นางสาวทอแสง ไชยประวัติ ผู้จัดการฝ่ายวางแผนการเงิน บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) (TOP) เปิดเผยว่า บริษัทฯ เตรียมบันทึกเงิน จำนวนรวม 12,339 ล้านบาท หรือเทียบเท่า 358 ล้านเหรียญฯ จากการบังคับหลักประกันภายใต้สัญญา EPC ในโครงการพลังงานสะอาด (Clean Fuel Project : CFP) เข้ามาในไตรมาส 1/2568
สำหรับความคืบหน้ากลยุทธ์ 3Vs ประกอบด้วย
กลยุทธ์ที่ 1 Value Maximization หรือการเพิ่มความแข็งแกร่งของธุรกิจหลักไทยออยล์ โดยล่าสุด บริษัทฯ ได้รับการอนุมัติจากที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น เมื่อวันศุกร์ ที่ 28 ก.พ.68 เพิ่มเงินลงทุนในโครงการ CFP จำนวน 63,028 ล้านบาท หรือเทียบเท่า 1.776 ล้านเหรียญฯ และอนุมัติดอกเบี้ยระหว่างการก่อสร้าง 17,900 ล้านบาท
ด้านความคืบหน้าโครงการลงทุนในธุรกิจโอเลฟินส์ ในบริษัท PT Chandra Asri Petrochemical Tbk (CAP) ประเทศอินโดนีเซีย ปลายปีที่ผ่านมา CAP ได้มีการลงนาม EPC กับบริษัท PT Inti karya Persada Tehnik (IKPT) เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตของโรงงาน B1 และ MTBE เพิ่มขึ้นกว่า 25% เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่ง ลดการพึ่งพาการนำเข้าของ CAP
กลยุทธ์ที่ 2 หรือ Value Enhancement มุ่งขยายธุรกิจ ผ่านการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของไทยออยล์ ไปยังประเทศเป้าหมาย ทั้งไทย อินโดนีเซีย เวียดนาม และอินเดีย โดยยังมุ่งเน้นการขยายธุรกิจที่เป็นกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์, คอมมูนิตี้ รวมถึงผลิตภัณฑ์ Specialty Chemical, Specialty polymer ทำใหบริษัทฯ มีตลาดที่กว้างขึ้น
กลยุทธ์ที่ 3 Value Diversification การขยายการลงทุนของไทยออยล์ มีทั้งผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง เช่น การซักล้างต่างๆ และการทดสอบผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อขยายฐานลูกค้า และสร้างความมั่นใจในผลิตภัณฑ์ รวมถึงการหาพาสเนอร์ในการขยายตลาดในภูมิภาคเช่นเดียวกัน ส่วนธุรกิจใหม่ New S-Curve ไทยออยล์ ยังมุ่งพัฒนาธุรกิจใหม่เกี่ยวกับเทคโนโลยี และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
ในปี 2568 บริษัทฯ มีแผนการใช้เงินอยู่ราว 87 ล้านเหรียญฯ ซึ่งจะเป็นเงินลงทุนที่นอกเหนือจากโครงการ CFP โดยจะใช้รองรับการปิดซ่อมบำรุงใหญ่ นอกจากนี้มีแผนพิจารณาหาเงินทุน เช่น การออก Perpetual Bond ในช่วงปลายปีนี้ แต่ในเบื้องต้นแหล่งเงินทุนยังคงมาจากภายใน ทั้งกระแสเงินสดที่มีในมือ และเงินที่ได้จากการดำเนินงาน
บริษัทฯ คาดการณ์ราคาน้ำมันดิบ ปี 2568 จะทรงตัวถึงปรับตัวลงเล็กน้อย เมื่อเทียบกับปีก่อน เนื่องจากอุปทานน้ำมันดิบนอกประเทศกลุ่มโอเปกเข้ามาในตลาดอย่างต่อเนื่อง รวมถึงเศรษฐกิจโลกยังมีความเปราะบางอยู่ ขณะที่ Crude premium มีแนวโน้มปรับตัวขึ้น จากการคว่ำบาตรของสหรัฐ ต่ออุตสาหกรรมน้ำมันของรัสเซีย ส่งผลให้มีความต้องการน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางเพิ่มขึ้น
ส่วนค่าการกลั่นสิงคโปร์ ในปีนี้ คาดปรับตัวลดลงเล็กน้อยจากปีก่อน จากแรงกดดันของอุปสงค์ ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก
ตลาดสารอะโรเมติกส์ ในส่วนของราคาสารพาราไซลีน (PX) น่าจะยังมีการเติบโต แต่ด้านบนซลและพาราไซลีน ยังมีความท้าทายอยู่ ขณะที่ราคานํ้ามันหล่อลื่นพื้นฐาน มีแนวโน้มอ่อนตัวลงลกน้อย
สำหรับปัจจัยที่ต้องจับตามองในปีนี้ ได้แก่ นโยบายต่างๆ ของทรัมป์ ที่คาดว่าจะเข้มข้นขึ้น โดยเฉพาะนโยบายการปรับขึ้นภาษีนำเข้า จากทั้ง จีน แคนาดา เม็กซิโก ส่งผลให้เกิดสงครามทางการค้าขึ้น และน่าจะกดดันต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจโลก และความต้องการใช้น้ำมัน, การที่สหรัฐออกมาคว่ำบาตรต่ออุตสาหกรรมน้ำมันของรัสเซีย ทำให้อุปทานน้ำมันตึงตัวขึ้น ส่งผลให้ จีน อินเดีย ซึ่งเป็นผู้นำเข้าน้ำมันดิบจากรัสเซีย หันไปซื้อน้ำมันดิบจากแหล่งอื่นชั่วคราว โดยปัจจัยดังกล่าวยังต้องจับตาดูท่าทีของทรัมป์เพิ่มเติม รวมถึงมาตรการคว่ำบาตรต่ออิหร่านด้วย, อุปทานน้ำมันดิบนอกกลุ่มโอเปก ที่คาดว่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้นในปีนี้ โดยหลักมาจากการผลิตในประเทศสหรัฐ รวมถึงโครงการใหม่ในประเทศใหม่ บราซิล, กายอานา และแคนาดา ซึ่งจะส่งผลกดดันต่อโอเปกพลัส ที่มีการประกาศทยอยปรับเพิ่มขึ้นกำลังการผลิต คงจะต้องดูว่ามีแนวทางอย่างไร เพื่อรักษาสมดุลตลาดน้ำมันดิบในปีนี้