หุ้นวิชั่น-ทีมข่าวหุ้นวิชั่น รายงาน นางเสาวลักษณ์ ถิฐาพันธ์ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่มธุรกิจค้าส่ง และ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่มธุรกิจสายงานการเงินการบัญชี และบริหารงานกลาง บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) (CPAXT) เปิดเผยว่า ในปี 2567 บริษัทฯ และบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิรวมจำนวน 10,569 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,929 ล้านบาท หรือร้อยละ 22.3 เมื่อเทียบกับปีก่อน หากไม่รวมรายการปรับปรุง กำไรสุทธิจะเป็นจำนวน 10,837 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2,060 ล้านบาท หรือร้อยละ 23.5 เมื่อเทียบกับปีก่อน ซึ่งเป็นผลมาจากการเติบโตของยอดขายและอัตรากำไรขั้นต้นในทุกกลุ่มธุรกิจ รวมถึงการลดลงของต้นทุนทางการเงินจากการปรับโครงสร้างเงินกู้ยืมในกลุ่มธุรกิจค้าปลีก
บริษัทฯ มีต้นทุนในการจัดจำหน่ายและค่าใช้จ่ายในการบริหารรวมทั้งสิ้น 68,339 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นจำนวน 3,371 ล้านบาท หรือร้อยละ 5.2 เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา สาเหตุหลักมาจากต้นทุนในการจัดจำหน่ายและค่าใช้จ่ายในการบริหารที่เพิ่มขึ้นจากกลุ่มธุรกิจค้าส่ง รวมถึงค่าใช้จ่ายในการลงทุนเพื่อสนับสนุน Omni Channel และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของสาขาใหม่ อีกทั้งยังมีค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นครั้งเดียวจากการควบรวมบริษัทเพื่อปรับโครงสร้างภายในองค์กร อย่างไรก็ตาม หากไม่รวมค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการควบรวมบริษัท (“รายการปรับปรุง”) ต้นทุนในการจัดจำหน่ายและค่าใช้จ่ายในการบริหารจะเพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 4.7 ซึ่งเติบโตในทิศทางเดียวกันกับรายได้รวม
ปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้สัดส่วนต้นทุนในการจัดจำหน่ายและค่าใช้จ่ายในการบริหารต่อรายได้รวมเท่ากับร้อยละ 13.3 ซึ่งเท่ากับปีก่อน โดยกลุ่มธุรกิจค้าส่งและค้าปลีกมีสัดส่วนต้นทุนในการจัดจำหน่ายและค่าใช้จ่ายในการบริหารต่อรายได้รวมอยู่ที่ร้อยละ 10.2 และร้อยละ 17.1 ตามลำดับ
บริษัทฯ มีรายได้รวมทั้งสิ้น 512,042 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22,093 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.5 เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยมีรายได้จากการขายสินค้าจำนวน 488,861 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22,627 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.9 เมื่อเทียบกับปีก่อน ซึ่งมาจากการเติบโตของรายได้จากการขายของกลุ่มธุรกิจค้าส่งที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.3 โดยได้รับแรงหนุนจากการเติบโตของทุกหน่วยธุรกิจ โดยเฉพาะการขายกลุ่มสินค้าอาหารสดและการขายนอกร้านผ่านช่องทาง Omni Channel รวมถึงการขยายสาขา ขณะเดียวกันรายได้จากการขายของกลุ่มธุรกิจค้าปลีกก็เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.3 จากกลยุทธ์การมุ่งเน้นสินค้าอาหารสดและสินค้าพร้อมปรุง รวมถึงการขายผ่านช่องทาง Omni Channel
ในปีนี้ สัดส่วนรายได้จากการขายผ่านช่องทาง Omni Channel ของบริษัทฯ และบริษัทย่อยคิดเป็นร้อยละ 18.0 ของรายได้จากการขายสินค้า ซึ่งสามารถบรรลุเป้าหมายที่บริษัทฯ วางไว้ โดยการขายนอกร้านผ่านแอปพลิเคชันและการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก ตอกย้ำความเป็น “ผู้นำเทคโนโลยีค้าปลีกค้าส่ง” ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันทั้งในระดับประเทศและภูมิภาค
บริษัทฯ มีรายได้จากการให้บริการและรายได้อื่นรวมจำนวน 8,860 ล้านบาท ลดลง 552 ล้านบาท หรือร้อยละ 5.9 เมื่อเทียบกับปีก่อน สาเหตุหลักมาจากการลดลงของรายได้จากการให้บริการในกลุ่มธุรกิจค้าส่ง จากการร่วมทำกิจกรรมกับคู่ค้าในการได้รับการสนับสนุนการให้คะแนนสะสมแก่ลูกค้าสมาชิก ซึ่งส่งผลให้การรับรู้รายได้ทางบัญชีมีการเปลี่ยนแปลงจากการรับรู้รายได้ค่าบริการเป็นการลดต้นทุนขาย (การจัดประเภทบัญชีของกลุ่มธุรกิจค้าส่ง) และรายได้อื่นในกลุ่มธุรกิจค้าปลีกลดลงจากกำไรทางบัญชีจากสัญญาซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า ซึ่งเกี่ยวข้องกับการชำระคืนเงินกู้ยืมจากสถาบันการเงินในปี 2566
บริษัทฯ และบริษัทย่อยมีรายได้ค่าเช่าและรายได้จากการให้บริการศูนย์การค้าจำนวน 14,321 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากปีก่อน โดยบริษัทฯ และบริษัทย่อยมีกำไรขั้นต้นจากการให้เช่าและการให้บริการศูนย์การค้าจำนวน 7,899 ล้านบาท คิดเป็นอัตรากำไรขั้นต้นจากการให้เช่าและการให้บริการศูนย์การค้าที่ร้อยละ 55.2 ซึ่งลดลงเล็กน้อยจากปีก่อน
แนวโน้มธุรกิจปี 2568
บริษัทฯ ตั้งเป้าการเติบโตของรายได้อย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นกลยุทธ์ในการเติบโต ของธุรกิจที่ครอบคลุมทุกมิติ ทั้งการขยายสาขาทุกรูปแบบ การเพิ่มประสิทธิภาพจากการขาย Omni Channel และ การสร้างศูนย์การค้าให้เป็นศูนย์กลางชุมชนที่รวมการใช้ชีวิตแบบสมาร์ทของคนทุกวัย เพื่อสร้างความแข็งแกร่ง และ มูลค่าเพิ่มในสินทรัพย์ได้ดียิ่งขึ้น
ในด้านการขาย Omni Channel บริษัทฯ ตั้งเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนต่อยอดขายอย่างต่อเนื่อง โดยการขายนอกร้าน ผ่านแอปพลิเคชันยังคงเติบโตอย่างรวดเร็วจากการใช้ข้อมูลเชิงลึกรายบุคคลด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ และ การวิเคราะห์กลุ่มลูกค้าอย่างเฉพาะเจาะจง เพื่อดึงดูดและรักษาผู้ใช้งานให้ใช้บริการซ้ำในทุกช่องทาง รวมถึงการขยายพื้นที่ให้บริการซึ่งใช้จุดแข็งของสาขาที่มีกว่า 2,600 สาขาทั่วประเทศ เป็นจุดกระจายและจัดส่งสินค้าเพื่อ เพิ่มอรรถประโยชน์ของสินทรัพย์ที่มีอยู่
นอกจากนี้บริษัทฯ มุ่งมั่นเพิ่มพื้นที่เช่าและปรับโฉมสาขา พร้อมทั้งการบริหารพื้นที่ศูนย์การค้าให้เป็นศูนย์กลางชุมชนที่รวมการใช้ชีวิตแบบสมาร์ทของคนทุกวัย โดยเฉพาะสาขาในย่านธุรกิจเมืองหลักและพื้นที่กำลังพัฒนาที่มีศักยภาพในการเติบโต ผ่านการนำเสนอในรูปแบบและขนาดตามความต้องการของกลุ่มลูกค้าในแต่ละพื้นที่ พร้อมทั้งเสริมประสบการณ์ใหม่ๆ ให้กับลูกค้าผ่านการคัดสรรพันธมิตรและผู้เช่าที่ตอบโจทย์ไลฟ์ สไตล์ของผู้บริโภค ในยุคปัจจุบัน เช่น ร้านอาหารแนวคิดใหม่ พื้นที่สำหรับกิจกรรมเชิงประสบการณ์ หรือแบรนด์สินค้าที่มีความโดดเด่น กลยุทธ์เหล่านี ้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พื้นที่และรายได้จากค่าเช่า พร้อมทั้งเสริมความสามารถในการแข่งขันของ บริษัทฯ และเพิ่มมูลค่าสินทรัพย์อย่างยั่งยืน บริษัทฯ เน้นย้ำการนำเสนอสินค้าคุณภาพดีในราคาคุ้มค่า รวมถึงสินค้าทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพ และใส่ใจต่อ สิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งเพิ่มสัดส่วนกลุ่มสินค้าภายใต้แบรนด์ของบริษัทฯ (Private label) และสินค้าแบรนด์ในราคา ที่คุ้มค่าที่มีจำหน่ายเฉพาะที่แม็คโครและโลตัส (Exclusive brand) เพื่อเสริมความแข็งแกร่งในตลาด และ เพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน
อีกทั้งการใช้ระบบวิเคราะห์ข้อมูลธุรกิจอัจฉริยะและการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกช่วยสร้าง ความเข้าใจในพฤติกรรมและความต้องการของลูกค้าได้อย่างแม่นยำ ซึ่งจะช่วยให้บริษัทฯ สามารถตอบสนอง ความต้องการของลูกค้าได้อย่างตรงจุด พร้อมผลักดันการเติบโตยอดขายและกำไรขั้นต้นได้ดียิ่งขึ้น เมื่อต้นเดือนตุลาคมปี 2567 บริษัทฯ ได้ดำเนินการควบบริษัทแม็คโครและโลตัสในประเทศไทย ซึ่งนับเป็นจุดเปลี่ยน สำคัญในการเสริมศักยภาพขององค์กร ด้วยการมุ่งเน้นการสร้างมูลค่าเพิ่มจากการผนึกก าลัง ไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่ม ประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และลดความซ้ำซ้อนในการดำเนินงาน แต่ยังเปิดโอกาสในการเพิ่มผลประกอบการ อนึ่ง การเติบโตของภาพรวมรายได้ดังกล่าวข้างต้นจะสอดคล้องกับภาพรวมเศรษฐกิจในประเทศและประเทศที่ บริษัทฯ มีการลงทุน โดยคาดว่าเศรษฐกิจยังคงเติบโตอย่างมีเสถียรภาพ ซึ่งได้รับแรงสนับสนุนสำคัญจาก ภาคการท่องเที่ยว ภาคการบริการ และภาคการส่งออก และนโยบายสนับสนุนจากภาครัฐ
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยการผันผวนทางเศรษฐกิจจากภาระหนี้สินครัวเรือน, การเปลี่ยนแปลงของค่าเงิน และความเสี่ยงจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์อาจมีผลกระทบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจและการดำเนินงานของบริษัทฯ แต่บริษัทฯ มุ่งมั่นที่จะพัฒนาธุรกิจให้เป็นองค์กรที่มีความยั่งยืนในระดับโลก โดยยึดหลักการสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และสังคม พร้อมกับการกำกับดูแลกิจการที่ดี (ESG)
บริษัทฯ ได้ตั้งเป้าหมายตามประเด็นที่สำคัญต่อผู้มีส่วนได้เสีย และสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของโลก (UNSDGs) โดยการนำหลักการเหล่านี้มาปฏิบัติในทุกกระบวนการดำเนินงาน พร้อมทั้งติดตามและปรับปรุงนโยบายด้านความยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง เชื่อมั่นว่าบริษัทฯ จะสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในด้านเศรษฐกิจและสังคม รวมทั้งลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมในระยะยาว ทั้งนี้ยังสามารถบริหารจัดการความเสี่ยงได้อย่างเหมาะสมตามสภาวะเศรษฐกิจและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งจะช่วยให้บริษัทฯ และบริษัทย่อยสามารถสร้างรายได้และผลตอบแทนที่ดีแก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วนอย่างยั่งยืน