หุ้นวิชั่น – บริษัท ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (ITC) รายงานผลประกอบการไรตมาส 4/2567 และปี 2567 ต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ ว่า บริษัทมีกำไรสุทธิไตรมาส 4 ปี 2567 อยู่ที่ 790.4 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 3.1% เมื่อเทียบกับปีก่อน) อันเป็นผลมาจากการ เพิ่มขึ้นของกำไรขั้นต้น รายได้อื่นที่เพิ่มสูงขึ้น และผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ลดลง แม้ว่ายอดขายจะทรงตัว และ ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารจะสูงขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน ส่งผลให้อัตรากำไรสุทธิในไตรมาส 4 ปี 2567 เพิ่มขึ้นเล็กน้อย อยู่ที่ 16.8% เมื่อเทียบกับ 16.1% ในไตรมาส 4 ปี 2566
อย่างไรก็ตาม กำไรสุทธิไตรมาส 4 ปี 2567 ลดลง 19.0% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน สาเหตุหลักจากการลดลง ของผลกำไรจากการดำเนินงาน แม้ว่ารายได้อื่นจะเพิ่มสูงขึ้น และผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ลดลง ส่งผลให้อัตรากำไรสุทธิในไตรมาส 4 ปี 2567 ลดลงอยู่ที่ 16.8% เมื่อเทียบกับ 22.0% ในไตรมาส 3 ปี 2567
กำไรสุทธิปี 2567 แข็งแกร่งอยู่ที่ 3,597.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญถึง 57.7% เมื่อเทียบกับผลการดำเนินงานที่ลดลงในปีก่อน สาเหตุหลักจากยอดขายที่เพิ่มขึ้นและผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่ง รวมถึงการบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้อัตรากำไรสุทธิแข็งแกร่งอยู่ที่ 20.3% ในปี 2567 ปรับตัวสูงขึ้นจาก 14.6% ในปี 2566
บริษัทฯ มีรายได้จากการขายไตรมาส 4 ปี 2567 ที่ 4,697.8 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อย 1.1% เมื่อเทียบกับปีก่อน สาเหตุหลักมาจากความต้องการอาหารสัตว์เลี้ยง ที่ลดลงในทวีปยูโรปและอเมริกาเมื่อเทียบกับปีก่อน จากลูกค้ารายหลัก เศรษฐกิจชะลอตัว และการขนส่งที่ล่าช้า โดยถูกหักกลบด้วยยอดขายในทวีปเอเชียและโอเชียเนียที่เพิ่มขึ้น และสัดส่วนการขายสินค้าพรีเมียมที่สูงขึ้น โดยรายได้จากการขายรายโตรมาสปรับตัวสูงขึ้น 5.9% เมื่อเทียบกับโตรมาสก่อน จากยอดขายที่เพิ่มขึ้นในทุกตลาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในทวีปอเมริกา และสัดส่วนการขายสินค้าพรีเมียมที่สูงขึ้น
บริษัทฯ มีรายได้จากการขายปี 2567 อยู่ที่ 17,729.1 ล้านบาท กลับมาเติบโตที่ 13.8% เมื่อเทียบกับปีก่อน สาเหตุหลักจากยอดขายที่เพิ่มขึ้นในทุกตลาดโดยเฉพาะอย่างยิ่งในทวีปยุโรปและอเมริกา เมื่อเทียบกับผลการดำเนินงานที่ลดลงในปีก่อนหน้า รวมถึงกลยุทธ์การปรับราคาของบริษัทฯ และสัดส่วนการขายสินค้าพรีเมี่ยมที่สูงขึ้น
*ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร
ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารไตรมาส 4 ปี 2567 เพิ่มขึ้น 65.6% เมื่อเทียบกับปีก่อน และเพิ่มขึ้น 28.8% เมื่อ เทียบกับไตรมาสก่อน เป็นผลจากค่าใช้จ่ายในการบริหารและการขายที่สูงขึ้นจากค่าที่ปรึกษาจากโปรเจกต์ทรานส์ฟอร์มเมชั่นธุรกิจ รวมถึงกิจกรรมทางการตลาด และค่าขนส่งสินค้า ส่งผลให้อัตราส่วนค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อยอดขายในไตรมาส 4 ปี 2567 เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 11.3% จาก 6.8% ไตรมาส 4 ปี 2566 และ 9.3% ในโตรมาส 3 ปี 2567
ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารสำหรับปี 2567 เพิ่มขึ้น 40.1% เมื่อเทียบกับปีก่อน จากค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่สูงขึ้นด้วยเหตุผลที่ได้กล่าวข้างต้น ส่งผลให้อัตราส่วนค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อยอดขาย ขึ้นมาอยู่ที่ 9.3% จาก 7.6% ในปี 2566
ภาพรวมอุตสาหกรรมในปี 2567 แม้ว่าจะได้รับแรงกดดันจากเงินเฟ้อ ส่งผลต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค และการเติบโตของจำนวนสัตว์เลี้ยงทั่วโลกที่ชะลอตัวลง ตลาดอาหารสุนัขและแมวทั่วโลกคาดว่าจะเติบโต ด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) ตั้งแต่ปี 2567 ถึง 2572 ที่ 5.7%
สำหรับปี 2567 ตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงทั่วโลกมีมูลค่า 147.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเติบโตสูงขึ้น 5.4% เมื่อเทียบกับปีก่อน การเติบโตนี้เกิดจากกระแสความนิยมอาหารสัตว์เลี้ยงพรีเมียม (Premiumization) และ พฤติกรรมการเลี้ยงสัตว์เลี้ยงเหมือนเป็นสมาชิกของครอบครัว (Humanization) รวมถึงการใส่ใจสุขภาพและความเป็นอยู่ของสัตว์เลี้ยงที่เพิ่มมากขึ้นในหมู่เจ้าของสัตว์เลี้ยง แม้ว่าผู้บริโภคบางส่วนจะให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าของ ราคา แต่ความต้องการซื้อที่ไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก แม้ว่าราคาสินค้าจะสูงขึ้น (Price inelasticity) ของเจ้าของสัตว์เลี้ยง ที่เลือกซื้ออาหารสัตว์เลี้ยงพรีเมียบอยู่แล้ว ยังคงเป็นปัจจัยกระตุ้นการเติบโตที่สำคัญของกลุ่มอาหาหารสัตว์เลี้ยงพรีเมียม เพื่อตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของ สกาวะตลาดดังกล่าว บริษัทฯ ได้ดำเมินกลยุทธ์ในการปรับปรุงคุณลักษณะของ สินค้า ปรับระดับราคาสินค้าให้ถูกลงเพื่อให้อยู่ในระดับที่เข้าถึงได้ และสามารถแข่งขันได้ตามสภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน
เป้าหมายการดำเนินงานในปี 2568 บริษัทฯ คาดการณ์การเติบโตของรายได้จากการขายไว้ที่ 13-15% เมื่อเทียบกับปีก่อน , การเติบโตของกำไรขั้นต้น 10-12% เมื่อเทียบกับปีก่อน, อัตราส่วนค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อยอดขาย ที่ 9-10%, รายจ่ายการลงทุน 1.5 พันล้านบาท, นโยบายการจ่ายเงินปันผล ในอัตราไม่ต่ำกว่า 50% ของกำไรสุทธิ