หุ้นวิชั่น – ASW มองลดดอกเบี้ยดีกว่าคาด ช่วยกระตุ้นตลาดอสังหาริมทรัพย์ หวังมาตรการ LTV และลดค่าธรรมเนียมการโอนเพิ่ม ตั้งเป้ายอดขาย 19,500 ล้านบาท พร้อมรายได้แตะ 10,500 ล้านบาท เตรียมเปิด 10 โครงการใหม่ ครอบคลุมกรุงเทพฯ ปริมณฑล และภูเก็ต Backlog แข็งแกร่ง 25,413 ล้านบาท ทยอยรับรู้รายได้ต่อเนื่อง จับตา TITLE เตรียมย้ายเข้า SET หลังทำกำไรต่อเนื่อง 3 ปี!
นายกรมเชษฐ์ วิพันธ์พงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) หรือ ASW บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นผู้นำด้านไลฟ์สไตล์ภายใต้แนวคิด “ความสุขที่ออกแบบมาเพื่อคุณ” หรือ “We Build Happiness” บริษัทตั้งเป้า ยอดขายที่ 19,500 ล้านบาท เติบโตจากปีก่อน ที่ 19,330 ล้านบาท และเป้ารายได้ 10,500 ล้านบาท จากปีก่อน 9,987 ล้านบาท ดังนั้นหากตลาดอสังหาริมทรัยพ์กลับมาเติบโตก้อาจจะทำได้ดีกว่าเป้าหมาย โดยปี 2568 นี้ ASW จึงเดินหน้ากลยุทธ์ “Growing Success, Growing Happiness” เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนและมั่นคง
ทั้งนี้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปีนี้ยังคงเผชิญความเสี่ยงจากกำลังซื้อภาคบริโภคที่ชะลอตัว รวมถึงแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม การแข่งขันในตลาดที่ลดลงอาจเป็นโอกาสสำคัญสำหรับผู้ประกอบการ ขณะเดียวกัน การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% โดยคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ล่าสุด ถือว่าดีกว่าที่คาดการณ์ และจะช่วยกระตุ้นการตัดสินใจซื้อโครงการของลูกค้าได้ในระดับหนึ่ง ทั้งนี้ ภาคธุรกิจยังคาดหวังมาตรการเพิ่มเติมจากภาครัฐ โดยเฉพาะการปรับเกณฑ์สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย (LTV) และการลดค่าธรรมเนียมการโอนกรรมสิทธิ์ ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยกระตุ้นตลาดอสังหาริมทรัพย์ให้ขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ
สำหรับแผนการเปิดตัวโครงการใหม่ 10 โครงการ มูลค่าทั้งหมด 22,000 ล้านบาท บนทำเลยุทธศาสตร์ทั้งกรุงเทพฯ ปริมณฑล และภูเก็ต แบ่งเป็นโครงการคอนโดมิเนียม 8 โครงการ รวมมูลค่า 20,500 ล้านบาท ครอบคลุม 3 แบรนด์หลัก KAVE, ATMOZ และ MODIZ อาทิ แอทโมซ เดอ โซล ทิพวัล สเตชั่น (Atmoz De Sol Thipphawan Station), เคฟ เพลย์กราวด์ (Kave Playground) รวมถึงโครงการ Leisure Residences ในภูเก็ต เช่น เดอะ คาตาเบลโล (THE KATABELLO), อะดอร่า ราไวย์ (ADORA RAWAI) และโครงการแนวราบในจังหวัดภูเก็ตอีก 2 โครงการ รวมมูลค่า 1,500 ล้านบาท ต่อยอดความสำเร็จแบรนด์ THE TITLE สู่โครงการ Luxury Villa เป็นครั้งแรกบนทำเลหาดในยาง และเชิงทะเล ควบคู่กับการสร้างรายได้ต่อเนื่อง (Recurring Income) ลงทุนในธุรกิจที่มีศักยภาพและเชื่อมโยงกับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค อย่างธุรกิจคอมมูนิตี้มอลล์, Health & Wellness และเอนเตอร์เทนเมนต์
โดยในไตรมาส 1/2567 จะมีการเปิดโครงการกว่า 5 โครงการที่จะเปิดไตรมาส 1/2568 มูลค่ากว่า 10,700 ล้านบาท ทั้งนี้ ณ สิ้นปี 2567 ASW มียอดขายรอรับรู้รายได้ (Backlog) ที่แข็งแกร่ง ราว 25,413 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยโอนกรรมสิทธิ์และทยอยรับรู้รายได้ในปี 2568 ทั้งสิ้น 7 โครงการ มูลค่ารวม 14,050 ล้านบาท โดยมีโครงการที่เตรียมโอนในช่วงครึ่งปีแรก 4 โครงการ ได้แก่ 1.แอทโมซ ซีซั่น ลาดกระบัง (Atmoz Season Ladkrabang) คอนโดมิเนียมสร้างเสร็จใหม่ มูลค่า 1,100 ล้านบาท 2.เคฟ โคโค่ บางแสน (Kave COCO Bangsaen) โครงการแคมปัสคอนโดติด ม.บูรพา มูลค่า 2,000 ล้านบาท 3.แอทโมซ พาลาซิโอ ลาดพร้าว-วังหิน (Atmoz Palacio Ladprao-Wanghin) คอนโดมิเนียมใกล้รถไฟฟ้า 3 สาย มูลค่า 1,750 ล้านบาท และ 4.แอทโมซ แคนวาส ระยอง (Atmoz Canvas Rayong) คอนโดมิเนียมสไตล์รีสอร์ท ติดเซ็นทรัลระยอง มูลค่า 1,250 ล้านบาท
สำหรับบริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) หรือ ASW ดำเนินธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ โดยมุ่งพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยแนวสูงและแนวราบบนทำเลศักยภาพ ภายใต้แนวคิด “ความสุขที่ออกแบบมาเพื่อคุณ” หรือ “We Build Happiness” ปัจจุบันได้พัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมและโครงการบ้านจัดสรรมาแล้วกว่า 75 โครงการ ภายใต้แบรนด์ในเครือที่ออกแบบมาเพื่อสร้างความสุขให้เหมาะกับทุกไลฟ์สไตล์ ได้แก่ แบรนด์ เคฟ (KAVE), แบรนด์ แอทโมซ (ATMOZ), แบรนด์ โมดิซ (MODIZ), แบรนด์ เอสต้า (ESTA), แบรนด์ ดิ อาเบอร์ (THE ARBOR), แบรนด์ ดิ ออเนอร์ (THE HONOR) รวมถึงแบรนด์ภายใต้ บริษัท ร่มโพธิ์ พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ “TITLE” ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของบริษัทฯ รวมมูลค่าโครงการกว่า 121,731 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการที่ก่อสร้างแล้วเสร็จและโครงการพร้อมอยู่ 22 โครงการ และโครงการที่กำลังเปิดขายและอยู่ระหว่างการพัฒนา 19 โครงการ และ ณ สิ้นปี 2567 มียอดขายรอรับรู้รายได้ (Backlog) มูลค่ารวมกว่า 25,413 ล้านบาท
ขณะที่ TITLE สามรารถทำกำไรได้ต่อเนื่อง 3 ปีติดต่อกัน และปีล่าสุดมีกำไรกว่า 90 ล้านบาท ทำให้มีคุณสมบัติครบถ้วนที่จะย้ายเข้าไปซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ SET จากเดิมที่ซื้อขายในตลาดหลักทรัยพ์ mai โดยอยู่ระหว่างการยื่นเอกสารต่อตลาดหลักทรัพย์ โดยคาดว่าจะใช้ระยะเวลาราว 4-5 เดือน
นอกจากนี้ในส่วนของASW ยังมีการอนุมัติ ASW-W3 เพื่อเป็นการเพิ่มสภาพคล่องให้แก่บริษัท โดยที่ราคาตั้งไว้ เป็นราคาที่เหมาะสมต่อกำไรต่อหุ้นและระดับ P/E ที่เหมาะสมในปัจจุบัน ปัจจุบันระดับ P/E ก็ค่อนข้างต่ำ ส่วนการงดการจ่ายเงินปันผลนั้น เป็นไปตามสภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่แน่นอน กำลังซื้อที่ยังไม่สามารถคาดการณ์ได้ จึงมองว่าการสำรองกระแสเงินสด เป็นสิ่งที่ฝ่ายบริหารต้องมีความระมัดระวัง ในการหมุนเวียนในกิจการ ลดการพึ่งพิงแหล่งเงินกู้ภายนอก ดังนั้นการสำรองเงินสดจึงเป็นเรื่องสำคัญ หากภาครัฐมีมาตการออกมาและส่งผลให้เศษฐกิจขึ้น และทำให้การสำรองเงินส่วนนี้ลดลง ก็อาจจะพิจารณาในปันผลระหว่างกาลในครั้งต่อไป