หุ้นวิชั่น – NER ราคายางขาขึ้นใน 5 ปี คาดยอดขายยางพารา 500,000 ตันเพิ่ม 14% พร้อมสร้างรายได้ 34,000 ล้านบาทในปี 2568 ปรับกลยุทธ์ขายลด Matching Order ให้เหมาะสม ขยาย STR3 ที่บุรีรัมย์และจับตลาดอินเดียเพิ่มสัดส่วน เพื่อลดความพึ่งพาจีน ท่ามกลางภาษียางส่งออกสหรัฐฯที่เพิ่มขึ้นเป็น 17% เชื่อยังสามารถบริหารจัดการได้
นายชูวิทย์ จึงธนสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท นอร์ทอีส รับเบอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ NER ซึ่งเป็นผู้ผลิตยางธรรมชาติชั้นนำระดับโลก เปิดเผยว่า สำหรับปีนี้ (2568) บริษัทยอดขายยางพาราที่ 500,000 ตัน เพิ่มขึ้น 14% เมื่อเปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมา คาดว่าจะสร้างรายได้รวมประมาณ 34,000 ล้านบาท ซึ่งเติบโตถึง 24% โดยเป้าหมายอัตรากำไรสุทธิ (Net Margin) อยู่ที่ 6-7% และอัตรากำไรขั้นต้นในปี 2568 มีแนวโน้มกลับมาอยู่ที่ระดับ 10% เนื่องจากบริษัทมีความสามารถในการบริหารจัดการต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ขณะที่ไตรมาสแรกของปี 2568 บริษัทคาดว่ายอดขายจะต่ำกว่าไตรมาสที่ 4 ของปี 2567 ลงประมาณ 10% ในขณะที่รายได้อาจลดลงประมาณ 3-4% เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 4 ของปี 2567 นอกจากนี้บริษัทได้ปรับนโยบายและกลยุทธ์การขาย โดยลดสัดส่วนการใช้วิธี Matching Order จาก 100% มาอยู่ที่ 80% เนื่องจากมองว่าทิศทางราคายางในอีก 5 ปีข้างหน้ามีแนวโน้มขาขึ้นอย่างชัดเจน โดยอุปทานยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ หากในอนาคตเกิดสภาวะราคาลดลง บริษัทจะกลับมาบริหารจัดการความเสี่ยงตามแนวทางเดิม
สำหรับโรงงานยางแท่งแห่งที่ 3 ที่จังหวัดบุรีรัมย์ (STR3) ซึ่งมีขนาดกำลังการผลิต 320,000 ตัน และมีมูลค่าการลงทุน 2,059 ล้านบาท กำลังเดินหน้าดำเนินโครงการตามแผนที่วางไว้ ในขณะที่ที่ประเทศโกตดิวัวร์ (Côte d’Ivoire) บริษัทได้จัดตั้งบริษัทแล้ว แต่กระบวนการประสานงานยังอยู่ในขั้นตอนดำเนินงาน
ในส่วนของภาษี สหรัฐอเมริกาในปัจจุบันได้ปรับขึ้นภาษีสำหรับยางส่งออกจากบริษัทเล็กน้อย โดยอยู่ที่ 17% จากเดิมที่ 7% แม้ว่าราคายางที่ส่งออกไปยังสหรัฐยังคงถูกกว่าประเทศเพื่อนบ้านในระดับหนึ่ง แต่ภาษีสำหรับการนำเข้ากลับเข้าสหรัฐถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้ เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน
ในด้านสินค้าประเภทแผ่นปูรองปศุสัตว์ บริษัทตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 30 ล้านบาทในปีนี้ โดยมุ่งเน้นผลิตแผ่นปูรองคอกสำหรับฟาร์มหมูและฟาร์มวัว ในขณะที่ผลิตภัณฑ์แผ่นรองสำหรับ สุนัข ในโรงพยาบาลอยู่ระหว่างดำเนินการ
ด้านลูกค้าปีนี้คาดว่า ลูกค้าจากประเทศอินเดียจะเพิ่มสัดส่วนขึ้นเป็น 15% ของยอดขายในปี 2568ขึ้นไป เพื่อเป็นการกระจายความเสี่ยงจากการพึ่งพาลูกค้าจากประเทศจีน ที่ผ่านมาลูกค้าอินเดียก็มีการเข้ามาดูโรงงานของบริษัทต่อเนื่อง
นอกได้มีการกำหนดจ่ายเงินปันผลสำหรับผลการดำเนินงานประจำปี 2567 ในอัตราหุ้นละ 0.36 บาท คิดเป็นเงินทั้งสิ้นประมาณ 665.20 ล้านบาท คิดเป็นอัตราการจ่ายเงินปันผลร้อยละ 40.26 ของกำไรสุทธิหลังจากหักเงินทุนสำรองตามกฎหมาย ซึ่งเมื่อหักเงินปันผลระหว่างกาลสำหรับผลประกอบการงวด 6 เดือนแรกของปี 2567 ในอัตราหุ้นละ 0.05 บาทต่อหุ้น คิดเป็นเงิน 92.39 ล้านบาท ที่จ่ายเมื่อวันที่ 6 กันยายน 2567 คงเหลือเป็นเงินปันผลงวดสุดท้ายสำหรับผลประกอบการปี 2567 แก่ผู้ถือหุ้นเป็นเงินหุ้นละ 0.31 บาท คิดเป็นเงินรวมประมาณ 572.81 ล้านบาท โดยจ่ายจากกำไรส่วนที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนทั้งหมด และกำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 9 พฤษภาคม 2568 ทั้งนี้เรื่องดังกล่าวจะถูกนำเสนอเพื่อขออนุมัติต่อที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นที่จะมีขึ้นในครั้งถัดไป