CPAXT, CRC, PTT, OSP, WHA ขณะที่วันนี้จะมีประชุม ครม. คาดหวังอนุมัติมาตรการกระตุ้นภาคอสังหาฯ เช่น ลดหย่อนค่าโอน-จดจำนอง สำหรับที่อยู่อาศัยต่ำกว่า 7 ล้านบาท และการเริ่มผ่อนคลายเกณฑ์ LTV เราชอบ SPALI, AP ติดตาม: การประชุมเฟด คาดส่งสัญญาณความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ทำให้ตลาดคาดหวังว่าเฟดจะปรับลดดอกเบี้ย และ BoJ คาดส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ย Stock pick: GULF เติบโตในระยะยาว เป้าเชิงกลยุทธ์ที่ 53.75 บาท                 GULF ยังคงพัฒนาโครงการใน pipeline ได้ตามแผน โดยคาดว่าในปีนี้จะมีโครงการ COD ราว 1 พัน MW ครอบคลุมทั้งโครงการ Renewable และ IPP (HKP Phase 2) นอกจากนี้บริษัทยังเน้นขยายไปยังธุรกิจพลังงานทดแทนและ Data Center โดยคาดว่าในปี 25F จะมีโครงการ Data Center เฟสแรกที่ 25 MW และขยายได้ถึง 50 MW ในอนาคต ซึ่งได้รับความสนใจจากลูกค้ารายใหญ่ เช่น Microsoft สะท้อนถึงโอกาสการเติบโตของธุรกิจใหม่ในระยะยาว                 ทั้งนี้เราประเมินว่า GULF ยังมีศักยภาพในการเติบโตในระยะยาวและมีความน่าสนใจเมื่อเทียบกับกลุ่มโรงไฟฟ้าด้วยกัน เนื่องจาก การ diversified พอร์ตรายได้ที่มีความหลากหลายมากกว่า เช่น การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน การลงทุนในกลุ่ม Data Center, Cloud และ AI รับรู้ Synergy การควบรวมกับ INTUCH ที่คาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จช่วง 2Q25F เกิดเป็น NewCo ซึ่งเรามองว่าจะสามารถเข้า SET50 ได้ทันที รวมถึงจะช่วยให้สถานะการเงินดีขึ้น โดยตลาดคาดหวัง Net IBD/E จะปรับลดลงมาต่ำกว่า 1 เท่า จากปัจจุบันที่ระดับ 1.7 เท่า ช่วยเสริมศักยภาพในการจัดหาแหล่งเงินทุน ส่วนในเชิง sentiment ขานรับบอร์ด BOI ส่งเสริมการลงทุนใน Data Center                 แนวโน้มปี 25-26F Bloomberg ประเมินกำไรสุทธิเท่ากับ 2.2 หมื่นล้านบาท (+21% YoY) และ 2.5 หมื่นล้านบาท (+17.7% YoY) ตามลำดับ มีแรงหนุนจากการ COD ของโรงไฟฟ้าหินกอง และแนวโน้มธุรกิจ Data Center ที่ขยายตัว ส่วนแนวโน้ม 1Q25F คาดว่าจะทำ นิวไฮ ขยายตัวทั้ง QoQ และ YoY ทั้งนี้มีราคาเป้าหมายเฉลี่ยที่ 66.43 บาท ส่วนด้านความเสี่ยงนโยบายการปรับลดค่าไฟ มองว่ากระทบจำกัด เนื่องจากมีสัดส่วนลูกค้าที่อิงกับค่า Ft น้อยกว่า 10% ของรายได้ขายไฟโดยรวม แนวรับ 47.75/45.75 ไม่ควรต่ำกว่าลงมา แนวต้าน 50.25/52/53.75

จ่อลดฟรีวีซ่าเหลือ 30 วัน ERW-CENTEL-MINTรับเต็ม

จ่อลดฟรีวีซ่าเหลือ 30 วัน ERW-CENTEL-MINTรับเต็ม

                 หุ้นวิชั่น - บทวิเคราะห์ บล. ดาโอระบุว่า นายสรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาของไทย เห็นพ้องกันในหลักการที่จะลดระยะเวลาการพำนักจาก 60 วันเป็น 30 วันสำหรับพลเมืองจากประเทศที่ได้รับการยกเว้นวีซ่าภายใต้โครงการ อย่างไรก็ตาม จะมีการหารือรายละเอียดเพิ่มเติมก่อนที่จะประกาศการปรับกฎระเบียบอย่างเป็นทางการ ทั้งนี้ ผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวแสดงความกังวลต่อระยะเวลาที่ขยายออกไป เนื่องจากนักท่องเที่ยวระยะไกลจะพักอยู่เพียง 14-21 วันโดยเฉลี่ย ในขณะที่นักท่องเที่ยวระยะสั้นใช้เวลาเดินทางต่อทริปไม่ถึง 2 สัปดาห์หรือเฉลี่ยประมาณ 7 วัน (ที่มา: Bangkok Post)                     มองเป็นบวกต่อการปรับลดวันพำนักลงเหลือ 30 วัน จากเดิมที่ 60 วัน เพราะจะช่วยลดเรื่องความไม่ปลอดภัยมากขึ้น เนื่องจากที่ผ่านมาที่มีการให้วันพำนักสูงถึง 60 วัน ทำให้เป็นช่องทางในการทำธุรกิจที่ผิดกฎหมาย โดยเฉพาะในกรณีที่นักท่องเที่ยวบางกลุ่มอยู่ในประเทศไทยเกินระยะเวลาที่กำหนด หรือเข้ามาทำธุรกิจที่ไม่ใช่เพื่อการท่องเที่ยว                     โดยหุ้นที่จะได้รับประโยชน์จากมาก-น้อยเรียงตามสัดส่วนรายได้ในประเทศไทยจากมาก-น้อยคือ ERW (88%), CENTEL (80%) และ MINT (15%)                     ให้น้ำหนักการลงทุนเป็น “เท่ากับตลาด” โดย Top pick ของกลุ่มท่องเที่ยวเรายังชอบ CENTEL (ซื้อ/เป้า 44.00 บาท) และ MINT (ซื้อ/เป้า 34.00 บาท)

abs

มุ่งมั่นเป็นผู้นำ เชื่อมโยงทุกโครงข่ายระบบคมนาคมขนส่งอย่างยั่งยืน

หยวนต้า คาด CCET กำไรโตต่อ 11% ปันผล Yield 2% - XD 19 มี.ค.นี้

หยวนต้า คาด CCET กำไรโตต่อ 11% ปันผล Yield 2% - XD 19 มี.ค.นี้

            หุ้นวิชั่น - ทีมข่าวหุ้นวิชั่น รายงาน บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ระบุถึง CCET ว่า สาระสำคัญจากการประชุมนักวิเคราะห์ Event             ► ผลประกอบการ 4Q24 ที่ต่ำกว่าตลาดคาด แต่เป็นปัจจัยชั่วคราวดังนี้ GPM ที่ลดลงใน 4Q24 เกิดจาก product mix ระหว่างไตรมาส และการสนับสนุนการขายให้ลูกค้าในช่วงหาลูกค้าสำหรับปี 2025 การให้โบนัสพนักงานใน 4Q24 ที่สูงกว่าอดีต             ► ความเสี่ยงสงครามการค้า และกลยุทธ์รับมือสำคัญของบริษัทฯ มีดังนี้ การขึ้นภาษีระหว่างกันทั่วโลก หากรุนแรงเกินระดับ 10-20% CCET พร้อมที่จะไปขึ้นโรงงานให้ลูกค้าในตลาด USA หากเป็นความต้องการของลูกค้า ในกรณีที่อัตราภาษีถูกปรับเพิ่มขึ้นระดับ +/-10% CCET คาดว่าจะสามารถผลักภาษีไปที่ราคาขายให้กับลูกค้าได้             ► ในกรณีที่การเก็บภาษีกระทบมาถึงประเทศไทย ซึ่งเป็นฐานการผลิตสำคัญของกลุ่ม ผู้บริหารประเมินว่าโอกาสเกิดขึ้นต่ำ และน่าจะกระทบหลังประเทศเวียดนาม ซึ่งเป็นตลาดหลักที่ลูกค้าเลือกย้ายมาโรงงานใหม่ของ CCET อย่างไรก็ดีหากโรงงานในไทยได้รับผลกระทบ CCET สามารถย้ายการผลิตได้ราว 30% ไปผลิตที่โรงงานในเครือที่ฟิลิปปินส์เพื่อลดผลกระทบ             ► โรงงานใหม่                         โรง 16 ที่มหาชัย เริ่มผลิตตั้งแต่ 4Q24 เน้นการผลิต SSD แต่ในปี 2025 CCET จะพยายามเพิ่มสินค้าที่เกี่ยวข้องกับ Data Center เช่น Server ในโรงงานแห่งนี้                         โรงงานใหม่ที่เพชรบุรี 3 โรง                         โรง 15 อยู่ในขั้นตอนการติดตั้งเครื่องจักร คาดว่าจะเริ่มทำการผลิตได้อย่างเป็นทางการในเดือน พ.ค. 25 – มิ.ย. 25 บริษัทฯ คาดว่า โรง 15 จะผลิตเต็มศักยภาพในปี 2026                         โรง 13 และโรง 14 อยู่ระหว่างพูดคุยเพื่อหาลูกค้าหลักที่จะใช้งานระยะยาว ทำให้ต้องใช้เวลาอีกระยะ             ► Guidance 1Q25             GPM ฟื้นตัว QoQ ขณะที่ยอดขายสองเดือนแรกเติบโตระดับ Double Digit สะท้องแนวโน้มงบ 1Q25 ที่มีโอกาสเติบโตต่อเนื่อง หากสามารถเติมลูกค้าในโรงงานใหม่ได้สำเร็จ บริษัทฯ คาดว่ายอดขายจะเติบโตระดับ 10% ได้อย่างต่อเนื่องในช่วง 1-2 ปีจากนี้ Our Take             ► เรายังไม่มีประมาณการและคำแนะนำอย่างเป็นทางการสำหรับ CCET เบื้องต้นเราคาดการณ์กำไรปกติปี 2025 ที่ +/-3.5 พันล้านบาท หรือกำไรโต 11% YoY คิดเป็น EPS25 ที่ราว 0.33 บาทต่อหุ้น             ► ราคาหุ้นปัจจุบันที่ +/-6.50 บาทต่อหุ้น คิดเป็น PER25 ที่ 19.4x ไม่แพงเหมือนช่วงก่อนหน้าที่ขึ้นไปซื้อขายถึงระดับ PER 20-25x แต่ก็ไม่ใช่ระดับที่ถูกสำหรับหุ้นกลุ่ม Consumer Electronic ที่ปกติจะซื้อ                     ขายในช่วง 15-20x             ► อย่างไรก็ดี หากการเติบโตทำได้ดีกว่า 3.5 พันล้านบาท เช่น             CCET ทำกำไรได้ 4.0 พันล้านบาท (+27% YoY) EPS25 จะอยู่ที่ 0.38 บาทต่อหุ้น สมมติให้หุ้นซื้อขาย PER 20x ราคาหุ้นในกรณีที่ดีอาจไปได้ถึง 7.65 บาทต่อหุ้น เป็นกรอบบนในการเก็งกำไรในปี 2025             ► อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความเสี่ยงสงครามการค้าที่สูง โดยเฉพาะใน 2Q25 เราประเมินว่าเร็วเกินไปที่จะมองกรณีดังกล่าว             ► CCET ประกาศจ่ายปันผลสำหรับผลประกอบการ 2H24 ที่ 0.13 บาทต่อหุ้น คิดเป็น Yield 2.0% XD วันที่ 19 มี.ค. 25

บล.พายล็อกเป้า 10 หุ้นเด็ด เช็กเลย!

บล.พายล็อกเป้า 10 หุ้นเด็ด เช็กเลย!

          หุ้นวิชั่น - ทีมข่าวหุ้นวิชั่น รายงาน บริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) ระบุว่า เงินเฟ้อสหรัฐฯต่ำคาดการณ์ อาจหนุนตลาดหุ้นไทยระยะสั้น ส่วนการปรับฐานของหุ้นไทยยังเชื่อว่ามาจากพื้นฐานที่อาจไม่แข็งแกร่งมากนัก ใดๆก็ตามหุ้นหลายตัวลงมาจนน่าสนใจ โดยเฉพาะปันผลสูง อาจเป็นโอกาสสะสม           ตลาดหุ้น Dow Jones เมื่อคืนปิดลบ 82 จุด (-0.2%) นักลงทุนยังคงกังวลกับสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯกับนานาประเทศ ด้านราคาน้ำมันดิบ BRT ปิดบวก 2% หลังจากสหรัฐฯเผยสต็อกน้ำมันดิบเพิ่มขึ้นน้อยกว่าที่คาดหมายไว้และสต็อกเชื้อเพลิงปรับตัวลดลง           เมื่อคืนที่ผ่านมาสหรัฐฯได้รายงานเงินเฟ้อประจำเดือน ก.พ. ขยายตัว 2.8%YoY ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ที่ 2.9%YoY ด้านเงินเฟ้อพื้นฐานก็ขยายตัวเพียง 3.1% ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์เช่นกัน เงินเฟ้อที่ขยายตัวไม่สูงมากนักหลักๆมาจากการลดลงของราคาพลังงาน (-3%YoY) น้ำมันเตา (-5%YoY) อย่างไรก็ตามในรายการสินค้าอื่นๆส่วนใหญ่แล้วเห็นการขยายตัว โดยรวมแล้วเมื่อคืนทำให้ US Bond Yield ปรับขึ้นมาเล็กน้อยสะท้อนมุมมองต่อเงินเฟ้อที่อาจยังมิได้ผ่อนคลายมากนัก แม้เงินเฟ้อจะต่ำกว่าคาดหมายไว้ ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะสงครามการค้าของสหรัฐฯกับนานาประเทศจะเป็นปัจจัยเร่งระดับราคาสินค้า           สำหรับ CME FED Watch ล่าสุดให้น้ำหนักลดดอกเบี้ยในเดือน มิ.ย. ด้วยความน่าจะเป็นที่ค่อนข้างสูง (69%) สะท้อนถึงมุมมองเชิงลบต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯที่ค่อนข้างมากขึ้น ด้านปัจจัยในประเทศวานนี้ SET INDEX ลดลง 27 จุด (-2.3%) ค่อนข้างหนักเมื่อเทียบกับภูมิภาค โดยนักลงทุนต่างชาติเป็นผู้ขายสุทธิ 2.9 พันล้านบาทและทำให้ YTD สะสมแล้วขายสุทธิ 2.9 หมื่นล้านบาท แม้จะมีข่าวการกระตุ้นตลาดหุ้นด้วยการใส่เม็ดเงินกองทุน Thai ESGX แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่สามารถเข้ามาหนุนตลาดหุ้นได้ ซึ่งอาจเกิดจากทิศทางการเติบโตของเศรษฐกิจไทยที่ไม่ชัดเจน อุตสาหกรรมในตลาดหุ้นที่เป็นโลกเก่า สวนทางกับประเทศอื่นๆที่มี Technology และเศรษฐกิจก็ขยายตัวได้ดีกว่า เมื่อเป็นเช่นนั้นนักลงทุนต่างชาติจึงมีทางเลือกที่ดีกว่าไทย ประกอบกับการท่องเที่ยวที่เคยเป็นปัจจัยหนุนเศรษฐกิจและความน่าสนใจของประเทศไทยก็พบว่าล่าสุดจำนวนนักท่องเที่ยวสะสมในช่วง 1 ม.ค. – 9 มี.ค. อยู่ที่ 7.6 ล้านราย (+4%YoY) การเติบโตเริ่มน้อยลงจากปีก่อนที่ขยายตัวในระดับ 2 หลัก           ขณะที่นักท่องเที่ยวก็เห็นสัญญาณใช้จ่ายน้อยลงผ่านสนามบิน เพราะสะท้อนจาก King Power ปัจจัยหนุนอย่างเดียวของตลาดหุ้นไทย ณ เวลานี้คือ Valuation ไม่แพง + ปันผลที่สูง จึงอาจเหมาะกับนักลงทุนที่แสวงหาหุ้นปันผล คืนนี้รอติดตามดัชนี PPI ของสหรัฐฯ Bloomberg Consensus ประเมินไว้ที่ 0.3%MoM           วันนี้ประเมิน SET เคลื่อนไหวในกรอบ 1150 – 1170 เชิงกลยุทธ์การลงทุนด้วยหุ้นไทยที่ไม่แพงแต่จำเป็นต้องใช้กลยุทธ์เลือกหุ้นให้มาก หุ้นที่น่าสนใจยังเป็นหุ้นขนาดใหญ่ อาทิ ศูนย์การค้า (CPN) ค้าปลีก (CPALL CRC) ธนาคารพาณิชย์ (BBL KBANK KTB SCB) โรงพยาบาล (BDMS) ระยะสั้นอาจเลือกเก็งกำไรกลุ่มพลังงาน (PTTEP) อาหารสัตว์ (CPF)

NCP แตกไลน์สินค้าเมกะเทรนด์ เป้ารายได้ปี 68 โต 20-30%

NCP แตกไลน์สินค้าเมกะเทรนด์ เป้ารายได้ปี 68 โต 20-30%

                หุ้นวิชั่น - บมจ.ไนซ์ คอล (NCP) เปิดแผนธุรกิจปี 2568 ทุ่มงบ 10 ล้านบาท พัฒนาระบบเทคโนโลยี และเทคโนโลยี AI เพิ่มประสิทธิภาพงานขาย เล็งเปิดตัวสินค้า (House Brand) การันตีคุณภาพระดับพรีเมี่ยมกว่า 10 รายการ พร้อมรุกตลาดผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสำหรับผู้บริโภคยุคใหม่ที่ใส่ใจสุขภาพและสำหรับสัตว์เลี้ยง เสริมแกร่งธุรกิจ พร้อมตั้งเป้ารายได้ปี 2568 เติบโต 20-30%                 นายศรัณย์ เวชสุภาพร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไนซ์ คอล จำกัด (มหาชน) หรือ NCP เปิดเผยแผนการดำเนินธุรกิจปี 2568 ว่า บริษัทได้วางแผนการดำเนินงานเพื่อสานต่อความสำเร็จอย่างมั่นคงและยั่งยืน โดยเน้นบทบาทการเป็น Telesales ที่ตอบโจทย์การให้บริการธุรกิจอีคอมเมิร์ซ (E-Commerce) อย่างต่อเนื่อง พร้อมขยายการให้บริการธุรกิจ Upselling Service และ Dedicated Telesale Outsourcing เพิ่มขึ้น เพื่อให้เพียงพอต่อการให้บริการสำหรับลูกค้าเก่าและลูกค้าใหม่ รองรับการขยายตัวธุรกิจ Telesales  โดยตั้งเป้าการเติบโตของรายได้ปีนี้ 20-30% โดยมีปัจจัยหนุนการเติบโตจากธุรกิจ Upselling Service และ Dedicated Telesale Outsourcing รวมถึงเทรนด์การดูแลสุขภาพที่เติบโตต่อเนื่อง จากการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุแบบสมบูรณ์ของประเทศไทย และการดูแลรักษาสุขภาพของกลุ่ม Gen X และ Gen Y                 โดยปีนี้ บริษัทเตรียมออกผลิตภัณฑ์ใหม่ (House Brand) การันตีคุณภาพระดับพรีเมี่ยม มากกว่า 10 รายการ สอดรับเทรนด์ Health and Beauty ของผู้บริโภคในปัจจุบันที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพและความงาม รวมถึงการเจาะกลุ่มลูกค้าคนรุ่นใหม่เพิ่มมากขึ้น                 ไม่เพียงเท่านี้ บริษัทยังเตรียมขยายตลาดไปสู่ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อสัตว์เลี้ยง ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนยุคนี้ ที่นิยมเลี้ยงสัตว์เหมือนลูก (Pet Parent) ส่งผลให้ตลาดสัตว์เลี้ยงเติบโตอย่างก้าวกระโดด นับเป็นการเพิ่มศักยภาพของผลิตภัณฑ์และการตลาดใหม่ๆ ที่ช่วยหนุนการเติบโตของ NCP อย่างมีนัยสำคัญ                 นอกจากนี้ บริษัทได้วางแผนใช้งบประมาณ 10 ล้านบาท ในการพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆ และปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพงานขาย โดยจะนำเทคโนโลยีมาช่วยในการผลิต การขายและการบริการลูกค้า การวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้า เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการคาดการณ์ความต้องการของตลาดและปรับกลยุทธ์การขายให้เหมาะสมกับแต่ละกลุ่มเป้าหมาย                 สำหรับการขยายจำนวนพนักงาน Telesales ทั้งพนักงาน Telesales ประจำ และผู้ต้องขังภายในเรือนจำหรือทัณฑสถานหญิงที่ทำหน้าที่ Telesales ตามโครงการ “คืนคนดีสู่สังคมกับกรมราชทัณฑ์” โดยการฝึกอาชีพและส่งเสริมทักษะการทำงานให้แก่ผู้ต้องขัง ประเภทการขายทางโทรศัพท์ (Telesales) บริษัทตั้งเป้าเพิ่มจำนวนพนักงานอีก 200 คน แบ่งเป็น พนักงาน Telesales ประจำ 100 คน จากเดิมที่มีในขณะนี้ 100 คน รวมเป็น 200 คน และเพิ่มจำนวนผู้ต้องขัง ที่ทำหน้าที่เป็น Telesales อีก  100 คน ในเรือนจำหรือทัณฑสถานหญิงอีก 2 แห่ง จากเดิมที่มี 3 แห่ง ได้แก่ เรือนจำกลางสมุทรปราการ ทัณฑสถานหญิงเชียงใหม่ และทัณฑสถานหญิงชลบุรี รองรับจำนวนลูกค้าที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะลูกค้ากลุ่มธุรกิจ Upselling Service และ Dedicated Telesale Outsourcing                 สำหรับแผนธุรกิจ ใน 3-5 ปีข้างหน้า NCP ตั้งเป้าขยายธุรกิจให้แข็งแกร่งขึ้น โดยเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ, ขยายช่องทางจัดจำหน่าย, สร้างความแข็งแกร่งของแบรนด์ และขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศ “NCP พร้อมพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภค และมองหาพันธมิตรเพื่อเสริมความแข็งแกร่งธุรกิจสร้างการเติบโตอย่างมั่นคง โดยมั่นใจรายได้ปีนี้จะเติบโตได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ 20-30% จากการเติบโตของธุรกิจ “Dedicated Telesale Outsourcing Service และ Upselling Service” ที่โดดเด่น รวมถึงการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ (House Brand) ที่ช่วยเพิ่มฐานลูกค้าในผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ตลอดปี” นายศรัณย์ กล่าว [PR News]

abs

SSP : ผู้นำด้านพลังงานหมุนเวียน ทางเลือกใหม่เพื่ออนาคต

STECON แบ็กล็อก 1.16 แสนล. ดันเป้ารายได้แตะ 4.5 หมื่นล.

STECON แบ็กล็อก 1.16 แสนล. ดันเป้ารายได้แตะ 4.5 หมื่นล.

           หุ้นวิชั่น –STECON เปิดแผนธุรกิจ ปักธงรายได้แตะ 4.5 หมื่นล้านบาทในปี 73 ขณะที่ปีนี้ตั้งเป้ารายได้เติบโต 5-10% แตะระดับ 3.2 หมื่นล้านบาท พร้อมเดินหน้าร่วมประมูลงานใหม่ รวม 4.5 แสนล้านบาท โชว์ Backlog เต็มหน้าตัก ณ สิ้นปี 67 ที่ 1.16 แสนล้านบาท เล็งคว้างานใหม่เพิ่ม 5 หมื่นล้านบาทในปีนี้ ใส่เกียร์ขยายธุรกิจด้านพลังงานและสาธารณูปโภค นายศิว์วิศว์ อนันตกุล ผู้จัดการแผนกนักลงทุนสัมพันธ์ บริษัท สเตคอน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ STECON เปิดเผยว่า บริษัทตั้งเป้ารายได้แตะ 45,000 ล้านบาท ในปี 2573 ขณะที่ 2568 บริษัทตั้งเป้ารายได้เติบโต 5-10% หรือประมาณ 32,000 ล้านบาท โดยคาดว่ารายได้จากธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง แต่จะมีรายได้จาก ธุรกิจใหม่เข้ามาเสริมประมาณ 1,000 ล้านบาท โดยธุรกิจใหม่จะสามารถช่วยสนับสนุนการเติบโตของรายได้และเป็นการกระจายความเสี่ยงจากธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง            ขณะที่ธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง ณ สิ้นปี 2567 บริษัทมี งานในมือ หรือ Backlog ที่ 1.16 แสนล้านบาท และมีเป้าหมายในการรับงานใหม่ปีนี้ 50,000 ล้านบาท สำหรับ โครงการประมูลของภาครัฐและเอกชนที่บริษัทเตรียมเข้าประมูล มูลค่าประมาณ 451,412 ล้านบาท นอกจากนี้ บริษัทอยู่ระหว่างศึกษาการขยาย ธุรกิจใหม่ โดยเน้นพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อลดต้นทุน รวมถึงศึกษาธุรกิจด้าน พลังงานสะอาดและดิจิทัล เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรม            ด้าน โครงการ Mars Water ซึ่งเป็นหนึ่งในธุรกิจของบริษัท มีแผนเปิด 3 โรงงาน โดยปัจจุบันเปิดดำเนินการแล้ว 2 แห่ง และเตรียมเปิดแห่งที่ 3 ในช่วงปลายปีนี้ คาดว่ารายได้ไตรมาสแรกปี 2568 จะได้รับจากโครงการนี้ รวมถึงโครงการ มอเตอร์เวย์ M81 ซึ่งเป็นรายได้ที่เข้ามาอย่างสม่ำเสมอ (Recurring income)            สำหรับ โครงการส่วนต่อขยายรถไฟฟ้าสายสีชมพู ขณะนี้ใกล้แล้วเสร็จ โดยคาดว่าจะเปิดให้บริการได้ภายในเดือน พฤษภาคม 2568 ซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกในการเดินทางไปยังสถานที่จัดคอนเสิร์ต ขณะที่ โครงการพัฒนาอู่ตะเภา คาดว่าจะสามารถเริ่มก่อสร้างได้ภายในครึ่งปีแรกนี้ ทั้งนี้ บริษัทยังมุ่งเน้นการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ โดยตั้งเป้าควบคุมค่าใช้จ่ายให้อยู่ที่ระดับ 1-2% ของกำไรสุทธิ พร้อมเดินหน้าศึกษาโครงการใหม่เพิ่มเติม เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจในระยะยาว

BIZ มุ่งชิงงานพันล้าน จ่อบุ๊กรายได้1,360ลบ.

BIZ มุ่งชิงงานพันล้าน จ่อบุ๊กรายได้1,360ลบ.

           หุ้นวิชั่น- BIZ ปี2568 เตรียมยื่นประมูลงานเครื่องฉายรังสีรักษามะเร็ง ราว 800 - 1,000 ล้านบาท คาดได้งานกว่า 50 % โชว์ Backlog แน่นรอรับรู้รายได้ 1,360 ล้านบาท ปลื้มกำไรปี 2567 โต11.44%            นายสมพงษ์ ชื่นกิติญานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บิสซิเนสอะไลเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ BIZ เปิดเผยว่า แผนธุรกิจในปี 2568 เตรียมแผนยื่นประมูลงานเครื่องฉายรังสีรักษามะเร็ง มูลค่า 800 -  1,000 ล้านบาท พร้อมเตรียมเข้าประมูลงานทั้งภาครัฐและเอกชน โดยเน้นภาครัฐมากขึ้น ซึ่งที่ผ่านมางานทางภาครัฐ มีอัตราการเติบโตที่โดดเด่นกว่าภาคเอกชน และคาดว่าจะชนะการประมูลได้ไม่น้อยกว่า 50% ของมูลค่างานที่ยื่นประมูล Backlog แน่น 1,360 ลบ. ทั้งนี้ บริษัทมียอด Backlog รอรับรู้รายได้ ณ วันที่ 12 มีนาคม 2568 อยู่ที่ 1,360 ล้านบาท มาจากเครื่องมือแพทย์   รวมถึงโครงการที่บริษัทขายออกไป และอยู่ในระหว่างรอส่งมอบ  ซึ่งจะทยอยรับรู้ตามสัญญา ตลอดทั้งปีนี้  ส่วนรายได้จากการบริการหลังการขาย หรือ ซ่อมบำรุงรักษาชุดเครื่องมือทางการแพทย์ ขึ้นอยู่กับเครื่องมือแพทย์ที่ขายได้ในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทำให้เป็นรายได้ประจำ สนับสนุนผลงานปีนี้ ยังเติบโตอย่างแข็งแกร่ง สำหรับโรงพยาบาลเฉพาะทางมะเร็ง แคนเซอร์อลิอันซ์ ศรีราชา จังหวัดชลบุรี ได้มีการวางแผนเพื่อผลักดันให้เป็นศูนย์กลางด้านการรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งชั้นนำของภูมิภาคตะวันออก โดยให้บริการการรักษาด้วยการฉายรังสี และการรักษาด้วยเคมีบำบัด ปัจจุบันมีเป็นที่รู้จักและมีจำนวนผู้เข้ามาใช้บริการเพิ่มขึ้น พร้อมตั้งเป้าหมายรายได้ในปีนี้เติบโตระดับ Double Digit อีกด้วย ปี 67 กำไรโต 11.44% ด้านผลประกอบการในปี 2567 บริษัทและบริษัทย่อยมีรายได้รวม 1,717.16 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 21.48 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 1.27% เทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้รวม 1,695.18  ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 224.19 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 23.01 ล้านบาท หรือ 11.44% เทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน ที่มีกำไรสุทธิ 201.18 ล้านบาท  โดยรายได้ที่เติบโตมาจากการขายเครื่องเครื่องมือแพทย์สำหรับรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็ง เป็นสัดส่วน 75% และ การบริการหลังการขายอีก 25%

บล.ทรีนีตี้ ชูหุ้น Deep value เด่น รับ SET แกร่งกว่าตลาดอื่น

บล.ทรีนีตี้ ชูหุ้น Deep value เด่น รับ SET แกร่งกว่าตลาดอื่น

          หุ้นวิชั่น-ทีมข่าวหุ้นวิชั่น รายงาน บล.ทรีนีตี้ คาด SET Index มีโอกาสสูงที่จะผ่านจุด Bottom ชั่วคราวที่ลงไปทดสอบแถวระดับ 1,160 จุดเมื่อวานนี้ สาเหตุสำคัญมาจากปัจจัยกระตุ้นทางด้านสภาพคล่องที่เตรียมเข้ามาในช่วงเดือนพ.ค.-มิ.ย.68 จากกองทุน ThaiESG Extra ซึ่งรายละเอียดที่ออกมาเมื่อวานนี้ ถือว่า Surprise ในเชิงบวก เนื่องจากจะเป็นการเรียกเม็ดเงินใหม่ให้เข้าสู่ตลาดได้ด้วย และที่สำคัญ เงื่อนไขในการลงทุนคราวนี้ถือว่าจูงใจมาก เมื่อเทียบกับโครงการที่คล้ายกันในอดีตอย่างเช่นกองทุน SSF Extra เมื่อปี 2020 ในเชิงกลยุทธ์ ด้วยความคาดหวังที่ว่า SET Index มีโอกาสปรับตัวแข็งแกร่งกว่าตลาดอื่น ทำให้คงคำแนะนำถือครองหุ้นในส่วนเดิมได้ต่อไป           Deep value: มองการปรับตัวขึ้นที่โดดเด่นของหุ้น PTTGC, SCC, TOP, GPSC, BGRIM เมื่อวานนี้ เป็นตัวอย่างที่สะท้อนว่า ณ ขณะนี้ นักลงทุนกำลังมองหากลุ่มหุ้นที่มี Downside risk ต่ำในเชิง PBV ทั้งในมิติที่เทียบกับตัวเองในอดีต (-1.5SD ขึ้นไป) และมีราคาปัจจุบันซื้อขายต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี นอกจากนั้น ยังเป็นหุ้นที่เห็นการเติบโตของกำไรในปีนี้ พร้อมทั้งคาดการณ์เงินปันผลจ่ายในระดับที่เหมาะสม (> 3%) ทั้งนี้ หากใช้เงื่อนไขเดียวกัน คัดกรองหุ้นที่มีคุณลักษณะคล้ายกับตัวอย่างดังกล่าว จะพบว่ามีหุ้นอื่นที่เข้าข่ายอาจเป็นเป้าหมายของนักลงทุนเพิ่มเติมในช่วงนี้ ได้แก่ CKP, BJC, SPRC, SPALI, PTT, SC, JMT เป็นต้น           Bolstering liquidity: ประเมินกองทุน ThaiESG Extra ที่จะมีส่วนหนึ่งรองรับเม็ดเงินใหม่ไม่เกิน 3 แสนบาทต่อรายนั้น จะเป็นการเพิ่มสภาพคล่องใหม่ให้กับตลาดหุ้นไทยในช่วงเดือนพ.ค.-มิ.ย. โดยกองทุนดังกล่าวมีข้อดีที่จะช่วยตลาดหุ้นไทยทั้งใน 3 มิติสำคัญ ได้แก่ 1) ขนาดการลงทุนที่มาก (3 แสนบาทต่อราย) 2) ระยะเวลาถือครองที่สั้น (5 ปีนับจากวันซื้อ) 3) กรอบเวลาการซื้อที่จำกัด (2 เดือน) ซึ่งหากเทียบเคียงกับกองทุน SSF-Extra ที่เคยออกมาปี 2020 สมัย Covid ถือว่ามีดีกว่าทั้ง 3 มิติ โดยคุณลักษณะของ SSF-Extra ตอนนั้นได้แก่ 1) ขนาดการลงทุน (2 แสนบาทต่อราย) 2) ระยะเวลาถือครอง (10 ปีนับจากวันซื้อ) 3) กรอบเวลาการซื้อ (3 เดือน) Positive View: หากอ้างอิงข้อมูลของกองทุน SSF-X ในอดีตซึ่งต้องบอกว่ามีเงื่อนไขที่ไม่จูงใจ เพราะต้องถือครองถึงระยะเวลา 10 ปี ณ ตอนนั้น ในช่วงเดือนเม.ย.-มิ.ย.63 มีเม็ดเงินไหลเข้ากองทุนดังกล่าวทั้งสิ้น 1.1 หมื่นล้านบาท และเป็นเหตุผลสำคัญส่วนหนึ่งที่ทำให้นักลงทุนสถาบันในประเทศมีการซื้อสุทธิหุ้นไทยในช่วงดังกล่าวถึง 4.8 หมื่นล้านบาท มองมายังรอบนี้ แม้ตลาดหุ้นไทยจะไม่ได้โดดเด่นในแง่ของการเติบโตมากนัก แต่เชื่อว่าด้วย Valuation ที่ถูกกว่าช่วง Covid ไปแล้ว และยังมีแรงจูงใจในเรื่องของการลดหย่อนภาษีเพิ่มเติม พร้อมระยะเวลาถือครองที่สั้นอีก จึงประเมินว่าเม็ดเงินใหม่ที่จะไหลเข้ามาสู่กองทุน ThaiESG-X ในรอบนี้นั้น จะมีลุ้นแตะระดับ 1.5-2.0 หมื่นล้านบาทได้ไม่ยาก New Decree: ส่วนอีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับตลาดทุนที่ออกมาเมื่อวานนี้ ได้แก่รายงานข่าวที่ว่าในอีก 2 สัปดาห์ข้างหน้า กระทรวงการคลังเตรียมเสนอ ครม. พิจารณา พ.ร.ก.ป้องกันตลาดทุนเสียหาย อาทิ พ.ร.ก.เพิ่มอำนาจให้กับ ก.ล.ต. เร่งฟันผู้กระทำผิดในตลาดทุน โดยมีจุดประสงค์เพื่อกำกับดูแลไม่ให้ตลาดทุนได้รับความเสียหายจากผู้ที่ไม่หวังดีเข้ามาสร้างความเสียหายให้กับตลาดทุนไทย

abs

ออกแบบและติดตั้งระบบเครือข่ายและระบบสื่อสารอย่างครบวงจร

บล.พาย ชู 13 หุ้นเด่น แนะสอยเข้าพอร์ตด่วน!

บล.พาย ชู 13 หุ้นเด่น แนะสอยเข้าพอร์ตด่วน!

          หุ้นวิชั่น - ทีมข่าวหุ้นวิชั่น รายงาน บริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) Pi Daily เริ่มเห็นปัจจัยบวกต่อตลาดหุ้นไทย โดยเฉพาะการจัดตั้งกองทุน Thai ESGX แนะนำนักลงทุน LTF เปลี่ยนไปเป็น Thai ESG X และหากประสงค์ลงทุนก็แนะซื้อลดหย่อนที่ 3 แสนบาท เพราะต้นทุนดัชนีที่น่าสนใจ           ตลาดหุ้น Dow Jones เมื่อคืนปิดลบ 478 จุด (-1.1%) หลังจากประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศเพิ่มการเก็บภาษีนำเข้าเหล็กและอลูมิเนียมจากแคนาดาเป็น 2x ด้านราคาน้ำมันดิบ BRT ปิดบวก 0.4% ได้แรงหนุนจากการอ่อนค่าของดอลลาร์สหรัฐฯ อย่างไรก็ตามการบวกมิได้สูงมากนักเพราะกังวลผลกระทบจากภาษี           เมื่อคืนที่ผ่านมาเกิดหลากหลายปัจจัยประกอบไปด้วย (1) ทรัมป์ประกาศขึ้นภาษีเหล็กและอลูมิเนียมจากแคนาดาสู่ระดับ 50% จากเดิม 25% โดยมีผลบังคับใช้ทันทีในช่วงเช้าวันพุธที่ 12 มี.ค. เพราะต้องการตอบโต้ที่แคนาดาประกาศเก็บภาษี 25% ต่อกระแสไฟฟ้าที่มีการส่งให้สหรัฐฯ แต่อย่างไรก็ตามล่าสุดทาง Peter Navarro ได้ออกมากล่าวกับ CNBC ว่าแผนเก็บภาษีเหล็กและอลูมิเนียมต่อแคนาดาได้ถูกยกเลิกแล้วและแคนาดาก็ได้บอกว่าแผนเก็บภาษีส่งออกไฟฟ้าสหรัฐฯก็ได้ยกเลิกเช่นกัน (2) สหรัฐฯได้รายงานตำแหน่งเปิดรับสมัครงาน (Job Opening) ที่ 7.74 ล้านตำแหน่งดีกว่าที่ Bloomberg Consensus คาดไว้ที่ 7.65 ล้านตำแหน่งทั้งนี้หลังจากทราบปัจจัยทั้งหมดพบว่า US Bond Yield กลับมาฟื้นตัวสะท้อนถึงมุมมองที่เปิดรับความเสี่ยงมากขึ้นมองเป็นบวกกับตลาดหุ้นไทย           ด้านปัจจัยในประเทศวานนี้ SET INDEX แสดงการเคลื่อนไหวที่ผันผวนแต่เป็นบวก โดยปรับลงไปทดสอบ 1160 (-1.4%) ก่อนจะกลับมาปิดบวก 0.86% โดยนักลงทุนสถาบันเป็นผู้ซื้อสุทธิ 1.9 พันล้านบาทและนักลงทุนต่างชาติแม้จะยังขายสุทธิ 1 พันล้านบาทแต่เห็นสถานะ Long 9.3 พันสัญญา ในช่วงแรกนั้นตลาดหุ้นไทยรับแรงกดดันจากความกังวลเศรษฐกิจสหรัฐฯแต่หลังจากนั้นในช่วงก่อนปิดตลาดภาคเช้า รัฐบาลก็ได้ประกาศตั้งกองทุน Thai ESGX แบ่งออกได้ดังนี้ (1) เม็ดเงินจาก LTF เดิมผู้ถือหน่วยลงทุนสามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้แต่จะไม่เกิน 5 แสนบาทแต่สิทธิ์การลดหย่อยนั้นจะแบ่งออกเป็นปีแรกลดหย่อนได้ไม่เกิน 3 แสนบาทและปีที่ 2-5 สูงสุดปีละ 5 หมื่นบาท พร้อมกับเติมเงินใหม่ด้วย (2) ผู้ลงทุนสามารถซื้อหน่วยลงทุนและลดหย่อนได้ไม่เกิน 3 แสนบาทพร้อมกำหนดถือ 5 ปี (คำนวณวันชนวันที่ลงทุน) โดยสินทรัพย์ที่ Thai ESGX ลงทุนจะเน้นที่หุ้นกลุ่มความยั่งยืนเฉลี่ยไม่น้อยกว่า 65% ของ NAV ปัจจัยข้างต้นเป็นตัวชะลอแรงขายจาก LTF และเราแนะนำให้นักลงทุนที่ถือ LTF เปลี่ยนเป็น Thai ESGX เพราะไม่ควรขายหุ้นไทย ณ จุดที่ Valuation ไม่แพง ส่วนนักลงทุนที่ประสงค์จะซื้อก้อนใหม่ 3 แสนบาท ก็แนะนำให้ซื้อเช่นกันเพราะเป็นจุดที่ต้นทุนดีหากถือไป 5 ปีเชื่อว่าอย่างน้อยน่าจะมี Upside Gain หรือกรณีแย่สุดคือเท่าทุน สำหรับหุ้นที่ได้ประโยชน์มองไปยังหุ้นที่มีคะแนน ESG สูง + พื้นฐานดี (ADVANC CPALL CPAXT CPF KBANK WHA CPN AP HMPRO TTB MINT) วันนี้ประเมิน SET INDEX เคลื่อนไหวกรอบ 1180 – 1200 เชิงกลยุทธ์การลงทุนบรรยากาศตลาดหุ้นไทยเริ่มเป็นบวกมากขึ้น           ขณะที่ Valuation อยู่ ในจุดที่ไม่แพงอยู่แล้ว หากปัจจัยต่างประเทศมิได้เผชิญกับแรงกดดันที่มากอาจค่อยๆเห็นการฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป จึงแนะสะสมเช่นเดิมในหุ้นพื้นฐานดีและเป็นผู้นำอุตสาหกรรม อาทิ โรงพยาบาล (BDMS) ค้าปลีก (BJC CRC CPALL HMPRO) ท่องเที่ยว (CENTEL MINT) ธนาคารพาณิชย์ (BBL KBANK KTB SCB) การเงิน (MTC TIDLOR)

บล.ดาโอ แนะซื้อ

บล.ดาโอ แนะซื้อ "SIRI" จับตา presales โค้งแรก

           หุ้นวิชั่น - ทีมข่าวหุ้นวิชั่น รายงาน บริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุถึง SIRI (ซื้อ/เป้า 2.00 บาท) 1Q25E presales จะทำได้ดี ส่วนยอดโอนยังไม่เด่นแต่จะทยอยดีขึ้น เรายังคงแนะนำ “ซื้อ” และราคาเป้าหมาย 2.00 บาท อิง 2025E core PER ที่ 7 เท่า (-1.25SD below 5-yr average PER) เรามองเป็นกลางจากการประชุมนักวิเคราะห์ (10 มี.ค.) ดังนี้ 1) Presales ใน 1Q25E มีแนวโน้มดี และจะมากกว่าเป้าที่ 1.0 หมื่นล้านบาท (+5% YoY, -2% QoQ) โดยในช่วง 1 ม.ค.-2 มี.ค. ทำ presales ได้แล้ว 6.7 พันล้านบาท และในเดือน มี.ค. ยังทำได้ดีขึ้น โดยเฉพาะคอนโดใหม่ที่พัทยาและ จ.ภูเก็ต ได้รับการตอบรับดี 2) ตั้งเป้ายอดโอน 1Q25E ที่ 7.5 พันล้านบาท (-22% YoY, -4% QoQ) โดยแนวโน้มจะค่อยๆ ดีขึ้นในช่วงที่เหลือ และจะดีสุดใน 4Q25E 3) GPM ธุรกิจอสังหาฯ ในปี 2025E จะลดลงราว 1% เมื่อเทียบกับปี 2024 ที่ 31.7% จากการแข่งขันที่สูงขึ้น โดย 1Q25E จะต่ำสุด และจะดีขึ้นกลับไประดับค่าเฉลี่ยปี 2024 ได้ใน 2H25E เรายังคงประมาณการกำไรปกติปี 2025E ที่ 5.0 พันล้านบาท +5% YoY โดยเราประเมินธุรกิจอสังหาฯ ยังทรงตัว แต่ไม่ต้องรับรู้ผลขาดทุนจาก The Standard หลังจากขายหุ้นไป สำหรับแนวโน้มกำไร 1Q25E จะยังไม่เด่น เป็นระดับต่ำสุดของปี แต่จะทยอยดีขึ้นในช่วงที่เหลือ ตามแผนการโอนที่มากขึ้น ราคาหุ้น outperform SET +13%/+11% ในช่วง 1 และ 3 เดือน จากกำไรปกติ 4Q24 ที่ยังทรงตัวดี และเป็นหุ้นปันผลสูง คิดเป็น Div. yield สูงที่ 9% ต่อปี เรายังแนะนำ “ซื้อ” จากกำไรปกติที่ดีกว่ากลุ่ม และปี 2025E ยังมีแนวโน้มเติบโตได้ ขณะที่ด้าน valuation ปัจจุบันยังน่าสนใจ เทรดที่ 2025E core PER ที่ 5.8 เท่า คิดเป็น -1.75SD

บล.กรุงศรี จับทิศการลงทุน หุ้นไทยสัปดาห์นี้ รอด หรือ ร่วง?

บล.กรุงศรี จับทิศการลงทุน หุ้นไทยสัปดาห์นี้ รอด หรือ ร่วง?

            หุ้นวิชั่น - บล.กรุงศรี เปิดกลยุทธ์การลงทุนสัปดาห์นี้ มองแนวโน้มยังเป็นขาลง คาดอ่อนตัวลงต่อแต่มีโอกาสRebound ระหว่างสัปดาห์ หลังจากแท่งเทียนยังอยู่ในต่ำกว่าเส้นค่าเฉลี่ยระยะสั้น EMA 5/10 วัน และเครื่องมือทางเทคนิคส่วนใหญ่ยังส่งสัญญาณ Oversold อย่าง มากทั้ง STOCHASTIC และ RSI และ MACD ยังชี้ไปทาง Bearish Trend แนวรับ 1187/1156 แนวต้าน 1200/1220 จุด             แนะนำ ซื้อลงทุนสำหรับนักลงทุนระยะกลาง-ยาว โดยให้น้ำหนักตลาดหุ้น ไทยเป็น Slightly Overweight ตลาดหุ้นไทย YTD ให้ผลตอบแทน -14% ได้สะท้อน ความเสี่ยงภายนอกและภายใน ไปมากพอสมควรแล้ว Equity Risk Premium ตลาด หุ้นไทยปัจจุบันสูง 4.89% ใกล้ 5% (+2SD หรือ Implied SET 1180จุด) ทำให้คาดเริ่มสร้างฐาน รอลุ้นจุดเปลี่ยนภายในเป็นแรงส่งฟื้นตัว 1.) เศรษฐกิจคาดเริ่มเห็นแรงส่งการ ลดดอกเบี้ยของ กนง. ต่อการบริโภคและการลงทุน ผสาน รัฐฯมีท่าทีให้น้ำหนักการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจเชิงโครงสร้างมากขึ้น อาทิ ฝั่งยานยนต์ที่มีข้อเสนอเอกชนที่น่าสนใจ กรณี รถเก่าแลกใหม่, การผ่อนคลายมาตรการ LTV และ2.) ฝั่งตลาดทุน ปัญหาความเชื่อมั่นตกต่ำ กดดันเม็ดเงิน LTF ไหลออก คาดมีความคืบหน้าในส่วนมาตรการใหม่ฝั่ง กองทุนระยะยาวภายในที่คาดช่วยชะลอแรงขาย

abs

Hoonvision

XO ปักหมุดมาร์จิ้น 45% ปั๊มยอดขายโตไม่หยุด

XO ปักหมุดมาร์จิ้น 45% ปั๊มยอดขายโตไม่หยุด

                 หุ้นวิชั่น - XO ขอรักษาอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) ที่ระดับ 45% ชี้อาหารไทยฮอตติดเทรนด์โลก ด้านบอสใหญ่ "จิตติพร จันทรัช" จับตาอเมริกาเก็บภาษี 25% ลั่นไม่กระทบ! ตลาดหลักอยู่ที่แคนาดา พร้อมปรับกลยุทธ์รับมือสถานการณ์ ปักธงยอดขายปี 68 ไม่น้อยกว่าปี 67 ที่ 2,479 ล้านบาท                  นายจิตติพร จันทรัช กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็กโซติค ฟู้ด จำกัด (มหาชน) หรือ XO เปิดเผยว่า บริษัทตั้งเป้าอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) ไว้ที่ระดับ 45% พร้อมคาดการณ์ว่าผลประกอบการปี 2568 จะไม่ต่ำกว่าปีที่ผ่านมา โดยมองว่าอาหารไทยและดีมานด์การรับประทานซอสปรุงรสยังคงเป็นกระแสระดับโลก เนื่องจากได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐและการขยายตัวในตลาดส่งออก ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์เด่นของปีนี้ยังคงเป็นซอสพริกศรีราชา                  ด้านตลาดต่างประเทศต้องจับตา โดยเฉพาะตลาดสหรัฐอเมริกามียอดขายลดลงในช่วงปลายปีที่ผ่านมา และในปีนี้ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากสหรัฐฯ ได้มีการปรับขึ้นภาษีนำเข้าสำหรับสินค้าจากต่างประเทศ โดยเฉพาะแคนาดาและเม็กซิโก ที่ถูกเรียกเก็บภาษีสูงถึง 25% อย่างไรก็ตาม มองว่าสถานการณ์ดังกล่าวไม่ได้ส่งผลกระทบมากนัก เนื่องจากตลาดหลักอย่างแคนาดายังคงมีการนำเข้าสินค้าอย่างต่อเนื่อง แต่ยังคงต้องเฝ้าระวัง ทั้งนี้ ยืนยันว่าไม่ได้ละทิ้งตลาดอเมริกา แต่ต้องใช้เวลาในการฟื้นฟูและปรับกลยุทธ์เพื่อรองรับสถานการณ์                  สำหรับเป้าหมายรายได้ บริษัทคาดว่าจะเติบโตไม่น้อยกว่าปีที่แล้ว โดยรายได้ในไตรมาสแรกของปีนี้ คาดการณ์ว่าจะอยู่ในระดับใกล้เคียงกับไตรมาสแรกของปี 2567 แม้ว่าตลาดอเมริกาจะชะลอตัว แต่ยอดขายในตลาดอื่น ๆ ยังคงแข็งแกร่ง ซึ่งต้องติดตามผลประกอบการในไตรมาสที่ 2 ของปี 2568 เพื่อประเมินแนวโน้มรายได้โดยรวมอีกครั้ง ในส่วนของกลยุทธ์ผลิตภัณฑ์ บริษัทวางแผนลดจำนวนกลุ่มผลิตภัณฑ์จาก 4 กลุ่ม ให้เหลือ 3 กลุ่ม โดยจะยุติกลุ่ม Ready Meal แต่จะเพิ่มสินค้าในหมวดอื่นแทน ขณะเดียวกัน มีแผนสร้างโรงงานแห่งใหม่ภายในปีนี้                  อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ ยังตั้งเป้าหมายบรรลุแผน Net Zero ภายในปี 2593 โดยขณะนี้ได้เริ่มดำเนินการแล้ว สำหรับตลาดยุโรป ความต้องการยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มผู้บริโภคที่นิยมรับประทานอาหารรสเผ็ด ส่วนตลาดนิวซีแลนด์ยังคงมีแนวโน้มเติบโตดี นอกจากนี้ บริษัทได้เดินหน้ากลยุทธ์การตลาดผ่านสื่อบันเทิง โดยเฉพาะการโปรโมตผลิตภัณฑ์ผ่านซีรีย์เกาหลี ซึ่งเป็นที่นิยมในระดับสากล                  นายจิตติพร ชี้แจงกรณีการขายหุ้นของตนเองว่า เป็นไปตามความจำเป็นส่วนตัว เนื่องจากต้องการใช้เงินซื้อที่ดิน ไม่ได้ถูกบังคับให้ขาย (Force Sell) แต่อย่างใด                  สำหรับผลประกอบการปี 2567 มียอดขายครอบคลุมกว่า 70 ประเทศทั่วโลก โดยมีรายได้รวม 2,479 ล้านบาท กำไรสุทธิ 790.76 ล้านบาท และมียอดจำหน่ายสินค้ารวม 25,511 ตัน สะท้อนถึงการเติบโตของบริษัทในระดับสากล

TIDLOR ชวนผู้ถือหุ้นแลกหุ้น 10 มี.ค. - 16 เม.ย. 68 เดินหน้าปลดล็อกศักยภาพการเติบโต สู่ Tidlor Holdings

TIDLOR ชวนผู้ถือหุ้นแลกหุ้น 10 มี.ค. - 16 เม.ย. 68 เดินหน้าปลดล็อกศักยภาพการเติบโต สู่ Tidlor Holdings

            หุ้นวิชั่น - บริษัท เงินติดล้อ จำกัด (มหาชน) (“TIDLOR” หรือ “บริษัทฯ”) เปิดเผยว่า ปัจจุบันแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์พร้อมการทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ (แบบ 69/247-1) ของบริษัท ติดล้อ โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) (“Tidlor Holdings” หรือ “ติดล้อ โฮลดิ้งส์”) ได้มีผลใช้บังคับแล้วเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2568 โดยบริษัทฯ ได้ดำเนินการจัดตั้ง Tidlor Holdings ซึ่งเป็นบริษัทลงทุน (Holding Company) และจะทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ทั้งหมดของ TIDLOR จากผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ โดยออกและเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุน เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนกับหุ้นสามัญของบริษัทฯ (Tender Offer) ในอัตราแลกเปลี่ยน 1 หุ้นสามัญของ TIDLOR ต่อ 1 หุ้นสามัญของ Tidlor Holdings และเปิดให้ผู้ถือหุ้น TIDLOR ทำการแลกหุ้นในช่วงระหว่าง วันที่ 10 มีนาคม 2568 ถึงวันที่ 16 เมษายน 2568 เวลา 9.00 น. – 16.00 น. (เฉพาะวันทำการ) ซึ่งผู้ถือหุ้นจำเป็นต้องดำเนินการ “ตอบรับ” คำเสนอซื้อหลักทรัพย์ด้วยตนเอง (กระบวนการแลกหุ้นจะไม่เป็นไปโดยอัตโนมัติ)             ภายหลังการทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์เสร็จสิ้น และมีผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ ตอบรับคำเสนอซื้อในสัดส่วนไม่น้อยกว่าร้อยละ 95 ของจำนวนสิทธิออกเสียงทั้งหมดของบริษัทฯ “Tidlor Holdings” จะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ภายในช่วงไตรมาส 2 ปี 2568 โดยใช้ชื่อย่อหลักทรัพย์ “TIDLOR” เช่นเดิม แทนหลักทรัพย์ของ บมจ.เงินติดล้อ ซึ่งจะถูกเพิกถอนออกจากการเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ในวันเดียวกัน สำหรับผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ ที่ทำการแลกหุ้นเสร็จสิ้นสมบูรณ์ตามระยะเวลาที่กำหนดจะเปลี่ยนเป็นผู้ถือหุ้น Tidlor Holdings แทน ส่วนผู้ถือหุ้นที่ไม่ได้ตอบรับคำเสนอซื้อหลักทรัพย์จะยังคงเป็นผู้ถือหุ้นของ บมจ. เงินติดล้อ แต่จะไม่สามารถทำการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้             ทั้งนี้ ภายหลังการปรับโครงสร้างดำเนินการเสร็จสิ้น บริษัทฯ จะดำเนินธุรกิจภายใต้โครงสร้างใหม่ Tidlor Holdings โดยยังคงมุ่งเน้นธุรกิจสินเชื่อทะเบียนรถ ภายใต้แบรนด์ เงินติดล้อ และธุรกิจนายหน้าประกันในรูปแบบ Face to Face ผ่านช่องทางสาขา ภายใต้แบรนด์ ประกันติดโล่ ควบคู่ไปกับการใช้และพัฒนา InsurTech Platform ภายใต้แบรนด์ อารีเกเตอร์ (Areegator) และ เฮ้ กู๊ดดี้ (heygoody.com)             การปรับโครงสร้างการถือหุ้นและการจัดการของ Tidlor Holdings จะช่วยเพิ่มศักยภาพและความคล่องตัวในการดำเนินงาน เสริมสร้างความสามารถในการแข่งขัน และเพิ่มโอกาสในการขยายธุรกิจในอนาคต นอกจากนี้การปรับโครงสร้างดังกล่าวยังช่วยให้มีความยืดหยุ่นในการจ่ายเงินปันผลเป็นเงินสดได้เพิ่มขึ้น และคาดว่าจะช่วยลดผลกระทบในเรื่อง Dilution ของราคาหุ้นและกำไรต่อหุ้น (EPS Dilution) ได้อีกด้วย              ขอเชิญชวนผู้ถือหุ้น TIDLOR ดำเนินการ “แลกหุ้น” เพื่อร่วมเป็นเจ้าของ “Tidlor Holdings” และร่วมรับผลตอบแทนจากการดำเนินธุรกิจที่มีพื้นฐานด้านเทคโนโลยีแข็งแกร่ง รองรับการเติบโตที่ยั่งยืนไปด้วยกัน โดยผู้ถือหุ้นสามารถติดต่อบริษัทหลักทรัพย์ที่ท่านมีบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ หรือ ติดต่อตัวแทนรับซื้อหลักทรัพย์ (Tender Agents) ได้แก่ บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) โทร. 02-165-5555 กด 4 ทุกวันทำการ ระหว่างเวลา 8.00 น. - 18.00 น. และบริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด สามารถติดต่อได้ที่ โทร. 02-949-1999 ทุกวันทำการ ระหว่างเวลา 8.30 น. - 17.30 น.และผู้ถือหุ้นยังสามารถติดตามขั้นตอนรายละเอียดการแลกหุ้น (Tender Offer) ได้ที่เว็บไซต์ www.tidlorinvestor.com/tidlorholdings

SET ภาคบ่ายร่วงเฉียด 20 จุด รับแรงเทขายหุ้นใหญ่-โบรกหั่นเป้าเหลือ 1,450 จุด

SET ภาคบ่ายร่วงเฉียด 20 จุด รับแรงเทขายหุ้นใหญ่-โบรกหั่นเป้าเหลือ 1,450 จุด

           หุ้นวิชั่น-ทีมข่าวหุ้นวิชั่น รายงาน นายณัฐพล คำถาเครือ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นไทยภาคบ่ายวันนี้ ปรับตัวลงเฉียด 20 จุด หลุด 1,200 จุดอีกครั้ง หลังจากวานนี้ดัชนีฯ ปรับตัวขึ้นไปค่อนข้างแรงเกือบ 30 จุด โดยมีแรงขายทำกำไรในหุ้นขนาดใหญ่หลายตัว ได้แก่ BH, CPALL, ADVANC, AOT, PTT, PTTEP, GULF เป็นต้น *โบรกฯ ปรับเป้าดัชนีสิ้นปีนี้เหลือ 1,450 จุด            ทางฝ่ายวิเคราะห์ได้มีการปรับเป้า SET INDEX สิ้นปีนี้ เพื่อความระมัดระวัง ลงเหลือ 1,450 จุด จากระดับ 1,650 จุด จากผลประกอบการไตรมาส 4/67 ที่แย่กว่าคาด เพราะยังมีการตั้งด้อยค่าเงินลงทุนในระดับสูง และนักวิเคราะห์ก็ได้ปรับประมาณการกำไรปี 2568 ลงเฉลี่ย -5% ทำให้มีการปรับประมาณการ EPS ของ SET INDEX ลงจาก 97 บาท/หุ้น เหลือ 92 บาท/หุ้น (+19% YoY) และด้วยปัจจัยด้านสภาพคล่อง และความเชื่อมั่นที่ถูกบั่นทอน จึงปรับลด PER Multiplier ลงจาก 16.5 เท่า เหลือ 15.5 เท่า ซึ่งเป็นระดับที่สะท้อน Market Risk Premium ที่ 8% ใกล้เคียงค่าเฉลี่ยภูมิภาค ทั้งนี้ระดับดัชนีปัจจุบันยังมี Upside 20% และแม้จะมีการปรับเป้าดัชนีลง แต่ยังคง Overweight ตลาดหุ้นไทย เนื่องจาก Dividend Yield ที่ 3% สูงกว่า MSCI Asia ex. Japan ที่ 2.6% PER2025 ที่ 7 เท่า ถูกกว่า MSCI Asia ex. Japan ที่ 15.5 เท่า PBV2025 ที่ 2 เท่า ถูกกว่า MSCI Asia ex. Japan ที่ 1.8 เท่า            นอกจากนี้ Market Cap./GDP ราว 80% ยังใกล้เคียงช่วงแย่สุดที่ 77% สะท้อน Downside ในเชิง Valuation ที่ จำกัดมาก และคาดว่าได้สะท้อนความเสี่ยงสำคัญของปีนี้ คือ นโยบาย Trade War ของสหรัฐฯ ไปมากแล้วเช่นกัน            คาดกำไรสุทธิ 1Q68 ของ SET INDEX พื้นตัว QoQ จากฐานต่ำ โดยอย่างน้อยจะไม่มีรายการตั้งด้อยค่ามารบกวนเหมือน 4Q67 ที่รวมกันสูงกว่า 2.4 หมื่นล้านบาท และกลุ่ม Domestic Play เช่น ค้าปลีก, อาหาร เครื่องดื่ม, ไฟแนนซ์ ได้แรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นการบริโภคจากภาครัฐ ทั้งปรับขึ้นค่าแรงขึ้นต่ำ, แจกเงิน เฟส2, และ Easy E-Receipt แต่ถ้าเทียบ YoY ยังต้องลุ้น เพราะฐานกำไร 1Q67 สูง 2.7 แสนล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะชะลอเล็กน้อย YoY จากกิจกรรมทางเศรษฐกิจในประเทศที่ชะลอตัว เพื่อรอความชัดเจนในผลกระทบนโยบาย Trade War ของสหรัฐฯ            หุ้นแนะนำ อิงจากแนวโน้มผลประกอบการ 1Q68 โต YoY ต่อเนื่อง, ได้รับผลกระทบจาก Trade War จำกัด, Valuation ไม่แพงมีปันผลดี, นักวิเคราะห์ปรับประมาณการขึ้น ได้แก่ ADVANC, ADVICE, BAM, BCPG, CPALL, CPAXT, CENTEL, CBG, ERW, SCB

เอเชี่ยน เอ็นจิเนียริ่งฯ กลุ่ม STI คว้างานสำรวจ-ออกแบบทางหลวง มูลค่า 85 ลบ.

เอเชี่ยน เอ็นจิเนียริ่งฯ กลุ่ม STI คว้างานสำรวจ-ออกแบบทางหลวง มูลค่า 85 ลบ.

          หุ้นวิชั่น - เอเชี่ยน เอ็นจิเนียริ่งฯ บริษัทในกลุ่ม STI คว้างานภาครัฐ ร่วมลงนามสัญญาจ้างที่ปรึกษา โครงการสำรวจและออกแบบทางหลวง ของ สำนักสำรวจและออกแบบ กรมทางหลวง จำนวน 3 โครงการ ตามแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงข่ายคมนาคมให้ครอบคลุมและส่งเสริมการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว ซึ่งมูลค่ารวมกว่า 85 ล้านบาท หนุนการเติบโตแกร่ง เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2568 ที่ผ่านมา           นายไพบูลย์ โชคไพรสิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอเชี่ยน เอ็นจิเนียริ่ง คอนซัลแต้นส์ จำกัด (AEC) ในกลุ่มบริษัท สโตนเฮ้นจ์ อินเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ STI ผู้นำในกลุ่มธุรกิจวิศวกรที่ปรึกษาบริหารและควบคุมงานก่อสร้างครบวงจร ลงนามสัญญาจ้าง ร่วมกับ สำนักสำรวจและออกแบบ กรมทางหลวง ให้เป็นที่ปรึกษาในโครงการสำรวจและออกแบบทางหลวง จำนวน 3 โครงการ ได้แก่ โครงการสำรวจและออกแบบทางหลวง 4 ช่องจราจร บนทางหลวงหมายเลข 3221 ตอน อุทัยธานี – ทัพทัน, โครงการสำรวจและออกแบบทางหลวง 4 ช่องจราจร บนทางหลวงหมายเลข 205 ตอน ต.ม่วงค่อม – ช่องสำราญ, โครงการศึกษาและทบทวนรูปแบบทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง สายถนนวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร รอบที่ 3 (ด้านตะวันออก) ตอน แยกจุดตัดทางหลวงหมายเลข 305 – บรรจบทางหลวงหมายเลข 3312 ซึ่งมีมูลค่าในส่วนของค่าจ้างที่ปรึกษา รวมกว่า 85 ล้านบาท หนุนแบ็คล็อกในปี 2568 เติบโตอย่างแข็งแกร่ง เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2568 ที่ผ่านมา           ซึ่งทั้ง 3 โครงการนี้ มีความสำคัญกับการขนส่งในด้านต่างๆ ที่จะช่วยส่งเสริมการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว ตามแผนยุทธศาสตร์ในการพัฒนาโครงข่ายคมนาคมให้ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพมากขึ้น คาดว่าเมื่อโครงการแล้วเสร็จจะสามารถลดปัญหาการจราจร สนับสนุนการเดินทางที่สะดวกปลอดภัย และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศได้อย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนความเชื่อมั่นในกลุ่ม STI ที่ได้รับความไว้วางใจจากทั้งภาครัฐและเอกชน ให้เป็นที่ปรึกษาในหลายโครงการระดับแนวหน้าของประเทศ ด้วยความพร้อมของทีมวิศวกรที่มีทักษะและความรู้ที่ครอบคลุมในทุกกลุ่มอุตสาหกรรม           “โครงการเหล่านี้ถือเป็นส่วนสำคัญของ เอเชี่ยน เอ็นจิเนียริ่งฯ ในการมีส่วนร่วมพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ร่วมกับ สำนักสำรวจและออกแบบ กรมทางหลวง เรามีความมุ่งมั่นที่จะนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ในการสำรวจและออกแบบให้ได้มาตรฐานระดับสากล เพื่อให้ประเทศไทยมีระบบทางหลวงที่ทันสมัย มีประสิทธิภาพและความปลอดภัย” นายไพบูลย์ กล่าวปิดท้าย

“อโกด้า”ชูไทยสตรีทฟู้ดยืนหนึ่งในเอเชีย ERW-MINT-CPALL-CPAXTตีปีก

“อโกด้า”ชูไทยสตรีทฟู้ดยืนหนึ่งในเอเชีย ERW-MINT-CPALL-CPAXTตีปีก

           หุ้นวิชั่น - ทีมข่าวหุ้นวิชั่น รายงาน บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) (KSS) ระบุว่า Tourism : “อโกด้า” สำรวจความเห็นนักท่องเที่ยวทั่วโลก ยกให้ “ไทย” เป็นสตรีทฟู้ดที่โด่งดังและขึ้นชื่อมากที่สุดในเอเชีย นอกจากนี้ นายกฯ เข้าร่วมงานเวทีท่องเที่ยวโลก ITB Berlin 2025 เปิดมิติใหม่ทางการตลาด ชูเมืองน่าเที่ยว 18 จังหวัดเสนอขายระดับโลก สร้าง Grand Moment ดันไทยเป็นฮับการบินและ Wellness and Medical Hub ประเมินสัญญาณดังกล่าวมีโอกาสช่วยค่อยๆ พลิกฟื้นภาพท่องเที่ยวไทยที่ก่อนหน้านี้ออกไปในทางลบ เช่น กรณีนักท่องเที่ยวจีนที่กังวลความปลอดภัยและกรณีส่งกลับชาวอุยกูร์ โดยประเมินบวกต่อ ERW, MINT, CPALL, CPAXT

US หยุดช่วยยูเครน เขย่าน้ำมัน-PTTEPแกร่ง

US หยุดช่วยยูเครน เขย่าน้ำมัน-PTTEPแกร่ง

               หุ้นวิชั่น- บทวิเคราะห์ บล. ดาโอระบุว่า วานนี้ กลุ่มประเทศสมาชิก OPEC+ 8 ประเทศ (รวมถึง ซาอุดิอาระเบีย รัสเซีย อิรัก สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) คูเวต คาซัคสถาน แอลจีเรีย และโอมาน) ในการประชุมออนไลน์ ยืนยันว่าจะเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันตั้งแต่เดือน เม.ย.2025 เป็นต้นไป โดยจะทยอยปรับเพิ่มเฉลี่ยเดือนละ 138 พันบาร์เรลต่อวัน (kbd) จนกว่าจะครบกำลังการผลิตน้ำมันโดยสมัครใจ 2.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน (mbd) ทั้งนี้ คณะกรรมการร่วมด้านการตรวจสอบระดับรัฐมนตรี (JMMC) ของกลุ่ม OPEC+ จะมีการประชุมครั้งที่ 59 ในวันที่ 5 เม.ย.2025 นอกจากนี้ มีรายงานว่าประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา (US) ได้สั่งให้หยุดให้การช่วยเหลือทางทหารแก่ยูเครนสำหรับอุปกรณ์ทางทหารที่ตอนนี้ไม่ได้อยู่ในยูเครนจนกว่าประธานาธิบดียูเครนจะแสดงความมุ่งมั่นสู่สันติภาพ (ที่มา: Reuters, Bloomberg) มีมุมมองเป็นกลางต่อแนวโน้มราคาน้ำมันดิบในระยะสั้นซึ่งเชื่อว่าจะยังคงมีความผันผวนสูงอยู่ วานนี้ ราคาสัญญาซื้อขายล่วงหน้าน้ำมันดิบ Brent ปิดลบเล็กน้อย 1.6% เป็น USD71.6/bbl ยังคงสมมติฐานราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยปี 2025E ที่ USD73.0/bbl ลดลงจาก USD79.8/bbl ในปี 2024 และคงน้ำหนักการลงทุน "เท่ากับตลาด" โดยเชื่อว่าหุ้นกลุ่มน้ำมันต้นน้ำยังคงมีความน่าสนใจจากความผันผวนของกำไรที่ต่ำกว่าบริษัทอื่นในกลุ่มพลังงานและ valuation ที่ไม่แพง โดยแนะนำ PTTEP (ซื้อ/เป้า 160.00 บาท)

MTC ตั้งเป้าพอร์ตสินเชื่อปี 68 โต 15%-คุม NPLไม่เกิน 2.7%

MTC ตั้งเป้าพอร์ตสินเชื่อปี 68 โต 15%-คุม NPLไม่เกิน 2.7%

            หุ้นวิชั่น - บมจ.เมืองไทย แคปปิตอล (MTC) เปิดแผนกลยุทธ์ปี 68 ตั้งเป้าพอร์ตสินเชื่อเติบโต 15% เดินหน้าสร้างความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจระดับชุมชนในทุกพื้นที่บริการกว่า 8,200 แห่ง ด้วยการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายและตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า คำนึงถึงต้นทุนทางการเงินของภาคครัวเรือนอย่างเป็นธรรม ส่งเสริมกระบวนการปล่อยสินเชื่อที่โปร่งใสครอบคลุมในทุกกลุ่มอาชีพ สนับสนุนกิจการท้องถิ่นเติบโตอย่างมีเสถียรภาพ รับมือต่อสภาวะเศรษฐกิจที่ท้าทายและสามารถไปต่อได้อย่างมั่นคง             นายปริทัศน์ เพชรอำไพ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) (MTC) เปิดเผยว่า ในปี 2568 บริษัทฯยังคงมุ่งมั่นส่งมอบโอกาสทางการเงินให้ครอบคลุมในทุกพื้นที่ทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจมีความผันผวนสูง การเข้าถึงแหล่งเงินทุนคุณภาพเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้ผู้ประกอบการรายย่อยรวมถึงผู้มีรายได้น้อยสามารถปรับตัวและดำเนินธุรกิจได้อย่างแข็งแกร่ง ผ่านกระบวนการปล่อยสินเชื่อที่ยืดหยุ่นเข้าถึงได้ง่าย และคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของลูกค้า โดยบริษัทฯ ตั้งเป้าหมายพอร์ตสินเชื่อเติบโตร้อยละ 15 จากปีที่ผ่านมา พร้อมเปิดสาขาใหม่อีก 600 แห่งทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ เพื่อขยายการเข้าถึงบริการทางการเงินที่มีคุณภาพ สร้างความมั่นคงและเสถียรภาพให้กับทุกกลุ่มธุรกิจและชุมชนในประเทศ             นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังคงเดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อยกระดับการบริการและสร้างประสบการณ์ที่เหนือความคาดหมายให้เกิดขึ้นในทุกมิติ สนับสนุนความสามารถในการขยายและรักษาฐานลูกค้าได้อย่างยั่งยืน การพัฒนานี้จะช่วยเสริมสร้างความสะดวกสบายและเข้าถึงบริการทางการเงินได้ง่ายขึ้น พร้อมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานทั้งในด้านการบริการและการบริหารจัดการภายในองค์กร ซึ่งส่งผลดีต่อต้นทุนของกิจการและเพิ่มความสามารถในการสร้างกำไรได้อย่างแข็งแกร่ง             แนวโน้มหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ในปีนี้มีโอกาสปรับตัวลดลง โดยคาดว่าจะอยู่ที่ไม่เกินร้อยละ 2.70 เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา โดยได้รับผลจากมาตรการ “คุณสู้-เราช่วย” ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่เพิ่มความยืดหยุ่นและสนับสนุนให้ลูกหนี้สามารถฟื้นตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่หลากหลายและคำนึงถึงต้นทุนทางการเงินของลูกค้าอย่างเป็นธรรม จะทำให้ลูกค้าได้รับบริการที่ตรงตามความสามารถในการชำระหนี้อย่างแท้จริง ช่วยลดความเสี่ยงจากหนี้เสียและสร้างความเข้มแข็งในเชิงโครงสร้างของลูกหนี้ ส่งผลต่อรากฐานความยั่งยืนในระบบการเงินและเศรษฐกิจไทยในระยะยาว รวมถึงการเติบโตที่มั่นคงสำหรับทุกภาคส่วนในอนาคต             ในปี 2568 บริษัทฯ มีแผนขยายพันธมิตรทางการเงินทั้งในประเทศและระดับโลก เพื่อเป็นแหล่งเงินทุนคุณภาพและมอบโอกาสทางการเงินที่เท่าเทียมแก่ทุกภาคส่วนในสังคม โดยการขยายพันธมิตรนี้จะช่วยเพิ่มศักยภาพในการสร้างรายได้ให้กับเศรษฐกิจท้องถิ่น และเสริมความสามารถในการรับมือกับความท้าทายจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังเป็นปัจจัยสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และสร้างความมั่นคงให้กับชุมชนทั่วประเทศ             บริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) ได้รับการยอมรับในความมุ่งมั่นที่สร้างคุณค่าอย่างยั่งยืนให้กับผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน โดยบริษัทฯ ได้รับการประเมินการกำกับดูแลกิจการในระดับ “ดีเลิศ” (5 ดาว) ติดต่อกันเป็นปีที่ 7 และยังได้รับผลประเมิน “หุ้นยั่งยืน” ( SET ESG Ratings) จากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย 6 ปีซ้อน โดยสามารถคว้าอันดับสูงสุด AAA ประจำปี 2024 และผลการประเมินจาก MSCI Index ในระดับ AA นอกจากนี้ยังได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือในระดับสากล (Global Credit Rating) อยู่ที่ “Fitch BB” และอันดับความน่าเชื่อถือภายในประเทศ (Local Credit Rating) อยู่ที่ “Fitch A- (Tha)” สะท้อนความเป็นผู้นำในธุรกิจไมโครไฟแนนซ์มาตรฐานระดับโลก (World-class Thai Microfinance) ยืนยันถึงความสามารถในการขยายตัวสู่ระดับสากลและความไว้วางใจจากพันธมิตรทางการเงินทั่วโลก เช่น องค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น (JICA), รัฐบาลเยอรมนี (KfW DEG) และบรรษัทการเงินระหว่างประเทศ (IFC) ภายใต้กลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) อีกทั้ง MTC ยังเป็นสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร (NBFI) รายแรกของประเทศไทยที่ได้ออกหุ้นกู้เพื่อสังคม (Social Bond) มูลค่า 335 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งได้รับการเสนอขายแก่นักลงทุนสถาบันต่างประเทศทั้งหมด             เมืองไทย แคปปิตอล ยังคงมุ่งมั่นในการดำเนินกิจการภายใต้หลักธรรมาภิบาล รักษาเสถียรภาพทางการเงินให้กับท้องถิ่นอย่างเท่าเทียม สนับสนุนเติบโตทางเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของสังคม พร้อมสร้างผลกระทบทางบวกต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาวให้กับประเทศไทยและทั่วโลก

BEM ผนึก  กทพ. เปิดโครงการ ฟุตบอลปันสุข สนุกรอบสายทาง

BEM ผนึก กทพ. เปิดโครงการ ฟุตบอลปันสุข สนุกรอบสายทาง

              หุ้นวิชั่น - BEM จับมือ กทพ. เดินหน้าส่งเสริมสุขภาพพร้อมยกระดับคุณภาพชีวิต ด้วยโครงการ “ฟุตบอลปันสุข สนุกรอบสายทาง” เปลี่ยนพื้นที่ใต้ทางพิเศษ ให้เป็นลานสร้างแรงบันดาลใจ ใช้กีฬาฟุตบอลเป็นสื่อกลาง มอบประสบการณ์ที่ดีให้กับเยาวชนและชุมชน เปิดโอกาสให้เพิ่มเติมทักษะฝีเท้าจากไอดอลนักฟุตบอลชื่อดัง สนุกสนานไปกับกิจกรรมพิเศษจากเหล่าอินฟลูฯ สายลูกหนังที่ได้รับความนิยม ปิดท้ายด้วยกิจกรรมที่เติมเต็มความฝัน ชมและสัมผัสประสบการณ์การแข่งขันไทยลีกพร้อมทัวร์สเตเดียม และใกล้ชิดกับเหล่านักเตะในดวงใจแบบเอ็กซ์คลูซีฟ               นายธิติพันธ์ พานิชประสาทสิน ผู้ช่วยผู้ว่าการ การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) กล่าวว่า “ภายใต้เป้าหมายเดียวกันในการส่งเสริมสุขภาพและยกระดับคุณภาพชีวิตของเยาวชนและชุมชน การทางพิเศษแห่งประเทศไทยจึงมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมกับ BEM ในการจัด โครงการ "ฟุตบอลปันสุข สนุกรอบ สายทาง" โดยจะดำเนินกิจกรรมในพื้นที่ลานกีฬาใกล้ทางพิเศษทั้ง 5 สายทาง ได้แก่ ทางพิเศษเฉลิมมหานคร ศรีรัช ฉลองรัช อุดรรัถยา และประจิมรัถยา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ กทพ. ให้ความสำคัญและใส่ใจคุณภาพชีวิตของประชาชนมาโดยตลอด”               นายรุ่งศักดิ์ เหลืองรัตนมาศ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ งานวิศวกรรมทางพิเศษ บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM กล่าวว่า “หนึ่งในพันธกิจของการยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับผู้คนนั้น การส่งเสริมด้านกีฬาถือเป็นมิติหนึ่งที่ BEM ให้ความสำคัญ โดยโครงการดังกล่าวเลือกใช้กีฬาฟุตบอลเป็นเครื่องมือหลักในการเชื่อมโยงกับเยาวชนและชุมชน เพราะเป็นกีฬาสากลที่เข้าถึงง่าย สามารถเล่นได้บนความเท่าเทียม และยังเป็นกีฬาที่สร้างเป้าหมายชีวิตให้กับเยาวชนในการเติบโตสู่เส้นทางอาชีพในอนาคต ซึ่งคาดหวังให้โครงการนี้มีส่วนช่วยเสริมสร้างทักษะ พัฒนาศักยภาพให้กับเยาวชนที่อาศัยอยู่รอบสายทางพิเศษที่สนใจกีฬาฟุตบอล ที่สำคัญคือการสร้างโอกาสในการเรียนรู้ ได้รับประสบการณ์ที่ดี มีแรงผลักดัน และเกิดแรงบันดาลใจในการฝึกฝนต่อไปเพราะ BEM เชื่อว่าทุกความฝันเริ่มต้นจากโอกาส”               สำหรับ โครงการฟุตบอลปันสุข สนุกรอบสายทาง จะดำเนินกิจกรรมในพื้นที่ลานกีฬาใกล้ทางพิเศษรวมทั้งสิ้น 6 ครั้ง ซึ่งครั้งแรกเริ่มต้นที่ลานกีฬาพัฒน์ 2 บริเวณพื้นที่ใต้ทางพิเศษศรีรัช บริเวณแยกอุรุพงษ์ ภายใต้การดูแลของสำนักงานเขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นการพัฒนาพื้นที่สาธารณะใต้ทางพิเศษแห่งแรกๆ ของประเทศไทย ล้อมรอบด้วย 5 ชุมชน คือชุมชนบ้านครัวเหนือ ชุมชนบ้านครัวใต้ ชุมชนบ้านครัวตะวันตก ชุมชนวัดบรมนิวาส และชุมชนคลองส้มป่อย               สำหรับกิจกรรมในแต่ละครั้ง เยาวชนที่เข้าร่วมโครงการจะได้เติมฝันผ่านพลังฟุตบอลไปกับฟุตบอล คลินิก ที่มุ่งเน้นการเสริมสร้าง ทักษะ ความสามัคคี และความมุ่งมั่น ให้เยาวชนได้เข้าร่วมเทรนฝีเท้ากับนักฟุตบอล อดีตนักฟุตบอล และอดีตโค้ชทีมชาติไทยชื่อดัง ไม่ว่าจะเป็น ตอง - กวินทร์ ธรรมสัจจานันท์       (23 ก.พ. และ 27 เม.ย.), ลีซอ-ธีรเทพ วิโนทัย (2 มี.ค.), โก้-ดัสกร ทองเหลา (9 มี.ค.),  มิก้า ชูนวลศรี    (16 มี.ค.) และ โค้ชอ้น-รังสรรค์ วิวัฒน์ชัยโชค (23 มี.ค.) นอกจากนี้ ยังมีอินฟลูเอนเซอร์สายลูกหนังชื่อดัง อาทิ “ตูเต้” ตูดูบอลไทย, “ต้องซุย” ภานุวัฒน์ ใจยิ้ม และ “จอน” ขจรยศ โชคธนเศรษฐ์ มาร่วมสร้างสีสัน ถ่ายทอดพลังบวก และสร้างความสุขให้กับชุมชนด้วย ปิดท้ายด้วยกิจกรรมไฮไลท์ในสัปดาห์สุดท้ายของโครงการ คือ วันที่ 27 เมษายน 2568 ที่จะเติมเต็มความฝันของเด็กๆ กว่า 300 คน ให้ได้รับประสบการณ์ที่น่าประทับใจไม่รู้ลืม กับการร่วมชมการแข่งขันไทยลีกระหว่าง เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด และ นครราชสีมา เอฟซี ที่ธันเดอร์โดม สเตเดียม มีความจุทั้งหมด 15,000 ที่นั่ง เป็น สเตเดียมขนาดใหญ่ที่ผ่านมาตรฐานสมาพันธ์ฟุตบอลเอเชีย พร้อมทัวร์ห้องพักนักกีฬา และสัมผัสใกล้ชิดกับไอดอลนักเตะที่ชื่นชอบแบบเอกซ์คลูซีฟ               ทั้งนี้ โครงการ “ฟุตบอลปันสุข สนุกรอบสายทาง” จะเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมจาก BEM และ กทพ. ที่สร้างรอยยิ้ม มอบความสุข และโอกาสในการพัฒนาศักยภาพให้กับเยาวชนในชุมชนรอบทางพิเศษ ภายใต้เป้าหมายร่วมกันในการส่งมอบบริการที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้ผู้ใช้บริการทางพิเศษเดินทางอย่างสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย รวมทั้งการบริหารคนด้วยความรับผิดชอบต่อผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม โดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนธุรกิจบริการคมนาคมขนส่งของประเทศไทยให้ยั่งยืนต่อไป

SCB คาดค่าเงินบาทวันนี้ กรอบ 33.40-33.65 บ./ดอลลาร์

SCB คาดค่าเงินบาทวันนี้ กรอบ 33.40-33.65 บ./ดอลลาร์

         หุ้นวิชั่น - กลุ่มงานตลาดการเงิน ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 33.40-33.65 บาท/ดอลลาร์ ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นจากดัชนีเงินดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนค่าลงหลังเลข PMI ออกมาที่ 50.4 ต่ำกว่าตลาดคาด เงินเฟ้อทั่วไปญี่ปุ่นเดือนมกราคมออกมาที่ 4.0%YOY ตามที่ตลาดคาด ด้านผู้ว่าฯ ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) กล่าวว่า พร้อมเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นหาก Yields ปรับสูงขึ้นเร็วผิดปกติ PMI ยุโรปออกมาที่ 50.2 ต่ำกว่าคาดเล็กน้อย ส่วนการเลือกตั้งในเยอรมนี พบว่านายฟรีดริช เมอซ์ ซึ่งเป็นพรรคผู้นำฝ่ายค้านเดิมมีคะแนนนำ ส่วนพรรครัฐบาลเดิมคะแนนอยู่อันดับ 3

CBG กำไรQ4ทำนิวไฮ ปันผล0.70บ. ปีนี้โตต่อ

CBG กำไรQ4ทำนิวไฮ ปันผล0.70บ. ปีนี้โตต่อ

          หุ้นวิชั่น-  บทวิเคราะห์ บล. ดาโิอคงคำแนะนำ “ซื้อ” และคงราคาเป้าหมายที่ 95.00 อิง 2025E PER 27.0x (ใกล้เคียง -1SD ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี) CBG รายงานกำไรสุทธิ 783 ล้านบาท (+21% YoY, +6% QoQ) กำไรขยายตัว YoY หนุนโดย 1) รายได้รวมขยายตัว +12% YoY หนุนโดยรายได้เครื่องดื่มชูกำลังในประเทศปรับตัวเพิ่มขึ้น +40% YoY, รายได้ distribution business ทำ All Time High ช่วยชดเชยรายได้ต่างประเทศที่ปรับตัวลดลง -1% YoY, 2) GPM ขยายตัว YoY จาก volume การผลิตที่เพิ่มขึ้น และ 3) SG&A to sales ปรับตัวเพิ่มขึ้น เนื่องจากมีโบนัสพิเศษสำหรับพนักงาน และค่าใช้จ่ายในการทำการตลาดเพิ่มขึ้น ด้านกำไรขยายตัว QoQ เป็นไปตามฤดูกาล           ทั้งนี้ CBG ประกาศจ่ายปันผล 0.70 บาท (XD 6 มี.ค)คงประมาณการกำไรที่ 3,525 ล้านบาท (+24% YoY) จากรายได้ +18% YoY และ GPM ขยายตัวราคาหุ้น outperform SET +3% ใน 1 เดือนที่ผ่าน           มองว่า valuation น่าสนใจ โดยเทรดอยู่ที่ 2025E PER 21.0x และมี upside จากการปรับขนาดขวดแก้วและกระป๋องให้บางลงในประมาณการ

FMT ปี 67 พลิกขาดทุน 36.4 ลบ. รับผลกระทบต้นทุนราคาทองแดงสูง

FMT ปี 67 พลิกขาดทุน 36.4 ลบ. รับผลกระทบต้นทุนราคาทองแดงสูง

              หุ้นวิชั่น - บริษัท ไฟน์ เม็ททัล เทคโนโลยีส์ จำกัด (มหาชน) (FMT) รายงานงบการเงินประจำปีของบริษัทฯ สิ้นสุด ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2567 บริษัทฯ มีขาดทุน อยู่ที่ 36,397 ล้านบาท จากปีก่อนมีกำไรสุทธิ 96,455 ล้านบาท โดยเป็นการขาดทุนเบ็ดเสร็จ 43 ล้านบาท ลดลง 145 ล้านบาท หรือร้อยละ 142 เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2566 เนื่องจาก บริษัทฯมีกำไรเบื้องต้นลดลง 281 ล้านบาท หรือร้อยละ 79 จากปี 2566 เนื่องจากต้นทุนขายสูงขึ้นอย่างมากซึ่งผันแปรตามราคาทองแดงโลกสูงขึ้น (โดยเฉพาะ ช่วงไตรมาสที่ 2 ของ ปี 2567) และอีกหนึ่งปัจจัยที่สำคัญ คือ ลูกค้าหลักเจ้าหนึ่งที่มีสัญญาซื้อ-ขายทองแดงระยะยาว ได้มีการปรับเปลี่ยนแผนการผลิตใน ปี 2566, ดังนั้นการส่งสินค้าจึงถูกเลื่อนมาส่งในปี 2567 จึงส่งผลให้ กำไรจากยอดขายลดลง อย่างไรก็ตามสัญญาซื้อ-ขาย ระยะยาวของลูกค้าเจ้านี้ใกล้จะสิ้นสุดในปี 2567 ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานใน ปี 2567, ค่าใช้จ่ายในการบริหาร ลดลง 8 ล้านบาท (8%) ค่าใช้จ่ายในการขายเพิ่มขึ้น 14 ล้านบาท (14%) เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2566 เนื่องจากปริมาณการขายเพิ่มขึ้น 3. บริษัทฯ มีกำไรจากการประกันความเสี่ยงของราคาทองแดง เพิ่มขึ้น 131 ล้านบาท หรือร้อยละ 999 เมื่อเปรียบเทียบกับ ปี 2566 บริษัทฯ มีกำไรจากการประกันความเสี่ยงของราคาทองแดง เพิ่มขึ้น 131 ล้านบาท หรือร้อยละ 999 เมื่อเปรียบเทียบกับ ปี 2566 บริษัทฯ มีกำไรจากมาตรฐานการรายงานทางการเงินกลุ่มเครื่องมือทางการเงิน เพิ่มขึ้น 9 ล้านบาท หรือร้อยละ 79 เมื่อ เปรียบเทียบกับปี 2566 บริษัทฯ มีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน 4 ล้านบาท ในปี 2567, ดอกเบี้ยจ่าย เพิ่มขึ้น 16 ล้านบาท จากปี 2566 เนื่องจากบริษัทฯ มีเงินกู้จากสถาบันการเงินสูงขึ้น สำหรับซื้อ วัตถุดิบจำนวนมากในราคาที่สูง เพื่อรองรับการซ่อมบำรุงใหญ่ประจำปี บริษัทฯ มีกำไรเบ็ดเสร็จอื่น สุทธิจากภาษี 1 ล้านบาทเนื่องจากมีการป้องกันความเสี่ยงในกระแสเงินสดจากอัตรา แลกเปลี่ยนฃ บริษัทฯมีขาดทุนเบ็ดเสร็จอื่น สุทธิจากภาษี 7 ล้านบาท เนื่องจากมีการวัดมูลค่าใหม่ของผลประโยชน์พนักงานที่กำหนดไว้ บริษัทฯ ไม่มีภาระต้องจ่ายภาษีนิติบุคคล ในปี 2567

ส่อง 12 หุ้นนอก SET 100 โอกาสเก็งกำไรสูง

ส่อง 12 หุ้นนอก SET 100 โอกาสเก็งกำไรสูง

          หุ้นวิชั่น-ทีมข่าวหุ้นวิชั่น รายงาน บริษัทหลักทรัพย์ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุ ในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2568 ที่ประชุมคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์ฯ มีมติเห็นชอบแนวทางปรับปรุงมาตรการเพื่อยกระดับความเชื่อมั่นที่ได้เริ่มใช้บังคับในช่วงปี 2567 โดยหลังจากนี้ตลาดหลักทรัพย์ฯจะเปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้อง ก่อนเสนอคณะกรรมการก.ล.ต.เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ คาดว่าจะใช้บังคับได้ประมาณปลายไตรมาส 2/2568 หนึ่งในการปรับปรุงในครั้งนี้ คือ การกำกับดูแลการขายชอร์ต ซึ่งปรับปรุงคุณสมบัติของหุ้นที่สามารถขายชอร์ตได้ให้เป็นเฉพาะหุ้นใน SET100 จากเดิมที่กำหนดให้เป็นหุ้นใน SET100 และนอก SET100 ที่มีขนาด ใหญ่และมีสภาพคล่องสูง (มี Market capitalization เฉลี่ย 3 เดือน ไม่น้อยกว่า 7,500 ล้านบาท และมี Monthly turnover ในรอบ 12 เดือน ไม่น้อยกว่า 2% รวมทั้งมีการกระจาย Free float ไม่น้อยกว่า 20% ของทุนชำระแล้ว) ทางฝ่ายมองเป็น Sentiment เชิงบวกต่อหุ้นที่มีปริมาณการขายชอร์ตที่ยังไม่ได้ซื้อคืน นอก SET100 เนื่องจากมีแนวโน้มที่จะไม่สามารถขายชอร์ตในระยะถัดไป ส่งผลให้ในระยะนี้แรงกดดันจากการขายชอร์ตมีแนวโน้มลดลง ทางฝ่ายจึงมองเป็นโอกาสในการเก็งกำไรระยะสั้นต่อหุ้นนอก SET100 ที่มีปริมาณการขายชอร์ตที่ยังไม่ได้ซื้อคืน และสำหรับ Top pick นั้น ทางฝ่ายพิจารณาด้วย เงื่อนไขดังนี้ 1. มีปริมาณการขายชอร์ตที่ยังไม่ได้ซื้อคืน ทั้งหมด/จำนวนหุ้นชำระแล้วมากกกว่า 0.05% (ณ วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2568) และ 2. มีปัจจัยที่ดีในเชิง พื้นฐาน/อุตสาหกรรม หรือมีคะแนนรวมในเชิง Quantitative จาก CoreSight ของ PhillipResearch มากกว่า 60 (ณ วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2568) Top pick: AAI, CPAXT, GFPT, MAJOR, NER, PSL, PTG, STECON, THANI, TTA, TTW, TVO

กลยุทธ์ลงทุนโอกาส SET ฟื้น อินโนเวสท์ เอกซ์ เคาะ KTB - BLA

กลยุทธ์ลงทุนโอกาส SET ฟื้น อินโนเวสท์ เอกซ์ เคาะ KTB - BLA

          หุ้นวิชั่น - ทีมข่าวหุ้นวิชั่นรายงาน บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ มอง SET มีโอกาสฟื้นตัว แต่ Upside จำกัดหลังไร้ปัจจัยใหม่ กลยุทธ์ลงทุนแนะนำ “Selective Buy” ใน 3 ธีมหลักที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัว และ 2 ธีมเทรดดิ้งระยะสั้น ดังนี้ หุ้น Earnings Play ซึ่งมองราคาหุ้นยังไม่ได้ปรับขึ้นสะท้อนกำไร 4Q67-1Q68 ที่คาดจะเติบโต YoY และ QoQ และมีศักยภาพจ่ายปันผลสม่ำเสมอ เลือก ADVANC TRUE AMATA TIDLOR MTC AU HTC หุ้น Event Play ที่คาดได้อานิสงส์บวกจากมาตรการกระตุ้นการบริโภคของรัฐอย่าง Easy E-Receipt และแจกเงินหมื่นเฟส 2 ขณะที่ผลประกอบการ 4Q67 คาดจะเติบโตดี แนะนำ กลุ่มพาณิชย์ (CRC HMPRO TNP) และกลุ่มท่องเที่ยว (MINT AWC ERW) หุ้น Undervalued สำหรับลงทุน จาก SET100 ที่คาดเป็นเป้าหมายของกองทุนและ Downside Risk จำกัด เนื่องจาก 1) ปี 2568 คาดกำไรเติบโต YoY 2) ฐานะการเงินแข็งแกร่งและมีโอกาสซื้อหุ้นคืน 3) Valuation ไม่แพง PER และ PBV 2568F ต่ำกว่า -1SD และ 4) มีศักยภาพจ่ายปันผลสม่ำเสมอ ได้แก่ BCP AP PTT TU SPALI Trading Idea: นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้แนะนำเก็งกำไร 1) หุ้นที่คาดสัปดาห์นี้จะประกาศงบ 4Q67 กำไรเติบโต YoY และ QoQ ซึ่งคาดกำไรจะดีกว่าตลาดคาด แนะนำ CPAXT MTC TRUE CBG และ 2) หุ้นที่คาดได้อานิสงส์หลัง MSCI Rebalance ซึ่งจะมีผล 28 ก.พ. 2568 แนะนำ หุ้นที่จะเข้า Global Small Cap อย่าง GPSC SCGP ขณะที่ระมัดระวัง PTTGC TOP ที่ออกจาก Global standard แม้จะเข้า Global Small Cap Daily top picks           KTB: มองราคาหุ้นมีปัจจัยกระตุ้นจากล่าสุดประกาศจ่ายเงินปันผลจากกำไรปี 2567 ในอัตราหุ้นละ 1.545 บาท (XD 17 เม.ย.) คิดเป็น Div. Yield สูงถึง 6.4% และเราปรับประมาณการอัตราจ่ายเงินปันผลปี 2568-70 เพิ่มจาก 35% เป็น 50% ทำให้ ROE เพิ่มขึ้น 20-28 bps เป็น 10% หลังบริษัทปรับเพิ่มอัตราจ่ายเงินปันผลปี 2567 เป็น 49% ซึ่งสูงกว่าคาด           BLA: มองราคาหุ้นมีปัจจัยกระตุ้นจาก 1) กำไรสุทธิ 4Q67 ออกมาดีกว่าคาดอย่างมากซึ่งเป็นผลมาจากกำไรจากเงินลงทุนที่เพิ่มขึ้น 2) ปี 2568 คาดกำไรจะเติบโตดีที่ 18%YoY จาก Combined Ratio ที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง และ 3) Valuation ที่น่าสนใจ หลังราคาหุ้นลดลงแล้ว 22% ตั้งแต่ พ.ย. 2567 ทั้งนี้วันนี้แนะนำเข้าซื้อเก็งกำไรไม่เกินราคาหุ้นละ 20.40 บาท

จัดทัพ 21 หุ้นเด่น จับตาเศรษฐกิจจีนฟื้น

จัดทัพ 21 หุ้นเด่น จับตาเศรษฐกิจจีนฟื้น

          หุ้นวิชั่น - บล.เอเซียพลัส ประเมินหลังจากวานนี้ตัวเลขราคาบ้านใหม่จีนชะลอตัวน้อยลงเป็นเดือนที่ 5 ติดต่อกัน โดยออกมา -5.0%YoY ซึ่งน้อยกว่าในเดือน ธ.ค.ที่ปรับตัวลง 5.3%YoY ซึ่ง Bloomberg คาดว่าข้อมูลดังกล่าวทำให้ตลาดมีความหวังมากขึ้น หลังจากจีน พยายามใช้มาตรการกระตุ้นอสังหาฯมานานกว่า 3 ปีและถือเป็นสัญญาณที่ดีต่อเศรษฐกิจจีนในอนาคตที่ปีนี้           ตลาดคาดว่า GDP Growth จะโตราว 5%YoY ซึ่งมาตรการกระตุ้นจะมาจาก 3 ส่วน คือ ดอกเบี้ย-อสังหาฯ-ตลาดหุ้น ประเด็นดังกล่าวหนุนให้ Flow ต่างชาติทยอยไหลเข้าตลาดหุ้น Hong Kong มากขึ้นเรื่อยๆ โดยตั้งแต่ต้นปี +14.5%(Ytd) Outperform ตลาดหุ้นอื่นๆในเอเชียทั้งหมด ซึ่งสอดคล้องกับภาคอสังหาจีน ที่พลิกกลับมาเติบโตในช่วง 4Q67 โดยมูลค่าภาคอสังหาจีน 4Q67 อยู่ที่ 303พันล้านเหรียญฯ ซึ่งทยอยมากขึ้นจากจุดต่ำสุดที่ 285 พันล้านเหรียญฯในช่วงกลางปี 2566           ซึ่งฝ่ายวิจัยฯมองว่าประเทศไทยจะได้ประโยชน์อย่างแน่นอน หากเศรษฐกิจจีนฟื้นตัว เนื่องจากไทยมีมูลค่าส่งออกไป จีนเป็นลำดับ 2 (เป็นรองแค่สหรัฐฯ) คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 15.5% ของมูลค่าส่งออกในไทยทั้งหมด และหากพิจารณา ในมุมของจีนก็นำเข้าสินค้าจากไทย สูงเป็นลำดับ 13 หรือคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 1.8% ของมูลค่านำเข้าในจีนทั้งหมด           และมีโอกาสเสริมให้จำนวนนักท่องเที่ยวจีนเดินทางเข้าไทยมากขึ้นในอนาคต ส่วนหุ้นกลุ่มที่คาดจะได้ประโยชน์ หรือ Sentiment เชิงบวก มีรายละเอียด ดังนี้ กลุ่มท่องเที่ยว-โรงแรม: AOT, ERW, CENTEL, MINT กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์: KCE, DELTA กลุ่มธุรกิจพัฒนาที่อยู่อาศัย : AP, LH, SC กลุ่มวัสดุก่อสร้าง : SCC, SCGP กลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี: PTT, TOP, PTTGC, IVL กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม : CBG, CRC, BJC, CPALL กลุ่มยางพารา : NER, STA

งัดกลยุทธ์ตลาดหุ้นบ่าย โบรกจัดเต็ม 3 หุ้นเด่น

งัดกลยุทธ์ตลาดหุ้นบ่าย โบรกจัดเต็ม 3 หุ้นเด่น

         หุ้นวิชั่น - KSS คงมุมมองบวกคาด SET Index บ่ายนี้มีลุ้นขึ้นทดสอบแนวต้าน 1,270 จุด ปัจจัยพื้นฐาน SET อยู่ในโซน Deep Value, ข่าวลบค่อยๆ ลดลง, ข่าวดีมีมากขึ้น โดยเฉพาะผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนเริ่มเห็นสัญญาณที่เป็น Positive surprise, นักลงทุนกล้าที่จะเข้าเก็งกําไรหนุนบรรยากาศรวมกลับมาดีดัชนีมีโอกาสไปต่อ กลยุทธ์ เก็งกําไรกลุ่มที่มีปัจจัยหนุนเฉพาะตัว ในกลุ่มอสังหาฯ, ไฟแนนซ์ และธนาคารเก็งปันผล คล้ายภาคเช้า Top Pick : SIRI, MTC และ SCB

KSS คาด SET วันนี้ “Up” ชู ADVANC, MTC, SIRI เด่น!

KSS คาด SET วันนี้ “Up” ชู ADVANC, MTC, SIRI เด่น!

         หุ้นวิชั่น - บล.กรุงศรรี คาด SET วันนี้“Up” ต้าน 1,270/1,280 จุด รับ 1,253/1,245 จุด ประเมินทิศทางตลาดวันนี้เป็นบวก 1.) คาดตลาดน่าจะเริ่มจับตาแนวโน้มการพิจารณาดอกเบี้ย BOT ฝ่ายวิจัยประเมินมีโอกาสปรับลดมากขึ้นหลัง GDP ต่ำกว่าคาด เริ่มเห็นทิศทางนโยบายคุณ Trump ที่ไม่หว่านแหเหมือน Trump 1.0 2.) ราคาน้ำมันขึ้นเฉลี่ย +1% หลังยูเครนใช้โดรนโจมตีท่อส่งน้ำมันรัสเซีย ผสาน การที่สหรัฐฯข้ามไปเจรจารัสเซียโดยไม่ผ่านยุโรป น่าจะทำให้ข้อสรุปการยุติสงครามมีแนวโน้มซับซ้อนขึ้น คาดหนุนหุ้นพลังงานต้นน้ำที่มีสัดส่วน 10% ของ SET 3.) SET วานนี้ถ้าไม่รวม DELTA ที่ลงต่อเนื่อง SET ขึ้นราว +10 จุด ขณะที่อิงเครื่องมือ Bloomberg พบว่ามีSector ที่นำตลาด+เริ่มฟื้นตัวขึ้นทั้งหมดมาก ถึง 21 จาก 26 กลุ่ม 4.) หุ้นขนาดกลาง-ใหญ่วานนี้ในส่วน CPAXT, MTC รายงานกำไรดีกว่าคาด และ Outlook ดีต่อ ประเมิน SET วันนี้แกว่งขึ้น คาดหุ้นพลังงานต้นน้ำดีดตัว ส่วนหุ้นนำ เน้นกลุ่มดอกเบี้ยขาลงหนุนโดยเฉพาะกลุ่มที่อยู่โซนฐาน (อสังหา (+กระแสผ่อนคลายมาตรการLTV คาดมีเก็งกำไรอย่างน้อยถึงช่วงประชุม BOT สัปดาห์หน้า), เช่าซื้อ, ค้าปลีก, High Yield) วันนี้แนะนำ ADVANC, MTC, SIRI

ZIGA กำไรปี67ลดเหลือ 26 ล้านบาท จากปี 66 ที่ 41.6 ล้านบาท

ZIGA กำไรปี67ลดเหลือ 26 ล้านบาท จากปี 66 ที่ 41.6 ล้านบาท

         หุ้นวิชั่น - ทีมข่าวหุ้นวิชั่น รายงาน ZIGA ประกาศกำไรปี 67 ที่ 26 ล้านบาท เทียบกับปี 66 อยู่ที่ 14.6 ล้านบาท ลดลง 37.5% ส่วนรายได้จากการขายสินค้าทำได้ 562.0 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันกับปีก่อน 208.9 ล้านบาท          นางสาววราลักษณ์ งามจิตรเจริญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซิก้า อินโนเวชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ZIGA เปิดเผยว่า บริษัทฯ มีกำไรสุทธิในปี 2567 และปี 2566 เป็นจำนวน 26.0 ล้านบาท และ 41.6 ล้านบาท ตามลำดับ โดยอัตรากำไรสุทธิคิดเป็นร้อยละ 4.5 และร้อยละ 5.2 ของรายได้รวมในปี 2567 และปี 2566 ตามลำดับ เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปีก่อน บริษัทฯ มีกำไรสุทธิลดลง 15.6 ล้านบาท หรือคิดเป็นอัตราการลดลงของกำไรสุทธิร้อยละ 37.5 โดยบริษัทฯ มี EBITDA ในปี 2567 และปี 2566 เป็นจำนวน 80.7 ล้านบาท และ 119.6 ล้านบาท ตามลำดับ          ตามงบการเงินรวมของบริษัทฯ มีรายได้จากการขายในปี 2567 และ ปี 2566 เท่ากับ 562.0 ล้านบาท และ 770.9 ล้านบาท ตามลำดับ ลดลงจำนวน 208.9 ล้านบาท หรือคิดเป็นอัตราการลดลงของรายได้จากการขายร้อยละ 27.1 เนื่องจากบริษัทฯเลือกบริหารจัดการสินค้าเฉพาะกลุ่มที่บริษัทฯได้กำไร และลดสัดส่วนสินค้าที่มีโอกาสขาดทุนลง เนื่องจากสภาวะต้นทุนสินค้าผันผวนจากต้นทุนเหล็ก และอัตราแลกเปลี่ยน จึงทำให้รายได้ในส่วนของสินค้ากลุ่มนี้ลดลง อย่างไรก็ดี บริษัทฯ สามารถบริหารจัดการเรื่องอัตรากำไรในสินค้าได้ดีโดยในปี 2567 และ ปี 2566 บริษัทฯมีกำไรขั้นต้นจำนวน 103.1 ล้านบาท และ 123.9 ล้านบาท ตามลำดับ คิดเป็นอัตรากำไรขั้นต้นร้อยละ 18.3 และ 16.1 ตามลำดับ

WHAUP ผนึก DH Asia ตั้งบริษัทร่วมทุน ‘WHA Daiwa Solar’ ลุยธุรกิจพลังงานแสงอาทิตย์

WHAUP ผนึก DH Asia ตั้งบริษัทร่วมทุน ‘WHA Daiwa Solar’ ลุยธุรกิจพลังงานแสงอาทิตย์

          หุ้นวิชั่น - บริษัท ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) (“บริษัท”) ขอเรียนให้ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยทราบว่า เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2568 บริษัทได้จัดตั้ง บริษัท ดับบลิวเอชเอ ไดวะ โซล่าร์ จำกัด โดยเป็นบริษัทย่อยที่บริษัทถือหุ้นในสัดส่วน ร้อยละ 51ผ่านบริษัท ดับบลิวเอชเอ โซล่าร์ จำกัด โดยมีรายละเอียดดังนี้ ชื่อบริษัทร่วมทุน บริษัท ดับบลิวเอชเอ ไดวะ โซล่าร์ จำกัด วัตถุประสงค์เพื่อ ลงทุนในธุรกิจพลังงานแสงอาทิตย์ ทุนจดทะเบียน 5,000,000 บาท (ห้าล้านบาท) ประกอบด้วยหุ้นสามัญ 500,000 หุ้น (ห้าแสนหุ้น) มูลค่าหุ้นละ 10 บาท (สิบบาท) สัดส่วนการถือหุ้น บริษัท ดับบลิวเอชเอ โซล่าร์ จำกัด ถือหุ้นร้อยละ 51 DH Asia Investment Pte. Ltd. ถือหุ้นร้อยละ 49 แหล่งที่มาของเงินลงทุน เงินทุนหมุนเวียนของบริษัท

CPF คาด Q4 กำไรแตะ 4พันล.ราคาเนื้อสัตว์หนุน โบรกแนะซื้อ เป้า 28.75 บาท

CPF คาด Q4 กำไรแตะ 4พันล.ราคาเนื้อสัตว์หนุน โบรกแนะซื้อ เป้า 28.75 บาท

          หุ้นวิชั่น - ทีมข่าวหุ้นวิชั่นรายงาน บล.พาย ระบุ CPF ปัจจัยบวกจากแนวโน้มผลประกอบการงวด 4Q24 ต่อเนื่องถึง 1Q25 จะยังเห็นการเติบโตได้ต่อเนื่องเมื่อเทียบกับปีก่อน โดยได้รับผลดีจากราคาเนื้อสัตว์ในประเทศที่ยังอยู่ในระดับสูงได้ โดยเราคาดกำไรสุทธิงวด 4Q24 ที่ระดับ 4,000 ล้านบาท เพิ่มมากจากปีก่อนเพราะราคาเนื้อสัตว์ดีขึ้น แต่ลดลงกว่า 44%QoQ ซึ่งเป็นผลตามฤดูกาล Low Seasons ของธุรกิจสัตว์น้ำ CPF (ซื้อ / ราคาเป้าหมาย 28.75 บาท)

เช็ก 6 หุ้น รับมาตรการรัฐ คาดปี 68 GDP โตต่อ

เช็ก 6 หุ้น รับมาตรการรัฐ คาดปี 68 GDP โตต่อ

          หุ้นวิชั่น - ทีมข่าวหุ้นวิชั่นรายงาน บล.หยวนต้า ระบุแนวโน้ม GDP ยังโตดี แต่ปัญหาต้องจับตา Trade War • สภาพัฒน์รายงาน GDP 4Q24 ของไทยเติบโต 3.2% YoY ต่ำกว่าที่ตลาดคาด 3.8% YoY แต่ยังเติบโตดีที่สุดในรอบ 2 ปี โดยที่ต่ำกว่าคาดส่วนหนึ่งมาจากผลของสินค้าคงเหลือที่ต่ำกว่าปกติ แต่ในองค์ประกอบยังเติบโตได้ดี • สภาพัฒน์คงประมาณการ GDP ปี 2025 ในกรอบ 2.3-3.3% YoY แต่ปรับการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนขึ้น ขณะที่ภาพระยะสั้น 1Q25 เรามองว่ายังมีแรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ และการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวได้ต่อเนื่อง จึงคงมุมมองบวกต่อกลุ่ม Domestic Play • ประเมินผลกระทบจากนโยบายภาษีตอบโต้ของคุณทรัมป์ อาจกระทบ GDP ถึง 1.3% หากไทยไม่ได้เจรจาการค้าใดๆ กับสหรัฐฯ GDP ไทย 4Q24 ต่ำกว่าคาด แต่รายละเอียดไม่แย่           สภาพัฒน์รายงาน GDP 4Q24 ของไทยเติบโต 3.2% YoY ต่ำกว่าตลาดคาดที่ 3.8% YoY แต่ยังเป็นการเติบโตเด่นที่สุดในรอบ 2 ปี 1. การบริโภคภาคเอกชนเติบโต 3.4% YoY เร่งตัวขึ้นเล็กน้อยจากไตรมาสก่อนจากแรงหนุนของการบริโภคสินค้าที่ไม่คงทน และการบริโภคในภาคบริการ 2. การใช้จ่ายภาครัฐยังเติบโตได้ดี 5.4% YoY จากเงินโอนเพื่อสวัสดิการสังคม 3. การลงทุนเติบโต 5.1% YoY โดยหลักมาจากการลงทุนของภาครัฐ ที่ยังได้รับผลจากฐานต่ำ ส่วนการลงทุนภาคเอกชนปรับลดลงจากการลงทุนในหมวดยานยนต์ 4. การส่งออกเติบโต 11.5% YoY จากกลุ่มสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรม รวมไปถึงรายรับจากการท่องเที่ยวที่โตเด่น           สภาพัฒน์คงประมาณการ GDP...มองการบริโภค การลงทุนเอกชนดีขึ้น สภาพัฒน์คาดการณ์ GDP ปี 2025 เติบโตในกรอบ 2.3-3.3% YoY เท่ากับประมาณการในรอบก่อน โดยในรายละเอียดประมาณการที่ปรับขึ้น ได้แก่ 1. การบริโภคภาคเอกชนขึ้นจาก 3.0% เป็น 3.3% 2. การลงทุนภาคเอกชนจาก 2.8% เป็น 3.2% 3. การส่งออกสินค้าจาก 2.6% เป็น 3.5%           ส่วนที่ปรับลด ได้แก่ 1. การใช้จ่ายภาครัฐจาก 2.1% เป็น 1.3% 2. การลงทุนภาครัฐจาก 6.5% เป็น 4.7%           โดยการปรับเพิ่มการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนในปี 2025 มาจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล รวมไปถึงนโยบายส่งเสริมการลงทุนต่างๆ           เรามองเป็น Sentiment บวกต่อกลุ่ม Domestic Play เช่น CPALL, CPAXT, SAWAD, OSP, M และ KBANK

CIVIL ชูกลยุทธ์ FAST เป้ารายได้ 7 พันล้าน

CIVIL ชูกลยุทธ์ FAST เป้ารายได้ 7 พันล้าน

          หุ้นวิชั่น- CIVIL เผยทิศทางธุรกิจปี 2568 เติบโตต่อเนื่อง ตั้งเป้ารายได้แตะ 7,000 ล้านบาท พร้อมเพิ่มความสามารถทำกำไร ชูกลยุทธ์ FAST (Family, Attitude, Safety/Sustainability และ Tenacity) ขับเคลื่อนธุรกิจ พร้อมมุ่งเน้นบริหารกระแสเงินสด พัฒนาเทคโนโลยี เพิ่มศักยภาพการก่อสร้าง สร้างการเติบโตยั่งยืน ด้านภาพรวมอุตสาหกรรมก่อสร้างแนวโน้มดี การลงทุนภาครัฐ-เอกชนหนุน เพิ่มโอกาสรับงาน ตุน Backlog 24,000 ล้านบาท รับรู้รายได้ถึงปี 2571           นายปิยะดิษฐ์ อัศวศิริสุข ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีวิลเอนจีเนียริง จำกัด (มหาชน) หรือ CIVIL ผู้นำบริษัทก่อสร้างครบวงจรชั้นนำของไทย เปิดเผยว่า ทิศทางธุรกิจปี 2568 บริษัทวางแผนการดำเนินงานด้วยกลยุทธ์ FAST เป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนธุรกิจ มุ่งเน้นสร้างการเติบโตทั้งภายในและภายนอกองค์กรอย่างแข็งแกร่ง ตั้งเป้าหมายรายได้เติบโตแตะ 7,000 ล้านบาท รวมถึงเพิ่มความสามารถการทำกำไรขั้นต้นให้อยู่ในระดับ 6 - 8%           โดยกลยุทธ์ FAST ประกอบด้วย Family, Attitude, Safety/Sustainability และ Tenacity เป็นแนวคิดหลักของการทำงานครอบคลุมทั้งระบบการทำงานที่รวดเร็วและมีคุณภาพ เพื่อนำพาองค์กรไปสู่ความสำเร็จ โดยเน้นการสร้างความผูกพันในองค์กร การมีทัศนคติเชิงบวก การให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและความยั่งยืน การทำงานอย่างมุ่งมั่นและมีประสิทธิภาพ           นอกจากนี้ CIVIL ยังคงมุ่งเน้นการบริหารกระแสเงินสดในทุกขั้นตอนดำเนินงาน โดยนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ในการบริหารจัดการโครงการ อาทิ โปรแกรม Power BI และระบบ RPA เพิ่มประสิทธิภาพในการก่อสร้าง การติดตามความคืบหน้าของงาน การบริหารงบประมาณ และการแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ ส่งผลให้บริษัทสามารถส่งมอบงานได้ตรงตามแผนที่กำหนดไว้และมีสภาพคล่องที่ดีขึ้น อีกทั้งยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาเครื่องจักรและเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อเพิ่มศักยภาพในการก่อสร้าง ความปลอดภัย และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ตลอดจนให้ความสำคัญกับการดูแลพันธมิตรทางธุรกิจ ให้มีฐานะทางการเงินที่ดี มีความพร้อมในการดำเนินงาน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้บริษัทก้าวไปข้างหน้าได้อย่างยั่งยืน           สำหรับภาพรวมอุตสาหกรรมก่อสร้างปีนี้ คาดว่าจะมีแนวโน้มที่ดีขึ้นโดยมีปัจจัยสนับสนุนจากโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐและการลงทุนของภาคเอกชน ซึ่งถือเป็นโอกาสในการเข้ารับงานโครงการที่จะสร้างการเติบโตให้กับบริษัท           “บริษัทเล็งเห็นโอกาสการเติบโตจากโครงการภาครัฐและเอกชนที่กำลังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะโครงการโครงสร้างพื้นฐาน เช่น โครงการรถไฟฟ้า โครงการถนน โครงการพลังงาน โครงการท่าอากาศยาน ซึ่งบริษัทมีความพร้อมในการเข้ารับงานขนาดใหญ่และมีความซับซ้อน โดยมีทีมงานที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญ รวมถึงเทคโนโลยีและเครื่องจักรที่ทันสมัย ประกอบกับกลยุทธ์ FAST ที่เข้ามาส่งเสริมประสิทธิภาพการทำงาน เชื่อว่าจะสามารถสร้างการเติบโตได้ตามแผนที่วางไว้” นายปิยะดิษฐ์ กล่าว           ทั้งนี้ บริษัทมีมูลค่างานในมือ (Backlog) จากข้อมูล ณ วันที่ 31 ธ.ค. 2567 จำนวน 24,000 ล้านบาท แบ่งเป็นงานที่ลงนามสัญญาแล้ว 14,300 ล้านบาท พร้อมรับรู้รายได้อย่างต่อเนื่องจนถึงปี 2571

AIT โชว์กำไรปี67โต13.5% ทำได้ 571.8 ล้านบาท บิ๊กโปรเจ็กต์หนุน

AIT โชว์กำไรปี67โต13.5% ทำได้ 571.8 ล้านบาท บิ๊กโปรเจ็กต์หนุน

         หุ้นวิชั่น - ทีมข่าวหุ้น รายงาน AIT แจ้งกำไรปี 67 ที่ 571.8 ล้านบาท เทียบกับปี 66 ที่ 503.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 68.1 ล้านบาท หรือโต 13.5% ขณะที่รายได้ทำได้ที่ 7,198.3 ล้านบาท เติบโต 10.4% ชี้โครงการใหญ่หนุน          นางสาวศรินทร์ จันทรนิภาพงศ์ เลขานุการบริษัท บริษัท แอ็ดวานซ์ อินฟอร์เมชั่น เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) หรือ AIT เปิดเผยว่า ภาพรวมของการดำเนินงานปี 2567 นั้น รายได้รวมของบริษัทฯ ปี 2567 อยู่ที่ 7,198.3 ล้านบาท เทียบกับปี 2566 ที่ 6,520.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 677.8 ล้านบาท หรือคิดเป็นการเพิ่มขึ้นร้อยละ 10.4          ส่วนกำไรสุทธิปี 2567 อยู่ที่ 571.8 ล้านบาท เทียบกับปี 2566 ที่ 503.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 68.1 ล้านบาท หรือคิดเป็นการเพิ่มขึ้นร้อยละ 13.5 เนื่องมาจากงบประมาณรายจ่ายของภาครัฐประจำปี 2567 ที่มีการอนุมัติล่าช้า ทำให้โครงการขนาดใหญ่หลายโครงการที่เคยถูกชะลอการลงทุนได้เริ่มเข้ามาในปี 2567 ประกอบกับโครงการที่อยู่ในปีงบประมาณรายจ่ายปี 2568 ก็ผ่านการอนุมัติจากสภาผู้แทนราษฎรในเดือนกันยายน 2567 และมีการเบิกจ่ายเงินลงทุนแล้วบางส่วน          ส่งผลให้รายได้รวมของบริษัทฯ ซึ่งได้งานโครงการจากทางภาครัฐเพิ่มมากขึ้นไปด้วย รายได้ส่วนใหญ่ของบริษัทฯ ที่รับรู้ในปี 2567 ยกตัวอย่างเช่น โครงการจ้างก่อสร้างปรับปรุงสถานีไฟฟ้าเสื่อมสภาพ สถานีไฟฟ้าบางสมัคร จ.ฉะเชิงเทรา ของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค, โครงการให้บริการสื่อสารโทรคมนาคมผ่านเครือข่ายความเร็วสูง (Broadband) ในพื้นที่ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา ของบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน), โครงการซื้อขายระบบสำหรับขยายบริการ GDCC (VM) ของบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน), โครงการขายและติดตั้งระบบและอุปกรณ์ของโครงการครุภัณฑ์คอมพิวเตอร์การพัฒนาเครือข่ายการศึกษาแห่งชาติ (NEdnet) ของสำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นต้น          ขณะที่ภาพรวมการดำเนินงานของบริษัทฯ ในไตรมาสที่ 4 ปี 2567 มีรายได้รวมลดลงจากไตรมาสที่ 3 ปี 2567 ร้อยละ 10.7 เนื่องจากโครงการส่วนใหญ่ได้ดำเนินการแล้วเสร็จและส่งมอบในไตรมาสที่ 3 ปี 2567 โครงการขนาดใหญ่ที่สำคัญที่ส่งมอบในไตรมาสที่ 4 ปี 2567 ได้แก่ โครงการจ้างบำรุงรักษางานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและสื่อสารของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, โครงการขายและติดตั้งระบบอุปกรณ์ครุภัณฑ์คอมพิวเตอร์เพื่อการพัฒนาเครือข่ายการศึกษาแห่งชาติ (NEdnet) ของสำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม, โครงการซื้อขายอุปกรณ์สำหรับใช้ในโครงการ IIG-EXT และ EX-D Network Consolidation ของบริษัท ทรูอินเทอร์เน็ต คอร์ปอเรชั่น จำกัด, โครงการซื้อขายอุปกรณ์เพื่อขยายการให้บริการ IRIS Premium Cloud ของบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) และโครงการซื้อขายและอนุญาตให้ใช้สิทธิในโปรแกรมคอมพิวเตอร์พร้อมติดตั้งเพิ่มประสิทธิภาพระบบคลังข้อมูลข่าวสารเพื่อการประชาสัมพันธ์ภาครัฐเชิงรุกของกรมประชาสัมพันธ์

8 หุ้น ราคาต่ำ กำไรโต โบรกชี้เป้า...จังหวะนี้น่าเข้า

8 หุ้น ราคาต่ำ กำไรโต โบรกชี้เป้า...จังหวะนี้น่าเข้า

          หุ้นวิชั่น - ทีมข่าวหุ้นวิชั่นรายงาน บล.หยวนต้า ระบุ ถึงเวลาเข้าซื้อหุ้น… กำไรโต แต่ราคาต่ำกว่าช่วง Low ของ Covid ตลาดหุ้นไทยที่สูญเสียความเชื่อมั่นจากนักลงทุนไป หลังจากเกิดเหตุการณ์ Margin Call ของนักลงทุนและผู้บริหาร, ปัจจัยลบเฉพาะตัวของหุ้นขนาดใหญ่ และแรงขายจากกองทุน LTF ที่ครบกำหนด ส่งผลให้หุ้นไทยถูก De-rate PE ลงมาค่อนข้างมาก ซึ่งเราประเมินว่าสถานการณ์ดังกล่าวเกิดจากปัญหาสภาพคล่องเป็นสำคัญ ส่งผลให้ราคาหุ้นบางตัวลงไปทำจุดต่ำสุดที่ต่ำกว่าวันที่ 13 มี.ค. 2020 (วันที่ SET ทำจุดต่ำสุดบริเวณ 969 จุด)           ขณะที่กำไรสุทธิปี 2024 ยังเติบโตเมื่อเทียบกับผลประกอบการปี 2020 เราจึงประเมินว่า ในจังหวะที่ตลาดหุ้นไทยขาดความเชื่อมั่น เป็นจังหวะที่ดีที่จะเข้าสะสมหุ้นที่มี Margin of Safety สูง           โดยมีหุ้นที่น่าสนใจ ได้แก่ BCPG, BJC, CPALL, GUNKUL, HMPRO, M, MAJOR และ SAWAD

BE8 คาดปี68 โตต่อ 23% Virtual Banking หนุน โบรกเคาะเป้า 19.50 บาท

BE8 คาดปี68 โตต่อ 23% Virtual Banking หนุน โบรกเคาะเป้า 19.50 บาท

          หุ้นวิชั่น - ทีมข่าวหุ้นวิชั่นรายงาน บล.หยวนต้า คาดกำไรปกติ 4Q24 ทรงตัว QoQ คาดผลประกอบการ 4Q24 มีกำไรสุทธิ 45 ล้านบาท แต่หากหักรายการค่าตัดจำหน่ายสินทรัพย์ไม่มีตัวตนที่เกิดจากดีลซื้อกิจการ คาดกำไรปกติ 4Q24 ที่ 51 ล้านบาท (+2% QoQ, -34% YoY) กำไรที่ทรงตัว QoQ หนุนจากรายได้ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น กำไรที่ลดลง YoY มาจากฐานสูง           รายได้หลักคาดที่ 671 ล้านบาท (+10% QoQ, +9% YoY) การฟื้นตัวของรายได้เริ่มกลับมาตามการฟื้นตัวของการใช้จ่ายภาครัฐและการลงทุนภาคเอกชนด้าน Digital Transformation ที่เพิ่มขึ้น อัตรากำไรขั้นต้นคาดที่ 25.0% (+18bps QoQ, -91bps YoY) ทรงตัวได้ตามมาตรฐาน แต่ SG&A คาดเพิ่มขึ้นเป็น 111 ล้านบาท (+8% QoQ, +21% YoY)           ส่วนแบ่งของบริษัทฯ ร่วมคาดขาดทุนราว 1.0 หลังไตรมาสก่อนมีกำไรเพราะ Techsauce จัดงาน Techsauce Global Summit ในช่วงเดือน ส.ค. 24เราคาด BE8 จะรายงานผลประกอบการในวันที่ 21 ก.พ. 25 ปรับปรุงประมาณการปี 2025 ให้อนุรักษ์นิยมมากขึ้น แต่ยังโตระดับ 23% YoY           แนวโน้มปี 2025 เรายังคงมุมมองอุตสาหกรรมฟื้นตัว เนื่องจากฐาน 1H24 งานในระบบออกมาต่ำกว่าปกติ ทำให้เราคาดอย่างน้อยใน 1H25 จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ นอกจากนี้ ปี 2025 ยังเป็นปีที่ AI และ Hyperscale Data Center เริ่มเข้าสู่ตลาดไทย ซึ่งจะกระตุ้นให้เกิดการทำ Digital Transformation ที่มากขึ้น และยังมีงานจากกลุ่ม Virtual Banking ที่เราคาดว่าจะเข้าสู่ตลาดใน 2H25           อย่างไรก็ดี เราปรับปรุงสมมติฐานของเราให้อนุรักษ์นิยมมากขึ้น เราคาดกำไรปกติปี 2025 ที่ 224 ล้านบาท (+23% YoY) หลักๆ มาจาก 1. ปรับลดสมมติฐานรายได้ลงเป็น 7% YoY จากเติบโต 10% YoY 2. ปรับเพิ่มสมมติฐานค่าใช้จ่าย SG&A to sale ขึ้นเป็น 16.8% จาก 15.5% คงคำแนะนำ “ซื้อ” อิงราคาเหมาะสม ณ สิ้นปี 2025 ที่ 19.50 บาทต่อหุ้น           นอกจากการปรับลดประมาณการ เราปรับลด PER ของหุ้นลง เพื่อให้สะท้อนการเติบโตที่น้อยลงและความผันผวนของตลาดทุนที่สูงขึ้น เราปรับไปใช้ราคาเหมาะสม ณ สิ้นปี 2025 ที่ 19.50 บาทต่อหุ้น อิง PER 23x หรือระดับต่ำกว่า -2.0SD ของค่าเฉลี่ยในอดีต           เราคงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาหุ้นปัจจุบันซื้อขายบน PER25 ที่ 15.5x หุ้นไม่แพงแล้ว ขณะที่การเติบโตของอุตสาหกรรม Digital Transformation และ AI ยังเป็นปัจจัยหนุนในช่วง 1-3 ปีจากนี้ หนุนให้กำไรกลับมาเติบโตได้อีกครั้ง

‘เอเซียพลัส’ จัดให้ 9 หุ้นเด่น พื้นฐานดี ราคาถูก

‘เอเซียพลัส’ จัดให้ 9 หุ้นเด่น พื้นฐานดี ราคาถูก

          หุ้นวิชั่น - บล.เอเซียพลัส ประเมินหุ้นหลังจาก วานนี้ สภาพัฒน์เผยตัวเลข GDP Growth ของไทย 4Q67 +3.2%YoY (ต่ำกว่าตลาดคาดที่ 3.8%YoY) และ+0.4%QoQ (ต่ำกว่าตลาดคาดที่ 0.5%QoQ) ทำให้ตลอดทั้งปี 2567 ขยายตัว +2.5%YoY (ต่ำกว่าตลาดคาดที่ 2.7%YoY)           เศรษฐกิจไทยปี 2567 เร่งตัวจากปี 2566 โดยมีแรงหนุนเด่นๆ มาจากการบริโภคภาคเอกชน (+4.4%YoY), การลงทุนภาครัฐ (+4.8%YoY), การใช้จ่ายภาครัฐ (+2.5%YoY), การส่งออก (+4.4%YoY) ขณะที่การลงทุนเอกชนหดตัว (-1.6%YOY)           สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในระยะถัดไป สศช. ประเมินว่าจะขยายตัว 2.8% (2.3 – 3.3%) ด้วย ปัจจัยหนุนของการบริโภคภาครัฐ-เอกชนเพิ่มขึ้น บวกกับการท่องเที่ยวฟื้นตัว และการส่งออกสินค้าขยายตัว           เศรษฐกิจไทยยังคงอยู่ในภาวะที่ขยายตัวได้ดี พร้อมกับมีนโยบายการคลังช่วยขับเคลื่อน โดยรัฐบาลมีการเร่งรัด มาตรการทางเศรษฐกิจทั้งการเบิกจ่ายงบประมาณ และเร่งรัดการลงทุน ท่ามกลางความเสี่ยงจากนโยบายตั้งกำแพงภาษีของสหรัฐฯ จะเป็นแรงผลักให้เงินเฟ้อพุ่งสูง ทำให้สภาพัฒน์มีความเห็นสอดคล้องกับ กนง. หนุนแนวทางการ “คงดอกเบี้ย” เพื่อเก็บกระสุนนโยบายการเงินรับความผันผวน พร้อมกับหวั่นว่าการเร่งลดดอกเบี้ยสวนทางกับ Fed จะทำให้ส่วนต่างดอกเบี้ยไทย-สหรัฐฯ และตามาด้วยเงินบาทอ่อนค่า           ขณะที่ล่าสุด BOND YIELD 10Y ของไทย ทรงตัวอยู่ที่ระดับ 2.29% ซึ่งสูงว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 2.25% สะท้อน มุมมองตลาดฯ ว่าอาจเห็นการคงดอกเบี้ยไว้ที่ระดับเดิมในการประชุม กนง. วันที่ 26 ก.พ. นี้           ในแง่มุมของตลาดหุ้นไทยปัจจุบันมีขนาด Market Cap SET อยู่ที่ 15.66 ล้านล้านบาท ส่วน Nominal GDP ปี 2567 อยู่ที่ 18.58 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วน Market Cap ต่อ GDP อยู่ที่ 0.84 เท่า ซึ่งอยู่บริเวณช่วงวิกฤตโควิด19 และอยู่ในระดับต่ำกว่า 2 S.D. สะท้อนถึง Valuation ต่ำมาก และอาจสัญญาณเชิงบวกปรากฏขึ้น           แนะนำหุ้น พื้นฐานดี ราคาถูกลงเยอะ CPALL, BDMS, IVL, SCGP, MINT, LH, HMPRO, AP, MTC

IND กำไรปี67โตแรง333.31% แถมใจดีปันผล 0.0662 บ./หุ้น

IND กำไรปี67โตแรง333.31% แถมใจดีปันผล 0.0662 บ./หุ้น

           หุ้นวิชั่น - IND กำไรปี 67 ทะยาน 333.31% หรอมีกำไร 57.89 ล้านบาท จากปี 66 ที่ 13.36 ล้านบาท ส่วนรายได้ทำได้ที่ 797.62 ล้านบาท เดินหน้าลดต้นทุน พร้อมใช้เทคโนโลยี นวัตกรรมสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขัน บอร์ดใจดีจ่ายปันผล 0.0662 บาทต่อหุ้น เล็ง XD 2 พ.ค. 68 และกำหนดจ่าย 20 พ.ค. 68 นี้            นายรัฐวิชญ์ ณ ลำพูน เลขานุการบริษัท บริษัท อินเด็กซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ IND แจ้งข่าวต่อตลาดหลักทรัพย์ว่า ในปี 2567 บริษัทฯ มีกำไรสุทธิประจำปี 2567 เท่ากับ 57.89 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับกำไรสุทธิของปี 2566 ซึ่งอยู่ที่ 13.36 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 333.31 สาเหตุสำคัญมาจากการที่บริษัทมีรายได้เพิ่มขึ้นและมีค่าใช้จ่ายในการบริหารลดลงตามที่ได้กล่าวข้างต้น ส่งผลให้ในปี 2567 บริษัทมีกำไรสุทธิสูงกว่าปี 2566            สำหรับปี 2567 บริษัทยังคงความสามารถในการสร้างรายได้ในระดับที่ดี โดยมีรายได้จากการดำเนินงานรวมเท่ากับ 797.62 ล้านบาท แบ่งเป็นรายได้จากการให้บริการเท่ากับ 794.36 ล้านบาท หรือร้อยละ 99.59 ของรายได้รวม และมีรายได้อื่นเท่ากับ 3.26 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 0.41 ของรายได้รวม สำหรับปี 2567 รายได้และกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นจากปี 2566 เนื่องจากบริษัทรับรู้รายได้อย่างต่อเนื่องทั้งโครงการขนาดใหญ่ที่มีอยู่และโครงการใหม่ ตามความก้าวหน้าของโครงการสูงกว่าปีก่อนหน้า            การดำเนินธุรกิจของบริษัทในปี 2567 ยังคงมีอัตราการเติบโตเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ ภายใต้สถานการณ์และการเปลี่ยนแปลงด้านภาวะเศรษฐกิจที่มีทิศทางฟื้นตัวช้า ๆ อย่างค่อยเป็นค่อยไป ด้านภาครัฐได้เร่งผลักดันงบประมาณและกระบวนการประมูลงานโครงการต่าง ๆ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามแผนปฏิบัติการโครงสร้างพื้นฐาน บริษัทฯ ได้ดำเนินกลยุทธ์ที่เหมาะสมต่อสภาวะตลาด ส่งผลให้สามารถรักษาอัตราการเติบโตของรายได้และเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจ จากผลการดำเนินงานที่ดีในปี 2567            บริษัทมีเป้าหมายที่จะรักษาความสำเร็จนี้ในปีต่อ ๆ ไป โดยมุ่งเน้นในการพัฒนาการบริการ การขยายฐานลูกค้า และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เพื่อให้สามารถแข่งขันในตลาดได้อย่างยั่งยืน กลุ่มลูกค้าของบริษัทในปัจจุบันมีทั้งในส่วนของภาครัฐและภาคเอกชนรวมไปถึงรัฐวิสาหกิจ ปัจจัยที่อาจมีผลต่อการดำเนินงานหรือการเติบโตในอนาคต ได้แก่ งบประมาณของภาครัฐชะลอออกไป การส่งมอบพื้นที่ของผู้ว่าจ้างที่ล่าช้ากว่าแผนงาน และผลกระทบด้านอุทกภัยจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ            สำหรับปี 2568 บริษัทฯ มุ่งเน้นการขยายศักยภาพทางธุรกิจโดยพัฒนากระบวนการบริหารต้นทุนให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ลงทุนในเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขัน ขยายฐานลูกค้าและสร้างพันธมิตรทางธุรกิจเพื่อเพิ่มโอกาสในการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ด้วยแนวทางการดำเนินงานดังกล่าว บริษัทฯ มั่นใจว่าจะสามารถสร้างผลประกอบการที่ดีขึ้น และเสริมสร้างความมั่นคงให้กับองค์กรในระยะยาว            พร้อมกันนี้ คณะกรรมการบริษัทมีมติจ่ายปันผลเป็นเงินสดให้กับผู้ถือหุ้น งวดดำเนินงานวันที่ 1 ม.ค. 2567 ถึงวันที่ 31 ธ.ค. 2567 โดยกำหนดรายชื่อผู้มีสิทธิได้รับปันผล (Record date) 6 พ.ค. 2568 และจะขึ้นวันที่ไม่ได้รับสิทธิปันผล (XD) 2 พ.ค. 2568 โดยกำหนดอัตราการจ่ายปันผลเป็นเงินสดที่ 0.0662 บาทต่อหุ้น กำหนดจ่ายปันผลวันที่ 20 พ.ค. 2568

MINTเล็งกำไรปีนี้โต10% โบรกเคาะพื้นฐาน34บาท

MINTเล็งกำไรปีนี้โต10% โบรกเคาะพื้นฐาน34บาท

           หุ้นวิชั่น - บทวิเคราะห์ บล. ดาโอ ยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” MINT และราคาเป้าหมายปี 2025E ที่ 34.00 บาท อิง DCF (WACC ที่ 7%, terminal growth ที่ 2.5%)            โดยมีมุมมองเป็นบวกจากการประชุมนักวิเคราะห์วานนี้จากเป้าหมายการเติบโตทั้งรายได้และกำไรดีกว่าที่เราคาด 1) ปี 2025E คาดรายได้รวมจะโตที่ 6-8% YoY (เราคาด 5%) โดยธุรกิจโรงแรมจะเพิ่มขึ้นได้ 6-8% YoY จากการยังเน้นการปรับค่าห้องพักเพิ่มขึ้น และธุรกิจอาหารจะโต 5-6% YoY จากไทยและจีน            ขณะที่มีการตั้งเป้ากำไรจะโตได้ที่ 15-20% YoY (เราคาด 12%) 2) RevPAR เดือน ม.ค. 25 แบบไม่รวมยุโรป ยังเพิ่มขึ้นได้ดีที่ +12% YoY ส่วนยุโรปแม้ว่าเป็น Low Season แต่ยังเพิ่มขึ้นได้ที่ +5% YoY ด้าน SSSG ของไทยยังทรงตัว YoY 3) ปี 2025E มีแผนที่จะลด Net D/E เหลือ 0.75x จาก 4Q24 ที่ 0.80x โดยจะมีการชำระหนี้คืนในหุ้นกู้ยุโรป และเป็นเป้าที่ไม่รวมการจัดตั้ง REIT ขณะที่คาดว่า REIT น่าจะจัดตั้งเสร็จในช่วงปลายปี 2025E 4) The White Lotus season 3 ส่งผลให้โรมแรมของ MINT ที่สมุยและภูเก็ต มี ADR เพิ่มขึ้นได้ถึง +40%            เรายังคงประมาณการกำไรปกติปี 2025E ที่ 9.2 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น +10% YoY จากการฟื้นตัวในทุกประเทศ โดยเฉพาะที่ไทยและยุโรป ขณะที่เราคาดว่า 1Q25E มีลุ้นจะไม่ขาดทุน (ปกติจะมีผลขาดทุนตลอดในช่วง 1Q) จากดอกเบี้ยจ่ายที่ลดลงและยุโรปยังโต YoY ได้ดี โดยจะฟื้นตัว YoY เพราะเป็น High season ที่ไทยและมัลดีฟส์ แต่จะลดลง QoQ เพราะเป็นช่วง Low season ที่ยุโรปราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้น +22% และ +23% ในช่วง 1 และ 3 เดือนที่ผ่านมาเมื่อเทียบกับ SET จากกำไร 4Q24 ที่ดีกว่าคาดไว้เบื้องต้น ขณะที่มีผลกระทบจากค่าเงินที่ลดลง            ด้าน valuation ยังถูกกว่ากลุ่มฯซื้อขาย 2025E EV/EBITDA ที่ 9x (-2.00SD below 10-yr average EV/EBITDA) ถูกกว่า ERW และ CENTEL ที่ average EV/EBITDA

TU โบรกมองโตต่อ เคาะ ‘ซื้อ’ เป้าที่ 14.90 บ.

TU โบรกมองโตต่อ เคาะ ‘ซื้อ’ เป้าที่ 14.90 บ.

          หุ้นวิชั่น - บล.กรุงศรี มีมุมมอง “Neutral” ต่อกำไรปกติ 4Q24 ของ TU ที่ 1,094 ลบ. (-12%y-y,-25%q-q) ใกล้เคียงกับที่ฝ่ายวิจัยและตลาดคาด สาเหตุหลักกดดันกำไรลดลงจากSG&A/sales เพิ่มขึ้น y-y, q-q          สำหรับโมเมนตั้ม 1Q25F คาดกำไรปกติเพิ่มขึ้นy-y จากฐานต่ำ แต่ลดลง q-q จาก Low season และการเริ่มใช้เกณฑ์ภาษี GMT1ม.ค.25 โดยฝ่ายวิจัยปรับประมาณการกำไรปี 2025F-26F ลดลง -23%/-19% ตามลำดับ จากการปรับสมมติฐาน SG&A/sales และ Effective tax rate เพิ่มขึ้น กระทบ TP ลงมาอยู่ที่ 14.90 บ. (เดิม 19.30 บ.) พร้อมกันนี้มีเงินปันผล 0.35 บ./หุ้น (yield 3%) XD 28 ก.พ. 25 มองราคาที่ลดลงมาในช่วงก่อนหน้า สะท้อนปัจจัยลบไปมาก จึงปรับคำแนะนำเป็น Buy (เดิม Under review) ให้ราคาเป้าหมายที่ 14.90 บ.

PTTGC ไตรมาส 4/67 ขาดทุน1.1 หมื่นล.

PTTGC ไตรมาส 4/67 ขาดทุน1.1 หมื่นล.

                  หุ้นวิชั่น - PTTGC เผยไตรมาส 4/67 ขาดทุนสุทธิรวม 11,738 ล้านบาท ส่วนทั้งปีขาดทุน 29,811 ล้านบาท รายได้ปี 2567 ที่ 604,045 ล้านบาท พร้อมกลยุทธ์ Portfolio Transformation เตรียมงบลงทุน 840 ล้านเหรียญฯ (2568-2572) มุ่งขยายธุรกิจเคมีภัณฑ์และพลังงานใหม่คาดเศรษฐกิจโลกฟื้นตัว ดันความต้องการผลิตภัณฑ์เพิ่ม หนุนการเติบโตอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท อนุมัติการจ่ายปันผลเป็นเงินสด 0.50บาทต่อหุ้น กำหนด วันที่ไม่ได้รับสิทธิปันผล(XD) : 03 มี.ค. 2568 และ กำหนดวันที่จ่ายปันผล วันที่ 24 เม.ย. 2568           นายทิติพงษ์ จุลพรศิริดี รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการเงินและบัญชี บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC เปิดเผยว่า ผลประกอบการไตรมาส 4/2567ในไตรมาส 4/2567 บริษัทฯ มีรายได้จากการขายรวม 132,372 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 11 จากไตรมาส 3/2567 และ ลดลงร้อยละ 18 จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า เนื่องจาก กลุ่มผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีขั้นต้นที่ปรับตัวลดลง จากราคาผลิตภัณฑ์ของ กลุ่มผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมสำเร็จรูปที่ปรับลดลง สอดคล้องกับราคาเฉลี่ยน้ำมันดิบโลกที่ปรับลง และ กลุ่มผลิตภัณฑ์อะโรเมติกส์ที่ราคาปรับตัวลดลงในไตรมาสนี้เป็นสำคัญ           นอกจากนี้ สถานการณ์ราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมียังคงมีความท้าทายจากปัจจัยกดดันทาง เศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัว ทำให้ราคาปิโตรเคมีส่วนใหญ่ยังทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ แม้ว่าจะมีการประกาศ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศจีน ผลประกอบการทางการเงิน           ในไตรมาส 4/2567 บริษัทฯ รายงาน Adjusted EBITDA อยู่ที่ 2,663 ล้านบาท ปรับตัวลดลงจากไตรมาสก่อนหน้าร้อยละ 68 โดยมีปัจจัยหลักจาก ธุรกิจปิโตรเคมีที่ยังคงอ่อนตัวอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ส่งผลต่ออุปสงค์ปลายทางของผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี การเริ่มดำเนินการของกำลังการผลิตใหม่ในตลาด โดยเฉพาะจากประเทศจีน ส่งผลให้ราคาขายเม็ดพลาสติก โพลิเอทิลีนเฉลี่ยปรับตัวลดลง ส่วนต่างราคากลุ่มผลิตภัณฑ์อะโรเมติกส์ปรับตัวลดลง           สำหรับ ธุรกิจโรงกลั่น มี ค่าการกลั่น (GRM) ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อย เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน โดย GRM ในไตรมาส 4/2567 อยู่ที่ 3.7 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล อย่างไรก็ตาม ผลประกอบการของ กลุ่มผลิตภัณฑ์เคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษปรับลดลง เนื่องจากผลกระทบจาก กลุ่มบริษัท Vencorex การปรับลดตามฤดูกาลของธุรกิจอื่นๆ ในช่วงไตรมาส 4 ซึ่งเป็นช่วงวันหยุดยาว โดยเฉพาะใน ทวีปยุโรปและอเมริกา ส่งผลให้ปริมาณการขายของ บริษัท allnex ปรับลดลง ผลกระทบจากต้นทุนวัตถุดิบ           ในไตรมาส 4/2567 บริษัทฯ รับรู้ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการปรับราคาสัญญาซื้อวัตถุดิบอีเทน จาก บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ย้อนหลังตั้งแต่เดือนมกราคม 2567 ตามต้นทุนก๊าซธรรมชาติที่ปรับเพิ่มขึ้น รายการที่ไม่ได้เกิดขึ้นจากการดำเนินงานปกติ • ขาดทุนจากสต๊อกน้ำมัน (Stock loss) และกลับรายการการปรับมูลค่าสินค้าคงเหลือให้เท่ากับมูลค่าสุทธิที่จะได้รับ (NRV Reversal) รวมเป็นกำไร 941 ล้านบาท • กำไรจากตราสารอนุพันธ์เพื่อประกันความเสี่ยงด้านราคา 253 ล้านบาท • ขาดทุนทางบัญชีจากอัตราแลกเปลี่ยนสุทธิและผลขาดทุนจากตราสารอนุพันธ์ทางการเงิน รวมเป็นขาดทุน 1,033 ล้านบาท • รับรู้ส่วนแบ่งขาดทุนจากเงินลงทุนในไตรมาสนี้ จำนวน 725 ล้านบาท โดย ผลการดำเนินงานของบริษัทร่วมทุนในธุรกิจปิโตรเคมียังคงอ่อนตัว โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจโพลิโพรพิลีนเป็นหลัก กลยุทธ์การบริหารจัดการ Portfolio และผลกระทบทางการเงิน           ในไตรมาสนี้ บริษัทฯ ดำเนินยุทธศาสตร์การบริหารจัดการ Portfolio เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจ (Portfolio Transformation) แต่ต้องเผชิญความท้าทายจาก • สภาวะการแข่งขันอุตสาหกรรมที่รุนแรง • การปรับโครงสร้างธุรกิจของกลุ่มบริษัท Vencorex และบริษัท พีทีที อาซาฮี เคมิคอล จำกัด (PTTAC) บริษัทฯ ได้รับรู้ผลขาดทุนจากการด้อยค่าสินทรัพย์ไปในไตรมาส 3 ปี 2567 โดยใน ไตรมาส 4 ปี 2567 บริษัทฯ รับรู้ประมาณการค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม ซึ่งประกอบด้วย: • ประมาณการหนี้สินของค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องในอนาคตของกลุ่มบริษัท Vencorex จำนวน 1,455 ล้านบาท • ประมาณการหนี้สินของค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องในอนาคตของ PTTAC จำนวน 2,836 ล้านบาท ผลขาดทุนสุทธิ           เมื่อรวมปัจจัยทั้งหมดแล้ว บริษัทฯ รายงานผลขาดทุนสุทธิรวม 11,738 ล้านบาท ในไตรมาส 4/2567           ผลประกอบการในปี 2567 บริษัทฯ มีรายได้จากการขายรวม 604,045 ล้านบาท ปรับตัวลดลงร้อยละ 2 โดยมีสาเหตุสำคัญมาจาก รายได้ของกลุ่มผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีขั้นต้นที่ปรับตัวลดลง จากราคาผลิตภัณฑ์ของ กลุ่มผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมสำเร็จรูป และ กลุ่มผลิตภัณฑ์อะโรเมติกส์ที่ลดลง แม้ว่าปริมาณการขายผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีจะเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีขั้นกลาง เนื่องจากในปี 2566 มี การหยุดซ่อมบำรุงตามแผนของโรงโมโนเอทิลีนไกลคอลในช่วงครึ่งปีแรก และโรงงานฟีนอลหน่วยที่ 2           โดยภาพรวมในปี 2567 บริษัทฯ มี Adjusted EBITDA อยู่ที่ 31,766 ล้านบาท ปรับตัวลดลงร้อยละ 17 จากปีก่อนหน้า เนื่องจากผลประกอบการของ กลุ่มผลิตภัณฑ์โรงกลั่นที่อ่อนตัวลงตาม GRM โดย ส่วนต่างราคาน้ำมันดีเซลกับน้ำมันดิบปรับลดลง เป็นหลัก และผลประกอบการของ กลุ่มผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมียังคงได้รับแรงกดดันจากสภาวะเศรษฐกิจที่ยังชะลอตัว ทำให้อุปสงค์ยังคงชะลอตัวและอุปทานของภาคปิโตรเคมีเพิ่มขึ้นในระหว่างปี นอกจากนี้ บริษัทฯ รับรู้ รายการที่ไม่ได้เกิดขึ้นจากการดำเนินงานปกติ ได้แก่           ผลขาดทุนจากสต๊อกน้ำมัน (Stock loss) และรายการขาดทุนจากการปรับมูลค่าสินค้าคงเหลือให้เท่ากับมูลค่าสุทธิที่จะได้รับ (NRV) รวม 2,457 ล้านบาท กำไรทางบัญชีจากอัตราแลกเปลี่ยนและกำไรจากตราสารอนุพันธ์ทางการเงินรวม 383 ล้านบาท           ผลขาดทุนจากเงินลงทุนที่รับรู้ในปีนี้จำนวน 1,462 ล้านบาท โดยขาดทุนเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า เนื่องจาก ผลประกอบการของธุรกิจปิโตรเคมีที่อ่อนตัวลง โดยเฉพาะธุรกิจโพลิไวนิลคลอไรด์ (PVC) ซึ่งได้รับผลกระทบจากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ PVC ที่ลดลงเป็นหลัก กลยุทธ์และการปรับโครงสร้างธุรกิจ           ในปี 2567 บริษัทฯ ได้ดำเนินแนวทางตาม ยุทธศาสตร์การบริหารจัดการ Portfolio ของธุรกิจให้เข้มแข็ง (Portfolio Transformation) เพื่อลดความเสี่ยงและสร้างความสามารถทางการแข่งขันในระยะยาว โดยได้ปรับโครงสร้างธุรกิจของ 2 บริษัทหลัก ได้แก่ 1️กลุ่มบริษัท Vencorex – ผู้ผลิต HDI และ HDI Derivatives ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่บริษัทฯ ถือหุ้นร้อยละ 100 2️ PTTAC – บริษัทในกลุ่มธุรกิจอะคริโลไนไตรล์และเมทิลเมทาคริเลต ซึ่งเป็นบริษัทร่วมค้าที่ยังถือหุ้นร้อยละ 50 • เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2567 Vencorex France และ Vencorex TDI ได้ยื่นคำร้องต่อศาลแพ่ง เมืองลียง ประเทศฝรั่งเศส เพื่อขอเข้าสู่กระบวนการปรับปรุงโครงสร้างทางธุรกิจในชั้นศาลตามกฎหมายของประเทศฝรั่งเศส • เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2567 ศาลแพ่งได้มีคำสั่งรับคำร้องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาเบื้องต้น ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาพิจารณาประมาณ 3-4 เดือน • เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2567 ศาลมีคำสั่งขยายระยะเวลาของกระบวนการดังกล่าวไปจนถึงเดือนมีนาคม 2568 • บริษัทฯ รับรู้ผลขาดทุนจากการด้อยค่าสินทรัพย์ของกลุ่มบริษัท Vencorex และประมาณการหนี้สินสำหรับกระบวนการปรับปรุงโครงสร้างธุรกิจ รวม 10,028 ล้านบาท ปัจจุบัน Vencorex มีความคืบหน้าในการสรรหาผู้ซื้อสินทรัพย์ในฝรั่งเศส ไทย และสหรัฐอเมริกา ซึ่งคาดว่าจะทยอยแล้วเสร็จในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 • เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2567 ที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของ PTTAC มีมติอนุมัติแผนยุติการดำเนินกิจการ ทำให้บริษัทฯ รับรู้ผลขาดทุนตามวิธีส่วนได้ส่วนเสียจาก PTTAC รวม 11,773 ล้านบาท ผลกระทบทางการเงิน           เมื่อรวมปัจจัยทั้งหมด บริษัทฯ รายงาน ขาดทุนสุทธิรวม 29,811 ล้านบาท (-6.62 บาท/หุ้น) ในปี 2567 พิจารณาจาก Adjusted EBITDA ในปี 2567 กลุ่มผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีขั้นต้น มีผลประกอบการลดลงจาก ผลกระทบของ GRM ที่ลดลงมากกว่าครึ่ง จาก 9.4 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลในปี 2566 เป็น 4.7 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลในปี 2567 โดยส่วนใหญ่เป็นผลจาก ส่วนต่างราคาน้ำมันดีเซลกับน้ำมันดิบที่ลดลง กลุ่มผลิตภัณฑ์อะโรเมติกส์ทรงตัว           ผลประกอบการโรงโอเลฟินส์เพิ่มขึ้นอย่างมากจากปีก่อนหน้า ตามทิศทางของ ส่วนต่างผลิตภัณฑ์เอทิลีนและแนฟทาที่เพิ่มขึ้น ในปี 2567 บริษัทฯ มี การหยุดซ่อมบำรุงตามแผนในกลุ่มผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีขั้นต้น ได้แก่โรงงานโอเลฟินส์หน่วยที่ 2/2 ในไตรมาส 1 และไตรมาส 3 กลุ่มผลิตภัณฑ์อื่นๆ           กลุ่มผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีขั้นกลาง มีผลประกอบการดีขึ้นจากปีก่อนหน้าอย่างมาก เนื่องจาก ปริมาณขายรวมที่เพิ่มขึ้นเป็นหลัก หลังจากปี 2566 มีการหยุดซ่อมบำรุงตามแผนของ โรงโมโนเอทิลีนไกลคอลในช่วงครึ่งปีแรก และโรงฟีนอลหน่วยที่ 2           กลุ่มผลิตภัณฑ์โพลิเมอร์และเคมีภัณฑ์ มีผลประกอบการลดลงจากปีก่อนหน้า เนื่องจากส่วนต่างผลิตภัณฑ์เม็ดพลาสติกอ่อนตัวลง แม้ว่าราคาเฉลี่ยของ เม็ดพลาสติกโพลิเอทิลีน (PE) จะปรับเพิ่มขึ้นร้อยละ 4 และ ปริมาณขายรวมเพิ่มขึ้นร้อยละ 2           กลุ่มผลิตภัณฑ์พลาสติกชีวภาพและผลิตภัณฑ์เพื่อความยั่งยืน มีผลประกอบการลดลงจากปีก่อนหน้า เนื่องจากปริมาณขายของผลิตภัณฑ์เมทิลเอสเทอร์ลดลงร้อยละ 10 โดยภาครัฐมีการปรับนโยบายลด ส่วนผสมไบโอดีเซลจาก B7 เป็น B5 ตั้งแต่วันที่ 21 พฤศจิกายน 2567 เป็นต้นไป           กลุ่มผลิตภัณฑ์เคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษ มีผลประกอบการลดลงจากปีก่อนหน้า เนื่องจาก Vencorex ได้รับแรงกดดันจากราคาผลิตภัณฑ์ที่แข่งขันสูง รวมถึงอุปสงค์ของลูกค้าที่ชะลอตัวลง ขณะที่ allnex มีผลประกอบการเพิ่มขึ้นร้อยละ 10 จากปีก่อนหน้า จากปริมาณขายที่เติบโตใน ภูมิภาคเอเชียเป็นหลัก           แนวโน้มเศรษฐกิจโลกในปี 2568 แนวโน้มเศรษฐกิจโลกในปี 2568 มีแนวโน้มเติบโตในระดับคงที่ โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจโลกจะเติบโตในระดับร้อยละ 3.2 เช่นเดียวกับในปี 2567 (IMF ตุลาคม 2567) โดยมีแนวโน้มค่อยๆ ฟื้นตัว มีปัจจัยสนับสนุนจากการลดลงของเงินเฟ้อ การฟื้นตัวของภาคการผลิตและการขนส่งในบางภูมิภาค รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากหลายประเทศทั่วโลก ทำให้การบริโภคและการลงทุนฟื้นตัวได้ดีขึ้น ช่วยลดแรงกดดันต่อผู้บริโภคและภาคธุรกิจ ซึ่งจะช่วยสนับสนุนภาคเศรษฐกิจโดยรวมให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง           อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยเสี่ยงหลายประการ ทั้งในด้านเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศจากความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ รวมถึงนโยบายของประธานาธิบดีทรัมป์หลังเข้ารับตำแหน่งที่อาจส่งผลต่อนโยบายกีดกันทางการค้าที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้เกิดความเสี่ยงต่อห่วงโซ่อุปทานโลกและสร้างแรงกดดันต่อภาคธุรกิจโดยรวม กลุ่มผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีขั้นต้น           บริษัทฯ คาดการณ์แนวโน้มราคาน้ำมันดิบดูไบในปี 2568 อยู่ที่เฉลี่ย 73-78 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล โดยความต้องการน้ำมันดิบจะมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นเล็กน้อยจากปี 2567 เนื่องจากคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจโลกจะค่อยๆ ฟื้นตัวจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และการปรับลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางทั่วโลก ส่งผลต่อความต้องการใช้น้ำมันปรับตัวสูงขึ้น           อย่างไรก็ตาม นโยบายการเร่งพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานทางเลือกและการใช้พลังงานหมุนเวียนในหลายประเทศยังเป็นปัจจัยกดดันราคาน้ำมันดิบ ด้านอุปทานน้ำมันดิบกลุ่มโอเปกพลัสเพื่อรักษาสมดุลของตลาด ในขณะที่กำลังการผลิตน้ำมันดิบที่เติบโตเพิ่มขึ้นจากประเทศนอกกลุ่มโอเปก เช่น ประเทศสหรัฐอเมริกา แคนาดา บราซิล และกายอานา จะช่วยลดความตึงตัวของอุปทานในตลาดลง           สำหรับผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมของโรงกลั่น บริษัทฯ คาดว่าสถานการณ์ราคาและส่วนต่างราคาของผลิตภัณฑ์ในปี 2568 มีแนวโน้มอ่อนตัวลงจากปี 2567 เนื่องจากอุปทานผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากกำลังการผลิตโรงกลั่นใหม่ในเอเชีย โดยเฉพาะประเทศจีนและอินเดีย ด้านอุปสงค์คาดการณ์ว่าจะได้รับปัจจัยสนับสนุนจากปัจจัยทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศจีนจะช่วยสนับสนุนในอุตสาหกรรมก่อสร้าง และส่งผลให้ความต้องการใช้น้ำมันเพิ่มขึ้น           บริษัทฯ คาดการณ์ว่าส่วนต่างราคาน้ำมันดีเซล (10 ppm) กับน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยจะอยู่ที่ 14-17 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ส่วนต่างราคาน้ำมันเตากำมะถันต่ำ (Low Sulfur Fuel Oil: LSFO) กับน้ำมันดิบดูไบจะอยู่ที่ 9-12 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ส่วนต่างราคาน้ำมันแก๊สโซลีนกับน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยจะอยู่ที่ 11-15 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล           ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้ดำเนินการยังคงบริหารจัดการรูปแบบการผลิต และสัญญาขายเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง รวมถึงติดตามสถานการณ์ตลาดอย่างใกล้ชิดเพื่อบริหารจัดการการจัดหาน้ำมันดิบในการผลิตและส่วนต่างราคาของผลิตภัณฑ์ให้มีความเหมาะสม โดยบริษัทฯ คาดการณ์อัตราการใช้กำลังการผลิตของโรงกลั่นในปี 2568 อยู่ที่ร้อยละ 91 กลุ่มผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีขั้นกลาง           แนวโน้มสถานการณ์ตลาดผลิตภัณฑ์ฟีนอลในปี 2568 บริษัทฯ คาดว่าส่วนต่างของผลิตภัณฑ์ฟีนอล (P2F) จะอยู่ที่ 230-250 เหรียญสหรัฐฯ ต่อตัน ใกล้เคียงกับปี 2567 อุปสงค์ของผลิตภัณฑ์ฟีนอล อะซิโทน และบิสฟีนอลเอ ยังคงมีปัจจัยกดดันจากสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ยังคงชะลอตัว และจะค่อยๆ มีทิศทางดีขึ้น ในส่วนของอุปทานกำลังการผลิตใหม่ในประเทศจีนยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องแม้จะมีผู้ผลิตบิสฟีนอลเอในญี่ปุ่นประกาศปิดกิจการไป           สำหรับแนวโน้มสถานการณ์ตลาดของผลิตภัณฑ์โมโนเอทิลีนไกลคอล (MEG) บริษัทฯ คาดว่าราคา MEG จะอยู่ที่ 510-540 เหรียญสหรัฐฯ ต่อตัน คาดว่าจะยังคงมีปัจจัยกดดัน ทั้งจากทางด้านอุปสงค์ที่ยังคาดว่าจะฟื้นตัวอย่างช้าๆ อีกทั้งยังมีหน่วยการผลิตใหม่เพิ่มขึ้นในปี 2568 ซึ่งยังเป็นปัจจัยหลักที่กดดันราคา กลุ่มผลิตภัณฑ์โพลิเมอร์และเคมีภัณฑ์           แนวโน้มสถานการณ์ตลาดเม็ดพลาสติกโพลิเอทิลีนในปี 2568 บริษัทฯ คาดว่าราคาเฉลี่ยเม็ดพลาสติก HDPE จะเฉลี่ยอยู่ที่ 980 – 1,010 เหรียญสหรัฐฯ ต่อตัน โดยปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากปี 2567 คาดการณ์ปริมาณความต้องการผลิตภัณฑ์จะฟื้นตัวจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ นำโดยประเทศกลุ่มเศรษฐกิจขนาดใหญ่อย่างประเทศสหรัฐอเมริกา และจีน           อย่างไรก็ตาม ตลาดยังคงมีความผันผวนและถูกกดดันจากสภาวะเศรษฐกิจถดถอย ปัจจัยเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ และกำลังการผลิตใหม่ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะในประเทศจีน ด้านอุปสงค์คาดว่าความต้องการผลิตภัณฑ์จะปรับตัวเพิ่มขึ้นได้รับปัจจัยสนับสนุนจากมาตรการทางเศรษฐกิจต่างๆ ทั้งนี้ บริษัทฯ คาดการณ์อัตราการใช้กำลังการผลิตของโรงโพลิเอทิลีนในปี 2568 อยู่ที่ร้อยละ 107 กลุ่มผลิตภัณฑ์เคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษ           คาดการณ์ว่าความต้องการของผลิตภัณฑ์กลุ่มสารเคลือบผิวอุตสาหกรรม (Coating Resin) มีแนวโน้มดีขึ้นเมื่อเทียบกับปี 2567 จากการเติบโตของความต้องการของผลิตภัณฑ์ในกลุ่มนี้จะยังคงสูงกว่าการเติบโตของ GDP โดยรวม เนื่องจากสัญญาณบวกของการฟื้นตัวในอุตสาหกรรมปลายทาง เช่น กลุ่มยานยนต์ เป็นต้น อย่างไรก็ดี คาดการณ์ว่าจะเห็นการแข่งขันด้านราคามากขึ้น โดยเฉพาะจากกำลังการผลิตใหม่           ประมาณการงบลงทุนในช่วง 5 ปี (2568-2572) ของกลุ่มบริษัท จำนวนรวม 840 ล้านเหรียญฯ แบ่งเป็น 1.งบลงทุนของบริษัทฯ และบริษัทย่อย (ไม่รวม allnex)   ที่ 183 ล้านเหรียญฯ  ประกอบด้วยปี 2568  จำนวน 163  ล้านเหรียญฯ, ปี 2569 จำนวน 20 ล้านเหรียญฯ 2.งบลงทุนบริษัท Allnex  จำนวนรวม 657 ล้านเหรียญฯ  ประกอบด้วย ปี 2568 จำนวน 126 ล้านเหรียญฯ, ปี 2569 จำนวน 141 ล้านเหรียญฯ, ปี 2570 จำนวน 160 ล้านเหรียญฯ, ปี 2571 จำนวน 138 ล้านเหรียญฯ  และปี 2572 จำนวน 92 ล้านเหรียญฯ           ทั้งนี้ยังงบลงทุนที่ยังไม่ได้นับรวม ได้แก่ งบซ่อมบำรุงประจำปีประมาณ 400 ล้านเหรียญฯ (รวมบริษัท allnex Holding GmbH) , งบลงทุน เช่น โครงการเกี่ยวกับไอที & ดิจิทัล, โครงการปรับปรุงอาคารสำนักงาน, โครงการปรับปรุงประสิทธิภาพกระบวนการผลิต เป็นต้น, งบลงทุนสำหรับการขยายธุรกิจของ Allnex รวมถึงโครงการที่ได้รับอนุมัติแล้วและโครงการลงทุนที่ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาแต่ไม่รวมโครงการ M&A ขนาดใหญ่ และสมมติฐานอัตราแลกเปลี่ยนสกุลเหรียญสหรัฐต่อสกุลยูโรอยู่ที่ 1.12 สำหรับงบลงทุนของบริษัท allnex

TASCO กำไรปี67 ลดลงเหลือ1,417ล. ยอดยางมะตอยชะลอตัว

TASCO กำไรปี67 ลดลงเหลือ1,417ล. ยอดยางมะตอยชะลอตัว

          หุ้นวิชั่น - ทีมข่าวหุ้นวิชั่น รายงาน TASCO ประกาศงบปี 67 กำไรลดลงเหลือ 1,417 ล้านบาท จากปี 66 ที่ 2,306 ล้านบาท ส่วนรายได้รวมที่ 28,220 ล้านบาท เผยเหตุยอดลดเกิดจากความล่าช้างบประมาณภาครัฐในการสร้างและซ่อมบำรุงถนน           นายชัยวัฒน์ ศรีวรรณวัฒน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทิปโก้แอสฟัลท์ จำกัด (มหาชน) หรือ TASCO ขอรายงานผลการดำเนินงานของบริษัทฯ และบริษัทย่อย ประจำปี 2567 ตามงบการเงินรวมที่ได้รับการตรวจสอบแล้วสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2567 ภาพรวมธุรกิจ           ความต้องการยางมะตอยในตลาดประเทศไทยซึ่งเป็นตลาดหลักของบริษัทฯ ได้ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในไตรมาส 3 หลังจากที่รัฐบาลได้อนุมัติงบประมาณปี 2567 ในปลายเดือนเมษายน ซึ่งล่าช้าไป 7 เดือนจากกรอบการอนุมัติเบิกจ่ายปกติ ความต้องการตลาดยางมะตอยในภูมิภาคปรับตัวเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ในบางประเทศหลัก เช่น อินโดนีเซีย ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ อย่างไรก็ตาม ราคายางมะตอยอ้างอิงภูมิภาคเฉลี่ยลดลงร้อยละ 9.5 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า การลดลงของราคานี้เกิดจากความล่าช้าในงบประมาณภาครัฐในการสร้างและซ่อมบำรุงถนนในหลายประเทศหลัก รวมถึงการเพิ่มขึ้นของปริมาณการนำเข้ายางมะตอยราคาถูกจากภูมิภาคตะวันออกกลางเป็นจำนวนมาก ผลการดำเนินงานไตรมาส 4           สำหรับไตรมาส 4 บริษัทฯ มีรายได้รวม 7,824 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 576 ล้านบาท เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสเดียวกันปี 2566 บริษัทฯ มีรายได้รวม 6,916 ล้านบาท และกำไรสุทธิที่ 232 ล้านบาท โดยการเพิ่มขึ้นดังกล่าวมีสาเหตุหลักจากความต้องการยางมะตอยภายในประเทศไทยที่ยังคงต่อเนื่องจากไตรมาส 3 ตามที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น ผลการดำเนินงานประจำปี 2567           สำหรับผลการดำเนินงานประจำปี 2567 บริษัทฯ มีรายได้รวม 28,220 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 1,417 ล้านบาท เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2566 บริษัทฯ มีรายได้รวม 31,352 ล้านบาท และกำไรสุทธิที่จำนวน 2,306 ล้านบาท กำไรที่ลดลงส่วนใหญ่เกิดจากการลดลงของราคาขายและอัตรากำไรขั้นต้นของธุรกิจยางมะตอยในประเทศไทยในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ ซึ่งเป็นผลจากการอนุมัติงบประมาณล่าช้า ธุรกิจยางมะตอย           รายได้จากการขายและบริการ มีจำนวน 25,797 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 6.55 เมื่อเปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมา โดยมีสาเหตุมาจากปริมาณการขายที่ลดลงของตลาดต่างประเทศ โดยกลุ่มบริษัทฯ ยังคงใช้กลยุทธ์การขายแบบเลือกตลาดที่ให้กำไรสูง อย่างไรก็ตาม ปริมาณการขายในตลาดในประเทศเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะในช่วงครึ่งหลังของปี ซึ่งเป็นผลมาจากความต้องการยางมะตอยที่เพิ่มขึ้นในไตรมาสที่ 3 จากการอนุมัติงบประมาณปี 2567 ที่ล่าช้าของรัฐบาล           ต้นทุนขายและบริการ มีจำนวน 22,743 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 88.16 (ร้อยละ 85.96 ในปี 2566) ของรายได้จากการขายและบริการ ต้นทุนขายดังกล่าวเป็นยอดที่ไม่ได้รวมผลกระทบจากการกลับรายการสำรองค่าความเสี่ยงในมูลค่าของสินค้าคงเหลือและกำไรจากการทำสัญญาป้องกันความเสี่ยงจากราคาสินค้า อัตรากำไรขั้นต้นที่ลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อนเนื่องมาจากความต้องการยางมะตอยที่ลดลงในตลาดในประเทศในช่วงครึ่งปีแรก และราคายางมะตอยในประเทศลดลงอย่างเป็นสำคัญในช่วงเวลาเดียวกัน นอกจากนี้ บางประเทศในภูมิภาคได้รับผลกระทบจากการนำเข้ายางมะตอยจากภูมิภาคตะวันออกกลาง ส่งผลให้บริษัทย่อยในต่างประเทศที่เป็นตลาดหลักเผชิญกับการแข่งขันของสินค้าราคาถูก ทั้งนี้ บริษัทฯ มีกาการกลับรายการสำรองค่าความเสี่ยงในมูลค่าของสินค้าคงเหลือจำนวน 13 ล้านบาท และมีกำไรจากการทำสัญญาป้องกันความเสี่ยงจากราคาสินค้าจำนวน 23 ล้านบาทในปี 2567 ธุรกิจก่อสร้าง           รายได้จากธุรกิจก่อสร้าง มีจำนวน 2,167 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 38.11 เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา โดยมีสาเหตุหลักมาจากการลดลงของรายได้จากโครงการก่อสร้างทางวิ่งที่ 3 สนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งอยู่ในช่วงท้ายของโครงการ อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ สามารถส่งมอบงานโครงการก่อสร้างทางวิ่งที่ 3 นี้ให้กับบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) แล้วบางส่วนในเดือนพฤศจิกายน 2567           ต้นทุนของธุรกิจก่อสร้าง มีจำนวน 2,121 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 97.88 ของรายได้จากธุรกิจก่อสร้าง เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 95.38 ในปี 2566 กำไรขั้นต้นที่ลดลงเนื่องมาจากปริมาณงานที่ลดลงในขณะที่มีต้นทุนคงที่บางส่วน

GDP ไทยปี67 โต2.5% โตต่ำคาด แนะนำหุ้นพื้นฐานดี ราคาถูกลงเยอะ CPALL, BDMS, IVL, SCGP, MINT, LH, HMPRO, AP

GDP ไทยปี67 โต2.5% โตต่ำคาด แนะนำหุ้นพื้นฐานดี ราคาถูกลงเยอะ CPALL, BDMS, IVL, SCGP, MINT, LH, HMPRO, AP

         หุ้นวิชั่น - GDP ไทย 4Q67 +3.2%YoY (ต่ำกว่าตลาดคาดที่ 3.8%YoY) และ +0.4%QoQ (ต่ำกว่าตลาดคาดที่ 0.5%QoQ) ทำให้ตลอดทั้งปี 2567 ขยายตัว +2.5%YoY (ต่ำกว่าตลาดคาดที่ 2.7%YoY) เศรษฐกิจไทยปี 2567 เร่งตัวจากปี 2566 โดยมีแรงหนุนเด่นๆ มาจากการบริโภคภาคเอกชน (+4.4%YoY), การลงทุนภาครัฐ (+4.8%YoY), การใช้จ่ายภาครัฐ (+2.5%YoY), การส่งออก (+6.3%YoY) ขณะที่การลงทุนเอกชนหดตัว (-1.6%YOY) สศช. คาดการณ์เศรษฐกิจในปี 2568 ขยายตัว 2.8% (2.3 – 3.3%) ประเมินปัจจัยหนุนมาจากการบริโภคภาครัฐ-เอกชนเพิ่มขึ้น บวกกับการท่องเที่ยวฟื้นตัว และการส่งออกสินค้าขยายตัว เศรษฐกิจบ้านเราที่ขยายตัวต่ำกว่าคาด ขณะที่ระยะถัดไป GDP ไทย มีโอกาสเปิด Downside จากนโยบายตั้งกำแพงภาษีสหรัฐฯ อาจเป็น Sentiment กดดันตลาดหุ้นได้ อย่างไรก็ตาม ยังคาดหวังแรงกระตุ้นจากมาตรการภาครัฐเพิ่มเติม และการใช้นโยบายการเงินผ่อนคลายมากขึ้น ผ่านการลดดอกเบี้ย         แนะนำหุ้นพื้นฐานดี ราคาถูกลงเยอะ CPALL, BDMS, IVL, SCGP, MINT, LH, HMPRO, AP

IPhone SE ใหม่ จ่อเปิดตัว 19 ก.พ.นี้ หุ้นไหนรับทรัพย์ เช็กเลย!

IPhone SE ใหม่ จ่อเปิดตัว 19 ก.พ.นี้ หุ้นไหนรับทรัพย์ เช็กเลย!

          หุ้นวิชั่น - ทีมข่าวหุ้นวิชั่น รายงาน บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) (KSS) Bloomberg เผย Tim cook โพสข้อความลงใน X จะเป็นการเปิดตัว IPhone SE รุ่นใหม่ คือ SE 4 (หรือ iPhone 16E หรือ iPhone รุ่นประหยัดที่สุดของ Apple 19 ก.พ.2025 ดีไซน์เหมือน iPhone 14 หน้าจอ LTPS OLED ขนาด 6.06 นิ้ว ความละเอียด FHD+ ที่มีรีเฟรชเรต 60Hzและมีรอยบากส าหรับ Face ID กับกล้องหน้า ส่วนด้านหลังจะมีกล้องเพียงตัวเดียว ซึ่งอาจเป็นกล้องตัวเดียวกับที่ใช้ใน iPhone 16 รองรับฟีเจอร์ AI KSS มองการเปิดตัวสินค้าใหม่ IPhone SE จะเป็นบวกต่อหุ้นที่เน้นขาย Iphone อาทิ COM7, CPW, JMART

MINT โกยกำไร Q4 ที่ 3.6 พันลบ. ปีนี้โรงแรมหนุน โบรกแนะซื้อเป้า 36 บาท

MINT โกยกำไร Q4 ที่ 3.6 พันลบ. ปีนี้โรงแรมหนุน โบรกแนะซื้อเป้า 36 บาท

          หุ้นวิชั่น - ทีมข่าวหุ้นวิชั่นรายงาน บล. หยวนต้า ระบุ MINT รายงานกำไรสุทธิ 4Q24 ที่ 3.6 พันลบ. หากตัดรายการพิเศษ ได้แก่ กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนและตราสารอนุพันธ์ และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวรวม 0.8 พันลบ. กำไรปกติจะอยู่ที่ 2.9 พันลบ. (+9% QoQ, +15% YoY) ออกมาใกล้เคียงที่เราและตลาดคาด           ► รายได้ธุรกิจโรงแรมอยู่ที่ 3.1 หมื่นลบ. (-2% QoQ, +5% YoY) รายงาน RevPar เฉลี่ยที่ 3.9 พันบาท/คืน ลดลง 1% QoQ แต่เติบโต 3% YoY หนุนจากตลาดไทย +14% YoY, ยุโรป +8% YoY และมัลดีฟส์ +15% YoY (ผลกระทบ THB/USD และ THB/EUR ที่แข็งค่า YoY ทำให้รายได้เติบโตไม่มากเมื่อแปลงเป็นเงินบาท) ขณะที่ตลาดออสเตรเลีย RevPar ทรงตัว YoY           ► NHHOTEL (กลุ่มโรงแรมในยุโรป) รายงานกำไรปกติ 4Q24 ที่ 66 ล้านยูโร (ราว 2.5 พันลบ.) RevPar เติบโต 6% YoY ได้จากฐานสูง หนุนจาก ADR +4% YoY ขณะที่ Occ. Rate อยู่ในระดับสูงที่ 70% เพิ่มขึ้นจาก 68% ในปีก่อน ทำให้กำไรปกติของ NHHOTEL เติบโตเด่น 132% YoY จากรายได้, การทำกำไรที่ดีขึ้น รวมถึงมีการใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีของโรงแรมในสเปน           ► รายได้ธุรกิจอาหารอยู่ที่ 7.6 พันลบ. (+2% QoQ, +4% YoY) ยอดขายเติบโตจากการขยายสาขาในไทยเป็นหลัก เนื่องจาก SSSG เฉลี่ยทั้งกลุ่ม -0.5% YoY (ธุรกิจในไทย +1.5% YoY, ออสเตรเลีย -1.2% YoY ขณะที่จีน -10.9% YoY แต่ติดลบน้อยลงเทียบ -20% YoY ใน 3Q24)           ► ด้านต้นทุน EBITDA Margin ของธุรกิจโรงแรมอยู่ที่ 27.1% ลดลง 660bps YoY เป็นผลจากการปรับปรุงบัญชีใน 4Q23 หากหักรายการดังกล่าวออก อัตราการทำกำไรจะทรงตัว YoY ขณะที่ธุรกิจร้านอาหาร EBITDA Margin อยู่ที่ 22.6% เพิ่มขึ้น 110bps YoY หนุนจากการประหยัดต่อขนาดและการบริหารต้นทุนที่มีประสิทธิภาพของพอร์ตในไทย           ► ต้นทุนการเงินอยู่ที่ 2.6 พันลบ. (-18% QoQ, -13% YoY) ลดลงทั้ง QoQ และ YoY ผลบวกจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายสกุลเงิน EUR, THB รวมถึงมีการลดหนี้สินก่อนครบกำหนด จากงบดุลสะท้อนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยจ่าย ณ สิ้นปี 2024 ลดลงราว 1.0 หมื่นลบ. เมื่อเทียบกับ ณ สิ้นปี 2023 ทำให้ Net IBD/E ลงเป็น 0.8x ได้ตามเป้าหมายของบริษัท           ► ทั้งปี 2024 กำไรปกติอยู่ที่ 8.4 พันลบ. (+18% YoY) ดีกว่าคาดการณ์ของเราเล็กน้อย 4% Our Take           ► ภาพรวมยอดจองใน 1Q25 สะท้อนว่ารายได้ธุรกิจกลุ่มโรงแรมในยุโรปยังเติบโตดี 5% YoY โรงแรมในไทย +9% YoY ดังนั้นเราคาดผลขาดทุนปกติ 1Q25 จะลดลง YoY หรือมีโอกาสคืนทุนได้ หนุนจากการเติบโตของรายได้ และดอกเบี้ยจ่ายที่ลดลงหลังบริษัทคืนหนี้ไปมากในช่วงปลาย 4Q24 อย่างไรก็ดี ผลประกอบการเทียบ QoQ เราคาดอ่อนแอลงอย่างมีนัยสำคัญ กดดันจากกลุ่มโรงแรมในยุโรปเข้าสู่ช่วง Low Season เต็มไตรมาส           ► เราคงประมาณการปี 2025 คาดกำไรปกติที่ 9.5 พันลบ. (+13% YoY) และคงคำแนะนำ “ซื้อ” อิงราคาเหมาะสม 36.00 บาทต่อหุ้น (อิง EV/EBITDA ที่ 7 เท่า หรือเทียบเท่า -0.75SD ของค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปีช่วง Pre COVID-19)           ► บริษัทจะจัดประชุมนักวิเคราะห์ในวันนี้ (17 ก.พ.) ผู้บริหารจะแถลงแผนการดำเนินธุรกิจ, เป้าหมายการเติบโตของผลประกอบการ, ความคืบหน้าการจัดตั้งกอง REIT และแผนการลดภาระหนี้สิน เรามองเป็น Catalyst ช่วยหนุนให้ราคาหุ้นฟื้นตัวในระยะถัดไป           ► ความเสี่ยงสำคัญ: นักท่องเที่ยวต่ำกว่าคาดการณ์, เศรษฐกิจถดถอยรุนแรงทั่วโลก, ภาวะสงค

MEDEZE คาดกำไรปี 68-69 โต 25% ธนาคารแช่แข็งเซลล์รากผมหนุน

MEDEZE คาดกำไรปี 68-69 โต 25% ธนาคารแช่แข็งเซลล์รากผมหนุน

           หุ้นวิชั่น - ทีมข่าวหุ้นวิชั่นรายงาน บล. หยวนต้า ระบุว่า MEDEZE จัดงานแถลงข่าวเปิดตัว “MEDEZE Hair Renaissance” ธนาคารแช่แข็งเซลล์รากผมแห่งแรกในเอเชีย ที่ให้บริการตรวจวิเคราะห์ คัดแยก เพาะเลี้ยง และรับฝากเซลล์รากผม ด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัยที่สุด ในการเก็บเซลล์รากผมในช่วงที่แข็งแรงและสมบูรณ์ที่สุด สามารถรองรับการเก็บเซลล์ในบุคคลทุกช่วงวัย สามารถเก็บเซลล์ไว้ใช้ในอนาคตได้ โดยใช้เทคโนโลยี Cryopreservation ในการแช่แข็งเซลล์รากผมที่อุณหภูมิ -196 องศาเซลเซียส ปราศจากการปนเปื้อน พร้อมระบบความปลอดภัยสูง และการตรวจสอบคุณภาพอย่างเข้มงวด ใช้เส้นผมเพียง 50 เส้น สามารถเพิ่มจำนวนเซลล์ได้ถึง 50 ล้านเซลล์ เพื่อรักษาคุณภาพและความสามารถในการเจริญเติบโตของเซลล์            ► สำหรับธุรกิจ MEDEZE Hair Renaissance บริษัทตั้งเป้าให้บริการลูกค้า 500 เคส ภายในปี 2025 และเพิ่มเป็น 5,000 เคส ภายในปี 2030 Our Take            ► เรามีมุมมองเป็นบวกต่อการเปิดตัว “MEDEZE Hair Renaissance” ซึ่งถือว่าเป็นไปตามแผนที่บริษัทได้แจ้งไว้ในตอนระดมทุนจากการเสนอขายหุ้นให้ประชาชน (IPO) ที่จะช่วยขยายฐานรายได้และลูกค้ากลุ่มใหม่มากขึ้น            ► ด้านแนวโน้มผลประกอบการยังคงเติบโตดีต่อเนื่อง YoY ใน 4Q24 เราคงประมาณการกำไรปี 2024 ที่ 332 ล้านบาท (+39%YoY) ปัจจัยหลักจากการเติบโตของธุรกิจ Stem Cells จากการบริการรับฝากเซลล์และเพิ่มจำนวนเซลล์ต้นกำเนิดจากเนื้อเยื่อสายสะดือ และรายได้จากการเพิ่มจำนวนเซลล์เนื้อเยื่อไขมันเพิ่มขึ้น จากการขยายขนาดทีมขายของกลุ่มบริษัทฯ ทำให้สามารถเข้าถึงฐานลูกค้าเพิ่มมากขึ้น ประกอบกับรายได้จากบริการทดสอบศักยภาพ NK Cells เพิ่มขึ้นจากการเพิ่มจำนวนตัวแทนการให้บริการทั้ง Dealer และ Agent            ► คาดกำไรปี 2025-2026 เติบโตเฉลี่ย 25% โดยมีปัจจัยสนับสนุนจาก 1. การเติบโตจาก Organic Growth ราว 20% รับผลบวกจากการเติบโตของธุรกิจตรวจวิเคราะห์ คัดแยก เพาะเลี้ยง และรับฝากเซลล์ต้นกำเนิด (Stem Cells) 2. เติบโตจากการขยายธุรกิจใหม่ MEDEZE Hair Renaissance ธนาคารแช่แข็งเซลล์รากผมแห่งแรกในเอเชีย            ► คงคำแนะนำ “ซื้อ” เรามองว่าราคาปรับลดลงสะท้อนปัจจัยลบไปแล้ว ประเด็นที่ธุรกิจ Stem Cells เคยถูกโจมตี ทางแพทยสภาได้ให้การยอมรับแล้ว ขณะที่ทางรัฐบาลให้การสนับสนุน จากการประชุมวงการแพทย์และสาธารณสุข ได้จัดให้อยู่ในกลุ่มนวัตกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ด้านผลประกอบการยังทำสถิติสูงสุดต่อเนื่อง เราคงมูลค่าพื้นฐานปี 2025 ที่ 12.60 บาท

AU ขนมหวานซ่อนมูลค่า โกลเบล็กแนะ

AU ขนมหวานซ่อนมูลค่า โกลเบล็กแนะ "ซื้อ" อัพไซต์ 60%

          หุ้นวิชั่น - ทีมข่าวหุ้นวิชั่น รายงาน บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด ระบุถึง AU ว่า "ซื้อ" (ราคาเหมาะสม 13.50 บาท) มีอัพไซต์ 60% แนวโน้มกำไร 4Q67 อาจต่ำกว่าที่คาดไว้เดิม แต่อมองบวกต่อแนวโน้มปี 68           • คาดแนวโน้มกำไร 4Q67 คงเติบโตต่อเนื่อง YoY แต่อาจทรงตัว QoQ (จากเดิมคาดโต QoQ) โดยแม้เข้าสู่ High Season ของธุรกิจ แต่คาดจะได้รับผลกระทบจากฝนตกหนักในโซนภาคเหนือและภาคใต้ อย่างไรก็ตาม คาดยังคงเติบโต YoY จากการขยายสาขาใหม่ต่อเนื่องสู่ 63 แห่ง (+3 แห่ง YoY +2 แห่ง QoQ) รวมทั้งการเริ่มวางขายสินค้าใน 7-Eleven เมื่อช่วง ก.ค. 67 โดยเดิมเราประมาณการกำไรปี 67 ราว 296 ลบ. +66% YoY (9M67 คิดเป็น 71%) ซึ่งอาจมี Downside Risk จากประมาณการดังกล่าว (คาดประกาศงบ 4Q67 วันที่ 24 ก.พ. 68)           • ความเห็น : ฝ่ายวิเคราะห์มองเป็นกลางต่อแนวโน้ม 4Q67 ที่อาจต่ำกว่าที่คาดไว้เดิม แต่ยังคงมองบวกต่อแนวโน้มปี 68 ที่คาดจะเติบโตต่อเนื่อง โดยผู้บริหารตั้งเป้ารายได้ปี 68 เติบโตราว 25-30% ซึ่งมีความกระตือรือร้นกว่าที่ฝ่ายวิเคราะห์คาดว่าจะเติบโตประมาณ 10-15% โดยคาดจะเติบโตดีตั้งแต่ 1Q68 เป็นต้นไป โดยมีเหตุผลสนับสนุนคือ 1) ผลิตภัณฑ์ใหม่ "ขนมปังคัสตาร์ดไข่เค็มหน้าฝอยทอง" ที่เพิ่งออกมีกระแสดี 2) เพิ่งรองรับสิทธิ์ Easy E-Receipt ได้เป็นปีแรก 3) โรงงานสำหรับผลิตสินค้าเพื่อส่งร้าน 7-Eleven เสร็จแล้ว และยังมีแผน OEM หรือร่วมมือกับพาร์ทเนอร์เพื่อส่งสินค้าเข้าสู่ร้าน 7-Eleven เพิ่มเติม 4) ขยายสาขา After You อีก 8-10 แห่ง และ 5) แผนขยายแฟรนไชส์ไปยังต่างประเทศอีก 2 แห่ง ทั้งนี้คงประมาณการกำไรปี 68 ราว 332 ลบ. +15% YoY และราคาเหมาะสม 13.50 บาท มีอัพไซต์ 60% แนะนำ "ซื้อ"

คัด 8 หุ้น Laggard คาดดัชนี้ SET ผันผวน

คัด 8 หุ้น Laggard คาดดัชนี้ SET ผันผวน

          หุ้นวิชั่น  - บล.เอเซียพลัส ประเมินดัชนีดูผันผวน แต่..หุ้นรายตัวมีโอกาสฟื้นในวันศุกร์ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลง -12 จุด มาอยู่ที่ 1272 จุด โดยหลักถูกกดดันจาก 2 บริษัท ถึง 11 จุด จาก AOT -8.56 จุด และ DELTA -2.5 จุด ความผันผวนจากทั้ง 2 บริษัทยังมีต่อในวันนี้จาก DELTA กำไรต่ำคาด -60% และ AOT กังวลประเด็นลูกหนี้ขยาย ระยะเวลาในการชำระ ประเมินทุกๆ การเปลี่ยนแปลง 1 บาท ของ AOT กดดัน SET -1.15 จุด กดดัน SET50 -1 จุดและทุกๆ การเปลี่ยนแปลง DELTA กดดัน SET -1 จุด กดดัน SET50 -0.9 จุด           แม้ดัชนี SET Index จะผันผวน แต่หากลงรายละเอียดเป็นรายหุ้นผ่าน AD Line พบว่า เริ่มมีจำนวนหุ้นที่ปรับตัวลงน้อยลง (ลงกระจุก) และจำนวนหุ้นที่ปรับตัวขึ้นมากขึ้น (ขึ้นกระจายตัวมากขึ้น) ขณะเดียวกันต่างชาติเริ่มเข้ามาลงทุนในตลาดการเงินไทยมากขึ้น โดยซื้อสุทธิทุกตลาดในเดือน ก.พ. (mtd) เริ่มจากต่างชาติซื้อสุทธิหุ้นไทย 1.4 พันล้านบาท (mtd) , ซื้อสุทธิตราสารหนี้ไทย 5.6 พันล้านบาท (mtd), ซื้อสุทธิ SET50Futures 75,769 สัญญา ตรงกันข้ามกับสถาบันในประเทศ ขายสุทธิหุ้นไทย -8.2 พันล้านบาท (mtd)           กลยุทธ์การลงทุนเริ่มเห็น Rotation มาที่หุ้น Laggard แนะนำ CPALL, HMPRO, BDMS, GPSC, MINT, IVL, SCGP, AP

HENG ดันพอร์ตสินเชื่อเกษตรแตะ 5%-เครื่องใช้ไฟฟ้ารับดีมานด์สูง

HENG ดันพอร์ตสินเชื่อเกษตรแตะ 5%-เครื่องใช้ไฟฟ้ารับดีมานด์สูง

           หุ้นวิชั่น - ‘บมจ. เฮงลิสซิ่ง แอนด์ แคปปิตอล’ หรือ HENG หนึ่งในผู้ดำเนินธุรกิจให้บริการสินเชื่อรายใหญ่ของประเทศไทย ภายใต้แบรนด์ ‘เฮงลิสซิ่ง’ เผยแผนกลยุทธ์ปี 2568 มุ่งเน้นการขยายพอร์ตสินเชื่อคุณภาพ โดยเฉพาะสินเชื่อเพื่อการเกษตรตั้งเป้าขยายพอร์ตสินเชื่อเติบโตทะลุ 5% รวมทั้งขยายไปสู่สินเชื่อเครื่องใช้ไฟฟ้า เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ด้านผลการดำเนินงานปี 2567 ทำรายได้ 2,861 ล้านบาท กำไรสุทธิ 73 ล้านบาท พร้อมบริหารค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานลดลง 88 ล้านบาท รวมทั้งอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E ratio) ลดลงจาก 1.9 เท่า เป็น 1.5 เท่า จากสภาพคล่องในการชำระหนี้ที่ดี พร้อมประกาศจ่ายปันผล 0.0525 บาทต่อหุ้น เตรียมจ่ายเงินปันผลภายในวันที่ 9 พฤษภาคม 2568 นี้            นายวิชัย ศุภสาธิตกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เฮงลิสซิ่ง แอนด์ แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ HENG หนึ่งในผู้ดำเนินธุรกิจให้บริการสินเชื่อรายใหญ่ของประเทศไทยภายใต้แบรนด์ ‘เฮงลิสซิ่ง’ เปิดเผยถึงภาพรวมผลการดำเนินงานในปี 2567 (มกราคม-ธันวาคม) บริษัทฯ มีรายได้รวม 2,861 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 73 ล้านบาท ทั้งนี้ สามารถควบคุมค่าใช้จ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านการนำเทคโนลียีเข้ามาใช้ในกระบวนการทำงาน เพื่อลดความซ้ำซ้อน และการขนส่งเอกสาร รวมทั้งลดการใช้กระดาษ ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานลดลง 88 ล้านบาท คิดเป็น 7.1% เมื่อเทียบกับปีก่อน สะท้อนศักยภาพในการบริหารจัดการที่แข็งแกร่ง            ขณะที่พอร์ตสินเชื่อในปี 2567 อยู่ที่ 13,206 ล้านบาท ลดลง 12.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อใหม่ และมุ่งเน้นการเพิ่มคุณภาพของพอร์ตสินเชื่อ อย่างไรก็ตาม การชะลอตัวของการปล่อยสินเชื่อใหม่ ทำให้บริษัทฯ สามารถนำกระแสเงินสดไปชำระเงินกู้จากสถาบันการเงินล่วงหน้า ส่งผลให้อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E ratio) ลดลงจาก 1.9 เท่า ในปี 2566 เป็น 1.5 เท่า ในปี 2567            ทั้งนี้ เพื่อตอบแทนแก่ผู้ถือหุ้น ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2568 มีมติอนุมัติการจ่ายเงินปันผลงวดผลการดำเนินงานในปี 2567 ในอัตรา 0.0525 บาทต่อหุ้น ซึ่งสูงกว่านโยบายการจ่ายเงินปันผลที่กำหนดไว้ร้อยละ 40 ของกำไรสุทธิจากงบเฉพาะกิจการหลังหักภาษีเงินได้นิติบุคคลและหักทุนสำรองตามที่กฎหมายกำหนด โดยจะกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิ์ได้รับเงินปันผล (Record Date) ในวันที่ 5 มีนาคม 2568 และกำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 9 พฤษภาคม 2568            สำหรับแผนกลยุทธ์ปี 2568 HENG ตั้งเป้าหมายขยายพอร์ตสินเชื่อคุณภาพ โดยเฉพาะสินเชื่อเพื่อการเกษตร ซึ่งเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ บริษัทฯ ตั้งเป้าขยายสินเชื่อเกษตรให้เติบโต 5% ในปีนี้ และเติบโตทะลุ 10% ภายในปี 2569 เพื่อตอบสนองความต้องการของเกษตรกรและสนับสนุนภาคการเกษตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงไตรมาสที่ 2 (เมษายน - มิถุนายน) ซึ่งเป็นฤดูกาลเพาะปลูก เกษตรกรมีความต้องการเงินทุน เพื่อใช้ในการเพาะปลูกและบำรุงรักษาผลผลิต บริษัทฯ มองเห็นถึงศักยภาพในการเติบโตของสินเชื่อประเภทนี้ โดยมุ่งเน้นการให้บริการสินเชื่อที่มีคุณภาพ เพื่อตอบสนองความต้องการของเกษตรกรและสนับสนุนภาคการเกษตรให้เติบโตอย่างยั่งยืน            นอกจากนี้ HENG ได้เตรียมขยายการให้บริการสินเชื่อเครื่องใช้ไฟฟ้า เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าทั้งในเขตเมืองและต่างจังหวัด ซึ่งมีความต้องการเครื่องใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเครื่องปรับอากาศ (แอร์) ที่มีความต้องการสูงขึ้นเนื่องจากปัญหาด้านมลภาวะทางอากาศ ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตของผู้คน คาดการณ์ว่าสินเชื่อเครื่องใช้ไฟฟ้าจะช่วยเพิ่มโอกาสทางธุรกิจและสร้างรายได้ให้บริษัทฯ เติบโตอย่างต่อเนื่อง และช่วยให้ประชาชนเข้าถึงเครื่องใช้ไฟฟ้าที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตได้ง่ายยิ่งขึ้น อีกทั้งบริษัทฯ ยังปรับทำเลที่ตั้งของสาขาในพื้นที่ภาคกลางและภาคเหนือบางสาขาไปยังทำเลที่มีศักยภาพ ซึ่งจะช่วยขยายฐานลูกค้าใหม่ที่มีคุณภาพได้เพิ่มมากขึ้น โดยปัจจุบันมีจำนวนสาขารวมทั้งหมด 1,018 สาขา            ทั้งนี้ HENG ดำเนินธุรกิจโดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาธุรกิจและคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ สะท้อนผ่านการได้รับผลการประเมินหุ้นยั่งยืน SET ESG Ratings ประจำปี 2567 ระดับ AA จากตลาดหลักทรัพย์ฯ ซึ่งสูงขึ้นจากปี 2566 ที่อยู่ในระดับ A ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนในทุกมิติ ทั้งสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล โดยบริษัทฯ มุ่งมั่นที่จะพัฒนาต่อเนื่องเพื่อสร้างคุณค่าให้กับผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน            “HENG ยังคงเดินหน้าพัฒนาธุรกิจอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นการขยายสินเชื่อคุณภาพ บริหารจัดการค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่ไปกับการรักษาวินัยทางการเงิน พร้อมทั้งปรับตัวรับมือกับความท้าทายทางเศรษฐกิจ เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน” นายวิชัย กล่าว

PTTGC ราคาลงรับ MSCI ปรับพอร์ต ปี 68 กำไร 5.5 พันล.

PTTGC ราคาลงรับ MSCI ปรับพอร์ต ปี 68 กำไร 5.5 พันล.

         หุ้นวิชั่น - ทีมข่าวหุ้นวิชั่น รายงาน นายเบญจพล สุทธิ์วนิช ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย)  กล่าวว่า ราคาหุ้นของ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) (PTTG) ที่ปรับตัวลงมาแรงวันนี้ คาดมาจากการที่ MSCI Rebalance (MSCI) ประกาศรายชื่อหุ้นที่ใช้ในดัชนีรอบใหม่ (มีผลที่ราคาปิดวันที่ 28 ก.พ. นี้) ดัชนี MSCI ACWI Standard Index หุ้นเข้า : ไม่มี ส่วนหุ้นออก : TOP, PTTGC ดัชนีMSCI Global Small Cap หุ้นเข้า : GPSC, PTTGC, SCGP, TOP หุ้นออก : BSRC, TIPH, DCC, ERW, GFPT, KAMART, PSH, PSG,SAPPE, STECON, THG          ทั้งนี้ผลประกอบการ Q4/67 คาดมีผลขาดทุน 1.1 หมื่นล้านบาท เป็นผลมาจาก 1. ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการของ PTT Asahi (PTTAC) ประมาณ 3.0 พันล้านบาท และ Vencorex ประมาณ 1.5 พันล้านบาท 2. การปรับปรุงหน่วยเพิ่มคุณภาพน้ำมันของโรงกลั่น 3. Spread petrochemical ยังคงปรับลดลง 4. EBITDA ของ Allnex อยู่ที่ 1.7 พันล้านบาท ลดลง 10% qoq ตามยอดขายที่ลดลง 6% qoq เนื่องจากเป็น Low season          อย่างไรก็ตาม PTTGC มีกำไรจากการป้องกันความเสี่ยง (Hedging gain) และ Stock gain จำนวน 1.1 พันล้านบาท แต่ถูก offset ด้วย Fx gain ทั้งหมด ธุรกิจ olefins ยังอ่อนแอ คาดว่า EBITDA ของธุรกิจ Olefins ปรับลดลง qoq จากราคาของ HDPE และ LDPE ลดลง 7%, 2.2%, และ 4.7% ตามลำดับ เนื่องจากกำลังการผลิตใหม่ที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา และความต้องการยังคงอ่อนแอ รวมไปถึงต้นทุน Ethane ที่ยืดหยุ่นเพิ่มขึ้นประมาณ 200 ล้านบาท จากการปรับปรุงสัญญาซื้อขายก๊าซ Ethane กับ PTT อย่างไรก็ตาม สัดส่วนการใช้งาน Ethane ในการผลิตยังคงอยู่ที่ 35% (เทียบกับ 31% ใน 3Q67) Spread Aromatics ลดลง: เราคาดว่า Spread Aromatics (BTX) อยู่ที่ 191 เหรียญต่อตัน ลดลง 21% qoq ตาม Spread PX และ BZ ที่ลดลง 23% และ 16% qoq ตามลำดับ Unplanned Shutdown โรงกลั่น 45 วัน: อัตราการกลั่นใน 4Q67 อยู่ที่ 95% ลดลงจาก 104% ใน 3Q67 ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการหยุดซ่อมหน่วยเพิ่มคุณภาพน้ำมันเป็นเวลา 45 วัน ซึ่งเป็น Unplanned shutdown ทำให้สัดส่วนการผลิต Fuel oil เพิ่มขึ้น เนื่องจากการกลั่นในช่วง Unplanned shutdown เป็น Hydro skimming ทำให้ค่าการกลั่นใน 4Q67 อยู่ที่ 5 เหรียญต่อบาร์เรล คงตัว qoq PTTGC จะประกาศงบการเงิน 4Q67 ในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 67          ปรับลดประมาณการผลขาดทุนสุทธิปี 67 ลง 28% อยู่ที่ 2.9 หมื่นล้านบาท เพื่อสะท้อนผลประกอบการ 4Q67 ที่อ่อนแอกว่าที่คาด และปรับลดประมาณการกำไรสุทธิปี 68 ลง 46% อยู่ที่ 5.5 พันล้านบาท จากการปรับลดสมมติฐาน Spread ของธุรกิจ petrochemical และรวมประโยชน์ที่ได้จากการหยุดกิจการของ Vencorex และ PTTAC รวมประมาณ 5 พันล้านบาท          แนะนำถือ ราคาเป้าหมายใหม่อยู่ที่ 23.00 บาท อ้างอิง PBV ที่ระดับ -2.0S.D. ที่ 0.41x เพื่อสะท้อนการปรับลดประมาณการกำไรสุทธิในปี 68 แม้ราคาหุ้นปัจจุบันจะซื้อขายต่ำกว่าระดับ -2.0S.D. ของ BV ในปี 68 แต่คาดว่าผลประกอบการใน 1H68 ยังมีโอกาสขาดทุนจาก Spread ของธุรกิจปิโตรเคมีที่อยู่ในระดับต่ำ

CCET พุ่ง 8.90% รับยอดขายม.ค.เพิ่มขึ้น 18.7% YoY

CCET พุ่ง 8.90% รับยอดขายม.ค.เพิ่มขึ้น 18.7% YoY

         หุ้นวิชั่น - บริษัท แคล-คอมพ์ อีเล็คโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) (CCET) เปิดเผยยอดขายเดือนมกราคม 2568 เท่ากับ 366,950 พันเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 4.76% MoM และ 18.7% YoY จากเดือนมกราคม 2567 ด้านบล.ลิเบอเรเตอร์ ระบุ ที่ผ่านมา CCET รายงานยอดขายออกมามีทิศทางที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง สำหรับงบไตรมาส 4/2567 คาดว่าจะเติบโต Q-Q และ YoY อย่างไรก็ตาม สินค้าของ CCET มีทั้งมาร์จิ้นสูงและต่ำ และการรายงานยอดขายของบริษัทไม่ได้มีการแยกประเภทสินค้า ดังนั้นอาจทำให้งบไม่เติบโตได้ ถ้ายอดขายที่เติบโตเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมาร์จิ้นต่ำ

PTTปันผลสม่ำเสมอ โบรกชี้พื้นฐาน35บ.

PTTปันผลสม่ำเสมอ โบรกชี้พื้นฐาน35บ.

         หุ้นวิชั่น - ทีมข่าวหุ้นวิชั่นรายงาน บล. หยวนต้า คาด 4Q24 บรรทัดสุดท้ายถูกฉุดด้วยขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยน คาด 4Q24 กำไรสุทธิจะทำได้ 8.7 พันล้านบาท (-46% QoQ, -73% YoY) โดยเมื่อเทียบกับ 3Q24 แม้ผลประกอบการของบริษัทลูกจะปรับตัวดีขึ้นทุกธุรกิจ หนุนจากการฟื้นตัวของค่าการกลั่น, อุปสงค์น้ำมันในประเทศเพิ่มขึ้นช่วงเทศกาลท่องเที่ยว, ไม่มีผลขาดทุนสต็อกน้ำมัน (vs ขาดทุนสต็อกราว 1 หมื่นล้านบาท ใน 3Q24), รายการด้อยค่าสินทรัพย์ของบริษัทในเครือลดลงมาก           อย่างไรก็ตาม ภาพรวมผลประกอบการ 4Q24 ไม่เด่น เพราะคาดว่าธุรกิจก๊าซที่ PTT ดำเนินงานเองจะประคองตัว – ลดลงเล็กน้อย QoQ เนื่องจากปัจจัยบวกจากการลดลงของต้นทุนก๊าซ (อุปทานก๊าซในอ่าวไทยฟื้นตัวหลังผ่านช่วงปิดซ่อมบำรุงใน 3Q24 ทำให้ปริมาณนำเข้า LNG ที่ราคาแพงลดลง) และอัตราใช้กำลังผลิตของโรงแยกก๊าซ (GSP) ที่สูงขึ้นเพราะไม่มีการปิดซ่อมบำรุง (vs หยุดซ่อม GSP #1, #5, #6 ใน 3Q24) จะถูกชดเชยด้วย 1. การปรับตัวลงของ ASP ตามโครงสร้างราคาขายก๊าซอ้างอิงราคาน้ำมันเตา และปิโตรเคมี 2. ยอดขายก๊าซปรับตัวลง QoQ สาเหตุหลักจากอุปสงค์ภาคผลิตไฟฟ้าลดลงตามปัจจัยฤดูกาล และการปิดซ่อมบำรุงของลูกค้าภาคอุตสาหกรรม 3. ขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยน และป้องกันความเสี่ยงสุทธิราว 8.5 พันล้านบาท แนวโน้มผลประกอบการ 1Q25 ฟื้นตัว           นับตั้งแต่ต้นปี 2025 อุณหภูมิในประเทศไทยอยู่ในระดับต่ำ ทำให้ความต้องการใช้ก๊าซ 1Q25 จากภาคผลิตไฟฟ้ายังไม่เร่งตัวขึ้นมาก ขณะที่อัตรากำไรของธุรกิจการกลั่น – ปิโตรเคมีของบริษัทลูกจะได้รับแรงกดดันจากการชะลอตัวของค่าการกลั่น, ต้นทุนน้ำมันสูงขึ้น, Spread ปิโตรเคมีอยู่ระดับต่ำ อย่างไรก็ตาม เราคาดผลประกอบการของ PTT จะฟื้นตัว QoQ จากฐานต่ำ เพราะขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยนจำนวนมากไม่เกิดขึ้น (1QTD เงินบาทพลิกเป็นแข็งค่า), ค่าใช้จ่ายลดลงตามปัจจัยฤดูกาล, ค่าใช้จ่ายพิเศษของบริษัทลูกลดลง ประเมินกำไรปี 2025 ยังสามารถรักษาระดับได้ดีแม้ทิศทางราคาพลังงานชะลอตัว           แนวโน้ม 4Q24 ที่อาจทำได้น้อยกว่ามุมมองก่อนหน้า เราปรับประมาณการกำไรสุทธิปี 2024-2025 ลง 10-16% เป็น 9.0 หมื่นล้านบาท (-20% YoY) และ 9.3 หมื่นล้านบาท (+3% YoY) โดยแม้ราคาน้ำมันดิบปี 2025 มีแนวโน้มลดลง YoY เป็น US$75/bbl (vs US$80/bbl ในปี 2024) แต่เราประเมินว่าผลประกอบการปี 2025 ยังมีเสถียรภาพรักษาระดับได้ดี เติบโตเล็กน้อย YoY หนุนจากปริมาณขายที่เพิ่มขึ้นของธุรกิจต้นน้ำ, ธุรกิจก๊าซ, ธุรกิจค้าปลีก รวมทั้งการปรับปรุงเพิ่มประสิทธิภาพ และลดค่าใช้จ่าย โดดเด่นด้านความมั่นคง เงินปันผลสม่ำเสมอ           จากการปรับประมาณการข้างต้น และสะท้อนการปรับปรุงมูลค่าพื้นฐานของบริษัทลูกในช่วงที่ผ่านมา เราประเมินราคาเหมาะสม ณ สิ้นปี 2025 ใหม่ที่ 35.00 บาท (SOTP) คงคำแนะนำ TRADING มองว่าหุ้นจะเป็นแหล่งพักเงินที่ดีช่วงตลาดหุ้นผันผวน เพราะมีจุดเด่นจากโครงสร้างธุรกิจบูรณาการครบวงจร ช่วยให้ผลประกอบการมั่นคง ผันผวนน้อยกว่าคู่แข่ง ฐานะการเงินแข็งแกร่ง (Net IBD/E 0.4 เท่า) และสามารถจ่ายเงินปันผลได้สม่ำเสมอ คาดเงินปันผลงวด 2H24 ที่ 0.90 บาท/หุ้น คิดเป็น Yield 3.0% (ประกาศผลประกอบการวันที่ 20 ก.พ.)

CKP คาดกำไร Q4 ที่ 620 ลบ. โบรกแนะซื้อ เป้า 3.50 บาท

CKP คาดกำไร Q4 ที่ 620 ลบ. โบรกแนะซื้อ เป้า 3.50 บาท

         หุ้นวิชั่น - ทีมข่าวหุ้นวิชั่นรายงาน บล. หยวนต้า คาด CKP กำไร 4Q24 เติบโตทั้ง QoQ และ YoY คาดกำไรปกติ 4Q24 เติบโตทั้ง QoQ และ YoY คาดกำไรปกติ 4Q24 ที่ 620 ล้านบาท เติบโต 6% QoQ แม้ออกจากช่วง High Season ของโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำในลาว (ปริมาณขายไฟฟ้าของโครงการน้ำงึม 2 ลดลงราว 9% QoQ) เพราะได้แรงหนุนจาก 1) ต้นทุนก๊าซธรรมชาติที่คาดลดลงมาอยู่ที่ระดับ 313 บาท/MMBtu (-6% QoQ, -16% YoY) ช่วยหนุนอัตรากำไรขั้นต้นของโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ BIC และ 2) ปริมาณขายไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำไซยะบุรี (XPCL) ที่เพิ่มขึ้นเป็น 2,266 GWh (+16% QoQ, +21% YoY) หลังโครงการดังกล่าวไม่มีการหยุดดำเนินงานเหมือนใน 3Q24 (ในช่วงดังกล่าว โครงการ XPCL มีการหยุดดำเนินงานราว 17 วัน เนื่องจากปริมาณน้ำมีมากเกินกว่าที่โครงการจะสามารถรองรับได้)          ขณะที่ YoY คาดกำไรปกติเติบโตราว 6% จากอัตรากำไรขั้นต้นของโรงไฟฟ้า BIC ที่สูงขึ้นหลังต้นทุนก๊าซธรรมชาติปรับตัวลงเร็วกว่าค่าไฟฟ้า และปริมาณน้ำที่ไหลผ่านโครงการ XPCL ที่สูงขึ้น 28% YoY (ผลจากปรากฏการณ์เอลนีโญที่คลี่คลาย) หากกำไรปกติ 4Q24 ออกมาใกล้เคียงคาด จะส่งผลให้กำไรปกติปี 2024 อยู่ที่ 1,112 ล้านบาท (-22% YoY) 1Q25 ขาดทุนลดลง YoY หลังปริมาณน้ำสูงขึ้น YoY          เบื้องต้นคาดผลขาดทุน 1Q25 ที่ระดับ 100-200 ล้านบาท พลิกเป็นขาดทุน QoQ ตามปัจจัยฤดูกาล หลังเข้าสู่ช่วง Low Season ของโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำในลาวและได้รับผลกระทบจากต้นทุนก๊าซธรรมชาติที่คาดเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ราว 330-340 บาท/MMBtu ตามปัจจัยฤดูกาลและการปิดซ่อมบำรุงหลุมก๊าซธรรมชาติ G2 ในอ่าวไทยราว 40 วัน (ส่งผลให้มีสัดส่วนการใช้งาน LNG ที่มีราคาสูงมากขึ้น) อย่างไรก็ตาม คาดผลขาดทุน 1Q25 จะลดลง YoY เนื่องจากปริมาณน้ำในลาวมีแนวโน้มฟื้นตัว YoY จากฐานที่ต่ำในปีก่อนหลังปรากฏการณ์เอลนีโญคลี่คลาย (หนุนปริมาณขายไฟฟ้าของโครงการน้ำงึม 2 และโครงการไซยะบุรี)          หากมองไปช่วง 2Q-3Q25 คาดกำไรปกติของบริษัทฯ จะสามารถเติบโตได้ YoY จากฐานที่ต่ำในปีก่อน หลังปริมาณน้ำในลาวมีแนวโน้มฟื้นตัว และคาดไม่มีการหยุดดำเนินงานจากปริมาณน้ำที่สูงผิดปกติเหมือนในช่วง 3Q24 ปรับราคาเหมาะสมลงเป็น 3.50 บาท/หุ้น...คงคำแนะนำ “ซื้อ”          เราปรับ WACC ที่ใช้ประเมินมูลค่าขึ้นเป็น 9.3% เพื่อสะท้อน Bond Yield ระยะ 10 ปี ของสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มทรงตัวอยู่ในระดับสูงนานกว่าที่เราประเมินไว้ก่อนหน้า และสภาวะตลาดที่มีความเสี่ยงมากขึ้น ส่งผลให้ราคาเหมาะสม ณ สิ้นปี 2025 ลดลงเป็น 3.50 บาท/หุ้น มี Upside 32.6% โดยเรามองว่าราคาหุ้นที่ปรับตัวลง 13% ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ได้สะท้อนปัจจัยลบจาก Bond Yield ระยะ 10 ปี ของสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มทรงตัวอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องไปมากแล้ว          โดยราคาปัจจุบันซื้อขายบน PBV 2025 ที่เพียง 0.8 เท่า จึงมองว่าหุ้นเริ่มมี Downside จำกัดแล้ว และมีโอกาสฟื้นตัวได้จากผลประกอบการที่คาดกลับมาเติบโต YoY ได้ต่อเนื่องในปี 2025 จึงคงคำแนะนำ “ซื้อ” สำหรับการลงทุนระยะกลาง-ยาว

BEM ยอดม.ค.นิวไฮ ใช้ฟรีหนุน-เป้า11.40บ.

BEM ยอดม.ค.นิวไฮ ใช้ฟรีหนุน-เป้า11.40บ.

         หุ้นวิชั่น- บทวิเคราะห์ บล.ดาโอ ระบุว่าผู้โดยสารรถไฟฟ้า ม.ค. 2025 ทำสถิติสูงสุดใหม่จากมาตรการรถไฟฟ้าฟรี BEM รายงานผู้โดยสารรถไฟฟ้าเดือน ม.ค. 2025 ที่ 4.8 แสนเที่ยว/วัน (+14% YoY, +12% MoM) ขณะที่ผู้ใช้ทางด่วน ม.ค. 2025 อยู่ที่ 1.1 ล้านเที่ยว/วัน (-1% YoY, -2% MoM) (ที่มา: BEM)          มีมุมมองเป็นบวกเล็กน้อยต่อตัวเลขผู้ใช้บริการ ม.ค. 2025 แม้ผู้โดยสารรถไฟฟ้าจะทำสถิติสูงสุดใหม่ แต่โดยหลักเป็นผลจากมาตรการรถไฟฟ้าฟรี 7 วันของรัฐบาลตั้งแต่ 25-31 ม.ค. ขณะที่หากดูรายได้ค่าโดยสารเฉลี่ยต่อวันขยายตัว +3% MoM ใกล้เคียงเราคาดหลังผ่านช่วงวันหยุดยาว รวมถึงเป็นไปตามที่รัฐบาลเปิดเผยว่าการชดเชยค่าโดยสารจะอิงปริมาณผู้โดยสารเฉลี่ยในสัปดาห์ก่อนมาตรการ และจะไม่มีการชดเชยปริมาณผู้โดยสารส่วนเพิ่มเราคงประมาณการกำไรสุทธิปี 2024E/25E ที่ 3.7 พันล้านบาท/4 พันล้านบาท (+8% YoY/+6% YoY)          ขณะที่ 4Q24E เราประเมินกำไรสุทธิที่ 864 ล้านบาท (+1% YoY, -19% QoQ) โดยหากกำไร 4Q24E เป็นไปตามที่เราประเมิน จะส่งผลให้กำไรปี 2024E อยู่ที่ 3.8 พันล้านบาท (+9% YoY) สูงกว่าเราคาดเล็กน้อย +1% กำไรสุทธิ 4Q24E ปรับตัวขึ้น YoY หนุนโดยผู้โดยสารรถไฟฟ้าทำสถิติสูงสุดใหม่รายไตรมาส แต่ถูกชดเชยบางส่วนจากต้นทุนและค่าใช้จ่ายสูงขึ้น ขณะที่ชะลอ QoQ โดยหลักเนื่องจากฐานสูงใน 3Q24 มีรายได้เงินปันผลจาก TTW          คงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 11.40 บาท อิง SOTP ทั้งนี้เรามองว่าราคาหุ้นปัจจุบันยังไม่สะท้อนทิศทางกำไรปกติปี 2024E-25E ทำสถิติสูงสุดใหม่ต่อเนื่อง นอกจากนี้มี catalyst จากโครงการ Double Deck และการเริ่มเจรจาสัญญาเดินรถสายสีม่วงใต้ในปีนี้

IRPC ปี67ขาดทุน 5.1พันล. งบลงทุน5ปี1.3หมื่นล้านบาท

IRPC ปี67ขาดทุน 5.1พันล. งบลงทุน5ปี1.3หมื่นล้านบาท

                หุ้นวิชั่น - IRPC ปี 2567 ยังเผชิญความท้าทาย! รายได้ลดลง 6% จากราคาน้ำมันดิบขาลง ขาดทุนจากสต๊อกน้ำมัน ขณะที่ตลาดปิโตรเคมีเผชิญอุปทานล้นจากจีน บันทึกผลการดำเนินงานขาดทุนสุทธิ 5,193 ล้านบาท มากกว่าปี 2566 ที่ร้อยละ 78 แนวโน้มปี 2568 คาดความต้องการน้ำมันเพิ่มขึ้น แต่ยังมีแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจโลกและข้อจำกัดด้านสิ่งแวดล้อม พร้อมเดินหน้าลงทุน 13,093 ล้านบาท รองรับความผันผวนของตลาดพลังงานและปิโตรเคมี นาย พิจินต์ อภิวันทนาพร รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บัญชีและการเงิน บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) รายงานผลประกอบการประจำปี 2567 เปรียบเทียบกับปี 2566: บริษัทฯ มีรายได้จากการขายสิทธิสำหรับปี 2567 จำนวน 281,711 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 6 เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยมีสาเหตุมาจากปริมาณขายลดลงร้อยละ 4 และราคาขายเฉลี่ยลดลงร้อยละ 2 ตามราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวลดลง                 สำหรับธุรกิจปิโตรเลียม มีกำไรขั้นต้นจากการกลั่นตามราคาตลาด (Market Gross Refining Margin: Market GRM) ที่ลดลงจากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์เทียบกับราคาน้ำมันดิบดูไบปรับตัวลดลงตามราคาน้ำมันดิบดูไบ โดยเฉพาะส่วนต่างราคาน้ำมันดีเซลและน้ำมันเบนซินที่อ่อนตัวลงจากอุปทานที่เพิ่มขึ้นของกำลังการผลิตใหม่ของโรงกลั่นในแถบประเทศตะวันออกกลางและทวีปแอฟริกา ขณะที่ธุรกิจปิโตรเคมี มีกำไรขั้นต้นจากการผลิตตามราคาตลาดของกลุ่มธุรกิจปิโตรเคมี (Market Product to Feed: Market PTF) ที่เพิ่มขึ้นจากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีกับราคาแนฟทาที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลจีน                 ในขณะเดียวกัน กลุ่มธุรกิจสาธารณูปโภคมีกำไรขั้นต้นค่อนข้างคงที่จากการขายไฟฟ้าและไอน้ำ ส่งผลให้บริษัทฯ มีกำไรขั้นต้นจากการผลิตตามราคาตลาด (Market GIM) อยู่ที่ 18,355 ล้านบาท หรือ 7.24 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ลดลงร้อยละ 5 อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยทั้งปีของปี 2567 ปรับตัวลดลงจากปีก่อน โดยมีปัจจัยกดดันจากความกังวลต่อสภาวะเศรษฐกิจจีน สหรัฐอเมริกา และยุโรปที่ชะลอตัว รวมถึงสถานการณ์ความขัดแย้งในหลายประเทศ อาทิ รัสเซีย-ยูเครน และอิสราเอล-อิหร่าน การลดลงของราคาน้ำมันดิบส่งผลให้เกิดการขาดทุนจากสต๊อกน้ำมัน 2,496 ล้านบาท หรือ 0.98 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ขณะที่มีการกลับรายการปรับลดมูลค่าสินค้าคงเหลือให้เท่ากับมูลค่าสิทธิที่ได้รับ (กลับรายการ NRV) 953 ล้านบาท หรือ 0.38 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และกำไรจากการบริหารความเสี่ยงน้ำมันที่เกิดขึ้นจริง (Realized Oil Hedging) 879 ล้านบาท หรือ 0.35 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล จากรายการดังกล่าว ส่งผลให้บริษัทฯ บันทึกขาดทุนจากสต๊อกน้ำมันสุทธิ (Net Inventory Loss) รวม 664 ล้านบาท หรือ 0.25 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ส่งผลให้บริษัทฯ มีกำไรขั้นต้นจากการผลิตทางบัญชี (Accounting GIM) จำนวน 17,691 ล้านบาท หรือ 6.99 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ลดลงร้อยละ 3 จากปีก่อน                 นอกจากนี้ บริษัทฯ มีกำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) จำนวน 4,476 ล้านบาท ลดลง 1,278 ล้านบาท หรือลดลงร้อยละ 22 โดยในปี 2567 บริษัทฯ บันทึกค่าเสื่อมราคา 9,140 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 5 จากปีก่อน เป็นผลจากสินทรัพย์ที่เพิ่มจากโครงการ Ultra Clean Fuel (UCF) ที่มีการผลิตเชิงพาณิชย์ในเดือนเมษายน 2567 ประกอบกับมีต้นทุนทางการเงินสุทธิ จำนวน 2,427 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 20 จากปีก่อน ซึ่งเป็นผลจากเงินกู้ยืมที่เพิ่มขึ้น และอัตราดอกเบี้ยที่ปรับเพิ่มขึ้นตามตลาด นอกจากนี้ บริษัทฯ บันทึกขาดทุนจากการด้อยค่าและตัดจำหน่ายทรัพย์สินจำนวน 566 ล้านบาท โดยหลักมาจากบันทึกด้อยค่าเงินลงทุนของบริษัทย่อยและบริษัทร่วม และบันทึกการกลับรายการด้อยค่าที่ดิน                 อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ มีกำไรจากการลงทุนจำนวน 989 ล้านบาท โดยหลักเพิ่มขึ้นจากส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัท ดับบลิวเอชเอ อินดัสเตรียล เอสเตท ระยอง จำกัด (WHAIER) ที่เริ่มรับรู้รายได้จากการจำหน่ายที่ดินตั้งแต่ไตรมาส 2/2567 จากปัจจัยดังกล่าว ส่งผลให้ในปี 2567 บริษัทฯ บันทึกผลการดำเนินงานขาดทุนสุทธิ 5,193 ล้านบาท มากกว่าปี 2566 ที่ร้อยละ 78 แนวโน้มธุรกิจปี 2568 1. ธุรกิจปิโตรเลียม ทิศทางและแนวโน้มราคาน้ำมันดิบปี 2568 คาดการณ์ความต้องการใช้น้ำมันของโลกอยู่ที่ประมาณ 106 ล้านบาร์เรลต่อวัน เพิ่มขึ้นประมาณ 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน เมื่อเทียบกับปี 2567 ที่อยู่ที่ประมาณ 105 ล้านบาร์เรลต่อวัน โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากความหวังในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีน หลังประธานาธิบดีของจีนประกาศว่าจะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเชิงรุกมากยิ่งขึ้น เพื่อให้การเติบโตของเศรษฐกิจจีนในปี 2568 บรรลุเป้าหมายที่ร้อยละ 5 อย่างไรก็ตาม ตลาดน้ำมันดิบอาจได้รับแรงกดดันจากนโยบายการบริหารประเทศของประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เช่น • การเจรจาสงบศึกระหว่างรัสเซียกับยูเครน • การเพิ่มการผลิตน้ำมันดิบในประเทศ แม้ปัจจุบันการผลิตน้ำมันดิบของสหรัฐอเมริกาจะอยู่ที่ประมาณ 13-14 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งสูงที่สุดเมื่อเทียบกับการผลิตน้ำมันดิบในพื้นที่อื่นๆ ของโลก อีกทั้งการกีดกันทางการค้าที่มีแนวโน้มทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น อาจกระทบต่อการค้าและการผลิตของหลายประเทศ โดยเฉพาะจีน ซึ่งเป็นผู้นำเข้าน้ำมันดิบรายใหญ่ที่สุดของโลก นอกจากนี้ การผลิตน้ำมันดิบของประเทศอื่นๆ นอกกลุ่ม โอเปกพลัส (OPEC+ ) ยังอยู่ในระดับสูงเช่นกัน ส่งผลให้มีการคาดการณ์ว่าตลาดน้ำมันดิบจะมีอุปทานส่วนเกินอยู่ที่ประมาณ 0.4-1.0 ล้านบาร์เรลต่อวัน แม้โอเปกพลัสได้ดำเนินการเลื่อนการเพิ่มการผลิตน้ำมันดิบเพื่อลดผลกระทบจากสภาวะอุปทานส่วนเกินก็ตาม สำหรับราคาน้ำมันดิบ ดูไบในปี 2568 คาดว่าจะอยู่ในช่วง 70-80 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล โดยปัจจัยหลักที่คาดว่าจะมีผลต่อราคาน้ำมันดิบ ได้แก่ • การชะลอการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของ FED ตามนโยบายการบริหารประเทศของประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ซึ่งอาจส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อปรับตัวเพิ่มขึ้นอีกครั้ง และกดดันความต้องการใช้น้ำมัน • ผลกระทบที่เกิดจากการกีดกันการค้าต่อจีน และความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงต่ออุปทานของน้ำมันดิบ 2. ธุรกิจปิโตรเคมี ทิศทางและแนวโน้มราคาปิโตรเคมีปี 2568 คาดว่าอุตสาหกรรมปิโตรเคมียังคงเผชิญกับการแข่งขันอย่างต่อเนื่อง จากกำลังการผลิตใหม่ในประเทศจีนที่เพิ่มขึ้นจำนวนมาก ส่งผลให้เกิดภาวะอุปทานล้นตลาด (Over Supply) ขณะที่อุปสงค์คาดว่าจะเติบโตในอัตราใกล้เคียงกับปี 2567 ที่ประมาณ ร้อยละ 1-3 ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ทำให้ผู้ผลิตปิโตรเคมีบางรายจำเป็นต้องบริหารระดับการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ทั้งนี้ อุตสาหกรรมปลายทางแต่ละประเภทมีอัตราการเติบโตที่แตกต่างกัน เช่น • ผลิตภัณฑ์บรรจุภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม เช่น ฟิล์มและกล่องพลาสติกสำหรับบรรจุอาหาร ขวดพลาสติก คาดว่าจะเติบโตได้ดีจากภาคการบริโภคและภาคบริการที่ยังคงแข็งแกร่ง • กลุ่มสินค้าเทคโนโลยี คาดว่าจะเติบโตตามการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว • กลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือยและสินค้าคงทน เช่น อาคาร บ้าน และรถยนต์ มีอัตราการเติบโตต่ำกว่ากลุ่มอื่น เนื่องจากความเชื่อมั่นและความสามารถในการใช้จ่ายของผู้บริโภคยังคงได้รับผลกระทบจากความกังวลเกี่ยวกับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ปัจจัยที่ต้องติดตาม ได้แก่ • ปริมาณการค้าโลกที่อาจได้รับผลกระทบจากนโยบายของ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในการปรับขึ้นอัตราภาษีนำเข้ากับหลายประเทศทั่วโลก ซึ่งอาจส่งผลต่อแนวโน้มการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของจีน • ความต้องการใช้เม็ดพลาสติกและผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี • ปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด หากสถานการณ์เกิดความรุนแรงหรือลุกลามไปยังประเทศอื่น ๆ จะส่งผลต่อราคาพลังงานและต้นทุนวัตถุดิบให้มีความผันผวนเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ อุตสาหกรรมยังต้องปรับตัวเพื่อเตรียมรับมือกับข้อจำกัดทางการค้าในประเด็นด้าน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) โดยหลายประเทศตั้งเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และก๊าซเรือนกระจก เช่น สหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรป ที่จะเริ่มใช้ข้อกำหนดเกี่ยวกับการควบคุมการนำเข้าผลิตภัณฑ์ที่ปล่อยก๊าซเหล่านี้ในปริมาณสูง ซึ่งครอบคลุมถึง ผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีและผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ในห่วงโซ่การผลิต ส่งผลให้ผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีต้องปรับแนวทางการดำเนินงานเพื่อรองรับข้อกำหนดดังกล่าว แผนการลงทุน คณะกรรมการของบริษัทฯ ได้มีมติอนุมัติแผนการลงทุน 5 ปี (ปี 2568 - 2572) วงเงินรวม 13,093 ล้านบาท

19 ปี ปตท. คว้า 6 รางวัลรัฐวิสาหกิจดีเด่น

19 ปี ปตท. คว้า 6 รางวัลรัฐวิสาหกิจดีเด่น

            หุ้นวิชั่น - นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวง การคลัง เป็นประธานในพิธีมอบรางวัลรัฐวิสาหกิจดีเด่น (SOE Awards) ประจำปี 2567 ภายใต้แนวคิด "รัฐวิสาหกิจไทย มากกว่าความภูมิใจ สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน" หรือ Beyond Pride, Towards Sustainability ให้แก่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) โดย นายฉัตรชัย พรหมเลิศ ประธานกรรมการ พร้อมด้วย ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ และคณะผู้บริหารร่วมรับรางวัล รวม 6 รางวัล ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล             ดร.คงกระพัน กล่าวว่า “นับเป็นความภาคภูมิใจยิ่งของ ปตท. ที่ได้รับรางวัลแห่งเกียรติยศในวันนี้ สะท้อนศักยภาพการบริหารธุรกิจแบบยั่งยืนในทุกมิติ ตามวิสัยทัศน์ “ปตท. แข็งแรงร่วมกับสังคมไทยและเติบโตในระดับโลกอย่างยั่งยืน” โดยมีภารกิจหลักในการสร้างความมั่นคงทางพลังงาน ควบคู่กับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก” ในครั้งนี้ ปตท. ได้รับรางวัลรัฐวิสาหกิจดีเด่น จำนวน 6 รางวัล ประกอบด้วย 1. รางวัลคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจดีเด่น (เกียรติยศ) มอบให้คณะกรรมการ ปตท. ที่มีบทบาทสำคัญในการผลักดันการดำเนินงานให้บรรลุเป้าหมายขององค์กร ภายใต้การกำกับดูแลที่ดี มีธรรมาภิบาลและโปร่งใส พร้อมบูรณาการความยั่งยืนเข้าไปในการดำเนินธุรกิจ 2. รางวัลการบริหารจัดการองค์กรดีเด่น (เกียรติยศ) โดย ปตท. ให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพการดำเนินงาน ที่เป็นเลิศ (Operational Excellence) เพื่อพัฒนาขีดความสามารถ และสร้างความแข็งแกร่งจากภายใน (Strengthen Core Business) พร้อมพัฒนาบุคลากรและปรับโครงสร้างองค์กรให้มีความคล่องตัวและสอดคล้องกับกลยุทธ์เพื่อการเติบโตอย่างต่อเนื่อง 3. รางวัลการพัฒนาสู่รัฐวิสาหกิจยั่งยืน จากการที่ ปตท. ดำเนินธุรกิจด้วยแนวคิดยั่งยืนอย่างสมดุลในทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม ภายใต้การกำกับดูแลที่ดี พร้อมพัฒนาเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับคนไทย 4. รางวัลการดำเนินงานอย่างรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมดีเด่น “โครงการนวัตกรรมสร้างรอยยิ้ม” กลุ่ม ปตท. ได้นำความรู้ความเชี่ยวชาญ เทคโนโลยี และนวัตกรรม มาช่วยพัฒนาเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ที่ดีให้แก่ชุมชนอย่างยั่งยืน ควบคู่กับการบริหารจัดการชุมชนใน 45 พื้นที่ 29 จังหวัด ผ่านการดำเนินงาน 3 ด้าน คือ Smart Farming ส่งเสริมการนำนวัตกรรม เทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในการเพาะปลูกอย่างเหมาะสม เช่น โรงเรือนอัจฉริยะ และระบบ IoT โซลาร์เซลล์ลอยน้ำ Smart Marketing ส่งเสริมการแปรรูปผลผลิตเพื่อเพิ่มมูลค่า โดยสามารถพัฒนาสินค้าได้ 45 รายการ ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ Community-Based Tourism ส่งเสริมการท่องเที่ยวผ่านการจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชน ซึ่งมีชุมชนที่สามารถพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยว มีทักษะในการบริหารจัดการธุรกิจ และช่องทางการตลาดได้ด้วยตนเองถึง 6 พื้นที่ 5. รางวัลความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมดีเด่น ด้านความคิดสร้างสรรค์ “โครงการนวัตกรรมท่อนาโนคาร์บอนจากก๊าซธรรมชาติ ของเสียไฮโดรคาร์บอน และก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์” ท่อคาร์บอนระดับ นาโนเมตร (Carbon nanotubes; CNTs) มีคุณสมบัติเด่นที่นำไฟฟ้าและนำความร้อนได้ดี มีความแข็งแรงแต่น้ำหนักเบา และสามารถประยุกต์ใช้งานได้หลากหลาย ซึ่งการผลิตวัสดุ CNTs เป็นอุตสาหกรรมต้นน้ำของ Conductive materials, Polymer composite materials, EV value chain และ Smart electronic ที่ช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจของประเทศด้านนวัตกรรมให้เป็นศูนย์กลางของภูมิภาคอาเซียน และส่งออกไปทั่วโลกได้ในอนาคต 6. รางวัลความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมดีเด่น ด้านนวัตกรรม “โครงการยีสต์ทนร้อนที่มีความสามารถ ในการผลิตเอนไซม์ย่อยแป้งที่ผิวเซลล์ (InnoTherm-380 GA)” เป็นนวัตกรรมที่คิดค้นภายในประเทศทั้งหมด ซึ่งได้จดอนุสิทธิบัตรเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยสามารถพัฒนาให้ยีสต์มีความสามารถผลิตเอนไซม์ย่อยแป้งได้เอง ที่ผิวเซลล์ ด้วยการใช้โปรตีนฐานยึดเกาะเอนไซม์ชนิดใหม่ของโลก สามารถแข่งขันได้กับยีสต์แห้งทางการค้าที่นำเข้าจากต่างประเทศ ทำให้ลดการนำเข้าและการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ รวมถึงใช้ประโยชน์จากทรัพยากรทางชีวภาพของประเทศไทย             “ปตท. ในฐานะบริษัทพลังงานแห่งชาติ ยังคงมุ่งมั่นรักษาเสถียรภาพทางพลังงานให้กับประเทศ ดำเนินธุรกิจบนหลักยั่งยืนอย่างสมดุล รวมทั้งดูแลสังคม ชุมชนและสิ่งแวดล้อม พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยและยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทย” ดร.คงกระพัน กล่าวในตอนท้าย

ตลท. เผยภาพรวม SET Index ม.ค.68 ปรับลดลง 6.1%

ตลท. เผยภาพรวม SET Index ม.ค.68 ปรับลดลง 6.1%

         หุ้นวิชั่น - ตลาดหลักทรัพย์ สรุปภาพรวมภาวะตลาดหลักทรัพย์เดือนมกราคม 2568 หลังการกล่าวสุนทรพจน์หลังพิธีสาบานตนในวันแรกของการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่ 2 โดนัลด์ ทรัมป์ เปิดฉากสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อสหรัฐฯ และทั่วโลก โดย IMF มีมุมมองว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะมีความแข็งแกร่งมากขึ้น แต่มีความเสี่ยงด้านลบในประเทศอื่นๆ จากความไม่แน่นอนของนโยบายที่เปลี่ยนแปลงไปจะทำให้ธนาคารกลางต่างๆ ใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายได้ยากขึ้น ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ปรับเพิ่มขึ้น และค่าเงินดอลลาร์มีแนวโน้มแข็งค่า          นายศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กร ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่เงินลงทุนกระจุกตัวอยู่ในหุ้น AI เพียงไม่กี่ตัว มีโอกาสเกิดปรับฐานครั้งใหญ่ อีกทั้งความไม่แน่นอนเชิงนโยบาย มีโอกาสที่ FED อาจต้องปรับมาใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายเร็วกว่าคาด ส่งผลต่อทิศทางฟันด์โฟลว์เคลื่อนย้ายออกจากสหรัฐฯ กลับมายัง Emerging Market รวมถึงตลาดหุ้นไทยยังมีความน่าสนใจจากการที่เป็นตลาดที่มีความผันผวนต่ำ โดยพิจารณาจากค่า End of day volatility ของ SET Index สาเหตุหนึ่งมาจากเป็นตลาดหุ้นที่มีอัตราผลตอบแทน dividend yield สูงอย่างต่อเนื่อง โดยค่าเฉลี่ยย้อนหลังตั้งแต่ปี 2000 ถึงปัจจุบันอยู่ที่ 3.14% จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้ลงทุนที่ต้องการกระจายการลงทุนไปในสินทรัพย์ที่มีลักษณะ Defensive Stock ภาวะตลาดหลักทรัพย์ไทยเดือนมกราคม 2568 · ณ สิ้นเดือนมกราคม 2568 SET Index ปิดที่ 1,314.50 จุด ทำให้ในเดือนแรกปี 2568 SET Index ปรับลดลง 6.1% · กลุ่มอุตสาหกรรมที่ปรับตัวดีกว่า SET Index เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2567 ได้แก่ กลุ่มการเงิน และกลุ่มพลังงาน · มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันใน SET และ mai อยู่ที่ 39,006 ล้านบาท ลดลง 17.2% จากเดือนมกราคม 2567 อย่างไรก็ตาม เห็นสัญญาณเกี่ยวกับมูลค่าการซื้อขายผู้ลงทุนสถาบันในประเทศเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับสูงกว่า 10% ของมูลค่าซื้อขายทั้งหมด สี่เดือนต่อเนื่องฃ · เดือนมกราคม 2568 มีบริษัทเข้าจดทะเบียนใหม่ซื้อขายใน mai 1 หลักทรัพย์ ได้แก่ บมจ. โปร อินไซด์ (PIS) · Forward P/E ของตลาดหลักทรัพย์ไทย ณ สิ้นเดือนมกราคม 2568 อยู่ที่ระดับ 15.0 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียซึ่งอยู่ที่ระดับ 12.6 เท่า และ Historical P/E อยู่ที่ระดับ 17.7 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียซึ่งอยู่ที่ระดับ 14.2 เท่า · อัตราเงินปันผลตอบแทน ณ สิ้นเดือนมกราคม 2568 อยู่ที่ระดับ 3.64% สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียซึ่งอยู่ที่ 3.28% ภาวะตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (TFEX) เดือนมกราคม 2568 · มีปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยต่อวัน 391,493 สัญญา ลดลง 27.3% จากเดือนก่อน ที่สำคัญจากการลดลงของ Single Stock Futures และ SET50 Index Futures ทำให้ในปี 2568 มีปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยต่อวัน 391,493 สัญญา ลดลง 27.3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่สำคัญจากการลดลงของ Single Stock Futures และ SET50 Index Futures

GFC ปักธง รุก 3 สาขา ให้บริการผู้มีบุตรยากเต็มพิกัด ส่งซิกปี 68 ปั้นรายได้โต 20%

GFC ปักธง รุก 3 สาขา ให้บริการผู้มีบุตรยากเต็มพิกัด ส่งซิกปี 68 ปั้นรายได้โต 20%

           หุ้นวิชั่น - บมจ.เจเนซีส เฟอร์ทิลีตี เซ็นเตอร์ หรือ “GFC” เผยดีมานด์การใช้บริการทางการแพทย์สำหรับผู้มีบุตรยาก เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เดินหน้าสานฝัน เพื่อเติมเต็มคำว่า “ครอบครัว ที่สมบูรณ์แบบ”  ด้าน CEO “กรพัส อัจฉริยมานีกูล” ตั้งเป้าปี68 รายได้ทะยานกว่า 20% ภายใต้แผนยุทธ์ศาสตร์ ปักหมุดให้บริการครบทั้ง 3 สาขา (GFC Ubon - GFC Rama 9 International – GFC Rama 3) แบบเต็มพิกัด จ่อทะยานสร้ารายได้สู่ New S-Curve เติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมชูธุรกิจ “ฝากไข่” จะเป็นอีกหนึ่ง Asset ที่เป็นทรัพย์สินที่มีมูลค่าสูงสำหรับผู้ต้องการมีลูกในอนาคต            ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินแนวโน้มธุรกิจบริการรักษาภาวะมีบุตรยากในปี 2568 ว่า ตลาดบริการรักษาภาวะมีบุตรยากของไทยในปี 2568 มีแนวโน้มเติบโต 6.2 % จากปี 2567 โดยมีมูลค่ากว่า 6.3 พันล้านบาท ตามความต้องการใช้บริการที่ยังเพิ่มขึ้นจากทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ สอดคล้องไปกับเทรนด์ของโลก โดยในปี 2568 มูลค่าตลาดของผู้รับบริการชาวไทย คาดว่าจะขยายตัว 5.0 % จากค่านิยมมีบุตรช้าลง จากปัญหาด้านการเจริญพันธุ์ที่มีความซับซ้อน จึงทำให้ต้องพึ่งพาวิธีการรักษาที่มีค่าใช้จ่ายสูงขึ้น ขณะที่มูลค่าตลาดผู้รับบริการชาวต่างชาติ คาดว่าจะขยายตัว 7.6 % โดยมีแรงหนุนจากราคาและคุณภาพบริการที่ยังโดดเด่น รวมถึงการขยายตลาดใหม่ของธุรกิจ            นายกรพัส อัจฉริยมานีกูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจเนซีส เฟอร์ทิลีตี เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) "GFC"  ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ เปิดเผยว่า หากพิจารณาจากข้อมูลของศูนย์วิจัยกสิกรไทย จะเห็นได้ว่ามูลค่าตลาดให้บริการรักษาภาวะผู้มีบุตรยากทั่วโลกยังมีทิศทางการเติบโตเพิ่มขึ้น  อย่างต่อเนื่อง ซึ่งในประเทศไทยก็เป็นหนึ่งประเทศที่มีดีมานด์การเข้ารับการรักษาผู้มีบุตรยากสูงเช่นเดียวกัน จากปัจจัยดังกล่าวทำให้เทคโนโลยีช่วยเจริญพันธุ์ จึงเป็นนวัตกรรมเพื่อเพิ่มโอกาสสำหรับคนมีบุตรยาก กลายเป็นหนึ่งในธุรกิจเมกะเทรนด์ของโลกที่น่าจับตา และถือเป็นการส่งผลเชิงบวกต่อภาพรวมอุตสาหกรรม รวมถึง GFC ที่จะมีแนวโน้มการเติบโตที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้ GFC ได้วางกลยุทธ์เดินหน้าขับเคลื่อนการให้บริการทางการแพทย์สำหรับผู้มีบุตรยาก ภายใต้ศักยภาพความแข็งแกร่งในการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ช่วยในด้านการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ และทีมแพทย์ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธ์ด้านการให้บริการทางการแพทย์สำหรับผู้มีปัญหามีบุตรยาก            โดยในปี 2568 นี้ บริษัทฯ ตั้งเป้าอัตราการเติบโตของรายได้เพิ่มขึ้น 20 % จากการให้บริการทางการแพทย์สำหรับผู้มีบุตรยาก ครบทั้ง 3 สาขา ได้แก่  GFC Ubon - GFC Rama 9 International และ GFC Rama 3  ซึ่งทั้ง 3 สาขา จะให้บริการผู้เข้ารับการรักษาสำหรับผู้มีบุตรยากได้ครอบครบทุกมิติ ตั้งแต่การตรวจเบื้องต้น, การรักษาด้วยวิธี ICSI, การฝากไข่ และการตรวจพันธุกรรมตัวอ่อน PGT-A รวมถึงชูนวัตกรรมการนำเอาเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ PGT-A Plus มาใช้เป็นเครื่องมือในการตรวจความผิดปกติของพันธุกรรมตัวอ่อนก่อนการฝังตัว เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการคัดกรองหาตัวอ่อนที่มีความสมบูรณ์และเพิ่มอัตราความสำเร็จในการตั้งครรภ์ ซึ่งทุกสาขา จะร่วมขับเคลื่อนการสร้างรายได้สู่ New S-Curve ให้เติบโตอย่างยั่งยืน ตั้งแต่ปี 2568 เป็นต้นไป ควบคู่กับแผนการขยายฐานกลุ่มลูกค้าต่างชาติ            โดยเฉพาะตลาดกลุ่มลูกค้าจีน รวมถึงยังได้ศึกษาแผนการขยายตลาดเจาะกลุ่มลูกค้า CLMV  ลูกค้าอินเดีย รวมถึงลูกค้าตะวันออกกลาง ด้วยเช่นเดียวกัน เนื่องจากตลาดลูกค้ากลุ่มนี้นอกจากมีดีมานด์ที่สูงแล้ว ยังมีกำลังทรัพย์ที่สูงในการเข้ามารับการรักษาด้วยเช่นเดียวกัน GFC Ubon สาขาอุบลราชธานี ปัจจุบันเปิดให้บริการเต็มรูปแบบเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยสาขาดังกล่าวสามารถรองรับผู้เข้ารับการรักษาได้ครอบคลุมในพื้นที่อุบลฯ และจังหวัดใกล้เคียง รวมถึงประเทศเพื่อนบ้าน ภายใต้การดูแลจากทีมแพทย์ผู้ชำนาญการและประสบการณ์ด้านการทำเด็กหลอดแก้ว ICSI การฉีดเชื้อ IUI รวมถึงบริการฝากไข่ บริการตรวจ AMH และบริการตรวจโครโมโซม ดังนั้นด้วยทีมแพทย์ ทีมนักวิทยาศาสตร์ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์ จะสามารถทำให้มั่นใจว่า GFC Ubon จะสามารถขยายฐานและเพิ่มโอกาสการเติบโตของลูกค้ากลุ่มใหม่ รวมถึงสร้างรายได้ให้กับ GFC ได้ GFC Rama 9 International สาขาพระราม 9 เตรียมเปิดให้บริการรักษาผู้มีบุตรยากอย่างเป็นทางการ (Grand Opening) ในวันที่ 21 ก.พ. 2568 โดยสาขานี้เป็นหนึ่งในแลนด์มาร์คที่สำคัญของกรุงเทพฯ ที่จะยกระดับการให้บริการทางการแพทย์สำหรับผู้มีบุตรยากอย่างครอบคลุม รวมถึงยังสามารถรองรับลูกค้าต่างประเทศได้เต็มรูปแบบ มีห้องวิจัยและห้องปฏิบัติการสำหรับนักวิทยาศาสตร์ที่ทันสมัยห้องประชุมสัมมนาวิชาการทางการแพทย์ ศูนย์ฝึกอบรมนักเทคนิคการแพทย์ภายในของกลุ่มบริษัท (In-house training) เพื่อเป็นการบริหารทรัพยากรบุคลากรให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น            GFC มุ่งยกระดับมาตรฐานการรักษาลูกค้าผู้มีบุตรยาก ควบคู่กับการยกระดับทีมบุคลากรผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ และการนำเอาเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์มาใช้เพิ่มอัตราความสำเร็จในการตั้งครรภ์ สู่การสร้างการเติบโตทางธุรกิจอย่างมั่นคง            ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร GFC ยังได้กล่าวทิ้งท้ายถึงแนวโน้มการ “ฝากไข่” ซึ่งถือเป็นเทรนด์ผู้หญิงยุคใหม่ในปัจจุบันว่า การฝากไข่ ถือว่าเป็น Asset หรือเป็นทรัพย์สินที่มีมูลค่าสูง เนื่องจากเป็นหลักประกันที่เพิ่มโอกาสในการมีลูกในอนาคต เพราะ Asset ดังกล่าวจะเข้ามาช่วยเติมเต็มความสมบูรณ์ให้กับครอบครัว ดังนั้น GFC จึงมุ่งเน้นให้ความสำคัญในธุรกิจนี้มากขึ้น เพราะเชื่อว่าจะเป็นอีกหนึ่งในธุรกิจในการให้บริการที่จะสร้างรายได้ให้กับบริษัทฯ ในอนาคต [PR news]

นิด้าโพล เผยผู้สูงอายุรับเงินหมื่น กว่า 86% จ่ายค่าน้ำ-ค่าไฟ

นิด้าโพล เผยผู้สูงอายุรับเงินหมื่น กว่า 86% จ่ายค่าน้ำ-ค่าไฟ

           หุ้นวิชั่น - ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจของประชาชน เรื่อง “ผู้สูงอายุรับเงินสด 10,000 บาท แล้วจะสนับสนุนรัฐบาลไหม” ทำการสำรวจระหว่างวันที่3-5 กุมภาพันธ์ 2568 จากประชาชนที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ที่ทั้งตนเอง และ/หรือคนในครอบครัว ที่ได้รับเงิน 10,000 บาท จากโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านผู้สูงอายุ กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ            รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับการได้รับเงินสด 10,000 บาท จากรัฐบาล การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล”สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0            จากการสำรวจเมื่อถามถึงการนำเงินไปใช้จ่ายของผู้ที่ได้รับเงิน 10,000 บาท ไม่ว่าจะเป็นตนเอง และ/หรือ คนในครอบครัวที่ได้รับเงินจากโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านผู้สูงอายุ พบว่า            ตัวอย่าง ร้อยละ 86.18 ระบุว่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน (รวมค่าน้ำ ค่าไฟ น้ำมันเชื้อเพลิง) รองลงมา ร้อยละ 26.26 ระบุว่า ใช้จ่ายเพื่อสุขภาพ (เช่น ซื้อยารักษาโรค หาหมอ) ร้อยละ 13.66 ระบุว่า ใช้หนี้ ร้อยละ 11.98 ระบุว่า เก็บออมไว้สำหรับอนาคต ร้อยละ 9.24 ระบุว่า ใช้ลงทุนการค้า ร้อยละ 8.70 ระบุว่า ใช้จ่ายเพื่อการศึกษา ร้อยละ 4.35 ระบุว่า ใช้ซื้อหวย สลากกินแบ่งรัฐบาลร้อยละ 1.76 ระบุว่า ใช้ซื้ออุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า ร้อยละ 0.53 ระบุว่า ใช้ซื้ออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ มือถือและเครื่องมือสื่อสาร ร้อยละ 0.46 ระบุว่า ใช้จ่ายเพื่อการเดินทางท่องเที่ยว และร้อยละ 0.38 ระบุว่า ใช้จ่ายเพื่อการบันเทิง (เช่น เลี้ยงสังสรรค์ ซื้อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ยาสูบ เป็นต้น)            ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงการสนับสนุนรัฐบาลของผู้ที่ได้รับเงิน 10,000 บาท ไม่ว่าจะเป็นตนเอง และ/หรือ คนในครอบครัวที่ได้รับผลประโยชน์จากโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านผู้สูงอายุ พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 44.89 ระบุว่ามีส่วนทำให้สนับสนุนรัฐบาล รองลงมา ร้อยละ 30.69 ระบุว่า จะมีหรือไม่มีโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ก็สนับสนุนรัฐบาลอยู่แล้ว ร้อยละ 14.35 ระบุว่า ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่สนับสนุนรัฐบาล และร้อยละ 10.07 ระบุว่า ยังไม่แน่ใจ ว่าจะตัดสินใจอย่างไร

MAGURO คาด Q4/67 กำไรพุ่ง 149% ต้นทุนลด หนุนอัพไซด์ เคาะเป้า 26.00 บาท

MAGURO คาด Q4/67 กำไรพุ่ง 149% ต้นทุนลด หนุนอัพไซด์ เคาะเป้า 26.00 บาท

         หุ้นวิชั่น - ทีมข่าวหุ้นวิชั่นรายงาน บล. หยวนต้า ระบุว่า คุณจักรกฤติ สายสมบูรณ์ CEO ของ MAGURO เผยงบปี 2024E สดใสตามเป้า นอกจากนี้ปัจจุบันราคาต้นทุนวัตถุดิบหลัก อาทิ Salmon ราคาค่อนข้างคงที่ ซึ่งลดลง YoY ในขณะที่เนื้อวากิว ราคาลดลง -10-15% ทำราคาได้ดีตั้งแต่ต้นปี ดังนั้น คาดว่ารายได้ปี 2025E เติบโตแข็งแกร่ง ทะลุเป้าเตรียมขยายสาขาและเพิ่ม SSSG พร้อมทั้งเปิดตัวแบรนด์ใหม่อีก 2 แบรนด์ในปีนี้ (ที่มา: stock focus)          เรามีมุมมองเป็นบวกจากประเด็นข้างต้น เราประเมินกำไรสุทธิ 4Q24E ที่ 34 ล้านบาท (+149% YoY, +17% QoQ) กำไรโต YoY หนุนโดย 1. รายได้ขยายตัว +42% YoY จาก SSSG +4.5%, ขยายสาขาเป็น 38 สาขา (4Q23 ที่ 25 สาขา) อีกทั้งแบรนด์ใหม่เติบโตดีกว่าคาด โดยเฉพาะ Tonkatsu Aoki โตสูงกว่าที่บริษัทตั้งเป้าไว้มาก, 2. GPM ขยายตัว จากสัดส่วน Hitori Shabu ที่ high margin ปรับตัวเพิ่มขึ้น และ 3. SG&A to sales ปรับตัวลดลงจากการควบคุมค่าใช้จ่ายที่ดี ด้านกำไรเติบโต QoQ จาก high season          สำหรับต้นทุน salmon มีสัดส่วนเป็น 20-25% ของ COGS ของ MAGURO เรามองว่าต้นทุน salmon & เนื้อวากิว ที่ลดลง YoY จะช่วยหนุน GPM ขยายตัว เป็น upside ต่อประมาณการเรา เบื้องต้น เราคงประมาณการกำไรสุทธิปี 2024E ที่ 96 ล้านบาท (+33% YoY) และปี 2025E ที่ 141 ล้านบาท (+47% YoY) จากรายได้ที่เติบโตทำสถิติสูงสุดใหม่ต่อเนื่อง +23% YoY จาก SSSG +3% YoY และขยายสาขา 13 สาขา เราคาดรายได้จากแบรนด์ใหม่ที่ 132 ล้านบาท คาด NPM ของแบรนด์ใหม่ที่ 9-10%, GPM ขยายตัวจากสัดส่วนรายได้ของ Hitori Shabu, Tonkatsu Aoki, Cou Cou ซึ่ง high margin ปรับตัวเพิ่มขึ้น❑ ฃ          เราคงคำแนะนำ “ซื้อ” และคงราคาเป้าหมายที่ 26.00 บาท อิง 2025E PER 23.5x เรายังชอบ MAGURO จาก 1. ธุรกิจร้านอาหารแบบ Full-Service ไทย ยังมีการเติบโตต่อเนื่อง, 2. มี penetration rate ที่ต่ำเมื่อเทียบกับคู่แข่ง, 3. มี Brand Awareness และ Brand Loyalty ที่แข็งแกร่ง โดยสัดส่วนรายได้จากสมาชิกสูง > 55% และ 4. valuation ไม่แพงเมื่อเทียบกับการเติบโตของกำไรปี 24-25E ที่ทำ All Time High ปัจจุบัน MAGURO เทรดอยู่ที่ 2025E PER 15.6x ต่ำกว่า peer ที่ 19x และมี short-term catalysts จากกำไร 4Q24E ที่เดินหน้าทำ new high

THCOM คาด USO 2-3 เร่งกำไรโต โบรกแนะซื้อ เป้า 16.50 บาท

THCOM คาด USO 2-3 เร่งกำไรโต โบรกแนะซื้อ เป้า 16.50 บาท

           หุ้นวิชั่น - ทีมข่าวหุ้นวิชั่นรายงาน บล. หยวนต้า ระบุ THCOM รายงานผลประกอบการ 4Q24 มีกำไรสุทธิ 189 ล้านบาท แต่หากตัดขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยนที่ยังไม่เกิดขึ้น 169 ล้านบาท และการกลับรายการทางบัญชี 39 ล้านบาท ผลประกอบการปกติ 4Q24 ขาดทุน 19 ล้านบาท ลดลงเทียบกับกำไรปกติ 27 ล้านบาทใน 3Q24 และกำไรปกติ 5 ล้านบาทใน 4Q23 ► ผลประกอบการปกติต่ำกว่าที่เราคาดจะมีกำไรปกติ 28 ล้านบาท สาเหตุหลักมาจากรายได้ของ USO ประเทศไทยที่ขาดหายไปเพราะหมดสัญญา ต้องรอเปิดประมูลรอบใหม่ใน 1Q25 มีผลกระทบต่อรายได้และ GPM ของกลุ่มมากกว่าคาด ► รายได้หลักอยู่ที่ 552 ล้านบาท (-10.2% QoQ, -12.7% YoY) รายได้ที่ลดลง QoQ มาจากการขาดหายไปของรายได้ USO ประเทศไทย ผลกระทบของการขาดหายไปของช่วงรอยต่อ โดยโครงการดังกล่าวจะกลับมาเปิดประมูลใน 1Q25 และน่าจะทำให้รายได้ส่วนนี้กลับมาเป็นปกติในปลาย 1Q25 หรือต้น 2Q25 ► อัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 26.3% (-791 bps QoQ, -1030 bps YoY) ต่ำกว่าคาดที่ 36% เมื่อรายได้ลดลง economies of scale ก็ลดลงตามลักษณะของธุรกิจดาวเทียม SG&A อยู่ที่ 220 ล้านบาท (+15.1% QoQ, -4.3% YoY) ส่วนแบ่งจากบริษัทฯ ร่วมมีกำไรที่ 87 ล้านบาท ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเทียบกับขาดทุน 33 ล้านบาทใน 3Q24 และเทียบกับขาดทุน 31 ล้านบาทใน 4Q23 ► THCOM งดจ่ายปันผลสำหรับผลประกอบการปี 2024 ► THCOM จะจัดประชุมนักวิเคราะห์ในวันที่ 13 ก.พ. 2025 Our Take ► ผลประกอบการทั้งปี 2024 มีกำไรปกติ 109 ล้านบาท (-49.6% YoY) การปิดลูกค้าใหม่สำหรับดาวเทียมดวงเล็กที่จะยิงใน 2H25 และดวงใหญ่ที่จะยิงใน 3Q27 มีอย่างต่อเนื่อง แต่ยังไม่เห็นผลกับผลประกอบการระยะสั้นเพราะต้องรอดาวเทียมดวงใหม่ยิงถึงจะรับรู้รายได้ได้ ขณะที่รอยต่อของโครงการ USO ในประเทศและผลขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยนจาก LTC กดดันกำไรระยะสั้นในปี 2024 ► อย่างไรก็ดี ในปี 2025 THCOM จะเริ่มมีรายได้จากลูกค้าอินเดียสำหรับ THCOM8 ส่วนรายได้ USO ประเทศไทยเฟส 2 คาดจะเปิดประมูลใน 1Q25 ทำให้บริษัทฯ จะกลับมาทำกำไรปกติได้ในระดับบางๆ ส่วน USO เฟส 3 ที่มีขนาดใหญ่ที่จะตามมาจะเป็นตัวเร่งกำไรปี 2025 ให้เติบโต ► เราปรับลดประมาณการเล็กน้อยให้สะท้อน 1) การฟื้นตัวของส่วนแบ่งกำไรจาก LTC ที่ช้ากว่าคาด และ 2) อัตราการบริการดาวเทียมดวงใหม่ที่จะถูกท้าทายมากขึ้น เราคาดกำไรปกติปี 2025-2026 ที่ 244 ล้านบาท และ 323 ล้านบาท ตามลำดับ ► เราปรับลดราคาเหมาะสม ณ สิ้นปี 2025 ลงเป็น 16.50 บาทต่อหุ้น อิง DCF WACC 9.0% และ Terminal growth ที่ 0% ผลขาดทุนเล็กน้อยเป็นเรื่องชั่วคราวและมีผลน้อยมากต่อ Valuation ที่ขึ้นกับความสำเร็จของดาวเทียมดวงใหม่เป็นหลัก แต่เราปรับลดสมมติฐานราคาขายดาวเทียมดวงใหญ่ลง เพื่อให้สะท้อนความเสี่ยงจากการเข้ามาแข่งขันของดาวเทียม LEO ที่สูงขึ้นส่งผลให้ Valuation ลดลง ► เราคงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาหุ้นลดลงนำผลประกอบการ 4Q24 ที่อ่อนแอไปแล้ว ราคาหุ้นที่ P/BV 1.2x คือราคาหุ้นที่กลับมาที่ระดับก่อนประมูลวงโคจรดาวเทียมและก่อนหน้าที่บริษัทฯ จะประกาศแผนการยิงดาวเทียมดวงใหม่ หรือสะท้อนว่าตลาดไม่ได้ให้น้ำหนักกับดาวเทียมดวงใหม่เลย เราคาดว่าราคาหุ้นจะทยอยฟื้นตัวหาก THCOM ได้งาน USO เฟส 2 และ USO เฟส 3 เข้ามาในช่วง 1Q25-2Q25 ความเสี่ยง ได้แก่ การขาย presale ดาวเทียมดวงใหม่ล่าช้า ความเสี่ยงด้านกฎเกณฑ์ และการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี

ทรัมป์สั่งเก็บภาษีอลูมิเนียม-เหล็ก ทุกประเทศ กระทบไทยน้อย แนะทยอยสะสมหุ้นใหญ่

ทรัมป์สั่งเก็บภาษีอลูมิเนียม-เหล็ก ทุกประเทศ กระทบไทยน้อย แนะทยอยสะสมหุ้นใหญ่

           หุ้นวิชั่น - Pi Daily ทรัมป์สั่งเก็บภาษีอลูมิเนียมและเหล็กจากทุกประเทศ แต่ส่วนใหญ่แล้วไทยส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ไปยังสหรัฐฯ มองผลกระทบยังไม่สูงมาก ด้านตลาดหุ้นเอเชียดูไม่มีผลใดๆ ตลาดหุ้น Dow Jones คืนวันศุกร์ปิดลบ 444 จุด (-0.9%) หลังจากประธานาธิบดีสหรัฐฯกล่าวว่าวางแผนที่จะประกาศมาตรการภาษีตอบโต้หลายประเทศในสัปดาห์หน้า ด้านราคาน้ำมันดิบ BRT ปิดบวก 0.5% หลังจากมีการออกมาตรการคว่ำบาตรครั้งใหม่กับการส่งออกน้ำมันดิบ            คืนวันศุกร์ที่ผ่านมาสหรัฐฯ ได้รายงานตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรที่ 1.43 แสนรายต่ำกว่าคาดการณ์จาก Bloomberg Consensus ที่ 1.69 แสนราย พร้อมกับอัตราการว่างงานที่ 4% ต่ำกว่าที่ Bloomberg Consensus คาดไว้ที่ 4.1% ซึ่งตัวเลขที่ออกมานั้นค่อนข้างผสมผสานมีทั้งดีและไม่ดี แต่อย่างไรก็ตามในสุดท้ายนักลงทุนหันไปให้น้ำหนักกับการประกาศของ Trump เพราะในสัปดาห์หน้าเตรียมจะประกาศขึ้นภาษีกับหลายๆประเทศ กดดันให้ในวันศุกร์ที่ผ่านมาอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯเร่งตัวขึ้น จากความกังวลเงินเฟ้อเร่งตัวขึ้นเพราะภาษีจะทำให้ราคาสินค้าแพงขึ้น            ระยะสั้นปัจจัยข้างต้นอาจสร้างแรงกดดันต่อการลงทุนในช่วงต้นสัปดาห์ แต่อย่างไรก็ตามสำหรับตลาดหุ้นไทยนักลงทุนกำลังให้ความสนใจกับแรงขายของ LTF ข้อมูลจาก AIMC ล่าสุดระบุว่ามูลค่าการขาย LTF ในเดือน ม.ค. ปีนี้อยู่ที่ราวๆ 1.8 หมื่นล้านบาท หากเทียบกับช่วง ม.ค. ปีก่อนอยู่ที่ 5 พันล้านบาทหรือมากกว่าถึง 3.6x            โดยช่วงทั้งปี 24 เงินไหลออกจาก LTF สุทธิเพียง 3.7 หมื่นล้านบาทเทียบกับ YTD ของปี 24 ไหลออกไปแล้วมากถึง 1.8 หมื่นล้านบาท ซึ่งข้อมูลล่าสุดมูลค่าทรัพย์สินสุทธิรวมของ LTF อยู่ที่ 1.88 แสนล้านบาท หรืออาจบ่งชี้ว่าแรงขาย LTF ยังสามารถเกิดขึ้นได้หลังจากนี้            สัปดาห์นี้รอติดตามตัวเลขเศรษฐกิจที่ประกอบไปด้วย (1) เงินเฟ้อสหรัฐฯ (CPI) ในวันพุธ Bloomberg Consensus คาดการณ์ไว้ที่ 2.9%YoY , 0.3%MoM (2) การแถลงของท่านประธาน FED ในอังคารจากการแถลงนโยบายการเงินต่อคณะกรรมการ (3) ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ในวันพฤหัสบดี Bloomberg Consensus ประเมินไว้ที่ 0.2%MoM (4) ยอดค้าปลีกของสหรัฐฯในวันศุกร์ Bloomberg Consensus คาดการณ์ทรงตัวเทียบกับเดือนก่อนหน้า            ประเมิน SET INDEX สัปดาห์นี้เคลื่อนไหวในกรอบ 1,250 – 1,300 จุด ทั้งนี้ในเชิงกลยุทธ์การลงทุนการปรับฐานลงมาของตลาดหุ้นไทยเชื่อว่าเกิดจากแรงขาย LTF แต่ปัจจัยพื้นฐานยังไม่มีความผิดปกติอย่างมีนัยยะประกอบกับได้แรงหนุนจากผลประกอบการหลัง ADVANC รายงานกำไรดีกว่านักวิเคราะห์คาดการณ์ในวันศุกร์ แม้ล่าสุด Trump จะเห็นประกาศเก็บภาษีในส่วนของเหล็กและอลูมิเนียมในอัตรา 25% จากทุกประเทศในวันนี้ อย่างไรก็ตามตลาดหุ้นทั่วโลกในเช้านี้ดูมิได้ตอบรับเชิงลบมากเท่าใดนัก (Nikkei -0.4% Dow Jones Future +0.08%)            แนะทยอสะสมในหุ้นขนาดใหญ่ อาทิ ค้าปลีก (BJC CRC CPALL HMPRO) ศูนย์การค้า (CPN) ท่องเที่ยว (AOT CENTEL MINT) ธนาคาร (BBL KBANK KTB) การเงิน (MTC SAWAD) นิคมอุตสาหกรรม (WHA) KBANK (ซื้อ / ราคาเป้าหมาย 180.00 บาท) เป้าหมายทางการเงินปี 2025 (1) สินเชื่อทรงตัว YoY ประกอบด้วยสินเชื่อบริษัทขนาดใหญ่ (Corporate) -2% ถึง 0% สินเชื่อที่ไม่ขยายตัวมาจากการชำระคืนหนี้ของลูกค้ามากกว่าความกังวลต่อคุณภาพสินเชื่อ, สินเชื่อวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) -2% ถึง 0% เน้นปล่อยสินเชื่อกลุ่มลูกค้าปัจจุบันมากกว่าขยายฐานลูกค้าใหม่, สินเชื่อรายย่อย (Retail) เติบโต 5% ถึง 7% เน้นสินเชื่อที่มีหลักประกัน เช่น สินเชื่อที่อยู่อาศัย และสินเชื่อบัตรเครดิต WHA (ซื้อ / ราคาเป้าหมาย 6.10 บาท) มีมุมมองที่ดีในระยะยาวกับ WHA เช่นเดิม โดยคาดว่าเป็นผู้ประกอบการที่มีปัจจัยบวกรออยู่หลายด้านทั้งในแง่ของการย้ายฐานการผลิตออกมาจากจีน การขยายการลงทุนด้าน Data Center ในประเทศไทย รวมถึงการขยายธุรกิจในกลุ่มพลังงานสะอาดที่เป็นความต้องการของอุตสาหกรรมในอนาคต นอกจากนี้ธุรกิจให้เช่ารถ EV ยังมีโอกาสขยายตัวได้อีกมาก

โกลเบล็ก ชอบ

โกลเบล็ก ชอบ "TACC" อัพไซต์ สูง 45% เคาะเป้า 5.8 บ.

          หุ้นวิชั่น - ทีมข่าวหุ้นวิชั่น รายงาน บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด ระบุถึง TACC ว่า "ซื้อ" ราคาเหมาะสม 5.80 บาท มีอัพไซต์ 45% "มุมมองเป็นกลางต่อแนวโน้ม 4Q67 ส่วนปี 68 คาดเติบโตราว 10%" คาดแนวโน้มกำไร 4Q67 เติบโตเล็กน้อย YoY และ QoQ โดยหลักยังคงเติบโตควบคู่กับการขยายสาขา 7-Eleven อีกราว 180 แห่ง ประกอบกับเข้าสู่ High Season ของธุรกิจ อย่างไรก็ตาม คาดจะได้รับผลกระทบจากฝนที่ตกหนักในโซนภาคเหนือและภาคใต้ ประกอบกับมีต้นทุนวัตถุดิบบางรายการที่ปรับเพิ่มขึ้น ทำให้ %GPM ปรับลงต่ำกว่าระดับปกติที่ 33% สู่ราว 32% โดยเราคาดการณ์กำไรปี 67 ราว 255 ลบ. +24% YoY (9M67 คิดเป็น 75% ของประมาณการดังกล่าว)           ฝ่ายวิเคราะห์มีมุมมองเป็นกลางต่อแนวโน้ม 4Q67 ส่วนปี 68 มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องราว 10% จากการขยายสาขา 7-Eleven เฉลี่ยปีละ 700 แห่ง และการเป็นพาร์ทเนอร์กับร้านกาแฟพันธุ์ไทยที่มีแผนขยายสาขาเชิงรุกจาก 1,282 แห่งในปี 67 สู่ราว 5,000 แห่งในปี 70 แต่คาด %GPM อาจต่ำกว่าระดับ 33% เนื่องจากราคาต้นทุนวัตถุดิบที่ทรงตัวสูง           อย่างไรก็ตาม ฝ่ายวิเคราะห์ชื่นชอบ TACC ในแง่สินค้าที่เข้าถึงผู้บริโภคได้ง่ายผ่านร้าน 7-Eleven และราคาไม่แพง ทนทานต่อภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวน ส่วนราคาเหมาะสม 5.80 บาท มีอัพไซต์ 45% รวมทั้งจ่ายปันผลในอัตรา 8-9% ต่อปี แนะนำ "ซื้อ"

mai ต้อนรับ บมจ. มาเธอร์ มาร์เก็ตติ้ง (MOTHER) เริ่มซื้อขาย 11 ก.พ. นี้

mai ต้อนรับ บมจ. มาเธอร์ มาร์เก็ตติ้ง (MOTHER) เริ่มซื้อขาย 11 ก.พ. นี้

         หุ้นวิชั่น - นายประพันธ์ เจริญประวัติ ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) เปิดเผยว่า ตลาดหลักทรัพย์ mai ยินดีต้อนรับ บมจ. มาเธอร์ มาร์เก็ตติ้ง เข้าจดทะเบียนและเริ่มซื้อขายใน mai ภายใต้กลุ่มบริการ โดยใช้ชื่อย่อในการซื้อขายหลักทรัพย์ว่า “MOTHER” ในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2568          MOTHER ดำเนินธุรกิจค้าปลีกและค้าส่งสินค้าอุปโภคบริโภค ผ่านสำนักงานใหญ่และร้านสาขาชื่อ “Mother Supermarket” และ “Mother Marche” รวม 20 สาขา โดยแบ่งเป็น มาเธอร์ ซุปเปอร์มาร์เก็ต จำนวน 10 สาขา และ   มาเธอร์ มาเช่ จำนวน 10 สาขา ครอบคลุมพื้นที่ในจังหวัดกระบี่ พังงา และสุราษฎร์ธานี อีกทั้งมีศูนย์กระจายสินค้า 2 แห่ง ในจังหวัดกระบี่ และสุราษฎร์ธานี โดยมีกลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่เป็นคนท้องถิ่นและชาวต่างชาติที่เป็นผู้มาพักอาศัยและนักท่องเที่ยว ซึ่งสามารถเลือกซื้อสินค้าผ่าน 4 ช่องทางการจำหน่าย ได้แก่ การจำหน่ายสินค้าผ่านร้านสาขา การจำหน่ายสินค้าแบบค้าส่งผ่านศูนย์กระจายสินค้า ช่องทางออนไลน์ และการขายผ่านหน่วยรถ สำหรับงวด 9 เดือนสิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2567 บริษัทมีสัดส่วนรายได้จากธุรกิจค้าปลีก ค้าส่ง รายได้บริการและอื่นๆ ในสัดส่วนร้อยละ 69 : 30 : 1          MOTHER มีทุนชำระแล้วหลัง IPO 143 ล้านบาท มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 0.50 บาท ประกอบด้วยหุ้นสามัญเดิม 200 ล้านหุ้นและหุ้นสามัญเพิ่มทุน 86 ล้านหุ้น เสนอขายต่อบุคคลตามดุลยพินิจของผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์ไม่น้อยกว่า 73.10ล้านหุ้น ผู้มีอุปการคุณของบริษัทไม่เกิน 12.90 ล้านหุ้น โดยเสนอขายผู้ลงทุนระหว่างวันที่ 27 - 29 มกราคม 2568 ในราคาหุ้นละ 1.40 บาท คิดเป็นมูลค่าระดมทุน 120.40 ล้านบาท มูลค่าหลักทรัพย์ ณ ราคา IPO 400.40 ล้านบาท          ทั้งนี้ การกำหนดราคาเสนอขายหุ้น IPO คิดเป็นอัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิต่อหุ้น (P/E ratio) ที่ประมาณ 21.40 เท่า คำนวณกำไรสุทธิต่อหุ้นจากผลกำไรสุทธิในช่วง 4 ไตรมาสล่าสุดตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2566 ถึง 30 กันยายน 2567 ซึ่งเท่ากับ 18.71 ล้านบาท หารด้วยจำนวนหุ้นสามัญทั้งหมดภายหลังการเสนอขายหุ้นครั้งนี้ (fully diluted) คิดเป็นกำไรสุทธิต่อหุ้น 0.07 บาท โดยมีบริษัท พาย แอ๊ดไวเซอรี่ จำกัด เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน และมีบริษัทหลักทรัพย์ พายจำกัด (มหาชน) เป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายหุ้นสามัญ          นายเอกพงศ์ โชคชัยวิทัศน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. มาเธอร์ มาร์เก็ตติ้ง (MOTHER) เปิดเผยว่า ตลอดระยะเวลามากกว่า 40 ปี บริษัทมุ่งมั่นและพัฒนาซุปเปอร์มาร์เก็ตรูปแบบใหม่ ภายใต้แนวคิด “ประหยัด ทันสมัย ใกล้บ้านคุณ” โดยจำหน่ายสินค้ามากกว่า 10,000 รายการ ครอบคลุมสินค้าอุปโภคบริโภค ตลอดจนของสดและ อาหารแช่แข็ง เพื่อตอบโจทย์การให้บริการลูกค้าในท้องถิ่นและลูกค้าชาวต่างประเทศที่เดินทางมาท่องเที่ยวในพื้นที่ สำหรับเงินที่ได้จากการระดมทุนครั้งนี้จะนำไปใช้เป็นเงินทุนในการขยายสาขา ชำระคืนเงินกู้ยืมสถาบันการเงินและใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนของบริษัท          MOTHER มีผู้ถือหุ้นใหญ่หลัง IPO คือ กลุ่มครอบครัวนายเอกพงศ์ โชคชัยวิทัศน์ ถือหุ้น 68.81% และกลุ่มครอบครัวโชคชัยวิทัศน์ 1.12% โดยบริษัทมีนโยบายจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นในอัตราไม่น้อยกว่าร้อยละ 40 ของกำไรสุทธิตามงบการเงินของบริษัทฯ หลังหักเงินสำรองต่างๆ ทุกประเภทตามที่กฎหมายกำหนดและตามที่กำหนดไว้ในข้อบังคับบริษัท ผู้ลงทุนและผู้สนใจ สามารถดูรายละเอียด จากหนังสือชี้ชวนของบริษัทที่เว็บไซต์ของสำนักงาน ก.ล.ต. ที่ www.sec.or.th และข้อมูลทั่วไปของบริษัทที่ www.mothermarket.co.th และ www.set.or.th

จับตา ดอกเบี้ยเบี้ยไทย ขาลง หุ้นไหนรับอานิสงส์ เช็ก!

จับตา ดอกเบี้ยเบี้ยไทย ขาลง หุ้นไหนรับอานิสงส์ เช็ก!

           หุ้นวิชั่น - ทีมข่าวหุ้นวิชั่น รายงาน บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) (KSS) ระบุว่า กระแสการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในกลุ่มประเทศอาเซียนยังเป็นขาลงต่อ ล่าสุดตลาดคาดสัปดาห์นี้ธนาคารกลางฟิลิปปินส์ (BSP) ปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีกจากปัจจุบันที่ระดับ 5.75%            ส่วนปลายสัปดาห์ที่แล้วธนาคารกลางอินเดีย (RBI) มีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยฯ 25 bps สู่ระดับ 6.25% ซึ่งสอดคล้องกับที่ตลาดคาดไว้ ซึ่งเป็นการปรับลดอัตราดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบ 5 ปี โดยรวม KSS ให้น้ำหนักการลงทุนในระดับ Neutral โดยประเมินว่าจะสร้างความคาดหวังทำให้มุมมองอัตราดอกเบี้ยไทยมีโอกาสปรับลดลงตามประเทศอื่นในเอเชีย บวกต่อหุ้นในกลุ่มการเงิน MTC, JMT กลุ่มโรงไฟฟ้า GULF และกลุ่มหนี้สูง CPALL, CPAXT, MINT

“ปกรณ์” ตัดขายหุ้น AQUA 3.5011% คงเหลือถือ 7.2138%

“ปกรณ์” ตัดขายหุ้น AQUA 3.5011% คงเหลือถือ 7.2138%

          หุ้นวิชั่น - สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้รับแบบรายงานการจำหน่าย หุ้นของ บริษัท อควา คอร์เปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (AQUA) โดย นาย ปกรณ์ มงคลธาดา ซึ่งเป็นการจำหน่าย เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2568 จำนวนหลักทรัพย์ที่จำหน่าย คิดเป็น 3.5011% ของสิทธิออกเสียงทั้งหมดของกิจการ จำนวนหลักทรัพย์ภายหลังการจำหน่าย คิดเป็น 7.2138% ของสิทธิออกเสียงทั้งหมดของกิจการ

TIDLOR กำไรงาม ลุ้นปีนี้โตต่อ 13% โบรกอัพเป้า 19.50 บ.    

TIDLOR กำไรงาม ลุ้นปีนี้โตต่อ 13% โบรกอัพเป้า 19.50 บ.    

           หุ้นวิชั่น - บล.กรุงศรี ประเมินหุ้น TIDLOR โดยปรับ TP25F เป็น 19.5 บ. จาก 15.3 บ. จากการปรับกำไรสุทธิ 2025-26F ขึ้นปี ละ 10-13% และปรับคำแนะนำขึ้นเป็น BUY เดิม REDUCE เพราะคุณภาพสินทรัพย์เห็นพัฒนาการเชิงบวก จาก 4Q24 i) ค่าใช้จ่ายสำรอง (credit cost) ลดลงเหลือ 272 bps. จาก 3Q24 ที่391 bps. ii) NPL Ratio ปรับลงเหลือ1.80 จาก 1.88% ใน 3Q24 iii) NPL Formation ลดลง -40% q-q            สำหรับกำไร สุทธิ 4Q24 ที่ 1,044 ลบ. ใกล้กับคาดและตลาดคาด กำไรเพิ่มขึ้น +16%y-y และ +5% q-q เพราะการเพิ่มขึ้นของสินเชื่อรวม การเพิ่มขึ้นของรายได้การขายประกัน และการลดลงของค่าใช้จ่ายสำรอง (ECL)            ฝ่ายวิจัยปรับกำไรสุทธิ 2025-26F ขึ้นปีละ 10-13% อยู่ที่ 4,696 และ 5,106 ลบ. ตามลำดับ จากค่าใช้จ่ายสำรอง (credit cost) ต่ำกว่าคาด เพราะคุณภาพสินทรัพย์ของลูกหนี้ดีขึ้น

SVI ฉายแววเด่น คาดกำไรปี67  โต 37% แกร่งที่สุดในกลุ่ม

SVI ฉายแววเด่น คาดกำไรปี67 โต 37% แกร่งที่สุดในกลุ่ม

         หุ้นวิชั่น - บล.กรุงศรี ประเมินกำไรหลักของ SVI ใน 4Q24 ปรับตัวดีขึ้น อย่างมีนัยสำคัญสู่ระดับ 299 ล้านบาท (+23% yoy, +50% qoq) สูงกว่าประมาณการของตลาด 44% โดยได้รับแรงหนุนจําก คําสั่งซื้อใหม่ที่มีผลดีต่อทั้งรายได้และ GPM สำหรับปี 2024 SVI มีการเติบโตของกําไรที่ 37% yoy ซึ่งคาดว่าจะเป็นการเติบโตของกำไรที่แข็งแกร่งที่สุดในกลุ่ม         คงคำแนะนำ “ซื้อ ” ที่ราคาเป้าหมายเดิม 8.50 บาท บริษัทประกาศจ่ายเงินปันผลที่ 0.24 บาทต่อหุ้น คิดเป็นอัตราผลตอบแทนเงินปันผล 3.5% แต่กำไรปี 2025 อาจจะทรงตัว         ฝ่ายวิจัยยังคงประมาณการกำไรของ SVI ในปี2025 ที่ 1.3 พันล้านบาททรงตัว yoy เนื่องจากคาดว่าGPM จะกลับสู่ระดับปกติที่ 9.5% เทียบกับ9.9% ในปี2024 แม้ว่าการเติบโตของกำไรของบริษัทอาจดูไม่น่าสนใจ แต่ฝ่ายวิจัยยังคงมองในแง่ดีต่อ SVI เนื่องจากรายได้ของบริษัทคาดว่าจะยังคงเติบโตต่อเนื่อง (+6% yoy) จากคำสั่งซื้อใหม่

KSS คาด SET วันนี้ “ย่ำฐาน” คัด ADVANC, CPALL, MINT เด่น

KSS คาด SET วันนี้ “ย่ำฐาน” คัด ADVANC, CPALL, MINT เด่น

          หุ้นวิชั่น - บล.กรุงศรี คาด SET วันนี้“ย่ำฐาน” ต้าน 1,290/1,300 จุด รับ1,270/1,260 จุด คาดตลาดวันนี้เป็นภาพรอติดตามประเด็นความ เสี่ยงใหม่ต่างประเทศ เรื่องหลัก คือ 1.) นโยบายคุณ Trump ที่ประกาศมีนโยบายการค้าแบบตอบแทน เพื่อที่สหรัฐฯจะได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกันกับประเทศอื่นๆ (Reciprocal Tariffs) KSS ประเมินเป็นประเด็นที่สร้างความเสี่ยงต่อ Upside เงินเฟ้อและ Downside เศรษฐกิจ ระยะสั้นคาดนักลงทุนจะชะลอลงทุนสินทรัพย์เสี่ยงเพื่อประเมิน แต่คาด Downside โดยรวมจำกัด 2.) ยอดจ้างงานผสมผสาน มีจุดอ่อนที่การจ้างงานใหม่ ม.ค. 25 ต่ำกว่าคาดอ่อนลง -53%m-m ปัจจัยนี้มีโอกาสจำกัดความเสี่ยงการใช้นโยบายการค้าที่รุนแรงของคุณ Trump 3.) ภายในเป็นบวก Fund Flows เพิ่มน้ำหนักลงทุน SET ต่อเนื่องตั้งแต่ตลาดมี Equity Risk Premiun > AVG +1 S.D. สะท้อน SET อยู่ในโซนลงทุน +ผลกระทบ Reciprocal Tariffs กระจุกตัวในสินค้าเกษตร ยานยนต์ และชิ้นส่วนฯ 4.) สัญญาณฟื้นตัว Domestic ADVANC กำไรดีกว่าคาด,กลุ่มเช่าซื้อมีภาพบวกคุณภาพสินทรัพย์เช่นเดียวกับธนาคาร กลยุทธ์วันนี้เลี่ยงหุ้นอิงภายนอก เน้นหุ้น Domestic ที่มีอยู่ในโซนลงทุน ผสานหุ้นอิงภาคบริการ หุ้น Dividend (ธนาคาร สื่อสาร) วันนี้แนะนำ ADVANC, CPALL, MINT เด่น

ADVANC ผลงานดีเกินคาด ARPU หนุน-เป้า310บ.

ADVANC ผลงานดีเกินคาด ARPU หนุน-เป้า310บ.

           หุ้นวิชั่น - บทวิเคราะห์ บล. ดาโอ ระบุว่า คงคำแนะนำ “ซื้อ” ADVANC และราคาเป้าหมายที่ 310.00 บาท อิง DCF (WACC 8.7%, Terminal growth 2%)            ทั้งนี้ บริษัทประกาศกำไรปกติ 4Q24 ที่ 9.3 พันล้านบาท (+31% YoY, +10% QoQ) ดีกว่าตลาดและเราประเมินราว +4% มีปัจจัยหนุนจากรายได้จากบริการหลักอยู่ที่ 4.2 หมื่นล้านบาท (+12% YoY, +3% QoQ) Mobile ARPU อยู่ที่ 228 บาท (+2% YoY, +2% QoQ) ในขณะที่ FBB ARPU อยู่ที่ 509 บาท (+4% YoY, +1% QoQ)            ในขณะที่ Handset sales อยู่ที่ 1.1 หมื่นล้านบาท (+5% YoY, +40% QoQ) และ handset margin อยู่ที่ 6% (+3.7ppts YoY, +0.4ppts QoQ) ส่วนต้นทุนบริการหลัก (+8% YoY, ทรงตัว QoQ) เพิ่มขึ้น YoY จากการรวม 3BB ส่งผลให้ blended GPM อยู่ที่ระดับ 37% (+3ppts YoY, ทรงตัว QoQ) และหนุนให้กำไรปกติปี 2024 อยู่ที่ 3.5 หมื่นล้านบาท (+20% YoY) ใกล้เคียงกับที่ประเมิน            เบื้องต้นเรายังคงประมาณการกำไรปกติปี 2025E ที่ 3.9 หมื่นล้านบาท (+11% YoY) การเติบโตมีปัจจัยหนุนจากการแข่งขันไม่ทวีความรุนแรงขึ้น การใช้งาน 5G มีมากขึ้น หนุน ARPU และ handset margin ยังคงรักษาระดับได้ที่ราว 5%ราคาหุ้น Outperform SET ราว 36% ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา จากประเด็นการปรับโครงสร้างการบริหารจัดการของ GULF+INTUCH            อย่างไรก็ตามคาดว่าราคาหุ้นยังสามารถ outperform ได้ต่อจากภาพระยะยาวการแข่งขันที่ลดลงและการใช้งาน 5G มากขึ้นหนุน ARPU ทำให้กำไรกลับมาเติบโตต่อเนื่อง รวมถึงโอกาสในการประมูลคลื่นในปี 2025E ในภาวะที่การแข่งขันลดลงมีโอกาสเป็น upside ทั้งนี้บริษัทประกาศจ่ายปันผลงวด 2H24 จำนวน 5.74 บาท/หุ้น XD 20 ก

ORN ตั้งเป้ารายได้ปี 68 โต 60% แตะ 2.2 พันลบ. เล็งผุด 2 โครงการใหม่

ORN ตั้งเป้ารายได้ปี 68 โต 60% แตะ 2.2 พันลบ. เล็งผุด 2 โครงการใหม่

          หุ้นวิชั่น - ORN ประกาศแผนธุรกิจปี 68 ตั้งเป้ารายได้โตกระฉูด 2,218 ลบ. หลังตุน Backlog แน่น 1,763 ลบ. คาดทยอยรับรู้รายได้ตั้งแต่ปี 68-69 พร้อมวางเป้ายอดขายไว้ที่ 2,414 ลบ. เผยเดือนมกราคมที่ผ่านมาทำยอดขายเกินเป้าทั้งไตรมาสแรกไปแล้ว ขณะที่เล็งผุดโครงการใหม่ “HABITAT” - “THE ASTRA” ในเชียงใหม่รวม 2 โครงการ ภายในไตรมาส 4/2568 มูลค่ารวม 1,945 ล้านบาท เน้นเจาะกลุ่มลูกค้าระดับกลาง-บน เชื่อโอกาสตลาดอสังหาฯ เชียงใหม่ยังมีอีกมาก ทั้งนี้ได้วางงบลงทุนปีนี้ไว้ที่ 2,595 ล้านบาท           นายปรีดิกร บูรณุปกรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อรสิริน โฮลดิ้ง จํากัด (มหาชน) หรือ ORN เปิดเผยว่า บริษัทฯ ตั้งเป้าหมายรายได้ในปี 2568 ไว้ที่ 2,218 ล้านบาท หรือเติบโตไม่ต่ำกว่า 60% จากปีก่อน เนื่องจากปัจจุบันมียอดขายรอโอนกรรมสิทธิ์ (Backlog) อยู่ที่ 1,763 ล้านบาท จากโครงการอยู่ระหว่างขายทั้งหมด 27 โครงการ จะทยอยรับรู้รายได้ในปี 2568-2569           ทั้งนี้บริษัทวางเป้าหมายยอดขาย (Presale) ปีนี้ไว้ที่ 2,414 ล้านบาท โดยในช่วงเดือนมกราคม เพียงเดือนเดียวก็สามารถทำได้เกินกว่าเป้าหมายยอดขายที่วางไว้ราว 580 ล้านบาท ทั้งไตรมาส 1/2568 แล้ว จากการขายโครงการที่อยู่ระหว่างขายทั้งหมด 27 โครงการ มีมูลค่ารวกว่า 4,551 ล้านบาท           นายอรรคเดช อุดมศิริธำรง รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กล่าวว่า สำหรับแผนเปิดโครงการใหม่ในปี 2568 บริษัทมีแผนเปิดตัวโครงการที่อยู่อาศัยเพื่อขายใหม่ จำนวน 2 โครงการ มูลค่าโครงการรวม 1,945 ล้านบาท เป็นโครงการในพื้นที่เชียงใหม่ทั้ง 2 โครงการ ประกอบด้วย 1.โครงการแนวราบ HABITAT เป็นบ้านหรูสไตล์ Neo Classic มูลค่าโครงการ 568 ล้านบาท จะเปิดตัวภายในไตรมาส 4/2568 2.โครงการคอนโดมิเนียม THE ASTRA เป็นคอนโดมิเนียมระดับลักชัวรี บนทำเลศักยภาพ มูลค่าโครงการ 1,380 ล้านบาท จะเปิดตัวภายในไตรมาส 4/2568 นอกจากนี้บริษัทยังมีแผนเปิดให้บริการโครงการคอมมูนิตี้มอลล์ THE BACKYARD ขนาด 4,000 ตารางเมตร (พื้นขาย 2,600 ตารางเตร) มูลค่าโครงการรวม 200 ล้านบาท เป็นศูนย์กลางใหม่แห่งการช้อปปิ้งและการพักผ่อนครบวงจร ซึ่งภายในโครงการประกอบด้วยพื้นที่เช่าสำหรับร้านค้า ร้านอาหาร ศูนย์สุขภาพ และพื้นที่การศึกษาบนอาคาร 2 ชั้น จะพร้อมให้บริการภายในไตรมาส 4/2568 คาดว่าจะสร้างรายได้ประาณ 20-30 ล้านบาทต่อปี           บริษัทฯ วางงบประมาณลงทุนปี 2568 ไว้ที่ 2,595 ล้านบาท แบ่งเป็น งบสำหรับลงทุนซื้อที่ดินในจ.เชียงใหม่ และภูเก็ต จำนวน 500 ล้านบาท, งบรองรับการพัฒนาโครงการใหม่ จำนวน 1,469 ล้านบาท และงบปรับปรุงการดำเนินงาน การก่อสร้าง ให้สอดรับต่อการดำเนินการด้าน ESG จำนวน 626 ล้านบาท           นายอรรคเดช กล่าวว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์เชียงใหม่ยังสามารถขยายตัวต่อได้ ปัจจัยสนับสนุนจากการขยายตัวของเมือง การเติบโตของภาคการท่องเที่ยว และนโยบายภาครัฐกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์เปิดโอกาสให้ชาวต่างชาติสามารถเช่าอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทยระยะยาว เป็นกลไกสำคัญในการดึงดูดนักลงทุนชาวไทยที่ต้องการที่อยู่อาศัยเพื่อการลงทุนปล่อยเช่า และชาวต่างชาติเข้ามาลงทุนในตลาดอสังหาริมทรัพย์เชียงใหม่มากขึ้น           ORN ปรับกลยุทธ์การดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับความท้าทาย และสร้างโอกาสในตลาดที่เปลี่ยนแปลง โดยมุ่งเน้นพัฒนาบ้านและคอนโดฯ ให้สอดรับกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ การให้ความสำคัญด้านการออกแบบพื้นที่สอดคล้องกับทุกไลฟ์สไตล์และความปลอดภัยด้านสุขภาพ พัฒนานวัตกรรมเพื่อการอยู่อาศัยตอบโจทย์ด้านสิ่งแวดล้อม รวมถึงกลยุทธ์การตลาดส่งเสริมการขายอย่างเข้มข้น และการบริการหลังการขาย อีกทั้งให้ความสำคัญกับกับการพัฒนาองค์กรอย่างยั่งยืน โดยผสานแนวคิดด้าน ESG ในการกำหนดนโยบายแนวทางการดำเนินงาน รวมถึงการพัฒนาโครงการอสังหาฯแนวราบ-แนวสูงทุกโครงการ ช่วยเพิ่มโอกาสทางการขาย ทั้งนี้ โครงการแนวราบ-แนวสูงกลุ่มราคาระดับกลาง-บน ยังคงมีความต้องการจากลุ่มลูกค้าชาวไทยต่างชาติ แม้ตลาดอสังหาริมทรัพย์เชียงใหม่จะเผชิญความท้าทายจากการแข่งขันที่สูงขึ้น แต่ ORN มั่นใจในศักยภาพการแข่งขัน ด้วยคุณภาพของโครงการที่ตอบโจทย์ด้านการออกแบบให้รองรับไลฟ์สไตล์ของลูกค้าแต่ละกลุ่มได้อย่างลงตัว พิถีพิถันในการเลือกใช้วัสดุคุณภาพสูง เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ก่อสร้างด้วยเทคโนโลยีที่มีมาตรฐาน ควบคุมคุณภาพในทุกขั้นตอน การกำหนดราคาที่เหมาะสม-คุ้มค่า เพื่อส่งมอบโครงการคุณภาพบนทำเลศักยภาพแก่ลูกค้า “เรายอมรับว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์ปีนี้ ค่อนแข่งขันกันดุเดือด เน้นโอนกรรมสิทธิ์เร็ว เพื่อเอาสภาพคล่องกลับมา เราจึงอยากขอดูสถานการณ์ไปก่อน ไม่เร่งรีบเปิดโครงการใหม่ในจำนวนที่มาก แต่เน้นขายสินค้าที่มีอยู่เดิม เพื่อดึงสภาพคล่องกลับมาก่อน อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์ดีขึ้นเราก็มีความพร้อมที่จะเปิดตัวโครงการใหม่ทันที โดยปัจจุบันเรามีที่ดินสำหรับรองรับการพัฒนาโครงการใหม่ในเมืองแล้วจำนวน 4 โครงการ เป็นโครงการแนวราบ 2 โครงการ และคอนโดมิเนียม 2 โครงการ”นายอรรคเดช กล่าว สำหรับความคืบหน้าของธุรกิจโรงเรียนนานาชาติ Mill Hill International School Thailand โรงเรียนสัญชาติอังกฤษแห่งแรกในจังหวัดเชียงใหม่ ปัจจุบันการก่อสร้างเฟสแรกแล้วเสร็จ ประกอบด้วย อาคารอำนวยการ และอาคารเรียนชั้นปฐมวัย และขณะนี้อยู่ระหว่างก่อสร้างอีก 4 อาคาร ในเฟสที่ 2 โดยมีงบปนะมาณการลงทุนรวม 670 ล้านบาท และมีกำหนดเปิดทำการในเดือนกันยายน 2568 เปิดการเรียนการสอนตั้งแต่ระดับอนุบาล-Year 6 โดยจะเริ่มรับรู้รายได้เข้ามาตั้งแต่ไตรมาส 4/2568 เป็นต้นไป คาดว่าจะมีสัดส่วนรายได้ประมาณ 1-2% ของรายได้รวม แต่ในปี 2569 สัดส่วนรายได้จะเพิ่มเป็น 20% ของรายได้รวม ตามการตั้งเป้าหมายเพิ่มจำนวนนักเรียนเป็น 300 คน (จากปีนี้ที่มีนักเรียน 77 คน) ซึ่งค่าเทอมจะอยู่ที่ 400,000-700,000 บาทต่อคนต่อปี (เฉลี่ย 500,000 บาทต่อปีต่อคน)

THCOM ปี67 ขาดทุน 23ล้านบาท จากเงินบาทแข็งค่า แต่กำไรหลักธุรกิจดาวเทียมแข็งแกร่ง

THCOM ปี67 ขาดทุน 23ล้านบาท จากเงินบาทแข็งค่า แต่กำไรหลักธุรกิจดาวเทียมแข็งแกร่ง

          หุ้นวิชั่น - THCOM ปี 2567 ขาดทุนสุทธิที่ 23 ล้านบาท จากปัจจัยชั่วคราวจากอัตราแลกเปลี่ยน จากค่าเงินบาทที่แข็งค่า แต่..มีกำไรจากการดำเนินงาน จำนวน 109 ล้านบาท ยันธุรกิจหลักกำไรที่แข็งแกร่ง ลุยขยายตลาดอินเดีย-เตรียมรับดีมานด์ USO เฟส 3 บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) หรือTHCOM ระบุถีง ในปี 2567 แม้บริษัทจะเผชิญกับสภาวะเศรษฐกิจมหภาคที่ท้าทาย บริษัทสามารถมีกำไรจากการดำเนินงาน จำนวน 109 ล้านบาท และหากพิจารณาเฉพาะธุรกิจด้านดาวเทียม บริษัทมีกำไรจากการดำเนินงานที่ไม่รวมธุรกิจที่ไม่เกี่ยวข้องกับดาวเทียมและส่วนแบ่งขาดทุนจากธุรกิจโทรคมนาคม จำนวน 175 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่ากำไรจากการดำเนินงานปกติ 66 ล้านบาท สะท้อนถึงความสามารถในการทำกำไรที่แข็งแกร่งของธุรกิจหลัก บริษัทมีผลขาดทุนส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่ในปี 2567 จำนวน 23 ล้านบาท เนื่องจากปัจจัยชั่วคราวจากอัตราแลกเปลี่ยน จากค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในปี 2567 โดยสถานการณ์การแข็งค่าของค่าเงินบาทดังกล่าวส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคการส่งออก รวมถึงบริษัท ซึ่งมีสัดส่วนรายได้หลักมาจากต่างประเทศ ทั้งนี้ บริษัทตระหนักถึงความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน และได้ดำเนินมาตรการต่างๆ เพื่อลดผลกระทบ เช่น การบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน และการกระจายความเสี่ยงทางธุรกิจ นอกจากนี้ ในปี 2566 บริษัทรับรู้รายได้อื่นจำนวน 310 ล้านบาท ซึ่งเป็นรายได้ค่าชดเชยจากข้อพิพาทกับบริษัทคู่สัญญารายหนึ่ง บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) (บริษัท หรือ ไทยคม) มีรายได้จากการขายและการให้บริการในปี 2567 จำนวน 2,413 ล้านบาท ปรับตัวลดลงเมื่อเทียบกับรายได้จำนวน 2,627 ล้านบาทในปี 2566 สาเหตุหลักมาจากการลดการใช้งานของลูกค้าในส่วนที่ดาวเทียมดวงใหม่ไม่ครอบคลุม โดยเฉพาะในประเทศมาเลเซียและอินโดนีเซีย ซึ่งบริษัทยังคงมุ่งมั่นขยายการให้บริการในภูมิภาคอื่นๆ ที่มีศักยภาพ รวมถึงรายได้ที่ลดลงจากรอยต่อของสัญญาโครงการบริการโทรคมนาคมพื้นฐานโดยทั่วถึงและบริการเพื่อสังคม (Universal Service Obligation: USO) ของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) โครงการ USO ระยะที่ 2 จะกลับมาเดินหน้าต่อในช่วงไตรมาสที่ 1/2568           ขณะที่การประมูลสำหรับ USO ระยะที่ 3 มีกำหนดจะเกิดขึ้นภายในไตรมาสเดียวกัน ซึ่งจะมีการให้บริการด้านดาวเทียมรวมอยู่ในโครงการนี้เช่นเดียวกัน โดยบริษัทได้เตรียมความพร้อมและดำเนินมาตรการต่างๆ เพื่อรองรับปริมาณความต้องการที่เพิ่มขึ้นตั้งแต่ปี 2568 เป็นต้นไป           ในปี 2567 บริษัทประสบความสำเร็จในการได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการดาวเทียมในประเทศอินเดีย จาก IN-SPACe ซึ่งเป็นหน่วยงานภายใต้กระทรวงอวกาศของรัฐบาลอินเดีย นับเป็นก้าวสำคัญในการขยายโอกาสทางธุรกิจในตลาดที่มีศักยภาพสูง เพื่อตอบสนองความต้องการด้านบรอดแบนด์ที่เพิ่มขึ้นในประเทศอินเดีย ซึ่งมีประชากร 1.4 พันล้านคน บริษัท ยังคงมุ่งมั่นในการดำเนินงานตามแผนที่วางไว้ และส่งมอบผลลัพธ์ที่เป็นไปตามเป้าหมาย           นอกจากนี้ บริษัทสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรดาวเทียมในระยะยาวได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านการลงนามในสัญญาร่วมมือกับ บริษัท ฮิวจ์ คอมมิวนิเคชัน อินเดีย ซึ่งเป็นผู้ให้บริการดาวเทียมชั้นนำในประเทศอินเดีย ด้วยส่วนแบ่งการตลาดราว 70% ภายใต้ข้อตกลงนี้ บริษัทจะเริ่มให้บริการช่องสัญญาณบน ดาวเทียมไทยคม 8 ในไตรมาส 1/2568 และขยายไปสู่ดาวเทียมดวงใหม่ของบริษัทที่จะถูกส่งขึ้นสู่วงโคจรในอนาคต           ยิ่งไปกว่านั้น บริษัทได้ดำเนินโครงการร่วมกับภาครัฐ โดยร่วมมือกับ กองทัพอากาศ และ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) เพื่อเสริมสร้างศักยภาพด้านเทคโนโลยีดาวเทียมและโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมของประเทศ           สำหรับธุรกิจการให้บริการโทรศัพท์ในต่างประเทศ ส่วนแบ่งกำไร (ขาดทุน) จากเงินลงทุนในการร่วมค้าปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากบริษัท ลาว เทเลคอมมิวนิเคชัน มหาชน (LTC) มีรายได้และกำไรสุทธิที่เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากนโยบายการปรับโครงสร้างราคาค่าบริการโทรคมนาคมของกระทรวงคมนาคมและการสื่อสาร ทั้งนี้ บริษัทยังคงมีผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจาก สกุลเงินกีบ อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับ สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2567 จึงทำให้บริษัทยังคงรับรู้ส่วนแบ่งขาดทุนในการร่วมค้า

MEGA คาดปี68 กำไรโต 10% แตะ 2.7 พันล้าน สินค้าแบรนด์แกร่ง

MEGA คาดปี68 กำไรโต 10% แตะ 2.7 พันล้าน สินค้าแบรนด์แกร่ง

          หุ้นวิชั่น - บล.กรุงศรี ประเมินหุ้น MEGA โดยฝ่ายวิจัยประเมินกำไรหลักอยู่ที่ 681 ล้านบาทใน 4Q24 (+18% yoy, +27% qoq) โดยได้รับปัจจัยหนุนจาก (1) การเติบโตของรายได้ 6% yoy จากหน่วยธุรกิจที่มีแบรนด์ และ (2) อัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น 6.6 ppt เนื่องจากส่วนแบ่งจากธุรกิจ ที่มีแบรนด์ที่มีอัตรากำไรสูงเติบโตเร็วกว่าธุรกิจจัดจำหน่าย (คาดว่าจะลดลง 18% yoy เนื่องจากสภาวะที่ท้าทายในเมียนมาร์)           นอกจากนี้ยังประมาณการขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน 150 ล้านบาทจากจ๊าตที่อ่อนลง ซึ่งจะทำให้กำไรสุทธิเติบโตเพียง 12% yoy เป็ น 531 ล้านบาท MEGA ซื้อ ขายที่9.6x 2025F P/E ซึ่งต่ำ กว่าพีอีเฉลี่ยระยะยาว 1.8SD ฝ่ายวิจัยคงคำแนะนำ ซื้อ และเป้าหมาย 37 บาท ฝ่ายวิจัยมอง 2025F กำไรหลักโต 10% แตะ 2.7 พันล้านจากสินค้าแบรนด์           ซึ่งสอดคล้องกับการคาดการณ์การเติบโตของยอดขายทั้งสองกลุ่มธุรกิจที่ 10% อย่างไรก็ตาม ฝ่ายวิจัยจะทบทวนสมมติฐานการเติบโตของหน่วยการจัดจำหน่ายอีกครั้ง เนื่องจากเงื่อนไขในเมียนมาร์ ยังคงมีความผันผวนและอาจส่งผลกระทบต่อยอดขายและกำไรของกลุ่ม ฝ่ายวิจัย คงคำแนะนำ ซื้อ และเป้าหมาย 37 บาท

NER โบรกอัพเป้าใหม่ คาดกำไรปี68 โต 22% ชี้ปันผลน่าสนใจ

NER โบรกอัพเป้าใหม่ คาดกำไรปี68 โต 22% ชี้ปันผลน่าสนใจ

          หุ้นวิชั่น - บล.กรุงศรี ประเมินหุ้น NER โดยฝ่ายวิจัยปรับคำแนะนำเป็น “Buy” คง TP 5.85 บ. (เดิม Trading buy) คาดปันผล 0.32 บ./หุ้น ณ ราคาปัจจุบันคิดเป็น dividend yield ราว 6.8% ซึ่งเป็นระดับที่น่าสนใจ สำหรับกำไรปกติ 4Q24F คาดที่470 ลบ. (+9%y-y, +113%q-q) จากปริมาณการขายเพิ่มขึ้น ตามปัจจัยฤดูกาล อย่างไรก็ตามคาด GPM ต่ำกว่าที่ฝ่ายวิจัยคาดไว้ก่อนหน้า เพราะต้นทุนยางพาราเร่งตัวขึ้น           ส่วนแนวโน้มปี2025F บริษัทยังคงเป้าปริมาณการขายที่5 แสนตัน/ปีเพิ่มขึ้น +14%y-y ฝ่ายวิจัยคาด 2H25F ดีกว่าครึ่งแรก เนื่องจากจะเริ่มเข้าฤดูกาลปิดกรีดในปลายเดือน ก.พ. - พ.ค. ทำให้ปริมาณการขายอาจลดลงตามฤดูกาล แนวโน้มกำไรปกติ 1Q25F ลดลง y-y, q-q มอง 2H25F ดีกว่าครึ่งแรกของปี           คาดแนวโน้มกำไรปกติ 1Q25F ลดลง y-y,q-q คาดลดลง y-y จากราคาต้นทุนวัตถุดิบเพิ่มขึ้นในอัตราเร่งกดดัน GPM และดอกเบี้ยจ่ายเพิ่มจากการออกหุ้นกู้ชุดใหม่ช่วงปลายเดือน ธ.ค. 24 คาดกำไรปกติลดลง q-q จากปริมาณการขายลดลงหลัง Q4 เป็น High season และต้นทุนวัตถุดิบเพิ่มขึ้นฃ           ขณะที่ราคาขายอาจเพิ่มขึ้นช้ากว่าต้นทุน ส่วน 2Q25F เป็นช่วงปิดกรีด คาดปริมาณการขายน้อยที่สุดของปี จึงคาด 2H25F ดีกว่าครึ่งแรก ทั้งนี้ บริษัทยังคงเป้าปริมาณการขายที่ 500,000ตันต่อปี(+14%y-y) โดยยังคงประมาณการกำไรปกติปี2025F ที่2,024 ลบ. (+22%y-y) ฝ่ายวิจัยปรับคำแนะนำเป็น “Buy” คง TP ที่ 5.85 บ.           ฝ่ายวิจัยปรับคำแนะนำเป็น “Buy” คง TP ที่ 5.85 บ.อิง PER 6.4 เท่า (เดิม Trading buy) จาก upside ที่เปิดกว้างขึ้นและมองเป็นหุ้นปันผลสูง คาดเงินปันผลที่ 0.32 บ./หุ้น คิดเป็น dividend yield สูงถึง 6.8% คาด XD ช่วงเดือน เม.ย. และจ่ายปันผล พ.ค. นี้

KLINIQ ความสวยเป็นเหตุ คาดกำไรทุบสถิติ!

KLINIQ ความสวยเป็นเหตุ คาดกำไรทุบสถิติ!

         หุ้นวิชั่น - บล.ดาโอ ประเมินหุ้น KLINIQ (ซื้อ/ปรับเป้าลงเป็น 34.00 บาท) กำไร 4Q24E เดินหน้าทำสถิติสูงสุดใหม่          ฝ่ายวิจัยคงคำแนะนำ “ซื้อ” แต่ปรับราคาเป้าหมายเป็นปี 2025E ที่ 34.00 บาท อิง 2025E PER20.0x (เดิม 38.00 บาท อิง 2024E PER 27.0x) ฝ่ายวิจัย derate PER ลงเพื่อสะท้อนการฟื้นตัวของกำลังซื้อในประเทศที่ช้ากว่าคาด          ฝ่ายวิจัยประเมินกำไรสุทธิ 4Q24E ที่ 94 ล้านบาท (+20% YoY, +27% QoQ) สูงกว่าที่ฝ่ายวิจัยคาดการณ์ เดิมจาก SSSG ที่ดีกว่าคาด จาก 1) รายได้รวมขยายตัว +27% YoY จาก SSSG +13% และการขยายสาขา โดยใน 4Q24 มีสาขาทั้งหมด 72 สาขา (4Q23 = 55 สาขา, 3Q24 = 69 สาขา), 2) GPM ทรงตัว YoY ด้านกำไรโต QoQ จาก GPM ปรับตัวเพิ่มขึ้น จากสาขาที่เปิดใน 1H24 พลิกกลับมามีกำไรรับประมาณการกำไรสุทธิปี 2024E ขึ้น +3% สะท้อนกำไร 4Q24E ที่ดีกว่าคาด          แต่ปรับประมาณการกำไรสุทธิปี 2025E ลง -3% เพื่อสะท้อนกำลังซื้อที่ฟื้นตัวช้ากว่าคาด โดยประเมินกำไรสุทธิปี 2024E ที่ 317 ล้านบาท (+10% YoY) และ ปี 2025E ที่ 375 ล้านบาท ( + 18% YoY)          ราคาหุ้น underperform SET -6% ใน 1 เดือนที่ผ่านมา ปัจจุบัน KLINIQ เทรดอยู่ที่ PER 15.0x ฝ่ายวิจัยชอบ KLINIQ จาก 1) จำนวนสาขาที่ครอบคลุมทั่วประเทศ และ 2) valuation น่าสนใจ ยังไม่สะท้อนกำไรปี 2024E-25E ที่เติบโตสูงสุดใหม่

จับตาวาเลนไทน์เงิน สะพัด 5.2 พันล. หุ้นไหนรับทรัพย์ เช็ก!

จับตาวาเลนไทน์เงิน สะพัด 5.2 พันล. หุ้นไหนรับทรัพย์ เช็ก!

         หุ้นวิชั่น - ทีมข่าวหุ้นวิชั่น รายงาน บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) (KSS) ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ผลสำรวจการจับจ่ายใช้สอยของประชาชนในวันมาฆบูชา และวันวาเลนไทน์คาดจะมีเงินสะพัดราว 5.2 พันล้านบาท โดยวันมาฆบูชาจะมีเงินสะพัดราว 2.5 พันล้านบาท +2.81%y-y ส่วนวันวาเลนไทน์จะมีเงินสะพัดเกือบ 2.7 พันล้านบาท +7.2%y-y ประเมินจิตวิทยาบวกต่อหุ้นอิงกำลังซื้อภายใน โดยเฉพาะกลุ่มห้าง อาทิ CRC และร้านอาหาร อาทิ OKJ MINT

CPALL ปฎิเสธข่าวลือร่วมลงทุนค้าปลีกญี่ปุ่น

CPALL ปฎิเสธข่าวลือร่วมลงทุนค้าปลีกญี่ปุ่น

         หุ้นวิชั่น - ทีมข่าวหุ้นวิชั่น รายงาน นายเกรียงชัย บุญโพธิ์อภิชาติ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL แจ้งข่าวต่อตลาดหลักทรัพย์ เรื่อง ชี้แจงข่าวลือเรื่องบริษัทค้าปลีกของประเทศญี่ปุ่นมองหาผู้ร่วมลงทุน โดยอ้างถึงจดหมายที่ได้แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2568 และต่อมามีข่าวลือว่าบริษัทฯ ได้เข้าทาบทามธนาคารของประเทศสหรัฐฯ สองแห่ง ให้เป็นผู้สนับสนุนทางการเงินในการ เข้าร่วมลงทุนดังกล่าว บริษัทฯขอยืนยันว่า ณ ปัจจุบัน บริษัทฯ ยังไม่มีการดำเนินการ และไม่มีการเปลี่ยนแปลง จากที่เคยแจ้งไว้ ทั้งนี้ หากบริษัทฯมีการดำเนินการใดๆ บริษัทฯจะทำการชี้แจงต่อสาธารณะผ่านช่องทางของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยต่อไป

ASW ปี68 Backlog แน่น คาดกำไรนิวไฮ เคาะเป้าที่ 10.30 บ.

ASW ปี68 Backlog แน่น คาดกำไรนิวไฮ เคาะเป้าที่ 10.30 บ.

          หุ้นวิชั่น - บล.หยวนต้า ส่องหุ้น ASW โดยคาดกำไรปกติปี 2025 เติบโต 10% YoY สวนทางตลาดอสังหาฯ ที่ชะลอตัว โดยมี Backlog ที่มีแผนโอนในปี 2025ราว 1.2 หมื่นลบ . (JV 17%) หากหักสมมติฐาน Cancellation rate30% จะคิดเป็น Secure Rev.76% ของ ประมาณการรายได้ปี 2025 ของฝ่ายวิจัย           ทั้งนี้ บริษัทฯ มีBacklog หนาแน่นทำให้แผนการรับรู้รายได้ชัดเจน นอกจากนี้ คาด Div. Yield สูงถึง 7% (จ่ายปีละครั้ง) คงคำแนะนำ “ซื้อ” ด้วยราคาเหมาะสมสิ้นปี 2025 ที่ 10.30 บาท           ฝ่ายวิจัยคาดกำไรปกติ 4Q24 ลดลง 68% QoQ และ 64% YoY เนื่องจากโครงการแนวสูงสร้างเสร็จใหม่ส่วนใหญ่อยู่ช่วง 2Q-3Q24, GPM ลดลงตาม Product mix และค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นจากการเปิดโครงการใหม่กว่า 50% ของโครงการเปิดใหม่ในปี 2024           ด้านแผนธุรกิจปี 2025 บริษัทฯ เดินหน้าเปิดโครงการ ใหม่ในภูเก็ต มูลค่ามากกว่า 55% ของแผนเปิดใหม่ทั้งปีที่ 2.2 หมื่นลบ. โดยตั้งเป้ายอดขายทรงตัว YoY จากฐานสูง และยอดโอนเติบโต 20% YoY           คงคำแนะนำ “ซื้อ” ด้วยราคาเหมาะสมสิ้นปี 2025 ที่ 10.30 บาท

PLANB เล็งกำไรQ4โตต่อ เคาะพื้นฐาน8.80บ.

PLANB เล็งกำไรQ4โตต่อ เคาะพื้นฐาน8.80บ.

           หุ้นวิชั่น - บทวิเคราะห์ บล. ดาโอระบุว่า คงคำแนะนำ “ซื้อ” แต่ปรับราคาเป้าหมายเป็นปี 2025E ที่ 8.80 บาท อิง 2025E PER 33.0x (เดิม 10.20 บาท อิง 2024 PER 41.0x)            ประเมินกำไรสุทธิ 4Q24E ที่ 304 ล้านบาท (+5% YoY, +8% QoQ) ต่ำกว่าที่เราคาดการณ์เดิมจาก GPM ที่ต่ำกว่าคาด กำไรโต YoY หนุนโดย 1) รายได้ OOH +1% YoY จากการขยาย media capacity และ utilization rate อยู่ที่ 80.5% (จาก 81.6% ใน 4Q23 และ 3Q24 ที่ 75.5%) และ engagement marketing -20% YoY เนื่องจาก 4Q23 มีการรับรู้รายได้เอเชียนเกมส์ และรายได้ BNK48 ปรับตัวลดลง, 2) GPM ลดลง            ด้านกำไรโต QoQ จาก high season โดย utilization ขยายตัว และ GPM ขยายตัว ปรับประมาณการกำไรสุทธิปี 2024E-25E ลง -3% และ -10% เพื่อสะท้อนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและเม็ดเงินโฆษณาที่ช้ากว่าคาด            โดยประเมินกำไรสุทธิปี 2024E ที่ 1,032 ล้านบาท (+13% YoY) และปี 2025E ที่ 1,149 ล้านบาท (+11% YoY)ราคาหุ้น outperform SET +2% ใน 1 เดือนที่ผ่านมา ปัจจุบัน PLANB เทรดอยู่ที่ 2025E PER 25.6x  เลือก PLANB เป็น top pick กลุ่มสื่อโดยมองว่าจะได้ประโยชน์มากสุดหลังเศรษฐกิจที่ฟื้นตัว

Q-CON กำไรปี 67 ลดเหลือ 503.7 ล้านบาท จากปี 66 ที่ 765.1 ล้านบาท

Q-CON กำไรปี 67 ลดเหลือ 503.7 ล้านบาท จากปี 66 ที่ 765.1 ล้านบาท

            หุ้นวิชั่น - ทีมข่าวหุ้นวิชั่น รายงาน นางสาวครองบุญ โสภาวนิตย์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ควอลิตี้คอนสตรัคชั่นโปรดักส์ จำกัด (มหาชน) หรือ Q-CON แจ้งข่าวต่อตลาดหลักทรัพย์ ผลการดำเนินงานประจำปี 2567 ที่เปลี่ยนแปลงจากงวดเดียวกันของปี 2566 เกินร้อยละ 20 ดังนี้             ผลการดำเนินงานประจำปี 2567 บริษัทและบริษัทในเครือมีกำไรสำหรับปีจำนวน 503.7 ล้านบาท เปรียบเทียบกับผลการดำเนินงานงวดเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสำหรับปีจำนวน 765.1 ล้านบาท หรือกำไรสำหรับปีลดลงจำนวน 261.4 ล้านบาท โดยมีรายได้จากการขายลดลงจากปีก่อนร้อยละ 25 สาเหตุหลักจากปริมาณการขายลดลง สำหรับต้นทุนขายลดลงร้อยละ 22 จากปริมาณการขายที่ลดลงเป็นหลัก บริษัทจึงมีอัตรากำไรขั้นต้นลดลงร้อยละ 2 เมื่อเทียบกับปีก่อน ในปี 2567 ต้นทุนในการจัดจำหน่ายและค่าใช้จ่ายในการบริหารจำนวน 211.4 ล้านบาท เปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนจำนวน 208.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.9 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นในอัตราร้อยละ 1 จากค่าใช้จ่ายส่งเสริมการขายและการจัดกิจกรรมเนื่องในโอกาสครบรอบ 30 ปีของบริษัท             ต้นทุนทางการเงินจำนวน 1.6 ล้านบาท จากดอกเบี้ยหนี้สินตามสัญญาเช่า บริษัทมีค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้จำนวน 126.9 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อน 64.9 ล้านบาท เนื่องจากกำไรสำหรับปีลดลงณ 31 ธันวาคม 2567             บริษัทมีสินทรัพย์รวม 3,213.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 89.4 ล้านบาท เทียบกับ 31 ธันวาคม 2566 เพิ่มขึ้นจากที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ (ส่วนใหญ่จากงานระหว่างก่อสร้าง โครงการลงทุนโรงงานแห่งใหม่ที่จังหวัดสงขลา) สินค้าคงเหลือ สินทรัพย์ภาษีเงินได้รอการตัดบัญชี ลูกหนี้หมุนเวียนอื่น และสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนอื่น ลดลงจากเงินลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้น ลูกหนี้การค้า เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด อสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน สินทรัพย์ที่ไม่มีตัวตน             หนี้สินรวม 471.8 ล้านบาท ลดลง 6.3 ล้านบาท จากภาษีเงินได้นิติบุคคลค้างจ่าย เจ้าหนี้การค้า และหนี้สินตามสัญญาเช่า เพิ่มขึ้นจากเจ้าหนี้หมุนเวียนอื่น ประมาณการหนี้สินไม่หมุนเวียนสำหรับผลประโยชน์พนักงาน หนี้สินไม่หมุนเวียนอื่น และหนี้สินอนุพันธ์             ณ 31 ธันวาคม 2567 บริษัทมีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือจำนวน 882.3 ล้านบาท ลดลงจาก 31 ธันวาคม 2566 จำนวน 21.5 ล้านบาท โดยมีกระแสเงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน 580.3 ล้านบาท กระแสเงินสดสุทธิใช้ออกไปในกิจกรรมลงทุน 176.6 ล้านบาท จากเงินลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้น 170.0 ล้านบาท เงินสดจ่ายเพื่อซื้อที่ดิน อาคารและอุปกรณ์และสินทรัพย์ที่ไม่มีตัวตน 368.3 ล้านบาท ดอกเบี้ยรับ 21.7 ล้านบาท และมีกระแสเงินสดสุทธิใช้ไปในกิจกรรมจัดหาเงิน 425.2 ล้านบาท จากการจ่ายเงินปันผล หนี้สินตามสัญญาเช่า และจ่ายดอกเบี้ยจากหนี้สินตามสัญญาเช่า

OKJ มีสัญญาณชะลอตัว รายจ่ายเพิ่ม-ศก.โตช้ากดดัน

OKJ มีสัญญาณชะลอตัว รายจ่ายเพิ่ม-ศก.โตช้ากดดัน

         หุ้นวิชั่น - บทวิเคราะห์ บล. ดาโอระบุว่า OKJ มุมมอง conservative มากขึ้น ปรับคำแนะนำลงเป็น “ขาย” (เดิม “ถือ”) และปรับราคาเป้าหมายลงเป็น 12.00 บาท (เดิม 15.00 บาท) อิง PER 25X (ค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม 20X ให้ premium จากการเติบโตที่สูงกว่า 38% vs 27%) หรือเทียบเท่า PEG 0.7X (อิงการเติบโต +38% CAGR 2024-26E)          ทั้งนี้ บริษัทประกาศกำไรสุทธิ 4Q24 ที่ 39 ล้านบาท (+7% YoY, -35% QoQ) (ไม่มี consensus) โดยรายได้รวมอยู่ที่ 691 ล้านบาท (+39% YoY, +9% QoQ) หนุนโดยการขยายสาขาเพิ่มเติม ในขณะที่ GPM อยู่ที่ 44% (-0.8ppt YoY, -1.3ppt QoQ) จากต้นทุนวัตถุดิบสูงขึ้นและค่าใช้จ่ายในการขนส่งที่มากขึ้นในต่างจังหวัด ส่วน SG&A อยู่ที่ 257 ล้านบาท (+49% YoY, +23% QoQ) จากค่าใช้จ่ายในการเปิดสาขานอก กทม. และค่าใช้จ่ายการตลาดเปิดตัว Brand Admirer เป็นปัจจัยกดดันผลประกอบการให้ลดลง QoQ ใน 4Q24จากผลประกอบการปี 2024 ที่ต่ำกว่าประมาณการเราราว -12%          ทำให้ปรับประมาณการกำไรสุทธิปี 2025E-26E ลงมาที่ 286 ล้านบาท (+42% YoY) และ 394 ล้านบาท (+38% YoY) ลดลงจากประมาณการเดิม -21%/-19% ตามลำดับ หลังแนวโน้ม GPM อาจขยายตัวช้ากว่าที่เคยประเมิน (4Q24 ลดลง YoY, QoQ) และสภาวะเศรษฐกิจอาจกระทบยอดขายโดยรวม ซึ่งเริ่มมีสัญญาณที่ต้องระวังหลัง SSSG ใน 4Q24 -1.8%หลังจาก IPO ราคาหุ้นปรับตัวขึ้น +133% และยังคง outperform SET ราว +6% ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา          อย่างไรก็ตามผลประกอบการ 4Q24 ที่ออกมาค่อนข้างหน้าผิดหวัง แม้ค่าใช้จ่ายอาจเป็น one time แต่ SSSG -1.8% เป็นสัญญาณที่ต้องระวัง ในขณะที่ปัจจุบันเทรด PER 33X เทียบการเติบโตระดับ 38% CAGR2024-26E มีแนวโน้มที่ตลาดจะให้ discount ที่มากกว่านี้จากแนวโน้มเศรษฐกิจที่ยังชะลอตัวมีโอกาสกระทบยอดขายและแผนการขยายสาขา ทำให้ราคาหุ้นในระดับปัจจุบันมีความเสี่ยง จึงปรับคำแนะนำลงเป็น “ขาย”

ASL คาด SET แกว่งตัว Sideway กรอบ 1,250-1,270 จุด

ASL คาด SET แกว่งตัว Sideway กรอบ 1,250-1,270 จุด

         หุ้นวิชั่น - ทีมข่าวหุ้นวิชั่น รายงาน บริษัทหลักทรัพย์ เอเอสแอล จำกัด มองแนวโน้ม SET Index คาดว่าแกว่งตัวในกรอบ Sideway ระหว่าง 1,250-1,270 จุด โดยเมื่อวานนี้ตลาดปรับตัวลงและยังคง outperform ภูมิภาคจากปัจจัยภายใน หลังจากที่มีประเด็น CPALL จะร่วมลงทุนกับ Seven&I ซึ่งเป็นเจ้าของ 7-Eleven ในญี่ปุ่น โดยการกู้ซิตี้แบงก์และแบงก์ออฟอเมริกา ร่วมสนับสนุนวงเงินกู้ทั้งนี้คาดว่า CPALL จะพิจารณาลงทุนราว 5 แสนล้านเยน ราคาหุ้นของ CPALL ปรับตัวลงต่อเนื่องจากความกังวลว่า การเข้าร่วมดีลนี้อาจกระทบกำไรจากภาระดอกเบี้ยที่สูงขึ้น          ขณะที่เงินเฟ้อในเดือนมกราคมออกมาตามคาด โดย Headline +1.32% YoY และ Core +0.83% YoY ซึ่งมีปัจจัยหลักจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น เนื่องจากฐานราคาที่ต่ำในปีที่ผ่านมา รวมถึงราคาสินค้าในหมวดอาหารและเครื่องดื่มที่ปรับตัวสูงขึ้นจากราคาผลไม้สด เครื่องประกอบอาหาร และเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์          ส่วนแนวโน้มในเดือนกุมภาพันธ์คาดว่าเงินเฟ้อจะอยู่ในกรอบ 1.1-1.2% และคาดว่าเงินเฟ้อทั้งปีจะอยู่ในกรอบ 0.3-1.3% ขณะที่ปัจจัยต่างประเทศ BoE (ธนาคารกลางอังกฤษ) มีมติลดดอกเบี้ย 0.25% ตามคาดสู่ระดับ 4.50% และกำลังอยู่ในช่วงติดตามผลประกอบการและมุมมองผู้บริหารของกลุ่มเทคโนโลยี หลังจากมีประเด็นการพัฒนา AI จาก DeepSeek          ติดตาม: ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือนมกราคมของสหรัฐฯ และการแก้ไขเงินเฟ้อเดือนมกราคมของสหรัฐฯ ปัจจัยต่างประเทศ (0) ตลาดรอผลประกอบการกลุ่ม Tech ปัจจัยในประเทศ (0) เงินเฟ้อม.ค.ตามคาด (0) จับตาดีล CPALL -และ Seven&I

HMPRO ผ่านจุดต่ำสุดแล้ว! คาดกำไรปีนี้โต 7% มีปันผล 4%

HMPRO ผ่านจุดต่ำสุดแล้ว! คาดกำไรปีนี้โต 7% มีปันผล 4%

          หุ้นวิชั่น - ทีมข่าวหุ้นวิชั่นรายงาน บล.แลนด์ แอนด์ เฮาส์ ระบุ HMPRO ผ่านพ้นจุดต่ำสุดใน 3Q67 ซึ่งได้รับผลกระทบจากกำลังซื้อที่ลดลง ฝนตกหนัก + น้ำท่วมฉุด Traffic ลดลง และจาก Fx Loss-Hedging เงินสกุลสหรัฐและหยวน คาดกำไร 4Q67 สดใส โต YoY และ QoQ โดย SSSG โฮมโปรและเมก้าโฮมฟื้นตัวดีขึ้นมาก รับผลบวกจากการซ่อมแซมบ้านหลังผ่านพ้นน้ำท่วม คาดกำไรปี 67 +1.2% ปี 68 +7% บวกกับคาด Dividend Yield ปีนี้เกิน 4% สูงสุดในกลุ่มค้าปลีก อีกทั้ง 1Q68 ได้รับผลบวกจาก E-Receipt แนวรับ = 8.2/8.35 แนวต้าน = 8.8/9 HMPRO | ซื้อ | TP=12.40 บ.

PRTR เผยปี 68 ตลาด Outsource ดีมานด์ยังสูง

PRTR เผยปี 68 ตลาด Outsource ดีมานด์ยังสูง

           หุ้นวิชั่น - PRTR เผยปี 68 สัญญาณดี มองภาพรวมอุตสาหกรรมการจัดจ้างพนักงาน (Outsource) และสรรหาพนักงาน (Recruitment) มีความต้องการเพิ่มขึ้น สอดรับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและภาคอุตสาหกรรม            ขณะที่ การลงทุนเป็นอีกหนึ่งเครื่องยนต์สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ทำให้หลายองค์กรเตรียมพร้อมรับการเปลี่ยนแปลง โดย PRTR วางเป้าหมายขยายฐานลูกค้าไปในอุตสาหกรรมใหม่ๆ เล็งภาคการบริการ ท่องเที่ยว สุขภาพ และความงาม รวมทั้ง เทคโนโลยี AI จะเข้ามามีบทบาทในการยกระดับงานบริหารบุคลากร            นางสาวริศรา เจริญพานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พีอาร์ทีอาร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ PRTR เปิดเผยว่า ในปี 68 ภาพรวมธุรกิจจัดจ้างพนักงาน (Outsource) ยังคงเป็นไฮไลท์ในการเติบโตของบริษัทสร้างสถิติใหม่ได้ต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา แม้ภาวะเศรษฐกิจโดยรวมจะยังมีความท้าทาย แต่หลายองค์กรยังคงขยายธุรกิจและต้องการบุคลากรเพื่อขับเคลื่อน ขณะที่ AI และเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามามีบทบาทมากขึ้น แต่ไม่ได้เข้ามาแทนที่แรงงานมนุษย์ กลับช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและสร้างโอกาสใหม่ๆ ในตลาดแรงงาน “การมาของเทคโนโลยี AI ไม่ได้เข้ามาแทนที่คน แต่จะช่วยให้คนทำงานได้ดีขึ้น เร็วขึ้น และมีประสิทธิภาพ ในการสร้างสรรค์งานที่ต้องอาศัยทักษะมนุษย์ (Human Touch) ซึ่งเป็นสิ่งที่เทคโนโลยียังไม่สามารถทดแทนได้ทั้งหมด ประกอบกับ ในปัจจุบัน ผู้บริโภคเริ่มมองหา “Face-to-Face Experience” มากขึ้น เนื่องจากความอิ่มตัวกับระบบอัตโนมัติและเทคโนโลยีในชีวิตประจำวัน อีกทั้ง กระแสความกังวลเกี่ยวกับ AI ที่ถูกใช้ในรูปแบบการหลอกลวงหรือ Deepfake ทำให้ความต้องการปฏิสัมพันธ์แบบมนุษย์ต่อมนุษย์เพิ่มสูงขึ้น ดังนั้น การพัฒนาคนในภาคการบริการ สามารถใช้ AI ให้เป็นประโยชน์ แต่ไม่ได้มาแทนที่ เป็นสิ่งที่องค์กรมองหา” นางสาวริศรากล่าว ทั้งนี้ PRTR เป็นหนึ่งในผู้นำในอุตสาหกรรม Outsource ของไทย ด้วยส่วนแบ่งตลาด 5-6% ในปี 67            ที่ผ่านมา พบว่า PRTR มีกลุ่มสายงานที่เป็นที่ต้องการมากที่สุด คือ กลุ่มพนักงานขาย (PC) เป็นกลุ่มหลักของบริษัทฯ รวมทั้ง กลุ่มออฟฟิศ, วิศวกร, พนักงานไอที และ ลูกค้าสัมพันธ์ (Customer Service) ผ่านฐานลูกค้าในอุตสาหกรรมบริการ , สุขภาพและความงาน, เครื่องใช้ไฟฟ้า, อีคอมเมิร์ซและไอที  รวมทั้ง ธนาคาร และบริษัทประกัน เป็นต้น            ขณะที่ การขยายฐานลูกค้ากลุ่มใหม่เพิ่มขึ้น เป็นอีกโอกาสสำคัญในการเติบโตในปีนี้  จึงตั้งเป้าขยายบริการ Outsource ไปยังฟังก์ชันงานใหม่ๆ เช่น แม่บ้าน , พนักงานขับรถ , พนักงานขายผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับยาและสุขภาพ รวมทั้ง ที่ปรึกษาด้านความงาม (Beauty Advisor - BA)            นอกจากนี้ PRTR เป็นหนึ่งในผู้นำงธุรกิจบริการสรรหาพนักงาน (Recruitment) ที่มีฐานข้อมูลผู้สมัครกว่า 600,000 คน ทำให้เชี่ยวชาญในการสรรหาพนักงานหลากหลายตำแหน่ง รวมทั้ง ธุรกิจในกลุ่มในการให้บริการด้านซอฟต์แวร์ตอบโจทย์การบริหารบุคลากร การจัดทำเงินเดือน และการฝึกอบรม            ทั้งนี้ ข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง คาดว่า เศรษฐกิจไทยปี 2568 จะขยายตัวที่ 3.0% โดยมีแรงขับเคลื่อนจากการบริโภคภาคเอกชน การส่งออก และการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวดี คาดการณ์นักท่องเที่ยวต่างชาติปีนี้อยู่ที่ 39 ล้านคน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่กระตุ้นความต้องการแรงงานในหลากหลายอุตสาหกรรม รวมทั้ง การขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โครงการลงทุนขนาดใหญ่ที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนผ่านมาตรการของบีโอไอ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เป็นโอกาสของ PRTR “ธุรกิจ Outsource กลายเป็นทางเลือกสำคัญขององค์กรในยุคที่เศรษฐกิจยังมีความผันผวน เพราะช่วยลดต้นทุนด้านทรัพยากรบุคคล และเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารงาน PRTR มั่นใจว่าเรายังสามารถขยายตลาดได้อีกมาก และจะเดินหน้าพัฒนาบุคลากรเพื่อรองรับความต้องการของตลาดแรงงานยุคใหม่ นำ AI มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน ช่วยแก้ปัญหาด้านความไม่เพียงพอของบุคลากร ช่วยลดต้นทุนการบริหาร และเพิ่มประสิทธิภาพของผลลัพธ์การทำงานจากความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านของบุคลากรที่จัดจ้าง ตอกย้ำความเป็นผู้นำ Total HR Solutions ในประเทศไทย ที่ได้รับการยอมรับจากผู้ใช้บริการทั้งในและต่างประเทศ” นางสาว ริศรา กล่าวทิ้งท้าย [PR News]

CH ก้าวสู่ 100 ปีอย่างยั่งยืน กางแผนปี 68 เป้ายอดขาย 2 พันลบ. 

CH ก้าวสู่ 100 ปีอย่างยั่งยืน กางแผนปี 68 เป้ายอดขาย 2 พันลบ. 

           หุ้นวิชั่น - CH พร้อมก้าวสู่ 100 ปี อย่างยั่งยืน กางแผนธุรกิจปี 2568 มุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ภายใต้   แบรนด์ Bangkok Tasty ประเภทกลุ่มขนมเพื่อสุขภาพ ผลไม้อบแห้งปรุงรส ผลไม้อบกรอบ อัดกลยุทธ์ออนไลน์เจาะกลุ่มนักท่องเที่ยว ตอบโจทย์เทรนด์รักสุขภาพ ขณะที่กลุ่มผลิตภัณฑ์ปลากระป๋อง กลุ่มผลิตภัณฑ์ผลไม้อบแห้ง เน้นรักษาฐานลูกค้าเดิม ชูมาตรฐานคุณภาพผลิตภัณฑ์ เดินหน้าขยายฐานลูกค้าใหม่ ออกงาน Expo ทั้งใน และต่างประเทศ พร้อมขับเคลื่อนธุรกิจภายใต้นโยบาย ESG วางเป้ายอดขาย 2,000 ล้านบาท รักษาอัตรากำไรขั้นต้นระดับ 16%            นายศักดา ศรีแสงนาม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจริญอุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน) หรือ CH ผู้ผลิตและจำหน่ายผลไม้และอาหารแปรรูป ได้แก่ ผลไม้อบแห้ง ปลากระป๋อง และขนมเพื่อสุขภาพ เปิดเผยว่า แผนธุรกิจปี 2568  บริษัทวางเป้าหมายยอดขายรวมที่ประมาณ 2,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8% พร้อมรักษาอัตรากำไรขั้นต้นไว้ในระดับ 16% มุ่งเน้นกลยุทธ์รักษาฐานลูกค้าเดิม เดินหน้าขยายฐานลูกค้าใหม่ทั้งในและต่างประเทศ  พร้อมพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ เพื่อสร้างความหลากหลาย เพิ่มตัวเลือกให้แก่ผู้บริโภค เสริมศักยภาพการแข่งขัน โดยมีสัดส่วนรายได้แบ่งตามกลุ่มผลิตภัณฑ์ขนมเพื่อสุขภาพ 1% ผลิตภัณฑ์ผลไม้อบแห้ง 90% และผลิตภัณฑ์ปลากระป๋อง และอื่นๆ อีก 9%            โดยเตรียมเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ กลุ่มผลิตภัณฑ์ขนมเพื่อสุขภาพ ผลไม้อบแห้งปรุงรส ผลไม้อบกรอบ ภายใต้แบรนด์ Bangkok Tasty ที่มีรสชาติหลากหลายตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ที่รักสุขภาพและความสะดวกสบาย ควบคู่ไปกับการขยายช่องทางการจำหน่ายในประเทศเพิ่มขึ้น เข้าร่วมงานแสดงสินค้าต่างๆ ควบคู่กลยุทธ์การตลาดออนไลน์ เพื่อสร้างการรับรู้สู่กลุ่มนักท่องเที่ยวในวงกว้างมากขึ้น            ธุรกิจกลุ่มผลิตภัณฑ์ผลไม้อบแห้ง มุ่งเน้นการรักษาความสัมพันธ์กับฐานลูกค้าเดิมทั้งรายใหญ่ และรายย่อย ยึดมั่นมาตรฐานของผลิตภัณฑ์ การส่งมอบสินค้าได้ตามกำหนดเวลา ในกรอบราคาที่เหมาะสม พร้อมเดินหน้าขยายฐานลูกค้าใหม่ ในกลุ่มประเทศ อเมริกาและยุโรป เพิ่มขึ้น            สำหรับธุรกิจกลุ่มผลิตภัณฑ์ปลากระป๋อง ให้ความสำคัญกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค ด้วยขั้นตอนกระบวนการผลิตที่มีมาตรฐาน เลือกใช้วัตถุดิบที่มีคุณภาพ นำเสนอรสชาติหลากหลาย เป็นที่ยอมรับระดับสากล อีกทั้ง ขยายตัวแทนจำหน่ายมากขึ้น เพื่อขยายฐานลูกค้าใหม่ๆ ในประเทศต่างๆ ทั่วโลก            ทั้งนี้ มุ่งมั่นดำเนินงานภายใต้นโยบาย ESG ผนวกกับการนำเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของโลก (SDGs) ผ่านแผนพัฒนาที่ครอบคลุมทั้ง 3 มิติ อาทิ ด้านสิ่งแวดล้อม ดำเนินการปรับเปลี่ยนวิธีการผลิตซึ่งจะใช้น้ำในการผลิตน้อยลง และเตรียมพัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคลากรภายในบริษัท เช่น ให้สวัสดิการพิเศษนอกเหนือจากกฎข้อบังคับของกระทรวงแรงงานไทย เพื่อการลดมลภาวะอย่างมีประสิทธิภาพ สร้างความยั่งยืนให้แก่สังคมในระยะยาว และเพื่อก้าวเข้าสู่ปีที่ 100 ของ CH อย่างยั่งยืน “ภาพรวมตลาดผลไม้อบแห้งและอาหารแปรรูปมีการขยายตัวต่อเนื่อง โดยผู้บริโภคให้ความสำคัญกับสุขภาพมากขึ้นทั้งในประเทศและต่างประเทศ แม้การแข่งขันในประเทศจะทรงตัว แต่การแข่งขันด้านราคากับประเทศเพื่อนบ้านรุนแรงขึ้น CH มั่นใจในคุณภาพและประสบการณ์ที่มีมายาวนาน 100 ปี โดยปีนี้จะมุ่งเน้นพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ ทำการตลาดเชิงรุกทั้งออนไลน์และออฟไลน์ รวมถึงบุกตลาดใหม่เพื่อสร้างการรับรู้และเพิ่มยอดขายสร้างเติบโตได้ในอนาคต” นายศักดา กล่าว

หุ้นโรงแรมราคาถูก โอกาสน่าลงทุน โบรกเลือกหุ้นเด่นผลงานโต MINT - SHR

หุ้นโรงแรมราคาถูก โอกาสน่าลงทุน โบรกเลือกหุ้นเด่นผลงานโต MINT - SHR

          หุ้นวิชั่น - ทีมข่าวหุ้นวิชั่นรายงาน บล.กรุงศรี มีมุมมองเชิงบวกต่อกลุ่มโรงแรม จาก i) คาดผลประกอบการ 4Q67F-1Q68F ของกลุ่มโรงแรมยังเติบโตได้เด่น YoY, QoQ จากแรงผลักดันทั้งอัตราการเข้าพัก และการปรับขึ้นค่าห้องพัก           ii) มูลค่าหุ้นที่น่าดึงดูด ด้วยราคาหุ้นในปัจจุบันปรับตัวลดลง -9% YTD ต่ำกว่า SET ส่งผลให้หุ้นซื้อขายที่ระดับต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตเพียง -1 ถึง -2 SD ซึ่งเชื่อว่าได้สะท้อนถึงความกังวลเกี่ยวกับการเติบโตของผลประกอบการของกลุ่ม และ ราคาปัจจุบันมีนัยยะว่ากลุ่มโรงแรมจะไม่สามารถปรับขึ้นค่าห้องพักได้ตั้งแต่ปีนี้เป็นต้นไป           ในขณะที่จากข้อมูลปัจจุบัน รายได้จากห้องพักยังเติบโตได้ระดับเลขตัวเดียวถึงสองหลัก โดยมองว่าราคาหุ้นที่ปรับตัวลงมาเป็นโอกาสในการลงทุน โดย MINT และ SHR ยังคงเป็นหุ้นแนะนำของฝ่ายวิจัย คาดกำไรปกติรวมของกลุ่ม 4Q67F เติบโต YoY, QoQ           คาดผลประกอบการรวมกลุ่มโรงแรมภายใต้การวิเคราะห์อยู่ที่ X พันล้านบาท ใน 4Q67F (+17% YoY, +28% QoQ) ซึ่งจะคละกันปัจจัยด้านฤดูกาลในแต่ละพื้นที่ ด้วยช่วง High Season ไทยและมัลดีฟส์ คาดว่าจะส่งผลให้โรงแรมที่อยู่ในพื้นที่ดังกล่าวเติบโตได้เด่น YoY, QoQ ได้แก่ ERW, AWC และ SHR           สำหรับ MINT ซึ่งเริ่มเข้าสู่ช่วง Low Season ในยุโรป แต่ผลจากไทย และมัลดีฟส์เข้ามาช่วยเสริม และดอกเบี้ยจ่ายที่ลดลงตามภาระหนี้ ทำให้คาดกำไรยังเติบโต YoY, QoQ ในขณะที่ CENTEL คาดว่าจะลดลง YoY แต่เติบโต QoQ เนื่องจากค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นจากการเตรียมเปิด/เปิดโรงแรมแห่งใหม่ในมัลดีฟส์ ดังนั้น หากกำไร 4Q67F เป็นไปตามที่คาดกำไรปกติของกลุ่มโรงแรมในปี 2567F จะอยู่ที่ 1.2 หมื่นล้านบาท (+24% YoY) สูงกว่าระดับก่อนโควิดเท่าตัว เป็นผลมาจากความสามารถในการปรับขึ้นค่าห้องพัก และการควบคุมต้นทุนและค่าใช้จ่ายที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ราคาหุ้นสะท้อนมุมมองเชิงลบต่อแนวโน้มการเติบโตของผลประกอบการไปแล้ว - ตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน หุ้นกลุ่มโรงแรมมีการปรับตัวลดลงมากกว่าดัชนี SET โดยปัจจุบันซื้อขายที่ -1.5 ถึง -2 SD ของค่าเฉลี่ยในอดีตสำหรับ EV/EBITDA และ PBV เชื่อว่าการปรับตัวลดลงของราคาหุ้นสะท้อนมุมมองตลาดที่กังวลต่อการเติบโตของกลุ่มโรงแรมที่คาดเข้าสู่ช่วงการเติบโตระดับปกติ คาดกำไรปกติ FY68F +14% YoY มาอยู่ที่ 1.4 หมื่นล้านบาท หลังจากช่วงฟื้นตัวอย่างมากในปี FY67 รวมถึงความกังวลต่อการปรับขึ้นค่าห้องพัก เนื่องจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่คาดเติบโตชะลอตัวมาอยู่ที่ 39.5-40 ล้านคน (+13% YoY) การแข่งขันในกลุ่มโรงแรมจากอุปทานที่เพิ่มขึ้น ซึ่งโดยปกติเพิ่มขึ้น 3% ต่อปี -ได้ทำการศึกษาพบว่าระดับราคาหุ้นในปัจจุบันนั้นมีนัยยะเท่ากับว่า กลุ่มโรงแรมจะไม่สามารถเพิ่มหรือปรับเพิ่มอัตราค่าห้องพักได้น้อยที่ 0-3% ตั้งแต่ปี 2568F เป็นต้นไป ซึ่งมองว่าเป็นมุมมองเชิงลบมากเกินไป เนื่องจากรายได้จากยอดจองในปัจจุบันยังเติบโตระดับ Mid-High Single Digit และคาดว่าจะต่อเนื่องไปถึงอย่างน้อยกลางปีนี้ เนื่องจากยังมีความต้องการในการท่องเที่ยว ทั้งนี้ได้ทำ Sensitivity Analysis ว่าการเปลี่ยนแปลงของอัตราค่าห้องพักทุกๆ1% ส่งผลต่อประมาณการกำไรและราคาเป้าหมาย 2-6% MINT และ SHR ยังคงเป็นหุ้นแนะนำ เนื่องจากคาดการณ์แนวโน้มผลประกอบการที่ยังคงเติบโตและค่อนข้างชัดเจน ไม่มีปัจจัยที่เป็นประเด็นที่ตลาดกังวล รวมทั้งมูลค่าหุ้นที่อยู่ในระดับที่น่าสนใจ โดย MINT ซื้อขายที่ Xx EV/EBITDA และ X.x PBV และ SHR ซื้อขายที่ Xx EV/EBITDA และ X.x PBV ซึ่งอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบในกลุ่ม

รัฐเล็งออกมาตรการท่องเที่ยวคนละครึ่ง หุ้นไหนรับโชค เช็กเลย!

รัฐเล็งออกมาตรการท่องเที่ยวคนละครึ่ง หุ้นไหนรับโชค เช็กเลย!

          หุ้นวิชั่น - ทีมข่าวหุ้นวิชั่น รายงาน บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) (KSS) ระบุว่า รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยรัฐบาล จะออก มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ ในรูปแบบแบ่งจ่ายระหว่างนักท่องเที่ยวและรัฐบาล ในสัดส่วน 50 ต่อ 50 หรือจ่ายคนละครึ่งของค่าโรงแรมที่พัก คาดมีผลช่วงนอกฤดูกาล เพื่อรักษาโมเมนตัมภาคท่องเที่ยว           กรณีดังกล่าว บวกต่อหุ้นที่มีฐานธุรกิจโรงแรมในไทยสัดส่วนสูง ได้แก่ AWC (100%) ERW (88%) CENTEL (72%) SHR (18%) และ MINT (12%)           อย่างไรก็ตาม ปัจจัยดังกล่าวระยะสั้นมีแนวโน้มถูกหักล้างจากภาพนักท่องเที่ยว 4 ก.พ. 25 อิงข้อมูล สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ที่แผ่วเหลือ 1.09 แสนคน แผ่วลงจากช่วง 1-3 ก.พ. ที่เป็นช่วงท้ายเทศกาลตรุษจีนซึ่งสูงเฉลี่ยวันละ 1.24 แสนคน กลยุทธ์ รอหุ้นในกลุ่มท่องเที่ยว การบิน ย่อตัวลงก่อน ค่อยหาจังหวะสะสมอีกครั้ง

ขุนคลังเล็งหารือ แจกเงินดิจิทัล วอลเล็ต เฟส 3 หุ้นไหนรับอานิสงส์ต่อ เช็ก!

ขุนคลังเล็งหารือ แจกเงินดิจิทัล วอลเล็ต เฟส 3 หุ้นไหนรับอานิสงส์ต่อ เช็ก!

         หุ้นวิชั่น - ทีมข่าวหุ้นวิชั่น รายงาน บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) (KSS) ระบุว่า รมช.คลัง เตรียมประชุมอนุกลั่นกรองฯ ลุยแจกเงินดิจิทัล วอลเล็ต เฟส 3 ก่อนชงบอร์ดกระตุ้นเศรษฐกิจ สรุปไทม์ไลน์ ภายในก.พ.นี้คาดเริ่มจ่าย 2Q25F หลังระบบพัฒนาเสร็จแล้ว ประเมินบวกแนวโน้มเศรษฐกิจต่อเนื่อง โดยงวด 1Q25 เป็นภาพนักท่องเที่ยวคึกคัก และมีมาตรการกระตุ้นรัฐฯ อาทิ ไร่ละพัน มาตรการ Easy E-Receipt และมาตรการ Digital Wallet เฟส 2          ขณะที่งวด 2Q25 นโยบาย Digital Wallet เฟส 3 ที่น่าจะมีขนาดใหญ่กว่ามาตรการงวด 1Q25 ส่วน งวด 2H25 ฝ่ายวิเคราะห์คาดโครงการลงทุนรัฐฯ ที่ ครม. อนุมัติ จะทยอยเปิดประมูลและเริ่มลงทุน โดยรวมประเมินภาพบวกต่อหุ้น Domestic โดยเฉพาะธนาคาร เน้น KTB, SCB, KBANK ค้าปลีก เน้น BJC ที่รับประโยชน์ Digital Wallet สูง ขณะที่ไม่มีประเด็นกดดันเฉพาะตัว

กองทุนมั่นคงสิงคโปร์ GIC ตัดขายหุ้น TOP 2.3 ล้านหุ้น คงเหลือถือ 4.9225%

กองทุนมั่นคงสิงคโปร์ GIC ตัดขายหุ้น TOP 2.3 ล้านหุ้น คงเหลือถือ 4.9225%

           หุ้นวิชั่น - สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้รับแบบรายงานการจำหน่ายหุ้นของ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) (TOP) โดย GIC PRIVATE LIMITED ซึ่งเป็นการจำหน่าย เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2568 จำนวนหลักทรัพย์ที่จำหน่าย 2,332,200 หุ้น หรือคิดเป็น 0.1044% ของสิทธิออกเสียงทั้งหมดของกิจการ จำนวนหลักทรัพย์ภายหลังการจำหน่ายคงเหลือจำนวน 109,962,411 หุ้น คิดเป็น 4.9225% ของสิทธิออกเสียงทั้งหมดของกิจการ

ERW เล็งกำไรQ4โต70% เกินคาดพื้นฐาน4.40บ.

ERW เล็งกำไรQ4โต70% เกินคาดพื้นฐาน4.40บ.

          หุ้นวิชั่น - บทวิเคราะห์ บล. ดาโอ ระบุ คงคำแนะนำ “ถือ” ERW และราคาเป้าหมายปี 2025E ที่ 4.40 บาท อิง DCF (WACC 7.6%, terminal growth 2.5%)           คาดว่า ERW จะมีกำไรปกติ 4Q24E อยู่ที่ 350 ล้านบาท (+70% YoY, +179% QoQ) มากกว่าที่คาดเดิมที่ 280-300 ล้านบาท โดย 1) ภาพรวมรายได้เฉลี่ยต่อห้องที่ไม่รวม Budget (RevPAR) อยู่ที่ 3,050 บาท (+15% YoY, +22% QoQ) จาก High season ของไทยและญี่ปุ่น ส่วน Hop Inn ก็ยังเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง และ 2) มีค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานเพิ่มขึ้นเพียง +4% YoY และ +9% QoQ (ปกติจะเพิ่มราว +15-20% QoQ) จากการบริหารค่าใช้จ่ายได้ดี รวมถึงดอกเบี้ยจ่ายลดลง -5% QoQ จากการนำเงินที่ได้จากการแปลงสิทธิ์ของ Warrant มาคืนเงินกู้เรายังคงประมาณการกำไรปกติปี 2025E ไว้ที่ 884 ล้านบาท เพิ่มขึ้น +8% YoY ซึ่งเป็นการเติบโตที่น้อยที่สุดในกลุ่ม เนื่องจากจะมีการ Renovate ที่ Grand Hyatt Erawan ช่วง 3Q25E-4Q26E           ขณะที่คาดแนวโน้มกำไร 1Q25E จะยังเติบโตได้ทั้ง YoY/QoQ จาก High season ของไทยราคาหุ้น ERW ลดลง -3% และ -5% ในช่วง 1 เดือน และ 3 เดือนที่ผ่านมา จากนักท่องเที่ยวจีนที่ชะลอตัวลงจากข่าวความไม่ปลอดภัยของนักท่องเที่ยว ขณะที่ความเสี่ยงในการต่อสัญญาที่แกรนด์ ไฮแอท เอราวัณยังเป็น overhang ต่อเนื่อง ด้าน Valuation ซื้อขายที่ 2025E EV/EBITDA ที่ 15x (10-yr average EV/EBITDA) ซึ่งแพงกว่า CENTEL ที่ 12x และ MINT ที่ 10x

KSS คาด SET วันนี้“สร้างฐาน” แนะ KTB-GULF-MTC เด่น!

KSS คาด SET วันนี้“สร้างฐาน” แนะ KTB-GULF-MTC เด่น!

           หุ้นวิชั่น - บล.กรุงศรี คาด SET วันนี้“สร้างฐาน” ต้าน 1292/1300 จุด รับ 1276/1270 จุด ดัชนีS&P500 บวก +0.39% แม้จีนยังตอบโต้ สหรัฐฯจะตรวจสอบนโยบายของ Apple แต่บ่งชี้ตลาดซึมซับความเสี่ยงสงครามการค้าในระดับเชิงต่อรอง / เชิงสัญลักษณ์แล้ว ผสานจิตวิทยาบวก US Bond Yield 10 ปีลงแรง -9 bps ทำให้ปัจจัยต่างประเทศเป็นกลาง-บวกอ่อนๆต่อภาพลงทุน            ด้านภายในวานนี้ตลาดหุ้นปรับลงจากปัจจัยเฉพาะตัวกรณีเกณฑ์ใหม่ดัชนีSET50 และ SET100 กำหนดหุ้น 1 บริษัทมีน้ำหนักต่อดัชนีไม่เกิน 10% ซึ่งกระทบ DELTA แต่ น้ำหนักใน SET50 ยังสูง 12.2% ทำให้ยังน่าจะมีแรงขายต่อ แต่หุ้นอื่นที่เม็ดเงินถูกกระจายออกไปที่ปรับตัวลดลงตาม คาดเริ่มฟื้นตัวได้ ผสาน Fund Flows เริ่มซื้อหุ้นไทยต่อเนื่อง ตั้งแต่ SET ลงต่ำกว่า 1300 จุดที่เป็นโซน Value ที่มีEquity Risk Premium > Avg + 1 S.D. คาดช่วย SET ค่อยๆสร้างฐานเพื่อฟื้นตัวระยะถัดไป            หุ้นนำ คือ หุ้น Big Cap ที่เม็ดเงิน DELTA มีโอกาสสลับเข้าลงทุน หุ้น Bond Yield ทั้งนอก+ใน (วันนี้ คาดเงินเฟ้อยังออกมา < ดอกเบี้ยนโยบาย) แกว่งลงหนุน วันนี้แนะนำ KTB (เก็งโอกาส Treasury Stock), GULF, MTC เด่น

CPALL ดีลซื้อ 7-11ญี่ปุ่นกดดัน โบรกชี้ไม่น่าเกิดขึ้น-เป้า-86บ.

CPALL ดีลซื้อ 7-11ญี่ปุ่นกดดัน โบรกชี้ไม่น่าเกิดขึ้น-เป้า-86บ.

          หุ้นวิชั่น- บทวิเคราะห์ บล.ดาโอ ระบุว่า คงคำแนะนำ “ซื้อ” CPALL ที่ราคาเป้าหมาย 86.00 บาท อิง PER ปี 2025E ที่ 28x (หรือเท่ากับ -0.8SD below 5-yr avg. PER)           มีมุมมองเป็นกลาง จากการที่บริษัทไม่ได้ปฏิเสธหรือตอบรับกับข่าว Seven & I Holdings เจ้าของร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven ในญี่ปุ่น ที่มีการเจรจากับเครือซีพีให้ร่วมลงทุน (Management Buyout) ซื้อหุ้น “Seven & I Holdings” เพื่อนำบริษัทออกจากตลาดหลักทรัพย์ญี่ปุ่น เพื่อหลีกเลี่ยงการครอบงำกิจการจาก “Alimentation Couche-Tard” จากแคนาดา โดยมูลค่าดีลอยู่ที่ 58,000 ล้านดอลลาร์           โดยปัจจุบันยังไม่มีความชัดเจน จากประเด็นดังกล่าว เชื่อว่าหากกลุ่มซีพีสนใจ CPALL จะเป็นหนึ่งในบริษัทที่จะเข้าร่วมซื้อกิจการในครั้งนี้ด้วย           ได้วิเคราะห์สถานะทางการเงินของ CPALL และประเมินว่า CPALL จะสามารถเข้าร่วมลงทุนที่ 15% ของหุ้น “Seven & I Holdings” คิดเป็นเงินลงทุน 2.93 แสนล้านบาท โดยใช้เงินกู้ 100% ที่อัตราดอกเบี้ย 4% ต่อปี ซึ่งจะทำให้ D/E ratio ปรับขึ้นเป็น 1.82x จากปัจจุบันที่ 0.88x (Fig 1.)           โดยหากการเข้าซื้อกิจการสำเร็จ จะส่งผลให้กำไร (ก่อนหักภาษี) ของ CPALL ปี 2025E/26E ลดลง 3.4/2.4 พันล้านบาท หรือคิดเป็น -12%/-7% ของกำไรสุทธิตามลำดับ (Fig 2.) โดยเป็นผลกระทบที่ยังไม่รวมปัจจัยอื่นเช่น ผลบวกจาก synergy benefits             อย่างไรก็ดี มองว่าดีลนี้ไม่น่าจะเกิดขึ้น เนื่องจากขนาดของดีลมีมูลค่าที่สูงมาก           ยังคงประมาณการกำไร 2024E/25E อยู่ที่ 2.5 และ 2.7 หมื่นล้านบาท โต +33%/+11% YoY จากประมาณการกำไร 4Q24E ที่ 6.4 พันล้านบาท และต่อเนื่องไปในปี 2025E ราคาหุ้น underperform SET -9% ในช่วง 3 เดือน ระยะสั้นราคาหุ้นคาดว่าจะยังคงถูกกดดันจาก ประเด็นข่าวการเข้าร่วมลงทุนใน Seven & I Holdings

คัดหุ้น3 ธีมน่าสะสม มีปัจจัยบวกเฉพาะตัวค้ำ

คัดหุ้น3 ธีมน่าสะสม มีปัจจัยบวกเฉพาะตัวค้ำ

          หุ้นวิชั่น - บทวิเคราะห์ บล. อินโนเวสท์ เอกซ์ มอง SET จะแกว่งตัวไซด์เวย์หลังไร้ปัจจัยหนุนใหม่ โดยมีแนวต้านสำคัญที่บริเวณ 1350 จุด กลยุทธ์ลงทุนแนะนำ “Selective Buy” ใน 3 ธีมหลักที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัว           1. หุ้นที่คาดได้อานิสงส์บวกจากมาตรการกระตุ้นการบริโภคของรัฐอย่าง Easy E-Receipt ในช่วง 16 ม.ค.-28 ก.พ. 2568 และแจกเงินหมื่นเฟส 2 ให้ผู้สูงอายุ แนะนำ กลุ่มพาณิชย์ (CRC HMPRO TNP) กลุ่มท่องเที่ยว (MINT AWC ERW AOT)           2. นักลงทุนที่ต้องการหุ้นปันผลสูงซึ่งคาดมีเงินปันผลจ่ายที่เหลือจากกำไรปี 2567 คิดเป็น Div. Yield เกิน 3% เพื่อสร้างกระแสเงินสดให้แก่พอร์ตลงทุน แนะนำ AP KTB BBL PTT 3. หุ้น Earnings Play ซึ่งมองราคาหุ้นยังไม่ได้ปรับขึ้นสะท้อนกำไร 4Q67-1Q68 ที่คาดจะเติบโตดี YoY และ QoQ อีกทั้งยังมีศักยภาพจ่ายปันผลสม่ำเสมอ เลือก ADVANC TRUE AMATA TIDLOR MTC AU HTC

พฤอา
311234567891011121314151617181920212223242526272829301234567891011