หุ้นวิชั่น – ทีมข่าวหุ้นวิชั่น รายงาน บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ระบุถึง SSP ว่า กำไรปี 2025 มีโอกาสลดลง YoY ประกาศปิดซ่อมโครงการลมบางส่วนในเวียดนามช่วง 1Q25 วานนี้ (5 ก.พ.) เราได้เข้าร่วมประชุมนักวิเคราะห์และมีมุมมองเป็นลบต่อแนวโน้มการเติบโตของบริษัทฯ ในปี 2025 โดยมีสาระสำคัญดังนี้ :
1) ผู้บริหารให้ข้อมูลว่าในช่วง 1Q25 บริษัทฯ ได้มีการปิดซ่อมสายส่งบางส่วนของโครงการลมในเวียดนาม (ขนาด 38 MWe, ถือหุ้น 80%) โดยเบื้องต้นบริษัทฯ คาดจะส่งผลให้รายได้ลดลงราว 40 ล้านบาท อย่างไรก็ตามโครงการนี้จะได้รับเงินประกันจากเหตุการณ์ดังกล่าวราว 8-12 ล้านบาท (คาดบันทึกในช่วง 2Q25)
2) ผู้บริหารมองว่ากำไรปี 2025 มีโอกาสลดลงราว 15-20% YoY เพราะถูกกดดันจากการหมดอายุของ Adder ในโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ SPN (ขนาด 40 MWe, ถือหุ้น 100%) ในเดือนม.ค. 25 และต้นทุนทางการเงินยังทรงตัวอยู่ในระดับสูง แม้อัตราดอกเบี้ย Green Loan ชุดใหม่จะลดลง เพราะบริษัทฯ อยู่ระหว่างการกู้เงินเพิ่มเพื่อลงทุนโครงการใหม่ในอนาคต
3) บริษัทฯ อยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ในการเข้าลงทุนในโครงการแสงอาทิตย์และลมในฟิลิปปินส์เพิ่มเติม โดยคาดว่าจะมีความชัดเจนมากขึ้นในช่วง 2Q-3Q25
ปรับประมาณการปี 2025-26 ลง
เราปรับกำไรปกติปี 2025-26 ลง 18% และ 17% เป็น 714 ล้านบาท (-13% YoY) และ 759 ล้านบาท (+6% YoY) ตามลำดับ จากการปรับสมมติฐานรายได้จากโครงการพลังงานลมและโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ลงเพื่อสะท้อนความเร็วลมและความเข้มแสงที่มีแนวโน้มลดลง YoY และการปิดซ่อมสายส่งไฟฟ้าของโครงการลมในเวียดนามในช่วง 1Q25 รวมถึงต้นทุนทางการเงินที่สูงกว่าที่เราประเมินไว้ก่อนหน้า (ผลจากการกู้ยืมเงินเพิ่มเติมเพื่อเตรียมเข้าลงทุนในโครงการใหม่ของบริษัทฯ)
คาดกำไร 1Q25 ลดลง QoQ แต่ทรงตัวได้ YoY แม้หมดสัญญา Adder
เบื้องต้นคาดกำไรปกติ 1Q25 ที่ราว 250 ล้านบาท +/- ลดลง QoQ จาก:
1) ปัจจัยฤดูกาลของโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในญี่ปุ่น
2) การรับรู้ผลกระทบจากการหมดสัญญา Adder ในเดือนม.ค. 25 และ
3) การปิดซ่อมสายส่งไฟฟ้าบางส่วนของโครงการลมในเวียดนาม
อย่างไรก็ตาม คาดกำไรปกติจะสามารถทรงตัวได้ YoY แม้ถูกกดดันจากการหมดสัญญา Adder ของโครงการแสงอาทิตย์ SPN โดยได้รับแรงหนุนจากการเริ่มรับรู้รายได้ของวินชัยในช่วง High Season ซึ่งบริษัทฯ ได้เพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นเป็น 100% จากเดิม 25% ในเดือนมี.ค. 24 แบบเต็มไตรมาส (ใน 1Q24 รับรู้ส่วนแบ่งกำไรเป็นระยะเวลา 2 เดือนและรับรู้รายได้ 100% เป็นระยะเวลา 1 เดือน)
ปรับราคาเหมาะสมลงเป็น 6.10 บาท/หุ้น และปรับคำแนะนำลงเป็น “TRADING”
ผลจากการปรับประมาณการลง ส่งผลให้ราคาเหมาะสม ณ สิ้นปี 2025 ลดลงเป็น 6.10 บาท/หุ้น มี Upside เหลือเพียง 10.9% แม้โครงการซื้อหุ้นคืน (จำนวน 35 ล้านหุ้น ภายใต้วงเงิน 200 ล้านบาท, คิดเป็นราคาเฉลี่ยที่ราว 5.71 บาท/หุ้น) ช่วยจำกัด Downside ของราคาหุ้นได้ แต่เรามองว่าในระยะสั้น-กลางการฟื้นตัวของราคาหุ้นจะยังถูกจำกัดจากแนวโน้มผลประกอบการปี 2025 ที่ลดลง YoY จึงปรับคำแนะนำจาก “ซื้อ” ลงเป็น “TRADING” โดยเรามองว่าหุ้นจะกลับมาน่าสนใจอีกครั้งที่ราคาระดับ 5.00 บาท/หุ้น +/- หรือหลังเห็นสัญญาณการฟื้นตัวของผลประกอบการ YoY (คาดเกิดขึ้นในช่วง 4Q25 เป็นอย่างเร็ว)