USDT และ USDC: เปิดศักราชใหม่ของการลงทุนสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศไทย
หุ้นวิชั่น – จากการที่ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) ได้ประกาศอนุมัติให้เหรียญ Stablecoin ที่ได้รับความนิยมระดับโลกอย่าง USDT (Tether) และ USDC (Circle) สามารถจับคู่ซื้อขายกับสินทรัพย์ดิจิทัลอื่นๆ บนแพลตฟอร์มที่ได้รับการกำกับดูแลในประเทศไทยได้ ในวันที่ 16 มีนาคม 2568 การเปิดให้ Stablecoin ดังกล่าวซื้อขายได้ เป็นการตอบสนองต่อกระแสความนิยมที่เพิ่มขึ้นทั่วโลกและความต้องการจากตลาดนักลงทุนไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแง่การเพิ่มสภาพคล่องและอำนวยความสะดวกในการลงทุน
โดยก่อนหน้านี้ กลต. อนุญาตให้ซื้อขายได้เฉพาะสกุลเงินดิจิทัลชั้นนำเช่น Bitcoin (BTC), Ethereum (ETH), XRP และ Stellar (XLM) หรือเหรียญที่ใช้เฉพาะในระบบชำระเงินของธนาคารแห่งประเทศไทยเท่านั้น
แล้ว USDC, USDT น่าเชื่อถือหรือไม่?
Stablecoin เป็นส่วนสำคัญของตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลทั่วโลก โดยมีมูลค่าตลาดรวมพุ่งสูงถึงประมาณ 1.9 – 2.1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วงปลายปี 2024 ซึ่งเติบโตกว่า 46% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ตอกย้ำการขยายตัวอย่างรวดเร็วของตลาดนี้ ปัจจุบัน
ภาพประกอบ : ข้อมูลสถิติ stablecoin แต่ละเหรียญ (ราคา , ปริมาณการเทรดใน 24 ชั่วโมง (เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2024), จำนวน exchange ที่รองรับ และ market cap)
- USDT (Tether) เป็นเหรียญ Stablecoin ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ทั้งในด้านมูลค่าตลาดและปริมาณการใช้งาน โดยครองส่วนแบ่งตลาดราว 69–70% ของมูลค่าตลาด Stablecoin ทั้งหมด มีมูลค่าตลาดประมาณ 1.39 แสนล้านดอลลาร์ (ประมาณ 4.9 ล้านล้านบาท) มีกระดานเทรดรองรับ 358 กระดาน
- USDC (USD Coin) ซึ่งมีส่วนแบ่งตลาดประมาณ 20% อันดับสองของโลก และเป็น Stablecoin มีมูลค่าตลาดอยู่ที่ 4.3 หมื่นล้านดอลลาร์ และมีกระดานเทรดรองรับถึง 397 กระดาน
ส่วน Stablecoin อื่นๆ เช่น DAI, BUSD, และเหรียญที่มีขนาดเล็กกว่า รวมกันคิดเป็นสัดส่วนที่เหลือราว 10% ของตลาด
สำหรับประเทศไทย ยังไม่มีข้อมูลสถิติอย่างเป็นทางการที่ระบุสัดส่วนประชากรไทยที่ถือครอง Stablecoin โดยตรง อย่างไรก็ดี ไทยได้รับการจัดให้เป็นหนึ่งในประเทศที่มีการยอมรับคริปโทเคอร์เรนซีสูงติดอันดับโลกในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา (ปี 2023 ไทยอยู่ในอันดับที่ 10 ของดัชนีการยอมรับคริปโทระดับโลก ก่อนจะปรับมาอยู่อันดับ 16 ในปี 2024) มีรายงานว่าในปี 2023 คนไทยราว 13 ล้านคน (ประมาณ 18% ของประชากร) เคยใช้สกุลเงินดิจิทัลบางประเภทในการลงทุนหรือทำธุรกรรม
เปรียบเทียบ USDT vs USDC (ความน่าเชื่อถือและการใช้งาน): แม้ USDT และ USDC จะเป็น Stablecoin ชั้นนำที่ผูกกับเงินดอลลาร์สหรัฐเหมือนกัน แต่ทั้งสองมีความแตกต่างในด้านความน่าเชื่อถือ การกำกับดูแล และการยอมรับใช้งานในตลาด
USDT (Tether): เป็น Stablecoin รุ่นบุกเบิก (ก่อตั้งปี 2014) และมีส่วนแบ่งการตลาดสูงสุด โดยได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในตลาดเอเชียและการเทรดระดับโลก เนื่องจากสภาพคล่องสูงและมีคู่เทรดแทบทุกแพลตฟอร์ม นอกจากนี้ USDT ยังได้รับการยอมรับใช้บนเครือข่ายบล็อกเชนที่หลากหลาย (เช่น Ethereum, Tron, BSC เป็นต้น) ทำให้ผู้ใช้สามารถโอน USDT ได้สะดวกด้วยค่าธรรมเนียมต่ำ (กรณี Tron-USDT ได้รับความนิยมมากในเอเชียเพราะค่าธรรมเนียมถูก) อย่างไรก็ตาม USDT เคยมีประวัติด้านลบเรื่อง ความโปร่งใสในการสำรองสินทรัพย์ โดยในปี 2021 บริษัท Tether ถูกสั่งปรับเป็นเงิน 41 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากกรณีให้ข้อมูลชวนเข้าใจผิดว่ามีทุนสำรองหนุนหลังเหรียญครบ 100% ตลอดเวลา แต่ภายหลังสืบสวนพบว่าช่วงหนึ่งมีทุนสำรองจริงเพียง 27.6% ของจำนวนเหรียญที่ออก กรณีนี้ทำให้ USDT ถูกวิจารณ์เรื่องความโปร่งใสและสร้างความกังวลในหมู่นักลงทุน ถึงแม้ปัจจุบัน Tether จะยืนยันว่าได้ปรับปรุงการเปิดเผยข้อมูลและมีทุนสำรองเต็มมูลค่าเหรียญแล้วก็ตาม อีกด้านหนึ่ง USDT มีประวัติราคาที่ผันผวนหลุดจาก $1 น้อยมาก (ยกเว้นช่วงวิกฤตสั้นๆ ที่ผู้ลงทุนเทขายเหรียญอื่นแล้วเข้าถือ USDT มากขึ้นจนราคา USDT สูงกว่า $1 เล็กน้อย) และไม่เคยเกิดกรณีเหรียญล้มละลาย จึงยังรักษาความเชื่อมั่นจากผู้ใช้ส่วนใหญ่ไว้ได้
- กรณี USDT กับข้อพิพาทกฎหมาย MiCA ของยุโรป: หนึ่งในประเด็นสำคัญระดับสากลคือการที่ สกุลเงิน USDT ต้องเผชิญกับกฎระเบียบใหม่ของสหภาพยุโรปภายใต้กฎหมาย Markets in Crypto-Assets (MiCA) ซึ่งเป็นกรอบกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัลที่จะมีผลบังคับใช้ทั่วทั้งสหภาพยุโรป MiCA กำหนดให้ผู้ออก Stablecoin ต้องได้รับอนุญาตและปฏิบัติตามมาตรฐานด้านเงินทุนและสินทรัพย์สำรองที่เข้มงวด รวมถึงการจำกัดปริมาณการใช้ Stablecoin บางประเภทในการทำธุรกรรมรายวันเพื่อป้องกันความเสี่ยงเชิงระบบในภูมิภาคนี้
- ในช่วงต้นปี 2025 ที่ผ่านมา แพลตฟอร์มซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลหลายแห่งในยุโรป (เช่น com และ Coinbase) ได้ประกาศ เพิกถอน USDT ออกจากการให้บริการในยุโรป ชั่วคราว เพื่อเตรียมความพร้อมให้เป็นไปตามข้อกำหนดของ MiCA
USDC (USD Coin): เป็น Stablecoin ที่ออกในปี 2018 โดยบริษัท Circle (ร่วมกับ Coinbase ภายใต้เครือข่าย Centre) ซึ่งวางตำแหน่งให้ USDC เป็นเหรียญที่เน้น ความโปร่งใสและการปฏิบัติตามกฎระเบียบ มากกว่า USDT โดย Circle มีการเปิดเผยรายงานการตรวจสอบสินทรัพย์สำรองโดยบุคคลที่สามเป็นประจำทุกเดือน และเก็บสินทรัพย์สำรองในสถาบันการเงินที่ได้รับการกำกับดูแลอย่างเข้มงวดใน คุณสมบัติเหล่านี้ทำให้ USDC ได้รับความเชื่อถือในฐานะ Stablecoin ที่มีความน่าเชื่อถือสูง และมักถูกเลือกใช้ในบริบทที่ต้องการความโปร่งใสหรือเกี่ยวข้องกับสถาบันการเงิน (เช่น บริษัทจดทะเบียนหรือโครงการ DeFi ที่ให้ความสำคัญกับการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์) อย่างไรก็ดี USDC เองก็เคยประสบเหตุการณ์ สูญเสียมูลค่าผูกพันช่วงสั้นๆ ในเดือนมีนาคม 2023 เมื่อธนาคาร Silicon Valley Bank ซึ่งถือเงินสำรองบางส่วนของ USDC ประสบปัญหาล้มละลาย ส่งผลให้ USDC หลุดpeg ลงไปประมาณ 87 เซนต์ก่อนที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ จะเข้ามาประกันเงินฝากและทำให้ USDC กลับสู่ $1 ได้ในเวลาไม่นาน () () เหตุการณ์ดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าแม้ USDC จะมีการกำกับดูแลที่ดีกว่า แต่ก็ยังอาจได้รับผลกระทบจากความเสี่ยงของระบบการเงินดั้งเดิมได้เช่นกัน ในแง่การใช้งาน USDC เป็นที่นิยมมากในฝั่งสหรัฐอเมริกาและยุโรป และเริ่มมีบทบาทในตลาดเอเชียมากขึ้น โดยเฉพาะในการใช้งานด้าน DeFi และการชำระเงินระหว่างประเทศที่ต้องการความน่าเชื่อถือ
โดยสรุป USDT มีจุดแข็งเรื่องเครือข่ายการใช้งานกว้างขวางและสภาพคล่องสูง ขณะที่ USDC โดดเด่นเรื่องความโปร่งใสและการปฏิบัติตามกฎระเบียบ ผู้ใช้งานมักเลือก Stablecoin ที่เหมาะกับความต้องการของตน เช่น นักเทรดอาจนิยม USDT เพราะมีความคุ้นชิน และรู้จักมานาน ส่วนองค์กรธุรกิจหรือโครงการที่เน้นความน่าเชื่อถืออาจเลือกใช้ USDC มากกว่า ทั้งนี้ ทั้งสองเหรียญต่างก็ถือว่ามีประวัติรักษามูลค่าใกล้เคียง $1 ได้อย่างมีเสถียรภาพสูงมาก ยกเว้นเหตุการณ์ผิดปกติระยะสั้นในบางครั้งเท่านั้น
ผลกระทบเชิงบวกของรองรับ USDT และ USDC สามารถจับคู่ซื้อขายกับสินทรัพย์ดิจิทัลอื่นๆ ที่เปิดกว้างมากขึ้น
ในระยะสั้น ทาง USDT และ USDC นั้น สามารถเป็น สะพานเชื่อมระหว่างระบบการเงินไทยกับตลาดการเงินดิจิทัลโลก ช่วยให้นักลงทุนไทยจะสามารถเข้าถึงสินทรัพย์ดิจิทัลได้สะดวกขึ้น เนื่องจาก USDT และ USDC ช่วยลดปัญหาความผันผวนของมูลค่าสินทรัพย์ดิจิทัล จึงเหมาะสำหรับใช้เป็นตัวกลางการซื้อขายและเก็บรักษามูลค่า นอกจากนี้ยังเปิดกว้างการเข้าถึง digital asset ของประเทศไทยที่ออกได้ในอนาคต ในกรณีที่ผู้ออกโทเคนดิจิทัลยอมรับการชำระเงินเป็นสกุล USD ซึ่งจะทำให้การมูลค่าเงินจาก คริปโตเคอเรนซี่ เข้ามายัง digital asset มากขึ้น
นอกจากนี้ Stablecoin ยังอาจถูกใช้เป็น เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน ในช่วงที่ค่าเงินบาทผันผวน สมมติหากผู้ประกอบการหรือประชาชนกังวลว่าบาทจะอ่อนค่า ก็อาจแปลงสินทรัพย์บางส่วนไปถือเป็น Stablecoin สกุลเงินดอลลาร์เพื่อรักษามูลค่า (คล้ายกับการถือเงินตราต่างประเทศ) อย่างไรก็ดี การทำเช่นนี้ต้องอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยยอมรับได้
ในขณะที่นักลงทุนจากต่างประเทศจะมองประเทศไทยเป็นตลาดที่น่าสนใจมากขึ้น ด้วยระบบที่มีความยืดหยุ่นและรองรับการใช้งานของ Stablecoin ซึ่งได้รับความนิยมในระดับสากล ส่งผลให้มีเงินทุนไหลเข้ามาลงทุนในไทยมากขึ้น โดยนักลงทุนต่างชาติไม่จำเป็นจะต้องเจอความเสี่ยงของอัตราแลกเปลี่ยนในกรณีที่ลงทุนในสินทรัพย์ดิจัทัลของประเทศไทย
ซึ่ง USDT และ USDC น่าจะมีโอกาสที่จะเป็นสินทรัพย์ดิจิทัลที่นักลงทุนไทยถือครองมากขึ้น เพื่อใช้เป็นที่พักเงินระหว่างการเทรดหรือเพื่อโอนมูลค่าระหว่างแพลตฟอร์ม เนื่องจากความผันผวนต่ำและความสะดวกในการแลกเปลี่ยน นอกจากนี้ แนวโน้มการเติบโตของ Stablecoin ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังมีความโดดเด่น สอดคล้องกับกระแสทั่วโลกที่ Stablecoin กลายเป็นเครื่องมือสำคัญทั้งในการซื้อขายคริปโทและการชำระเงินดิจิทัล โดยเฉพาะในตลาดเกิดใหม่อย่างเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แอฟริกา และลาตินอเมริกา ซึ่งมีความต้องการ Stablecoin สูง
ในระยะกลางและยาว stablecoin ทั้ง USDT, USDC ยังช่วยเปิดประตูสู่นวัตกรรมทางการเงินใหม่ๆ เช่น การชำระเงินด้วยสินทรัพย์ดิจิทัล การให้บริการฝากหรือกู้ยืมสินทรัพย์ดิจิทัลที่มี Stablecoin เป็นสื่อกลาง ตลอดจนการพัฒนาโทเคนดิจิทัลที่มีสินทรัพย์อ้างอิง (Asset-backed Tokens) อย่างไรก็ตาม การใช้งานดังกล่าวต้องดำเนินการภายใต้การกำกับดูแลอย่างใกล้ชิดของธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อให้มั่นใจว่าการใช้ Stablecoin เป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงจากความผันผวนของค่าเงินนั้น จะไม่ส่งผลกระทบเชิงลบต่อเสถียรภาพทางการเงินของประเทศ หากมีการนำ Stablecoin มาใช้อย่างแพร่หลายในระบบการเงินไทย ย่อมก่อให้เกิด ผลดีหลายประการต่อภาคการเงินและการลงทุน ประการแรก Stablecoin สามารถช่วย เพิ่มประสิทธิภาพในการโอนเงินและการชำระเงิน โดยเฉพาะธุรกรรมระหว่างประเทศ เช่น การโอนเงินข้ามประเทศหรือการชำระค่าสินค้านำเข้า–ส่งออก สามารถทำได้รวดเร็วขึ้นและค่าธรรมเนียมถูกลง เมื่อเทียบกับการโอนผ่านธนาคารแบบดั้งเดิมและระบบ SWIFT นอกจากนี้ Stablecoin ยัง ทำงานตลอด 24/7 ไม่มีวันหยุด จึงอำนวยความสะดวกให้ภาคธุรกิจสามารถทำธุรกรรมได้ตลอดเวลา ไม่ต้องรอเวลาทำการของธนาคาร
ความท้าทายที่ควรจับตาจากการนำ USDT และ USDC มาใช้กว้างขวางมากขึ้น
ความเสี่ยงของ Stablecoin ในบริบทประเทศไทย (ฟอกเงินและบัญชีม้า):
สำหรับประเทศไทย ปัญหา “บัญชีม้า” ที่คนร้ายใช้บัญชีธนาคารของผู้อื่นหรือบัญชีปลอมในการรับโอนเงินก็อาจเชื่อมโยงกับการใช้ Stablecoin ได้ เช่น คนร้ายอาจหลอกให้เหยื่อโอนเงินเข้าบัญชีม้า แล้วรีบนำเงินนั้นไปซื้อ USDT/USDC และโอนออกนอกประเทศในรูปคริปโท ทำให้การติดตามเงินทำได้ยากขึ้น ความเสี่ยงเหล่านี้จำเป็นต้องได้รับการจัดการผ่านมาตรการตรวจสอบและกำกับดูแลที่เหมาะสม ซึ่งไทยเองเริ่มตระหนักถึงปัญหานี้ เช่น ผู้เชี่ยวชาญได้เตือนว่าการใช้ Stablecoin ที่ไม่อยู่ในระบบสถาบันการเงินแบบดั้งเดิมอาจทำให้หน่วยงานยากจะติดตามที่มาของเงิน และไม่สามารถรู้ได้ว่าใครเป็นเจ้าของเงินจริงๆ ในธุรกรรมนั้น จึงต้องมีการกำกับและบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังเพื่อป้องกันการใช้ Stablecoin เป็นช่องทางฟอกเงินหรือหลอกลวงทางการเงิน ตัวอย่างกรณีล่าสุดคือกรณีอื้อฉาวของ บริษัท The ICON Group ที่ถูกกล่าวหาว่าฟอกเงินและติดสินบนเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่ามีธุรกรรมผิดปกติเป็นมูลค่ามหาศาลกว่า 247 ล้าน USDT (ประมาณ 8,223 ล้านบาท) ถูกโอนออกจากกระเป๋าที่เกี่ยวข้องก่อนที่ผู้บริหารของบริษัทจะถูกจับกุมเพียง 1 ชั่วโมง กรณีนี้ชี้ให้เห็นว่าอาชญากรสามารถใช้ Stablecoin (เช่น USDT) โยกย้ายเงินจำนวนมากได้อย่างรวดเร็วเมื่อใกล้ถูกจับกุม
นอกจากนี้ รายงานของสหประชาชาติ ยังได้เตือนว่า Stablecoin อย่าง USDT กลายเป็นเครื่องมือที่ได้รับความนิยมในกลุ่มอาชญากรและองค์กรอาชญากรรมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เนื่องจากความสะดวกรวดเร็วในการโอน, ความเป็นส่วนตัวของธุรกรรม, และค่าธรรมเนียมต่ำ เมื่อเทียบกับการโอนผ่านธนาคารแบบดั้งเดิม ทำให้เงินผิดกฎหมายสามารถถูกฟอกและย้ายข้ามประเทศได้โดยยากต่อการตรวจสอบ นอกจากนี้ Stablecoin ยังถูกใช้มากในธุรกิจผิดกฎหมายออนไลน์ เช่น การพนันออนไลน์ และ “ธนาคารใต้ดิน” เพื่อเลี่ยงมาตรการควบคุมของ
อีกด้านหนึ่ง ความเสี่ยงด้านอาชญากรรมการเงิน ก็เป็นความท้าทายสำคัญ ดังที่กล่าวในหัวข้อก่อนหน้า Stablecoin ที่ทำธุรกรรมบนบล็อกเชนแบบไม่มีตัวกลางอาจถูกใช้ฟอกเงินหรือสนับสนุนกิจกรรมผิดกฎหมายได้ ไทยจึงจำเป็นต้องเสริมสร้างระบบการตรวจสอบและกำกับดูแล เช่น กำหนดให้ผู้ให้บริการในประเทศต้องทำ KYC/AML ลูกค้าอย่างเข้มงวด และประสานงานกับหน่วยงานปราบปรามการฟอกเงินในการติดตามธุรกรรมที่น่าสงสัย ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าปัจจุบัน ธุรกรรม Stablecoin มีความเป็นส่วนตัวสูงและติดตามตัวตนได้ยาก ซึ่งหน่วยงานไทยจะต้องหาแนวทางตรวจสอบที่มา-ปลายทางของเงินให้ได้ มิฉะนั้นจะไม่ทราบเลยว่าใครเป็นเจ้าของเงินหรือเงินนั้นมาจากกิจกรรมที่ถูกกฎหมายหรือไม่ ความท้าทายนี้ต้องการเครื่องมือกำกับดูแลใหม่ ๆ ที่อาจเกินขีดความสามารถของกฎหมายการเงินแบบเดิม
แหล่งอ้างอิง :
รายงานและประกาศจากธนาคารแห่งประเทศไทย , สำนักงาน ก.ล.ต., สถาบันการเงินระหว่างประเทศ, Markets in Crypto-Assets (MiCA รวมถึง ข้อมูลจากบทวิเคราะห์จาก CoinDesk, Cointelegraph
ผู้เขียน
สุทธิรัตน์ หาญพานิชย์ Head of Business Development, Token X