หุ้นวิชั่น – NER ประกาศงบ 19 ก.พ.นี้ ผลงานตามแผน ด้านบิ๊ก NER เผยปี 68 ปริมาณขายยางพาราเพิ่มขึ้นเป็น 500,000 ตัน จีนยังเป็นตลาดหลัก แต่ปีนี้สัดส่วนอินเดียเพิ่ม มองราคายางพาราคาปีนี้เฉลี่ยที่ 62 บาทต่อกิโลกรัม ซัพพลายในตลาดลด พร้อมตลาด EV ช่วยหนุน โบรกมองอัพไซด์เปิดกว้าง Dividend Yield สูงถึง 6.8 ราคา เป้าหมายที่ 5.85 บาท
นายชูวิทย์ จึงธนสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท นอร์ทอีส รับเบอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ NER ผู้ดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่ายยางแผ่นรมควัน ยางแท่ง และยางผสม เพื่อจำหน่ายไปยังผู้ผลิตในอุตสาหกรรมยานยนต์ และกลุ่มผู้ค้าคนกลาง ทั้งในและต่างประเทศ เปิดเผยบริษัทเตรียมรายงาน ผลประกอบการไตรมาส 4/2567 และปี 2567 วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2567) ซึ่งเป็นไปตามแผนที่วางไว้ โดยคาดว่าปริมาณขายจะใกล้เคียงเป้าหมายที่ 440,000 ตัน และรายได้รวมอยู่ที่ 25,000 ล้านบาท ขณะที่แนวโน้มราคายางพารายังเป็นบวก โดยปัจจุบันราคายางเฉลี่ยอยู่ที่ 68 บาทต่อกิโลกรัม
สำหรับแนวโน้มธุรกิจในปี 2568 บริษัทคาดว่าจะยังเติบโตต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าปริมาณขายยางพาราเพิ่มขึ้นเป็น 500,000 ตัน โดย ตลาดจีนยังคงเป็นตลาดหลัก อย่างไรก็ตาม ปีนี้บริษัทมีแผน เพิ่มสัดส่วนการส่งออกไปอินเดีย เป็น 10% จากเดิมที่ทำได้ 5% ในปีที่ผ่านมา
ด้านแนวโน้มราคายางพาราในปี 2568 คาดว่าจะเฉลี่ยอยู่ที่ 62 บาทต่อกิโลกรัม โดยยังอยู่ในระดับที่ดี เนื่องจาก ซัพพลายใหม่ในตลาดยังไม่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะซัพพลายจากอินโดนีเซียที่เผชิญปัญหาภัยแล้งต่อเนื่องในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ทำให้น้ำยางออกมาน้อย ซึ่งเป็นปัจจัยบวกที่ช่วยพยุงราคายางพารา
ขณะเดียวกัน ความต้องการใช้ยางพาราในอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่กำลังขยายตัว ยังเป็นแรงหนุนสำคัญต่อความต้องการยางล้อ และช่วยผลักดันอุตสาหกรรมยางพาราให้เติบโตต่อเนื่องในปีนี้
บล.กรุงศรี ระบุถึง NER ว่า คาดกำไรปกติ ไตรมาส4/2567 ที่ 470 ล้านบาท (+9% จากช่วงเดียวกันปีก่อน, +113% จากไตรมาสก่อนหน้า) และรายได้ที่ 8,842 ล้านบาท (+34% จากช่วงเดียวกันปีก่อน, +44% จากไตรมาสก่อนหน้า) ซึ่งเป็นจุดสูงสุดใหม่ คาดปริมาณการขายราว 136,000 ตัน (+7% จากช่วงเดียวกันปีก่อน , +39% จากไตรมาสก่อนหน้า) ได้แรงหนุนจากปัจจัยฤดูกาล เนื่องจากไตรมาส 4เป็น High Season ของการส่งออกยาง มีวัตถุดิบมาก คาดราคาขายเฉลี่ยอยู่ที่ 65 บาท/กก. (+26% จากช่วงเดียวกันปีก่อน, +3% จากไตรมาสก่อนหน้า) อย่างไรก็ตาม คาดว่า GPM จะอยู่ที่ 8.8% ต่ำกว่าที่คาดไว้เดิมที่มองว่าจะฟื้นตัวเป็นตัวเลขสองหลัก (เทียบกับ 11.3% ใน 4Q23 และ 8.3% ใน 3Q24) เนื่องจากราคาต้นทุนยางเร่งตัวขึ้น ทั้งนี้ คาด FX loss ประมาณ -100 ล้านบาท ส่งผลให้คาดกำไรสุทธิอยู่ที่ 370 ล้านบาท (-20% จากช่วงเดียวกันปีก่อน, +3% จากไตรมาสก่อนหน้า)
สำหรับปี 2567 คาดกำไรปกติอยู่ที่ 1,660 ล้านบาท (+5% ) ต่ำกว่าประมาณการปัจจุบันที่คาดไว้ -13% หรือ 1,900 ล้านบาท สาเหตุหลักมาจากการคาดการณ์ว่า GPM ปี 2567 จะอยู่ที่ 10.1% ต่ำกว่าสมมติฐานเดิมที่ 11.8% เนื่องจากราคาต้นทุนวัตถุดิบใน 4Q24F ปรับขึ้นเร็วกว่าคาด เบื้องต้นคำนวณว่า ทุกๆ -0.1% การลดลงของ GPM จะกระทบกำไรปกติปี 2567 จะ -1.4% หากตัวแปรอื่นคงที่ ขณะที่ปริมาณการขายปี 2024F คาดว่าจะอยู่ที่ 439,000 ตัน ใกล้เคียงเป้าหมายของบริษัทที่ตั้งไว้ที่ 440,000 ตัน
คำแนะนำเป็น “Buy” คง TP ที่ 5.85 บาท อิง PER 6.4 เท่า (เดิม Trading Buy) จาก upside ที่เปิดกว้างขึ้น และมองว่าเป็นหุ้นปันผลสูง คาด เงินปันผลที่ 0.32 บาท/หุ้น คิดเป็น Dividend Yield สูงถึง 6.8% คาด XD ช่วงเดือนเมษายน และจ่ายปันผลในเดือนพฤษภาคมนี้
รายงาน : นางสาวณัฏฐ์ชญา ปุริมปรัชญ์ภัทร บรรณาธิการข่าว Hoonvision